เจ๊รวย ขอเอ็นจอย เกาะขอบจอชมคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ ระหว่างอภิปรายงบฯ ปี 70 เสียงดังลั่นไปถึงชั้นลอย

9 กันยายน 2569 เวลา 22:36 น.

9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 20.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณามาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดแท็บเล็ต เพื่อดูคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ ซึ่งเสียงของคอนเสิร์ตนั้น ดังไกลมาถึงสื่อมวลชนที่อยู่บนชั้นลอยของห้องประชุมสุริยัน โดยคาดว่า เป็นการชมสด FAREWELL CONCERT อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำ ชัดๆ ครั้งสุดท้าย” รอบสุดท้ายของการบอกลา วันที่ 9 ก.ย.2569 ผ่านทางแอพ AIS PLAY

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน

9 กันยายน 2569 เวลา 21:58 น.

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน สร้างความสงบชายแดนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชาประท้วงไทย โดยกล่าวหาว่าละเมิดอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมในดินแดนกัมพูชา ว่า อยากให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปทบทวนสิ่งที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะกล่าวหากัน ควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบถ้วน และปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง ลดความเสี่ยงทางทหาร และทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

กรณีที่กัมพูชาระบุว่าทหารไทยอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างเรื่องเขตแดน” กับ “แนววางกำลัง” หลังการหยุดยิง โดยทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่รักษาสถานะตาม Troop Deployment Line หรือแนววางกำลังของกำลังทหารตามที่ตกลงกัน ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติอยู่ในแนววางกำลังของไทย ไม่ได้ใช้การหยุดยิงเป็นโอกาสในการรุกคืบหรือเพิ่มกำลัง ดังนั้น ไม่ควรนำคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเกี่ยวกับเขตแดนมาใช้แทนกระบวนการตรวจสอบและปักปันเขตแดน ซึ่งมีกลไกทวิภาคีรองรับอยู่แล้ว

ส่วนกรณีกัมพูชาต้องการให้เร่งประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังถ่วงเวลานั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธ JBC ตรงกันข้าม ไทยต้องการให้ JBC ทำงานและเกิดผลอย่างแท้จริง แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน สิ่งพื้นฐานที่สุดคือพื้นที่ต้องปลอดภัย ต้องรักษาการหยุดยิง ลดการเผชิญหน้า ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลดอันตรายในพื้นที่ “ถ้าพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่เทคนิคจะลงไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”

เมื่อถามว่า ไทยกำลังตั้งเงื่อนไขด้านความมั่นคงก่อนเดินหน้า JBC หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข แต่เป็นการทำให้สิ่งที่ตกลงกันสามารถเกิดขึ้นจริง Security หรือความมั่นคง ไม่ใช่อุปสรรคของ JBC แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ JBC สามารถทำงานได้ เมื่อพื้นที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงสามารถลงสำรวจได้ เมื่อการเผชิญหน้าลดลง การเจรจาก็เดินหน้าได้ และเมื่อความหวาดระแวงลดลง ความไว้ใจก็จะกลับมา นี่คือเหตุผลที่ทุกส่วนของถ้อยแถลงร่วมต้องดำเนินการควบคู่กัน

สำหรับการดำเนินการกับพื้นที่สแกมเมอร์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อตกลงชายแดนอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหรือกัมพูชา แต่มีผู้เสียหายจากหลายประเทศ โดยถ้อยแถลงร่วมมีเจตนารมณ์ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ดังนั้น การจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โปร่งใส และร่วมมือกัน ไม่ควรนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาเป็นเหตุให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหยุดชะงัก

ผอ.JIC ย้ำว่า “สิ่งที่ไทยต้องการไม่ซับซ้อน คือควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบ และทำตามที่เราตกลงกัน รักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง รักษาแนววางกำลัง ร่วมกันทำให้พื้นที่ปลอดภัย ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วให้ JBC ทำหน้าที่เรื่องเขตแดนตามกลไกที่มีอยู่ หากทั้งสองฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ได้ การเจรจาก็จะเดินหน้าได้”

