ไอซ์ รักชนก ผิดหวัง ไชยชนก เมินมาแจง TH-AI Passport

10 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ เซ็ง ‘ไชยชนก’ เมินมาแจง TH-AI Passport ข้องใจรัฐคุมความคิดประชาชน โต้ ‘สิริพงศ์’ ปม AI ตอบ ‘สว.สีน้ำเงิน’ แค่คอนเทนต์หยอกขำๆ แต่กลับทำเป็นเรื่องใหญ่

วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.(ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยก่อนการประชุม กมธ.ฯ เพื่อติดตามความคืบหน้าการบริหารงบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โครงการ TH-AI Passport ว่า วันนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะร่าง TOR คณะพิจารณาผลการให้คะแนน บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาในโครงการนี้ แต่เข้าใจว่า ไม่มีใครมาเลย มาแค่คณะร่าง TOR ซึ่งตอนนี้ นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ได้เลื่อนขั้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะ กมธ.ได้แจ้งกำหนดการเชิญเข้าร่วมประชุมผ่านหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านสื่อมวลชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนติดตาม และปัจจุบันมีประชาชนเข้าไปลงทะเบียน และใช้โครงการแล้ว กมธ.จึงอยากติดตามความคืบหน้า ซึ่งเข้าใจว่า บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดเอง ก็สามารถไปร่วมคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอี) ซึ่งมีประธาน กมธ.เป็น สส.พรรคภูมิใจไทย และสามารถไปออกรายการตามสื่อต่าง ๆ ได้ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่สามารถมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการฯ ติดตามงบได้ ส่วนสาเหตุที่นายไชยชนก และปลัดกระทรวงไม่สามารถมาชี้แจง กมธ.ในวันนี้ได้นั้น เข้าใจว่า ได้มีการทำหนังสือด่วนมาแจ้งว่า ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ ซึ่งนายไชยชนก ได้มอบปลัด และปลัดได้มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงแทน

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ยอดลงทะเบียนโครงการฯ ล่าสุดที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5 ล้านคน ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.48 ล้านคนเท่านั้น ส่วนยอด Active User ก็เป็นที่ถกเถียงกัน เพราะว่าไม่มีการเปิดยอดให้ดูเป็นแบบเรียลไทม์ หรือเป็นรายวัน ซึ่งถ้าถามว่า โครงการนี้แป๊ก หรือไม่แป๊ก คิดว่า ประชาชนคงเห็นในความกังวล ว่า หากลงทะเบียนไปแล้ว หรือใช้งานไปแล้ว ข้อมูลจะถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ หรือข้อมูลจะรั่วไหล จึงทำให้หลาย ๆ คน ไม่ได้ไว้วางใจในการใช้ และตัว Ai เอง ก็ไม่ได้ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หลาย ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง TH Ai กับสงวนความคิดเห็น ซึ่งความจริงหากใช้ Ai ตัว Pro หรือฟรี แบบทั่ว ๆ ไป ก็สามารถที่จะตอบคำถามได้ เช่น การถามเรื่อง มาตรา 112 องคมนตรี รัฐประหาร หรือเรื่องระบอบการเมืองการปกครอง หรือให้ Ai สร้างภาพเกี่ยวกับข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงก็ไม่สามารถทำได้ จึงตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้ว โครงการนี้เป็นเหมือน Single Gateway หรือไม่ ที่รัฐบาลต้องการควบคุมพฤติกรรม หรือควบคุมความคิดของคนเพื่อให้เป็นไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่งหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ที่ออกมาตอบโต้อินฟลูเอนเซอร์ กรณีให้ AI ตอบคำถามเป็นสีแล้วบอกว่า สว.สีน้ำเงิน ซึ่งอยากให้มีการกลั่นกรองก่อน ไม่เช่นนั้นอาจโง่ทันที น.ส.รักชนก กล่าวว่า 2 คีย์เวิร์ด ที่จะทำให้เซ็นเซอร์ และกระดูกสันหลังของ สส. พรรคภูมิใจไทยทำงานทันที คีย์เวิร์ดแรกคือ การโกง สว. หรือเป็นคีย์เวิร์ด ที่เกี่ยวกับ กกต.สีน้ำเงิน ป.ป.ช.สีน้ำเงิน ระบอบสีน้ำเงิน สว.สีน้ำเงิน หรือการฮั้ว การโกง สว. จะเป็นปุ่มให้กระดูกสันหลังทำงานทันที และอีกหนึ่งคีย์เวิร์ด คือ TH-AI Passport ซึ่งหากเจอเข้าไปทั้ง 2 คีย์เวิร์ด ก็รีบออกมาปกป้องลูกนายสักนิดหนึ่ง แต่ว่า ประชาชนไม่ได้โง่ เขาก็สามารถมีวิจารณญาณของตัวเองในการพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ได้ และใคร ๆ ก็รู้ว่า การถาม สว.สีน้ำเงิน ที่เป็นคอนเทนต์ออกมา เป็นการปั่นกันเล่น ๆ ของประชาชนเหมือนเป็นคอนเทนต์ที่เอามาตลกกันขำ ๆ

