ก.เกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ก.เกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ก.เกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนการเริ่มงานวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เป็นประธานในพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนการเริ่มงานวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บริหาร และบุคคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พิธีดังกล่าวถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง ก่อนการเริ่มงานวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยในปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญต่อเกษตรกรในการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกของประเทศ

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการดำเนินการซักซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ณ สถานที่จริงไปแล้ว 2 ครั้ง (ซ้อมย่อย) โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการซ้อมใหญ่เพื่อให้การจัดพระราชพิธีฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคมนี้ เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และลุล่วงไปได้ด้วยดี

สส.กล้าธรรม ป้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จี้ โสภณ สอบจริยธรรม สส.พรรคประชาชน กล่าวหา เอี่ยว ค้ายาเสพติด

สส.กล้าธรรม ป้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จี้ โสภณ สอบจริยธรรม สส.พรรคประชาชน กล่าวหา เอี่ยว ค้ายาเสพติด

สส.กล้าธรรม ป้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จี้ โสภณ สอบจริยธรรม สส.พรรคประชาชน กล่าวหา เอี่ยว ค้ายาเสพติด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“สส.กล้าธรรม”จี้ “โสภณ” สอบจริยธรรม “สส.ปากหมา” กล่าวหา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ค้ายาเสพติด

6 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง พรรคกล้าธรม หารือต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ตั้งกรรมการสอบมาตรฐานทางจริยธรรม กับ สส.ที่อภิปรายพาดพิงและกล่าวหาเหมารวมยกเข่ง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าเสพยาและเป็นผู้ค้ายาเสพติดตั้งนั้น ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกจังหวัดเดือดร้อน เพราะโดนกล่าวหา

สส.กล้าธรรม

“ผมลงพื้นทที่ ที่ จ.ลำปาง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝากมาถามว่าสส.คนนั้นทำไมปากหมาแบบนี้  เป็นสส. ที่ไร้วุฒิภาวะทางความคิด ทั้งที่กำนันผู้ใหญ่บ้านทำงานหนักเพื่อประชาชน ไม่ใช่พูดแบบนั้น ทำให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เสียหาย แล้วมาอัดคลิปขอโทษ” นายดาชัย อภิปราย

ทั้งนี้นายโสภณ ได้ขอถอนคำพูดที่ว่า สส.ปากหมา เพราะเป็นคำไม่สุภาพ ไม่ควรบันทึกไว้ ซึ่งนายดาชัย ยอมถอนแต่โดยดี

สส.กล้าธรรม

เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.18 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์จข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เงินกู้ก้อนนี้จะเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” หรือจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา” ?

หมายเหตุ ผมจะขอวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยไม่เลือกอยู่ข้างรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่จะให้ความเป็นธรรมกับเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามหรือสนับสนุนอยู่ในมุมของประชาชน ในฐานะที่ผมเป็นประชาชน

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นไม่ใช่ว่า “ควรกู้หรือไม่ควรกู้” แบบขาวดำ แต่คือ ควรกู้ด้วยเครื่องมือพิเศษระดับ พ.ร.ก. หรือไม่ และควรกู้ใหญ่ถึง 4 แสนล้านทันทีหรือไม่
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “ไม่ผิดโดยตัวมันเอง” แต่จะดีหรือเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเงินถูกใช้เป็น “กันชนวิกฤต + ลงทุนลดต้นทุนพลังงานระยะยาว” หรือกลายเป็น “เงินแจกระยะสั้นที่เพิ่มหนี้ถาวร”
ถ้าใช้ถูกทาง พ.ร.ก.นี้อาจเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” คือช่วยประชาชนระยะสั้น และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว
ถ้าใช้ผิดทาง มันจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา” คือแจกเงินให้เศรษฐกิจดูไม่ทรุดในวันนี้ แต่ทิ้งภาระให้รัฐบาลหน้าและคนรุ่นหลัง
ปัญหาไม่ใช่การกู้เงิน 4 แสนล้านอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า รัฐบาลกำลังกู้เพื่อ “ดับไฟ” หรือกู้เพื่อ “ซื้อคะแนนนิยม” เพราะเงินกู้หมดได้ในสองปี แต่หนี้สาธารณะจะอยู่กับประเทศไปอีกหลายทศวรรษ

รัฐบาลพูดถูกว่า วิกฤตพลังงานต้องรีบรับมือ แต่ฝ่ายค้านก็ถามถูกว่า ความรีบนั้นจำเป็นต้องใหญ่ถึง 4 แสนล้านและต้องผ่าน พ.ร.ก.หรือไม่ นี่จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ช่วยประชาชน” กับ “ไม่ช่วยประชาชน” แต่คือการถามว่า เราจะช่วยประชาชนอย่างไร โดยไม่ทำให้อนาคตของประเทศกลายเป็นหลักประกันหนี้ทางการเมือง

ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับ ปชป.
ผมเห็นด้วยกับประชาธิปัตย์อยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมด
เพราะประเด็นไม่ใช่ว่า “ควรกู้หรือไม่ควรกู้” แบบขาวดำ แต่คือ ควรกู้ด้วยเครื่องมือพิเศษระดับ พ.ร.ก. หรือไม่ และควรกู้ใหญ่ถึง 4 แสนล้านทันทีหรือไม่
ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้หนักกว่านี้ว่าเป็นภาวะ “จำเป็น เร่งด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้” จริง
เพราะการออก พ.ร.ก. ไม่ใช่การใช้งบประมาณปกติ แต่เป็นการใช้อำนาจพิเศษนอกกระบวนการงบประมาณปกติ รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วางหลักไว้ว่า พ.ร.ก. ต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน จำเป็นรีบด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้ารัฐบาลบอกว่า “ต้องกู้เพราะวิกฤตพลังงาน” รัฐบาลต้องตอบให้ชัดอย่างน้อย 4 ข้อ

1. วิกฤตนี้รุนแรงถึงขั้นต้องใช้อำนาจพิเศษหรือไม่
2. ทำไมใช้งบประมาณปกติ โอนงบกลาง หรือลดภาษีน้ำมันบางส่วนไม่ได้
3. ทำไมต้อง 4 แสนล้าน ไม่ใช่ 1 แสนล้าน หรือ 2 แสนล้านก่อน
4. เงินส่วน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นเรื่องเร่งด่วนทันทีจริงหรือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ควรเข้าแผนงบประมาณปก

ส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยกับ ปชป.ทั้งหมด

ผมไม่เห็นด้วยถ้าจะบอกว่า ต้องรอให้ GDP ติดลบแบบต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิดก่อน จึงจะเรียกว่า “วิกฤต”
ในทางเศรษฐศาสตร์ วิกฤตไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก GDP ติดลบเสมอไป บางวิกฤตเริ่มจาก ต้นทุนพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อพุ่ง รายได้จริงของประชาชนหด และธุรกิจเล็กเริ่มขาดสภาพคล่อง ก่อนที่ตัวเลข GDP จะติดลบในภายหลัง

ตอนนี้มีสัญญาณจริงว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อ 29 เม.ย. 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.5% และเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นเป็น 2.9% จากแรงกดดันด้านพลังงาน และราคาน้ำมันโลกก็ผันผวนแรงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ดังนั้น ถ้าถามว่า รัฐบาลควรมีมาตรการรับแรงกระแทกหรือไม่ คำตอบคือ ควรมี

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าถามว่า ควรออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านทั้งก้อนหรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่ควรให้ผ่านง่าย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดโครงการและตัวชี้วัดที่ชัดเจน

ปัญหาใหญ่คือ เงินกู้ก้อนนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ เยียวยาประชาชน 2 แสนล้าน และเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน
ส่วนเยียวยา ยังพออธิบายความเร่งด่วนได้ เพราะค่าครองชีพกระทบประชาชนทันที
แต่ส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องถามหนักกว่าเดิมว่า

ถ้าเป็นโซลาร์เซลล์ พลังงานทดแทน โครงสร้างพื้นฐาน หรือการลดพึ่งพาฟอสซิล สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น แต่เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก. หรือไม่
นี่คือจุดที่ผมคิดว่า ปชป.โจมตีได้ถูกเป้า เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นนโยบายระยะยาว ควรผ่านกระบวนการงบประมาณ แผนพลังงานชาติ หรือกลไกลงทุนปกติ มากกว่าถูกพ่วงเข้าไปใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เรื่อง “ลดภาษีน้ำมัน” ที่ ปชป.เสนอ

ข้อเสนอให้ลดภาษีน้ำมันมีข้อดีคือ เร็ว เข้าใจง่าย และลดราคาหน้าปั๊มทันที
แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็มีข้อเสียมาก
หนึ่ง ลดภาษีน้ำมันช่วยทุกคน ไม่ได้ช่วยเฉพาะคนเดือดร้อน คนใช้รถใหญ่ ใช้น้ำมันมาก ก็ได้ประโยชน์มากกว่าคนจนที่ใช้ขนส่งสาธารณะ
สอง ทำให้รัฐเสียรายได้ทันที ทั้งที่รัฐกำลังมีปัญหาพื้นที่การคลังจำกัด
สาม ถ้าลดแล้ว ประชาชนจะคาดหวังให้ลดต่อ การดึงภาษีกลับขึ้นภายหลังทำได้ยากทางการเมือง
ดังนั้น ผมไม่คิดว่าการลดภาษีน้ำมันเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป ทางที่ดีกว่าคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มที่โดนผลกระทบจริง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก เกษตรกร SME และครัวเรือนเปราะบาง มากกว่าลดราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแหทั้งระบบ

