‘จตุพร’ ชำแหละม็อบ ‘สนธิ’ เตือนอย่ายึดติดกับอดีต บริบทเปลี่ยนไปแล้ว แนะรัฐบาลอย่าปะทะ ต้องสร้าง’สนามผลงาน’

10 กันยายน 2569 เวลา 12:04 น.

จตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน วิเคราะห์การประกาศเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมองว่า การชุมนุมครั้งนี้ยังไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่จะขยายตัวไปสู่การล้มรัฐบาล เนื่องจากบริบททางการเมือง พฤติกรรมของมวลชน และรูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

นายจตุพรระบุว่า การชุมนุมแบบปักหลักยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือนแทบเกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน แม้บางเหตุการณ์จะสามารถเรียกประชาชนออกมาได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะ “มาเร็ว–กลับเร็ว” ไม่ได้อยู่ต่อเนื่องจนสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล

จตุพร พรหมพันธุ์
แฟ้มภาพ

ดังนั้น การนำภาพความสำเร็จของม็อบพันธมิตรฯ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการประเมินศักยภาพของการชุมนุมสูงเกินความเป็นจริง

นายจตุพรย้ำว่า ในอดีตนายสนธิไม่ได้เป็นผู้ล้มรัฐบาลทักษิณด้วยตัวเอง ภาคประชาชนทำได้เพียงเปิดประเด็นและสร้างแรงกดดัน ส่วนผู้ปิดเกมคือกองทัพผ่านการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เช่นเดียวกับการชุมนุมของ กปปส.ที่ไม่สามารถทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์พ้นจากอำนาจได้โดยตรง แม้จะเคลื่อนไหวต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน แต่สุดท้ายก็ต้องอาศัยการเข้ายึดอำนาจของกองทัพ
สถานการณ์วันนี้จึงยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเพียงชื่อของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จะสามารถเรียกคนลงถนนแล้วล้มรัฐบาลได้เหมือนภาพจำในอดีต

การประกาศว่าจะ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” อาจปลุกอารมณ์ผู้คนได้ในระยะสั้น แต่ยังมีคำถามว่า จะเอาคืนจากใคร เอาคืนด้วยวิธีใด และเมื่อรัฐบาลยังมีเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอ ผู้ชุมนุมต้องการให้การเมืองเดินไปสู่จุดใด

หากไม่พอใจรัฐบาลและต้องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการชุมนุมก็ควรตอบให้ชัดว่า ต้องการสนับสนุนบุคคลใด ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและมีเสียงในสภาสนับสนุนเพียงพอ

แต่หากไม่มีคำตอบที่เป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวก็อาจถูกตั้งคำถามว่า กำลังผลักประเทศเข้าสู่ทางตัน หรือเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจด้วยวิธีพิเศษกันแน่

นายจตุพรมองว่า ปัญหาทุนเทา ต่างชาติใช้นอมินี และการถือครองที่ดิน เป็นเพียง “ไพ่ใบแรก” ของนายสนธิ แม้เป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้โค่นรัฐบาลได้ทันที

เหตุผลสำคัญคือรัฐบาลกำลังดำเนินการกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ทั้งการตรวจสอบนอมินี การบังคับใช้กฎหมาย และการเนรเทศชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

หากรัฐบาลเร่งขยายผล จับกุมผู้กระทำผิด และเปิดเผยผลงานอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาของผู้ชุมนุมก็จะถูกลดทอนน้ำหนักลง จนไม่เหลือเหตุผลเพียงพอสำหรับการปักหลักเคลื่อนไหว

นายจตุพรเสนอว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าหรือตอบโต้นายสนธิ เพราะยิ่งตอบโต้ก็ยิ่งยกระดับผู้เคลื่อนไหวให้กลายเป็นคู่ต่อสู้โดยตรงของรัฐบาล

ทางออกที่เหมาะสมคือเปลี่ยนสนามการปะทะเป็นสนามผลงาน เมื่อมีการชี้เป้าปัญหานอมินีหรือทุนเทา รัฐบาลก็ควรส่งตำรวจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงพาณิชย์ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบทันที

หากรัฐบาลทำให้เห็นว่าเอาจริง ม็อบก็จะขาดประเด็นสำหรับขยายผล และกลายเป็นฝ่ายที่ต้องตอบคำถามว่าจะเคลื่อนไหวต่อไปด้วยเหตุผลอะไร

นายจตุพรเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับผลของคดีสำคัญในวันที่ 14 และ 28 กันยายน มากกว่าการประกาศระดมคนของนายสนธิ

หากผลการพิจารณาไม่ก่อให้เกิดวิกฤตทางกฎหมายหรือแรงกระเพื่อมรุนแรง การเคลื่อนไหวก็อาจไม่พบเชื้อเพลิงใหม่ และไม่สามารถรักษากระแสไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ม็อบครั้งนี้ยังต้องรออาศัยปัจจัยภายนอกมาช่วยขยายสถานการณ์ ไม่ได้มีพลังเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางการเมืองด้วยตัวเอง

การวิพากษ์รัฐบาลเป็นสิทธิที่กระทำได้ แต่การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจต้องมีคำตอบที่รับผิดชอบต่อประเทศ หากผลักรัฐบาลให้พ้นจากอำนาจแล้วไม่มีบุคคลที่สามารถรวบรวมเสียงในสภาขึ้นมาบริหารประเทศได้ ก็จะเกิดสุญญากาศและความขัดแย้งรอบใหม่

ผู้จัดการชุมนุมจึงไม่ควรเสนอเพียงคำขวัญที่สร้างอารมณ์ร่วม แต่ต้องอธิบายปลายทางให้ชัดว่า ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา ต้องการยุบสภา หรือกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นอกวิถีรัฐธรรมนูญ

มิฉะนั้น คำว่า “เอาประเทศไทยคืนมา” อาจไม่ได้นำประเทศไปสู่ทางออก แต่กลับกลายเป็นการพาประเทศเดินเข้าสู่ทางตัน โดยที่ผู้จัดการชุมนุมเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะพาประเทศไปทางไหนต่อ

ปิดชนวนความขัดแย้ง อุเทนถวาย-ปทุมวัน ขีดเส้น 90 วัน งดเข้าพื้นที่สองสถาบัน คืนความปลอดภัยสังคม

10 กันยายน 2569 เวลา 11:46 น.

ปิดชนวนความขัดแย้ง! รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาระยะยาว “อุเทนถวาย-ปทุมวัน” ขีดเส้น 90 วัน ย้ายพื้นที่สองสถาบัน คืนความปลอดภัยสังคม

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกคำสั่งที่ 120/2569 บังคับใช้มาตรการความปลอดภัยและปรับรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยว พร้อมแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับคำสั่งดังกล่าว กำหนดให้งดการจัดการเรียนการสอนในเขตพื้นที่อุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเป็นเวลา 90 วัน เพื่อจัดระเบียบความปลอดภัย แต่หากการเตรียมสถานที่แห่งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ให้ขยายเวลาออกไปจนกว่าจะมีความพร้อม และในช่วงระหว่างนี้ ให้ทั้งสองสถาบันปรับรูปแบบการเรียนการสอนและการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเรียนของนักศึกษา โดยต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐานการศึกษา และสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาอย่างครบถ้วน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมถึงแนวทางการดำเนินการเป็นรายสถาบันว่า ในส่วนของอุเทนถวายให้ดำเนินการจัดหาและเตรียมความพร้อมสถานที่เรียนแห่งใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน เพื่อรองรับการย้ายพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันต้องจัดทำแผนเตรียมความพร้อมในระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ เพื่อรองรับการบริหารจัดการที่เป็นระบบในอนาคต และให้ทั้งสองสถาบันรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทุกๆ 30 วัน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปตามแผนงาน

สำหรับคำสั่งเร่งด่วนนี้ เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุกลุ่มนักศึกษาใช้อาวุธทำร้ายร่างกายกันบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อเช้าวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และสร้างความวิตกกังวลแก่สังคมอย่างมาก ประกอบกับพื้นที่เขตอุเทนถวายยังอยู่ระหว่างข้อพิพาทการส่งมอบพื้นที่คืนแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งแก้ไขสถานการณ์นี้ให้จบลงอย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อคืนความปลอดภัยให้แก่สังคม ควบคู่กับการการศึกษาของนักศึกษาทั้งสองสถาบัน

หมอวรงค์ ชง ตัดงบสตช. 10% ซัดตั้งด่านลอยตบทรัพย์ ส่งส่วยซื้อตำแหน่ง

10 กันยายน 2569 เวลา 11:18 น.

‘หมอวรงค์’ ลั่นตัดงบฯสตช. 10% ซัดด่านลอยตบทรัพย์ ส่งส่วยซื้อตำแหน่ง บี้คืนตำรวจรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง

วันที่ 10 กันยายน 2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์​ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 4 เข้าสู่มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 27 ว่า ตนเสนอขอตัดลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) 10 เปอร์เซ็นต์ ที่อิงอยู่บนฐานพฤติกรรมที่ประชาชนมองว่าตำรวจแย่ๆ บางส่วนรังแกประชาชน บางส่วนรีดไถประชาชน ที่เกิดขึ้นในสตช. ตั้งแต่ระดับปฏิบัติจนถึงผู้บริหารระดับสูง กรรมาธิการเคยถามผู้แทนของสตช.หรือไม่ ที่มาชี้แจงเรื่องการใช้งบประมาณว่า ยังมีการตั้งด่านรีดไถประชาชนอยู่หรือไม่ และจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ซึ่งด่านของตนหมายถึงการตั้งด่านลอย ด่านสุ่มตรวจ ด่านที่ตั้งโดยไม่มีเหตุผล โดยอ้างปัญหาจราจรเป็นเหตุนำไปสู่การรีดไถประชาชน ซึ่งสิ่งที่ต้องถามคือเมื่อไหร่จะแก้ปัญหาเหล่านี้