“แต่ว่า คนที่ไม่ขำ อาจจะไปโดนเส้น จนทำให้ไม่สามารถควบคุมสติสตางค์ได้อย่างปกติได้ เพราะเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้ยินเมื่อไหร่ เซ็นเซอร์ที่เป็นกระดูกสันหลังก็ทำงานเด้งมารับ และตอบโต้ทันที ซึ่งเป็นปกติที่ สส.พรรคภูมิใจไทยจะออกมาตอบโต้อะไรพวกนี้ และไม่แปลกใจ แต่ที่แปลกใจก็คือ เรื่องพวกนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่” น.ส.รักชนก กล่าว

สภาฯเริ่มฉลุย ถกรวดเดียวจบมาตรา 28-29 จับตางบฯหน่วยงานศาล-องค์กรอิสระ

10 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 28 จังหวัด และกลุ่มจังหวัด วงเงิน 4.27 พันล้านบาท มีสมาชิกอภิปรายเพียงคนเดียว ก่อนที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 273 เสียง ไม่เห็นด้วย 115 เสียง งดออกเสียง 25 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เช่นเดียวกับมาตรา 29 งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 7.37 หมื่นล้านบาท ที่ทั้งสองมาตราใช้เวลาพิจารณาเพียง 40 นาที เนื่องจากมีผู้อภิปรายไม่มาก ก่อนที่ประชุมจะมีมติเห็นด้วย

จากนั้น เข้าสู่การพิจารณามาตรา 30 งบประมาณหน่วยงานรัฐสภา มาตรา 31 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของศาล ที่น่าจับตาคือมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ วงเงิน 7.85 พันล้านบาท

‘แก้วตา ธิษะณา’ซบอกเพื่อไทย ลั่นเดินหน้าขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน-เท่าเทียม

10 กันยายน 2569 เวลา 13:54 น.

ตลอดเส้นทางการทำงานของดิฉัน สิ่งที่ยึดถือมาโดยตลอดคือ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความเท่าเทียมของประชาชนทุกคน

ดิฉันเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกตั้ง แต่หมายถึงสังคมที่เสียงของประชาชนมีความหมาย อำนาจรัฐต้องถูกตรวจสอบได้ และคนทุกคนต้องได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีฐานะ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดทางการเมือง หรือมีจุดเริ่มต้นในชีวิตแตกต่างกันเพียงใด

สิทธิมนุษยชนเองก็ไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยงามในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องปรากฏอยู่ในชีวิตจริง ตั้งแต่สิทธิในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษา การรักษาพยาบาล การทำงาน การแสดงความคิดเห็น กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงสิทธิของคนตัวเล็กคนน้อยที่จะมีที่ยืนในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

และความเสมอภาคไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่คือการทำให้ทุกคนมีโอกาสที่จะใช้ชีวิตและเติบโตได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะชาติกำเนิด ความยากจน หรือโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม
การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยในวันนี้ สำหรับดิฉันจึงเป็นการเลือกพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อเดินหน้าผลักดันคุณค่าเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง

ดิฉันยังคงเชื่อเหมือนเดิมว่า

ประชาธิปไตยที่ไม่มีสิทธิมนุษยชนย่อมไม่สมบูรณ์

และสิทธิมนุษยชนจะมั่นคงไม่ได้ หากปราศจากประชาธิปไตย ความเสมอภาค และความยุติธรรม

นี่คือหลักการที่ดิฉันจะยังคงยืนหยัด และนำติดตัวไปในทุกพื้นที่ทางการเมืองค่ะ

‘โสภณ’ แจ้งมติวิป ถกงบฯ 70 จบวันนี้ 1 ทุ่ม ให้ฝ่ายค้าน 6 ชม. เลื่อนถกญัตติไฟใต้-รายงาน กกต. ไปสัปดาห์หน้า

10 กันยายน 2569 เวลา 13:35 น.

“โสภณ”แจ้งมติวิป ถกงบฯ70 เสร็จวันนี้ 1 ทุ่ม ให้เวลาฝ่ายค้าน 6 ชม. เลื่อนถกญัตติไฟใต้- รายงาน กกต. ไปสัปดาห์หน้า

วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่อง เป็นวันที่สี่ ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 28 งบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งกมธ. ปรับลด เหลือ 4,275 ล้านบาท

โดยก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ฐานะประธานในที่ประชุมได้แจ้งผลการหารือระหว่างคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้านและ วิปพรรคร่วมรัฐบาลว่า การพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบฯ จะทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (10 กันยายน) โดยให้เวลาฝ่ายค้าน 6 ชั่วโมง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลจะใช้เวลาจำกัดเท่าที่ประธานวิปบริหาร ส่วนการอภิปรายมาตราใดที่มีผู้อภิปรายมาก และมีการประท้วง จะยึดบรรทัดฐานประชุมที่ทำมา คือ บางเรื่องอาจอภิปรายไม่เหมือนในวาระสอง ที่จริงอนุโลมตลอดด้วยความเห็นใจ แต่จากนี้ไปใช้อนุโลมเหมือนเดิม แต่หากประท้วงเป็นดุลยพินิจของประธาน ดังนั้นงบประมาณ จบประมาณ 19.00 น.

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ขณะที่วันที่ 11 กันยายน ไม่มีการประชุมแต่จะเพิ่มประชุมนัดพิเศษในสัปดาห์หน้าและสัปดาห์ถัดไป สัปดาห์ละ 1 วันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายที่เร่งด่วน โดยการประชุมสัปดาห์หน้ามีเรื่องจำเป็นต้องให้จบ คือ ญัตติภาคใต้ และรับทราบรายงานของ กกต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นการพิจารณามาตราดังกล่าวผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาพิจารณาเพียง 9 นาทีก่อนลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไข 

ชาวเน็ตแห่ขุดภาพ ‘อนุทิน’ คล้องเหรียญเหนือดวงติดตัว ของ ‘หลวงพ่อโชติ’

10 กันยายน 2569 เวลา 13:27 น.

ชาวเน็ตแห่ขุดภาพ ‘นายกฯ อนุทิน’ คล้องเหรียญเหนือดวงติดตัว ของ ‘หลวงพ่อโชติ’

วันที่ 10 กันยายน 2569 จากกรณี พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือ หลวงพ่อโชติ หรือ นาย อติโชติ อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สร้าง “เหรียญเหนือดวง” หรือ เหรียญยกฐานะ อันโด่งดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมตัว ตามหมายจับ พร้อมสีกาคนสนิท ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ภายหลังพบพฤติกรรมเบียดบังเงินวัดไปเป็นของตน ก่อนมอบให้สีกาคนสนิทแปลงสภาพความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท พร้อมเปิดภาพกล้องวงจรปิดอือฉาวบนโต๊ะกินข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คล้องเหรียญเหนือดวงจากวัดพุทไธศวรรย์ติดตัวอยู่เป็นประจำ โดยเป็นภาพเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2566 ในขณะนั้น นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย ได้นำสร้อยคอมาโชว์บอกว่า นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย นี่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ปลัดมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ชี้ข่าวปล่อยจากภาพ บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งทำลายภาพลักษณ์ กรณีไหว้นอบน้อมฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 12:32 น.

