สส.ภัณฑิล น้อมรับผิด! ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารพลาด เหมารวมยาเสพติด

สส.ภัณฑิล น้อมรับผิด! ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารพลาด เหมารวมยาเสพติด

สส.ภัณฑิล น้อมรับผิด! ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารพลาด เหมารวมยาเสพติด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงกรณีอภิปรายในสภาในประเด็นยาเสพติด เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 แล้วทำให้ “ชาวคลองเตย” ไม่สบายใจกับเนื้อหาในการอภิปรายในครั้งนี้

โดยระบุว่า  ก่อนอื่นผมต้องขอโทษ พ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยทุกท่านที่มีการพาดพิง หรือเหมารวม ทำให้ชุมชนต่าง ๆ ไม่สบายใจ ในประเด็นนี้ผมน้อมรับผิด และจะนำไปปรับปรุง เป็นบทเรียนในการสื่อสารในอนาคต ว่าไม่ควรจะเหมารวมไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ชุมชน หรือองค์กรใดก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ให้บทเรียนกับผมเป็นอย่างมาก

แต่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” เขต #คลองเตย นี่คือส่วนหนึ่งจาก inbox ข้อร้องเรียนเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น (คือ facebook messenger) ที่มีเข้ามาแจ้งปัญหาเกี่ยวกับประเด็นยาเสพติดในเขตคลองเตย 

หากผมนิ่งนอนใจและไม่สะท้อนปัญหาจากข้อร้องเรียนเหล่านี้ ผมคิดว่าตรงนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ไว้ใจแจ้งปัญหาเหล่านี้กับผมเช่นกัน หากพูดเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายคือ ยาเสพติดในคลองเตยนั้นมี หาได้ง่าย ผู้คนได้รับผลกระทบ นั้นเป็นเรื่องจริง มีข้อร้องเรียนจริง มีผู้เดือดร้อนจริง แต่ผิดที่การสื่อสารที่ผมไป “เหมารวม” คลองเตย จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ

หากจะให้ผมไม่พูดถึงปัญหาในคลองเตยเลย อยู่นิ่ง ๆ ไม่โดนว่า ก็คงได้เช่นกัน… แล้วผมจะเป็นผู้แทนของคนคลองเตยทำไม ถ้ามัวแต่กลัวโดนว่า หรือทำให้ใครไม่พอใจ ผมคิดว่าถ้าผมกลัวขนาดนั้น ผมก็ไม่ควรอาสามาเป็นผู้แทน แต่เมื่อผมได้เป็นผู้แทนของทุกท่านแล้ว ไม่ว่าจะปัญหาอะไร ผมก็ไม่ควรกลัวที่จะพูดหรือสะท้อนปัญหานั้นออกไป

เนื้อหาในการอภิปรายครั้งนี้ยาว 7 นาที

ผมไล่เรียงว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ผมไม่เพียงแต่พูดถึงคลองเตย ในเขตวัฒนาผมก็พูด ผับที่เอกมัยถูกจับแล้วกลับมาเปิดใหม่ คนมั่วสุมยาเสพติดในทองหล่อ ผมก็พูด แต่ด้วยข้อจำกัดที่จะตัดคลิปมานั้น ไม่สามารถนำคลิป 7 นาทีมาโพสท์ได้ ทางทีมงานจึงเลือกตัดเฉพาะส่วนที่มีน้ำหนักชัดเจน

โดยทั้งหมดทั้งมวล ในเนื้อหาอภิปราย ผมไม่มีเจตตาด้อยค่าคนคลองเตยเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่มีความจำเป็นหรือความคิดที่จะต้องด้อยค่าคลองเตยด้วยซ้ำ เพราะตัวผมเองก็เป็นผู้แทนชาวคลองเตยมาแล้ว 3 ปี มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิด อย่างดีกับผู้คนในหลาย ๆ ชุมชน หรือแม้แต่ผู้ช่วยผม อาสาที่มาช่วย ก็ล้วนแต่เป็นคนในคลองเตยทั้งนั้น ผมจึงขอยืนยันอีกครั้งว่าจุดประสงค์ในการอภิปราย ผมอยากให้ปัญหายาเสพติดนั้นดีขึ้น และผมก็อยากให้คลองเตยของเราดีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะยาเสพติด หรืออะไรก็ตาม น้อยลงจนไม่มี

ผมได้แนบคลิปเต็มของการอภิปรายในวันที่ 30 เม.ย. 69 ไว้ เผื่อว่าท่านใดอยากฟังแบบเต็มครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชุมชนคลองเตย เดือด! จี้ สส.ภัณฑิล ลาออก เซ่นอภิปรายโจมตีเป็นแหล่งค้ายาเสพติด

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา  จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

’เงาส้ม‘ ตั้งแท่นตามเกาะติดรัฐบาลทำงานนัดแรก! จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’ เตือน ‘แลนด์บริดจ์’ ซ้ำรอย ’EEC‘ หวั่น ‘พ.ร.ก.เงินกู้’ ใช้เงินไร้หลักการ ด้าน ‘ศิริกัญญา’ อัด ‘4 แสนล้าน’ เมินอุ้ม ‘กลุ่มตกหล่น’ แต่ทุ่มหมดหน้าตักไปกับ ‘คนละครึ่ง’ ขณะที่ ‘วีระยุทธ’ กระตุกอย่าทิ้งไพ่ใบสำคัญ ให้ชาติมหาอำนาจใด ต้องคํานึง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ส่วน ‘ภคมน’ ซัดแรง มักง่าย ‘นายกฯ’ เอาแค่หน้าตัวเองมาการันตี  ‘พิศาล’ ชี้ การต่างประเทศมีพลังต่อรอง ทำให้สง่างาม-น่าเกรงใจ

6พ.ค.2569 เมื่อเวลา 10.30น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นำแถลงภายหลังการประชุมนัดแรกของ ครม.เงา พรรคประชาชนว่า วัตถุประสงค์ในการประชุมดังกล่าว เพื่อต้องการแสดงให้เห็น ถ้าการประชุม ครม. แต่ละสัปดาห์ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นในทุกสัปดาห์อย่างไร 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น กําลังกระทบต่อผู้ประกอบการ 2 ภาคส่วนสําคัญ คือกลุ่มประมง และผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งภารกิจของพวกเราคือการชวนคิดไปข้างหน้า ส่วนข้อเรียกร้องในสัปดาห์ที่แล้ว มติ ครม.ล่าสุด ออกมาแล้วว่า จะมีการยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมา

ขณะที่ตัวแทนชาวประมง กล่าวถึง 3 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ราคาสัตว์น้ํา ที่ไม่สามารถต่อรองการตั้งราคาขายได้ และการขาดสภาพคล่อง 

ด้านตัวแทนขนส่ง ระบุว่า การเยียวยาของรัฐบาล 6,000 บาท ไม่เพียงพอต่อความเสียหายของพวกเราที่มากมายเหลือเกิน แต่อยากวิงวอนและฝากไป คืออยากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เรื่องไฟฟ้า และค่าขนส่ง 

ส่วนตัวแทนไรเดอร์ กล่าวว่า รัฐบาล 2 มาตรฐาน ไรเดอร์ส่งคนได้รับเงินเยียวยา แต่ไรเดอร์ส่งอาหารไม่ได้รับ จึงอยากให้มีการช่วยเหลือเพิ่มเติม 

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงข้อสรุปจากการประชุมว่า 1.เรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาภาคขนส่งและประมงซึ่งแบกต้นทุนพลังงานสูงสุด แต่กลับถูกทอดทิ้ง วิกฤตการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ครม.เงา เรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องไม่ละเลยผู้ประกอบการกลุ่มประมง สำหรับกลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาบอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน และหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ตรงจุดและเหมาะสม

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.โครงการแลนด์บริดจ์ เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญ หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง และ 3.ข้อห่วงใยต่อการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงจะเป็นการใช้เงินโดยไร้หลักการ กู้มาแจกระยะสั้น เพื่อหวังคะแนนนิยม แต่ไม่เตรียมพร้อมรับมือกรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ โดย ครม. เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องประสบกับภาวะเดือดร้อนยังคงตกหล่นไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป แต่เมื่อดู พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท พบว่าไม่ได้มีการพูดถึงการเยียวยากลุ่มที่ตกหล่นแต่อย่างใด ยังคงเป็นการเทหมดหน้าตัก งบประมาณ 200,000 ล้านบาท คือการเยียวยาในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นแบบหวานแห ไม่มีการคัดกรอง ขณะนี้เจอปัญหาว่า คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับ คนที่ได้รับอาจจะไม่ได้เดือดร้อน หากเราสังเกตดูโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมาทีเดียว 4 เดือนใช้งบประมาณในแผนการเยียวยาเกือบหมด รัฐบาลคิดว่าสงครามจะสิ้นสุดในเร็ววันนี้ใช่หรือไม่ ถ้าหลังจาก 4 เดือนนี้วิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่สูง จะต้องกู้ก้อนใหม่หรือไม่ การกู้รอบนี้อาจจะเป็นการกู้รอบสุดท้ายเพราะทุกอย่างกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกู้ครั้งใหม่ได้อีก  แต่กลับถมเงินก้อนเยียวยาใช้ให้หมดภายใน 4 เดือน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทที่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ  เราเห็นว่ายังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ควรออกเป็น พ.ร.บ.มากกว่าการเป็น พ.ร.ก. อยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดให้ชัดเจนนำมาเสนอต่อสภาฯ คิดว่าไม่เกิน 3 เดือนน่าจะผ่าน พ.ร.บ.นี้ได้โดยไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานโดยมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปศึกษาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติมอีก 90 วัน แต่อยากชวนสังคมให้เห็นว่ามีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ขึ้นไปอีก 2 ชั้น ที่เราควรร่วมกันพิจารณา
ชั้นแรก เรื่องแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับภาคตะวันออก เพราะขาดการมีส่วนร่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ชั้นที่ 2 คือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินมีความเสี่ยง มองย้อนไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 4 หมื่นล้าน จึงค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกมาร่วมพิจาณา ซึ่งสมเหตุสมผล แต่ก็น่ากังวล 

“เพราะโครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทย หากไทยทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้ชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ ถ้าจะทำควรใช้โอกาสนี้วางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย กระจายความเสี่ยงเป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและประเทศที่ร่วมลงทุน” นายวีระยุทธ กล่าว

ส่วนน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาล ต้องมองภาคใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ พ.ร.บ.SEC 

“วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้ เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องการการต่อยอดทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการการสร้างงาน เศรษฐกิจ รายได้ แต่การที่คุณเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณา โดยไม่พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว แลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกว่าแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝัน และฉวยโอกาสมากเกินไป” นางสาวภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เนื่องจากต้องตอบให้ได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินที่ได้นั้น สร้างให้กับใคร มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่แล้ว EEC ในภาคตะวันออก ใครจะการันตีว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ําในภาคใต้อีก น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่ อยากให้ลงไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จากการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อจากที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักกัน ในนามของอาม่า จึงคิดว่ารัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญในภาคใต้ จะหาเจอแน่นอนถ้าไปลงพื้นที่ 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ และไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ  ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคําถามเรื่องการยืนยันและการันตีว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะไม่เป็นการเอื้อทุนต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินว่า ให้ดูน่าท่าน ท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร แต่การตอบแบบนี้ มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตี ว่าท่านจะไม่ทําเพื่อใคร แต่วันนี้สิ่งที่เราต้องพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนทรัพยากรของประเทศ ดังนั้น ต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ 

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ว่า ถ้ามหาอำนาจที่รู้ว่าการลงทุนมหาศาลไม่คุ้มค่าในแง่ของเศรษฐกิจการลงทุนเม็ดเงิน แต่ยังพร้อมที่จะมาลงทุนยิ่งทำให้รัฐบาลประเทศไทยต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น คือการต่างประเทศเป็นเรื่องของการต่อรอง 

