รัฐบาล หนุน น้องเนเน่ เป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมทท่องเที่ยวไทย

รัฐบาล หนุน น้องเนเน่ เป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมทท่องเที่ยวไทย

รัฐบาล หนุน น้องเนเน่ เป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมทท่องเที่ยวไทย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

“รัฐบาล” หนุน “น้องเนเน่” หลังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ดันเป็นพรีเซ็นเตอร์โปรโมทท่องเที่ยวไทย พร้อมออกทุกค่าใช้จ่ายในการแข่งขันรายการ “AGT” ชวนไทยร่วมโหวต

วันที่ 14 ก.ค. 2569 เมื่อเวลา 08.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า วันนี้คณะผู้บริหาร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การแสดงดนตรีของ “น้องเนเน่ รอยัล” หรือ น้องแพรว น.ส.รัตติกานต์ อำลอย ศิลปินเยาวชนชาวไทย ในนามรัฐบาลถือเป็นการให้กำลังใจ และพร้อมสนับสนุนการเข้าร่วมการแข่งขันรายการ “American’s Got Talent” ในทุก ๆ ด้าน รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งพ่อและตัวน้องเนเน่ ทำอย่างเต็มที่ จึงขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันโหวต ซึ่งมีผลต่อการตัดสินในรอบต่อไป

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสให้น้องเนเน่ ช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้แค่น้องเนเน่ได้เข้าร่วมในรายการใหญ่ระดับโลก จนมีคนรู้จัก ถือว่าน้องได้ช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยแล้ว แต่แผนต่อไปจะให้น้องมาช่วยปนะชาสัมพันธ์ สนับสนุนการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ และซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ซึ่งน้องมีความสามารถที่จะแสดงออกได้หลายด้าน

เมื่อถามว่า ได้ยินข่าวที่กัมพูชาเคลมว่าน้องเป็นคนกัมพูชาหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หัวเราะ ก่อนตอบว่า “ผมยังแซวอยู่เลย ว่าเดี๋ยวให้น้องเป็นคนอยุธยาบ้าง ซึ่งทุกคนรู้ว่าน้องเป็นคนที่ไหน น้องอยู่ภูเก็ต ก็ชัดเจนอยู่แล้ว“ 

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

ปลัดมหาดไทย ชี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ผิดกฎหมาย ประกอบกิจการผิดประเภท เข้าข่ายเป็นสถานบริการ

ปลัดมหาดไทย ชี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ผิดกฎหมาย ประกอบกิจการผิดประเภท เข้าข่ายเป็นสถานบริการ

ปลัดมหาดไทย ชี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ผิดกฎหมาย ประกอบกิจการผิดประเภท เข้าข่ายเป็นสถานบริการ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.34 น.

ปลัด มท. ชี้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ผิดกฎหมาย ประกอบกิจการผิดประเภท ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เข้าข่ายเป็นสถานบริการ เหตุมีดนตรี-สุรา-เต้น

เมื่อเวลา 07.35 น.วันที่ 14 ก.ค.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งพบว่าขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่จัดกิจกรรมคล้ายสถานบริการว่า สถานบริการองค์ประกอบนั้นมีองค์ประกอบอยู่ เช่น ต้องมีดนตรี มีการจำหน่ายสุรา และมีการเต้นรำ หากร้านดังกล่าวไม่ได้จดให้เป็นสถานบริการแต่มีองค์ประกอบนี้ ก็ถือว่าผิด ซึ่งการประกอบการของโรงเบียร์แห่งนี้ถือว่าเข้าข่ายมีความผิด

ส่วนจะต้องมีการปูพรมในการตรวจร้านอาหารที่ดำเนินกิจการในลักษณะคล้ายกันแบบนี้หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครได้แจ้งแล้วว่า ร้านใดที่มีลักษณะแบบนี้จะต้องเข้มข้นขึ้น ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งในกรุงเทพมหานครก็จะมีตำรวจนครบาล เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องสถานบริการเหล่านี้ ส่วนต่างจังหวัดก็จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

ทั้งนี้ ต้องมีการแก้กฎหมายให้เข้มข้นมากกว่าเดิมหรือไม่ เนื่องจากร้านอาหารใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย มาประกอบกิจการ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ช่องโหว่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเลี่ยงกฎหมาย เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเรา ถ้าหากพบความผิดปกติ รวมถึงประชาชนก็มีส่วนสำคัญ หากพบคนกระทำผิดกฎหมาย ก็สามารถแจ้งมาที่กระทรวงมหาดไทยได้ ภาครัฐก็จะได้เข้าไปดำเนินการผู้ที่ฝ่าฝืนและทำผิดกฎหมาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์-เหรียญราชรุจิ จำนวน 305 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์-เหรียญราชรุจิ จำนวน 305 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์-เหรียญราชรุจิ จำนวน 305 ราย

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.10 น.

