กกต.อบรมวิทยากรเขต เตรียมพร้อม กปน.จัดเลือกตั้ง กทม. 28 มิ.ย.นี้

กกต.อบรมวิทยากรเขต เตรียมพร้อม กปน.จัดเลือกตั้ง กทม. 28 มิ.ย.นี้

กกต.อบรมวิทยากรเขต เตรียมพร้อม กปน.จัดเลือกตั้ง กทม. 28 มิ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.11 น.

“กกต.”จัดอบรมวิทยากรเขต เตรียมพร้อม กปน.จัดการเลือกตั้ง กทม. 28 มิ.ย.นี้ “ณรงค์ รักร้อย”เผย”เลือกตั้งต้องฟรีและแฟร์” เป็นธรรมกับผู้สมัคร-ประชาชนใช้สิทธิไม่อยู่ภายใต้การบังคับ

12 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ร่วมจัดอบรมวิทยากรเขตเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ มหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ที่บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยก่อนเริ่มการอบรมได้มีการยืนแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นเวลา 48 วินาที

จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีเปิด โดย นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานกล่าวเปิดอบรมวิทยากรเขตเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า เป็นการจัดอบรมเพื่อจะได้เห็นความพยามของทุกคนในการเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ และทุกคนคงทราบดีว่าการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น มีอุปสรรคอย่าง ไรเกี่ยวกับกรรมการประจำหน่วย (กปน.) แต่ครั้งนี้แม้จะมีจำนวน กปน.ที่ทำงานน้อยลงมาจากการเลือกตั้งใหญ่ แต่ก็น่าจะมีการร้องเรียนเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน.อีกเช่นเดิม เพราะจากประสบ การณ์ของตนเองจะมีหลายวิธีการที่ทำให้ กปน.ได้รับความกดดัน ฉะนั้น ตนเชื่อว่าแม้คิดว่าเราเตรียมตัวดีแล้ว แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริง สิ่งที่เตรียมไว้ก็หายไปหมด และจำเป็นต้องเดินไปตามสถานการณ์จริง จึงเข้าใจทุกคนในฐานะที่เป็น กปน.และวิทยากรเขต ดังนั้น วันเลือกตั้ง กทม.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารราชการกรุงเทพมหานครและเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งในการพัฒนากรุงเทพมหานคร ตนเชื่อว่าผู้อบรมในห้องนี้เกือบร้อยเปอร์ เซ็นต์เป็นคนกรุงเทพฯและน่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่ง กกต.รวมถึง กปน.เป็นคนที่คุมกติกาเพื่อทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งต้อง “ฟรีและแฟร์ล” “แฟร์” คือ ผู้สมัครทุกคนต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ “ฟรี” คือ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถแสดงเจตจำนง ถ้าอย่างเต็มที่ไม่อยู่ภายใต้การถูกบังคับคุกคามหรืออามิสสินจ้าง นี่คือหลักสากลของการเลือกตั้ง จึงต้องฝากเรื่องนี้ให้วิทยากรทุกคนอธิบายต่อ กปน.

สำหรับผู้เข้ารับอบรมครั้งนี้มีจำนวน 300 คน จาก 50 เขตเลือกตั้ง เขตละ 6 คน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ กปน. 6,628  หน่วย จำนวน 72,908 คน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในการอบรมครั้งนี้

โดยผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับฟังการบรรยายและการให้ความรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ประกอบด้วย หัวข้อ “หน้าที่และการใช้อำนาจเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” หัวข้อ “การฝึกการปฏิบัติการทำหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้ง” โดยมีทั้งหมด 4 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 ก่อนวันเลือกตั้ง ฐานที่ 2 การออกเสียงลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ฐานที่ 3 การนับคะแนนการเลือกตั้งหลังการปิดการออกเสียงลงคะแนน ฐานที่ 4 การดำเนินการภายหลังการนับคะแนนเลือกตั้ง

แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

12 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ โดยมีใจความสำคัญว่า

พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน

สำนักพระราชวังได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้สิ้นพระชนม์แล้ว นำมาซึ่งความโทมนัสสุดอาลัยต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน

ไม่มีถ้อยคำใดที่จะสามารถบรรยายความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยได้อย่างครบถ้วน เพราะความสูญเสียครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงข่าวร้ายที่ประชาชนได้รับรู้ หากเป็นความอาดูรสุดที่จะประมาณที่เกิดขึ้นในดวงใจของผู้คนทั้งชาติ

ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นที่รัก เคารพ และเทิดทูนของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นเจ้าฟ้าราชนารีผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม เป็นแบบอย่างแห่งการอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติ และประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงดำรงพระองค์เป็นขัตติยนารีผู้ทรงคุณูปการยิ่งแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และกำลังพระทัย ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสรรค์สังคมที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

พระปรีชาสามารถอันรอบด้าน ทั้งในฐานะนักกฎหมาย นักการทูต นักสังคมสงเคราะห์ ล้วนเป็นแบบอย่างการดำรงพระองค์ให้คนไทยเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง กล้าที่จะใฝ่ฝัน มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ

แม้วันนี้ ขัตติยนารีผู้ทรงเป็นความภาคภูมิใจของแผ่นดินไทย ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน และพระปณิธานในการสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และความเสมอภาค จะยังคงดำรงอยู่เป็นมรดกทางคุณธรรมของชาติ เป็นดั่งประกายแสงแห่งเพชรที่ส่องนำทางแก่คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าสืบไป

ในการนี้ กระผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในความดี การมีเมตตาต่อกัน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นคุณค่าที่พระองค์ทรงยึดถือและทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อถวายเป็นกำลังพระราชหฤทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้

กระผมในนามของรัฐบาล ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทั้งในและนอกราชอาณาจักร ขอน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขอให้พระเกียรติคุณ พระจริยวัตร และพระกรุณาธิคุณ สถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นแสงสว่างแห่งเพชรในดวงใจของปวงชนชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

ทำเนียบฯ ลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ทำเนียบฯ ลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ทำเนียบฯ ลดธงครึ่งเสา ถวายความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.19 น.

12 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทำเนียบรัฐบาล ภายหลังจากมีประกาศสำนักพระราชวังถึงการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา โดยเวลา 08.00 น. ทำเนียบฯ เชิญธงชาติไทยตามปกติ ที่หน้าตึกสันติไมตรี และด้านบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะลดธงลงครึ่งเสาในช่วงสาย ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงสื่อมวลชน พร้อมใจกันสวมชุดสีดำ เพื่อถวายความอาลัย

โดยเวลา 08.56 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ ก่อนเวลา 10.00 น. เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ไปตึกบัญชาการ 1 เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เพื่อหารือมอบหมายภารกิจถวายงานพระราชพิธี

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม ครม. รัฐมนตรีหลายคนได้เดินทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า หารือกับนายกฯ อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข , นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

ปกรณ์ ลุยตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปรับปรุง กม.เอื้อทำธุรกิจ ตั้งเป้า 2 เดือนเริ่มชง ครม.

ปกรณ์ ลุยตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปรับปรุง กม.เอื้อทำธุรกิจ ตั้งเป้า 2 เดือนเริ่มชง ครม.

ปกรณ์ ลุยตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปรับปรุง กม.เอื้อทำธุรกิจ ตั้งเป้า 2 เดือนเริ่มชง ครม.

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.21 น.

ปกรณ์ เผยผลหารือ คณะกรรมการ กกร. เห็นพ้องตั้งทีมรัฐ-เอกชน ลุยปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้เอื้อการทำธุรกิจ เน้นพุ่งเป้า 7 กลุ่มรับอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งเป้า 2 เดือนเริ่มชง ครม. หนุน เอกชนช่วยดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเป็นการหารือกับภาคเอกชนถึงการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 

โดยภาคเอกชน ได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Single Gateway) การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อคข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่

ทั้งนี้สิ่งที่ ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนและได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุดๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

2.เร่งผลักดันทางการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว

3.ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่านอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป

นายปกรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและเวลาที่ชัดเจน ดังนี้

1.ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน

2.จัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำเสนอข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถทำได้ทันทีหรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง

3.เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นส่วนกลางเป็นระยะเวลา 30 วัน

4.นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

นายกฯ เรียกประชุม ครม. หลังสำนักพระราชวังประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

12 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกรัฐมนตรีประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในเวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้แจ้งผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่งแต่งกายไว้ทุกข์ โดยสุภาพบุรุษ ชุดสูทสากล สีดำ ติดแขนทุกข์ หรือชุดผ้าไทย สีดำ แขนยาว และสุภาพสตรี ชุดสุภาพสีดำ หรือชุดผ้าไทย สีดำ ภายหลัง สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์

ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย

ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย

ชญาภา ลุยขอคะแนนเสียง ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.04 น.

“ชญาภา” ผู้สมัคร ส.ก. เขตพระโขนง เบอร์ 1 ลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน ชูนโยบายคนพระโขนงต้องสุขภาพดีและปลอดภัย

ชญาภา ปรีดาพากย์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตพระโขนง หมายเลข 1 กลุ่มอิสระ ลงพื้นที่พบปะประชาชนในชุมชนและย่านการค้าเขตพระโขนงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและขอรับการสนับสนุนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยชญาภาได้เดินทักทายพ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ และประชาชนตลอดเส้นทาง พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ชาวพระโขนงเผชิญในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องทางเท้า ความปลอดภัย น้ำท่วม การจัดการขยะ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ชญาภา กล่าวว่า ตลอดการลงพื้นที่ที่ผ่านมา ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปผลักดันการแก้ไขปัญหาในสภา กทม. อย่างจริงจังหากได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนของชาวพระโขนงในสภากรุงเทพมหานครทั้งในด้านความปลอดภัยและการส่งเสริมสุขภาพ อาทิ การสร้างทางเท้าให้มีคุณภาพเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ที่รองรับคนทุกกลุ่ม เพิ่มแสงสว่างในพื้นที่เสี่ยง คืนทางเท้า จัดระเบียบสายสื่อสาร พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาพคนในชุมชนด้วยการจัดหาพื้นที่ อุปกรณ์ และคลาสออกกำลังกาย