นายพิศาล กล่าวต่อว่า การต่อรองก็คือการใช้จุดแข็งของประเทศมาเป็นไพ่ในการต่อรอง จุดแข็งของประเทศก็เป็นเรื่องของที่ตั้ง ขอยืนยันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีที่ตั้งสำคัญและสามารถใช้เป็นไพ่ ถ้าเล่นเป็นกับมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายได้อย่างชัดเจน   ต่อมาคือเรื่องทรัพยากร ขนาดเศรษฐกิจ และความสามารถของผู้นำที่จะใช้ไพ่และสร้างไพ่ให้เป็นประโยชน์ แลนด์บริดจ์จะเป็นการสร้างไพ่ ส่วนจะเป็นประโยชน์หรือไม่กับประเทศไทย ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยกับมหาอำนาจที่มาลงทุนและมหาอำนาจประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุนมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยเป็นที่น่าเกรงใจ เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจ 

นายพิศาล กล่าวว่า เราสามารถกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง ถ้าเกิดการต่างประเทศของเรามีพลังต่อรองจะทำให้เราสง่างาม ทำให้เราสามารถที่จะลดความเกรงใจที่เรามีกับมหาอำนาจ และจะทำให้มหาอำนาจทุกค่ายจะมีความเกรงใจเรามากขึ้น ถ้าตอบคำถามทั้งหมดนี้ เราดีขึ้นหมด เราสอบผ่านด้านภูมิรัฐศาสตร์ 

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยเมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อยู่ระหว่างการปรึกษากันภายใน เราได้รับทราบมาว่าพรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคเพราะตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.เข้ามาให้อนุมัติเห็นชอบในสภาฯ กำลังดูจังหวะเวลาอยู่

เมื่อถามว่าจะต้องเร่งพิจารณาก่อนวันที่ 14 พ.ค.หรือไม่ ในการคุยกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าตามกฎหมายต้องกระทำก่อนการ พิจารณาในสภาฯ 

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็กเปล่า มีแผนการใช้หนี้ที่ชัดเจน ถ้ารัฐบาลแยกมาตรการเยียวยาและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน เราคงไม่ได้ติดใจอะไร แต่ข้อสังเกตของพวกเราคือ รัฐบาลพยายามอาศัยช่องในรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านร่าง พ.ร.ก.ส่วนที่ถามว่าเราจะใช้ ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นตีความว่ากฎหมายถูกหรือผิด แต่หากรัฐบาลทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ส่วนไหนที่เร่งด่วนออก พ.ร.ก. ที่ไม่เร่งด่วนออกเป็น พ.ร.บ.เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนี้

นายวีระยุทธ กล่าวว่าข้อกังวลที่สำคัญคือการเร่งใช้เงิน 200,000 ล้านบาทภายใน 4 เดือน เรากังวลว่ารัฐบาลกู้เงินมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามจริงหรือไม่ หรือเป็นการใช้เงินเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองที่กำลังลด หรือเพื่อเรียกเสียงคืนกลับมา หากเตรียมพร้อมกับสงครามและไม่อยากก่อหนี้ซ้ำในอนาคต การใช้เงินเงินก้อนนี้ยิ่งต้องระมัดระวังแต่แผนล่าสุดคือใช้เงิน 200,000 ล้านบาทภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งไม่เหมาะสมกับการรับมือในสถานการณ์วิกฤตเป็นอย่างยิ่ง

‘บิ๊กเกรียง’เคลียร์ชัด! ปมเดินประกบ อนุทิน ยันไม่ได้เดินตาม แต่นายกฯ ให้เดินคู่

'บิ๊กเกรียง'เคลียร์ชัด! ปมเดินประกบ อนุทิน ยันไม่ได้เดินตาม แต่นายกฯ ให้เดินคู่

‘บิ๊กเกรียง’เคลียร์ชัด! ปมเดินประกบ อนุทิน ยันไม่ได้เดินตาม แต่นายกฯ ให้เดินคู่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

ไม่ได้เดินตาม! ‘บิ๊กเกรียง’ แจงเดินเทียบ ’นายกฯ‘ เพื่อนร่วมรุ่น วปอ.- ดูใจกันมาตอนประสบอุบัติเหตุ เผยถูกเชิญเข้าพบกินข้าว-คุยปัญหาชายแดนใต้

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่มีภาพเดินประกบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถูกหลายฝ่ายจับจ้องถึงความเหมาะสมว่า ตนไม่ได้เดินตาม นายกบอกให้เดินคู่เลย ซึ่งการที่ตนได้ไปพบกับนายกรัฐมนตรีเพราะนายกรัฐมนตรีได้เชิญไปอาหาร และหารือเรื่องความมั่นชายแดนใต้ ในฐานะที่ตนเองผ่านเรื่องนี้มา 37 ปี นายกรัฐมนตรีต้องการทราบพื้นหลังและข้อมูลหลายๆด้านมาประกอบกัน จึงเชิญตนเองเข้าหารือ ซึ่งจะเชิญให้เข้าร่วมหารือประมาณ 3 สัปดาห์ครั้ง เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาชายแดนใต้ 

พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวด้วยว่า นายอนุทินเป็นเพื่อนร่วมรุ่นขณะที่เรียนวปอ. และในช่วงที่ตนเองประสบอุบัติเหตุ เฮลิคอปเตอร์ตก นายอนุทินก็บินไปเยี่ยมให้กำลังใจตนคนแรก 

เอกนิติ​ เมิน ปชป.ร้องศาลตีความ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัน​จำเป็นด่วน​ ย้อนก็เคยช่วยยุครัฐบาลอภิสิทธิ์​

เอกนิติ​ เมิน ปชป.ร้องศาลตีความ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัน​จำเป็นด่วน​ ย้อนก็เคยช่วยยุครัฐบาลอภิสิทธิ์​

เอกนิติ​ เมิน ปชป.ร้องศาลตีความ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัน​จำเป็นด่วน​ ย้อนก็เคยช่วยยุครัฐบาลอภิสิทธิ์​

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

“เอกนิติ​ ”โต้ ฝ่ายค้าน ยันรัฐบาลออก “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ไม่ตีเช็คเปล่า-ใช้เหตุจำเป็นเร่งด่วน เมิน ‘ประชาธิปัตย์’ เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ สวนยุค รบ.อภิสิทธิ์ กู้ทำไทยเข้มแข็ง ก็ไปช่วยชี้แจงศาล