ปลัดมหาดไทย ‘อรรษิษฐ์’ ชี้ข่าวปล่อยจากภาพ บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งทำลายภาพลักษณ์ กรณีไหว้นอบน้อมฯ

10 ก.ย. 69 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณี นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอคลิปต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2-3 เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 69 ซึ่งคลิปดังกล่าว เป็นคลิปที่ถูกบันทึกภาพในขณะที่เดินออกมาเป็นการส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 ช่วงที่ตนกำลังยกมือไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวในลักษณะว่า เป็นการไหว้แบบนบนอบเพราะไม่ถูกย้าย “ตนขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การไหว้แบบนอบน้อมในคลิปดังกล่าว หากเป็นการไหว้เพื่อขอบคุณเพราะไม่ถูกย้ายออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย “ไม่ใช่เลย” เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตนไม่มากราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตรงทางเดินแบบนั้น มันไม่สมควร เพราะยังมีเวลา มีโอกาส มีสถานที่เหมาะควรอีกมากมาย แต่ไม่ต้องมาทำในขณะนั้นแบบผู้บังคับบัญชาไม่เตรียมตัว จึงขอปฏิเสธว่า “สิ่งนำไปเผยแพร่เป็นข่าวไม่จริงตามข้อเท็จจริงแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า “การที่กราบไหว้แบบนอบน้อม” ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในคลิปดังกล่าว เป็นการกราบ “ขอโทษแทนคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง และตนเอง” ที่ได้ทำเรื่องบางเรื่องไปโดยพลการ ด้วยสำคัญผิดคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้รับทราบ และอนุญาต แล้ว ซึ่งขณะนั้น ตนได้เดินตามลงมาจากชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า จึงสนทนาพูดคุยกับท่าน จนได้ทราบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยังไม่รับทราบ จึงตกใจ และเราในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แม้ไม่ได้เป็นความผิดโดยตรง แต่ตนควรแสดงความสำนึกผิดโดยพลันแทนสิ่งที่ผิดพลาด จึงต้อง “รีบกราบขอโทษโดยทันที” แล้วบังเอิญกำลังจะเดินผ่านประตูตึกไทยคู่ฟ้า จึงมีนักข่าวซูมถ่ายภาพนั้นจากระยะไกลไปเผยแพร่ และโยงใยเข้าไปกับเรื่องการโยกย้าย จนเกิดความเข้าใจผิดกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการและกระทรวงมหาดไทย

“ที่ผ่านมา ตนไม่ออกมาแก้ข่าวที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องไม่เป็นสาระ แต่เมื่อมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร อันถือเป็นพื้นที่ “ที่พูดเหตุผลให้คนจำ” และ “ที่ไตร่ตรองเปรียบเทียบคิดครวญใคร่” จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน”

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเรียนอีกครั้งว่า สำหรับกรณีที่ตนติดตามท่านนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในบางวัน บางภารกิจ เป็นไปเพื่อสนองงานผู้บังคับบัญชา “เพราะท่านจะสั่งงานทุกกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย” และขอย้ำว่า “ไม่ใช่ทุกวัน เป็นบางวัน” เพราะตนก็มีงานที่กระทรวงมหาดไทย และมีงานที่ต้องประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ ทั้งในฐานะประธานและในฐานะกรรมการ และการออกตรวจตราตามกฎหมายต่าง ๆ ในพื้นที่

“ในการทำงานของตน ตนให้ความสำคัญกับข้อสั่งการและนโยบายของผู้บังคับบัญชาเสมอ และเน้นย้ำผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับในการสนองงานผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยพูดเสมอว่า “ถ้าอยากเดินให้ไกล..ต้องเดินไปด้วยกัน” และต้อง “ทำทันที” ตั้งแต่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สามารถขับเคลื่อนให้จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดสะอาดที่สุดของประเทศและเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่ No Foam ต่อมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดและแนวชายแดนยาวที่สุดในประเทศ ระยะทาง 542 กิโลเมตร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเมื่อเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนงานด้วยกลไก “รู้ คิด ดู ทำ” และให้พัฒนากรลงลึกระดับพื้นที่ ไม่ทิ้งของเดิม ต่อยอดสิ่งดี ๆ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง ทำงานใกล้ชิดประชาชนที่สุด และเมื่อได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ได้ขับเคลื่อนเป็นองค์กรความมั่นคงภายใน ปราบปรามการกระทำความผิดสถานบริการด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง การบำรุงขวัญสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทั่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เกิดนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน คือ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5″

นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาตามที่ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบและเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งและให้ทำหน้าที่สำคัญ อันถือเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตข้าราชการของตน ที่ได้สืบทอดจิตวิญญาณของครอบครัวตั้งแต่คุณทวด ที่เคยเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยในอดีต ทั้งนี้ ตนไม่ยึดติดต่อหน้าที่ตำแหน่งหากเป็นไปโดยธรรม แต่จะต่อสู้เมื่อไม่ชอบธรรม และการก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงถือเป็นความเมตตาและความไว้วางใจของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่เคยมีการวิ่งเต้น ความใกล้ชิดเกิดขึ้นจากการทำงานในหน้าที่ร่วมกันมาโดยตลอด

สนธิ ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง ถึงสถานทูตอิสราเอล ประกาศเดินสายทั่วประเทศ

10 กันยายน 2569 เวลา 12:07 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และมวลชน เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 ถนนสุขุมวิท 21 เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย โดยนัดหมายยื่นหนังสือในเวลา 09.30 น.

ต่อมา เวลาประมาณ 10.15 น. นายสนธิขึ้นเวทีและแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ แจ้งว่าวันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ทำงาน แต่พร้อมให้นายสนธิเข้าพบเอกอัครราชทูตอิสราเอลแบบตัวต่อตัวในโอกาสต่อไป

นายสนธิ ระบุว่า สาระสำคัญของจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม โดยนายสนธิกล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและพลเมืองอิสราเอลบางส่วนในประเทศไทย ทั้งการละเมิดกฎหมาย การสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน การไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระค่าบริการและการฉ้อโกง

จดหมายยังกล่าวถึงการขยายตัวของศูนย์ชาบัด (Chabad) และการถือครองที่ดินในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการถือครองที่ดิน การดำเนินงานของศูนย์ชาบัด ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยหรือไม่

ทั้งนี้ นายสนธิและกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่

1.ให้รัฐบาลอิสราเอลควบคุมและกำชับพลเมืองและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้าประเทศไทย ให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด

2.ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไทยในการดำเนินคดีกับพลเมืองอิสราเอลที่กระทำผิด โดยเรียกร้องไม่ให้มีการใช้สิทธิทางการทูตแทรกแซงกระบวนการดำเนินคดี

3.ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบการถือครองที่ดินใน จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ชาบัดและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยอย่างโปร่งใส

4.ให้สถานเอกอัครราชทูตส่งสารไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลอิสราเอล เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียน และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายสนธิระบุว่า ต้องการคำตอบในลักษณะของมาตรการที่นำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เพียงหนังสือตอบรับตามขั้นตอนทางการทูต พร้อมย้ำว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือน แต่ผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยต้องเคารพกฎหมายและเจ้าของประเทศ และการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

หลังอ่านแถลงการณ์ นายสนธิ เปิดเผยว่า วันนี้พวกเราถูกถากถางว่าเป็นม็อบน้ำหมาก จึงขอนัดหมายเดินสายไปทั่วประเทศ เริ่มในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี ขอนแก่น คนที่ควรกังวลคือรัฐบาล เพราะตนไม่ได้ล้มรัฐบาลแต่มากดดัน พร้อมเรียกร้องให้คนที่เห็นด้วยออกมาร่วมกัน

‘จตุพร’ ชำแหละม็อบ ‘สนธิ’ เตือนอย่ายึดติดกับอดีต บริบทเปลี่ยนไปแล้ว แนะรัฐบาลอย่าปะทะ ต้องสร้าง’สนามผลงาน’

10 กันยายน 2569 เวลา 12:04 น.

จตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน วิเคราะห์การประกาศเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมองว่า การชุมนุมครั้งนี้ยังไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่จะขยายตัวไปสู่การล้มรัฐบาล เนื่องจากบริบททางการเมือง พฤติกรรมของมวลชน และรูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

นายจตุพรระบุว่า การชุมนุมแบบปักหลักยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือนแทบเกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน แม้บางเหตุการณ์จะสามารถเรียกประชาชนออกมาได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะ “มาเร็ว–กลับเร็ว” ไม่ได้อยู่ต่อเนื่องจนสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล

จตุพร พรหมพันธุ์
แฟ้มภาพ

ดังนั้น การนำภาพความสำเร็จของม็อบพันธมิตรฯ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นการประเมินศักยภาพของการชุมนุมสูงเกินความเป็นจริง

นายจตุพรย้ำว่า ในอดีตนายสนธิไม่ได้เป็นผู้ล้มรัฐบาลทักษิณด้วยตัวเอง ภาคประชาชนทำได้เพียงเปิดประเด็นและสร้างแรงกดดัน ส่วนผู้ปิดเกมคือกองทัพผ่านการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เช่นเดียวกับการชุมนุมของ กปปส.ที่ไม่สามารถทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์พ้นจากอำนาจได้โดยตรง แม้จะเคลื่อนไหวต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน แต่สุดท้ายก็ต้องอาศัยการเข้ายึดอำนาจของกองทัพ
สถานการณ์วันนี้จึงยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเพียงชื่อของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จะสามารถเรียกคนลงถนนแล้วล้มรัฐบาลได้เหมือนภาพจำในอดีต

การประกาศว่าจะ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” อาจปลุกอารมณ์ผู้คนได้ในระยะสั้น แต่ยังมีคำถามว่า จะเอาคืนจากใคร เอาคืนด้วยวิธีใด และเมื่อรัฐบาลยังมีเสียงสนับสนุนในสภาเพียงพอ ผู้ชุมนุมต้องการให้การเมืองเดินไปสู่จุดใด

หากไม่พอใจรัฐบาลและต้องการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการชุมนุมก็ควรตอบให้ชัดว่า ต้องการสนับสนุนบุคคลใด ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและมีเสียงในสภาสนับสนุนเพียงพอ

แต่หากไม่มีคำตอบที่เป็นไปได้ตามรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวก็อาจถูกตั้งคำถามว่า กำลังผลักประเทศเข้าสู่ทางตัน หรือเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจด้วยวิธีพิเศษกันแน่

นายจตุพรมองว่า ปัญหาทุนเทา ต่างชาติใช้นอมินี และการถือครองที่ดิน เป็นเพียง “ไพ่ใบแรก” ของนายสนธิ แม้เป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้โค่นรัฐบาลได้ทันที

เหตุผลสำคัญคือรัฐบาลกำลังดำเนินการกับปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว ทั้งการตรวจสอบนอมินี การบังคับใช้กฎหมาย และการเนรเทศชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

หากรัฐบาลเร่งขยายผล จับกุมผู้กระทำผิด และเปิดเผยผลงานอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาของผู้ชุมนุมก็จะถูกลดทอนน้ำหนักลง จนไม่เหลือเหตุผลเพียงพอสำหรับการปักหลักเคลื่อนไหว

นายจตุพรเสนอว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าหรือตอบโต้นายสนธิ เพราะยิ่งตอบโต้ก็ยิ่งยกระดับผู้เคลื่อนไหวให้กลายเป็นคู่ต่อสู้โดยตรงของรัฐบาล

ทางออกที่เหมาะสมคือเปลี่ยนสนามการปะทะเป็นสนามผลงาน เมื่อมีการชี้เป้าปัญหานอมินีหรือทุนเทา รัฐบาลก็ควรส่งตำรวจ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงพาณิชย์ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบทันที

หากรัฐบาลทำให้เห็นว่าเอาจริง ม็อบก็จะขาดประเด็นสำหรับขยายผล และกลายเป็นฝ่ายที่ต้องตอบคำถามว่าจะเคลื่อนไหวต่อไปด้วยเหตุผลอะไร

นายจตุพรเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับผลของคดีสำคัญในวันที่ 14 และ 28 กันยายน มากกว่าการประกาศระดมคนของนายสนธิ

