พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.45 น.

พรรคประชาชน จี้กกต.แจงเลือกตั้ง69 หยุดฟ้องปิดปากปชช.-สื่อ

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 พรรคประชาชน ได้่โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า กกต. ควรตอบข้อสงสัยประชาชน โดยการชี้แจงและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตอบโต้ประชาชน โดยการดำเนินคดีกับประชาชน-สื่อมวลชนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ได้สัดส่วนและเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก

การเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยและข้อครหาจากประชาชนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า, การพบใบขีดนับคะแนนเลือกตั้ง (สส. 5/11) ในพื้นที่ลักษณะคล้ายกองขยะ, ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันในบางหน่วยระหว่างใบขีดนับคะแนน (สส. 5/11) กับรายงานผลการนับคะแนน (สส. 5/18), การรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ก่อนที่จะมีการประกาศคะแนน 100% หรือการเปิดเผยจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง, การนับคะแนนใหม่ในบางหน่วยที่นำไปสู่คะแนนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ, รวมไปถึงการออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตรและทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นบัตรที่ลงคะแนนโดยใคร

แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แทนที่ กกต. จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารและชี้แจงกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตอย่างสม่ำเสมอและในรูปแบบที่เปิดให้มีการถาม-ตอบได้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย กกต. กลับเลือกใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวผ่านเอกสารแถลงการณ์ที่ไม่สามารถคลายข้อสงสัยในหลายประเด็นได้ โดยล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (27 ก.พ.) ทาง กกต. ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันกระแสข่าว ว่า กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความกองบังคับการปราบปราม เพื่อฟ้องประชาชนที่ได้ดำเนินการตรวจสอบ กกต. เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 22 ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร โดยรายชื่อที่ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี คาดว่าประกอบไปด้วย นักวิชาการ ภาคประชาชน สื่อมวลชน และ พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu โฆษกพรรคประชาชน

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนและสื่อมวลชน ทางพรรคประชาชนขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจดังกล่าวของ กกต.

– หากประชาชนมีการตั้งคำถามและตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐโดยสุจริต หน่วยงานรัฐควรชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน ทำทุกอย่างให้โปร่งใส พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการตรวจสอบ

– แต่ทาง กกต. กลับเลือกใช้วิธีการดำเนินคดีด้วยข้อกล่าวหาที่ดูจะขัดแย้งและไม่ได้สัดส่วนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายการ “ฟ้องปิดปาก” (SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่ไม่ได้มีเจตนาหลักในการพิสูจน์ว่าได้เกิดการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา แต่มีเจตนาหลักในการเพิ่มภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมถึงข่มขู่หรือสร้างสภาพแวดล้อมของความหวาดกลัว เพื่อหวังจะปิดกั้นและหยุดยั้งการตรวจสอบ

– เสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญต่อการปกป้องประโยชน์สาธารณะ และเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย โดยหน่วยงานรัฐเสียเอง

ในส่วนของการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ทางพริษฐ์ ได้เดินทางไปที่ศูนย์รับแจ้งความ ตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวาน (27 ก.พ.) เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และได้เรียกร้องให้ กกต. สื่อสารให้ชัดเจนว่าได้แจ้งความตนด้วยข้อกล่าวหาอะไรและข้อเท็จจริงประการใด โดยทางพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าตนมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

– ในส่วนของข้อเท็จจริง พริษฐ์ให้ข้อมูลว่าตนได้เดินทางไปสังเกตการณ์การนับคะแนนที่หน่วยที่มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อหน้าสาธารณะโดยโปร่งใสอยู่แล้ว โดยตนยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของ กกต. และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ กกต. คนใดที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่เข้ามาตักเตือนหรือแสดงความเห็นในทางที่สื่อว่าตนกำลังกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

– ทั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน ยืนยันว่าหากข้อเท็จจริงในการแจ้งความดำเนินคดีของ กกต. มีการแจ้งความอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน หรือมีการแจ้งความทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดกฎหมาย ทางพรรคจะดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. เป็นการต่อไป

ท่ามกลางข้อสงสัยและความคลางแคลงใจของประชาชนต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทางพรรคประชาชนเห็นว่า หาก กกต. ต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. สิ่งที่ กกต. ควรทำ ต้องไม่ใช่การหวังปกป้องตนเองผ่านการดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่คือการปกป้องตนเองด้วยการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสิ้นข้อสงสัย”

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.02 น.

ทวี อัดกกต.หยุดฟ้องปิดปากปชช. ปมแจ้งดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงกรณี กกต.แจ้งความเอาผิด 6 บุคคลที่ถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า “กกต. ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชน ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีอาญากับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนภาคประชาชนทั้ง 6 ท่าน ที่ทั้งหมดทำหน้าที่ปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งในความเป็นจริงรัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิของผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต ดังนั้น การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แจ้งเบาะแสดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่นอกจากฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็น สัญญาณอันตราย ที่สะท้อนว่าองค์กรอิสระกำลังหลงลืมว่า “ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

ในฐานะพรรคการเมืองและประชาชน ผมขอแถลงจุดยืนและข้อเท็จจริงทางรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรม ดังนี้

1. การตรวจสอบคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ “อาชญากรรม” : ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 50 ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นอิสระ ภายใต้ความลับ โดย กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ดังนั้น ประชาชนย่อมมีความชอบธรรมทุกประการ ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

2. กฎหมายต้องคุ้มครองผู้ “เปิดโปง” ไม่ใช่ใช้เป็นอาวุธ : รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 63 กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนประชาชนในการป้องกันการทุจริต การที่บุคคลทั้ง 6 ท่านออกมาให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกต คือ การทำหน้าที่พลเมืองดี ซึ่ง กกต. ควรขอบคุณประชาชนที่ช่วยอุดช่องโหว่ ไม่ใช่ฉวยโอกาสใช้กฎหมายอาญามาเป็นอาวุธ เพื่อปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

3. “เสรีภาพในการแสดงออก” คือ เกราะป้องกันอำนาจเบ็ดเสร็จ : ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 และ 41 ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร้องทุกข์ และวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งนี้ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น กกต. จึงต้องตระหนักว่า… ยิ่งท่านใช้อำนาจฟ้องปิดปากประชาชนมากเท่าไหร่ ความสง่างามและความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้งก็จะยิ่งพังทลายลงเท่านั้น

พฤติกรรมการฟ้องคดีอาญาต่อประชาชนในลักษณะนี้ เข้าข่าย “การฟ้องคดีปิดปาก” (SLAPP – Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตรวจสอบรัฐ และขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อบทที่ 19 ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีอย่างชัดเจน

ผมจึงขอส่งกำลังใจและความเคารพไปยังบุคคลทั้ง 6 ท่าน ในฐานะนักต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความถูกต้อง ขอให้ กกต. หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวแล้วหันมา “เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” ชี้แจงข้อสงสัยทางเทคโนโลยีให้สิ้นสงสัย ทำความจริงให้ปรากฏด้วยความยุติธรรม เพื่อให้หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนมีคุณค่า ศักดิ์ศรีเท่าเทียม และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง”

รุมถล่ม กกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี

รุมถล่ม กกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี

รุมถล่ม กกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมถล่มกกต.ตั้งข้อหาโหดไป มั่วฟ้องปิดปาก ‘ไอติม-สมชัย’ปักหลักสู้คดี แค่พิสูจน์เลือกตั้งให้โปร่งใส พระปกเกล้าให้กกต.สอบตก

