นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตเยอรมนีก่อนอำลาตำแหน่ง ย้ำมิตรภาพ 164 ปี เดินหน้าผลักดัน FTA ไทย–EU และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแอ็นสท์ ว็อลฟ์กัง ไรเชิล (H.E. Mr. Ernst Wolfgang Reichel) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ ด้วยความยินดี และแสดงความขอบคุณสำหรับบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ระหว่างไทยกับเยอรมนีตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ โดยบรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมความทุ่มเทของเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ ในการผลักดันความร่วมมือในหลากหลายมิติ พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการทูตอันแน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างไทย–เยอรมนี ซึ่งดำเนินมาครบ 164 ปีในปีนี้ บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

1. ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับภาคเอกชนยุโรปและรับฟังมุมมองจากนักลงทุน โดยย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าความตกลงดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในระยะยาว รวมทั้งช่วยเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเยอรมนีให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

2. การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการยกระดับมาตรฐานการพัฒนา การกำกับดูแลที่ดี และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น โดยเห็นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเยอรมนีฯ สำหรับมิตรภาพและความร่วมมืออันดียิ่งตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย โดยแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานความร่วมมืออันเข้มแข็งที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันสร้างไว้ จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย–เยอรมนีให้แน่นแฟ้นและก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ

ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ

ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ

ชัชชาติ ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ขอประชาชนเลือกคนที่รักที่ชอบ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“ชัชชาติ”หาเสียงยานนาวา เปิดนโยบาย”สูงวัยไม่เหงา ไม่ป่วย มีงานทำ” เจอ 3 ผู้สมัคร ส.ก. ย้ำจุดยืนประชาธิปไตย ให้ประชาชนเลือกคนที่รัก บอกให้รักกันร่วมขับเคลื่อนเมืองเพื่อคนกรุง

12 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่พบปะประชาชนและนำเสนอนโยบาย ที่ โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา เขตยานนาวา โดยการลงพื้นที่วันนี้มีผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตยานนาวา ถึง 3 ราย จากหลายกลุ่มการเมือง เดินทางมาร่วมต้อนรับและทักทาย ประกอบด้วย น.ส.หัทกร โกศลจิตร์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 2 ในนามกลุ่ม ทีมคนทำงาน , นายวิทยา ดอกกลาง (แอดหมู) ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 4 ในนามผู้สมัครอิสระ และ นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 6 ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่า ซึ่งเป็นอดีต ส.ก.แชมป์เก่าในพื้นที่

นายชัชชาติ ได้ร่วมพูดคุยและกล่าวให้กำลังใจผู้สมัครทุกคน พร้อมเน้นย้ำจุดยืนสนับสนุนให้ประชาชนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เลือกคนที่รักและชอบ และขอให้ผู้สมัครทุกคนมีความรักใคร่กลมเกลียว สามัคคีกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชน

การพื้นที่วันนี้ นายชัชชาติได้นำเสนอนโยบายเตรียมความพร้อมกรุงเทพมหานครสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยกล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มี ผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน สัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 21 ของประชากร และในเขตเมืองชั้นใน เช่น พระนครและสัมพันธวงศ์ พุ่งสูงถึงร้อยละ 35 กทม. จึงต้องปรับมุมมองไม่ให้มองผู้สูงอายุเป็นภาระ ผ่านหลักการ 3 ด้านคือ ไม่เหงา ไม่ป่วย มีรายได้ โดยกางนโยบายเชิงรุก อาทิ การพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนเป็นศูนย์กลางครบวงจร เพิ่มคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลและศูนย์สาธารณสุข สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรีร่วมกับ สปสช. เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ชิ้น และเพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) เป็น 5,000 คน พร้อมใช้ระบบ GPS ติดตามดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คน ภายใต้นโยบายขยายเตียง 100,000 เตียงสู่บ้าน

ในส่วนของสุขภาพใจ ตั้งเป้าขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบทั้ง 50 เขต และเพิ่มชมรมผู้สูงอายุเป็น 1,000 แห่งภายใน 4 ปี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ จะเน้นการสร้างโอกาสผ่านแพลตฟอร์มรวบรวมทักษะความสามารถของผู้สูงอายุเพื่อจับคู่จ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งเป้าสร้างงาน 10,000 ตำแหน่ง ควบคู่กับการจัดหลักสูตรฝึกอาชีพที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งปีนี้ลดลงร้อยละ 45 โดย กทม.จะยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกตลอด 365 วัน เน้นกำจัดที่ต้นตอ ทั้งการกวดขันควันดำ ขยายเขตห้ามรถเข้าเมือง (Low Emission Zone) ให้ครอบคลุมรถกระบะและรถเก๋ง ขยายเครือข่าย Work From Home ให้ถึง 500,000 คน ประสานความร่วมมือกับจังหวัดรอบนอกเพื่อชะลอการเผาชีวมวล และล่าสุดได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งสถานีซูเปอร์สเตชั่น (Super Station) มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท จากประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ต้นตอฝุ่นรายวันและเข้าจัดการได้อย่างแม่นยำ

– 006

โพล พระปกเกล้า เผยความนิยมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงต้องการเลือกคนมาแก้ปัญหา

โพล พระปกเกล้า เผยความนิยมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงต้องการเลือกคนมาแก้ปัญหา

โพล พระปกเกล้า เผยความนิยมผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงต้องการเลือกคนมาแก้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

พระปกเกล้า เผยผลโพลสำรวจ ชี้คะแนนนิยม ชัชชาติ พุ่งต่อเนื่อง ชัยวัฒน์ ลดลง พบคนกรุงย้ำเลือกคนมาแก้ปัญหา 

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ความนิยมของประชาชนและทิศทางสนามเลือกตั้ง กทม.69 (ครั้งที่ 2)” ระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5

นอกจากนี้ ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบ ความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป ได้ผลดังนี้

ผลการสำรวจในคำถาม “หากจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะเลือกใครมากที่สุด” (ครั้งที่ 2) พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการระบุสูงสุดที่ร้อยละ 43.5 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากครั้งที่ 1 (22-25 พ.ค.) ที่ร้อยละ 31.5 รองลงมาคือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 12.0 ใกล้เคียงแต่ลดลงเล็กน้อยจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 13.1 ขณะที่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อยู่ที่ร้อยละ 6.9 ลดลงเล็กน้อยจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 7.5 และ นายอนุชา บูรพชัยศรี อยู่ที่ร้อยละ 6.1 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 4.9 ส่วน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อยู่ที่ร้อยละ 3.9 ลดลงจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 6.2 ถัดมาคือ ผู้สมัครคนอื่นๆ ร้อยละ 13.9 เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 12.7 ขณะที่ตัวเลือก “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” อยู่ที่ร้อยละ 13.7 ลดลงมากจากครั้งที่ 1 ที่ร้อยละ 24.1

ผลการสำรวจทาง Line Today 1 ในคำถาม “หากผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เสนอนโยบายที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง ท่านจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อการตัดสินใจเลือกอย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 64.0 ระบุว่า “สนับสนุน หากดูแล้วว่าจำเป็น/แก้ปัญหาได้” รองลงมาร้อยละ 16.2 ระบุว่า “ลังเลเพราะกังวลเรื่องภาระงบประมาณ/ความคุ้มค่า” ขณะที่ร้อยละ 9.7 ระบุว่า “ไม่สนับสนุน แม้จะจำเป็น แต่ใช้งบสูงเกินไป” และร้อยละ 6.2 ระบุว่า “ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก” ส่วนร้อยละ 3.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

ผลการสำรวจในคำถาม “หากในช่วงหลังจากนี้ การหาเสียงมีพรรค/กลุ่ม/ตัวบุคคล ที่เสนอนโยบายที่ตรงใจมากกว่าคนที่ท่านตั้งใจจะเลือก ท่านจะมีการตัดสินใจเลือก ‘ผู้ว่าฯกทม.’ อย่างไร” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 39.3 ระบุว่า “ยังไม่แน่ใจ แต่เปิดใจพิจารณา” รองลงมาร้อยละ 34.3 ระบุว่า “ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน” ขณะที่ร้อยละ 16.5 ระบุว่า “มีโอกาสเปลี่ยนใจสูง” และร้อยละ 9.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

เมื่อพิจารณาเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่แล้ว (พ.ศ.2565) ในคำถาม “หากจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะเลือกใครมากที่สุด (ครั้งที่ 2)” พบว่าในกลุ่มที่เคยเลือกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 71.0 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 7.3 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 6.7 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 1.7 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 2.3 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่น ๆ” ร้อยละ 8.5 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 2.5

ขณะเดียวกัน ในฐานเสียงที่เคยเลือกวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 17.6 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 54.5 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข”
ร้อยละ 2.7 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 2.7 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 4.3 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 10.2 โดย “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 8.0 ส่วนกลุ่มที่เคยเลือกสกลธี ภัททิยกุล (อิสระ) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 22.6 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 3.6 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 15.5 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 7.1 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 1.2 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 35.7 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 14.3 สำหรับ

ฐานเสียงที่เคยเลือก สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ปัจจุบัน เลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 24.1 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 3.7 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 4.9 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 26.5 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 4.3 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 30.2 โดย “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 6.3

ขณะที่ กลุ่มที่เคยเลือกอัศวิน ขวัญเมือง (กลุ่มรักษ์กรุงเทพ) ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 31.1 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 6.8 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 20.3 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 8.1 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 1.4 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 27.0 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 5.3

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อดูกลุ่มที่เคยเลือกผู้สมัครคนอื่นๆ ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 30.5 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 3.7 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 7.5 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 10.7 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 7.5 และยังเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 19.3 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ร้อยละ 20.8 ส่วนฐานเสียงกลุ่มจำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ/ไม่ประสงค์ตอบ ปัจจุบันเลือก “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ร้อยละ 30.4 เลือก “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ร้อยละ 7.6 เลือก “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ร้อยละ 4.6 เลือก “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ร้อยละ 1.9 เลือก “ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” ร้อยละ 5.7 และเลือก “ผู้สมัครคนอื่นๆ” ร้อยละ 4.9 ขณะที่ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” สูงสุดที่ร้อยละ 44.9 

ครม.น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สั่งสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา 15 วัน

ครม.น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สั่งสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา 15 วัน

ครม.น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สั่งสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา 15 วัน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

ครม. น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ สิ้นพระชนม์ รัฐบาลสั่งสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา 15 วัน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างสมพระเกียรติ ตามโบราณขัตติยราชประเพณี

12 มิถุนายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ พิเศษ/2569 มีมติหลังจากทราบจากแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมนำคณะรัฐมนตรียืนสงบนิ่งถวายความอาลัย 

โดยได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการและการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีพระศพ เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ ตามโบราณขัตติยราชประเพณี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ดังนี้

1. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

2. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไปขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ ดังนี้ 

(1) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นองค์ที่ปรึกษา รวมทั้งให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ฝ่ายอำนวยการจัดงานพระราชพิธี ฝ่ายจัดการพระราชพิธี ฝ่ายจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ พระยานมาศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และแจ้งส่วนราชการให้จัดข้าราชการไปร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เป็นเวลา 100 วัน เป็นประจำทุกวัน

(2) กระทรวงวัฒนธรรม (กรมศิลปากร) ดูแลรับผิดชอบในเรื่องรูปแบบพิธีและการจัดสร้างพระเมรุ

(3) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจัดผลัดเวรเฝ้าฯ ของคณะรัฐมนตรีไปเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม

(4) กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครจัดกิจกรรม ถวายเป็นพระกุศลเพื่อให้ประชาชนร่วมในการถวายสักการะแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

(5) กรมประชาสัมพันธ์รับไปดำเนินการเผยแพร่พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในการจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษด้วย

ชัชชาติ บอกยินดี! จิรายุ-คริส ยื่น ป.ป.ช. สอบปมแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ชัชชาติ บอกยินดี! จิรายุ-คริส ยื่น ป.ป.ช. สอบปมแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ชัชชาติ บอกยินดี! จิรายุ-คริส ยื่น ป.ป.ช. สอบปมแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.43 น.

“ชัชชาติ”บอกยินดี! “จิรายุ-คริส”ยื่น ป.ป.ช. รอดูหลักฐาน-จะรับฟ้องหรือไม่ ขอบคุณ”สส.แบงค์”ช่วยไปเร่งทุจริตลู่วิ่ง ลั่นไม่กังวลคะแนนขึ้น-ลงเป็นธรรมดา มุ่งแต่ดีเบต-หาเสียง-ทำนโยบาย

12 มิถุนายน 2569 ที่โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา วัดทองบน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สัมภาษณ์ในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงเขตยานนาวา ถึงกรณี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และ นายคริส โปตระนันทน์ ไปร้อง ป.ป.ช.กล่าวโทษ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. , รองผู้ว่าฯ กทม.และคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้อง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง โดยผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าทั้งสองคนมั่นใจในพยานหลักฐานมาก

นายชัชชาติ กล่าวว่า ใครก็ยื่นได้ ไม่ได้ว่าต้องมีหลักฐานแค่ไหน ใครอยากจะยื่นอะไรก็ยื่น ท่านศรีสุวรรณก็ยื่นร้องตนมาเป็น 10 แล้ว ก็แล้วแต่ เราก็มั่นใจว่าทำทุกอย่างถูกระเบียบ ไม่มีปัญหา ยินดี คุณคริสกับคุณจิรายุไปยื่นก็ไม่เป็นไร ให้ ป.ป.ช.ตัดสินว่าท่านมองอย่างไร จะรับฟ้องหรือไม่ เราพร้อม ยืนตรงๆ มา 4 ปีกว่าแล้ว ก็ดูว่าหลักฐานจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดมีหลักฐานก็ไม่รู้ว่าท่านเปิดมาให้เราดูหรือไม่ ก็ยังไม่เห็น แต่ขอให้ยื่นในข้อเท็จจริงด้วย และต้องไปติดตามด้วยว่ายื่นแล้วมันเป็นมรรคเป็นผลอย่างไร ผมเชื่อว่าเราทำทุกอย่างตรงๆ ไม่ได้มีอะไร

ส่วนกรณี สส.แบงค์ ไปติดตามถาม ป.ป.ช.เรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย นายชัชชาติ กล่าวว่า เราก็ยืนยันว่าขบวนการยังไม่สิ้นสุด ก็มีทั้งขบวนการ ป.ป.ช.ที่ยังเดินต่อ ขบวนการของกรุงเทพฯ เอง ที่คณะกรรมการให้ตรวจสอบใหม่ ก็ยังไม่สุด ก็ขอบคุณ ส.ส.แบงค์ ที่ช่วยไปเร่ง ป.ป.ช.ให้ เพราะว่าขบวนการมีขั้นตอนยาว ป.ป.ช.เองที่เรายื่นไป ยังไม่มีผลออกมา ก็ฝากถ้าคุณแบงค์ไปถาม ป.ป.ช.ก็ดีเลย จะได้ช่วยดู รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว ช่วยกันเร่งรัดด้วย

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก นายชัชชาติ กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ตนเองไม่มีเวลาไปดู ก็พยายามดูตรงไหนมีอะไรที่จะปรามตักเตือนกันได้ ก็ให้ทำ แต่เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเราไม่อยากทำ ก็เตือนก่อน ตนไม่รู้รายละเอียดเลยว่าเคสไหนเป็นอย่างไร เพราะมัววุ่นแต่เตรียมดีเบต เตรียมหาเสียง คิดนโยบาย เราพัฒนานโยบายตลอด จาก 251 ตอนนี้เพิ่มไปเป็น 260 แล้ว

เมื่อถามกรณีมีหนึ่งในผู้สมัครฯ ส.ก.ทำโบรชัวร์ปลอมของนายชัชชาติ ได้สืบหาหรือยังว่าเป็นเขตไหน นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่รู้เลย ต้องถามทางฝ่ายกฎหมาย ดูอยู่ สำคัญคืออย่าให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่ไม่รู้ว่ามีเขตไหนบ้าง เห็นมีในข่าว แต่เราไม่มีเวลาลงไปดู ฝ่ายกฎหมายดำเนินการอยู่

เมื่อถามถึงเรื่องคะแนนช่วงนี้ นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นธรรมดา ทุกคนก็มีขึ้นๆ ลงๆ ก็ให้ประชาชนตัดสินใจดีที่สุด เราไม่ได้กังวล ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ เราก็ยืนหยัดพร้อมกับการตรวจสอบทุกอย่าง ไม่ได้กังวลเรื่องคะแนน แต่กังวลเรื่องนโยบายว่าจะทำอะไรให้ดีที่สุดมากกว่า

นอกจากนี้ ยังตอบประเด็นของ พ.ร.บ.กทม. ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ อีก ถ้ามีฉบับใหม่ หลังใช้ฉบับเดิมมา 40 ปี จะช่วยให้การบริหารของ กทม.มีประสิทธิภาพมากขึ้น ว่า จริงๆ แล้วก็รวบรวมจุดอ่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะมีหลายร่าง เข้าใจว่าทาง สส.พรรคประชาชน ก็มีการยื่นไป

เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ พ.ร.บ.กทม.ไม่ใช่อำนาจของ ผู้ว่าฯ เป็นอำนาจของสภาใหญ่ ก็ต้องฝากท่าน สส.กทม.ช่วยกันผลักดันตรงนี้ให้ด้วย ส่วนของ กทม.เอง เรายื่นไปก็ผ่านมหาดไทยแล้ว ต้องรอเข้า ครม. ของ กทม.เราเน้นเรื่องอำนาจที่เหมาะสม เช่น ดูแลเรื่องการจราจร รถขนส่งสาธารณะ เรื่องผิดกฎหมายต่างๆ การเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีโรงแรมเพิ่ม ซึ่งปัจจุบัน กทม.ยังไม่มีอำนาจ รวมถึงการเลือกตั้งในระดับ ผอ.เขต เน้นเป็นโซน ไม่ได้เลือก ผอ.ทุกเขต ก็จะทำให้โครงสร้างมีการกระจายอำนาจ แล้วก็ตอบโจทย์ประชาชนในปัจจุบันมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.เก่าตั้งแต่ปี 2528 หลายๆ อย่างเปลี่ยน มิติของเมืองไปแล้ว ก็เชื่อว่าจะทำให้มีการบริหารราชการมากขึ้น แต่เราไม่สามารถรอ พ.ร.บ.ได้ กทม. ผู้ว่าฯ เองต้องเอาสิ่งที่มีอยู่ทำให้ดีที่สุด ต้องปรับปรุงโครงสร้างตั้งแต่ยังไม่มี พ.ร.บ.ใหม่ ในเงื่อนไขที่เรามีในปัจจุบัน (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ)

รัฐสภาลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รัฐสภาลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รัฐสภาลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.02 น.

12 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากรัฐสภา ว่า ภายหลังจากมีประกาศสำนักพระราชวัง ถึงการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเวลา 08.00 น. รัฐสภาได้เชิญธงชาติไทยตามปกติ ก่อนจะลดธงลงครึ่งเสาในช่วงสาย ขณะที่บรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงสื่อมวลชน พร้อมใจกันสวมชุดสีดำ เพื่อถวายความอาลัย

ประกาศสำนักนายกฯ ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน ประชาชนพิจารณาตามความเหมาะสม

ประกาศสำนักนายกฯ ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน ประชาชนพิจารณาตามความเหมาะสม

ประกาศสำนักนายกฯ ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน ประชาชนพิจารณาตามความเหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

12 มิถุนายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศดังต่อไปนี้

๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ เป็นต้นไป

๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม

ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

นายกฯ ยันไม่งดคอนเสิร์ต-งานรื่นเริง แนะยืนถวายอาลัยก่อนเริ่มงาน

นายกฯ ยันไม่งดคอนเสิร์ต-งานรื่นเริง แนะยืนถวายอาลัยก่อนเริ่มงาน

นายกฯ ยันไม่งดคอนเสิร์ต-งานรื่นเริง แนะยืนถวายอาลัยก่อนเริ่มงาน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยระบุว่าวาระสำคัญคือการเตรียมการงานพระราชพิธีต่างๆ รัฐบาลได้มอบหมายให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานอย่างดีที่สุด สำหรับแนวทางการไว้อาลัยนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนยึดถือและปฏิบัติตามแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังอย่างเคร่งครัด ซึ่งในช่วงเวลานี้ส่วนราชการก็อยู่ในช่วงการไว้ทุกข์ในวาระของสมเด็จพระพันปีหลวงอยู่แล้ว จึงถือเป็นช่วงเวลาปฏิบัติที่ต่อเนื่องกัน

การปรับแผนภารกิจและการเดินทางไปต่างประเทศ

ในส่วนของภารกิจการเดินทางไปต่างประเทศของคณะรัฐบาล นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิกกำหนดการเดิมที่มีการนัดหมายกับผู้นำต่างประเทศไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับไปยังรัฐมนตรีและหน่วยงานต่างๆ ว่า หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ขอให้มุ่งเน้นเฉพาะภารกิจหลักที่สำคัญ ตัดกำหนดการอื่นที่ไม่จำเป็นออกไป และใช้ระยะเวลาในการเดินทางให้กระชับที่สุด

การดำเนินชีวิตประจำวันและการจัดงานรื่นเริงของประชาชน

สำหรับการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน รัฐบาลเน้นย้ำว่าทุกคนสามารถดำเนินชีวิตและทำมาหากินเพื่อสร้างรายได้ตามปกติ แม้ว่าทุกคนจะอยู่ในภาวะโศกเศร้าเสียใจ แต่การดำเนินชีวิตยังคงต้องเดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ งานรื่นเริงและคอนเสิร์ตต่างๆ ก็ไม่ได้มีการสั่งงด ผู้จัดงานยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยขอความร่วมมือให้เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัย ซึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพที่เหมาะสม ทั้งนี้ นายกฯ เชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยทุกคนทราบดีถึงวิธีการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์

บรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี

ก่อนที่จะเริ่มต้นการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งพร้อมใจกันแต่งกายชุดไว้ทุกข์และเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

ยังไม่มีข้อร้องเรียน! ผอ.กกต.กทม.เผยบรรยากาศหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. เรียบร้อยดี

ยังไม่มีข้อร้องเรียน! ผอ.กกต.กทม.เผยบรรยากาศหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. เรียบร้อยดี

ยังไม่มีข้อร้องเรียน! ผอ.กกต.กทม.เผยบรรยากาศหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. เรียบร้อยดี

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“ผอ.กกต.กทม.”เผยบรรยากาศหาเสียง”ผู้ว่า กทม.-ส.ก.”เรียบร้อยดี ยังไม่มีข้อร้องเรียนการเลือกตั้ง มองจัดอบรม กปน.ไม่ช้าไป เตรียมตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุด 50 เขต พร้อมปฏิบัติหน้าที่ 16 มิ.ย.นี้

12 มิถุนายน 2569 ที่บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่แจ้งวัฒนะ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึงการจัดอบรมวิทยากรเขตเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า วันนี้เป็นการจัดอบรมวิทยากรประจำเขตเขตละ 6 คน จำนวน 300 คน ซึ่งวิทยากรที่เข้าร่วมอบรมในวันนี้จะนำความรู้ ไปอบรมต่อกรรมการประจำหน่วย (กปน.) หน่วยละ 11 คน ใน6,628 หน่วย จำนวน 72,908 คน ซึ่งการอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นี้ถือว่าอยู่ในไทม์ไลน์ไม่ได้ช้าเกินไป

ส่วนข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง กทม. ทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และการเลือกตั้ง ส.ก. ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียน และยังไม่พบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับป้ายหาเสียง

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย จากรายงานการหาเสียงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพฯ ได้ให้ความรู้กับผู้สมัครไปตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน ซึ่งตอนนี้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 8 คนในการเข้าพื้นที่ ในการสังเกตการณ์การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัคร ส่วนที่มีกระแสข่าวการวิพากษ์วิจารณ์ฝั่งตรงข้ามตอนนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ขณะที่ชุดเคลื่อนที่เร็วจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นไป  ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งทั้งหมด 50 ชุด 50 เขต ซึ่งชุดเคลื่อนที่เร็วถือว่ามีความเพียงพอในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง แต่สำหรับวันเลือกตั้งจะมีการตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว ชุดละ 3 คน อีก 88 ชุด 88 สถานี และมีชุดประจำคอยอำนวยความสะดวกแต่ละสถานีอีก 88 สถานี สถานีละ 5 คน ตอนนี้สำนักงานตำรวจนครบาลได้ของบประมาณมาแล้ว เพื่อดำเนินการตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงวันเลือกตั้งและในวันเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ในการปราศรัยจะมีการแจ้งสถานที่มายัง กกต.อยู่แล้ว ก็จะลงไปสังเกตการณ์ในทุกพื้นที่ และชุดเคลื่อนที่เร็วก็จะเข้าไปสังเกตการณ์ทุกเวทีที่มีการปราศรัย

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ยังกล่าวถึงข้อควรระวังในช่วงหาเสียง ว่า ต้องระวังในเรื่องการสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด การไปร่วมพิธีหรือร่วมงานต่างๆจะต้องไม่เป็นลักษณะจัดเตรียม หรือจะให้ทรัพย์สินประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมแก่วัด ชุมชน หรือมูลนิธิ นอกจากนี้ ยังต้องระวังเรื่องการจัดมหรสพจัดงานรื่นเริงการจัดเลี้ยง และเรื่องการหลอกลวง จูงใจ ใส่ร้าย ใช้อิทธิพลคุกคาม

คิดได้ไง เหมือนมีหัวไว้คั่นหู! ที่ปรึกษาปธ.สภา ฉะคนวิจารณ์ โสภณ ปมนโยบายเคารพธงชาติ

คิดได้ไง เหมือนมีหัวไว้คั่นหู! ที่ปรึกษาปธ.สภา ฉะคนวิจารณ์ โสภณ ปมนโยบายเคารพธงชาติ

คิดได้ไง เหมือนมีหัวไว้คั่นหู! ที่ปรึกษาปธ.สภา ฉะคนวิจารณ์ โสภณ ปมนโยบายเคารพธงชาติ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.17 น.

ที่ปรึกษาปธ.สภา เผยตรวจปัสสาวะ ตร.สภาฯ ไม่พบฉี่ม่วง แม้แต่คนเดียว จ่อตรวจซ้ำปีละ 2 ครั้ง พ่วงขรก. ส่วน สส. รอด เหตุไม่มีอำนาจ ฉะคนวิจารณ์ โสภณ ปมนโยบายเคารพธงชาติ คิดได้ไง เหมือนมีหัวไว้คั่นหู ยันไม่ได้แก้ยาเสพติดเฉพาะบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้ทนราษฎร แถลงถึงผลการตรวจหาสารเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า จากการตรวจของแพทย์ไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐสภารายใดพบสารเสพติดในร่างกายแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ มีนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายของบุคลากรรัฐสภา เบื้องต้นการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายนั้นจะทำต่อเนื่อง ซึ่งอาจตรวจปีละ 2 ครั้ง รวมไปถึงบุคลากรส่วนอื่นของสภาฯด้วย ขณะที่สส.นั้นไม่มีอำนาจที่จะไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตามการตรวจหาสารเสพติดดังกล่าวเพื่อหาสาเหตุและนำตัวไปบำบัดรักษา ไม่ใช่ต้องการจับกุม 

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวถึงกรณีที่สส.วิจารณ์การทำงานของประธานสภาว่าทำงานที่ไม่ใช่หน้าที่ และเน้นเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ข้อเท็จจริงแล้วโครงการแก้ปัญหายาเสพติดนายโสภณได้ทำไว้ก่อนที่เข้ารับตำแหน่งประธานสภาฯ และเมื่อมีตำแหน่งการลงพื้นที่ที่จ.บุรีรัมย์คือการติดตามงาน ทั้งนี้หน้าที่ของประธานสภาฯ เหมือน กับสส. ที่ต้องลงพื้นที่แก้ปัญหาให้ประชาชน ดังนั้นหน้าที่ของประธานสภาฯ คือการทำงานให้ประชาชน ซึ่งงานแก้ปัญหายาเสพติด ที่ผ่านมาประธานสภาฯ ได้ประชุมร่วมกันหลายหน่วยงานเพื่อต้องการแก้ปัญหา ดังนั้น จะไม่ได้ทำเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์เท่านั้น ต่อไปจะมีขึ้นอีกในหลายพื้นที่

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวต่อว่าส่วนที่มีคนวิจารณ์นโยบายของประธานสภาฯ ที่ให้เคารพธงชาติช่วงเวลา 08.00 น. และเวลา 18.00 น.นั้น ตนขอถามว่าไม่ดีอย่างไร เพราะเป็นการแสดงความเคารพ ซึ่งธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของเอกราช อธิปไตยไทย และรำลึกถึงความเสียสละบรรพบุรุษ และถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

“คนที่ออกมาพูดตำหนินั้น ผมมองว่าคิดน้อยไป ใช้อะไรคิด คุณก็มีหัว มีสมอง ไม่ใช่มีหัวไว้คั่นหู” พล.ต.ต.วิชัย กล่าว