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายของไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป้าหมายของไทยไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยแถลงการณ์ แต่คือประชาชนของทั้งสองประเทศต้องปลอดภัย และชายแดนต้องกลับมาสงบ ปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงยิ่งต้องใช้กลไกทวิภาคี ใช้ข้อเท็จจริง ใช้กฎหมาย และพูดคุยกัน โดยต้องหยุดยิงให้จริง ทำให้พื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลง และให้ JBC ทำหน้าที่ นี่คือเส้นทางที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการนำไทยและกัมพูชากลับไปสู่ความสงบสุขร่วมกัน

ทั้งนี้ ผอ.JIC สรุปแนวทางของไทยด้วยหลัก “SECURITY → TRUST → JBC → PEACE” หรือ “พื้นที่ปลอดภัย สร้างความไว้ใจ ความไว้ใจทำให้ JBC เดินหน้า และ JBC กับกลไกทวิภาคีจะนำไปสู่สันติสุขของประชาชน” พร้อมย้ำว่า “ปลายทางไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ”ผอ.JIC กล่าว

เท้งออกตัว ส้มไม่ได้ยึดนนท์ ผวากลุ่มการเมืองต้าน ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.

9 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

9 กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้เมื่อการเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี ใกล้เข้ามา ผมได้รับทราบข้อกังวลจากเครือข่ายในพื้นที่ว่า หากอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ชนะเลือกตั้ง จะทำให้กลุ่มการเมืองในพื้นที่บางกลุ่มเสียเปรียบ เพราะส้มจะเข้ามายึดจังหวัดนนทบุรี

ผมขอยืนยันอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรคว่า การส่งอาจารย์เดชรัตลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี ไม่ใช่การยึดพื้นที่ ไม่ใช่เพื่อการสร้างฐานทางการเมือง — พวกเราไม่เคยทำการเมืองแบบนั้น

สิ่งเดียวที่พวกเราคาดหวัง คือ ‘โอกาส’ ในการทำงาน ‘โอกาส’ ได้นำนโยบาย ‘New นนท์’ เข้าไปบริหารนนทบุรี ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนนนท์และคนไทยทั้งประเทศเห็นว่า การเมืองท้องถิ่นที่ดีกับคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องเดียวกัน — และเราพร้อมทำงานร่วมกับทุกกลุ่ม ตราบใดที่แนวทางการทำงานกับกลุ่มต่างๆ ไม่ขัดกับหลักการและคุณค่าพื้นฐานของพรรคประชาชน

และผมคิดว่าผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรีทุกคน มีเจตนาทำงานเพื่อประชาชนไม่ต่างจากอาจารย์เดชรัต และมีความปรารถนาที่อยากเห็นนนทบุรีดีขึ้นเช่นเดียวกัน

พวกเราเป้าหมายหนึ่งเดียว คือทำให้พ่อแม่พี่น้องชาวนนทบุรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ

อดิศร สับระบบ มหาดไทย ศักดินา-เจ้าขุนมูลนาย จวกย่อไหว้ อนุทิน ลั่นระบบเลียแข้งเลียขาต้องหมดไป

9 กันยายน 2569 เวลา 16:02 น.

อดิศร โชว์สไลด์ สับระบบ มหาดไทย ศักดินา-เจ้าขุนมูลนาย-พินอบพิเทา จวกย่อไหว้ อนุทิน ลั่นระบบเลียแข้งเลียขาต้องหมดไป ลั่นถ้าผมเป็น มท.1 จะไม่ให้เป็นปลัดฯ

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยพิจารณาในมาตรา 20 งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายให้มีการปรับลดงบประมาณ เพื่อให้งานกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าต่อไป บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เป็นสิ่งที่ดี การปรับลดที่กรรมาธิการได้ประชุมกัน 2 เดือน มีการหารือหรือไม่ว่างานกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วหรือเชื่องช้า “บริหารโดยเป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นศักดินาหรือไม่” การปรับลดหรือการให้งบประมาณแก่กระทรวงมหาดไทย เห็นภาพแล้วเข่าทรุด