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ และเหรียญราชรุจิ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ และเหรียญราชรุจิ จำนวน 305 ราย ดังรายนามท้ายประกาศนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน 

สีหศักดิ์ เผยเตรียมติดตาม นายกฯ เยือนจีน 16 – 20 ก.ค.นี้

สีหศักดิ์ เผยเตรียมติดตาม นายกฯ เยือนจีน 16 - 20 ก.ค.นี้

สีหศักดิ์ เผยเตรียมติดตาม นายกฯ เยือนจีน 16 – 20 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

“สีหศักดิ์” เผย เตรียมติดตาม “นายกฯอนุทิน” เยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16 – 20 ก.ค. ตามคำเชิญของนายกฯ จีน

เมื่อ 13 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

การเยือนครั้งนี้ เป็นการกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นและสร้างประโยชน์สำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนเมืองสำคัญของจีน 3 เมือง ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครเฉิงตู

นายกสมาคมอัสสัมชัญนำคณะเข้าเยี่ยม อนุทิน ให้กำลังใจเดินหน้าบริหารประเทศเพื่อประชาชน

นายกสมาคมอัสสัมชัญนำคณะเข้าเยี่ยม อนุทิน ให้กำลังใจเดินหน้าบริหารประเทศเพื่อประชาชน

นายกสมาคมอัสสัมชัญนำคณะเข้าเยี่ยม อนุทิน ให้กำลังใจเดินหน้าบริหารประเทศเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.22 น.

นายกสมาคมอัสสัมชัญพร้อมคณะ เยี่ยมคารวะนายกฯ อนุทิน ให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

13 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเรือเอก ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ พร้อมคณะกรรมการสมาคมอัสสัมชัญ ในฐานะศิษย์เก่าอัสสัมชนิกดีเด่น อสช. 2568 (AC รุ่น 98) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกสมาคมอัสสัมชัญได้กล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งนำเสนอผลการดำเนินงานของสมาคมอัสสัมชัญและสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ขับเคลื่อนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 และได้ไปเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญถึง 2 ครั้ง ถือเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนอัสสัมชัญ พร้อมขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ 
    
ทั้งนี้ สมาคมอัสสัมชัญได้เชิญนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมอัญสัมชัญ พร้อมเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ASSUMPTION LEADERSHIP FORUM” เนื่องในโอกาสครบรอบ 122 ปีของสมาคมอัสสัมชัญ  และกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว
    
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียินดีที่จะให้สมาคมอัสสัมชัญนำนักเรียน “ทีม DAEDALUS” โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ไปคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก (First Place Winner Award) ในการแข่งขัน Annual CanSat Competition 2026 ด้านวิศวกรรมอวกาศและดาวเทียมจำลอง (CanSat) ระดับนานาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน 2569 เข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อรับฟังโอวาท สร้างขวัญกำลังใจและความภาคภูมิใจแก่คณะนักเรียน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นต่อไปในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

รัฐบาลหนุน ธปท. ยกระดับคุมธุรกรรมเสี่ยง ตัดวงจรทุนเทา ปิดช่องฟอกเงินทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

13 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามทุนเทาและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านการเงิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปิดช่องทางฟอกเงินและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นขึ้น โดโดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้ เป็นการขยายไปสู่กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานที่มาว่ามาจากไหน รวมถึงการแลกเงิน โดยนำเงินสด เช่น แบงก์ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท มาแลกเป็นแบงก์ 100 บาท หรือ แบงก์ 500 บาท ก็ต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องแลกแบบนั้น เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการฟอกเงินและการใช้ระบบสถาบันการเงินสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ มาตรการให้รายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกรรมถอนเงินสดจำนวนมากลดลงประมาณ 35% ขณะที่การเฝ้าระวังธุรกรรมผิดปกติทำให้มีการปิดบัญชีต้องสงสัยแล้วนับพันบัญชี

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้นโยบายปราบทุนเทาของรัฐบาลมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การตรวจสอบธุรกิจนอมินี ซึ่งทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยง ลดลงประมาณ 60% ในไตรมาสแรกของปี 2569 การติดตามและยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายทุนเทาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท และการตัดวงจรการเงินเครือข่ายค้ายาเสพติด ซึ่งสามารถ อายัดทรัพย์ได้กว่า 10,000 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1 เมษายน – 10 มิถุนายน 2569

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การปราบทุนเทาในปัจจุบัน ไม่ได้มุ่งเฉพาะการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ให้ความสำคัญกับการทำลายฐานทุนและเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม โดยอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงานตามบทบาทหน้าที่ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายรายงานในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1.การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท

2.การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท

3.การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

ภท.ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสานสิทธิเยียวยา

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต-ส่งกำลังใจผู้บาดเจ็บ เร่ง ประสาน รมต.ที่เกี่ยวข้อง ดูแลผู้บาดเจ็บ-ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับการเยียวยาตามสิทธิ และกม.