“พระโขนงต้องดีกว่านี้ได้ หากเราเริ่มต้นจากการรับฟังและลงมือทำอย่างจริงจัง ดิฉันขออาสาเป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะทำงานเคียงข้างพี่น้องประชาชน และขอฝากหมายเลข 1 ไว้ในใจทุกท่าน” ชญาภา กล่าว

ทั้งนี้ ชญาภา ปรีดาพากย์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตพระโขนง หมายเลข 1 กลุ่มอิสระ ยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “เลือกแตนครั้งเดียว พระโขนงเปลี่ยนแน่นอน” เพื่อรับฟังทุกปัญหาและร่วมกันพัฒนาพระโขนงให้เป็นพื้นที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

– 006

รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026

รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026

รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.02 น.

รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026 หลอกเล่นพนันออนไลน์-ขายตั๋วปลอม-ส่งลิงก์ดูบอลสดเถื่อน ย้ำ “4 ไม่” รู้ทันก่อนสูญเงิน

12 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงที่ประชาชนทั่วโลกให้ความสนใจกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รัฐบาลขอเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หลังพบกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยกระแสการแข่งขันเป็นเครื่องมือหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งการชักชวนเล่นพนันออนไลน์ การขายตั๋วเข้าชมและแพ็กเกจท่องเที่ยวปลอม รวมถึงการส่งลิงก์ดูบอลสดหรือกิจกรรมลุ้นรางวัลที่แฝงมัลแวร์เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งเฝ้าระวังและสกัดกั้นช่องทางออนไลน์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายพนันออนไลน์และช่องทางหลอกลวงอย่างเข้มข้น ล่าสุดเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถปิดกั้น URL เว็บพนันผิดกฎหมายได้ถึง 78,796 รายการ เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์และลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อ

รัฐบาลขอให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” ได้แก่ ไม่กดลิงก์-ไม่เชื่อ-ไม่รีบ-ไม่โอนเงิน พร้อมตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม หากพบเหตุผิดปกติหรือสงสัยว่าถูกหลอกลวง สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อให้ระงับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว

“ฟุตบอลโลกควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการเชียร์กีฬา รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเชิงรุก ควบคู่กับการปิดกั้นช่องทางหลอกลวงและเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน รู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ และสามารถติดตามเชียร์การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างปลอดภัย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

อัดงบกองทัพ 9.8ล้านให้ศูนย์ฯJIC ลุยสงครามข่าวเขมร

อัดงบกองทัพ  9.8ล้านให้ศูนย์ฯJIC  ลุยสงครามข่าวเขมร

อัดงบกองทัพ 9.8ล้านให้ศูนย์ฯJIC ลุยสงครามข่าวเขมร

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯ-รมว.กลาโหม ไฟเขียวสู้ศึกข้อมูล เดินหน้า JIC ไทย-กัมพูชา อัดงบ 9.8 ล้านบาท ด้านศูนย์ฯ พร้อมชี้แจงความจริงสังคมโลกทุกมิติ ขณะที่ทัพเรือ ยันเข้มงวด สกัดส่งออกสิ่งต้องห้ามเข้ากัมพูชา

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม หารือร่วมกันถึงแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ JIC เพื่อดำเนินภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและการชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกมิติได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าศูนย์ฯ จะปฏิบัติภารกิจมาอย่างต่อเนื่องแต่ประสบข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดำเนินงาน หลายภารกิจต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศในการอำนวยความสะดวกนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์

ทั้งนี้ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 9.8 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของศูนย์ฯ ทั้งการนำสื่อมวลชนต่างประเทศลงพื้นที่รับทราบข้อเท็จจริง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงรุก ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลในทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะไม่มีงบประมาณรองรับโดยตรง แต่ศูนย์ฯ ภายใต้การนำของทาง พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ยังคงติดตามสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน

ขณะเดียวกัน ศูนย์ฯ ยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติตามที่ด้วยความมุ่งมั่น รอบคอบ และยึดมั่นในข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนการรักษาความมั่นคงของประเทศ คุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติ และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนเป็นสำคัญนอกจากนี้จะติดตามประเมิน และสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งภายในประเทศและในระดับนานาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกอย่างใกล้ชิด

ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาเกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ว่ากองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือใน จ.ชลบุรี มีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวอีกว่า ภายหลังรัฐบาลประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือ จึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

“กองทัพเรือขอยืนยันว่าปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง” พล.ร.ต.ปารัช กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสและไทย-เวียดนาม ในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้กัมพูชาไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่า ฝรั่งเศสหรือเวียดนามจะยืนอยู่ข้างตนเองโดยอัตโนมัติ”

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช

อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

รุมซักเดือด‘ไชยชนก’ ปมล็อกสเปก รับรู้จักคนชนะประมูล

รุมซักเดือด‘ไชยชนก’  ปมล็อกสเปก  รับรู้จักคนชนะประมูล

รุมซักเดือด‘ไชยชนก’ ปมล็อกสเปก รับรู้จักคนชนะประมูล

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมซักเดือด‘ไชยชนก’ ปมล็อกสเปก รับรู้จักคนชนะประมูล ดีอีเปิดเวทีรับฟัง‘TH-AI’ ยืนยันโปร่งใสทุกขั้นตอน ปชน.เล่นใหญ่เปิดภาพมัด เจอซัดกลับสนิท2ผู้นำส้ม

เวทีเปิดรับฟังโครงการ TH-AI Passport อย่างเดือด ฝ่ายค้านรุมซักถามปมร้อนล็อกสเปก-ความสัมพันธ์กับเอกชน ด้าน “ไชยชนก”ยอมรับรู้จักคนชนะการประมูลจริง แต่ทุกขั้นตอนโปร่งใส โยนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นของข้าราชการ ขณะที่ปลัดฯ แจงไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ เตรียมปรับเงื่อนไขทำหนังสือแนบท้ายสัญญาใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น เดินหน้าต่อ ให้ทันเปิด 1 ก.ค.นี้ ด้าน‘ไอซ์’จ่อยื่นป.ป.ช.สอบ พร้อมปิดภาพหวังมัดสนิทตระกูลชิดชอบ แต่เจอซัดกลับสนิทถึงขั้นกอดคอ 2 ผู้นำพรรคส้ม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดเปิดเวที ไทย-เอไอ พาสปอร์ต ฟอรั่ม เพื่อระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น“โครงการ TH-AI Passport” โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เป็นประธาน พร้อมด้วยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดและผู้ที่เกี่ยวข้องนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 400 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดก่อนเข้างาน

ปลัดดีอีแจงยิบขั้นตอนวงเงินโครงการฯ

เมื่อเริ่มงาน นายพชร กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการตามระเบียบราชการ ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้งบของกองทุนดีอีซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณราว 1,800-1,900 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายประเมินจากประชากรที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสามารถเพิ่มทักษะได้ราว 50 ล้านคน จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ 10% หรือประมาณ 5 ล้านคน แม้ในเชิงเป้าหมายเดิมอยากขยายให้ถึง 10 ล้านคน แต่ต้องพิจารณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่ โครงการนี้ไม่ใช่การแจกเอไอแล้วจบ แต่มีการฝึกอบรมเรื่องเอไอ สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายของโครงการกำหนดขั้นต่ำเป็นประชาชนทั่วไปอายุเกิน 15 ปี และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา กลุ่มบุคลากรภาครัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

“กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ได้ใช้เวลา 34 วันตามที่ถูกวิจารณ์เพราะช่วงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด ก่อนหน้านั้นต้องผ่านการพิจารณาและกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายชุด รวมถึงคณะกรรมการกองทุน ซึ่งมีประธานในระดับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย โดยภาพรวมใช้เวลาเกือบ 5 เดือนกว่าจะนำไปสู่การลงนามในสัญญา”

ยันทำตามระเบียบทุกอย่าง-ยกเลิกไม่ได้

นายพชรกล่าวต่อว่า สำหรับการทำราคากลางและการเปิดโอกาสให้เอกชนที่ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูลนั้น การสืบค้นราคากลางจำเป็นต้องอ้างอิงจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง เพราะโครงการนี้เป็นงานด้านไอทีและดิจิทัล จึงไม่สามารถไปสืบราคาจากผู้ประกอบการก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกัน หากกำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลราคากลางห้ามเข้าร่วมประมูล ก็อาจไม่มีเอกชนรายใดให้ข้อมูลราคาแก่ภาครัฐ และหากให้ราชการกำหนดราคาเองก็อาจไม่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง

“ที่มีการกล่าวว่าทีโออาร์ไม่มีความโปร่งใสนั้น ยืนยันว่า ทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง การจะยกเลิกโครงการอาจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผ่านเรื่องทีโออาร์สู่การเซ็นสัญญาแล้ว แต่ยังสามารถเพิ่มหนังสือแนบท้ายสัญญาได้ โดยจะมีการเพิ่มเติมในส่วนการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น”ปลัดกระทรวงดีอีย้ำ

จี้ถามรมว.ดีอีรู้จักผู้ชนะการประมูล

ช่วงหนึ่งของการถามนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการว่าทั้งเรื่องการที่รมว.ดีอี รู้จักผู้ชนะการประมูลหรือไม่ การใช้งบประชาสัมพันธ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่าหากโครงการมีข้อสงสัยและความเสี่ยงด้านความโปร่งใสมากขนาดนี้ เอกชนผู้รับสัญญาควรพิจารณายกเลิกสัญญาก่อนหรือไม่