รุมสวด กกต.ตั้งข้อหา 6 คน ที่ไปก่อเรื่องข้างคูหาเลือกตั้งแรงเกินไป สมาคมนักข่าวฯออกแถลงการให้ทวนฟ้องสื่อ ปชป.ผสมโรง โวยฟ้องปิดปาก ด้าน”ไอติม”บุกกองปราบขอลงบันทึกประจำวันไม่ได้กระทำผิด ขณะที่”สมชัย”งงไม่ได้ไปจุดเกิดเหตุ ยังโดนด้ว แต่พร้อมสู้คดี ดานโพลพระปกเกล้าให้กกต.สอบตก

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมทนาย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กกต. ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14

นายพริษฐ์ กล่าวว่าตน มาลงบันทึกประจำวันแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต. ได้เข้าแจ้งความ แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหาขั้นตอนนี้เจ้านั้นจะไม่สามารถเผยแพร่ได้ในเวลานี้

สารภาพไปป้วนเบี้ยนคูหาเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าหนึ่งในข้อหาที่ถูกแจ้งคืออั้งยี่นั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้มาลงบันทึกประจำวัน หลังเห็นว่ามีรายงานข่าว วันนี้มายืนยันความบริสุทธิ์ใจและมั่นใจว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาวตนเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหลังจากที่มีการปิดหีบ เวลา 17.00 น. ซึ่งอยู่ในช่วงของการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการนับคะแนนกกต. จะต้องทำในพื้นที่ที่โปร่งใสต่อหน้าพี่น้องประชาชน ซึ่งกกต. มีการสื่อสารเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน และการที่ตัวเองไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่นับว่าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขากกต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไร และเจ้าหน้าที่คนใดถือให้เห็นหรือพยายามจะตักเตือนชี้แนะสิ่งที่ทำอยู่ว่าเป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ และขอยืนยันว่า ไม่มีอะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายความจริงเป็นความจริง และเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ตนขอยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ

ร้องขอ”หมอวาโย”ช่วยเอาคืน

เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความกลับหรือไม่ นายพริษฐ์ ในหลักการการแจ้งความกลับด้วยข้อมูลที่ตนรู้ว่าเป็นเท็จเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ต้องรอดูว่ากกต. แจ้งความด้วยข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏหรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะดำเนินการกับทันที

เมื่อถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ตนไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนบุคคลอื่นได้ ซึ่งในวันนั้นไม่เห็นบางคนใน 6 รายชื่ออยู่ในเหตุการณ์ แต่ กลับถูกแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าตัวมายืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า ส่วนจะเป็นการปิดปากหรือไม่ ขอตอบคำถามนี้ใน 2 สถานะ ในฐานะที่ทำงานการเมืองไม่ว่าเจตนาในการฟ้องตนเองคืออะไร ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ย้ำถ้าตนอาสามาเป็นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คือการเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบหน้าที่ของกกต. ไม่มีเหตุผลใดที่จะยุติการเดินหน้า

สมชัย เย้ย กกต. เมาหมัด

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เริ่มต้นแจ้งข้อกล่าวหาก็เมาหมัด คุณ กกต. แจ้งข้อกล่าวหาผมว่า ไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ที่ คันนายาว ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ใครตามเฟซผม ก็จะรู้ว่าวันอาทิตย์นั้น ผมและเพื่อน ๆ กว่า 10 คน ไปขี่จักรยานท่องเที่ยวกันที่เกาะเกร็ด จ. นนทบุรี ตั้งแต่เช้า ถึง เย็น แถมยังบ่นว่า แดดมันร้อน

ไหนๆฟ้องแล้ว ช่วยระบุเวลาหน่อยว่า ตอนไหน กี่โมง ที่เห็นผมไปปรากฏตัวที่ หน่วยเลือกตั้งดังกล่าว ทั้งรองเลขา ทั้ง ผอ.กกต. กทม. ผมก็เห็นตัวท่านอยู่ที่นั่นในข่าวทีวี ถ้าผมไปจริงแล้ว ไม่ไหว้ ไม่ทักทายเลย ดูขาดมารยาทต่ออดีตผู้บังคับบัญชานะครับ ท่านรู้ใช่ไหมว่า แจ้งความเท็จนั้นผิดกฎหมาย ต้องรับโทษทางอาญา ตาม ม. 137 และยังผิด ม.157 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประพฤติมิชอบด้วย

ส.นักข่าวจี้ทบทวนฟ้องสื่อ

วันเดียวกัน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

โอดครวญข้อหาร้ายแรง

สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ

สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ปชป.ออกแถลงการ

ในประเด็นดังกล่าว9 พรรคประชาธิปัตย์ ออก แถลงการณ์ด้วย เรื่อง ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทบทวนท่าที และการดำเนินการต่อการตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้ง

ทั้งเห็นว่า ข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฎต่อสาธารณะที่เห็นว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด

พรรค ฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว และใช้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความโปร่งใสในการดำเนินการ และดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีขององค์กรที่มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยต่อไป

ชี้กกต.มีโอกาสเสี่ยงคุก

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยังกล่าวถึงกรณี กกต.แจ้งความประชาชนและสื่อมวลชน ว่า กกต.ใช้ไม่ได้ อยู่ดี ๆ 17 วัน รีบประกาศทำไมเขาให้เวลาตั้ง 60 วันควรจัดการให้ชัด ๆ ให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ดังนั้น ตนเองก็มีสิทธิคิดว่าการกระทำของกกต.เอื้อนายอนุทินให้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้น การเลือกตั้งก็ควรจะสุจริตและเที่ยงธรรม แต่นี่การเลือกตั้งกลิ่นคาวฉาวโฉ่ทุกบัตร ซึ่งการที่ประชาชนบอกให้นับใหม่มันผิดตรงไหนเพื่อให้มันชัวร์ สื่อมวลชนก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองแต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นการไปฟ้องแบบนี้กระทำไปเพื่ออะไร

ทั้งนี้ หากมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อมาเมื่อไรแล้วยังไม่เคลียร์ ตนเองก็จะดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่วน เขต 33 บางกอกน้อย ที่พรรคประชาชนเปลี่ยนตัวส่งนายเท่าพิภพ ลงชิงแทนผู้สมัครเดิมที่ถูกตำรวจจับนั้น ตนเองขอตั้งคำถามว่าเปลี่ยนได้หรือไม่ หรือพรรคประชาชนฮั้วกับกกต.หรือไม่ จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กตต.หรือไม่ เพราะตนเองดูแล้วยังไงก็เปลี่ยนตัวไม่ได้ และตอนนี้มีการรับรอง สส.กทม.เขต 33 มาแล้ว ตนเองก็จะเตรียมยื่นฟ้องต่อ กกต.เรื่องนี้ด้วย

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ ย้ำทิ้งท้ายด้วยว่ากกต. ชุดนี้ไม่มีอนาคต ยังไงก็ต้องจำคุกแน่

นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวเตือนกกต.กรณีรับรองผลเลือกตั้งสส.ไปก่อนแล้ว ค่อยสอยทีหลังว่า ระวังจะผิดมาตรา 177