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 พรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ เรื่องเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เร่งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ในแต่ละหน่วยงาน เร่งดูแลผู้บาดเจ็บต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องได้รับการเยียวยาตามสิทธิและกฎหมายอย่างเต็มที่
 

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

สรุปยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด! ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

ล่าสุด! ศูนย์เอราวัณ สรุปยอดผู้บาดเจ็บ ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว รวม 73 คน อยู่ ICU 25 แอดมิด 16 กลับบ้านแล้ว 32 ขณะที่เขตจตุจักร ปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร 30 วัน 

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) รายงาน สรุปสถานการณ์การนำส่งผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เขตจตุจักร (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 13 ก.ค.2569 เวลา 10.00 น.)

ยอดผู้บาดเจ็บ รวมทั้งหมด 73 ราย (ชาย 34 คน หญิง 39 คน) ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 41 ราย ระดับแดง วิกฤติ 25 ราย เป็นผู้ป่วยในห้อง ICU ระดับเหลือง(ปานกลาง) 16 ราย พักรักษาตัวในวอร์ดปกติ (Admit Ward) และ ระดับเขียว(เล็กน้อย) ผู้บาดเจ็บที่ได้รับการรักษาจนอาการปลอดภัยและจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล กลับบ้านแล้ว 32 ราย 

สำหรับรายละเอียดผู้บาดเจ็บแยกตามรายโรงพยาบาล (เฉพาะผู้ที่ยังรักษาตัว) ดังนี้

1. รพ. เปาโลเกษตร ผู้ป่วย ICU 4 วอร์ดปกติ 6 รวม 10 ราย

2. รพ. ราชวิถี ผู้ป่วย ICU 5 วอร์ดปกติ 2 รวม 7 ราย

3. รพ. พญาไท พหลฯ ผู้ป่วย ICU 4 วอร์ดปกติ 2 รวม 6 ราย

4. รพ. ลาดพร้าว ผู้ป่วย ICU 1 วอร์ดปกติ 3 รวม 4 ราย

5. รพ. จุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วย ICU 2 ราย

6. รพ. เปาโลโชคชัย 4 ผู้ป่วย ICU 2 ราย

7. รพ. พระมงกุฎเกล้า ผู้ป่วย ICU 1 วอร์ดปกติ 1 รวม 2 ราย

8. รพ. ตำรวจ ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

9. รพ. จุฬาภรณ์ ผู้ป่วย ICU 1 ราย

10. รพ. วิมุต* ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

11. รพ. พระราม 9 ผู้ป่วย ICU 1 ราย

12. รพ. พญาไท 2 ผู้ป่วย ICU 1 ราย

13. รพ. CGH พหลโยธิน ผู้ป่วย ICU 1 ราย 

14. รพ. รามาธิบดี วอร์ดปกติ 1 ราย 

15. รพ. วิภาราม ปากเกร็ด วอร์ดปกติ 1 ราย

ด้านสำนักงานเขตจตุจักรโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา ได้เข้าปิดคำสั่งห้ามใช้อาคาร ร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยกำหนด ห้ามใช้อาคารเป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

ผอ.JIC ย้ำจุดยืนไทย ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบกัมพูชา ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

“ผอ.JIC”ย้ำจุดยืน”ไทย” ไม่ยั่วยุ-ไม่ยิงก่อน พบ”กัมพูชา”ละเมิดข้อตกลงกว่า 20 ครั้ง-สร้างบังเกอร์ ด้าน”กต.”เก็บข้อมูลแจ้งประชาคมโลก ขณะที่”ทบ.”จับตาใกล้ชิด

13 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา วันนี้ ว่า ในส่วนของกองกำลังบูรพา ที่รับผิดชอบ จ.สระแก้ว ถือเป็นครั้งที่ 8 แล้ว เพื่อให้กำลังใจ และนำความห่วงใยของประชาชน มาสื่อสารถึงกำลังพลหน้าแนว ความลำบากซึ่งเข้าใจว่ากำลังพลมีความเสียสละและมีความลำบาก ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งข่าวปั่น ข่าวปล่อย ก็ถือว่าให้กำลังใจ

ส่วนเรื่องที่มีการขยายให้ใหญ่โตขึ้น ก็พยายามลดระดับลง โดยเรานำข้อเท็จจริงมาชี้แจงให้ทหารหน้าแนวรับทราบ และขอให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูล ข่าวสาร ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าเราไม่ได้รุกรานและยิงก่อนแน่นอน ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตนเอง และกฎการใช้กำลัง พร้อมปฏิบัติตามถ้อยแถลงข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และตามที่ได้รับรายงาน กัมพูชามีการละเมิดข้อตกลงเกือบ 20 กว่าครั้ง ย้ำว่า เรามีดูพื้นที่ไม่ใช่การยั่วยุ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความพร้อม

พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึง ในพื้นที่นี้มี 24 หลักเขต เหลืออีก 11 หลักเขตที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งอาจจะต้องรอกลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (JBC) แต่ก็ต้องรอเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อให้กัมพูชาหยุดยั่วยุ หยุดอ้างสิทธิฝ่ายเดียว เพื่อไปชี้แจงในเวทีประชาคมโลก โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบร่วมกัน หากมาพูดคุยกันตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ว่า กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญภารกิจการลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูล นำไปชี้แจงกับประชาคมระหว่างประเทศได้ ให้ไปรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า หน่วยทหารในพื้นที่มีความร่วมมือกันในทุกเหล่าทัพ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ สามารถมั่นใจได้ว่าการดูแลชายแดน การปรับปรุงพื้นที่ให้มีความพร้อมและปลอดภัย กับทหารหน้าแนวและประชาชน และดำเนินการอยู่ต่อเนื่อง ส่วนกรณีที่มีการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา มีการประท้วงตามขั้นตอน เพื่อเป็นหลักฐานในสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง เพื่อส่งให้กระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการต่อ นอกจากนี้ จากการติดตามภาพข่าว จะเห็นได้ว่ากัมพูชามาความเคลื่อนไหวหลายอย่าง เช่น การสร้างบังเกอร์ ซึ่งอยู่ในการติดตามของฝ่ายไทยโดยตลอด ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเตรียมมาตราการรับมือในทุกมิติ ในขณะเดียวกันการดูแลกำลังพลตามแนวชายแดน ผู้บังคับหน่วย ยืนยันว่า ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา การเยียวยาเป็นไปตามขั้นตอนของราชการ รวมถึงสภาพความเป็นอยู่ ทั้งหน่วยที่อยู่หน้าแนวและหน่วยที่มาสมทบ

พ.อ.ริชฌา ยังกล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนใน จ.สระแก้ว ว่า ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ พื้นที่ไหนที่มีความชัดเจน ก็พร้อมที่จะก่อสร้าง เช่น ชายแดนจันทบุรี ในขณะที่ชายแดน จ.สระแก้ว ยังมีหลักเขตที่เห็นไม่ตรงกัน ต้องรอให้ได้ข้อยุติ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย เรามีการลดตระเวน วางรั้วลวดหนาม นอกจากนี้ ยังรวมกับกองทัพไทยวางรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ระบบตรวจการเซ็นเซอร์ตลอดแนว

ด้าน พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในส่วนของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใย เร่งให้มีการขับเคลื่อนเร่งพัฒนาโครงการ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดีมีสัญญาณโทรศัพท์ เนื่องจากบทเรียนจากการรบที่ผ่านมา ทหารจะรบไม่ชนะ ถ้าหากขาดพลังจากประชาชน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

​​​นายกฯ หารือ รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

นายกฯ หารือ รมต.ต่างประเทศสิงคโปร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค เสริมความมั่นคงพลังงานและการลงทุน

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.45 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเอง เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสิงคโปร์ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค ก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อกระชับความสัมพันธ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย และแสดงความซาบซึ้งที่ได้เดินทางมาถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเตรียมการประชุมผู้นำไทย–สิงคโปร์ (Leaders’ Retreat) ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ พร้อมคาดหวังว่าจะมีคณะผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำร่วมเดินทางมา เพื่อขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ใช้การประชุม Civil Service Exchange Programme (CSEP) เป็นกลไกเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมผู้นำดังกล่าว

ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับโครงการ ASEAN Power Grid ซึ่งเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคให้แข็งแกร่ง
ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากนอกภูมิภาค เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานร่วมกัน และรองรับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและด้านพลังงานเป็นก้าวสำคัญของการสร้าง Seamless Connectivity หรือการเชื่อมโยงอาเซียนอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพื่อขับเคลื่อนการเชื่อมโยงอาเซียน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งภูมิภาค