วันที่ 6 เมษายน 2569 นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ ให้สัมภาษณ์ในรายการอินไซด์ไทยแลนด์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ว่า ที่ผ่านดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบฯ 69 ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบฯ 70 จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 5 เดือน แต่วิกฤตตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้ว งบไม่เพียงพอ

ฉะนั้นยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีความจำเป็นและเร่งด่วน

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความนั้น ไม่กังวล เพราะสมัยการออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง (กู้วงเงิน 400,000 ล้านบาท) ก็ถูกฟ้อง ตนก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวเข้าใจบทบาทของ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 

รมว.คลัง อธิบายเพิ่มเติมว่า มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและดูทางเลือกอื่น ไม่เห็นทางเลือกอื่นๆ

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นการตีเช็คเปล่า ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้คือให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้เงิน ส่วนรายละเอียดจะมาที่หลัง และจากสถานการณ์ประเทศขณะนี้กำลังเจอวิกฤติโลกและพลังงาน ที่จะมาหลายระลอก และหลายประเทศก็มองว่าวิกฤติจะมาหลายระลอก และกลายเป็นวิกฤตระยะยาว 

ฉะนั้นเราจึงต้องหาวิธีมาป้องกันปัญหาในระยะยาว ฉะนั้นต้องเตรียมกระสุนให้พร้อม ด้วยการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อเป็นกระสุนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนมาก พร้อมย้ำว่านี่เป็นวิกฤติปากท้อง

พร้อมกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ฉะนั้นควรเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปใช้พลังานทดแทนมากขึ้น 

นายเอกนิติ ยังย้ำว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ได้เป็นการใช้งบรวดเดียว มีคณะกรรมการากลั่นกรองโครงการ ไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ หรือตีเช็คเปล่า

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ตอบรับคำขอโทษ สส.ภัณฑิล ฝาก มท. ทวงคืนศักดื์ศรี ‘ราชสีห์’ ทั่วประเทศ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ตอบรับคำขอโทษ สส.ภัณฑิล ฝาก มท. ทวงคืนศักดื์ศรี ‘ราชสีห์’ ทั่วประเทศ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ตอบรับคำขอโทษ สส.ภัณฑิล ฝาก มท. ทวงคืนศักดื์ศรี ‘ราชสีห์’ ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

‘ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ’ บุกสภาฯยื่นหนังสือถึง ‘รมช.มหาดไทย-วิปรัฐบาล-ภท.’ แสดงจุดยืน-ตอบรับคำขอโทษ ‘สส.พรรคส้ม’ พาดพิงแรง ประกาศเป็นด่านหน้าสู้ ‘ยาเสพติด’ ด้าน ‘มท.2’ ลั่นรับไม่ได้ คำพูดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน รอดูบทลงโทษจากต้นสังกัด คืนศักดิ์ศรีให้ ‘ราชสีห์’ ทั่วประเทศ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นำโดยนายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมฯ นำตัวแทนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย รวมไปถึงรัฐมนตรี และ สส.จากพรรคภูมิใจไทย เพื่อแสดงจุดยืนของชมรมฯ หลังถูกนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงว่า กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ค้ายาเสพติด

โดยนายยงยศ กล่าวว่า ขอขอบคุณนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณต่อองค์กรกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ในเรื่องยาเสพติด ทำให้ได้มาสภาก่อนหน้านี้ พร้อมบอกว่า ขณะนี้ที่ จ.นครศรีธรรมราช มีการประชุมประจำเดือนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ และนายอำเภอได้สั่งปิดห้อง เพื่อตรวจปัสสาวะหาสารยาเสพติด ซึ่งหลายอำเภอกำลังดำเนินการ เพราะเราถูกพาดพิงว่า เป็นผู้เสพยาเสพติด ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ของตน ที่ถูกนายอำเภอปิดห้องตรวจสอบยาเสพติด ซึ่งในตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ถือว่าเป็น ครอบครัวสีขาว

นายยงยศ กล่าวต่อว่า การมาวันนี้ในฐานะตัวแทนของชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ตอบรับคำขอโทษ และแสดงจุดยืนต่อกรณีการอภิปรายของนายภัณฑิล ที่ได้อภิปรายเมื่อวันที่ 30เม.ย. ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิง และลักษณะด้อยค่าทำลายเกียรติภูมิของพี่น้องนักปกครองทั่วประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 1พ.ค.ที่ผ่านมา นายภัณฑิล ก็ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการกล่าวขอโทษ สมาชิกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ และวันที่ 3พ.ค. พรรคประชาชน ในฐานะพรรคต้นสังกัด ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน มีบทสรุปต่อคดีดังกล่าว ด้วยการรับคำขอโทษ ด้วยความยินดี และขอบคุณที่ สส. ตระหนักถึงความผิด และกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่ดีในระบอบประชาธิปไตยที่กล้าพูด และแถลงการณ์ยอมรับ ทั้งตัว สส. และพรรคต้นสังกัด ซึ่งชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ผู้ทรงเกียรติในสภาทุกท่านว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง ให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ซึ่งการใช้ถ้อยคำเหมารวม ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนกำลังใจ แต่ยังสร้างความแตกแยกให้สังคมโดยไม่จำเป็น ซึ่งแม้เหตุการณ์นี้ จะกระทบกระเทือนจิตใจแก่สมาชิกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ แต่พวกเราจะถือเอาวิกฤตินี้เป็นแรงผลักดันในการปฎิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข  และยืนหยัดเป็นด่านหน้า ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างสุจริต เที่ยงธรรม เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงเกียรติยศ และความศรัทธาของประชาชนในพื้นที่ 

นายยงยศ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ มีบทบาทสำคัญในการปราบยาเสพติด พร้อมยกตัวอย่าง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีการจับกุมยาเสพติดกว่า 600,000 เม็ด โดยใช้บริษัทขนส่งเอกชนเป็นช่องโหว่ในการดำเนินการ ซึ่งในนามชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ขอเรียกร้องที่จะยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อหาบทลงโทษ และวิธีการกำกับบริษัทขนส่งเอกชน อีกทั้งตนได้สอบถามบริษัทขนส่งต่อหน้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ซึ่งยอมรับว่า ที่ผ่านมาการขนส่งสำเร็จไปแล้วกว่า 3 ครั้ง ครั้งละ 600,000 เม็ด โดยรับยาเสพติดมาจากชายแดน ขณะที่การปฏิบัติงานของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ที่ผ่านมาในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ได้มีการซื้อกระสุนยาง ยิงผู้คุ้มคลั่ง จากยาเสพติดนัดเดียว แต่เสียชีวิต และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าคนตาย

นายยงยศ ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ว่า แม้จะเกษียณไปแล้ว แต่ขอให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ได้ทำงานจิตอาสา โดยให้ใส่เครื่องแบบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แต่ติดป้ายว่า เป็นอดีตกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ โดยไม่รับค่าตอบแทน 

ด้านนายพลพีร์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ทำงานร่วมกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ทั่วประเทศอย่างดีมาโดยตลอด เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญของกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะคุณวุฒิ และวัยวุฒิของ สส. ในการดูหมิ่นเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นสิ่งหนึ่งที่ตนในฐานะรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย และสส.พรรคภูมิใจไทยนั้นรับไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการ ออกแถลงการณ์คำขอโทษจากพรรคต้นสังกัดแล้ว ก็ต้องรอดูว่า บทลงโทษต่าง ๆ จะออกมาเป็นเช่นไร ในนามของกระทรวงมหาดไทย เรายืนหยัด และสนับสนุนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ในทุกมิติ และสิ่งที่ยื่นมาวันนี้เราจะพิจารณาอย่างเร่งด่วนที่สุด พร้อมต้องมอบกำลังใจ และเกียรติยศศักดิ์ศรีให้กับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ

ขณะที่นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประสานงานจากชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ทั่วประเทศ เพื่อยื่นหนังสือให้กับสส. พรรคภูมิใจไทย และอีกหลายพรรค ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่สบายใจ โกรธแค้นขุ่นเคือง ทางกำนันผู้ใหญ่บ้าน ตนเข้าใจในการรักษาซึ่งศักดิ์ศรีของตัวเอง ก็ได้มาแสดงออกแล้วก็มีการแสดงจุดยืน เราเข้าใจดีถึงบทบาทที่สำคัญในการเป็นผู้ที่บำบัดทุกข์ และก็บำรุงสุข ที่จะอยู่ใกล้ชิด เป็นด่านหน้า ประชาชนมาโดยตลอด การกระทำใดที่มีการกล่าวไปแล้ว ไปกระทบกระเทือนกับหัวใจของคนที่ไปปฏิบัติงาน ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจ วันนี้จึงแสดงออกด้วยการมาแสดงจุดยืนที่สภาก็ต้องกราบขอบคุณ ที่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ รับคำขอโทษ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องของทางพรรค และเป็นเรื่องของ สส. ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ ถ้าใครได้ติดตาม ตนคิดว่า การทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อนสมาชิกเองได้ออกมาขอโทษแล้วก็ทราบข่าวว่า ทางพรรคที่สังกัดจะได้มีการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งตนก็คิดว่าคงต้องให้ทาง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านฯ ได้ติดตามต่อไปว่า ผลสรุปของการตั้งคณะกรรมการสอบจะเป็นแบบไหนอย่างไร

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ตนคิดว่า เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน ในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ในการอภิปราย ในการพูด จะได้เป็นบทเรียนให้กับพวกเราทุกคน ในการกล่าววาจาใดก็แล้วแต่ ถ้าทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เฉพาะกำนันผู้ใหญ่บ้าน แต่ทุกหน่วยงาน ถ้าหากว่าเราพูดไปแล้ว อภิปรายไปแล้ว ไปกระทบ ไปกระเทือนความรู้สึกของบุคคลอื่น ไปกล่าวหาคนอื่นแล้วทำให้เขาเสียหาย ตนคิดว่า เป็นบทเรียนที่ทุกพรรคการเมือง สส. ทุกคนในสภา จะต้องติดตามเอาเหตุการณ์ตรงนี้ไปเตือนใจ และในส่วนของวิปรัฐบาล วันนี้มีการประชุม ก็จะแจ้งให้กับตัวแทนของทุกพรรคในวิปรัฐบาลได้ทราบ ได้รู้ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และจะได้กล่าวฝากไปยังสมาชิกในส่วนของรัฐบาล ในการทำหน้าที่ให้มีความระมัดระวังในการอภิปราย ในการพูดในประเด็นต่าง ๆ ให้มากขึ้น พร้อมเป็นกำลังใจให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกคน

“ผมเอง และเพื่อนสมาชิก สส. วันนี้ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยทุกคน เราทำงานใกล้ชิดกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน รู้ดีถึงความสำคัญ รู้ดีถึงศักดิ์ศรีของคนที่เป็นราชสีห์ที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ ท่านเหล่านี้เป็นคนที่คอยดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก้ไขปัญหา ป้องกัน จับกุม ปราบปราม ปัญหายาเสพติดให้กับพวกเรามาโดยตลอด” นายกรวีร์ กล่าว

90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล

90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล

90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้สูตร “ถอยเพื่อรุก” ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน โดยมี ‘นายเอกนิติ นิติทัณประภาส’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้น ระหว่างความต้องการยกระดับเศรษฐกิจชาติ กับเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ห่วงใยในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

90 วันแห่งความโปร่งใส: เมื่อข้อมูลต้องอยู่เหนืออารมณ์

การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ที่มีตัวแทนจากทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือ “ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่” เข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ถือเป็นกุศโลบายสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อหาทางออก โครงการมูลค่ามหาศาลนี้จะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยการ “ตั้งธง”ว่า “ต้องทำ” หรือ “ต้องเลิก”  แต่จะขับเคลื่อนด้วยความชัดเจนของข้อมูล โดยมีโจทย์ใหญ่คือการตอบคำถามที่ยังค้างคาใจสังคมให้กระจ่างภายใน 3 เดือน

แรงต้านที่ไม่อาจมองข้าม: จากความกังวลสู่การประกาศสู้

ในพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร เสียงคัดค้านไม่ได้เป็นเพียงเสียงบ่นพึมพำ แต่กำลังกลายเป็นแรงต้านที่เข้มข้น แกนนำกลุ่มต่อต้านเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งการสูญเสียที่ทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และความสุ่มเสี่ยงต่อระบบนิเวศอันละเอียดอ่อนของฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

วาทกรรมที่สาดใส่กันระหว่าง “ผู้ขัดขวางความเจริญ” กับ “ผู้ขายชาติ” คือกำแพงที่ขวางกั้นความเข้าใจมาโดยตลอด 90 วันนี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะยกระดับจากการใช้อารมณ์ มาเป็นการถกเถียงด้วยปัญญาและข้อเท็จจริง

บทเรียนจากอดีต: แผลเป็นที่ยังไม่จางหาย

ประวัติศาสตร์การพัฒนาของไทยมี “บาดแผล” ให้เห็นเป็นบทเรียนมากมาย เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ต้องพับเก็บไปหลังเผชิญการต่อต้านอย่างหนัก หรือ กรณีมาบตาพุด ที่เคยเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนโครงการต้องระงับเพราะปัญหาด้าน EIA/EHIA ที่ไม่โปร่งใส บทเรียนเหล่านี้ตอกย้ำว่าความเจริญที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาของคนในพื้นที่ มักจะไม่ยั่งยืนและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น


ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

“ความล่าช้าคือความเสียหาย”: เมื่อโอกาสไม่เคยรอใคร

ทว่าในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ การคัดค้านที่ยืดเยื้อหรือการตัดสินใจที่ไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน มักนำมาซึ่ง “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) มหาศาล บทเรียนจาก สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ใช้เวลาถกเถียงนานกว่า 40 ปี หรือโครงการ รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพับเก็บและเริ่มต้นใหม่หลายครั้ง ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็น Hub ของภูมิภาคให้กับเพื่อนบ้านไปอย่างน่าเสียดาย

หากแลนด์บริดจ์ต้องตกอยู่ในสภาวะ “พายเรือในอ่าง” ความเสียหายที่ตามมาคือ:

การสูญเสียความเชื่อมั่น: นักลงทุนระดับโลกอาจมองว่าไทยมีความเสี่ยงเชิงนโยบาย และเลือกย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศที่ยุทธศาสตร์ชัดเจนกว่า

ตกขบวนโลจิสติกส์โลก: ในวันที่โลกเผชิญปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงคราม การช้าไปเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังไปอีกหลายทศวรรษ

ทางสายกลาง: เร็วอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เร็วแบบรวบรัด

การพัฒนากับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ศัตรูกัน แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างมีสมดุล ภารกิจ 90 วันของคณะกรรมการชุดนี้จึงถือเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งคือการเร่งสปีดไม่ให้ประเทศเสียโอกาส แต่อีกด้านหนึ่งต้องเป็น 90 วันที่ “ตอบโจทย์ความกังวลได้เบ็ดเสร็จ” ข้อมูลด้านผลกระทบต้องชัดเจน และแผนการเยียวยาต้องจับต้องได้จริง

บทสรุป: 90 วันหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อให้แลนด์บริดจ์เป็นทางออกของประเทศชาติที่ทุกคนภาคภูมิใจ ไม่ใช่อนุสรณ์แห่งความขัดแย้งอีกชิ้นหนึ่งของสังคมไทย

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

กมธ.สาธารณสุข สว. ลุยตรวจไส้ใน สปสช. หลังพบงบฯ รพ.รัฐทรุดหนัก

กมธ.สาธารณสุข สว. ลุยตรวจไส้ใน สปสช. หลังพบงบฯ รพ.รัฐทรุดหนัก

กมธ.สาธารณสุข สว. ลุยตรวจไส้ใน สปสช. หลังพบงบฯ รพ.รัฐทรุดหนัก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

การเมือง/รัฐสภา/6พ.ค.69

‘กมธ.สาธารณสุข สว.’ เดินหน้าเช็คไส้ใน ‘สปสช.’ หลังงบฯรพ.รัฐยังทรุดหนัก ชี้ปัญหางบปลายปิด ‘จ่ายช้า-น้อย เสี่ยงเกิด ’สมองไหล‘ ด้าน ‘สว.ประพนธ์’ ซัดกลับขบวนการ IO ปั้นข่าวปลอม ’ล้มบัตรทอง‘ ชกใต้เข็มขัด คาดชงรัฐบาลปฏิรูปได้ใน 2 เดือน

6พ.ค.2569 นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวถึงการตรวจสอบปัญหาการค้างจ่ายเงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการดำเนินโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ว่า ทาง กมธ. ได้ตั้งคณะอนุ กมธ. ศึกษาพิจารณาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของ สปสช. ซึ่งทำงานกันอย่างต่อเนื่อง 2-3 เดือนแล้ว ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เป็นหน่วยรับบริการ ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชนด้วย รวมทั้งได้เดินทางเพื่อเก็บข้อมูลในภูมิภาค 

“ตอนนี้เราไป 3 ภาคแล้ว ภาคเหนือที่เชียงราย ภาคใต้ที่สงขลา และวันที่ 7-8 พ.ค. นี้ก็ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ขอนแก่น ซึ่งประเด็นที่ศึกษาในภูมิภาค จะมาดูที่การบริหารจัดการงบประมาณ มีความเป็นธรรมต่อหน่วยบริการคือโรงพยาบาลอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลในช่วงที่เราได้ดูข้อมูล 3-4 ปีนี้ ปรากฏว่าเงินบำรุงภาพรวมของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขลดลง” ประธานกมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าว

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีประเด็นเรื่องการจ่ายช้า จ่ายน้อย เช่น เป็นงบปลายปิด พอปลายปีเงินหมด เหลือเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น มีแค่ไหนเอาแค่นั้น ซึ่งลดลง เพราะฉะนั้น จะเกิดการขาดทุนสะสมของโรงพยาบาล ตอนนี้เรามีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียก เราได้ใช้ไป 2-3 ครั้งแล้ว ทาง สปสช. ก็ได้ให้ความร่วมมือ เดินทางมาให้ข้อมูล แต่โดยรวมแล้ว จะเก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษาวิเคราะห์ทั้งหมด แล้วจะสรุปเพื่อที่จะเสนอต่อรัฐบาลว่าสมควรที่จะพัฒนาปรับปรุงอย่างไร  โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาลควรจะอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ส่วนการบริหารจัดการทางด้านการเงินเอง โรงพยาบาลก็ต้องอยู่ได้

“โดยรวมก็คงประมาณนี้ คาดว่าอีกสักเดือนสองเดือนน่าจะสรุปได้ และเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาโดยเฉพาะรัฐบาลเอง ก็คงจะมองในแง่ของการพัฒนา การทำให้เกิดความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล มีความยุติธรรมในการกระจ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ผลลัพธ์สุดท้ายจะตกถึงพี่น้องประชาชน ไม่ให้ลำบาก ตอนนี้ข่าวก็ออกมาเยอะ เมื่อวานนี้ก็บอกว่ามีข่าวโรงพยาบาลบางนายกเลิก หน่วยงานที่เป็นเอกชนก็ทยอยยกเลิกกัน แต่โรงพยาบาลของรัฐมันยกเลิกไม่ได้ เพราะมีหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในสภาพการณ์นี้ จะเกิดความตึงเครียด บุคลากรก็ทำงานหนัก แต่ค่าตอบแทนหรือต่างๆ มันมาไม่ได้ ก็จะเกิดภาวะที่สมองไหล” นพ.ประพนธ์ กล่าว

นพ.ประพนธ์ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้มี IO จำนวนมากที่หลังจากตนเรียกร้องเรื่องนี้ ก็ออกข่าวปลอมว่า สว.จะยกเลิกบัตรทอง ตนคิดว่าแบบนี้แย่ ตนว่ามันเล่นกระบวนการชกใต้เข็มขัด ไม่แฟร์ ชาวบ้านเขาไปหลงเชื่อ ตนลงพื้นที่ไป ชาวบ้านก็มาถาม ตกลง สว. จะไปล้มบัตรทองหรือ ใครจะไปล้มบัตรทอง ล้มไม่ได้

อดีตทูตนริศโรจน์ หนุน Land Bridge ชี้ ช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ เตือนอย่าซ้ำรอยศรีลังกา

อดีตทูตนริศโรจน์ หนุน Land Bridge ชี้ ช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ เตือนอย่าซ้ำรอยศรีลังกา

อดีตทูตนริศโรจน์ หนุน Land Bridge ชี้ ช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ เตือนอย่าซ้ำรอยศรีลังกา

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

วันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงทัศนะเกี่ยวกับโครงการ Land Bridge ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเจ้าตัวเน้นย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัวที่อยากให้มองด้วยเหตุผล จนเกิดเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียลทันที โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ขอออกความเห็นในเรื่อง Land Bridge อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องเคารพความเห็นต่างกันด้วยความสุภาพและเหตุผลนะครับ //

1. ผมไม่เห็นด้วยกับการขุดคลอง เพราะต้องใช้เงินมหาศาล ต้องมีการปรับระดับน้ำทะเลเป็นระยะๆ เพราะน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทยกับอันดามันต่างกัน

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

2.อันนี้เหตุผลส่วนตัว การขุดคลองเปรียบเสมือนแผ่นดินตอนใต้ขาดออกไปจากแผ่นดินไทย ไม่เป็นมงคล ผิดฮวงจุ้ย ในทางยุทธศาสตร์มองแล้วไม่สวย

3.จริงๆไม่ควรใช้คำว่า แลนด์บริดจ์แล้ว แต่ควรใช้คำว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ logistics ภาคใต้ตอนบน ซึ่งรวมเขตพื้นที่อุตสาหกรรมแบบ EEC

4.เคยลงไปดูงานในพื้นที่มาทั้งที่ ระนองและชุมพร การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จะต้องใช้ระบบ automation แบบที่จีนใช้ขนส่งพัสดุมหาศาลให้เป็นระบบจัดส่งเสร็จได้ภายใน 1-2 วัน ดังนั้น ระบบเรือเทียบท่าทั่งสองฝั่งต้องใช้ระบบแบบใหม่ในการจัดส่งลำเลียงของขึ้นเรือ การจัดคิวเรือ ถ้าทำได้เป็นระบบ ใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ชั้นสูงควบคุม จะรวดเร็วขึ้นเยอะ

5.มีการพัฒนาสนามบินใน 2 จังหวัดให้รับเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ และ มอเตอร์เวย์ เชื่อม 2 ฝั่ง / ท่อน้ำมัน และจะสอดรับกับแผนการในอนาคตที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม.-ปาดังเบซาร์ ถ้าทำได้จริง ระบบ logistics จะเชื่อมกันเป็นโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งผมมองว่าดี มากกว่าไม่ดี

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

6.นอกจากนี้จะมีการพัฒนาท่าเรือ ขยายท่าเรือให้รองรับเรือนักท่องเที่ยวขนาดยักษ์ที่เรียกว่าเรือ Cruise ได้ 2-3 ลำ ในเวลาเดียวกัน ทั้งสองฝั่งท่าเรือระนองและชุมพร ตรงนี้จะบูมการท่องเที่ยวมหาศาล

7.ในอนาคตเราจะมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการ แลนด์บริดจ์ หรือจะใช้ชื่ออะไรในอนาคตก็ตาม นั่นก็คือ การเชื่อม ท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก กับ ท่าเรือชุมพร connect เข้ากับท่าเรือระนอง สินค้าที่ส่งออกจะมี option เพิ่มในการขนส่งไปฝั่งมหาสมุทรอินเดียได้มากขึ้น ระบบ logistics จะประสานกันเป็นใยแมงมุมขนาดใหญ่ จากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย บนลงล่าง ล่างขึ้นบน เป็นกากบาทขนาดใหญ่ ใครล่ะครับจะได้ประโยชน์ ?

โดยส่วนตัวสนับสนุนให้ทำมากกว่าไม่ทำ เพียงแต่จะต้องควบคุมมิให้เกิดการคอรัปชั่น และต้องใช้ระบบขนส่งสมัยใหม่ทันสมัยที่สุด เอาให้เป็นโครงการตัวอย่างของโลกไปเลย ถ้าทำได้ ลูกค้ามาเอง และเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนจะพลิกโฉมไปอีกมาก จะมีการสร้างงานอีกมหาศาล

เรื่องนี้ผมนึกถึงเรื่องตอนที่ ในหลวง ร.5 ท่านทรงปฏิรูปประเทศ สร้างทางรถไฟ ทำให้การคมนาคมขนส่งสะดวกขึ้น ถ้าไม่มีการเริ่มต้นก้าวแรก เราก็คงไม่เป็นแบบนี้

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

ขอเล่าประสบการณ์ครั้งนึง ผมเคยดูแลคณะสื่อมวลชนจากศรีลังกาที่เป็นแขกของ กต. หัวหน้าคณะสื่อศรีลังกาเป็นสื่ออาวุโสอายุมากแล้ว เขาเล่าว่าสมัยที่อังกฤษยึดครองศรีลังกา ตอนนั้นศรีลังกามีความหวังจะเป็น ไข่มุกแห่งเอเชียใต้ มีความหวังในอนาคตมาก ตอนนั้นสิงคโปร์ยังไม่เกิด ยังรวมกับมาเลเซียอยู่ เรียกว่าอนาคตสดใสมาก ยิ่งกว่าไทยอีก

แต่หลังจากได้อิสรภาพจากอังกฤษ ศรีลังกากลับย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่กล้าลงทุนพัฒนาอะไร มีการคอรัปชั่น ระบบทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีการขับเคลื่อนอะไรที่เป็นรูปธรรม

หัวหน้าสื่อเขามาเห็น infrastructure ของไทยแล้ว เขาบอกว่าไทยได้พัฒนาล้ำหน้าไปมาก โดยเริ่มจากช่วงรอยต่อในสมัย ร.5 เป็นต้นมา ถึงแม้ทั้งไทยและศรีลังกาต่างก็มีปัญหาคอรัปชั่น แต่ไทยกลับรุดหน้าไปเรื่อยๆ ในขณะที่ศรีลังกาหยุดนิ่ง เล่าสู่กันฟังครับ ใครไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยก็ผ่านไปละกันนะครับ ไม่ต้องด่าทอ ประชดประชัน เพราะผมไม่ใช่รัฐบาล มันเป็นแค่เหตุผลส่วนตัวของผมเท่านั้น”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

หลังจากโพสต์ของ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้เชี่ยวชาญต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น

“ที่จริงการที่มีท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง แล้วการศูนย์ขนถ่ายสินค้าไม่ใช่จากฝั่งตะวันออกไปตะวันตกอย่างเดียว รถไฟ สามารถขนถ่ายสินค้าจาก ภาคใต้ มาเล แม้ สิงคโปร์ ผ่ารรถไฟ มาที่ท่าเรือนี้ได้ และสินค้าที่ลงท่าเรือสามารถนำมาแปรรูป เพื่อขนถ่าย ก่อนข้ามฝั่ง นำ้มันแทนที่จะขนไปมาเลย์ สิงคโปร์ ส่งต่อทางท่อจากท่าเรือ ไป เร็วกว่า เรือไป”

“ข้อกังวลและข้อสนับสนุนของคุณนิคไปในทางเดียวกันค่ะ อยากให้ประเทศพัฒนาไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่ก็เข้าใจความเป็นห่วงที่เรามีนักการเมืองและหน่วยงานรัฐรวมถึงภาคเอกชนคนธรรมดาที่มักไม่ซื่อสัตย์กับหน้าทีตัวเอง เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนพื้นที่ กระซิบความในใจว่า ‘ถ้าโครงการนี้ดำเนินไปโดยมีลุงตู่เป็นผู้นำคงจะให้ความรู้สึกเชื่อมั่นมากกว่านี้’”

“ตอบในฐานะนักโลจิสติคส์ มีตู้คอนเทนเนอร์วิ่งจากสิงคโปร์-มาเลเซียเข้าไทยทุกวัน​ ถ้ามีแลนด์บลิด​จ์​ ตู้จะขึ้นที่ชุมพรเข้ากทม​ ทันทีลดเวลาลดค่าใช้จ่าย สนับสนุนใช้ระบบ​ auto ไม่ใช่แค่ประหยัดแรงงานแต่ประหยัดเวลา​ ลดการคอรัปชั่นและลดอุบัติเหตุ สร้างงานได้เป็นแสนตำแหน่ง​ แสนตำแหน่งนี้จะมีรายได้ไปพัฒนาคนในชุมชนได้อีกหลายครัวเรือนระบบรางและระบบทางเรียบสามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้​ สนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยว รายได้ส่วนหนึ่งต้องถูกจัดสรรเพื่อรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”

“ในฐานะคนใต้เห็นด้วยกับแนวคิดของพี่นิคครับ โครงการนี้จะทำให้ภาคใต้พัฒนาเทียบเท่าภาคอื่นๆ ซึ่งภาคใต้ถูกทอดทิ้งมานาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดก็ตามที่ท่านทูตพูดถึงเลยครับ”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Fuangrabil Narisroj, google map

นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

6 พ.ค. 2569 นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

“สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

สมพงษ์ จิตระดับ

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

“ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่” สมพงษ์ กล่าว

สมพงษ์ จิตระดับ

อนุทิน บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ประชุมเวทีอาเซียน

อนุทิน บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ประชุมเวทีอาเซียน

อนุทิน บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ประชุมเวทีอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

นายกฯ บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ชูบทบาทไทยในเวทีอาเซียน เป็น “ตัวเชื่อมความร่วมมือ” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมใช้เวทีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เชื่อมโยงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของอาเซียนสู่ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนไทย 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเข้าร่วมการประชุมฯ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) โดยจะมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมทั้ง ดร. เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะแขกของประธาน เข้าร่วมด้วย

การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นท่ามกลางโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ทำให้อาเซียนต้องเผชิญผลกระทบครั้งใหญ่ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็น “เวทีที่กำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาค” ที่เชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาคไปสู่ชีวิตของประชาชนในแต่ละประเทศ ซึ่งที่ประชุมฯ จะหารือถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร และความปลอดภัยของประชาชนประเทศอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทาย การปรับตัวของอาเซียนให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก

ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลพร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น “ตัวเชื่อมความร่วมมือ” ที่เน้นการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงอาหารอย่างยั่งยืน และความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรียังจะใช้โอกาสนี้หารือทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี ใช้แนวทางการทูตที่มุ่งรักษาสมดุลความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการรับมือความท้าทายข้ามพรมแดน