คปท.ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นำทีมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยขอให้พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีการจัดเลือกตั้ง ไม่ลับ ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า หากฝืนความรู้สึกของประชาชนมาก ๆ ทางกลุ่มมีแนวคิดถึงขั้นจะลงถนนหรือไม่ นายนิติธร กล่าวว่ายังไม่มีประเด็นเพียงพอที่จะลงถนน ขณะนี้สังคมต้องคิดเรื่องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ประพฤติผิดมาตรฐาน จริยธรรมอย่างร้ายแรง เราให้กระบวนการตรวจสอบทำหน้าที่ไป แต่คนจะมาทำหน้าที่คณะรัฐมนตรี หากเป็นบุคคลที่มีประวัติกระดำกระด่าง ถึงแม้จะไม่มีคดีและข้อบ่งชี้ถึงความซื่อสัตย์สุจริต ตนเองถึงจะเคลื่อนไหว

เปิดผลโพลกกต.สอบตก

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เลือกตั้ง 69เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ระหว่างวันที่ 13 – 16 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปกระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง

ผลการสำรวจทาง Line Today 1ในคำถาม “ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 87.7 ระบุว่า “ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย” ขณะที่ร้อยละ 12.3 ระบุว่า “ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 67.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ32.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

มีแต่พอใช้กับแย่

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยภาพรวมเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 57.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ42.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 54.7 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ 45.3 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการควบคุมการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 54.3 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ 45.7ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการนับคะแนนที่โปร่งใสและประชาชนตรวจสอบได้เป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 50.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่” ขณะที่อีกร้อยละ49.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฏหมายและระเบียบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 56.4 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”ขณะที่อีกร้อยละ 43.6 ประเมินว่า “พอใช้–แย่”

บริการชาวบ้านได้ดี

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 59.9 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี” ขณะที่อีกร้อยละ 40.1 ประเมินว่า“พอใช้–แย่”

ผลการสำรวจในคำถาม “ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์และป้ายประกาศต่าง ๆ ในวันเลือกตั้งเป็นอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 61.9 ประเมินว่า “ค่อนข้างดี-ดี”ขณะที่อีกร้อยละ 38.1 ประเมินว่า “พอใช้–แย่”

ลั่น‘มีศักดิ์ศรี ไม่วิ่งหาใคร’ ‘ธรรมนัส’แฉยับ ถูกตีท้ายครัวซื้อตัวงูเขียว

ลั่น‘มีศักดิ์ศรี ไม่วิ่งหาใคร’ ‘ธรรมนัส’แฉยับ ถูกตีท้ายครัวซื้อตัวงูเขียว

ลั่น‘มีศักดิ์ศรี ไม่วิ่งหาใคร’ ‘ธรรมนัส’แฉยับ ถูกตีท้ายครัวซื้อตัวงูเขียว

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลั่น‘มีศักดิ์ศรี ไม่วิ่งหาใคร’ ‘ธรรมนัส’แฉยับ ถูกตีท้ายครัวซื้อตัวงูเขียว อุบไต๋ร่วมรัฐบาลหรือไม่ อ้างยังไม่ได้คุยกับอนุทิน พท.โต้ชื่อ3บิ๊กโดนตีกลับ

นายกฯอนุทิน เข้าทำเนียบฯ คุยโทรศัพท์หน้าเครียด จับตาปมการเมือง หลังปฏิเสธปิดดีลรัฐบาล 292 เสียง เผยยังไม่ได้คุย “ธรรมนัส” ด้าน “ผู้กองธรรมนัส” โผล่ครั้งแรก ยังไม่คุย “ภูมิใจไทย” ร่วมรัฐบาล ชี้เป็นสิทธิ์พรรคแกนนำจะเลือกหรือไม่ ลั่น “กธ.” จะไม่วิ่งเข้าหาแบบไร้ศักดิ์ศรี พร้อมเป็นฝ่ายค้าน หากถูกลอยแพ รับมีลูกพรรคมาฟ้องถูกซื้อตัวงูเขียว “ยศชนัน” นำทีมสส.เพื่อไทย รายงานตัวสภา “จุลพันธ์” เผยคุยแกนนำ “ภูมิใจไทย” แล้ว หลังเจอข่าวปูดถูก “ภท.” ตีกลับรายชื่อ รมต. ยัน‘เพื่อไทย’ยังไม่ส่ง ไร้วางตัว ชี้ทุกคนที่มีชื่อ-คุณสมบัติครบ ‘ดร.เชน’ยังอุบนั่ง‘อว.’ ชี้ทุกกระทรวงสำคัญหมด ไม่มีแบ่งเกรด

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ช่วงเช้า ไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว และเดินทาง เข้าทำเนียบรัฐบาล ช่วงสาย โดยเป็นที่สังเกตว่า ในระหว่างนั่งรถเข้า มายังตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรีได้คุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่มีการทักทายสื่อมวลชนแต่อย่างใด

‘หนู’ยันสัมมนาไม่มีแบ่งเก้าอี้รมต.

เวลา 13.50น.นายอนุทิน ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นรถเพื่อจะเดินทางไป จ.แพร่ โดยสอบถามว่า ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) แล้วหรือยัง เพราะ ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นเป็นครั้งแรกหลังจากเดินทางกลับจากการดูแสงเหนือที่ประเทศฟินแลนด์ ว่า ขอให้รอคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ก่อน ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรับรอง สส.ทั้งหมดเลย เมื่อถามว่า การประชุมสัมมนา สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ จ.บุรีรัมย์ จะมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่เขานัดเนื่องจากหาก กกต.รับรอง สส.ทั้งระบบเขตและบัญชี ก็จะเป็นการปฐมนิเทศเลย เมื่อถามย้ำว่า ในการสัมมนาครั้งนี้ จะมีการแบ่งโควตารัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งต่างๆ จะชัดเจนเลยหรือไม่ นายอนุทิน ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยว คนละเรื่องกัน

‘แม้ว’พักโทษว่าไปตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำนวน สส. 292 เสียง จะมีมาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบ โดยเลี่ยงว่า have a good weekend สบายๆ เมื่อถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษในช่วงเดือน พ.ค.นี้ คิดว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ก่อนเดินทางออกไป

‘ธรรมนัส’ยันตั้งรัฐบาลยังไม่จบ

ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดใจครั้งแรกหลังกลับจากดูเสียงสีเขียวที่ฟินแลนด์ ถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า ยังไม่ได้คุยกับใคร และภูมิใจไทยยังไม่ได้ติดต่อมา ยังไม่ทราบจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ต้องรอไปรายงานตัว สส.ให้เรียบร้อยก่อน เมื่อถามถึง 9สส.งูเขียวที่จะโดนดูดไป ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตอนอยู่ฟินแลนด์ มีพี่น้องว่าที่ สส.โทรไปรายงานว่ามีการติดต่อของจริง ทุกคนรายงานผมหมด โดยมีการติดต่อตามที่เป็นข่าว เมื่อถามว่า ได้มีสัญญาอะไรกับนายอนุทิน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เคยสัญญากับใคร การเมืองไม่มีสัญญา การเมืองมีแต่วันพรุ่งนี้ ไม่มีคำว่าเมื่อวาน จุดยืนของตนเป็นนักการเมืองต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าอยู่ในสถานะใดก็ตาม ตนก็ต้องดูแลประชาชนที่เดือดร้อน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด

ให้พรรคอันดับ1จัดตั้งรบ.ก่อน

เมื่อถามว่า วันไหนจะบอกได้ว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อันนี้เป็นมารยาททางการเมือง เราต้องให้พรรคมาอันดับ1จัดตั้งรัฐบาลว่า จะเลือกใครหรือไม่เลือกใครเป็นรัฐบาล อันนี้เป็นสิทธิ์ของเขา เมื่อหัวพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลบอกว่า ยังดีลไม่จบ เราต้องให้เกียรติเขาก่อน ไม่ควรออกตัวซ้ายหรือขวาสิ่งสำคัญที่สุดของตนคือ การเป็นนักการเมืองต้องมีศักดิ์ศรี ถ้าไม่มีศักดิ์ศรีก็อย่ามาเป็นเลยนักการเมือง จนถึงวันนี้ยังไม่ได้คุยกับ นายอนุทิน ตั้งแต่ก่อนไปฟินแลนด์จนกลับมายังไมได้คุยกัน เหตุที่ไม่คุย เพราะตนไม่ได้โทรหาใคร

หากไม่เอาเราก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อถามย้ำว่า ส่วนตัวจะไม่ตัดสินใจเอง และจะรอสัญญาณ การร่วมเป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนไม่ได้ตัดสินใจเอง เพราะต้องรอการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ว่าท้ายสุดจุดยืนของเราจะอยู่ตรงไหน และอยู่ที่พรรคแกนนำว่าเขาจะว่าอย่างไร หากวันหนึ่งได้รับคำตอบชัดเจนว่าเขาพร้อมแล้วโดยที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม เราก็พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ได้ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคภูมิใจไทยมา แต่วันนี้ไม่มีความชัดเจนในการร่วมรัฐบาล เหตุใดถึงต้องรอให้พรรคภูมิใจไทยเป็นคนตัดสินใจ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนมีจุดยืนของตน และพรรคกล้าธรรม ก็มีจุดยืน เราจะไม่วิ่งเข้าไปหาโดยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่สไตล์ตน

ไม่มีแตกแถว-อยู่ร่วมหัวจนท้าย

เมื่อถามว่า หากเป็นฝ่ายค้านจะมีวิธีอย่างไรทำให้ลูกพรรคไม่โหวตแตกแถว หรือเป็นงูเห่า ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ส.ส.ของพรรคกล้าธรรม ถ้าเป็นสส.เก่า เป็นเลือดตน100% เราผ่านอะไรกันมาเยอะ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด โดยมีทั้งหมด18คน ที่อยู่ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐเดิม จนไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยด้วยกันและกลับมาอยู่พรรคพลังประชารัฐก็กลับมาอยู่ด้วยกัน ส่วนสส.กลุ่มเพื่อนต่อ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) นั้น เราคุยกันทุกวัน ซึ่งนายเฉลิมชัยก็ตอบสื่อมวลชนไปแล้วว่า ชัดเจน ไปไหนไปกัน เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจในเสียงของพรรคกล้าธรรมทั้งหมด หรือเพียง 18 เสียงที่อยู่กันมา ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า สส.หน้าใหม่ทั้งหมด คือลูกน้องตนเอง เมื่อถามว่า เรื่องงูเห่าสีเขียวได้มีการพูดคุยกันแล้วใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ยืนยันว่าจะอยู่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน และเมื่อถามย้ำว่าได้คุยโทรศัพท์ส่วนตัวกับนายเฉลิมชัยหรือไม่ หลังจากมีข่าว 9 งูเขียว ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ตนให้เกียรติที่จะไม่ถามเรื่องนี้ แต่ท่านบอกกับตนว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เราร่วมหัวจมท้ายกัน ซึ่งตนได้พูดคุยหลังจากที่กลับถึงประเทศไทยแล้ว

“ณัฐชาติ”โต้ปัดเป็น‘งูเห่าเขียว’

ขณะที่นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส.เขต 3 สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม เข้ารับหนังสือรับรองสส.จากกกต. ให้สัมภาษณ์กรณีมีชื่อเป็น1ใน 9สส.งูเห่าจากพรรคกล้าธรรมว่า ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน ตื่นเช้ามาก็ตกใจ และมีพี่น้องประชาชนส่งข้อความมาหาถามว่าเกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร ตนก็ได้บอกว่าไม่รู้เรื่อง อาจจะเป็นเรื่องของกระแสวิพากษ์ของคนที่สนใจการเมือง และเป็นสิทธิของบุคคลที่จะคิดได้ แต่ไม่มีมูลความจริงภายในพรรค ซึ่งตนก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แต่ก็ได้คุยกับกลุ่มภายในพรรคว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง และก็ได้มีการพูดคุยในกลุ่มสส.ทั้ง 9 คนที่ถูกระบุว่าเป็นงูเห่า ซึ่งเป็นลักษณะของการคุยแซวกันว่ามาได้อย่างไร ไม่มีการถกเถียงจริงจัง ยืนยันว่าไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนเราพร้อมที่จะทำงานให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าไม่มีพรรคไหนมาทาบทาม

“ยอมรับว่าตกใจมากเมื่อเห็นข่าว เพราะเราเพิ่งมาเป็นสส.สมัยแรก และเป็นจังหวัดสุพรรณบุรีด้วยถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเลยที่มีข่าวบนหน้าสื่อว่ามีชื่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องความคิดของตัวเอง”

ลั่น‘ธรรมนัส’ไปที่ไหนไปด้วย

นายณัฐชาติ กล่าวอีกว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการพูดคุยในวงของสังคมมากกว่า ซึ่งพรรคเราค่อนข้างชัดเจน ในเรื่องที่จะทำงานให้กับพี่น้องประชาชน แต่ด้วยความที่อาจจะมีการหยิบยกประเด็นอะไรหลายๆอย่างขึ้นมา อาจจะทำให้เกิดความไขว้เขวบ้างซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเมือง และตนก็ไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นการกลั่นแกล้ง“ผมขอยืนยันว่า ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส จะไปที่ไหนก็จะไปด้วย”

‘ยศชนัน’นำทีมสส.รายงานตัวสภา

เวลา09.30น.พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ นำคณะสส.แบบแบ่งเขต พรรคเพื่อไทยขึ้นรถบัส EV จากที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อเข้ารายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา

นายยศชนัน กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและเพื่อพี่น้องประชาชน ถือเป็นสิ่งที่ดีงามของพรรคเพื่อไทยที่ได้มาอย่างยาวนาน วันนี้เรารวมตัวมาพร้อมกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นว่า เราพร้อมที่จะเริ่มทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน

ยันยังไม่ส่งรายชื่อ-ไร้วางตัวรมต.

นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าจัดสรรโควตารัฐมนตรีว่า ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเพิ่มเติมหลังจากวันได้พบกันที่พรรคภูมิใจไทย สิ่งจำเป็นตอนนี้คือ การดูภายในพรรคให้พร้อมไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนก็ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่และทำงาน เมื่อถามถึง กระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทยตีกลับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ มีเพียงการพูดคุยกันภายในว่าพร้อมที่จะทำงานในทุกรูปแบบ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงที่มีการคิดและทำหลายอย่าง

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยอยากได้คนรุ่นใหม่เป็นรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคเพื่อไทย จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่เรานำมาหารือกันทั้งหมดอยู่แล้วเช่น วันแรกที่เราจะเข้าไปทำงาน จะทำอะไรบ้าง ตอนนี้ประเทศมีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง และกระแสโลกเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเราพยายามดูบุคลากรต่างๆ เพื่อจะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้อย่างเหมาะสม ทุกคนมองการทำงานที่กระทรวง แต่กระทรวงเดียวตอนนี้ทำงานไม่ได้ ฉะนั้น ต้องเป็นคนที่สามารถทำงานได้กับทุกคน เพื่อสามารถผลักดันประเทศชาติไปข้างหน้าได้

ทุกกระทรวงมีความสำคัญทั้งหมด

เมื่อถามว่า ส่วนตัวจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ตนยังคงจะไม่ให้ข้อมูลอะไร แต่หากมีความแน่ชัดแล้วจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกครั้ง เมื่อถามว่า บางกระทรวงที่ถูกมองว่าเป็นเผือกร้อน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากระทรวงดังกล่าวจะถูกจัดให้เพื่อไทยนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า ตนยืนยันว่า ไม่มีเผือกร้อนที่เกี่ยวกับประเทศ หรือกระทรวงเกรดเอ บี ซี ซึ่งตนคิดว่า วันนี้ไม่มีใครกล้าพูดว่ากระทรวงไหนเกรดเอ บี ซี เพราะทุกกระทรวงเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญทั้งหมด หลักการมีอยู่แค่นี้ ซึ่งก็น่าจะสามารถเดินหน้าไปได้ เมื่อถามว่า ขณะนี้จัดหมวดหมู่นโยบายแล้วหรือไม่ ว่าหากได้กระทรวงไหนจะนำนโยบายไปขับเคลื่อนอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า นโยบายเรา หรือนโยบายของทุกท่าน ต้องมีการเชื่อมโยงกัน แน่นอนว่าหากมีความแน่ชัด จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง

รอ’ภท.’รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อน

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการพูดคุยภายในพรรคเกี่ยวกับกระแสข่าวโควตารัฐมนตรี ว่า ภายในพรรคไม่ได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งโควตาคณะรัฐมนตรี แต่จากการพูดคุยเบื้องต้นกับพรรคภูมิใจไทย จะเป็นการพูดคุยเรื่องการทำงานไปข้างหน้า ยืนยันว่ายังไม่ได้พูดคุยกันว่า แต่ละพรรคมีความถนัดหรือจะแบ่งจัดสรรกันอย่างไร ขณะนี้เราไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง เราต้องรอพรรคอันดับหนึ่งดำเนินการเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การรวบรวมเสียงให้ครบถ้วน แต่ฟังจากข่าวก็ได้ยินว่าเกือบได้ 300เสียงแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขยืนยันว่า เดินหน้าสู่รัฐบาลได้

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ หน้าที่ของพรรคแกนนำจะต้องมีการนัดหมายเพื่อพูดคุยถึงความเหมาะสมของบุคลากร และความถนัดของแต่ละพรรคในการดำเนินการตามนโยบายที่มี เพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลร่วมกัน เมื่อถามว่า หากเสนอชื่อโควตารัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแล้ว ถูกตีกลับจะดำเนินการอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน พบปะนั่งคุยกันก่อน ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร

ย้ำไม่มีตีกลับรายชื่อรมต.เพื่อไทย

เมื่อถามถึงกระแสที่ออกมาจะเป็นแรงกระเพื่อมที่ปล่อยจากภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มี พรรคเพื่อไทยมีความสมัครสมานสามัคคีกัน วันนี้เห็นได้ชัดว่าเรายกขบวน สส.แบบแบ่งเขตมากันครบ เมื่อวันที่ 26ก.พ.ตนได้คุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้วเกี่ยวกับกระแสข่าวตีกลับรายชื่อรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่า เกิดอะไรขึ้น ซึ่งทางนั้นยืนยันว่า ไม่มีข่าว เพราะมีไม่ได้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ยื่นรายชื่อ พรรคก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับข่าวนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองช่วงนี้และต้องรอกระบวนการต่างๆ ให้พรรคหลักเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นก่อน

ชี้‘ทักษิณ’วางมือเรื่องส่วนตัว

นายยศชนัน ยังกล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯออกเปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายทักษิณอาจวางมือทางการเมืองต่อจากนี้ จะมีผลกับทางพรรคเพื่อไทยหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว พรรคเพื่อไทยดำเนินการในรูปแบบของพรรคการเมืองอยู่แล้ว

สส.ทยอยรับหนังสือรับรองวันที่2

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)ใหม่ แบบแบ่งเขตที่ชนะการเลือกตั้ง และทางกกต.ประกาศรับรองผลจำนวน 396 คน จาก 400 เขต มารับหนังสือรับรองสส.เลือกตั้ง เพื่อนำไปยื่นต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรรายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นวันที่ 2 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศช่วงเช้าค่อนข้างเงียบ สส.ใหม่ เดินทางมารับหนังสือรับรองสส.ค่อนข้างบางตา โดยคนแรกที่มารับหนังสือฯคือนายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขต 8 พรรคเพื่อไทย

จากนั้น มีสส.เดินทางมารับหนังสือเพิ่มเติม อาทิ นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ,นายชรัตน์ เนรัญชร สส.จันทบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ,นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา เขต 1 พรรคประชาชาติ และนายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ สส.พังงา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อีกทั้งยังมีสส.บางคนส่งตัวแทนมารับมอบหนังสือจาก กกต. เพื่อนำไปรายงานตัวที่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป

นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา เขต 8 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะเดินทางไปที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อรายงานตัว สส. พร้อมกับ สมาชิก สส.พรรคเพื่อไทย ต่อไป ซึ่งจะไปขึ้นรถที่พรรคเพื่อไทยโดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางไปด้วย

“สุขสมรวย”ปัดถูกทาบนั่งรมต.

ขณะที่นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังรับหนังสือรับรองสส.ว่า ได้เดินทางมาพร้อมกับ คุณญาณีนาถ เข็มนาค สส.อำนาจเจริญ เขต2 พรรคภูมิใจไทย เพื่อรับหนังสือรับรองฯ และจะเดินทางไปสภาผู้แทนราษฎร รายงานตัวต่อไป

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีรายชื่อติดโผครม.ครั้งนี้ว่า ทราบตามที่สื่อนำเสนอข่าว ซึ่งเวลานี้ยันไม่ได้รับการทาบทามแต่อย่างใด ทั้งนี้อยู่ที่ผู้ใหญ่พิจารณา ตนเองพร้อมที่จะทำงานในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

‘ชัยวุฒิ’ฝากรบ.ใหม่ อย่ามัวเล่นเก้าอี้ดนตรี

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า จากที่ได้ติดตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ต้องใช้คำว่า “มันจบแล้วครับพี่” วันนี้รัฐบาล 300 เสียง เดินหน้าแบ่งกระทรวง แบ่งตำแหน่งกันแล้ว

