กมธ.งบฯ ปี 70 เผย ผบ.ตร.โอดถูกตัดงบ กระทบลูกน้องชั้นผู้น้อย

10 กันยายน 2569 เวลา 14:42 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยพิจารณามาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ของบมา 1.7 แสนล้านบาท แต่ถูก กมธ.ตัดลดเหลือ 1.2 แสนล้านบาท ผบ.ตร.มาร้องขอ กมธ.ให้ช่วยด้วย เพราะงบที่ถูกปรับลด 5 หมื่นล้านาท กระทบเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมันของตำรวจชั้นผู้น้อย ส่วนเรื่องการด่านที่มีทั่วบ้านเมือง ผบ.ตร.ระบุว่า การตั้งด่านมีระเบียบการตั้งด่าน ต้องมีตำรวจระดับสารวัตรเป็นหัวหน้า ตำรวจดีก็มีมาก ตำรวจไม่ดีก็มี เหมือนกันทุกองค์กร ถ้าพบตำรวจไม่ดีก็จะตัดทิ้ง

ด้าน นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า เรื่องรายละเอียดการซื้อชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กล้องวงจรปิด เสื้อเกราะกันกระสุน แผ่นกันกระสุน สนามยิงปืน ของสตช.ที่คณะอนุ กมธ.ไอซี ทีมีการปรับลดงบนั้น จะพิมพ์เอกสารส่งชี้แจงตามไป

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 27 ด้วยคะแนน 270 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 26 ไม่ลงคะแนน 1

“ทรงศักดิ์” บอก เป็นสิทธิ “สนธิ” ชุมนุม แต่ถ้ากระทบคนอื่นไม่ควร ชี้ เดี๋ยวนี้คนเคลื่อนไหว-แสดงออกผ่านโซเชียลมากกว่า

10 กันยายน 2569 เวลา 14:30 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมวลชนไปสถานทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทยว่า ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล และอยากจะแสดงออก ซึ่งกฎหมายบ้านเรายังคุ้มครองสิทธิ เพียงแต่สิทธินั้นอย่าไปกระทบกับคนอื่น เราอย่าไปกังวลใจหรือเป็นห่วงอะไรกันมาก แต่ขอนิดเดียวว่า การใช้สิทธิดังกล่าวนี้อย่าไปกระทบกับสิทธิคนอื่น ถ้าไปชุมนุมแล้วกระทบกับประชาชนคนอื่นที่ประกอบอาชีพสุจริตก็ไม่สมควร

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลไม่ได้กังวลกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงนายกฯไม่ได้กังวลใจเรื่องเหล่านี้เลย เพียงแต่นายกฯได้ฝากให้ตนดูแลเวลามีประชาชนมาชุมนุมเรื่องต่างๆ ก็ขอให้ดูแลให้ดี โดยนายกฯได้มอบหมายให้ตนดูแล ถ้าประชาชนกังวลใจเรื่องอะไรหรือมายื่นหนังสือก็มอบหมายให้ตนไปรับหนังสือและสร้างความเข้าใจ สื่อสารและให้โอกาสประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองที่เห็นต่างกับรัฐบาล ซึ่งความต่างไม่ใช่เรื่องเสียหาย สามารถจูนกันได้ บางครั้งต่างคนต่างคิดไปคนละทาง ความมุ่งหวังของประชาชนทุกคนอาจจะเห็นไปในทางเดียวกันที่เห็นประโยชน์ของบ้านเมือง แต่ที่มาอาจจะแตกต่างกันได้

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่า ม็อบนี้ปลุกขึ้นหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนว่าประชาชนเดี๋ยวนี้การสื่อสารมันไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจจะไปสื่อโซเชียลมากขึ้น ดังนั้น การที่จะมาชุมนุมเหมือนเดิมตนมองว่า ประชาชนอาจจะมองว่า การชุมนุมอาจจะไปกระทบสิทธิคนอื่นมากก็ไม่อยากทำแล้ว แต่อาจจะเปลี่ยนมาใช้สิทธิผ่านทางโซเชียล หรือรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่การชุมนุม

เมื่อถามว่า นายกฯเคยสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ให้มีม็อบมาล้อมทำเนียบฯ มีโอกาสที่จะเชิญนายสนธิมาพูดคุยหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนขอรับดูเป็นข้อมูลก่อน จริงๆ หลายกลุ่มที่มาชุมนุมเราได้ขอความร่วมมือกันอยู่แล้ว ทุกคนเข้าใจตรงกัน วันนี้มีจุดที่ให้คนที่เป็นแกนนำทั้งหลายไปร่วมชุมนุมกันในจุดที่กฎหมายไม่ห้าม เพราะการชุมนุมรอบทำเนียบฯ รัศมี 50 เมตร เป็นเรื่องที่ต้องขอความร่วมมือกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมานายสนธิมีการโจมตีรัฐบาลอยู่ตลอด มองว่า มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนสังเกตดูในสื่อต่างๆ คนที่มีความเห็นตรงกับรัฐบาลไม่ค่อยเป็นข่าว คนไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไหร่ ส่วนใครที่มีความเห็นหรือความคิดในมุมมองที่สะท้อนอีกด้านหนึ่ง ตรงข้ามกับรัฐบาล คนจะให้ความสนใจ และติดตามดู ซึ่งจะเชื่อกันหรือไม่ ตนไม่รู้ แม้แต่ตนข่าวที่มาชมรัฐบาลตนยังอ่านผ่านๆ ไปด้วยซ้ำ แต่ถ้าข่าวอะไรที่คนมองว่า รัฐบาลทำไม่ถูก ตนก็จะรีบดูเลยว่า ประชาชนเข้าใจตรงกันหรือไม่ จะได้รีบแก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เป็นสิทธิของเขาที่จะเคลื่อนไหวชุมนุม

ม็อบสนธิ ปลุกยาก เชษฐา ชี้ขาดพลังชี้นำมวลชน สังคมไทยเปลี่ยนบริบทการชุมนุม สู่โลกออนไลน์

10 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

10 กันยายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์การประกาศนำประชาชนลงถนนในวันที่ 10 กันยายน ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า ประเด็นที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่คือการเมืองแบบมวลชนบนท้องถนนจะยังมีประสิทธิภาพเพียงใด ท่ามกลางโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า ตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านจากยุคเวทีปราศรัยและโทรทัศน์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่ยุคที่การชุมนุมบนท้องถนนกลายเป็นกลไกกดดันรัฐบาล ก่อนเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่ประชาชนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวเป็นทั้งผู้สื่อข่าว ผู้จัดตั้ง และผู้ส่งสารทางการเมืองได้พร้อมกัน

ดังนั้น การกลับมาของนายสนธิจึงเปรียบเสมือนการนำ “วิธีการทางการเมืองจากอดีต” มาทดสอบกับ “สังคมในปัจจุบัน” หลังจากการเมืองยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านมานานกว่า 15–20 ปี ขณะที่โครงสร้างการสื่อสาร อำนาจ และพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธบทบาทของนายสนธิที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคมวลชน โดยในช่วงเวลานั้น หากสามารถระดมประชาชนได้มากพอ ถนนจะกลายเป็นพื้นที่ต่อรองและสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออำนาจทางการเมืองได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นบนถนนเพียงพื้นที่เดียว แต่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง X, TikTok, Facebook, YouTube กลุ่มสนทนาออนไลน์ มีม และคลิปวิดีโอสั้น รวมถึงสงครามข้อมูลที่ดำเนินอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนจึงไม่ได้เป็นเวทีทางการเมืองที่สำคัญเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต

ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า การที่คนรุ่นใหม่ไม่ออกมาร่วมการชุมนุมแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สนใจบ้านเมือง ตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่จำนวนมากติดตามการเมืองอย่างเข้มข้น แต่อาจเลือกแสดงออกผ่านการเผยแพร่ข้อมูล การทำคลิปและมีม การตรวจสอบนักการเมือง การสร้างแคมเปญออนไลน์ การจัดกิจกรรมแบบแฟลชม็อบ ตลอดจนการใช้คะแนนเสียงเป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลง

ปรากฏการณ์การสนับสนุนพรรคประชาชนเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้พึ่งพาการระดมมวลชนแบบการเมืองยุคพันธมิตรฯ แต่ใช้การเลือกตั้ง ข้อมูล เครือข่ายออนไลน์ และการมีส่วนร่วมทางความคิดเป็นเครื่องมือหลัก

“คนรุ่นหนึ่งอาจเชื่อว่า หากต้องการเปลี่ยนประเทศต้องลงถนน ขณะที่คนอีกรุ่นหนึ่งเชื่อว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนคะแนนเสียง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองสองยุค” ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ

ผศ.ดร.เชษฐาเห็นว่า การชุมนุมบนท้องถนนจะยังไม่หายไปจากการเมืองไทย แต่ประสิทธิภาพและความหมายของการชุมนุมแบบเดิมจะลดลง ในอดีตเมื่อประชาชนหลายแสนคนอยู่บนถนน ประเทศอาจต้องหยุดชะงัก แต่วันนี้ประชาชนหลายล้านคนสามารถรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

แม้ม็อบหนึ่งอาจมีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นหรือหลักแสนคน แต่แฮชแท็กหนึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนหลายล้านคน ขณะที่คลิปวิดีโอหรือข้อมูลเพียงชุดเดียวอาจถูกเผยแพร่ต่อและสร้างผลกระทบทางการเมืองอย่างกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมวันที่ 10 กันยายนจึงอาจเป็นการกลับมาของ “มรดกการเมืองยุคเก่า” เพื่อทดสอบว่า เครื่องมือที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตยังสอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบันหรือไม่

ผศ.ดร.เชษฐาวิเคราะห์ว่า คู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดของการชุมนุมครั้งนี้อาจไม่ใช่รัฐบาล แต่คือบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะมวลชนที่นายสนธิเคยระดมได้ในอดีตมีอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งกลายเป็นฐานพลังทางการเมืองขนาดใหญ่ เติบโตมากับวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่ต่างออกไป

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ผูกพันกับสัญลักษณ์ทางการเมืองแบบเดิม ไม่ได้ติดตามข่าวสารผ่านโทรทัศน์เพียงไม่กี่ช่อง และอาจไม่ได้มองว่าการลงถนนคือจุดสูงสุดของการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI อำนาจทางการเมืองอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถนำประชาชนลงถนนได้มากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสร้างข้อมูลได้รวดเร็ว สื่อสารได้ตรงกลุ่ม สร้างเรื่องเล่าได้มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สนับสนุนได้กว้างขวางกว่า

ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า การชุมนุมวันที่ 10 กันยายนเปรียบเสมือน “การทดลองทางการเมือง” ซึ่งอาจให้คำตอบว่า การเมืองแบบระดมมวลชนยังทรงพลังเพียงใด หรือประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มวลชนไม่จำเป็นต้องรวมตัวอยู่ในสถานที่เดียวกันอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประเมินพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ผ่านมุมมองของคนรุ่นเก่า เพราะคนรุ่นใหม่สามารถสร้างพื้นที่ ภาษา สัญลักษณ์ เครือข่าย และวิธีต่อสู้ทางการเมืองขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แม้จะแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม แต่ทั้งหมดล้วนถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง

“วันที่ 10 กันยายนจึงไม่ควรถูกจับตาเพียงว่า นายสนธิจะนำประชาชนลงถนนได้กี่คน แต่ต้องถามด้วยว่า ถนนยังเป็นภาษาทางการเมืองที่คนรุ่นใหม่เข้าใจและต้องการใช่หรือไม่”

ผศ.ดร.เชษฐา ทิ้งท้ายว่า ในโลกที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับ TikTok ปัญญาประดิษฐ์ และสงครามข้อมูล การเมืองอาจไม่ได้ตัดสินกันว่าใครยึดถนนได้ แต่อาจตัดสินกันว่าใครสามารถยึดพื้นที่ในความคิดของประชาชนได้มากกว่า