โดยทางปลัดกระทรวงดีอีได้ชี้แจงทันทีด้วยน้ำเสียงดังว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ และกระทรวงก็ไม่ยินยอมให้ยกเลิก เนื่องจากเป็นสัญญามาตรฐานทางราชการ

ไชยชนกยอมรับรู้จักผู้ชนะโครงการจริง

จากนั้นนายไชยชนก ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ แต่ยอมรับว่ารู้จักผู้ชนะงานเป็นการส่วนตัว

“ในฐานะผู้ที่เคยทำงานภาคเอกชนและทำงานมาหลายด้าน ย่อมรู้จักบุคคลจำนวนมากในประเทศ และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักผู้ที่เข้ามาชนะการประมูลงานของกระทรวงใดเลย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดทั้งหมดเป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำที่ได้ชี้แจงไปแล้ว” นายไชยชนก กล่าว

โต้เดือดกล่าวหาสเปคTORมีปัญหา

จากนั้นนายธีระชาติ ได้ตั้งคำถามต่อว่า แม้จะรู้จักกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องการทราบระดับความสนิท เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าเอกชนสามารถยกระดับสเปกระบบจากตัวเลขที่ถูกตีความว่าอยู่ราว 139 TPS ไปเป็น 5,000 TPS ได้อย่างไร โดยเห็นว่า หาก TOR กำหนดขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ผู้รับสัญญาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่ามาก ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าต้นทุนและส่วนต่างในโครงการมีมากน้อยเพียงใด

นายพชรโต้แย้งว่าตัวเลข 139 TPS ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน TOR และเป็นตัวเลขที่ผู้ตั้งข้อสังเกตคำนวณขึ้นเอง โดยข้อกำหนดที่แท้จริงคือระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 500,000 คนต่อชั่วโมง พร้อมย้ำว่าควรพูดคุยบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่นำตัวเลขที่ตีความขึ้นเองมาใช้กล่าวหาว่า TOR มีปัญหา

“หากผู้รับสัญญาระบุว่าจะจัดหาระบบที่รองรับได้สูงกว่า TOR กระทรวงย่อมยึดตาม TOR เป็นฐาน และหากระบบไม่สามารถรองรับการใช้งานได้จริงตามเงื่อนไข ก็มีบทปรับและมาตรการลงโทษตามวินัยสัญญาทางราชการอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบตามข้อกำหนดในสัญญา ไม่ใช่การสรุปว่าการให้บริการเกิน TOR เท่ากับมีส่วนต่างหรือมีความไม่โปร่งใสโดยอัตโนมัติ”ปลัดกระทรวงดีอี ระบุ

ข้องใจเอกชนทราบรายละเอียดก่อน?

ขณะที่นายธีระชาติ ยืนยันว่าประเด็นที่ต้องการตั้งคำถามคือประสิทธิภาพของ TORในการเปิดการแข่งขันอย่างเป็นกลาง หากรัฐกำหนดสเปกขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ภายหลังผู้ชนะงานสามารถเสนอประสิทธิภาพสูงกว่าได้มาก อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้เข้าแข่งขันรายอื่นสามารถประเมินต้นทุนและแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงกรอบเวลาการทำงานหลังลงนามสัญญา ซึ่งต้องเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเปิดให้บริการภายใน 90 วันว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับโครงการระดับ 1,600ล้านบาท จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเอกชนอาจทราบรายละเอียดหรือเตรียมการมาก่อนหรือไม่

นายธีระชาติ ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลำดับเวลาในกระบวนการอนุมัติโครงการโดยระบุว่ามีหลายจุดที่สังคมตั้งคำถาม ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลรักษาการ การนำเรื่องเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ไปจนถึงการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง จึงต้องการให้ฝ่ายกระทรวงชี้แจงให้ชัดว่า การดำเนินโครงการเป็นไปตามกระบวนการปกติและไม่มีการออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง

เอกชนแจงความสามารถรองรับใช้งาน

ด้านน.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการ บริษัทฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดซึ่งเป็นผู้ชนะโครงการกล่าวว่า TORไม่ได้เขียนตัวเลข 139 TPSแต่กำหนดให้รองรับผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมง ขณะที่การออกแบบระบบจริงต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานสูงสุด ไม่ใช่คำนวณจากค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานน้อย

ตัวเลข 5,000 TPS ไม่ได้เกิดจากการต่อรองเป็นพิเศษหรือมีใครสั่งให้เพิ่ม แต่เป็นสิ่งที่ระบบต้องเตรียมไว้โดยธรรมชาติ หากต้องการรองรับผู้ใช้งานระดับ 5 ล้านคนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ระบบจะรองรับประชาชนจำนวนมากได้ด้วยขีดความสามารถขั้นต่ำตามการคำนวณแบบเฉลี่ยต่อวินาทีเท่านั้น การให้บริการจริงต้องพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้งานในช่วงพีค ความหนาแน่นของผู้ใช้และความพร้อมของระบบในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนำตัวเลข 500,000 คนต่อชั่วโมงไปหารด้วยจำนวนวินาทีแล้วสรุปเป็นต้นทุนหรือขีดความสามารถของระบบทั้งหมดเนื่องจากการออกแบบระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องเผื่อความสามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันในช่วงที่มีความต้องการสูงและสามารถขยายได้รองรับ 2.5 ล้านรายพร้อมกัน หรือมากกว่านั้นก็ต้องรองรับได้