“ขอฝากไปถึงคนจัดตั้งรัฐบาล ว่าการจัดตั้งรัฐบาลควรคิดถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเก้าอี้ดนตรี แบ่งตำแหน่งกัน แย่งชามข้าวกัน คิดถึงแต่ประโยชน์ของนักการเมืองแต่ละกลุ่ม มันไม่ได้ เราต้องจัดรัฐมนตรี จัดรัฐบาลโดยคำนึงถึงพี่น้องประชาชนให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะประชาชนฝากความหวังไว้มากกับพรรคภูมิใจไทย เห็นได้จากคะแนนที่เลือกเข้ามา ได้ สส. มากถึง 190 กว่าคน ซึ่งเสียงสะท้อนจากประชาชน ความหวังต้องไม่ใช่แค่ลมปาก อยากให้ความหวัง เปลี่ยนเป็นความจริง หวังอยากให้บ้านเมืองดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีนโยบายดี ๆ มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประเทศชาติเดินหน้าได้ และประชาชนอยู่ดีกินดี เปลี่ยนความหวังของประชาชนให้เป็นความจริงให้ได้” นายชัยวุฒิ กล่าว

พร้อมย้ำว่าโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี อย่ามัวแต่แบ่งกลุ่ม แบ่งผลประโยชน์ ต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ ประชาชนเชื่อมั่น ไว้วางใจให้มาทำงาน และที่สำคัญทำงานต้องตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้

แวดวงนักปกครอง : 28 กุมภาพันธ์ 2569

แวดวงนักปกครอง : 28 กุมภาพันธ์ 2569

แวดวงนักปกครอง : 28 กุมภาพันธ์ 2569

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อส.พอเพียง”เสริมสร้าง “ความมีวินัย ความสามัคคี และการพึ่งพาตนเอง” ภายในกองร้อยฯ หลายคนอาจคุ้นภาพ อส. ในบทบาทสายบู๊ปราบปราม จับกุม ตั้งจุดตรวจ รักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่แต่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเลยที่ 2 กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดเลย นางสาวภูมารินทร์ คงเพียรธรรม ปลัดจังหวัดเลยร่วมเดินหน้าขับเคลื่อน พิสูจน์ความเข้มแข็งของหน่วยงานไม่ได้วัดแค่ความเด็ดขาดในภารกิจความมั่นคง หากยังวัดจากความสามารถในการพัฒนาคน พัฒนาองค์กร และสร้างความมั่นคงจากฐานราก สมกับรางวัลที่ 1 กองร้อยอาสารักษาดินแดนที่มีผลงานดีเด่น ประจำปีพ.ศ.2568 ประเภทกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัด “กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเลยที่ 2”

เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนนายอำเภอต้องไม่รอช้า นายพัทธนันท์พิทาคำ นายอำเภอพร้าว จ.เชียงใหม่ สั่งการฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพร้อมสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง และทันการณ์ หลังพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำพื้นที่ ต.สันทราย อย่างรุนแรง ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายเป็นวงกว้างหลังคาปลิวหลุดหลายหลังบางส่วนพังถล่มทับรถยนต์ได้รับความเสียหาย เบื้องต้นพบบ้านเรือนได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 300 หลังคาเรือน

เดือนรอมฎอนปีนี้ที่อำเภอเขาชัยสนอบอุ่นเป็นพิเศษ เมื่อนายประยุทธ ทองพุ่ม นายอำเภอเขาชัยสน จ.สตูล นำหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำศาสนาลงพื้นที่เยี่ยมเยือนพี่น้องประชาชนที่มาร่วมละศีลอด และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ในโครงการเยี่ยมเยือนประชาชนและสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจในเดือนรอมฎอน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจ และความสามัคคีภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุขในห้วงเวลาอันประเสริฐนี้

นางสาวภูมารินทร์ คงเพียรธรรม

ปลัดจังหวัดเลย

นายสมิทธิ สุภาพพรชัย

กำนันตำบลเจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

นายอำเภอชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์วัฒนธรรมนาหมื่นศรีนางสาวธนิกานต์ หยังสู นายอำเภอนาโยง จ.ตรัง ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมพื้นบ้านกับ “เทศกาลลูกลมชมถ้ำเขาช้างหาย เรียนรู้วัฒนธรรมนาหมื่นศรี” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์-1 มีนาคมนี้ ณ บริเวณถ้ำเขาช้างหาย ต.นาหมื่นศรีอ.นาโยง ภายในงานจัดเต็มกิจกรรมหลากหลายทั้งการแสดงศิลปะพื้นบ้าน มโนราห์ ลิเกป่า วงดนตรีเยาวชน ร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มีชีวิตชีวา สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าแก่นักท่องเที่ยว ควบคู่การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวสุดประทับใจจากโพธาราม “กำนันอาร์ท ฮีโร่ชุดพี่หมื่นคืนชีพ” กระโดดคลองช่วยชีวิตชายพิการ เป็นกระแสที่ชาวบ้านและโซเชียลแชร์กันอย่างกว้างขวาง เมื่อ นายสมิทธิ สุภาพพรชัย กำนันตำบลเจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ช่วยชายพิการที่กำลังตกน้ำกลางคลองลึกพี่กำนันไม่รอช้าตัดสินใจกระโดดลงคลองโดยไม่คิดชีวิต เมื่อช่วยขึ้นฝั่งสำเร็จ
ก็รีบนำส่งโรงพยาบาล และไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นภาพการทำงานที่เข้มข้นของกำนันคนนี้ ก่อนหน้านี้เคยตกเป็นข่าวโด่งดังจากการกระโดดน้ำช่วยชีวิตชาวบ้านตอนลอยกระทงในชุดไทยอย่างไม่เกรงภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะชุดพี่หมื่นหรือชุดทำงาน กำนันก็พร้อมลุยลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

นาย..อำเภอน้อย

สะพัด!โผ รมต.เพื่อไทย แบ่งเค้ก 8 ที่นั่ง ดัน ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ นั่งรัฐมนตรีว่าการ

สะพัด!โผ รมต.เพื่อไทย แบ่งเค้ก 8 ที่นั่ง ดัน ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ นั่งรัฐมนตรีว่าการ

สะพัด!โผ รมต.เพื่อไทย แบ่งเค้ก 8 ที่นั่ง ดัน ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ นั่งรัฐมนตรีว่าการ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.45 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงการเข้าร่วมรัฐบาล ที่มีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้สัดส่วนรัฐมนตรี 8 เก้าอี้ แบ่งเป็น รัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่ง ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ซึ่งขณะนี้ทางพรรคได้วางตัวผู้ที่จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีไว้แล้วบางส่วนที่ชัดเจนแล้ว คือ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ , นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง แต่อีก 1 คนคาดว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นแกนนำพรรคที่มีส่วนสำคัญในการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครไปกำกับดูแลกระทรวงใด

ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่าใครนั่งตำแหน่งไหนจะเหมาะสมที่สุด และสามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะการตัดสินใจร่วมรัฐบาลครั้งนี้ต้องการเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงไว้ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรค ตอกย้ำการสร้างผลงานเพื่อให้ประชาชนกลับมาเลือกเพื่อไทยเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับ รัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 ตำแหน่ง จะได้นั่งในกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยได้ดูแล อาจจะอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ 2 ตำแหน่ง และกระทรวงศึกษาฯ 1 ตำแหน่ง ขณะนี้ยังไม่มีการวางตัวบุคคลที่จะมานั่งตำแหน่ง แต่ในพรรคมีการพูดถึงรายชื่อ สส.ที่มีความเหมาะสมนำมาไว้ในตะกร้าเพื่อคัดให้ไปทำหน้าที่ อาทิ นางมนพร เจริญศรี ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยมาแล้ว และเป็น สส.ถึง 5 สมัย , น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งทำผลงานดีในพื้นที่ จ.นครราชสีมา , นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร ซึ่งเป็น สส. 4 สมัย และเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มีลูกสาวเป็น สส.และภรรยาเป็นนายก อบจ. อีกคนคือ นายศุภชัย นพขำ สส.ปทุมธานี 2 สมัย โดยการเข้ามาเป็น สส.ครั้งนี้ ถือว่ามีความโดดเด่น เพราะเป็น สส.เพียงคนเดียวของพรรคเพื่อไทยใน 11 จังหวัด รอบ กทม.