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การเมืองยุคม็อบ” กับ “การเมืองยุค Gen AI” เพราะม็อบอาจต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่คนรุ่นใหม่สามารถใช้ความคิดเพียงหนึ่งความคิด เดินทางไปถึงประชาชนหลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่นาทีได้

ไอซ์ รักชนก ผิดหวัง ไชยชนก เมินมาแจง TH-AI Passport

10 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ เซ็ง ‘ไชยชนก’ เมินมาแจง TH-AI Passport ข้องใจรัฐคุมความคิดประชาชน โต้ ‘สิริพงศ์’ ปม AI ตอบ ‘สว.สีน้ำเงิน’ แค่คอนเทนต์หยอกขำๆ แต่กลับทำเป็นเรื่องใหญ่

วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.(ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยก่อนการประชุม กมธ.ฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการบริหารงบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โครงการ TH-AI Passport ว่า วันนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะร่าง TOR คณะพิจารณาผลการให้คะแนน บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาในโครงการนี้ แต่เข้าใจว่า ไม่มีใครมาเลย มาแค่คณะร่าง TOR ซึ่งตอนนี้ นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะ กมธ.ได้แจ้งกำหนดการเชิญเข้าร่วมประชุมผ่านหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านสื่อมวลชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนติดตาม และปัจจุบันมีประชาชนเข้าไปลงทะเบียน และใช้โครงการแล้ว กมธ.จึงอยากติดตามความคืบหน้า ซึ่งเข้าใจว่า บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดเอง ก็สามารถไปร่วมคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอี) ซึ่งมีประธาน กมธ.เป็น สส.พรรคภูมิใจไทย และสามารถไปออกรายการตามสื่อต่าง ๆ ได้ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่สามารถมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการฯ ติดตามงบได้ ส่วนสาเหตุที่นายไชยชนก และปลัดกระทรวงไม่สามารถมาชี้แจง กมธ.ในวันนี้ได้นั้น เข้าใจว่า ได้มีการทำหนังสือด่วนมาแจ้งว่า ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ซึ่งนายไชยชนก ได้มอบปลัด และปลัดได้มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงแทน

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ยอดลงทะเบียนโครงการฯ ล่าสุดที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5 ล้านคน ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.48 ล้านคนเท่านั้น ส่วนยอด Active User ก็เป็นที่ถกเถียงกัน เพราะว่าไม่มีการเปิดยอดให้ดูเป็นแบบเรียลไทม์ หรือเป็นรายวัน ซึ่งถ้าถามว่า โครงการนี้แป๊ก หรือไม่แป๊ก คิดว่า ประชาชนคงเห็นในความกังวล ว่า หากลงทะเบียนไปแล้ว หรือใช้งานไปแล้ว ข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ หรือข้อมูลจะรั่วไหล จึงทำให้หลาย ๆ คน ไม่ได้ไว้วางใจในการใช้ และตัว Ai เอง ก็ไม่ได้ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หลาย ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง TH Ai กับสงวนความคิดเห็น ซึ่งความจริงหากใช้ Ai ตัว Pro หรือฟรี แบบทั่ว ๆ ไป ก็สามารถที่จะตอบคำถามได้ เช่น การถามเรื่อง มาตรา 112 องคมนตรี รัฐประหาร หรือเรื่องระบอบการเมืองการปกครอง หรือให้ Ai สร้างภาพเกี่ยวกับข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงก็ไม่สามารถทำได้ จึงตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้ว โครงการนี้เป็นเหมือน Single Gateway หรือไม่ ที่รัฐบาลต้องการควบคุมพฤติกรรม หรือควบคุมความคิดของคนเพื่อให้เป็นไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่งหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ที่ออกมาตอบโต้อินฟลูเอนเซอร์ กรณีให้ AI ตอบคำถามเป็นสีแล้วบอกว่า สว.สีน้ำเงิน ซึ่งอยากให้มีการกลั่นกรองก่อน ไม่เช่นนั้นอาจโง่ทันที น.ส.รักชนก กล่าวว่า 2 คีย์เวิร์ด ที่จะทำให้เซ็นเซอร์ และกระดูกสันหลังของ สส. พรรคภูมิใจไทยทำงานทันที คีย์เวิร์ดแรกคือ การโกง สว. หรือเป็นคีย์เวิร์ด ที่เกี่ยวกับ กกต.สีน้ำเงิน ป.ป.ช.สีน้ำเงิน ระบอบสีน้ำเงิน สว.สีน้ำเงิน หรือการฮั้ว การโกง สว. จะเป็นปุ่มให้กระดูกสันหลังทำงานทันที และอีกหนึ่งคีย์เวิร์ด คือ TH-AI Passport ซึ่งหากเจอเข้าไปทั้ง 2 คีย์เวิร์ด ก็รีบออกมาปกป้องลูกนายสักนิดหนึ่ง แต่ว่า ประชาชนไม่ได้โง่ เขาก็สามารถมีวิจารณญาณของตัวเองในการพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ได้ และใคร ๆ ก็รู้ว่า การถาม สว.สีน้ำเงิน ที่เป็นคอนเทนต์ออกมา เป็นการปั่นกันเล่น ๆ ของประชาชนเหมือนเป็นคอนเทนต์ที่เอามาตลกกันขำ ๆ