จากนั้น นายอดิศร ได้โชว์ภาพสไลด์เป็นภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รับไหว้ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า ”ผมเบลอภาพ กลัวถูกฟ้อง นั่นนายกรัฐมนตรีแน่นอน มีคนๆหนึ่ง พินอบพิเทานั่งย่อไหว้ นี่คือข้าราชการ เป็นจารีตของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ขอบคุณที่ได้อยู่ต่อ พฤติกรรมอย่างนี้ การบริหารตนเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการที่จะทำให้กระทรวงมหาดไทยรับใช้ประชาชน ผมเห็นแล้วแทบจะไม่มีความหวัง ผมไม่ได้โทษนายกรัฐมนตรี แต่เห็นคนๆนี้ นายกฯไปไหนเป็นเงาตลอด บริหารที่กระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องพูด เจอข้าหลวง หรือลูกน้องที่พินอบพิเทาเอาใจเจ้านายอย่างนี้ บ้านเมืองจะไปได้อย่างไร ผมอยากให้กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่นำการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวตรง ศักดิ์ศรีของข้าราชการมี นักการเมืองอยู่ไม่นาน“

นายอดิศร กล่าวต่อว่า แต่ก็มีเรื่องเล่าว่า นักการเมืองบางคนไปอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยนานไป ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี ต้องมาประชุมสภา พอถึงสภาแล้วลงไม่ได้ คนขับรถเลยบอกว่าท่านครับถึงสภาแล้ว เพราะไม่มีใครเปิดประตูให้ นั่นคือจารีตที่มหาดไทยทำไว้ วันนี้ต้องขออภัยข้าราชการ ขออภัยนายกรัฐมนตรี ระบบศักดินา เจ้าขุนมูลนาย เลียแข้งเลียขา ต้องหมดไปจากมหาดไทย ต้องหมดไปจากประเทศไทย ไม่ทราบว่าจะปรับจะลดอย่างไรเพราะเป็นจริยธรรมอยู่ในตัว ซึ่งหวังว่าจะไม่ได้เห็นภาพนี้อีก ถ้าตนมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนจะไม่ให้เป็นปลัดมหาดไทย

วิปวุฒิสภา เคาะวันถกงบฯ ปี70 วางกรอบ 10-11 ก.ย.นี้ รอ สส.ถกเสร็จ

9 กันยายน 2569 เวลา 15:55 น.

วิปวุฒิสภา เคาะวันถกงบฯ ปี70 วางกรอบ 10-11 ก.ย.นี้ รอ สส.ถกเสร็จ ยัน 138 สว. ยังทำหน้าที่ปกติ เหตุไม่ทราบจำนวนแน่ชัดในคดีฮั้ว มั่นใจเวที ฝ่ายค้าน ไม่กระทบการตัดสินใจของ กกต.

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการวุฒิสภา แถลงกำหนดกรอบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ 2570 ว่า วุฒิสภาได้มีการกำหนดกรอบไว้ 2 วันคือ วันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. และวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ วุฒิสภาก็จะเริ่มพิจารณาได้ในวันพรุ่งนี้ แต่หากไม่แล้วเสร็จก็จะเปิดประชุมในวันศุกร์

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในวันที่ 14-15 ก.ย. จะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 6 ฉบับ เช่น ร่างพ.ร.บ. ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเกี่ยวข้องกับปลัดกระทรวงที่ทำหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิรูป และประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด โดยตัดหน่วยงานกรมราชองครักษ์ , หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ , สมุหราชองครักษ์ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ทุกแห่ง ออกจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ และมีการแก้ไขเพิ่มเติม การพ้นจากสมาชิกสภากลาโหมผู้ทรงคุณวุฒิ กรณีเป็นบุคคลล้มละลาย ร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาล ฉบับที่ พ.ศ. …