ประชาธิปัตย์พูดถูกว่า รัฐบาลยังพิสูจน์ความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านได้ไม่พอ แต่ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจต้องติดลบก่อนถึงจะเรียกว่าวิกฤต นั่นก็แคบเกินไป เพราะวิกฤตพลังงานฆ่าเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ GDP ยังเป็นบวก แต่ประชาชนเริ่มติดลบในกระเป๋าแล้ว

ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นด้วยกับรัฐบาลในบางประเด็น
ประเด็นแรกคือ รัฐบาลมีหน้าที่ต้อง “ลงมือก่อนวิกฤตลุกลาม” ไม่ใช่รอให้เศรษฐกิจพังจนตัวเลข GDP ติดลบก่อน แล้วค่อยบอกว่านี่คือวิกฤต
เพราะวิกฤตพลังงานไม่เหมือนวิกฤตโควิดที่เห็นภาพชัดทันทีว่าเมืองปิด โรงงานหยุด คนตกงานพร้อมกันทั้งระบบ แต่วิกฤตพลังงานเป็นวิกฤตแบบค่อย ๆ บีบคอประชาชน เริ่มจากราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง ต้นทุนอาหาร และค่าครองชีพ ก่อนจะลามไปถึงกำลังซื้อ ธุรกิจรายเล็ก และการจ้างงาน
ถ้ารัฐบาลรอจนประชาชนเจ็บหนักแล้วค่อยขยับ อาจช้าเกินไป

ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลมีเหตุผลพอสมควร เพราะแรงกระแทกจากตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องที่ไทยควบคุมได้ ราคาพลังงานเป็นปัจจัยภายนอก แต่ผลกระทบตกใส่กระเป๋าคนไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการกันชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกเองทั้งหมด

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยคือ การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มอาจดีกว่าการลดภาษีน้ำมันแบบเหวี่ยงแห

ถ้ารัฐลดภาษีน้ำมัน ทุกคนได้ประโยชน์เหมือนกันหมด ทั้งคนจน คนชั้นกลาง คนใช้รถเล็ก คนใช้รถใหญ่ บริษัทขนส่งรายใหญ่ และคนที่ใช้น้ำมันมาก แต่คนที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด

ดังนั้น หากเงินกู้ส่วนเยียวยาถูกออกแบบให้ช่วยกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย SME ผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจริง วิธีนี้อาจมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันทั้งระบบ

อีกข้อหนึ่งที่ควรให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลคือ รัฐบาลไม่ได้เสนอเพียง “แจกเงิน” อย่างเดียว แต่พยายามวางกรอบว่าเงินกู้ก้อนนี้มี 2 เป้าหมาย คือ เยียวยาระยะสั้น และปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว โดยรายงานข่าวระบุว่ารัฐบาลแบ่งกรอบวงเงินเป็น 2 แผนใหญ่ คือช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการประมาณ 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท

ถ้าดูในแง่นี้ รัฐบาลไม่ได้อธิบายเงินกู้ก้อนนี้ในฐานะ “เงินแจกเพื่อพยุงคะแนนนิยม” เพียงอย่างเดียว แต่อธิบายว่าเป็นการใช้วิกฤตเป็นจังหวะในการลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศ
ตรงนี้เป็นเหตุผลที่รับฟังได้

เพราะถ้าวิกฤตตะวันออกกลางทำให้ไทยเห็นชัดว่า ประเทศเรายังพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป การเร่งลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และฟอสซิล ก็อาจไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ด้วย

พูดอีกแบบคือ พลังงานสะอาดในยามปกติอาจเป็นนโยบายระยะยาว แต่ในวันที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก มันอาจกลายเป็นวาระความมั่นคงของประเทศ
รัฐบาลยังมีจุดที่ควรรับฟังคือ การลดวงเงินจากกระแสข่าวเดิม 5 แสนล้านบาท เหลือ 4 แสนล้านบาท โดยฝ่ายรัฐบาลอธิบายว่าเป็นการคำนึงถึงวินัยการคลัง และจะทยอยกู้ ไม่ใช่กู้เงินมากองไว้ทั้งก้อน

ถ้าทำได้จริง นี่เป็นจุดที่ควรสนับสนุน

เพราะการทยอยกู้ตามโครงการจริง ย่อมดีกว่าการกู้เงินก้อนใหญ่เข้ามารอใช้โดยไม่มีโครงการรองรับ และถ้ามีระบบกลั่นกรองที่โปร่งใสจริง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการใช้เงินผิดเป้าหมาย
ดังนั้น ในมุมที่เป็นธรรมกับรัฐบาล ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลควรมีเครื่องมือทางการคลังเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ไม่ควรถูกบังคับให้ยืนดูประชาชนรับภาระค่าครองชีพเพียงลำพัง และไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจพังจนเห็นตัวเลขติดลบก่อนจึงจะลงมือ