“แต่ว่า คนที่ไม่ขำ อาจจะไปโดนเส้น จนทำให้ไม่สามารถควบคุมสติสตางค์ได้อย่างปกติได้ เพราะเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้ยินเมื่อไหร่ เซ็นเซอร์ที่เป็นกระดูกสันหลังก็ทำงานเด้งมารับ และตอบโต้ทันที ซึ่งเป็นปกติที่ สส.พรรคภูมิใจไทยจะออกมาตอบโต้อะไรพวกนี้ และไม่แปลกใจ แต่ที่แปลกใจก็คือ เรื่องพวกนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่” น.ส.รักชนก กล่าว

สภาฯเริ่มฉลุย ถกรวดเดียวจบมาตรา 28-29 จับตางบฯหน่วยงานศาล-องค์กรอิสระ

10 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 28 จังหวัด และกลุ่มจังหวัด วงเงิน 4.27 พันล้านบาท มีสมาชิกอภิปรายเพียงคนเดียว ก่อนที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 273 เสียง ไม่เห็นด้วย 115 เสียง งดออกเสียง 25 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เช่นเดียวกับมาตรา 29 งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 7.37 หมื่นล้านบาท ที่ทั้งสองมาตราใช้เวลาพิจารณาเพียง 40 นาที เนื่องจากมีผู้อภิปรายไม่มาก ก่อนที่ประชุมจะมีมติเห็นด้วย

จากนั้น เข้าสู่การพิจารณามาตรา 30 งบประมาณหน่วยงานรัฐสภา มาตรา 31 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของศาล ที่น่าจับตาคือมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาท

‘แก้วตา ธิษะณา’ซบอกเพื่อไทย ลั่นเดินหน้าขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน-เท่าเทียม

10 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

ตลอดเส้นทางการทำงานของดิฉัน สิ่งที่ยึดถือมาโดยตลอดคือ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความเท่าเทียมของประชาชนทุกคน

ดิฉันเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกตั้ง แต่หมายถึงสังคมที่เสียงของประชาชนมีความหมาย อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบได้ และคนทุกคนต้องได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีฐานะ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดทางการเมือง หรือมีจุดเริ่มต้นในชีวิตแตกต่างกันเพียงใด

สิทธิมนุษยชนเองก็ไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยงามในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องปรากฏอยู่ในชีวิตจริง ตั้งแต่สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษา การรักษาพยาบาล การทำงาน การแสดงความคิดเห็น กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงสิทธิของคนตัวเล็กคนน้อยที่จะมีที่ยืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

และความเสมอภาคไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่คือการทำให้ทุกคนมีโอกาสที่จะใช้ชีวิตและเติบโตได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะชาติกำเนิด ความยากจน หรือโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม
การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยในวันนี้ สำหรับดิฉันจึงเป็นการเลือกพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อเดินหน้าผลักดันคุณค่าเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง

ดิฉันยังคงเชื่อเหมือนเดิมว่า

ประชาธิปไตยที่ไม่มีสิทธิมนุษยชนย่อมไม่สมบูรณ์

และสิทธิมนุษยชนจะมั่นคงไม่ได้ หากปราศจากประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความยุติธรรม

นี่คือหลักการที่ดิฉันจะยังคงยืนหยัด และนำติดตัวไปในทุกพื้นที่ทางการเมืองค่ะ

‘โสภณ’ แจ้งมติวิป ถกงบฯ 70 จบวันนี้ 1 ทุ่ม ให้ฝ่ายค้าน 6 ชม. เลื่อนถกญัตติไฟใต้-รายงาน กกต. ไปสัปดาห์หน้า

10 กันยายน 2569 เวลา 13:35 น.

“โสภณ”แจ้งมติวิป ถกงบฯ70 เสร็จวันนี้ 1 ทุ่ม ให้เวลาฝ่ายค้าน 6 ชม. เลื่อนถกญัตติไฟใต้- รายงาน กกต. ไปสัปดาห์หน้า

วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่อง เป็นวันที่สี่ ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 28 งบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งกมธ. ปรับลด เหลือ 4,275 ล้านบาท

โดยก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ฐานะประธานในที่ประชุมได้แจ้งผลการหารือระหว่างคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้านและ วิปพรรคร่วมรัฐบาลว่า การพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบฯ จะทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (10 กันยายน) โดยให้เวลาฝ่ายค้าน 6 ชั่วโมง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลจะใช้เวลาจำกัดเท่าที่ประธานวิปบริหาร ส่วนการอภิปรายมาตราใดที่มีผู้อภิปรายมาก และมีการประท้วง จะยึดบรรทัดฐานประชุมที่ทำมา คือ บางเรื่องอาจอภิปรายไม่เหมือนในวาระสอง ที่จริงอนุโลมตลอดด้วยความเห็นใจ แต่จากนี้ไปใช้อนุโลมเหมือนเดิม แต่หากประท้วงเป็นดุลยพินิจของประธาน ดังนั้นงบประมาณ จบประมาณ 19.00 น.

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ขณะที่วันที่ 11 กันยายน ไม่มีการประชุมแต่จะเพิ่มประชุมนัดพิเศษในสัปดาห์หน้าและสัปดาห์ถัดไป สัปดาห์ละ 1 วันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่เร่งด่วน โดยการประชุมสัปดาห์หน้ามีเรื่องจำเป็นต้องให้จบ คือ ญัตติภาคใต้ และรับทราบรายงานของ กกต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นการพิจารณามาตราดังกล่าวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาพิจารณาเพียง 9 นาทีก่อนลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไข 

ชาวเน็ตแห่ขุดภาพ ‘อนุทิน’ คล้องเหรียญเหนือดวงติดตัว ของ ‘หลวงพ่อโชติ’

10 กันยายน 2569 เวลา 13:27 น.

ชาวเน็ตแห่ขุดภาพ ‘นายกฯ อนุทิน’ คล้องเหรียญเหนือดวงติดตัว ของ ‘หลวงพ่อโชติ’

วันที่ 10 กันยายน 2569 จากกรณี พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือ หลวงพ่อโชติ หรือ นาย อติโชติ อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สร้าง “เหรียญเหนือดวง” หรือ เหรียญยกฐานะ อันโด่งดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมตัว ตามหมายจับ พร้อมสีกาคนสนิท ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ภายหลังพบพฤติกรรมเบียดบังเงินวัดไปเป็นของตน ก่อนมอบให้สีกาคนสนิทแปลงสภาพความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท พร้อมเปิดภาพกล้องวงจรปิดอือฉาวบนโต๊ะกินข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คล้องเหรียญเหนือดวงจากวัดพุทไธศวรรย์ติดตัวอยู่เป็นประจำ โดยเป็นภาพเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2566 ในขณะนั้น นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย ได้นำสร้อยคอมาโชว์บอกว่า นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย นี่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ปลัดมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ชี้ข่าวปล่อยจากภาพ บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งทำลายภาพลักษณ์ กรณีไหว้นอบน้อมฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 12:32 น.

ปลัดมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ชี้ข่าวปล่อยจากภาพ บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งทำลายภาพลักษณ์ กรณีไหว้นอบน้อมฯ

10 ก.ย. 69 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณี นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอคลิปต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2-3 เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 69 ซึ่งคลิปดังกล่าว เป็นคลิปที่ถูกบันทึกภาพในขณะที่เดินออกมาเป็นการส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 ช่วงที่ตนกำลังยกมือไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวในลักษณะว่า เป็นการไหว้แบบนบนอบเพราะไม่ถูกย้าย “ตนขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การไหว้แบบนอบน้อมในคลิปดังกล่าว หากเป็นการไหว้เพื่อขอบคุณเพราะไม่ถูกย้ายออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย “ไม่ใช่เลย” เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตนไม่มากราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตรงทางเดินแบบนั้น มันไม่สมควร เพราะยังมีเวลา มีโอกาส มีสถานที่เหมาะควรอีกมากมาย แต่ไม่ต้องมาทำในขณะนั้นแบบผู้บังคับบัญชาไม่เตรียมตัว จึงขอปฏิเสธว่า “สิ่งนำไปเผยแพร่เป็นข่าวไม่จริงตามข้อเท็จจริงแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า “การที่กราบไหว้แบบนอบน้อม” ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในคลิปดังกล่าว เป็นการกราบ “ขอโทษแทนคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และตนเอง” ที่ได้ทำเรื่องบางเรื่องไปโดยพลการ ด้วยสำคัญผิดคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้รับทราบ และอนุญาต แล้ว ซึ่งขณะนั้น ตนได้เดินตามลงมาจากชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า จึงสนทนาพูดคุยกับท่าน จนได้ทราบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยังไม่รับทราบ จึงตกใจ และเราในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แม้ไม่ได้เป็นความผิดโดยตรง แต่ตนควรแสดงความสำนึกผิดโดยพลันแทนสิ่งที่ผิดพลาด จึงต้อง “รีบกราบขอโทษโดยทันที” แล้วบังเอิญกำลังจะเดินผ่านประตูตึกไทยคู่ฟ้า จึงมีนักข่าวซูมถ่ายภาพนั้นจากระยะไกลไปเผยแพร่ และโยงใยเข้าไปกับเรื่องการโยกย้าย จนเกิดความเข้าใจผิดกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการและกระทรวงมหาดไทย

“ที่ผ่านมา ตนไม่ออกมาแก้ข่าวที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องไม่เป็นสาระ แต่เมื่อมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร อันถือเป็นพื้นที่ “ที่พูดเหตุผลให้คนจำ” และ “ที่ไตร่ตรองเปรียบเทียบคิดครวญใคร่” จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเรียนอีกครั้งว่า สำหรับกรณีที่ตนติดตามท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในบางวัน บางภารกิจ เป็นไปเพื่อสนองงานผู้บังคับบัญชา “เพราะท่านจะสั่งงานทุกกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย” และขอย้ำว่า “ไม่ใช่ทุกวัน เป็นบางวัน” เพราะตนก็มีงานที่กระทรวงมหาดไทย และมีงานที่ต้องประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ทั้งในฐานะประธานและในฐานะกรรมการ และการออกตรวจตราตามกฎหมายต่าง ๆ ในพื้นที่

“ในการทำงานของตน ตนให้ความสำคัญกับข้อสั่งการและนโยบายของผู้บังคับบัญชาเสมอ และเน้นย้ำผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับในการสนองงานผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยพูดเสมอว่า “ถ้าอยากเดินให้ไกล..ต้องเดินไปด้วยกัน” และต้อง “ทำทันที” ตั้งแต่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สามารถขับเคลื่อนให้จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดสะอาดที่สุดของประเทศและเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่ No Foam ต่อมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดและแนวชายแดนยาวที่สุดในประเทศ ระยะทาง 542 กิโลเมตร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเมื่อเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนงานด้วยกลไก “รู้ คิด ดู ทำ” และให้พัฒนากรลงลึกระดับพื้นที่ ไม่ทิ้งของเดิม ต่อยอดสิ่งดี ๆ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง ทำงานใกล้ชิดประชาชนที่สุด และเมื่อได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ได้ขับเคลื่อนเป็นองค์กรความมั่นคงภายใน ปราบปรามการกระทำความผิดสถานบริการด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง การบำรุงขวัญสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทั่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เกิดนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน คือ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5″

นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาตามที่ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบและเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งและให้ทำหน้าที่สำคัญ อันถือเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตข้าราชการของตน ที่ได้สืบทอดจิตวิญญาณของครอบครัวตั้งแต่คุณทวด ที่เคยเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในอดีต ทั้งนี้ ตนไม่ยึดติดต่อหน้าที่ตำแหน่งหากเป็นไปโดยธรรม แต่จะต่อสู้เมื่อไม่ชอบธรรม และการก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงถือเป็นความเมตตาและความไว้วางใจของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่เคยมีการวิ่งเต้น ความใกล้ชิดเกิดขึ้นจากการทำงานในหน้าที่ร่วมกันมาโดยตลอด

สนธิ ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง ถึงสถานทูตอิสราเอล ประกาศเดินสายทั่วประเทศ

10 กันยายน 2569 เวลา 12:07 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และมวลชน เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 ถนนสุขุมวิท 21 เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย โดยนัดหมายยื่นหนังสือในเวลา 09.30 น.

ต่อมา เวลาประมาณ 10.15 น. นายสนธิขึ้นเวทีและแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ แจ้งว่าวันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงาน แต่พร้อมให้นายสนธิเข้าพบเอกอัครราชทูตอิสราเอลแบบตัวต่อตัวในโอกาสต่อไป

นายสนธิ ระบุว่า สาระสำคัญของจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายสนธิกล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและพลเมืองอิสราเอลบางส่วนในประเทศไทย ทั้งการละเมิดกฎหมาย การสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน การไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระค่าบริการและการฉ้อโกง

จดหมายยังกล่าวถึงการขยายตัวของศูนย์ชาบัด (Chabad) และการถือครองที่ดินในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการถือครองที่ดิน การดำเนินงานของศูนย์ชาบัด ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยหรือไม่

ทั้งนี้ นายสนธิและกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่

1.ให้รัฐบาลอิสราเอลควบคุมและกำชับพลเมืองและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้าประเทศไทย ให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

2.ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไทยในการดำเนินคดีกับพลเมืองอิสราเอลที่กระทำผิด โดยเรียกร้องไม่ให้มีการใช้สิทธิทางการทูตแทรกแซงกระบวนการดำเนินคดี

3.ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบการถือครองที่ดินใน จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ชาบัดและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยอย่างโปร่งใส

4.ให้สถานเอกอัครราชทูตส่งสารไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลอิสราเอล เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียน และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายสนธิระบุว่า ต้องการคำตอบในลักษณะของมาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพียงหนังสือตอบรับตามขั้นตอนทางการทูต พร้อมย้ำว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือน แต่ผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยต้องเคารพกฎหมายและเจ้าของประเทศ และการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

หลังอ่านแถลงการณ์ นายสนธิ เปิดเผยว่า วันนี้พวกเราถูกถากถางว่าเป็นม็อบน้ำหมาก จึงขอนัดหมายเดินสายไปทั่วประเทศ เริ่มในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี ขอนแก่น คนที่ควรกังวลคือรัฐบาล เพราะตนไม่ได้ล้มรัฐบาลแต่มากดดัน พร้อมเรียกร้องให้คนที่เห็นด้วยออกมาร่วมกัน