นอกจากนี้ คาดว่าตัวแทนของ จ.อุดรธานี จะเป็นอีกหนึ่งคนที่เข้ามาอยู่ในตะกร้า เพราะ จ.อุดรธานี ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่ได้ สส.มาหลายคน โดยผู้บริหารพรรคจะพิจารณากันอีกครั้ง ว่าใครจะได้รับตำแหน่ง โดยปัจจัยสำคัญในการพิจารณาต้องการให้มีความเชื่อมโยงของพื้นที่ เพราะต้องการให้รัฐมนตรี เป็นตัวแทนจากพื้นที่นำปัญหาของประชาชนในพื้นที่มาขับเคลื่อนแก้ไข และสร้างคะแนนนิยมให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โปรดเกล้าฯ ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

โปรดเกล้าฯ ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

โปรดเกล้าฯ ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.39 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดื่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ ตามประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๔ ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และครบกำหนด ตามวาระในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘ นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘ (๗)แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง (วาระลับ) ครั้งที่ ๖๑/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ได้มีมตีให้ถอดถอน นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เป็นต้นไป และได้มีคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ ๑๑๙/๒๕๖๕ เรื่อง ถอดถอนอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ 

แต่โดยที่ได้มีกรณีฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นเกี่ยวกับการถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงออกจากตำแหน่ง ซึ่งศาลปกครองชันชั้นต้น ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง และคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงดังกล่าว และต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกคำขอทุเลาการบังคับตามมติสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง และคำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงดังกล่าว

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมถอดถอน นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อไป และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมถอดถอนแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมถอดถอน นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ออกจากตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

ประกาศ ณ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
โสภณ ซารัมย์
รองนายกรัฐมนตรี

ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

ปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ สิริอายุ 68 ปี

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “แจ้งข่าวชาวสารคาม” โพสต์ข้อความระบุว่า “สิ้นแล้วปิดตำนาน ซัดดัมอีสาน “สุชาติ ศรีสังข์”อดีต สส. มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ”

จากนั้นเพจเฟซบุ๊ก “แจ้งข่าวชาวสารคาม” โพสต์อีกว่า “ญาติแจ้งข่าวเศร้า #สุชาติ_ศรีสังข์ #ซัดดัมอีสาน อดีต สส.มหาสารคาม จากไปอย่างสงบ อายุ 68 ปี ในนามของครอบครัวศรีสังข์ ขอแจ้งข่าวการจากไปของคุณพ่อ ท่านสุชาติ ศรีสังข์ อดีตส.ส. มหาสารคาม ซึ่งท่านได้จากพวกเราไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11:37น. ค่ะ ตลอดชีวิตของพ่อ พ่อทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด วันนี้พ่อได้พักแล้ว ขอให้ดวงวิญญาณของพ่อไปสู่สุคติในภพภูมิที่ดีนะคะ กราบขอกำลังใจ และร่วมส่งคุณพ่อด้วยกันค่ะ

สุชาติ ศรีสังข์ หรือเจ้าของฉายา “ซัดดัมอีสาน” ถือเป็นหนึ่งในสีสันและตำนานหน้าหนึ่งของการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2530 – 2540 เขาเป็น สส.ที่มีบุคลิกโดดเด่นและสไตล์การเมืองที่ดุดัน

สุชาติ ศรีสังข์ เป็นชาว จ.มหาสารคาม โดยกำเนิด เริ่มต้นเส้นทางจากการเป็นนักกฎหมายและทนายความ ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่มีฐานเสียงหนาแน่นในพื้นที่ และมีวาทศิลป์ที่เข้าถึงใจชาวบ้าน เป็น สส.มหาสารคาม หลายสมัย เคยสังกัดหลายพรรคการเมืองตามบริบทการเมืองยุคนั้น เช่น พรรคความหวังใหม่ (ยุค พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) และพรรคไทยรักไทย

ที่มาของฉายา “ซัดดัมอีสาน” ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะความโหดร้าย แต่มาจาก “รูปลักษณ์และบุคลิก” ที่คล้ายคลึงกับ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรักในสมัยนั้น โดยเขามักไว้หนวดทรงหนาที่ดูคล้ายผู้นำอิรัก บ่อยครั้งมักปรากฏตัวในชุดซาฟารี หรือชุดกึ่งทหารที่ดูทะมัดทะแมง ส่วนการอภิปรายในสภา มีความดุดัน ตรงไปตรงมา และไม่เกรงกลัวใคร ทำให้สื่อมวลชนและเพื่อน สส.ขนานนามเขาว่า “ซัดดัมอีสาน” ซึ่งเจ้าตัวก็ดูจะน้อมรับฉายานี้ด้วยความเต็มใจ

‘กกต.’แจงยิบปมดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ฟ้องปชช.-คุกคามสื่อ

'กกต.'แจงยิบปมดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ฟ้องปชช.-คุกคามสื่อ

‘กกต.’แจงยิบปมดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ฟ้องปชช.-คุกคามสื่อ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.06 น.

‘กกต.’ยันไม่ได้ฟ้องประชาชน ไม่ได้คุกคามสื่อ แจงที่ต้องดำเนินคดี 6 บุคคลถ่ายภาพและถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง เหตุแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่ในฐานะประชาชนทั่วไป มุ่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายอำนาจและการทำหน้าที่จัดเลือกตั้งของ กกต.ให้ขาดความน่าเชื่อถือโดยวิธีที่ไม่สุจริตจึงไม่อาจละเว้นได้ ซ้ำยังปั่นกระแสในโซเชียล ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการนำเสนอข่าวว่า การที่ กกต.แจ้งความกองบังคับการปราบปราม เป็นการฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือ กกต. คุกคามสื่อนั้นไม่เป็นความจริง

สำหรับบุคคลหรือสื่อมวลชนที่ดำเนินการตั้งกล้องวีดิโอหรือถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ดำเนินการขานคะแนนหรือนับคะแนน พร้อมทั้งแสดงภาพบัตรเลือกตั้งที่วินิจฉัยแล้วให้ประชา ชนทราบสามารถกระทำได้ หรือการถ่ายวีดีโอหรือถ่ายภาพบรรยากาศของประชา ชนมาใช้สิทธิลงคะแนนสามารถกระทำได้และไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องไม่กระทบ (1) สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) ไม่กระทบหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. (3) กกต.มีหน้าที่ในการดูแลกระบวนการและผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้ทุกขั้นตอน ดังที่ปรากฏในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือการลงคะแนนใหม่ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 แต่หากการตรวจสอบ(การใช้สิทธิเสรีภาพ )ไปละเมิด (3 ข้อข้างต้น) กกต.ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ ไม่อาจละเว้นได้

“เป็นการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกับผู้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง และดำเนินการแจ้งความไปตามข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยว ข้อง และในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 มีสื่อมวลชนและประชาชน กว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ จะเห็นได้ว่า กกต. ไม่ได้ดำเนินการร้องทุกข์แต่อย่างใด และได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง และการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ “

โดย กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหา กลุ่มบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนี้ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏว่ามีการกระทำของกลุ่มบุคคล / หรือความผิดเฉพาะบุคคลที่ตั้งกล้องวีดิโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งการลงคะแนน และต่อเนื่องไปจนถึงการนับคะแนน และมีการกระทำซึ่งหน้าบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีกลุ่มบุคคลพยายามถอดรหัสให้ได้ว่าบัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพและบันทึกภาพไว้เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งการลงคะแนนตามกฎหมายต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

“แต่กลุ่มบุคคลนี้ มีความพยายามที่จะเปิดเผย หรืออาจถูกเปิดเผยที่จะดำเนินการ โดยอ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง เพราะข้อมูลการลงคะแนนในครั้งนี้จะต้องนำผลการลงคะแนนไปใช้จริง เป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ รวมถึงภารกิจของ กกต.ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่มิอาจถือว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริตได้”

ซึ่งหากเป็นกรณีการเลือกตั้งจำลอง ที่ผลคะแนนไม่ได้นำมาใช้ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การกระทำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภา พันธ์ 2569 กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดีกล่าวหากลุ่มบุคคล ดังนี้ 1. ขัดขวางการดำเนินงานของ กกต. เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางรายไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากทราบว่าจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อสังเกต การณ์ในเรื่องนี้ และบางคนที่มาใช้สิทธิ เลือกตั้งพอมาถึงหน้าหน่วยเลือกตั้งเห็นกล้องในลักษณะถ่ายวิดิโอตั้งอยู่ จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีการนำเสนอข่าวว่าจะนำภาพของประชาชนที่ถ่ายไว้ไปเข้าขบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อสามารถระบุตัวตนจากภาพถ่ายได้ โดยมีเป้าหมายคือ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว

2.การกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใครเป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเป็นความปรากฏ กกต. จึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

3. การอ้างว่า กกต.เอาผิดหรือฟ้องประชาชนไม่เป็นความจริง ในอดีต กกต.ไม่เคยดำเนินคดีกับบุคคลใดๆ ปัจจุบันมีการดำเนินคดีเป็นรายแรก ที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นการกระทำของบุคคลกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีเจตนาไม่สุจริต ไม่ใช่การดำเนินการในฐานะประชาชนทั่วไป

4. กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต. ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานการนำเสนอข้อมูลร่วมกัน มีรูปถ่าย และมีหลักฐานอื่นๆชี้ให้เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

5.กรณีมีชื่อบุคคลตามที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีการนัดหมายกับกลุ่มขบวนการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ได้ทำในเวทีสาธารณะ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุนั้น พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน

6.มีการลงในสื่อ Social Media โดยตลอด ทั้งจากบุคคลในกลุ่มขบวนการ ที่ประมวลเรื่องต่างๆเกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ใช้วิธีการไม่สุจริต และมีขบวนการปั่นกระแสในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังยืนยันว่า การจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 85 อย่างเคร่งครัด การออกเสียงต้องโดยตรงและลับ กำกับทุกขั้นตอนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมต่อทุกฝ่ายโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสองมาตรฐาน เพราะทุกคะแนนเสียง มีความหมาย และต้องได้รับการเคารพอย่างแท้จริง โดย กกต.ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กกต.จะรักษาความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อคะแนนเสียงของประชาชน เพื่อพิทักษ์เจตนารมย์ของประชาธิปไตยไว้อย่างดีที่สุด
 

เสริมสิริมงคล นายกฯ-ภริยา ใส่ม่อฮ่อม ห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ

เสริมสิริมงคล นายกฯ-ภริยา ใส่ม่อฮ่อม ห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ

เสริมสิริมงคล นายกฯ-ภริยา ใส่ม่อฮ่อม ห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.33 น.

27 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 16.15 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางมาถึงที่ท่าอากาศยานแพร่ โดยมี นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และหัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

ต่อมาเวลา 17.32 น. นายกฯ , น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะ เดินทางมาถึงวัดพระธาตุช่อแฮ โดยรถ Toyota Alphard ทะเบียน 3 ขล 2499 กรุงเทพมหานคร โดยสวมเสื้อม่อฮ่อมพื้นเมือง โดยมีประชาชนสวมชุดพื้นเมือง “ผ้าม่อฮ่อม” และม่อฮ่อมร่วมสมัย ที่ผสมผสานกับผ้าทอ ผ้าปัก มีความทันสมัย สวยงาม และคงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และมี น.ส.ชนกนันท์ ศุภศิริ สส.แพร่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย , นายชนาธิป ศุภศิริ สส.แพร่ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย รวมถึง นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ “แม่เลี้ยงติ๊ก” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีต สส.แพร่ หลายสมัย รอต้อนรับ

โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ได้ทักทายประชาชน ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน โบกมือทักทายพี่น้องประชาชนที่มารอต้อนรับตลอดเส้นทางก่อนขึ้นพระธาตุ พร้อมถ่ายรูปกับประชาชน และนางรำ “ฟ้อนไหว้สา ปูฉาพระธาตุช่อแฮ” โดยสมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนจังหวัดแพร่

จากนั้น นายกฯ พร้อมคณะ ได้ขึ้นรถรางมายังวัดพระธาตุช่อแฮ นายกฯ ได้ร่วมสมทบทุนกับสมเณร คณะครุศาสตร์ เพื่อพัฒนาโรงเรียนชนบท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่

ต่อมาได้ร่วมอัญเชิญผ้าห่มพระธาตุ เดินขึ้นบันไดเสือ เพื่อประกอบพิธีห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ่ โดยก่อนเริ่มพิธีได้กราบสักการะพระเจ้าช่อแฮ และนมัสการ “พระโกศัยเจติยารักษ์” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ เป็นสิริมงคล และลงนามในสมุดเยี่ยม โดยในช่วงหนึ่งเจ้าอาวาสได้สนทนากับ น.ส.ธนนนท์ ว่า เกิดปีขาลใช่หรือไม่ ซึ่งภริยานายกฯ ได้ตอบรับ และท่านเจ้าอาวาส กล่าวว่า พระพระธาตุช่อแฮ เป็นพระธาตุประจำของคนเกิดปีขาล ก่อนเริ่มพิธี โดยระหว่างประกอบพิธีสงฆ์ห่มผ้าพระธาตุ อนุญาตเฉพาะบุรุษเข้าไปทำพิธีด้านในพระธาตุเท่านั้น และนายกฯ ได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมพระสงฆ์ 22 รูป เป็นอันจบพิธี โดยเจ้าอาวาสได้มอบพระพุทธรูป และพระเครื่อง “พระเจ้าช่อแฮ” ให้กับนายกฯ และ น.ส.ธนนท์ และนายกฯ ได้มอบต้น “ยมหิน” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำ จ.แพร่ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบพิธีห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ นายกฯ พร้อมคณะ เดินทางต่อไปที่คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ จัดแสดงประวัติศาสตร์และของใช้เจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นการส่วนตัว โดยสักการะอนุสาวรีย์เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย เป็นสิริมงคล และเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์ ก่อนเดินทางกลับ กทม.

– 006