หากผลการพิจารณาไม่ก่อให้เกิดวิกฤตทางกฎหมายหรือแรงกระเพื่อมรุนแรง การเคลื่อนไหวก็อาจไม่พบเชื้อเพลิงใหม่ และไม่สามารถรักษากระแสไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ม็อบครั้งนี้ยังต้องรออาศัยปัจจัยภายนอกมาช่วยขยายสถานการณ์ ไม่ได้มีพลังเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางการเมืองด้วยตัวเอง

การวิพากษ์รัฐบาลเป็นสิทธิที่กระทำได้ แต่การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจต้องมีคำตอบที่รับผิดชอบต่อประเทศ หากผลักรัฐบาลให้พ้นจากอำนาจแล้วไม่มีบุคคลที่สามารถรวบรวมเสียงในสภาขึ้นมาบริหารประเทศได้ ก็จะเกิดสุญญากาศและความขัดแย้งรอบใหม่

ผู้จัดการชุมนุมจึงไม่ควรเสนอเพียงคำขวัญที่สร้างอารมณ์ร่วม แต่ต้องอธิบายปลายทางให้ชัดว่า ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา ต้องการยุบสภา หรือกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นอกวิถีรัฐธรรมนูญ

มิฉะนั้น คำว่า “เอาประเทศไทยคืนมา” อาจไม่ได้นำประเทศไปสู่ทางออก แต่กลับกลายเป็นการพาประเทศเดินเข้าสู่ทางตัน โดยที่ผู้จัดการชุมนุมเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะพาประเทศไปทางไหนต่อ

ปิดชนวนความขัดแย้ง อุเทนถวาย-ปทุมวัน ขีดเส้น 90 วัน งดเข้าพื้นที่สองสถาบัน คืนความปลอดภัยสังคม

10 กันยายน 2569 เวลา 11:46 น.

ปิดชนวนความขัดแย้ง! รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาระยะยาว “อุเทนถวาย-ปทุมวัน” ขีดเส้น 90 วัน ย้ายพื้นที่สองสถาบัน คืนความปลอดภัยสังคม

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกคำสั่งที่ 120/2569 บังคับใช้มาตรการความปลอดภัยและปรับรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยว พร้อมแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับคำสั่งดังกล่าว กำหนดให้งดการจัดการเรียนการสอนในเขตพื้นที่อุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเป็นเวลา 90 วัน เพื่อจัดระเบียบความปลอดภัย แต่หากการเตรียมสถานที่แห่งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ให้ขยายเวลาออกไปจนกว่าจะมีความพร้อม และในช่วงระหว่างนี้ ให้ทั้งสองสถาบันปรับรูปแบบการเรียนการสอนและการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเรียนของนักศึกษา โดยต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐานการศึกษา และสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาอย่างครบถ้วน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมถึงแนวทางการดำเนินการเป็นรายสถาบันว่า ในส่วนของอุเทนถวายให้ดำเนินการจัดหาและเตรียมความพร้อมสถานที่เรียนแห่งใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน เพื่อรองรับการย้ายพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันต้องจัดทำแผนเตรียมความพร้อมในระยะยาวสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ เพื่อรองรับการบริหารจัดการที่เป็นระบบในอนาคต และให้ทั้งสองสถาบันรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทุกๆ 30 วัน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปตามแผนงาน

สำหรับคำสั่งเร่งด่วนนี้ เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุกลุ่มนักศึกษาใช้อาวุธทำร้ายร่างกายกันบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อเช้าวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา จนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และสร้างความวิตกกังวลแก่สังคมอย่างมาก ประกอบกับพื้นที่เขตอุเทนถวายยังอยู่ระหว่างข้อพิพาทการส่งมอบพื้นที่คืนแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งแก้ไขสถานการณ์นี้ให้จบลงอย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อคืนความปลอดภัยให้แก่สังคม ควบคู่กับการการศึกษาของนักศึกษาทั้งสองสถาบัน

หมอวรงค์ ชง ตัดงบสตช. 10% ซัดตั้งด่านลอยตบทรัพย์ ส่งส่วยซื้อตำแหน่ง

10 กันยายน 2569 เวลา 11:18 น.

‘หมอวรงค์’ ลั่นตัดงบฯสตช. 10% ซัดด่านลอยตบทรัพย์ ส่งส่วยซื้อตำแหน่ง บี้คืนตำรวจรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง

วันที่ 10 กันยายน 2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์​ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 4 เข้าสู่มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 27 ว่า ตนเสนอขอตัดลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) 10 เปอร์เซ็นต์ ที่อิงอยู่บนฐานพฤติกรรมที่ประชาชนมองว่าตำรวจแย่ๆ บางส่วนรังแกประชาชน บางส่วนรีดไถประชาชน ที่เกิดขึ้นในสตช. ตั้งแต่ระดับปฏิบัติจนถึงผู้บริหารระดับสูง กรรมาธิการเคยถามผู้แทนของสตช.หรือไม่ ที่มาชี้แจงเรื่องการใช้งบประมาณว่า ยังมีการตั้งด่านรีดไถประชาชนอยู่หรือไม่ และจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ซึ่งด่านของตนหมายถึงการตั้งด่านลอย ด่านสุ่มตรวจ ด่านที่ตั้งโดยไม่มีเหตุผล โดยอ้างปัญหาจราจรเป็นเหตุนำไปสู่การรีดไถประชาชน ซึ่งสิ่งที่ต้องถามคือเมื่อไหร่จะแก้ปัญหาเหล่านี้

“ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะปกป้องประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจร เราไม่ได้ต้องการปกป้องคนที่ทำผิด แต่เราต้องการให้ตำรวจยึดกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาช่องโหว่นี้ไปสู่การรีดไถ รูปแบบรีดไถชัดเจนมาก ส่วนใหญ่ใช้เงินสด ถ้าไม่มีเงินสดใช้บัญชีม้า” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ อภิปรายว่า อยากถามกรรมาธิการว่าในฐานะตัวแทนประชาชน รู้สึกหรือไม่ว่าประชาชนเดือดร้อนและถูกรีดไถจากตำรวจ รวมถึงกรรมาธิการเคยถามผู้แทนตำรวจหรือไม่ว่า สตช. ใช้กฎหมายข้อไหนที่ให้ตัวเองมีอำนาจเหนือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทางหลวง เรื่องห้าม ตั้งสิ่งกีดขวางบนทางหลวง ตำรวจที่ตั้งด่านเถื่อน ด่านลอย ใช้อำนาจข้อไหน กระบวนการรีดไถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อกระบวนการส่งส่วย สุดท้ายก็ทำให้เกิดการส่งส่วยไปซื้อขายตำแหน่ง ทุกยุคทุกสมัยเกิดมานานแล้ว แต่ไม่มีใครแก้ไขได้ เผื่อกรรมาธิการได้ประสานกับสตช. ยกเลิกนโยบายตั้งด่านได้แล้ว ตอนนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก ตำรวจก็สามารถใช้กล้องวงจรปิดในการจับอัตราความเร็ว และดำเนินการได้ตามขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ต้องต้องมาตากแดดและตากฝน เจออยู่เรื่อยยิ่งช่วงเทศกาล เพราะแรงบันดาลใจในการรีดไถหรือไม่ ตนเคยไปค้นเจอว่า ถ้ามีการปรับประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจรตำรวจไม่ได้ส่วนแบ่ง แต่ถ้าปรับเองที่บนทางหลวงตำรวจจะได้ส่วนแบ่ง ต้องเรียกร้องไปยังกรรมาธิการว่า ยกเลิกส่วนแบ่งจราจร อย่างน้อยจะได้ผ่อนหนักเป็นเบาในการตั้งใจรีดไถประชาชน

“เราต้องการให้เป็นตำรวจของประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่เป็นตำรวจของนายหรือนักการเมือง และผมย้ำอีกว่ายกเลิกเสียทีสำหรับนักการเมืองที่ให้ตำรวจรับใช้นักการเมือง เราต้องให้ตำรวจไปรับใช้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่ผมขอตัดงบเพราะพฤติกรรมของ สตช. 10 เปอร์เซ็นต์” นพ.วรงค์ กล่าว