“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะปกป้องประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจร เราไม่ได้ต้องการปกป้องคนที่ทำผิด แต่เราต้องการให้ตำรวจยึดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาช่องโหว่นี้ไปสู่การรีดไถ รูปแบบรีดไถชัดเจนมาก ส่วนใหญ่ใช้เงินสด ถ้าไม่มีเงินสดใช้บัญชีม้า” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ อภิปรายว่า อยากถามกรรมาธิการว่าในฐานะตัวแทนประชาชน รู้สึกหรือไม่ว่าประชาชนเดือดร้อนและถูกรีดไถจากตำรวจ รวมถึงกรรมาธิการเคยถามผู้แทนตำรวจหรือไม่ว่า สตช. ใช้กฎหมายข้อไหนที่ให้ตัวเองมีอำนาจเหนือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทางหลวง เรื่องห้าม ตั้งสิ่งกีดขวางบนทางหลวง ตำรวจที่ตั้งด่านเถื่อน ด่านลอย ใช้อำนาจข้อไหน กระบวนการรีดไถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อกระบวนการส่งส่วย สุดท้ายก็ทำให้เกิดการส่งส่วยไปซื้อขายตำแหน่ง ทุกยุคทุกสมัยเกิดมานานแล้ว แต่ไม่มีใครแก้ไขได้ เผื่อกรรมาธิการได้ประสานกับสตช. ยกเลิกนโยบายตั้งด่านได้แล้ว ตอนนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก ตำรวจก็สามารถใช้กล้องวงจรปิดในการจับอัตราความเร็ว และดำเนินการได้ตามขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ต้องต้องมาตากแดดและตากฝน เจออยู่เรื่อยยิ่งช่วงเทศกาล เพราะแรงบันดาลใจในการรีดไถหรือไม่ ตนเคยไปค้นเจอว่า ถ้ามีการปรับประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจรตำรวจไม่ได้ส่วนแบ่ง แต่ถ้าปรับเองที่บนทางหลวงตำรวจจะได้ส่วนแบ่ง ต้องเรียกร้องไปยังกรรมาธิการว่า ยกเลิกส่วนแบ่งจราจร อย่างน้อยจะได้ผ่อนหนักเป็นเบาในการตั้งใจรีดไถประชาชน

“เราต้องการให้เป็นตำรวจของประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่เป็นตำรวจของนายหรือนักการเมือง และผมย้ำอีกว่ายกเลิกเสียทีสำหรับนักการเมืองที่ให้ตำรวจรับใช้นักการเมือง เราต้องให้ตำรวจไปรับใช้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่ผมขอตัดงบเพราะพฤติกรรมของ สตช. 10 เปอร์เซ็นต์” นพ.วรงค์ กล่าว

‘พิพัฒน์’ เมินสนธินำม็อบลงถนน ยัน นายกฯไม่ได้ละเลยปัญหาต่างชาติในไทย

10 กันยายน 2569 เวลา 11:08 น.

“พิพัฒน์” ระบุ “สนธิ” ปลุกม็อบลงถนนเป็นสิทธิ จุดติดหรือไม่ อยู่ที่เหตุผล ยัน นายกฯไม่ได้ละเลยปัญหาต่างชาติในไทย ถ้าทำผิด ดำเนินการตามกม.ไทย 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันนี้ (10 ก.ย.) จะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ว่า นายสนธิเชิญชวนลงถนนมาหลายครั้งแล้ว ส่วนวันนี้ที่ไปสถานทูตอิสราเอลจะได้ผลหรือไม่ อยู่ที่เหตุผลที่นายสนธิเชิญคนออกมาร่วมลงถนน ว่าเขามีเหตุผลอะไรในการที่จะไปทำให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนใน กทม.ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งถ้านายสนธิจะนำม็อบลงถนนแล้วอยู่ในที่ตั้ง ไม่ได้กระทบกับการเดินทางของประชาชนใน กทม.และปริมณฑล ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปทำให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนจนได้รับความเดือดร้อน สิ่งแรกที่ต้องกระทำคือ ต้องขออนุญาตก่อนตามกฎหมาย ส่วนนายสนธิจะใช้สิทธิหรือใช้อะไรก็เป็นเรื่องของเขา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเคลื่อนไหวของนายสนธิใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะใช้คำว่าไม่ใส่ใจคงไม่ได้ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตนเชื่อว่าฝ่ายบริหารต้องใส่ใจในทุกมิติ แต่การใส่ใจตรงนี้ให้น้ำหนักเท่าไหร่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต้องดูน้ำหนักของนายสนธิที่นำชุมนุมมีเท่าไหร่ อยู่ที่ว่าเหตุผลในการลงถนนของเขามีเหตุผลมากพอหรือไม่ ถ้ามีเหตุผลไม่มากพอ ตนเชื่อว่านายสนธิออกมาเชิญชวนก็อาจจะมีบ้าง แต่คงไม่ได้อย่างที่เขาอยากได้ หรืออย่างที่เขาคิด หรือไม่เท่ากับที่เขาไปพูดในแต่ละวัน เดี๋ยวเราก็ได้เห็นภาพเอง 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า การที่นายสนธิไปสถานทูตอิสราเอลวันนี้ คงจะไปประท้วงสถานทูตอิสราเอลในเรื่องของเพื่อนๆ ชาวอิสราเอลที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วอาจจะมีการมาตั้งชุมชน ซึ่งความจริงการตั้งชุมนุม ไม่ใช่เฉพาะอิสราเอล อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ว่าใครก็อยากที่จะมาอยู่ ซึ่งต่างชาติจะได้สิทธิ 1 ในเดือนในการมาเที่ยวประเทศไทย เมื่อเดินทางมาประเทศไทยและแสตมป์พาสปอร์ตก็จะได้สิทธิใน 1 เดือนนี้ ดังนั้น เขาจะไปรวมตัวกันตรงไหน โรงแรมหรืออะไรก็แล้วแต่ถือว่าเป็นสิทธิของเขาในฐานะเป็นนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวเหล่านี้อย่าทำเลยสิทธิที่คุณได้รับ เช่น ไปทำเรื่องผิดกฎหมายของประเทศไทย ทางราชการก็คงจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ที่ผ่านมานายกฯได้มีการผลักดันออกประเทศไปบ้างแล้ว พวกเราก็เห็นอยู่แล้วว่านายกฯไม่เคยละเลยสิ่งใดๆ ถ้าต่างชาติจะทำผิดกฎหมายในประเทศไทยก็ต้องได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนั้นๆ ของไทย 

เมื่อถามว่า มองว่าการเคลื่อนไหวของนายสนธิมีนัยซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ในทางการเมือง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า บังเอิญเรื่องการเมืองตนไม่ค่อยเก่ง เลยมองไม่ค่อยออก ฉะนั้น ให้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการเมืองมาเป็นผู้วิเคราะห์เอง 

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้นายสนธินำกลุ่มผู้ชุมนุมไปสถานทูตอิสราเอล เป็นห่วงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นสิทธิที่จะมีการชุมนุม และที่สำคัญคือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ได้มีการเชิญเอกอัครราชทูตมาหารือกันแล้วในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การที่มีคนไปประท้วงก็น่าจะมีการพูดคุยกันแล้ว ซึ่งการประท้วงในบ้านเราไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปประท้วงหน้าสถานทูต แต่ทุกครั้งทางเจ้าหน้าที่ก็ดูแลความปลอดภัยมาด้วยดีตลอด นี่คือ เสน่ห์และความน่ารักของประเทศไทยที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกมุมโลกมาท่องเที่ยวในประเทศไทย 

โฆษกป้ายแดง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ย้ำชุมนุมเป็นสิทธิ แต่อย่าเอา ปชช.เป็นเครื่องมือ

10 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

โฆษก รบ.ป้ายแดงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนเริ่มทำงาน ย้ำ ชุมนุมเป็นสิทธิ พร้อมรับฟังความเห็นต่าง แต่ขออย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตาศาลยาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนปฎิบัติหน้าที่ โดยนายเอกภพ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ถือว่าเป็นการมาทำงานที่สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ยินดีที่ได้รู้จักและขอฝากเนื้อฝากตัวกับสื่อมวลชนและประชาชนด้วย ซึ่งการทำงานของเราจะเหมือนที่นายกฯเคยพูดไว้ว่า สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน ไม่มีเวลาได้หยุด และได้เตรียมแนวทางการทำงานไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมานัดเคลื่อนไหวทวงคืนประเทศไทย และวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. จะมีการเคลื่อนไหวของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และภาคประชาชนในเรื่องฮั้ว สว. นายเอกภพ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมหากการชุมนุมนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่ตนและทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งใจรับฟัง ความอัดอั้นตันใจความไม่สบายใจและความไม่เข้าใจต่างๆ สามารถส่งข้อมูลมาพูดคุยได้ อยากให้เราขับเคลื่อนเรื่องอะไรหรือนำเรื่องอะไรไปบอกใคร อันนี้เป็นหน้าที่ของเราที่ยินดีจะทำ ในส่วนของการเคลื่อนไหวที่มีประเด็นทางการเมือง ที่มีความต้องการผลทางการเมืองบางอย่าง อยากให้ประชาชนดูให้รอบด้าน เพราะการดำเนินการที่หวังผลทางการเมืองอาจจะใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ การออกมาเคลื่อนไหวแล้วมีผลประโยชน์มีคะแนนกับกลุ่มการเมืองนั้น ต้องดูว่ากิจกรรมแต่ละอย่างประชาชนได้ผลหรือประโยชน์อย่างไร

“ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประชาชน ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ หรือประชาชนเสียสละออกมาเคลื่อนไหว มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บถูกดำเนินคดี หรือบางคนยังอยู่ในเรือนจำ ตรงนี้ผมคิดว่าคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ต้องตระหนักให้เยอะว่าประชาชนเสียสละมามากพอแล้ว หากคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองสามารถพูดคุยกันในระบบ ในสภา ในช่องทางที่มีจุดหมาย มีระเบียบรองรับ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศชาติ ที่กำลังเผชิญกับภัยที่ใหญ่กว่า คือภัยที่เกิดจากความไม่แน่นอนในโลกใบนี้ ทั้งเรื่องสงคราม การค้า ภัยพิบัติ จึงอยากชวนทุกคนให้ช่วยกัน ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ได้อย่างต่อเนื่อง”นายเอกภพ กล่าว

‘สนธิ’มาตามนัด นำมวลชนบุกสถานทูตอิสราเอล

10 กันยายน 2569 เวลา 10:42 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. บรรยากาศบริเวณด้านหน้าอาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 (Ocean Tower ll) ซึ่งสถานทูตอิสราเอลตั้งอยู่ชั้น 25 สุขุมวิท 21 ซอย 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร กลุ่มมวลชน ภายใต้แนวคิด “ทวงคืนประเทศไทย”  ทยอยเข้ามาร่วมชุมนุม เพื่อยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล เพื่อเรียกร้องแก้ไขปราบปรามปัญหาทุนต่างชาติอย่างเด็ดขาด หลังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย และยังใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อเป็นการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของคนไทย รวมถึงผู้ประกอบการที่ทำมาหากินในประเทศไทย

ซึ่งบรรยากาศของมวลชนเป็นไปด้วยความคึกคัก ด้วยการร้องเพลงเอาประเทศไทยของเราคืนมา พร้อมโบกสะบัดธงชาติไทย สวมเครื่องหัวเครื่องแต่งกายที่เป็นลายสีธงชาติไทย

ต่อมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เดินทางมาถึงบริเวณจัดงาน โดยสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวสกรีนข้อความ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เมื่อมวลชนเห็นนายสนธิเดินทางมาถึง ต่างส่งเสียงเฮลั่นแสดงออกถึงความดีใจ และให้กำลังใจนายสนธิ

‘กรณ์’ จี้รัฐควรใส่ใจ จัดระเบียบ Social Media-Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

10 กันยายน 2569 เวลา 10:38 น.

วานนี้ 9 กันยายน 2569 กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการจัดระเบียบ Social Media และ Algorithm พร้อมข้อความทั้งหมดว่า “จัดระเบียบ Social Media จัดระบบ Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นใหม่ และนักการเมืองยังไม่มั่นใจว่าสังคมต้องการอะไร

กรณ์ จาติกวณิช

เมื่อคืนในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมได้นำเสนอว่ารัฐบาลควรใส่ใจเรื่องนี้

ในการสนทนากับเยาวชน พวกเราสัมผัสได้ถึงความกดดันของเยาวชนซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้ social media แพลตฟอร์มต่างๆ การเสพนานๆ จะมีส่วนทำให้เกิดอารมณ์ที่มาจากการเปรียบเทียบ นำไปสู่อาการ FOMO ปัญหาเรื่องสมาธิ และในบางกรณีมีผลถึงสุขภาพจิต

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โทรศัพท์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ปัญหาอยู่ที่ algorithm ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราไถไม่หยุด เจตนาคือการให้ผู้ใช้ติดอยู่ในแพลทฟอร์มให้นานที่สุด ตรงนี้คือความเสี่ยงต่อผู้เยาว์เป็นพิเศษ

เราต้องเข้าใจก่อนว่า algorithm ที่ว่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของเรา แต่ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของแพลทฟอร์ม
จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศได้ออกมาตรการระดับกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยผู้เยาว์

ได้ผลหรือไม่อย่างไรยังไม่ชัดเจน แต่เราอาจมีทางเลือกอื่น เพราะล่าสุดที่สหรัฐ ได้มีการรวมกลุ่มโดย 47 รัฐ ฟ้องร้อง Meta (เจ้าของ FB และ Instagram) กล่าวหาว่า Meta จงใจออกแบบ algorithm เพื่อให้ผู้ใช้เสพติด (โดยเฉพาะผู้เยาว์) โดยเรียกความเสียหาย 6 ล้านล้านบาท

สุดท้าย Meta ขอยอมจ่ายค่าเสียหาย 500,000 ล้านบาท และยอมแก้ algorithm เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้เยาว์ต่อการเสพติด เช่นจำกัดเวลาการใช้วันละ 2 ชั่วโมง ปิดกั้นการใช้ช่วงดึก ปิดไม่ให้ส่ง notification ช่วงเวลาเรียน ฯลฯ

ดูเหมือนอาจจะมีผลบังคับกับ TikTok, X และ YouTube ด้วย

แต่ประเด็นสำคัญคือมาตรการเหล่านี้มีผลต่อการคุ้มครองเยาวชนในอเมริกาเท่านั้น สรุปคือหากเราต้องการเงื่อนไขแบบนี้ เขาทำให้ได้ แต่คงไม่ทำหากเราไม่ร้องขอหากรัฐบาลคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนคนไทย ให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนการใช้ชีวิตมากขึ้น มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดย algorithm ต่างชาติน้อยลง รัฐบาลควรมีท่าทีที่ชัดเจน”

กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากที่โพสต์ของ กรณ์ จาติกวณิช เกี่ยวกับ การจัดระเบียบ Social Media และ Algorithm เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“โซเชียลมีเดียมีผลกระทบต่อเยาวชนจริงๆค่ะ ต้องคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเค้า”

“คุณยกประเด็นที่สำคัญมากครับ กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij
อัลกอริทึมในปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังจากที่ถูกพัฒนาไปเป็นอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงทั้งชุมชนและแม้กระทั่งวัฒนธรรมได้ เพราะสามารถเลือกป้อนข้อมูลให้กับผู้ใช้งานปลายทางตามสิ่งที่องค์กรเชิงพาณิชย์ต้องการ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ครับ
อัลกอริทึมลักษณะนี้มีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมที่มีค่านิยมแบบอนุรักษนิยมและในประเทศกำลังพัฒนา เช่น หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในสังคมตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักร ซึ่งบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมก็มีความเปราะบางและอาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ครับ
หากพูดโดยไม่ใช้อารมณ์ ผู้ไม่หวังดีที่สามารถควบคุมอัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติได้ครับ”

“ทุกสิ่งที่เยาวชนได้รับรู้เรียนรู้ได้ยินได้เห็นได้ฟังโดยไม่ได้ผ่านการคัดกรองหรือตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ที่มีอำนาจ…ด้วยเยาวชนแต่ละคนภูมิคุ้มกันชีวิตในแต่ละเรื่องแตกต่างกัน..เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก…ฝากเยาวชนปชป.ไว้กับพรรคด้วยนะ”

“น่าจะเป็นพรรคแรกที่คิดเรื่องนี้”

“เห็นด้วยมากๆ อยากให้ทำด่วนเลยค่ะ”

“ควรทำอย่างยิ่งครับ”

“ขอบคุณมาก ๆครับ”

“เห็นด้วยค่ะ แทบไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย”

“ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์”

“ขอบคุณมากครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

‘รัดเกล้า’ ชำแหละงบแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ยอดใช้จริงไม่ถึง 11% จี้ สภาทบทวน ปรับลดงบป้องทุจริต

10 กันยายน 2569 เวลา 10:06 น.

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) หรือโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกครูและนักเรียน โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นเมกะโปรเจกต์ผูกพัน 5 ปี มูลค่าสูงถึง 17,305 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชน

นางรัดเกล้า เปิดเผยข้อมูลสถิติจากระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของโครงการ โดยระบุว่า จากข้อมูลโรงเรียนนำร่อง 100 แห่งที่มีการใช้งานสูงสุด พบว่ามีนักเรียนลงทะเบียนในระบบกว่า 1.5 แสนคน แต่มีผู้ใช้งานจริง (Active Users) เพียง 16,946 คน หรือคิดเป็นประมาณ 11% ขณะที่ครูในระบบ 7,836 คน มีผู้ใช้งานจริงเพียง 542 คน หรือ 6.9% เท่านั้น ที่สำคัญคือสถิติระยะเวลาการเข้าใช้งานเฉลี่ยพบว่า ผู้ใช้กดเข้ามาเพียง 1 นาที 9 วินาที แล้วกดออกจากระบบทันที สะท้อนว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

“ดิฉันและทีมงานลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูผู้ได้รับแจกแท็บเล็ต ทุกคนดีใจที่ได้ของฟรี แต่เมื่อถามว่าเคยเข้าใช้งานระบบ NDLP ผ่านแท็บเล็ตบ้างหรือไม่ ทุกคนตอบตรงกันว่าไม่เคยเข้าใช้งานเลย โครงการนี้กำลังสร้างภาระให้ครูต้องผลิตสื่ออัปโหลดขึ้นระบบ แต่กลับไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน NDLP จึงไม่ต่างอะไรจาก Google Drive ขนาดใหญ่ที่บังคับให้ครูนำข้อมูลไปแขวนไว้เท่านั้น” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้า ซึ่งระบุว่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการศึกษาโดยตรงจากต่างประเทศ และเคยทำวิจัยเรื่องความคุ้มค่าของการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี หรือ Cloud ไม่ได้รู้จักตัวตนของเด็ก และไม่ได้ช่วยสอนเด็กได้เท่ากับครู แต่โครงการนี้กลับไม่ตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะจากการกางแผนที่ดูการจัดสรรอุปกรณ์ พบว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่เด็กยากจนพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา กลับไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ทั้งที่สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ต้องการคือค่าเดินทางและค่าอาหารเพื่อประคับประคองให้อยู่ในระบบโรงเรียนต่อไปได้

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

นอกจากนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดแผลเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง (e-Bidding) โดยยกตัวอย่างการประมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 วงเงินกว่า 588.9 ล้านบาท แต่กลับมีเอกชน ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว และชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 178,600 บาท หรือประหยัดงบให้รัฐได้เพียง 0.03% เท่านั้น ซึ่งมองว่ารูปการณ์เช่นนี้เสี่ยงต่อการคอร์รัปชันอย่างมาก เนื่องจากการกระจายงบไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศทำให้ตรวจสอบและไล่จับได้ยาก

พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อสภาและกรรมาธิการ

1.จัดสรรงบใหม่ ควรนำงบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ไปลงทุนในจุดที่สร้างทุนมนุษย์ได้จริง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ดูแลเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ 4.3 ล้านคน แต่กลับถูกตัดงบ


2.จำแนกงบผูกพัน ทบทวนและแยกแยะส่วนที่เป็นภาระสัญญาเดิมกับส่วนขยายใหม่ หากส่วนใดตัดลดได้ควรรีบตัด


3.ปรับดัชนีชี้วัด (KPI): เลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนแท็บเล็ตที่แจก แต่ต้องวัดที่ทักษะความรู้และความสามารถในการเข้าสู่การจ้างงานของนักเรียน


4.อุดช่องโหว่ทุจริตเร่งวางระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างกระจายศูนย์เพื่อป้องกันการรั่วไหล

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้ฝากคำถามไปยังกรรมาธิการ และส่งสารผ่านสภาไปถึง ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานด้านการสร้างทุนมนุษย์ โดยเรียกร้องให้กล้าคิดใหม่ อย่าปล่อยเกียร์ว่าง และอย่าทำให้การปฏิรูปการศึกษากลายเป็นเพียงแค่การเพิ่มอุปกรณ์ในมือครู หรือเป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ “ภูมิใจไทยคิด เพื่อไทยทำ” โดยไร้ประสิทธิภาพ

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

เริ่มแล้ววันนี้! รัฐบาลชวนชายไทย สมัคร’พลทหารอาสา’ ปี’70  รับราชการ 4 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์-โอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ

10 กันยายน 2569 เวลา 09:14 น.

เริ่มสมัครวันนี้ 10 ก.ย. 69 เปิดรับสมัคร “พลทหารอาสา” ปี 2570 จำนวน 18,784 อัตรา สมัครใจรับราชการ 4 ปี เลือกผลัด–หน่วยได้ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์และโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ

วันที่ 10 กันยายน 2569  นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลเชิญชวนชายไทยที่มีอายุระหว่าง 18 – 26 ปีบริบูรณ์ ที่มีความสนใจประกอบอาชีพทหารและร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองทัพ สมัครเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการในรูปแบบ “พลทหารอาสา” ประจำปี 2570 สามารถสมัครได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://rcm.rta.mi.th หรือสมัครด้วยตนเอง ณ หน่วยทหารสังกัดกองทัพบกที่เปิดรับสมัครทั้ง 221 หน่วย รวมทั้งที่สำนักงานสัสดีอำเภอหรือสำนักงานสัสดีจังหวัด ได้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 ถึง 24 มกราคม 2570 โดยกองทัพบกเปิดรับจำนวนทั้งสิ้น 18,784 อัตรา ซึ่งเป็นการคัดสรรกำลังพลเข้าปฏิบัติงานในกองทัพบกรูปแบบใหม่ ทดแทนโครงการ “พลทหารออนไลน์” ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม โดยผู้สมัครสามารถเลือกผลัดและหน่วยทหารที่ต้องการปฏิบัติงานได้ทั่วประเทศ รวม 221 หน่วย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า “พลทหารอาสา” คือทหารกองประจำการที่สมัครใจเข้าปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะการทำสัญญาจ้างเป็นระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจะได้รับการฝึกและปฏิบัติงานภายในหน่วยเช่นเดียวกับทหารกองประจำการทั่วไป แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของโครงการ คือ ได้รับเงินเดือนเริ่มต้น เดือนละ 12,090 บาท และค่าตอบแทนพิเศษ เดือนละ 2,880 บาท (สำหรับเป็นค่าอาหารหรือค่าประกอบเลี้ยง) นอกจากนี้ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่พลทหารอาสาตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จะได้รับโควตาในการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ในกลุ่มโควตาทหารกองประจำการ ที่กำหนดที่นั่งร้อยละ 80 ของยอดการเปิดรับนักเรียนนายสิบทั้งหมด ในประเภทเดียวกับพลทหารออนไลน์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของที่นั่งในโควตาดังกล่าว หรือเท่ากับ 453 อัตรา รวมทั้งการได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษในภาควิชาการในการสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการในกองทัพบก เริ่มต้นที่ร้อยละ 5 ด้วย ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้และเปิดโอกาสต่อยอดในเส้นทางทหารอาชีพให้กับผู้สมัครใจเป็นพลทหารอาสา ควบคู่กับการได้รับโอกาสอื่นๆ อาทิ การฝึกทักษะทางวิชาชีพ และการเรียนการสอนผ่านระบบการศึกษานอกเวลา ทำให้ได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นระหว่างช่วงเข้ารับราชการ

“โอกาสในการรับใช้ชาติ พร้อมโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพมาถึงแล้ว รัฐบาลเชิญชวนชายไทยไม่จำกัดวุฒิการศึกษาที่สนใจเข้ารับราชการทหารได้ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง  โดยจะได้รับการดูแลและส่งเสริมโอกาสอย่างครอบคลุม ตลอดจนพัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องและเท่าทันต่อสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

นายกฯ ร่วมงานเลี้ยงรับรอง พระราชอาคันตุกะ-ผู้นำนานาประเทศ บอกใช้เวลาคุ้มค่า กระชับสัมพันธ์ผู้นำโลก

10 กันยายน 2569 เวลา 08:31 น.

นายกฯร่วมงานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะ–ผู้นำนานาประเทศ หลังเสร็จพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 เผย เป็นโอกาสดีพบผู้นำระดับโลกหลายท่าน บอกแม้ช่วงเวลาสั้นๆ แลกเปลี่ยนความเห็นเกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ วันที่ 9 ก.ย. 2569 ณ กรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์

โดยเวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังหลวง กรุงออสโล พร้อมด้วยพระราชอาคันตุกะ ประมุขแห่งรัฐ พระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศ ซึ่งเดินทางมาร่วมถวายพระเกียรติและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทั้งนี้ งานเลี้ยงรับรองมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระบรมศพ ณ มหาวิหารออสโล โดยสมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8 แห่งนอร์เวย์ ทรงเป็นเจ้าภาพรับรองพระราชอาคันตุกะและแขกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศ

ด้านนายอนุทิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่าร่วมงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำโดยกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ King Haakon VIII ที่พระราชวังหลวงในกรุงออสโล ภายหลังพระราชพิธีฝังพระบรมศพของ King Harald V ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์มาร่วมในพระราชพิธีนี้

นอกจากนี้ยังโพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมภาพว่า Attending the Royal Funeral Process of the late King Harald V of Norway provided a great opportunity for me to meet with several world leaders such as Presidents of Georgia, Latvia, Albania, Germany, Estonia, Hungary, Czech Republic, as well as Prime Ministers of France, Norway, Sweden and Morocco. Just to name a few.

Although our encounters were very brief, we made good use of this little time to exchange views on bilateral relations, cooperation, trade and investments and new opportunities that could benefit Thailand and their respective countries together

โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า การได้เข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะกับผู้นำระดับโลกหลายท่าน อาทิ ประธานาธิบดีจากจอร์เจีย ลัตเวีย แอลเบเนีย เยอรมนี เอสโตเนีย ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก รวมถึงนายกรัฐมนตรีจากฝรั่งเศส นอร์เวย์ สวีเดน และโมร็อกโก เป็นต้น

แม้จะเป็นการพบปะหารือในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เราก็ได้ใช้เวลาดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านต่างๆ การค้าและการลงทุน ตลอดจนโอกาสใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศของผู้นำเหล่านั้น