โดยเป็นการยกเลิกศาลจังหวัดทหาร , ให้ผู้เสียหายซึ่งไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้ , สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทหารในเวลาไม่ปกติได้ กรณีที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ยกเว้นในกรณีที่มีความจำเป็นเด็ดขาดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติในระดับสูงสุด เป็นต้น และในวันอังคารจะเป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร คือร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ พ.ศ…

นายพิสิษฐ์ ยังกล่าวถึงกรอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯว่า เดิมได้กำหนดไว้เพียงวันเดียวคือวันพฤหัสบดี แต่เมื่อเห็นว่าในสภาผู้แทนราษฎรยังพิจารณาได้เพียง 17 มาตรา จาก 41 มาตรา จึงมีการกำหนดกรอบใหม่ เป็นวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ โดยขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรจะประชุมแล้วเสร็จวันใด และคาดว่าการกำหนดกรอบไว้เพียงวันเดียว จะสามารถพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณแล้วเสร็จได้ เนื่องจากได้มีการเปิดให้ลงชื่อผู้อภิปรายแล้ว โดยคร่าวๆ มีผู้ประสงค์อภิปราย 46 คน โดยใช้เวลาคนละประมาณ 8 นาที ซึ่งประธานวุฒิสภาได้มีการประกาศเรียกประชุม รวมถึงแจ้งผ่าน Application Line ให้สมาชิกได้รับทราบแล้ว

เมื่อถามว่าการประชุมในสัปดาห์หน้า ตรงกับวันที่กกต.จะมีการพิจารณา คดีฮั้วสว. ทั้ง 138 คน มั่นใจหรือไม่ว่า จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เราก็ไม่ทราบว่ากกต.จะประกาศอย่างไร และจะมีผลอย่างไร โดยเมื่อกกต.มีการประกาศรายชื่อแล้ว ก็จะถูกส่งไปยังศาลฎีกา หากศาลฎีการับเรื่องไว้พิจารณาก็จะถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งในการประชุมวิปวุฒิสภาไม่ได้มีการหารือในเรื่องนี้ เพราะยังไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน

เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวได้มีการประเมินว่าการเคลื่อนไหวบนเวทีฝ่ายค้านจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกกต.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีผลให้กกต.ตัดสินใจไปตามกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะกกต. จะตัดสินใจไปตามระเบียบ หลักการและเหตุผล รวมถึงกรอบกฎหมายในการพิจารณาในความผิดต่างๆ ของแต่ละบุคคล

อดีตผู้สมัคร สว.แฉยับ ขบวนการฮั้วสายสีส้ม กักตัว 400 ชีวิต ยึดมือถือ-แจกโพย จี้ กกต.ฟ้องยกเข่ง 14 ก.ย.นี้

9 กันยายน 2569 เวลา 15:39 น.

9 กันยายน 2569 จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดลงมติในคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีและ สส. 21 คน, สว. 138 คน, ผู้สมัคร สว. 51 คน และเครือข่าย 19 คน ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัคร สว.ออกมาเปิดโปงขบวนการฮั้วฝั่งตรงข้ามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 11 (กลุ่มการท่องเที่ยว) รายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยว่า ตนเคยได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ “สายสีส้ม” โดยระบุว่าพฤติกรรมการฮั้วไม่ได้เกิดขึ้นแค่ฝั่งสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ฝั่งสีส้มก็มีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและเป็นมืออาชีพเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 หรือก่อนวันเลือกระดับประเทศเพียง 1 วัน โดยเครือข่ายดังกล่าวได้นัดรวมตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน เข้าไปในห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทั้งการยึดโทรศัพท์มือถือ บังคับใส่สายรัดข้อมือ และกักตัวไว้

จากนั้นมีแกนนำขึ้นเวทีบรรยายกดดันทางจิตวิทยาเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อบีบให้ผู้สมัครในห้องยอมเสียสละ ไม่ลงคะแนนให้ตนเอง แต่ให้เทคะแนนเลือก “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางโพยลับ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน โดยตั้งเป้าผลักดันให้ได้ สว.อย่างน้อย 100 คน เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสอดรับกับความเคลื่อนไหวในช่วงคืนเดียวกัน

อดีตผู้สมัครรายนี้ เปิดเผยต่อว่า ตนได้นำหลักฐานพฤติกรรมการสมยอมและตารางโพยทั้งหมด ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ภายในกรอบเวลา 3 วันตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งทาง กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องมีมูลและหลักฐานแน่นหนา จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน (คณะที่ 26) พร้อมเรียกตนเข้าให้ปากคำและบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ปัจจุบันในสำนวนลับของ กกต.มีรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาฝั่งสีส้มพัวพันสูงถึง 202 คน ซึ่งมีทั้ง สว.ตัวจริง และตัวสำรองในปัจจุบัน

ในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญคือ การสมยอมกันในการเลือก และความผิดฐานให้และรับผลประโยชน์ เนื่องจากการเช่าห้องจูปิเตอร์ 1-3 มีมูลค่าค่าเช่ารวมค่าดำเนินการไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท การมีผู้คอยออกค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่เพื่อให้ผู้สมัครใช้เป็นจุดสมยอมกัน จึงเข้าข่ายการให้และรับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” เพื่อจูงใจให้เกิดการบล็อกโหวต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 และ มาตรา 81 มีโทษทั้งตัดสิทธิทางการเมืองและมีโทษทางอาญา

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า กกต.อาจจะเร่งพิจารณาฟ้องเฉพาะฝั่งสีน้ำเงิน แต่เตรียมปัดตกสำนวนฝั่งสีส้มจำนวน 202 คนนี้เงียบๆ ทางผู้เสียหายจึงเตรียมยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.อีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้มีการลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ครูวีระ สวน อ.วีระ ถามทำไมไม่ชงฟรีซเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ-ราคาน้ำมัน-สินค้าอุปโภคบริโภค

9 กันยายน 2569 เวลา 15:12 น.

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 นายวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

“อาจารย์ วีระ ธีระภัทรานนท์

อาจารย์วีระชงให้ฟรีซเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี แต่ไม่ได้ชงให้ฟรีซเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด

ฟรีช คือ แช่แข็ง, ทำให้หยุดกับที่, เปรียบง่ายๆเหมือนขันเชนาะไว้หรือล่ามโซ่ตรวนไว้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ฟรีซเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนนักการเมืองและโดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาสินค้า

หมายความว่า พวกข้าราชการทำอะไรไม่ได้ ส่วนราคาน้ำมันและราคาสินค้าจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ได้ เหมือนข้าราชการถูกจับทรมาน โดยอ้างเหตุผลเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ

เงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นที่ 15,000 บาท พร้อมกับหนี้สินที่จะต้องชดใช้ พร้อมกับค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในชีวิตประจำวันกับเวลา 1 – 2 ปีที่สูญเสียเงินเดือนเพิ่ม เสมือนถูกลงโทษ เพราะกระทำผิดวินัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลงโทษโดยให้ลดเงินเดือนหรือหยุดการเพิ่มเงินเดือน ถามว่าข้าราชการมีความผิดอะไร?

ถ้าต้องเสียสละเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ทำไมต้องเจาะจงที่ข้าราชการ บรรดานักการเมือง หน่วยงานอื่นๆ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนควรทำอย่างไรบ้าง ถ้าจะเสียสละช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชนทุกคนในประเทศชาติต้องมีส่วนรับผิดชอบและร่วมมือกันเสียสละ

อาจารย์วีระกล่าวว่า ข้าราชการคงจะไม่พอใจ ผมชื่ออาจารย์วีระเหมือนกันก็จะตอบว่า ข้าราชการไม่พอใจอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกงของเขา สกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่มีความผิดอะไร

แต่บรรดาข้าราชการทั้งหลายอย่าเพิ่งตกใจเลย เชื่ออาจารย์วีระ สุดสังข์ เถอะว่า รัฐบาลและนักการเมือง ไม่กล้ากระทำอย่างที่อาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์เสนอแนะอย่างแน่นอน

สาทิตย์ จวกยับ งบฯ มท. เปิด 3 ปมโกงสอบเข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซุกเงินค่าสมัครสอบทั่วประเทศร้อยกว่าล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายงบกระทรวงมหาดไทย มาตรา 20 ตอนหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ว่า เหตุใดจึงมุ่งปรับลดงบฯ เพียงแค่รายการครุภัณฑ์ทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีการทุจริตโดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.งบฯ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277 ล้านบาท ที่กรม สถ.ขอตั้งงบฯ ไซเบอร์และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569 กลับมีการแฮกข้อมูลและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมากถึง 115 ครั้ง ที่ กมธ.ไม่ได้ซักถาม หรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย

2.เหตุใดจึงตั้งงบฯ เบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการตรวจสอบไว้เกือบ 100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในปีที่มีการโกงสอบเข้าเกิดขึ้น มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตหรือไม่ อย่างไร 3.คดีโกงสอบ สถ.ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277 ราย กรม สถ.จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท เป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3 ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกมหาศาล กลับไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย

“การโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้ กมธ.ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบใดๆ และงบจัดสอบในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หาก กมธ.ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าผิดหวังมาก” นายสาทิตย์ กล่าว

‘พิพัฒน์’ นั่งหัวโต๊ะถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก ถามหาผู้รับผิดชอบน้ำมันรั่วไหล

9 กันยายน 2569 เวลา 14:34 น.

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก จ่อ ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ-คกก.ชุดเดิม รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุน้ำมัน-สารเคมี รั่วไหล รวบรวมผู้เสียหาย ส่งต่อหน่วยงานหาผู้รับผิดชอบ-ดูแล

เวลา 11.40 น.วันที่ 9ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วบริเวณจุดท่อระบายน้ำ ใต้ทางด่วน ถ.เชื้อเพลิง พื้นที่คาบเกี่ยวเขตคลองเตย-ยานนาวา ว่า วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของการดูแลควบคุมมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม ที่จากนี้จะขอต่ออายุโดยทำเรื่องไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 2 ปี และยังมีเรื่องสำคัญคือการตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน โดยจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ส่วนกรณีที่มีน้ำมันรั่วไหล ได้ประสานไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องน้ำมันที่รั่วไหลนั้นมาจากไหน รวมถึงที่มาว่าใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ และต้องไปตรวจสอบว่ามีการไหลซึมลงชั้นดินหรือไม่ ซึ่งหากลงใต้ดินจะเป็นอุปสรรค โดยวันนี้ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบ และติดตามความคืบหน้า และจากนั้นจะนัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนกรอบระยะเวลา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราได้ตั้งคณะอนุกรรมการ มา 3 ด้านแล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการเหล่านี้จะพิจารณาทั้งในเรื่องของการเผชิญเหตุ การจ่ายค่าเสียหาย ค่าตอบแทนต่าง ๆ ซึ่งหลังจากการประชุมในคณะอนุฯ เสร็จแล้วจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่เพื่อกำหนดกรอบและหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน

สำหรับกรณีพื้นที่กรุงเทพชั้นใน ที่พบการสร้างตึก Data Center และการกักตุนน้ำมันถึง 2 แสนลิตร จะสามารถเข้าไปควบคุมหรือป้องกันในส่วนใดได้บ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และ กทม.จะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ แต่คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำจะเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานเมื่อเผชิญเหตุในแต่ละด้าน โดยจะรับผิดชอบเฉพาะเมื่อเกิดเหตุ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หากเกิดการรั่วไหลของปิโตเลียมหรือสารเคมี และก่อให้เกิดอันตรายรวมถึงความเสียหาย คณะกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมผู้ที่ได้รับความเสียหายและดำเนินการในส่วนนี้

เปิดไทม์ไลน์ ร.ต.ต. ก่อเหตุสลดภรรยา ดับคาโรงเรียน สุดสะเทือนใจ เพิ่งจัดงานแต่งให้ลูกชายได้ไม่กี่วัน

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง รับแจ้งเหตุยิงภายในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการสอบสวน

ขณะเกิดเหตุมีเด็กนักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนจำนวน 44 คน โดยเด็กทั้งหมดปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เด็กหลายคนอยู่ในอาการหวาดกลัวและร้องไห้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งดูแลความปลอดภัยและประสานผู้ปกครองมารับเด็กออกจากพื้นที่

เบื้องต้นผู้ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต. สามีของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ หลังเกิดเหตุมีรายงานว่าได้ขับรถออกจากโรงเรียนไปยังบ้านพัก ซึ่งทางตำรวจและฝ่ายปกครองยังคงปิดล้อมบ้านพักของ ร.ต.ต. สามีของผู้เสียชีวิต พร้อมพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว หลังเหตุการณ์ผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมงยังไม่มีความคืบหน้า

ล่าสุด จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียน พบว่า ก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต. ซึ่งเป็นสามีของครูผู้เสียชีวิต ได้ขับรถเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าโรงเรียน ก่อนเดินเข้าไปภายใน

ภาพจากกล้องช่วงเวลาประมาณ 10.27 น. บันทึกภาพครูภายในโรงเรียนพยายามนำเด็กนักเรียนเข้าไปอยู่ภายในห้อง ขณะที่ชายซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยืนอยู่บริเวณดังกล่าว

ต่อมาภาพวงจรปิดบันทึกชายสวมเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้น เดินเข้ามา โดยที่มือขวามีลักษณะถือวัตถุคล้ายอาวุธปืน ก่อนที่ครูผู้เสียชีวิตจะเดินออกมาจากห้อง จากนั้นเกิดเหตุยิงขึ้น 1 นัด ครูผู้เสียชีวิตล้มลง ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะยืนอยู่บริเวณนั้นประมาณ 10 วินาที แล้วเดินออกจากโรงเรียน ขึ้นรถและขับออกไป

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ติดตามไปยังบ้านพักภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และปิดล้อมบริเวณบ้าน พร้อมพยายามเจรจาให้บุคคลภายในออกมามอบตัว โดยมีญาติและลูกชายเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม

นอกจากนี้ มีข้อมูลว่า ระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังเกิดเหตุ ร.ต.ต. ได้โทรศัพท์หาลูก โดยมีการกล่าวถึงเหตุที่เกิดขึ้นกับมารดาและการจะทำร้ายตัวเอง ซึ่งข้อมูลส่วนนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด โดยทราบเบื้องต้นว่าได้มีปากเสียงกันตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

จนถึงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมบ้านพักและใช้วิธีเจรจา โดยยังไม่มีการเข้าปฏิบัติการภายในบ้าน เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย

เพื่อนบ้านซึ่งรู้จักกับทั้งสองคน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.ต.ทัศพงษ์เคยมาพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับความเครียดและความต้องการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด โดยส่วนใหญ่จะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องงานราชการ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเคยทราบถึงปัญหาภายในครอบครัวหรือไม่ เพื่อนบ้านระบุว่าไม่แน่ใจ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้พูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า ทั้งสามีและภรรยาเป็นคนดี และจากที่รู้จักกัน ผู้ก่อเหตุเป็นคนใจเย็น จึงรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต. และครูผู้เสียชีวิต เพิ่งร่วมกันจัดพิธีมงคลสมรสให้กับลูกชาย ซึ่งรับราชการตำรวจ โดยมีญาติและแขกผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ก่อนจะมาเกิดเหตุสลดขึ้นกับครอบครัว