ปชป.แนะ3ทางเลือกจี้เปิดสัญญา

ด้านดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากรัฐจะเดินหน้าโครงการคงเหนื่อย จึงมี 3 ทางเลือก คือเดินหน้าต่อ แก้ไขสัญญาหรือ เลิกโครงการ โดยขอให้เปิดสัญญาเพื่อให้ภาคประชาชน และคนแวดวงไอที สามารถศึกษาและตรวจสอบ เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปอย่างโปร่งใสได้

ดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดคุยคู่สัญญา

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กล่าวหลังเปิดเวทีครั้งนี้ว่าการรับฟังความเห็นวันนี้ ต้องรอให้คณะทำงานและปลัดกระทรวงดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด ก่อนนำไปหารือกับคู่สัญญาโดยหากคู่สัญญาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เชื่อว่ายังมีประเด็นที่สามารถเจรจากันได้โดยเฉพาะจุดที่เป็นข้อกังวลสำคัญของโครงการโดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะปรับรายละเอียดได้มากน้อยเพียงใด แต่การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบทีโออาร์เดิม

“ภาพรวมของเวทีรับฟังความคิดเห็นถือเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินโครงการจากข้อมูลในทีโออาร์เป็นหลัก แต่เมื่อผู้รับสัญญาเริ่มเปิดรายละเอียดของระบบให้เห็นมากขึ้น ทั้งจำนวนโมเดล เอไอที่มี 31 โมเดล ขั้นตอนการใช้งาน และฟังก์ชันต่างๆทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า ภายในแพลตฟอร์ม TH-AI Passport มีองค์ประกอบอะไรบ้าง”

เร่งทำหนังสือแนบท้ายสัญญา/ให้ทัน1ก.ค.

นายไชยชนกกล่าวต่อว่า ได้เสนอให้ปลัดกระทรวงดีอีลองเจรจากับเอกชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดระบบทดสอบแบบ(เบต้าเทสต์)ให้กลุ่มตัวอย่างบางส่วนได้ทดลองใช้งานจริง เพื่อให้เห็นฟังก์ชัน รูปแบบการใช้งาน และกระบวนการภายในระบบก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบซึ่งจะช่วยให้สังคมประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่าแพลตฟอร์มนี้ใช้งานได้ดีเพียงใดและตอบโจทย์ตามที่โครงการตั้งไว้หรือไม่ เพื่อเดินหน้าอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด

ด้านนายพชรกล่าวว่าหลังจากนี้จะไปหารือกับเอกชน เพื่อทำหนังสือแนบท้ายสัญญา โดยเฉพาะประเด็นการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น โดยจะรีบไปคุยกับทางคู่สัญญา จะพยายามให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว และให้ทันเริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้โดยยืนยันว่าหากโครงการนี้ต้องหยุดหรือยกเลิกไป คงไม่มีโอกาสที่จะเกิดโครงการแบบนี้อีกในประเทศไทยอย่างแน่นอน

โพสต์ สนิทแค่ไหน ให้ภาพอธิบาย

ล่าสุด ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์รูปงานเลี้ยงวันเกิด ที่โพสต์โดยนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ โดยในภาพมีครอบครัวชิดชอบร่วมงานเลี้ยงพร้อมระบุว่า “สนิทแค่ไหน ให้รูปอธิบายฮะ”

‘ไอซ์’หยันเปิดรับฟังแค่”เวทีฟอกขาว”

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าโครงการ TH-AI Passportว่าปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์แล้วว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรใน TORได้ ตนก็งงเหมือนประชาชนว่าในเมื่อเปลี่ยนแปลงอะไรใน TORไม่ได้ ทำไมจึงต้องรับฟังความเห็นและการรับฟังความเห็นควรจะเกิดก่อนที่โครงการจะตั้งลำ ตนเข้าใจว่ามีการจ่ายเงินงวดแรกแล้วแต่เพิ่งมารับฟังความเห็น ตนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่างานที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนในแวดวงไอที ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือประชาชน แต่งานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการฟอกขาวโครงการ คงจะมีการเชิญอินฟลูเอนเซอร์หรือชาวไอทีทั้งหลาย เข้ามารับฟังความคิดเห็น และตนเข้าใจว่าจะมีบริษัทระดับโลกที่เป็นเจ้าของโมเดล AI ด้วย

“เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เชิญมา ท่านก็คงได้วิจารณ์นิดๆหน่อยๆ และเขาก็จะบอกว่าจะเอาสิ่งนี้ไปปรับปรุง แต่อย่างที่ท่านปลัดได้ยืนยันแล้วว่าสุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเขาจะเอาทุกๆความเห็นไปบอกว่าได้มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแนวทางที่ดีขึ้นแล้ว จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อแล้วยิ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปร่วมงาน ก็เหมือนกับเป็นการสร้างความชอบธรรมกับการเดินหน้าโครงการนี้ว่า นี่ไงคุณเห็นหรือไม่ ว่าบริษัทระดับโลกยังมาร่วมงานและพูดถึงอนาคตของ AI พูดถึงเรื่องความคุ้มค่าและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อยากให้ทุกคนตั้งสติ สิ่งที่ดิฉันพูดมาตลอดคือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงพยายามจะดึงไปพูดถึงความคุ้มค่า แต่สิ่งที่พวกเราตั้งข้อสังเกต เพราะเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่า AI เป็นอนาคตของประเทศ แต่ประเด็นของโครงการนี้คือคุณล็อกสเปกโครงการทำไม ถ้ามีใครสักคนที่มีความกล้าหาญ ดิฉันก็อยากจะให้ถามท่านรัฐมนตรี หรือท่านปลัดในงานไปเลยว่า คุณล็อกสเปกโครงการทำไม” น.ส.รักชนก กล่าว

แฉTORล็อกสเปกจอบิลบอร์ดเอื้อพวกพ้อง

น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่าโครงการเป็นโครงการAIแต่ในรายละเอียดของ TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์กลับล็อกสเปกอย่างละเอียดว่าต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดทั่วประเทศ อยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้านับสองนิ้วก็ไม่เกิน ดังนั้นตนตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งใจล็อกสเปกมาตั้งแต่เริ่ม วานนี้ (10 มิ.ย.)ตนเพิ่งเปิดข้อมูลไป โดยการนำโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 มาเทียบกับโครงการเนชานอล เครดิตแบงค์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้ช่วงรัฐมนตรีเป็นคนพรรคภูมิใจไทยที่เกิดขึ้นในสมัยน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี หากไปดูแล้วจะงงเลยว่าTOR ในส่วนประชาสัมพันธ์แทบจะคัดลอกวางเปลี่ยนแค่หน่วยเท่านั้น จากคำว่าจอ เป็นคำว่า จุด จึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงลงรายละเอียดประชาสัมพันธ์ลึกขนาดนั้น ล็อกเอาไว้ถึง3ชั้นแล้วโครงการของกระทรวงอุดมศึกษาฯเป็นคนละรูปแบบ ท่านก็ล็อกสเปกเอาไว้ในTOR แบบเดียวกัน เราเลยไม่ได้มานั่งพูดกันเรื่องความคุ้มค่า จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามการที่ทำโครงการภาครัฐออกมาแล้วใส่บางส่วนไว้ใน TOR เพื่อล็อกมงคนที่มีโอกาสจะได้โครงการ

จวกขบวนการขโมยอนาคตวงการไอที

เมื่อถามว่า บริษัทที่เข้าข่ายล็อกสเปกมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าดูในโครงการโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ จริงๆมีโครงการในแพ็กเกจนี้ที่มีชื่อคล้ายกันแบบนี้ อยู่ในจักรวาลนี้อีก เดี๋ยวเราจะเปิดต่อซึ่งโครงการเนชั่นแนล เครดิตแบงก์ ถ้าเราไปดูในรายละเอียดจะพบว่าต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอที่สนามบินสุวรรณภูมิผ่านทางเข้าทางออก ตนจึงตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องประชาสัมพันธ์โครงการที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่เป็นโครงการนักศึกษา

เมื่อถามว่าหากขยายสัญญาให้กว้างขึ้นบริษัทขนาดกลางที่สามารถมารับงานต่อจะมีกี่บริษัท น.ส.รักชนก กล่าวว่า มีกี่บริษัทไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องเปิดให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ การที่ทำแบบนี้เป็นขบวนการการขโมยอนาคตของคนทั้งวงการไอที แทนที่ทุกคนจะได้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมาเอาของที่ดีที่สุดมานำเสนอประชาชน แต่การที่คุณล็อกผู้ชนะไว้ให้กับคนในเครือข่ายของคุณ มันเป็นการขโมยความฝันและอนาคตของทุกคนในแวดวงไอที ทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตได้เพราะคุณแปะป้ายเอาไว้ว่าใครคือผู้ชนะ

ขู่ยื่นปปช.แน่-เรียก‘ไชยชนก’แจงกมธ.สภา

เมื่อถามว่าน.ส.รักชนกเคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแนะนำบริษัทแพลน บีมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่าตนคิดว่าประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะได้ ส่วนที่นายภาวุธพงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนออกมาระบุว่าTORสามารถขอคู่สัญญาแก้ไขได้ สัญญามันยกเลิกได้เพราะTORก็เปิดช่องให้กระทรวงดิจิทัลสามารถยกเลิกโครงการได้ถ้ากระทบกับประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่า 1เดือนที่ผ่านมาที่พวกเราทำงานอย่างเข้มข้นชี้ให้เห็นว่าปัญหาของโครงการนี้คืออะไร ถือว่าเข้าเงื่อนไขที่จะขอยกเลิกสัญญาได้แล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ น.ส.รัชนก กล่าวว่า เมื่อไหร่ที่มีการเริ่มลงทะเบียน นั่นก็เป็นกำหนดการที่จะไปยื่น ป.ป.ช. ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า (18 มิ.ย.69) กรรมาธิการของตน จะประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อที่จะพิจารณาเรื่องนี้ โดยเชิญ นายไชยชนก , ปลัดกระทรวง , คณะยกร่าง TOR , ป.ป.ช. และ สตง. มาร่วมประชุมด้วย หากไม่มาจะใช้อำนาจเรียกหรือไม่นั้น คงจะพิจารณาว่าการประชุมนั้นมีประโยชน์หรือไม่ ขอเชิญท่านรัฐมนตรี มาที่กรรมาธิการเพื่อให้เกียรติสภาและประชาชน ในการแสดงความจริงใจ

‘จิรายุ-คริส’ยื่นปปช.ฟัน’ชัชชาติ’ผิดม.157

เวลา10.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม.พรรคเพื่อไทยและอดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ สภาฯพร้อมกับนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เดินทางเข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(ผู้ว่ากทม.)พร้อมด้วยรองผู้ว่ากทม.และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้องโดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือไม่

ประกอบด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่ากทม.เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 และบริหารราชการกทม.มากว่า 4 ปี ได้ปฏิบัติราชการ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชาตามอำนาจหน้าที่เป็นปกติวิสัย ย่อมรู้ดีถึงกฎหมายขั้นตอนระเบียบปฏิบัติ กระบวนการวิธีการในการพิจารณาในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 มีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้ว่า กทม.ได้ลงนามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ จำนวน 17 ราย และยังแต่งตั้ง ผู้ตรวจราชการ อีก 2 คน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เล็งยื่นปปท.-ปปช.ปมส่วยเทศกิจ-โยธา

นายจิรายุ กล่าวอีกว่าถามว่าทำไมเพิ่งตรวจสอบตอนนี้ก็เรื่องมันเพิ่งเกิดก่อนแกลาออกไม่กี่วัน กระบวนการอากงพยายามที่อยากกลับเข้ามา บริหารงบแสนล้าน มีจริงและตนเป็นนักตรวจสอบผู้ว่ากทม.มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่รถเรือดับเพลิง กล้องดัมมี่ รถไฟฟ้าสีเขียว ดีแล้วที่มีคนช่วยคน กทม.ตรวจสอบและเรื่องผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็เพิ่งเกิดเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองก่อนแกลาออกไม่กี่วัน ไม่ตรวจสอบตอนนี้หากไปทำปีหน้าก็หาว่าฮั้วกันอีก ตนถือว่าผู้ว่าฯ กทม.ที่คนกรุงให้ความไว้วางใจต้องโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมตรวจสอบได้ต้องไม่ปากว่าตาขยิบ

ส่วนเรื่องต่อไป คือ มหากาฬส่วยเทศกิจ โยธาและจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกสเปก ที่ตนจะยื่นต่อ ป.ป.ท.และ ป.ป.ช. เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน ไปลงถุงเงินหลังบ้านของระบอบอากง

“อนุชา”ลุยหาเสียงสวนธนบุรีรมย์

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ลงพื้นที่หาเสียงตั้งแต่ช่วงเช้าที่สวนธนบุรีรมย์ กับ นายพงศ์พัทธ์ เปี่ยมสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตทุ่งครุ หมายเลข 5 ต่อจากนั้นลงพื้นที่ตลาดเช้าซอยสุขสวัสดิ์ 38 ร่วมกับ นายไสว โชติกะสุภา ผู้สมัคร ส.ก.เขตราษฎร์บูรณะ หมายเลข 2 โดยประชาชนต่างให้การทักทายอย่างอบอุ่นและพูดคุยสะท้อนปัญหาในพื้นที่

ปชป.ยอมรับไม่ได้เรื่องคอร์รัปชั่น

ผู้สื่อข่าวถามถึงบรรยากาศการแข่งขันในช่วง18วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ที่เริ่มมีการตรวจสอบและโจมตีกันระหว่างผู้สมัคร นายอนุชาตอบว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเกิดความกระจ่าง ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญตามแนวทางการทำงานการเมืองสุจริตของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปัจจุบันพรรคได้พัฒนาแพลตฟอร์ม”ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์และตรวจสอบงบประมาณรวมถึงโครงการต่างๆ ของ กทม. เพื่อหาจุดพิรุธ

“เราพร้อมที่จะตรวจสอบและนำเสนอสิ่งที่ไม่ปกติ หากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลการทุจริต สามารถส่งมาที่แพลตฟอร์มของเราได้ทันที แพลตฟอร์มนี้จะช่วยตรวจจับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่ร้องเรียนและผู้ที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกมิติ” นายอนุชา กล่าว