แต่การเห็นด้วยกับ “ความจำเป็นในการมีมาตรการ” ไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นด้วยอัตโนมัติกับ “ขนาดวงเงิน วิธีการกู้ และรายละเอียดการใช้เงินทั้งหมด”
นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญ

ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือ

แต่รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้ว่า มาตรการนั้นจำเป็นต้องเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจริงหรือไม่

ผมเห็นด้วยว่าประชาชนต้องได้รับการเยียวยา

แต่รัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ว่าเงินจะไปถึงประชาชนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่รั่วไหลไปสู่โครงการการเมือง

ผมเห็นด้วยว่าประเทศต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แต่รัฐบาลก็ต้องอธิบายว่าอะไรคือโครงการเร่งด่วน อะไรคือโครงการระยะยาว และเหตุใดจึงต้องใช้เงินกู้ฉุกเฉิน

เพราะฉะนั้น จุดยืนของผมจึงไม่ใช่ “ค้านรัฐบาล” และไม่ใช่ “เชียร์รัฐบาล”

แต่คือการบอกว่า รัฐบาลมีเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ยังมีคำถามที่ต้องตอบให้ชัดกว่านี้

พูดให้ชัดที่สุดคือ ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลในหลักการว่า วิกฤตพลังงานต้องมีมาตรการรับมือ และไม่ควรรอให้ประชาชนล้มก่อนจึงค่อยช่วย แต่ผมยังไม่พร้อมเห็นด้วยแบบไม่มีเงื่อนไขกับการใช้

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพราะเงินกู้ระดับนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้วิกฤตวันนี้ แต่เป็นภาระทางการคลังของประเทศในวันหน้า
คำถามคือ เงินกู้ก้อนนี้จะเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” หรือจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา”

ผมยังไม่ฟันธง แต่อยากชวนทุกคนช่วยกันคิดว่า รัฐบาลตอบคำถามเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วน ความคุ้มค่า และความโปร่งใสได้ชัดพอแล้วหรือยัง
คุณๆ ประชาชนทั้งหลายคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?

พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ที่เที่ยวกัมพูชา รัฐบาล เตือนข่าวปลอมปั่นกระแสโซเชียลใช้ภาพ Collage ทำสับสน

พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ที่เที่ยวกัมพูชา รัฐบาล เตือนข่าวปลอมปั่นกระแสโซเชียลใช้ภาพ Collage ทำสับสน

พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ที่เที่ยวกัมพูชา รัฐบาล เตือนข่าวปลอมปั่นกระแสโซเชียลใช้ภาพ Collage ทำสับสน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม ยืนยันไม่เป็นความจริง กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา” 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม เพื่อยกระดับสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,017 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1  เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง วิธีสังเกตผงชูรสแท้ด้วยวิธีเบื้องต้น

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดเว็บไซต์ใหม่ยื่นชำระภาษี

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน ทุกโรงน้ำดื่มทั่วประเทศ ต้องจ่ายค่าตรวจน้ำประจำปีเพิ่ม จากปกติ ปีละ 6,900 บาท เป็นปีละไม่เกิน 50,000 บาท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง คนไทยกว่า 600 คน กลับประเทศไม่ได้ หลังกัมพูชาไม่เปิดด่านตามที่ตกลง

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

ข่าวปลอม

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

“สำหรับข่าวปลอม เรื่อง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ว่า พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนผ่านการใช้ภาพและแหล่งอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันการจัดอันดับดังกล่าว โดยเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะนำข้อมูลบางส่วนมาผสมกับภาพที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การใช้ภาพประกอบแบบรวม (collage) ที่มีทั้ง ภาพนครวัด และภาพพระราชวังที่คล้ายกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนด้านการท่องเที่ยวของประเทศในสื่อสากลอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการกล่าวอ้างถึง “พระราชวัง” ในบริบทของกัมพูชา ย่อมหมายถึงสถานที่ภายในประเทศกัมพูชาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวังของไทย” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาลขอให้ประชาชน ตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.)

