สรรเพชญ หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

สรรเพชญ หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

สรรเพชญ หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

6 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

นายกฯ ลั่น ทำเต็มที่ให้คนไทยได้ดูบอลโลก 

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังพูดคุยกับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เป็นการมาเยี่ยมเยียน ซึ่งตนกับนพ.สรณ มีความคุ้นเคยกันและมารายงานความคืบหน้าภารกิจของ กสทช. รวมถึงนโยบายต่างๆของ กสทช. 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีโอกาสหารือเรื่องของการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มีการพูดคุย กำลังหาวิธีการ พอดีตนไม่ได้เป็นแฟนบอล ไม่ได้ติดตามเรื่องกีฬาฟุตบอล เพิ่งมาทราบว่าจะมีการแข่งขันในเดือนมิถุนายนแล้ว เราก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการหาความร่วมมือ

เมื่อถามว่า จะเป็นลักษณะการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ซึ่งรัฐบาลซื้อเองไม่ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลสามารถอำนวยความสะดวก ประสานงาน เสาะแสวงหา สนับสนุนความร่วมมือ ซึ่งตอนนี้ก็เห็นใจทางภาคเอกชนในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่เขาจะต้องดูแลตัวเขาเอง แต่จะพยายามอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามย้ำว่าจะทันหรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ให้ถึงที่สุด 

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.44 น.

อนุทิน เล็งใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส-สร้างความเข้มแข็ง-ศูนย์กลาง ให้ภูมิภาคอาเซียน 

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเดินทางเยือน สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พ.ค.ว่า วันนี้ก็มีการหารือทั้งวัน เพื่อเตรียมการประชุม 

เมื่อถามว่า จะมีการหารือทวิภาคีหลายวงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุมอาเซียนก็สามารถประชุมทวิภาคีได้แทบทุกประเทศ เพราะเป็นระดับภูมิภาคมีความคุ้นเคยระดับผู้นำ เข้าไปก็เจอคนที่สนิทกันอยู่แล้ว แม้ไม่ได้เจอกันในที่ประชุมก็ติดต่อสื่อสารกันตลอด การคุยแบบทวิภาคีก็จะคุยแทบทุกประเทศที่จะเจอกันในวงประชุม 

เมื่อถามว่า มีเรื่องใดที่จะต้องประกาศจุดยืนในที่ประชุมอาเซียนครั้งนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เราต้องพูดถึงความเข้มแข็งของภูมิภาคนี้ การที่เราต้องปรับเปลี่ยนสถานะ และสร้างรากฐานที่มั่นคงในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งตอนนี้ภูมิภาคอาเซียน เป็นภูมิภาคที่ปลอดภัยที่สุดถ้าเราร่วมมือกันก็จะสามารถสร้างช่องทางและโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเติบโต อย่างน้อยวันนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ในระดับของความน่าเชื่อถืออยู่ เพราะเรามีความเข้มแข็งในตัวเอง และเมื่อไปผนวกกับความเข้มแข็งของประเทศในภูมิภาค ต่างคนต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้การเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การคมนาคมขนส่ง การลงทุนต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ เราจะใช้โอกาสที่ภูมิภาคอื่นๆทั่วโลกมีวิกฤต มาสร้างโอกาสในภูมิภาคของเรา 

นายกฯ ปลื้มมูดี้ส์ ให้มุมมองบวกไทยน่าลงทุน ชี้บีโอไออนุมัติลงทุน 9 แสนล้าน สะท้อนเชื่อมั่น

นายกฯ ปลื้มมูดี้ส์ ให้มุมมองบวกไทยน่าลงทุน ชี้บีโอไออนุมัติลงทุน 9 แสนล้าน สะท้อนเชื่อมั่น

นายกฯ ปลื้มมูดี้ส์ ให้มุมมองบวกไทยน่าลงทุน ชี้บีโอไออนุมัติลงทุน 9 แสนล้าน สะท้อนเชื่อมั่น

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

นายกฯ ปลื้มมูดี้ส์ ให้มุมมองบวกไทยเป็นประเทศน่าลงทุน ชี้บีโอไออนุมัติลงทุน 9 แสนล้าน เห็นทิศทาง FDI ไหลเข้าไทยจากความเชื่อมั่น พร้อมสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ไฟฟ้าสีเขียว หนุนความต้องการไฟฟ้าดาต้าเซนเตอร์ 

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 6 พ.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกรายงานระบุว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีภูมิต้านทานหรือ “กันชน” (Buffer) ที่เข้มแข็งในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจมากที่สุดในโลกว่าเรื่องนี้เป็นข่าวดีต่อเนื่องหลังจากที่มูดี้ส์ได้ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ และน่าลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมูดี้ส์ไม่ได้มองแค่ในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นแต่มองทุกมิติทั้งในเรื่องของการอำนวยความสะดวก เรื่องความโปร่งใส เรื่องการทำงานที่รวดเร็ว และเรื่องโครงสร้างของประเทศ

เมื่อถามว่า มูดี้ส์ได้ระบุว่าประเทศไทยควรมีการสนับสนุนให้มีการลงทุนเพิ่มเติม นายอนุทินกล่าวว่าในวันนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการอนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันที่นักลงทุนจากต่างประเทศมั่นใจประเทศไทย โดยมาจากการได้วางรากฐานเรื่องต่างๆ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาคมโลก เพราะถ้าเรื่องพวกนี้ถ้าเขาไม่มั่นใจเขาก็คงไม่มา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายช่วยกันไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลอย่างเดียว

“ต้องฝากขอบคุณประชาชนทุกคนในเรื่องนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนที่เป็นคนไทยทุกคนต้องช่วยกันเชียร์ประเทศไทย ไม่ใช่ออกมานั่งตำหนิว่ากล่าวรัฐบาลอย่างมีอคติ  เพราะสิ่งที่เขาตำหนิมา วันนี้ก็ถูกกลบไปด้วยความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะบริษัทที่เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกจัดอันดับให้ประเทศไทยได้ดีแบบนี้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่มีใครไปวิ่งเต้นได้ ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมาโปร่งใส คนที่ว่ากล่าวประเทศไทย ไม่อยากให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า เห็นแบบนี้ก็จะเห็นว่าสิ่งที่คนเหล่านี้พูดมาไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะพูดในสิ่งไม่ดีและกระทบประเทศไทย” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ประเด็นที่นักลงทุนยังกังวลในเรื่องไฟฟ้าสะอาดและเรื่องของสาธารณูปโภคพื้นฐานบางเรื่อง นายอนุทินกล่าวว่า ในเรื่องรัฐบาลเห็นว่าการลงทุนที่เข้ามาเพิ่มขึ้น รัฐบาลพร้อมดำเนินการเป็นเฟสๆให้มีไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น ซึ่งเรามีอยู่ในแผนอยู่แล้ว โดยเมื่อเราให้การสนับสนุนการลงทุนดาต้าเซนเตอร์มากๆ แล้วมีความต้องการไฟฟ้ามากขึ้น แนวโน้มของประเทศต้องมีการลดการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล ไปสู่ไฟฟ้าสีเขียวที่เป็นไปสะอาดมากขึ้นซึ่งต้องอยู่ในแผนที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่าน โดยแผนนี้อยู่ในกลยุทธ์ 5T ที่นายเอกนิติได้วางนโยบายไว้ได้แก่  Targeted  Transition 
Transform Transparency และTogether ที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สัญญาณบวก! มูดี้ส์ยก ไทย เป็นประเทศรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกได้ดี

นายกฯ เผยลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว ยันทุกบาทเพื่อประชาชน

นายกฯ เผยลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว ยันทุกบาทเพื่อประชาชน

นายกฯ เผยลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว ยันทุกบาทเพื่อประชาชน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.20 น.

“นายกฯ” เผยลงนาม พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว ยันทำเพื่อประชาชน ชี้เงินถึงประชาชนโปร่งใส ย้ำต้องไม่มีเกี้ยเซียะ-ใต้โต๊ะ ระบุรัฐบาลใช้เงินกู้สกุลเงินบาทดอกเบี้ยต่ำ ดันเงินหมุนเวียนในระบบ ช่วยประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

6 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการออกร่าง พระราชกำหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ว่าได้ลงนามร่างพ.ร.ก.กู้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทั้งนี้เรื่องที่เข้ามาต้องผ่านการกลั่นกรองจากปลัดกระทรวงการคลังและต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และถือว่าเงินกู้จำนวนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี 

“ผมขอเรียนย้ำว่าผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เพิ่งลงนามใน พ.ร.ก. เพราะฉะนั้นเงินกู้นี้ทุกบาททุกสตางค์ ผมต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท ไม่ให้มีการรั่วไหลใดๆเลย ต้องขอให้เชื่อ เป็นสิ่งที่ในชีวิตต้องทำ และมีความยินดีมีความเต็มใจ มีความรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำ เพราะฉะนั้น 400,000 ล้านบาทนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาเลยว่า ผมและคณะรัฐมนตรีทุกท่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้หลุดไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ไม่ให้กระเด็นแม้แต่เก๊เดียว ที่จะหลุดไปในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทุกอย่างต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องไม่มีเกี้ยเซียะและเพื่อประชาชนเท่านั้น“นายอนุทินกล่าว 

เมื่อถามว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้งอย่างมูดีส์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินฯของไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่าสิ่งที่เป็นภาระจริงๆของรัฐบาลคือดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเราได้ดอกเบี้ยต่ำมาก เนื่องจากการกู้เงินเที่ยวนี้เรากู้เงินในสกุลเงินบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีเลย เพดานเงินกู้ก็ไม่ต้องขยาย และเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง ทั้งของสถาบันการเงินที่สามารถปล่อยเงินให้รัฐบาลกู้ โดยเงินที่รัฐบาลกู้ไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) แน่นอน และไม่ต้องไปสำรองความเสี่ยงอะไรมากมาย

โดยการกู้เรื่องของดอกเบี้ยเมื่อเทียบโอกาสของพี่น้องประชาชนแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย ต้องถือว่าเราสามารถทำให้เม็ดเงินลงไปถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง ไม่ได้เอามาสร้างโครงการนั้นโครงการนี้ ที่อีก 5-7 ปีถึงจะเห็น แต่นี่ลงไปประชาชนสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เลย เป็นการช่วยเหลือให้เขามีต้นทุนในการดำรงชีวิตที่ลดลง แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 31 จังหวัด เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย/ยาเสพติด

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 31 จังหวัด เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย/ยาเสพติด

ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ 31 จังหวัด เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย/ยาเสพติด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.44 น.

“ปลัด มท.”สั่ง”ผู้ว่าฯ 31 จังหวัด”ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เข้ม 4 มาตรการ สกัดส่งออก-นำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด บูรณาการฝ่ายปกครอง-ฝ่ายความมั่นคง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สร้างความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบการกระทำผิด ดำเนินคดีตามกฎหมายเคร่งครัด ไม่มีละเว้น

6 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และการลักลอบขนส่งสินค้า” ซึ่งในปัจจุบันยังคงปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด บริเวณชายแดนไทย – ประเทศเพื่อนบ้าน ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดน ระบบเศรษฐกิจ และการควบคุมการนำเข้า – ส่งออกสินค้า รวมถึงมาตรฐานสินค้า

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อยกระดับความเข้มข้นในการป้องกันและปราบปราม การลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติดทุกประเภท ตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด 31 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ดำเนินมาตรการเข้มข้น 4 ด้าน ได้แก่ 1.เพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราและเฝ้าระวังบริเวณแนวชายแดน โดยเฉพาะจุดเสี่ยง ช่องทางธรรมชาติ และพื้นที่ที่มีสถิติการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งยาเสพติดทุกประเภท ด้วยการบูรณาการและประสานการปฏิบัติระหว่างฝ่ายปกครอง และหน่วยความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยจัดชุดปฏิบัติการร่วมออกลาดตระเวน ตรวจสอบ และสกัดกั้นการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง และมอบหมายให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอประจำตำบล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ชายแดน สอดส่อง เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยและความเข้มข้นในการสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน

2.ดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติดทุกประเภท ตามบทลงโทษของกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบแหล่งที่มา การเคลื่อนย้าย และการครอบครองสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน 3.สร้างการรับรู้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ตระหนักถึงข้อกฎหมายและผลกระทบของการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้า รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสกระทำผิด และ 4.ติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ หากพบการลักลอบนำเข้า – ส่งออกสินค้า โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และยาเสพติดทุกประเภท ให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทราบโดยทันที

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดในประเทศไทยที่มีพื้นที่ติดต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน รวม 31 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี แม่ฮ่องสอน เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด สตูล สงขลา ยะลา และจังหวัดนราธิวาส

– 006

ทบ.ลุยสร้างแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา เล็งพัฒนาอ่างเก็บน้ำ เป็นแนวรบทางธรรมชาติ

ทบ.ลุยสร้างแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา เล็งพัฒนาอ่างเก็บน้ำ เป็นแนวรบทางธรรมชาติ

ทบ.ลุยสร้างแนวป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา เล็งพัฒนาอ่างเก็บน้ำ เป็นแนวรบทางธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

ทบ.ขยับสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ‘ทัพภาค 2’ ผุดแนวป้องกันเข้ม เสริมความมั่นคงอีสานใต้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 กองทัพบกเปิดเผยว่า วานนี้ (5 พ.ค.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองกำลังสุรนารี ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.สมภพ ภาระเวช รองแม่ทัพภาคที่ 2, พล.ต.บุญเสริม บุญบำรุง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และ พล.ต.กิติศักดิ์ ถาวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 2 ให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ เสนาธิการทหารบก ได้เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี ในพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงาน ความคืบหน้า และตรวจพื้นที่การก่อสร้างแนวป้องกันเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ ณ ฐานปฏิบัติการอินทุมาน (ภูมะเขือ) และฐานปฏิบัติการพลาญยาว พร้อมทั้งลาดตระเวนโดยรถยนต์ตรวจพื้นที่การก่อสร้างแนวป้องกันด้านความมั่นคงในพื้นที่ ไปยังฐานปฏิบัติการพลาญหินแปดก้อน และได้พบปะให้กำลังใจผู้บังคับหน่วยและกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 

ต่อมาวัน (6 พ.ค.) เสนาธิการทหารบก และคณะ เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับแนวทางการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี กรมชลประทาน และหน่วยอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการจัดทำแนวป้องกันทางธรรมชาติเพื่อความมั่นคงต่อไป  ทั้งนี้ เสนาธิการทหารบก ได้ให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจราชการสนาม เน้นย้ำให้หน่วยดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้วยความทุ่มเท เสียสละ ควบคู่กับการดูแลความเป็นอยู่ของกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

หมอวรงค์ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนกู้ช่วยปชช.แค่ 2 แสนล้าน ที่เหลือส่อหมกเม็ดแทบไม่มีโอกาสให้สภาฯ ได้ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รัฐบาลควรกู้เงิน4แสนล้านบาทหรือ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติ ร่างพระราชกำหนดใ้ห้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….

ร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งอ้างว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ มีวัตถุประสงค์

1.เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 200,000ล้านบาท

2.เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน การพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานทดแทนวงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

2.1ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้จากพลังงานทดแทน

2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมท้ังสนับสนุนการติดต้ังสถานีบรรจุไฟฟ้า

2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชน สำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

ความเห็นส่วนตัวผม การกู้เงิน 4แสนล้าน ถ้าพิจารณาเงินช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 2แสนล้านบาท ผมพอเข้าใจได้ว่า อาจจะมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่าจะช่วยประชาชน ในแต่ละกลุ่มอย่างไร

แต่ถ้าดูการใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาท ในกลุ่ม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ผมดูแล้วยังไม่สมเหตุผล ที่รัฐบาลจะต้อง เร่งกู้งินมาใช้ในกลุ่มนี้ อย่างน้อยเรื่องนี้เกิดมานานแล้ว และต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่านพอสมควร

ไม่ใช่อยู่ๆก็หาเหตุผล มากู้เงินส่วนนี้ อีก 2แสนล้านบาท และแทบจะไม่มีโอกาสให้สภาได้ตรวจสอบเลย ที่สำคัญ คำว่าพลังงานสะอาด ไม่ใช่มีแค่โซลาร์เซล รัฐบาลควรเปิดกว้างให้กับ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดทุกกลุ่ม เพื่อการพัฒนาประเทศ และให้สภามีส่วนร่วมตรวจสอบด้วย”

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

สมชัย กาง 6 ข้อ ชวนเอ๊ะ ก่อนเคลิ้มเห็นดีหนุนสร้าง แลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แลนด์บริดจ์ คิดอย่างไร ถ้าหากทำแล้ว ทำให้เกิดความเจริญแก่ประเทศ ก็คิดทำเถอะครับ แต่

1. แน่ใจนะ ว่า ผลการศึกษาในแง่ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นจริง ผู้ขนส่งจะหันมาใช้เส้นทางนี้เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา หรือ แค่จินตนาการกันเอง

2. การศึกษา Feasibility ต้องกระทำโดยหน่วยงานที่เป็นกลาง และเชื่อถือได้ในด้านวิชาชีพ เพราะเดี๋ยวนี้ การจ้างทำ Feasiblity มักตามใจผู้จ้าง ให้มีผลตามผู้ว่าจ้างต้องการ

3. ต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม EIA ด้านสุขภาพ EHIA ด้านสังคม SIA แม้ว่าบางเรื่องกฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้ทำก็ตาม

4. การรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลทุกด้านอย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้ผู้ไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นต่าง เปิดเวทีถกเถียงให้กว้างขวาง

5. ไม่เร่งรีบ จนประชาชนสงสัยว่า จะเป็นโครงการถอนทุนคืนจากการเลือกตั้ง มีเวลาคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ

6. อย่าเชื่อโพลมากไป เพราะสุ่มจำกัด และ ผู้ตอบยังไม่ทราบข้อเท็จจริง หากจะเอาความเห็นประชาชนอย่างแท้จริง ให้เวลาถกเถียงสัก 6-12 เดือนแล้วทำประชามติ พร้อมกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ในปีหน้า ก็น่าจะไม่เสียหายอะไร”

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน อัปเกรดคลังข้อมูลน้ำสู่ นวัตกรรมชุมชน ใช้เครือข่าย 12 มหาวิทยาลัย ปูพรมแก้ท่วม-แล้งครบ 76 จังหวัด

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต. ประจำ อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สสน. และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. ให้การต้อนรับ เพื่อหารือแนวทางรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศจากสภาวะเอลนีโญ

คณะผู้บริหาร สสน. รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในช่วง  6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) และนำชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เทคโนโลยีโทรมาตรอัตโนมัติ สำหรับตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ  

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม thaiwater.net ซึ่งพัฒนาโดย สสน. พบว่า ข้อมูลคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) สถานการณ์น้ำมีความท้าทายอย่างมาก โดยมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด โดยเฉพาะช่วงต้นและปลายฤดูฝน ที่น่ากังวลสูงสุดคือ มีถึง 43 จังหวัด ที่ต้องเผชิญความเสี่ยง “ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง” ในพื้นที่เดียว สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วในปีนี้ สถานการณ์ปีนี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจาก “เอลนีโญ” ไม่ได้หมายถึงฝนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายพื้นที่กลับเผชิญฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญ “2 วิกฤตพร้อมกัน” คือ น้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวถึง ภารกิจหลักในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ว่า มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ที่มีฐานข้อมูลรองรับครบถ้วนแล้วทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ, การวิเคราะห์สถานการณ์ “เอลนีโญ” หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่หลายฝ่ายกังวล และการขยายผล “ศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำระดับจังหวัด” เพื่อให้ข้อมูลส่งถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการในวันนี้ คือ การสื่อสารหรือการกระจายข้อมูลจากส่วนกลางลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time) และนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผน ลดรายจ่าย และเตรียมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

ปัจจุบันเราได้ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 12 แห่ง และ 12 พื้นที่นวัตกรรม เพื่อสร้างทั้ง ‘คน’ และ ‘ระบบ’ ในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ตั้งแต่การมองภาพจาก ‘ชั้นบรรยากาศสู่ขุนเขา และลงสู่ชุมชน’ เพื่อให้การแก้ปัญหาเรื่อง ดิน น้ำ ป่า เป็นเนื้อเดียวกันและยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมบูรณาการข้ามหน่วยงาน โดยประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อวางแผนการขุดลอกแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจและลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งในมิติของการขาดแคลนน้ำและอุทกภัย

“ในวิกฤตความแปรปรวนนี้ แม้ปริมาณฝนเฉลี่ยอาจจะน้อยกว่าปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะแล้งจัดจนไม่มีน้ำ นี่คือโอกาสสำคัญที่เราต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมเก็บน้ำในช่วงที่มีฝน ให้ได้มากที่สุด จึงขอเชิญชวนประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ฝน และประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater บนมือถือ ตลอด 24 ชั่วโมง” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว