กอ.รมน.ย้ำเคารพต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมศึกษารายละเอียด เพื่อใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม

กอ.รมน.ย้ำเคารพต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมศึกษารายละเอียด เพื่อใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม

กอ.รมน.ย้ำเคารพต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมศึกษารายละเอียด เพื่อใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.21 น.

กอ.รมน. ย้ำ เคารพต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย-ลบข้อความ ขอศึกษารายละเอียดเพื่อใช้สิทธิฎีกาตามกระบวนการยุติธรรม

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 พลตรี ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขอชี้แจงว่า ได้รับทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีที่สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กอ.รมน. เป็นคู่ความในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายและดำเนินการลบข้อความที่เป็นประเด็นในคดีดังกล่าว

กอ.รมน. ขอยืนยันถึงการเคารพต่อคำพิพากษาของศาล และยึดมั่นในหลักนิติธรรม รวมทั้งให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของคำพิพากษาอย่างรอบคอบ เพื่อประกอบการพิจารณาใช้สิทธิตามกฎหมายในการยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา ซึ่งเป็นสิทธิที่คู่ความทุกฝ่ายสามารถดำเนินการได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมตามปกติ

กอ.รมน. ขอยืนยันว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาได้ยึดถือกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของรัฐเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

พร้อมกันนี้ กอ.รมน. จะนำข้อพิจารณาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรมมาใช้ในการทบทวนและพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน หลักธรรมาภิบาล และความคาดหวังของสังคม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

กอ.รมน. ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หน่วยงานจะดำเนินการทุกประการภายใต้กรอบของกฎหมาย ด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามหลักการของรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐต่อไป

อนุทิน ร่วมงานวันชาติรัสเซีย ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมต้อนรับวาระครบรอบ 130 ปี

อนุทิน ร่วมงานวันชาติรัสเซีย ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมต้อนรับวาระครบรอบ 130 ปี

อนุทิน ร่วมงานวันชาติรัสเซีย ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมต้อนรับวาระครบรอบ 130 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

นายกฯ ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติรัสเซีย เน้นย้ำรากฐานมิตรภาพอันยาวนาน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในวาระ 130 ปีสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย
 
วันนี้ 11 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ทึ่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสหพันธรัฐรัสเซีย ตามคำเชิญของนายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย โดยมีคณะทูตานุทูต ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานกว่า 700 คน

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยเมื่อเดินทางถึงสถานที่จัดงาน นายกรัฐมนตรีและภริยาได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ก่อนร่วมมอบแจกันดอกไม้ เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันชาติสหพันธรัฐรัสเซีย จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาเข้าร่วมงาน โดยวงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลงชาติไทย ตามด้วยเพลงชาติสหพันธรัฐรัสเซีย ก่อนที่เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทยจะกล่าวเปิดงาน 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันชาติสหพันธรัฐรัสเซีย โดยรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ พร้อมชื่นชมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและรัสเซียที่ดำเนินมาอย่างยาวนานมากกว่า 1 ศตวรรษ โดยมีรากฐานสำคัญตั้งแต่การเสด็จพระราชดำเนินเยือนนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2440 ตามคำเชิญของสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัส ที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล

ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังคงพัฒนาและขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของความไว้วางใจและผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมแสดงความยินดีที่ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย (Joint Commission on Bilateral Cooperation) ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความร่วมมือในระดับพหุภาคี โดยระบุว่า ในสัปดาห์หน้า จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซีย ณ เมืองคาซาน ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในโอกาสที่ปีหน้าจะเป็นวาระครบรอบ 130 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศเตรียมจัดกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญดังกล่าว นายกรัฐมนตรียืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการสานต่อความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ก่อนกล่าวแสดงความยินดีอีกครั้งเนื่องในวันชาติสหพันธรัฐรัสเซีย และอวยพรให้ประเทศและประชาชนรัสเซียมีความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกสืบไป

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ร่วมถ่ายภาพที่ระลึกกับเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย และร่วมถ่ายภาพหมู่กับคณะรัฐมนตรีที่เข้าร่วมงาน ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองและพบปะผู้แทนจากคณะทูตานุทูต ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เข้าร่วมงาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย ก่อนเดินทางกลับภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

สนิทแค่ไหน! เปิดภาพ ‘2 ผู้นำจิตวิญญาณส้ม’ ไปปรึกษา ‘แพลนบี’ ให้ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์พรรคประชาชน

สนิทแค่ไหน! เปิดภาพ ‘2 ผู้นำจิตวิญญาณส้ม’ ไปปรึกษา ‘แพลนบี’ ให้ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์พรรคประชาชน

สนิทแค่ไหน! เปิดภาพ ‘2 ผู้นำจิตวิญญาณส้ม’ ไปปรึกษา ‘แพลนบี’ ให้ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์พรรคประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.53 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)โพสต์ภาพนายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB  ที่อยู่ร่วมเฟรมงานวันเกิดนางกรุณา ชิดชอบ และยังมีนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจษฐกิจและสังคม (ดีอี)พร้อมบุคคลในครอบครัวชิดชอบพร้อมข้อความระบุว่า “สนิทแค่ไหน ให้รูปอธิบายฮะ”

ล่าสุดได้มีภาพถ่ายปรากฎ บุคคล 3 คนร่วมเฟรมเดียวกัน คือ นายปรินทร์  อยู่ตรงกลาง โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ขนาบข้างด้วยท่าทีสนิทสนม โดยนายธนาธรกอดคอ นายปรินทร์  ซึ่งมีรายงานข่าวว่าเป็นการพบกันที่ บริษัท แพลน บีฯ ซึ่งทั้ง2 ไปปรึกษาเรื่องขอให้ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้พรรคประชาชน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แพลน บี โร่ชี้แจง! ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโครงการ TH-AI Passport ไม่ได้เป็นคู่สัญญา-ผู้ยื่นข้อเสนอ

‘รอมฎอน’ เผยวงประชุมกมธ.ทหาร ‘เหล่าทัพ’ ให้ข้อมูล ‘ปฏิบัติการไอโอ’ สวนทาง ‘คำพิพากษา’

‘รอมฎอน’ เผยวงประชุมกมธ.ทหาร ‘เหล่าทัพ’ ให้ข้อมูล ‘ปฏิบัติการไอโอ’ สวนทาง ‘คำพิพากษา’

‘รอมฎอน’ เผยวงประชุมกมธ.ทหาร ‘เหล่าทัพ’ ให้ข้อมูล ‘ปฏิบัติการไอโอ’ สวนทาง ‘คำพิพากษา’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

‘รอมฎอน’ เผยวงประชุมกมธ.ทหาร ‘เหล่าทัพ’ ให้ข้อมูล ‘ปฏิบัติการไอโอ’ สวนทาง ‘คำพิพากษา’ หลังศาลแพ่งตัดสินให้ ‘กอ.รมน.’ ลบโพสต์-จ่ายค่าเสียหายคดี ‘สว.อังคณา’ จ่อขอคู่มือราชการสนาม เช็ครายละเอียด

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้แทนเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชุดปฏิบัติการข่าวสาร เข้ามาชี้แจงในที่ประชุม โดยได้รับมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีการปฏิบัติการข่าวสารในฐานะที่เป็นการปฏิบัติการทางทหารกับประชาชนในพื้นที่ตามหลักการว่า ทุกหน่วยที่เข้ามาชี้แจงพูดในลักษณะเดียวกัน แต่น่าสนใจว่ามีข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น การถูกโจมตีในโซเชียลมีเดีย มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมถึงประเด็นของสื่อมวลชนที่ถูกโจมตีจาก IO ซึ่งขณะที่มีการประชุมในเรื่องนี้ ก็มีความคืบหน้าจากฝั่งตุลาการ เนื่องจากศาลแพ่งมีการอ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ในคดีของนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน ที่ฟ้อง กอ.รมน. จากพฤติการณ์ที่มีการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งวันนี้ศาลแพ่งมีคำพิพากษา ให้กอ.รมน. ลบข้อความนั้นออก รวมทั้งจ่ายค่าเสียหายให้กับนางอังคนา มูลค่านับแสนบาท แต่ข้อเท็จจริงในห้องกรรมาธิการ กลับเป็นข้อมูลที่สวนทางกัน เพราะทางเหล่าทัพยืนยันว่าไม่มีปฏิบัติการข่าวสารเชิงลบต่อประชาชน

นายรอมฎอน กล่าวต่อว่า การมีปฏิบัติการข่าวสารเหล่านี้ หากยึดตามหลักการเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงมักจะมีปฏิบัติการเหล่านี้ เราก็จะติดตามกรณีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหลังจากนี้กมธ.จะมีการเรียกเอกสารเพิ่มเติม และตนได้เสนอให้มีการเรียกดูเอกสารคู่มือราชการสนามที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการจิตวิทยา และปฏิบัติการข่าวสารมาตรวจสอบด้วย ว่ามีหลักการที่คงเส้นคงวาขนาดไหน

ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน

ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน

ศุภจี ประชุม นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.32 น.

“ศุภจี” ประชุม นบข.นัดแรก กางแผนรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง-เอลนีโญ่ มุ่งสร้างห่วงโซ่ผลิตข้าวไทยสู่ข้าวคุณภาพสูง เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงินกว่า 5.9 หมื่นล้าน นายกฯสมาคมชาวนาฯ หนุนมาตรการช่วยไร่ละ 2,000 บาท พร้อมคูปองปุ๋ยลดต้นทุน เผยข่าวดีงบค้างจ่าย “นาปัง” 1.8 พันล้านเตรียมโอนถึงมือเกษตรกร

วันที่ 11 มิ.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมว่าคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 โดยกล่าวเปิดประชุมว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีภาวะที่เป็นแรงกดดันค่อนข้างมาก  ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น   ในเรื่องต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรที่มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น รวมถึงการคาดการณ์ในเรื่องของสภาพอากาศ ที่มีการคาดว่าปีนี้จะมีปัจจัยเสี่ยง ในเรื่องของปรากฏการณ์เอลนีโญ่  ซึ่งจะทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อ ผลผลิตของเกษตรกร  

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักว่า ทุกปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น   เราต้องมาทบทวนในเรื่องของมาตรฐานที่มี เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ ให้เป็นไปตามสถานการณ์จริง และจะสามารถสะท้อน  ในสิ่งที่เป็นความท้าทาย   และการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้เราต้องดูแลกันทั้งกระบวนการ    ตั้งแต่เรื่องผลิต  การรวบรวม และการเปิดตลาดข้าวเพิ่มขึ้น 

“มาตรการในวันนี้จะพยายามให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง  โดยเราจะยึดหลักใน 3  เรื่องด้วยกัน  เรื่องแรกบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม     เรื่องที่สองเพิ่มศักยภาพของการแข่งขันข้าวไทย  ทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและโลจิสติกส์  และเรื่องที่สาม สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ”นางศุภจี กล่าว   

ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย เปิดเผยว่าที่ประชุมฯ นบข.เห็นชอบมาตรการ รักษาเสถียรภาพ ราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต2569/70และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้ กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวมจำนวน 5 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ 5.94 หมื่นล้านบาท  โดยจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป 
ประกอบไปด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม: 41,483.33 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณ แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 34,275.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท 
2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70วงเงินรวม: 15,656.25 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบ แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท 
3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 564.00 ล้านบาท การจัดสรรงบแบ่งเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน 
4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 1,680.00 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน (ใช้งบกลางฯ) และ 5.โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570  วงเงินรวม: 84.00 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบเป็นวงเงินจ่ายขาดทั้งจำนวน 

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนากับที่ประชุม นบข.ทางสมาคมฯ ได้เสนอขอรับความช่วยเหลือในส่วนของ ข้าวนาปี ในอัตรา 2,000 บาทต่อไร่ จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือนซึ่งเป็นการเสนอขอเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้รับ 1,000 บาทเมื่อปีการผลิตที่ผ่านมาโดยขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าว (นบข.) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนจะส่งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมชุดใหญ่ นบข.เพื่อขออนุมัติต่อไป

นายปราโมทย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการเสนอ มาตรการคูปองปุ๋ย เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต โดยเสนอให้สนับสนุนคูปองมูลค่า 200 บาทต่อกระสอบ จำกัดไม่เกิน 20 ใบต่อครอบครัว หรือคิดเป็นมูลค่าช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาท ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกซื้อปุ๋ยได้ทุกสูตรตามความต้องการ โดยเบื้องต้นทาง นบข. ไม่ขัดข้องในหลักการและให้เสนอผ่านคณะอนุกรรมการตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่าในสถานการณ์ปัจจุบันพี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่สูงถึง 6,500 – 7,000 บาทต่อไร่ ทั้งจากค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าน้ำมัน ขณะที่ราคาขายข้าวอยู่ที่ประมาณตันละ 4,500 – 6,000 บาท ซึ่งทำให้เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุนจากการผลิต การได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม และคูปองปุ๋ยจึงจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับมาตรการการประกันภัยนาข้าว ที่ประชุม นบข.ให้กลับไปทบทวนใหม่เนื่องจากเกรงว่าจะมีความซ้ำซ้อนกับระบบการชดเชยเยียวยาภัยพิบัติที่มีอยู่เดิม ส่วนการจ่ายข้าวนาปังที่ยังค้างจ่ายให้กับเกษตรกรที่ประชุมเห็นชอบให้จ่ายเงินที่ค้างอยู่ให้กับเกษตรกร 230,000 ราย ในส่วนของงบประมาณโครงการข้าวนาปังปีที่ผ่านมา วงเงินประมาณ 1,792 – 1,800 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว โดยทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มีงบประมาณพร้อมจ่ายทันทีเมื่อขั้นตอนเอกสารเสร็จสิ้น

“ในฐานะตัวแทนเกษตรกรได้พยายามชี้แจงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริงต่อภาครัฐ ซึ่งในภาพรวมทิศทางการช่วยเหลือถือว่าเป็นไปในทางที่ดี และมาตรการต่าง ๆ กำลังถูกเร่งรัดเพื่อให้ถึงมือชาวนาทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด”นายกสมาคมชาวนา กล่าว 

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปิดฉากการประชุม FBINAA ครั้งที่ 26 กระชับความร่วมมือ 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในฐานะหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์การประชุม The 26th FBI National Academy Associates (FBINAA) Asia Pacific Chapter Retraining Conference เปิดเผยว่า การประชุม FBINAA ครั้งนี้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “United in Action: Combating Transnational Organized Crime in the Digital Age” หรือ “รวมพลังปฏิบัติการ : ต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัล” โดยมีผู้แทนระดับผู้บริหารจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุมระหว่างวันที่ 7–10 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ได้เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย

การประชุม FBINAA

ในพิธีปิดการประชุมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 มี พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานสมาคมศิษย์เก่าสถาบันเอฟบีไอ (FBI National Academy Associates) ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2026 เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายวิลเลียม เจ. คาร์โบน นายกสมาคมนักเรียนเก่า FBI National Academy Associates นายแอนดรูว์ เบลีย์ รองผู้อำนวยการร่วม สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่าง ๆ ร่วมในพิธี

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวโน้มอาชญากรรมสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะปัญหาสแกมเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อก่ออาชญากรรม การปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการกระทำความผิด

การประชุม FBINAA

ผู้เข้าร่วมประชุมได้หารือถึงแนวทางการวางแผนปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนไทย และนำไปสู่การตรวจยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขยายผลไปสู่ผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้การประสานงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามผู้กระทำผิดข้ามชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

การประชุม FBINAA

ทั้งนี้ ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ในฐานะภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนจำนวนมาก แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การใช้ AI สร้าง Deepfake การโจมตีทางไซเบอร์ และการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งเป็นความท้าทายที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือร่วมกัน

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Meta ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเซ็นเตอร์ในระดับภูมิภาค

การประชุม FBINAA

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวย้ำว่า ทุกประเทศต่างตระหนักตรงกันว่า อาชญากรรมสแกมเมอร์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่มีพรมแดน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีหน่วยงานใดหรือประเทศใดจะสามารถรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัลได้โดยลำพัง เนื่องจากภัยคุกคามในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น การตอบสนองของทุกประเทศจึงต้องเชื่อมโยงกันเช่นเดียวกัน โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประสานการปฏิบัติ และความร่วมมืออย่างไร้พรมแดน คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทั่วโลก

การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีพ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ ปมผิดจริยธรรมร้ายแรงถือครองที่ดิน220 ไร่ที่นครพนมโดยไม่มีสิทธิ

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 หมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ผู้ร้อง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้คัดค้าน เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง

คดีนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ 

โดยผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6,660,000 บาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 เรื่อยมา โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 (3) ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึงตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นั้น ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหาตามมาตรา 55 (1) นอกจากนี้มาตรา 51 วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง

     ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน เป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดินหรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง

   การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านคงยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน 39 แปลงก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง

    พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา.

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ ลอรี่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวร่ายยาวถึงความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport กระทรวงดิจิทัลฯ วงเงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท หลังได้เข้าร่วมเวทีเสวนาฟังข้อคิดเห็นที่กระทรวงดิจิทัลฯ จนกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อความว่า “คุ้มกว่าตี๋น้อย? “บุฟเฟ่ต์เอไอ 27บาท/เดือน” [????????] ฟัง 3 ชั่วโมงเต็ม.. ในเวทีเสวนารับฟังข้อคิดเห็น TH-AI Passport ที่เป็นประเด็นร้อน ณ กระทรวงดิจิตัล ลอรี่ในฐานะผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ และดูเรื่องเทคฯให้กระทรวงพลังงาน สนใจเรื่องนี้ใน 2 แกนคือ ความคุ้มค่า และ ความโปร่งใส สรุปสั้นๆ โปรเจคเอไอ 1.6พันล้านนี้ 5 ล้านคนไทยใช้งาน 14 แพลตฟอร์ม AI ใหญ่ 31 โมเดลล้ำ ทำภาพ-คลิป-วิเคราะห์ได้หมด ??? จำนวนโทเคน ยังไม่มีระบุตัวเลขชัด 27บาท/เดือน คือราคาต่อคน ที่รัฐดีลได้และจ่ายให้ (งบ1,621ล้าน หารด้วย 5ล้านผู้ใช้ หารด้วย 12เดือน) ฟังไม่ผิดครับเฉลี่ย 27บาท/คน/เดือน!! จากราคาปกติ มีเดือนละ6แบงค์แดง เพียงท่านสมัคร ChatGPT แค่ที่เดียว ..แต่ใน TH-AI Passport นี่ได้ครบจบ14แอป ต้องบอกว่าบ้าไปแล้ว สำหรับราคานี้

แถมต่อยอดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลาง AI ของไทยไปในตัว และเปิดให้ปชช.ไทยได้อัพสกิล SMEไทยได้ติดปีก ..’คุ้มค่า‘ แบบไม่ต้องถกเถียง อีกประเด็น‘ความโปร่งใส’ แม้จะเซ็นTORสำเร็จไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ลอรี่ ก็ขอนำเสนอแนวทางให้ กระทรวงDE พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกับภาคปชช. เพื่อกำกับติดตามตรวจรับงาน กำหนดลิมิตให้ชัด Token credit ต่อคนต่อวัน, รูปแบบTokenที่เหลือ หากไม่มีคนใช้ รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน ..ให้เกิดการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน รีดเค้นแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดขึ้นจริง แบบคุ้มค่าทุกสตางค์ โปร่งใสทุกอณู

ลอรี่

วันนั้นจะเกิดประโยชน์ร่วมกับปชช.ทุกฝ่าย กลุ่มผู้คัดค้าน ไม่ต้องสาดโคลนผ่านสื่อให้เหนื่อยฟรี ขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารกระทรวงดิจิตัล และทีมทำงานทุกท่าน รอใช้อยู่นะครับ”

หลังจากโพสต์ของ ลอรี่ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“เซ็นต์ TOR สำเร็จแล้ว แต่จำนวนโทเคน ยังไม่มีระบุตัวเลขแน่ชัด เนี่ยนะ ? ซึ่งมีการจำกัดจำนวนโทเค่นแน่นอน ถูกไหม ?”

“รอใช้เช่นกัน”

“ได้นะ27฿/เดือน สนใจๆๆๆ”

“เหนื่อยฟรีเลยเนาะครับ ซิน เคอ หยวนเปิดได้ละ”

“ทำไมต้องเอาเงินภาษีกูไปซื้อ”

ลอรี่
ลอรี่
ลอรี่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.54 น.

วันที่ 11 มิถุนายน ที่2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ.นนทบุรี ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานพรรคเศรษฐกิจ เดินทางมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต ผวจ.กทม. , รอง ผวจ.กทม. และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร ฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเองมาในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดใน กทม. และอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าฯ กทม. มาหลายสมัย และเคยตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. มาแล้วหลายคน และการทุจริตของ กทม. มาหลายเรื่อง และที่มาในตอนนี้นั้น ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่สามารถที่จะไปร้องใครได้ และเหตุนี้เกิดขึ้นก่อนที่นายชัชชาติ จะลาออกจากตำแหน่งไม่กี่วัน และพยานหลักฐานค่อนข้างครบ รวมไปถึงมีการกระทำความผิดซ้ำซาก ซึ่งมองว่า การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกตนเองไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่นและขอยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มี คงไม่สามารถทำได้

ดังนั้น การยื่นสำนวนในวันนี้เพื่อให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนในการเอาผิดผู้ว่าฯ กทม. ขณะดำรงตำแหน่งนั้น เป็นเหตุจำเป็นสำคัญ เพราะมีการแบ่งงานกันทำ โดยรายละเอียดมีการประกอบในสำนวนทั้งหมด และอีกหนึ่งประเด็นที่มายื่นเรื่องในวันนี้ คือเรื่องของการตรวจสอบทุจริต โดยมองว่า มีการบริหารงานมา 4 ปี และทำงานไปเยอะส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดฝอย ผู้นำสูงสุดขององค์กร จะไม่รู้ไม่เห็น เขาทำกันเองข้าราชการทำมาแล้ว ผมมีหน้าที่เซ็นไม่ได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าระดับใดก็แล้วแต่ ถ้าท่านอ้างแบบนี้ ท่านต้องอ้างกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เอง และยังมีเรื่องอีกเยอะที่จะทยอยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เอกสารที่นำมาในวันนี้ลงนามโดยผู้ว่าฯ ชัดเจน ซึ่งที่มาวันนี้เนื่องจาก มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจ 17 คน หลังจากนั้นผู้ตรวจ ได้แต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำอะไรกันข้างใน เพราะบางทีเอกสารก็ปกปิด ไม่เปิดเผยในเว็บไซต์ แต่สุดท้ายแล้วก็มีผู้ไปร้อง ว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนวันที่ 23 มี.ค. มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กรใน กทม. ว่าผิดกฎหมาย จากนั้น เปิดคัดสรรใหม่ 17 เม.ย. ลงนามวันที่ 30 เม.ย. ประกาศ 1 พ.ค. หมายความว่ารถหน่วยกรุงเทพมหานครนี้วิ่งเร็ว 10 กว่าวัน ได้รายชื่อทั้งหมด 17 คนเหมือนเดิม และผู้ว่าฯ ก็ลงนามเหมือนเดิม ทั้งหมดก็เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ว่าฯ ก็ลาออก ก็มีคนไปร้องใหม่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาว่าผิดหรือไม่ และต้องนำเอกสารมาประกอบสำนวน โดยหากพบว่ามีอีกก็จะเดินทางมาร้องอีก

สุดท้ายไม่ว่าผู้ว่าฯ จะชื่อชัชชาติหรือใครก็แล้วแต่ หากยังโยงใยกับระบอบอากง ซึ่งมันมีถึงอาม่า แต่ผมไม่อยากใช้คำพวกนี้ แต่ถ้าระบอบยังกลับเข้ามา ผมก็ขอตั้งตนเป็นผู้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครต่อไป เพราะฉะนั้น ข้าวจะเข้าปาก ก็คงจะยากหน่อย ที่ผ่านมา ผมเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครนัก จริง ๆ แล้วมีเรื่องมากมาย การมีระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ ถูกทางแล้ว เมื่อใครเข้าไปตรวจสอบ ใครเขามีหลักฐาน ผมไม่ใช่นักร้อง ผมเป็นนักตรวจสอบ ดังนั้น ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน ท่านชอบ ก็ชอบ หากไม่ชอบ ก็ต้องฟังอย่างใจเป็นธรรม ถ้าทำดีก็เลือก ถ้าไม่ดี ก็ไม่เลือก

นายคริส กล่าวว่า วันนี้ขอทำหน้าที่ สส. เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว ซึ่งตามพฤติการณ์ที่นายจิรายุกล่าวไป ตนเองมองว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถที่จะปล่อยไปได้ ส่วนว่าทำไมตนเอง และพรรคเศรษฐกิจ ต้องมาทำเรื่องนี้ในช่วงนี้นั้น ถ้านายชัชชาติ ไม่ลงเลือกตั้งอีกรอบก็พอจะปล่อยไปได้ แต่วันนี้ นายชัชชาติเสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกรอบ คำถามคือ 4 ปีที่ผ่านมา ท่านทำถูกต้องทุกประการแล้วหรือยัง ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และวันนี้ตนเองเข้าใจดีว่า ประชาชนยังชื่นชอบ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว แต่ผู้ว่าที่ท่านชอบมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ มีระบอบใดระบอบหนึ่งที่เป็นระบอบการทุจริตกัดกินกรุงเทพมหานครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถ้าผู้ว่าที่ท่านชื่นชอบเลี้ยงลูกน้องแบบนั้นไว้ จะยังไว้ใจได้หรือไม่

นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้ข้อมูลที่ตนเองมีได้ส่งให้ นายจิรายุ ทั้งหมดแล้ว และมั่นใจในระดับมือทำงานที่มาตรวจสอบ กทม. มาตลอดทั้งเรื่องเรือดับเพลิง รถดับเพลิง จนประชาชนยอมรับ ดังนั้น ทำให้เชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนเอง และนายจิรายุ มี ซึ่งหลังจากนี้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องตอบคำถามกับกระบวนการยุติธรรมว่า สิ่งที่ท่านทำในการโยกย้ายข้าราชการเมื่อ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำถูกต้องแล้วหรือไม่ ช่วยพวกพ้องตัวเองหรือไม่ และวางขุมกำลังที่เป็นคนของระบอบอากงไว้หรือไม่ และหากหลังจากนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นในเขตเหล่านี้ ประชาชนก็จะทราบได้ว่าใครแต่งตั้งคนแบบนั้นเข้าไป ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ยืนยันว่า สิ่งที่ทำไม่ได้ทำแค่ช่วงของการเลือกตั้งเพราะหน้าที่ของการตรวจสอบ และการปกป้องภาษีของประชาชนรวมถึงปกป้องระบบที่ถูกต้องจะเป็นของคนธรรมดาอย่างพวกเรา

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.37 น.

 “สนธิญา” ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ถอนประกันตัว “ไอซ์-รักชนก” ต่อศาลอาญา โดยพบการกระทำผิดซ้ำ ปอ.มาตรา 112  กระทบต่อพระมหากษัตริย์ กระทบประชาชนหมู่มาก

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญา นายสนธิญา สวัสดี  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ,อดีตที่ปรึกษา ปธ. กมธ.กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอถอนประกันนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ต่อศาลอาญา  ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2739/2566  โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ในฐานความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้ศาลอาญาส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งให้ถอนประกัน

นายสนธิญา กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.28 น. นางสาวรักชนกฯ โพสต์กล่าวหาใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยจังหวะใช้ละครซีรีย์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” มาเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ในหลายประเด็น โดยตนได้รวบรวมพยานหหลักฐานแล้วได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการกองปราบปราม ในความผิดฐานนำเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ก่อให้ตื่นตระหนกตกใจแก่ประชาชน ในประการที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยรู้อยู่แล้ว ว่าเป็นความเท็จ และกระทำความผิดในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ฯ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยประชาชนพบเห็นการกระทำ สามารถกล่าวโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(8) โดยตนได้กล่าวโทษจำเลยในคดีนี้ ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับจำเลยในคดีนี้ตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการกระทำโดยสุจริต ตามที่ประสบพบเจอเหตุการณ์มาจริง ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

ต่อมาตนได้ตรวจสอบ เงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวของนางสาวรักชนกฯ ในการปล่อยตัวนางสาวรัชนกฯ จำเลยชั่วคราว โดยศาลระบุเงื่อนไข ห้ามกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันอีก  วันนี้ตนจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อศาลอาญาเพื่อให้ศาลอาญาส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้โปรดมีคำสั่งให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อไป

ตนขอเรียนต่อสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนว่า ความผิดที่ตนได้พบเห็นการกระทำ เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ที่บัญญัติคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นการคุ้มครองพระเกียรติยศ องค์พระประมุขของประเทศในระบอบการปกครองระอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งในการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คุณธรรมทางกฎหมาย มุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อมิให้บุคคลใดจวบจ้วง กระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยมีเจตนาลดทอนพระเกียรติพระองค์ท่าน ทั้งกระทำล้มล้างการปกครอง เซาะกร่อน บ่อนทำลาย พระมหากษัตริย์ หรือกระทำต่อปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์จะกระทำไม่ได้  ซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทราบเป็นอย่างดี เพราะในการเปิดประชุมสามัญครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชดำเนินในการเปิดประชุมสมัยสามัญ จำเลยเข้าร่วมประชุมจะต้องกล่าวคำปฏิญาณตน จะจงรักภักดี ต่อชาติ พระมหากษัตริย์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 

ทั้งในขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้ จำเลยมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมมีสามัญสำนึกมากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งเห็นได้จากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยสถิติโดยตรวจสอบจากข้อมูลของศาลยุติธรรม พบว่า เป็นกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นเครือข่ายของจำเลยที่กระจายกันกระทำผิดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นภัยร้ายแรงของประเทศ ทั้งย่อมมีผลต่อกระทบต่อรูปแบบการปกครองเป็นอย่างอื่น โดยจำเลยได้กระทำผิดซ้ำ โดยอาฆาตแค้นพระมหากษัตริย์​ในรัชกาลปัจจุบัน อันเป็นแรงจูงใจในการกระทำหมิ่นประมาท อาฆาต มาดร้าย แม้จำเลยจะกลบเกลือนการกระทำ แต่ผู้ร้องและประชาชนรายอื่น ย่อมเก็บหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยได้ ภายในอายุความตามกฎหมาย การกระทำความผิดซ้ำของจำเลย เป็นเจตนาที่กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว  ทำให้ประชาชนหมู่มากเกิดความไม่สบายใจและรับไม่ได้กับพฤติกรรมของจำเลย ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม และกระทบต่อองค์พระประมุขของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง  ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย โดยตนเล็งจะยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนต่อไป