ราชทัณฑ์แจงยิบ! พักโทษ ทักษิณ พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

ราชทัณฑ์แจงยิบ! พักโทษ ทักษิณ พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

ราชทัณฑ์แจงยิบ! พักโทษ ทักษิณ พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า การพิจารณาพักการลงโทษต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 มีเนื้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก ซึ่ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษชั้นกลางและจำคุกเป็นครั้งที่ 2 นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียน ดังนี้

1.พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก บัญญัติว่า “นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้” นั้นเป็นการกล่าวถึงภาพรวมของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามี 8 ข้อ ได้แก่ (1) ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ (2) เลื่อนชั้น (3) ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ (4) ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง (5) ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน (6) ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ (7) พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะมากกว่า และ (8) ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ ทั้งนี้ มิได้กล่าวถึงการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดไว้แต่อย่างใด

2.กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ได้กำหนดเรื่องการพักการลงโทษกรณีปกติไว้ โดยนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป อาจได้รับพักการลงโทษไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด หากมีการพระราชทานอภัยโทษให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52(7) ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า การพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ ดังนั้น กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2564 จึงมิได้เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 แต่อย่างใด

3.นายทักษิณ ต้องโทษจำคุก รวม 3 คดี ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยว่า การบังคับโทษไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 1 ปี ดังนั้น การบังคับโทษ 1 ปี ของนายทักษิณฯ จึงมิใช่กรณีกระทำความผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น และมิใช่กรณีเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปี นับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน
จากประเด็นดังกล่าว นายทักษิณ จึงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด และได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด

ทั้งนี้ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน รอบคอบ และเป็นธรรม โดยมิได้มีการเลือกปฏิบัติหรือให้สิทธิประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่อย่างใด

กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

แม่ยกส้มออกตัวแรง! คุยโวทีม ชัยวัฒน์ คือทางออกคนกรุง

แม่ยกส้มออกตัวแรง! คุยโวทีม ชัยวัฒน์ คือทางออกคนกรุง

แม่ยกส้มออกตัวแรง! คุยโวทีม ชัยวัฒน์ คือทางออกคนกรุง

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.20 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ระบุว่าอิจฉาคนกรุงเทพฯ แล้ว นอกจากมั่นใจในศักยภาพของคุณโจ ชัยวัฒน์ คนกรุงเทพยังมีตัวเลือกใหม่ที่เป็นทีมบริหารและทีมที่ปรึกษาที่เป็นดรีมทีมจริง ๆ 
เหลือแค่ขอโอกาสให้ฟูลทีมนี้ได้มี โอกาสบริหารกรุงเทพฯ เท่านั้น

ทีมบริหาร  (ทีมรองผู้ว่าฯ)
‘วิโรจน์‘ ปราบปรามคอรัปชั่น  
วรภพ วิริยะโรจน์  เศรษฐกิจการคลัง  
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ด้านสวัสดิการ 
นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ด้านสาธารณสุข 

ทีมที่ปรึกษา 2 คน 
เดชรัต สุขกำเนิด ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม 
เพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลด้านปฏิรูประบบราชการ 

รายชื่อผู้สมัคร สก.ของพรรคประชาชน ทั้ง 50  เขต ได้แก่
เขตคลองสาน – ณัฐจิรา ศุภพันธ์ (ณัฐ)
เขตคลองสามวา – สุรเกียรติ หวังพิทักษ์ (อักรอม)
เขตคลองเตย – พลอย เตลาน (ลัญ)
เขตคันนายาว – นันท์นภัส สุขสิริฐานันท์ (กาญจน์)
เขตจตุจักร – อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย (มาร์ท)
เขตจอมทอง – กิรติ จงพิพิธพร (บาส)
เขตดอนเมือง – อดิศร ฤกษ์ลักษณี (โบ๊ท)
เขตดินแดง – อัมรินทร์ สวัสยานุภาพ (ทนายจัมโบ้)
เขตดุสิต – อัครชัย กันธมาลา (มิก)
เขตตลิ่งชัน – กันตพงศ์ ดีชัยยะ (แมพ)
เขตทวีวัฒนา – ณัฐนนท์ นาคหล่อ (หลุยส์)
เขตทุ่งครุ – มหัทธวัฒน์ พรเภตรา (บอสส์)
เขตธนบุรี – สุวิจักขณ์ วิริยะธนการ (สิทธิ์)
เขตบางกอกน้อย – อริย์ธัช ????ยอดไชยเกียรติ (อริ) 
เขตบางกอกใหญ่ – พลวริศ สุทธิคีรี (ภู)
เขตบางกะปิ – วีระชาติ เสประธานนท์ (โจ้)
เขตบางขุนเทียน – เอษณา จรัสสุริยพงศ์ (เอ)
เขตบางคอแหลม – กิตติสัณห์ อุตสาหประดิษฐ์ (เอิร์ธ)
เขตบางซื่อ – ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย (เนอส)
เขตบางนา – ฉัตรชัย หมอดี (โต้ง)
เขตบางบอน – เขมชาติ ฉัตรตรัสตรัย (เขม)
เขตบางพลัด – เอกนรินทร์ พัชรประกาย (เบียร์)
เขตบางรัก – วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน (จ๋า)
เขตบางเขน – ภาณุวัฒน์ ศรีวงษา (นุ)
เขตบางแค – อำนาจ ปานเผือก (นาจ)
เขตบึงกุ่ม – อภิชาต ปรางทอง (ตูน)
เขตปทุมวัน – อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ (อัญอัญ)
เขตประเวศ – ฐาปนีย์ สุขสำราญ (เกตุ)
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย – อัยรินทร์ กลางประพันธ์ (แป้ง)
เขตพญาไท – วรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ (เก๋า)
เขตพระนคร – อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ (เจด)
เขตพระโขนง – สราวุธ อนันต์ชล (หนุ่ม)
เขตภาษีเจริญ – พัณณ์ชิตา รณบรรณ (ลิ้ม)
เขตมีนบุรี – กิตติคุณ รุจิมงคล (วิน)
เขตยานนาวา – ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร (ท๊อป)
เขตราชเทวี – เอกกวิน โชคประสพรวย (วิน)
เขตราษฎร์บูรณะ – ปิยวัช รังผึ้ง (ป้อง)
เขตลาดกระบัง – อานนท์ แม้นเพชร (โอม)
เขตลาดพร้าว – ณภัค เพ็งสุข (ต้น)
เขตวังทองหลาง – อธิการ ถิรวิริยพล
เขตวัฒนา – ภัคญดา อำนวยเดชกร (เอลฟ์)
เขตสวนหลวง – มาโนช วงศ์เกตุใจ (ต้อง)
เขตสะพานสูง – เมธิณี หวังพิทักษ์ (เมย์)
เขตสัมพันธวงศ์ – ธนภัทร เทียนกระจ่าง (ลาเต้)
เขตสาทร – ไซราม ประกายกิจ (ครูทอมมี่)
เขตสายไหม – ภมร พลจันทร์ (อ๊อฟ)
เขตหนองจอก – หยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ (หยก)
เขตหนองแขม – กิตติคุณ กชกรจารุพงศ์
เขตหลักสี่ – ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ (ที)
เขตห้วยขวาง – ปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ (ปังปอนด์)
#พรรคประชาชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปชน.เปิดตัว อ.โจ ชิงผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระเมือง เพิ่มสวัสดิการ-ช่วยคนค้าขาย-ลดค่าครองชีพ-ปราบคอร์รัปชัน

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ

อดีตผู้พิพากษา ชี้ การอ้างศักดิ์ศรีมนุษย์เลี่ยงติดกำไล EM ระวังทำลายระบบยุติธรรมทั้งประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า  กำไล EM, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ “เส้นแบ่ง” แห่งความเสมอภาค

การให้สัมภาษณ์ของทนายความของ นายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีที่ “ทักษิณ” ซึ่งจะได้รับการพักการลงโทษ ต้องติด กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) โดยระบุว่า “เป็นการกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” แม้จะเป็นถ้อยคำที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักในเชิงสิทธิมนุษยชน  แต่ในขณะเดียวกัน กลับเปิดพื้นที่ให้เกิดคำถามสำคัญถึงหลัก “นิติรัฐ” และความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 

1.ศักดิ์ศรีที่มาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ 

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง “คุณค่าที่มีอยู่ประจำตัวมนุษย์ทุกคนเพียงเพราะเขาเกิดมาเป็นมนุษย์” โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคม ยศถาบรรดาศักดิ์ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือแม้แต่ความประพฤติ (เช่น ต่อให้เป็นนักโทษ ก็ยังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่)
ในมิติทางกฎหมาย “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้ต้องโทษยังคงได้รับการคุ้มครองเสมอ แต่ต้องไม่ลืมว่า “การพักการลงโทษ” คือการผ่อนปรนการคุมขังภายใต้เงื่อนไข มิใช่การพ้นโทษโดยสมบูรณ์

การใช้ EM จึงต้องถูกวิเคราะห์ผ่าน หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality):
• เป็นมาตรการที่เบากว่า: EM ช่วยให้ผู้ต้องโทษกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้แทนการถูกจำกัดอิสรภาพในเรือนจำ
• วัตถุประสงค์ชัดเจน: เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและการกำกับดูแลตามเงื่อนไขของรัฐ
ดังนั้น การอ้างว่า EM กระทบศักดิ์ศรีมนุษย์ จึงไม่อาจหยุดอยู่แค่หลักการนามธรรม แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรการนี้ “ไม่จำเป็น” อย่างไรในกรณีเฉพาะนั้นๆ มิเช่นนั้นคำกล่าวอ้างนี้จะกลายเป็นเพียง “วาทกรรม” มากกว่าเหตุผลทางกฎหมาย 

2. “ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” หรือ “การเลือกจำข้อเท็จจริง”? 

ข้อโต้แย้งที่ว่าบุคคล “ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี” จำเป็นต้องพิจารณาจากฐานข้อมูลรอบด้าน:
• พฤติการณ์ในอดีต: หากเคยมีการขออนุญาตออกนอกประเทศแล้วไม่กลับมาตามกำหนดเป็นเวลานาน ข้อเท็จจริงนี้คือ “ตัวแปรสำคัญ” ในการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย
• ความน่าเชื่อถือ: การมองข้ามพฤติการณ์ในอดีตแล้วสรุปว่าปัจจุบันไม่มีความเสี่ยง อาจถูกมองว่าเป็น Selective Framing หรือการเลือกใช้ข้อเท็จจริงเฉพาะส่วนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายตนเอง

3. หลักความเสมอภาค: บรรทัดฐานเดียวกันสำหรับทุกคน 

คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า “บุคคลใดสมควรได้รับการยกเว้น” แต่คือ “เกณฑ์นี้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมต่อทุกคนหรือไม่?”
ภายใต้หลัก ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย (Equality before the law):
• หากเรายอมรับว่า EM ละเมิดศักดิ์ศรีมนุษย์ รัฐต้องเลิกใช้กับผู้ต้องโทษ “ทุกคน”
• แต่หาก EM เป็นเครื่องมือที่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรการนี้ย่อมต้องใช้บังคับกับบุคคลทุกคนภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือบารมีทางการเมือง 

บทสรุป 

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือหัวใจของประชาธิปไตย แต่มันจะมีน้ำหนักทางกฎหมายต่อเมื่อถูกใช้อย่างเป็นระบบผ่านมิติของความจำเป็นและความเสมอภาค หากเรายอมให้มีการสร้าง “ข้อยกเว้น” โดยอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพียงเพื่อบุคคลบางกลุ่ม… นั่นอาจเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของระบบยุติธรรมทั้งระบบลงอย่างสิ้นเชิงการติด EM จึงไม่ใช่โซ่ตรวนที่พันธนาการร่างกาย แต่เป็น “สายใยแห่งความเชื่อมั่น” ที่ผูกโยงบุคคลเข้ากับระบบยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

6/5/69

หมายเหตุ:
 

1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
เน้นย้ำว่าสิทธิมีอยู่จริง แต่รัฐจำกัดได้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม
“ตาม ICCPR ข้อ 10 ระบุว่า บุคคลทั้งปวงที่ถูกจำกัดเสรีภาพต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความมีมนุษยธรรมและด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีแต่กำเนิดของความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิบางประการ (เช่น การใช้ EM) สามารถทำได้หากเป็นไปตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อความสงบเรียบร้อย และที่สำคัญที่สุดคือต้อง ‘ไม่เลือกปฏิบัติ’ ไม่ว่าด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม หรือสถานะอื่นใด”

2) ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (หลักการเนลสัน แมนเดลา)
เน้นเรื่องมาตรฐานเดียว (Universal Standard)
“ตาม หลักการเนลสัน แมนเดลา (The Nelson Mandela Rules) ข้อกำหนดที่ 1 และ 2 ยืนยันว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ แต่การบังคับใช้กฎระเบียบต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยต้อง ‘ไม่มีการเลือกปฏิบัติ’ และต้องไม่มีข้อยกเว้นที่เป็นสิทธิพิเศษให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มาตรฐานสากลจึงมุ่งเน้นที่การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้มาตรการควบคุมเดียวกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของระบบโดยรวม”

3) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
เน้นเรื่องความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย
“UDHR ข้อ 7 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆ’ ดังนั้น การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อขอรับสิทธิพิเศษเหนือบุคคลอื่นในสถานะเดียวกัน จึงขัดต่อเจตนารมณ์พื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่ต้องเป็นสิทธิสำหรับทุกคน (Universal Rights) ไม่ใช่สิทธิเฉพาะราย”
“การยึดถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามแนวทางของ หลักการเนลสัน แมนเดลา จึงมิใช่การเรียกร้อง ‘สิทธิพิเศษ’ เพื่อยกเว้นมาตรการควบคุมให้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการยืนยันว่า รัฐต้องปฏิบัติต่อทุกคนด้วยมาตรฐานมนุษยธรรมเดียวกัน เพราะศักดิ์ศรีที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และมอบความเป็นธรรมให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชนมองเป็นเป็นสิทธิ

ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชนมองเป็นเป็นสิทธิ

ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชนมองเป็นเป็นสิทธิ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.42 น.

รัฐบาลย้ำเดินหน้าแก้วิกฤตประชาชน ไม่กังวลฝ่ายค้านยื่นศาลรธน. สกัดพ.ร.ก. มองเป็นเป็นสิทธิ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดกู้เงินของรัฐบาลว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่นั้น ถือเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย แต่ในส่วนของฝ่ายบริหาร รัฐบาลยืนยันว่า การเร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอได้

รัชดา ธนาดิเรก

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งมีมาตรการรองรับ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูงควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะถัดไป ซึ่งจะแก้ไขได้ยากกว่าปัจจุบันหลายเท่า

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางดำเนินการใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานสู่ผลระยะยาว

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ที่มีการมองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบ และเสนอให้ใช้กระบวนการงบประมาณปกติ ก็อยากให้เข้าใจความเป็นจริงว่างบประมาณปกติถูกจัดไว้ล่วงหน้า การปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลา ทำให้เกิดความล่าช้า ที่สำคัญคือไม่เพียงพอที่จะสู้กับวิกฤตเนื่องจากเราอยู่ช่วงครึ่งหลังปีงบประมาณ กว่างบประมาณใหม่จะเริ่มในเดือนตุลาคมซึ่งไม่ทันให้เรารับมือกับวิกฤตตอนนี้ 

กู้เงิน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้กลไกพระราชกำหนดเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างทันท่วงที

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ของ GDP และทุกโครงการจะอยู่ภายใต้ระบบกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้วางไทม์ไลน์การช่วยเหลือประชาชนไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่ง” ที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้  และยังมีการเพิ่มเงินแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด และยังเป็นการช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ

“รัฐบาลมีหน้าที่ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความจำเป็นในการดูแลประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงมุ่งให้เกิดผลช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนฝ่ายค้านก็คงมีดุลพินิจที่แตกต่างไป” นางสาวรัชดา กล่าว

เสริมแกร่งธุรกิจไทย รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ แก้หนี้

เสริมแกร่งธุรกิจไทย รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ แก้หนี้

เสริมแกร่งธุรกิจไทย รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ แก้หนี้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ–แก้หนี้ เสริมแกร่งธุรกิจไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุนและมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เตรียมนำมาตรการช่วยเหลือเข้าสู่การให้บริการแบบครบวงจรในงาน Money Expo 2026 Bangkok ระหว่างวันที่ 7–10 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านบริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินโดยตรง

รัฐบาลหนุน SMEs

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระต้นทุนทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

นางสาวลลิดากล่าวว่า มาตรการสำคัญประกอบด้วย

รัฐบาลหนุน SMEs

– “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก เชื่อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 3.5% ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของ SMEs

– “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” สนับสนุนสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่–มือสอง ทั้งรถสันดาปและ EV ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี ค้ำประกันสูงสุด 7 ปี สำหรับรายย่อย เกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก

– “บสย. พร้อมช่วย” มาตรการฟื้นฟูลูกหนี้ ลดต้นสูงสุด 50% ดอกเบี้ย 0% ผ่อนขั้นต่ำ 500 บาทต่อเดือน พร้อมปรับโครงสร้างหนี้ได้สูงสุด 7 ปี

“รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs อย่างเต็มที่ ผ่านมาตรการด้านสินเชื่อ การค้ำประกัน และการฟื้นฟูทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน ลดภาระต้นทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และรักษาการจ้างงานในระยะยาว”

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน นิวโมคอคคัส ให้เด็กไทย ฟรี ยกระดับการป้องกันโรคร้าย

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน นิวโมคอคคัส ให้เด็กไทย ฟรี ยกระดับการป้องกันโรคร้าย

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน นิวโมคอคคัส ให้เด็กไทย ฟรี ยกระดับการป้องกันโรคร้าย

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.23 น.

รัฐบาลเพิ่มวัคซีน “นิวโมคอคคัส” ให้เด็กไทย ฟรี! ยกระดับการป้องกันโรคร้าย ลดเสี่ยงปอดอักเสบ–เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีผลบังคับใช้แล้ว

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ล่าสุดคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 กำหนดให้ “วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV)” เป็นสิทธิบริการสาธารณสุขด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับเด็กไทย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ประกาศดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในเด็กเล็ก

ทั้งนี้ การให้บริการวัคซีน PCV ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 และให้ถือว่าเป็นบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามประกาศฉบับนี้อย่างเป็นทางการ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การบรรจุวัคซีน PCV เข้าสู่สิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นอีกก้าวสำคัญของรัฐบาลในการลงทุนด้าน “การป้องกันก่อนการรักษา” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว แต่ยังช่วยให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยจากโรคร้ายแรง

“นี่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยตั้งแต่ต้นทาง ให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีนจำเป็นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว