หมอวรงค์ ชำแหละงบเยียวยาภัยพิบัติ ซัดรัฐบาลผลาญงบฯ ทำประกันแพงสุดในโลก

9 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

“หมอวรงค์”ชำแหละงบเยียวยาภัยพิบัต สับ“นายกฯ”อ้างปีละ 4 หมื่นล้าน แต่จริงเฉลี่ย 9.8 พันล้าน ซัด รัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เบี้ยสูง 20% แพงสุดในโลก หวั่นมีคนหวังคอมมิชชั่น

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11.07 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย โดย ขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง อาทิเช่น ที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ

นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน

พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ หลังโดนถาม ธรรมนัส เปิดทางร่วมพรรคน้ำเงิน

9 กันยายน 2569 เวลา 13:47 น.

“พิพัฒน์” โนคอมเมนต์ หลังโดนถาม “ธรรมนัส” เปิดทางร่วมพรรคน้ำเงิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามกรณีร.อ.ธรรมนัส.พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า พร้อมจะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทบ ว่า “ไปถามท่านนาบกฯ”

เมื่อถามซักว่า ในฐานะเป็นแกนนำภท.มีความเห็นอย่างไร นายพิพัฒน์ ตอบว่า “ไม่มีความเห็นอะไรเลย”

‘บุญยอด’ โพสต์ถามชาวเน็ต รัฐบาลอนุทิน บริหารประเทศได้ 5 เดือน ไม่ให้เวลาเขาทำงานบ้างหรือ ?

9 กันยายน 2569 เวลา 13:36 น.

บุญยอด

จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันของชาวโซเชียล และข่าวลือเรื่องเกมเปลี่ยนขั้วการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 9 กันยายน 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai ด้วยข้อความว่า “รัฐบาล อนุทิน แถลงนโยบาย 9 เมษา 69 บริหารประเทศ 5 เดือน ต้องฝ่าวิกฤตน้ำมันทั่วโลก ไม่ให้เวลาเขา ทำงานบ้างหรือ???”

บุญยอด สุขถิ่นไทย

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ได้มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ใช่ครับ”

“ยิ่งทำงานนาน ประเทศโดนขุดคุ้ย ยิ่งทำดีก็ต้องกำจัดค่ะ#นี้คือสันดานคน”

“ใช่ค่ะ”

“ให้มาแล้วตั้ง 5 เดือน เหมือน 5 ปี”

บุญยอด สุขถิ่นไทย
บุญยอด สุขถิ่นไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai

คปท. บุกสภาฯ จี้ โสภณ เร่งส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม

9 กันยายน 2569 เวลา 13:21 น.

‘คปท.’ บุกสภาฯ จี้ ‘โสภณ’ ชง ’ประธานศาลฎีกา‘ ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ สอบปม ’ป.ป.ช.‘ ชี้มูล ’ศักดิ์สยาม‘ ตรงข้าม ’คำวินิจฉัยศาลรธน.’ ซัดตั้งคกก. ตรวจสอบพิเศษ ‘เตะถ่วงคดี – อุ้มช่วยเหลือ’ เชื่อเพิ่มน้ำหนักฮึ่มปลุกประชาชนลงถนน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมคณะเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ผ่านพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา โดยนายพิชิต กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ส่งคำร้องของคปท. ที่ยื่นให้ผู้นำฝ่ายค้านและสว. ร่วมกันลงชื่อ เพื่อส่งผลคำวินิจฉัยของป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์ สยามชิดชอบ ซึ่งตรงข้ามกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เคยปรากฏแบบนี้มาก่อน ทั้งนี้การใช้สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาร่วมกันในการลงชื่อเป็นเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ซึ่งสส.และสว. ได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้ว และได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาคือการตรวจสอบว่าลงชื่อครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนที่จะส่งไปยังประธานศาลฎีกา ในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ประธานรัฐสภา กลับไปตั้งกรรมการชุดพิเศษเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง การกระทำแบบนี้เท่ากับประธานรัฐสภา ทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองโดย คปท. เห็นว่า การตั้งกรรมการของประธานรัฐสภาเท่ากับเป็นการถ่วงเวลา เป็นการทำลายเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภา ตรวจสอบองค์กรอิสระ

นายพิชิต กล่าวต่อว่า วันนี้คปท. จึงขอเรียกร้องไปยังประธานรัฐสภา ให้รีบส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระโดยเร่งด่วน และไม่ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยย้ำว่าเจตจำนงของสส. และสว. ควรจะมีอำนาจในการยื่นตรงไม่ควรมีกรรมการอำนาจพิเศษ ซึ่งคืออำนาจพิเศษที่ประธานรัฐสภากำลังถ่วงเวลา และเรากลัวว่ากรรมการพิเศษที่เป็นคนนอก จะตัดตอน บิดเบือนข้อเท็จจริงบางอย่าง ทำให้ข้อเท็จจริงเลือนหายก่อนไปสู่ประธานศาลฎีกา

ด้านพล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตนจะแจ้งให้ประธานรัฐสภารับทราบ ซึ่งขณะนี้ประธานรัฐสภาได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในการ ช่วยพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบดุลพินิจของประธานรัฐสภา ดังนั้นอาจจะช้า แต่ขอยืนยันว่าช้าและถูกต้องถูกระเบียบดีกว่าเร็วแล้วอาจจะไม่ถูกต้องหรืออาจเกิดความเสียหายอาจเกิดความ

นายพิชิต กล่าวถึงกรณีของนายศักดิ์สยามว่า หลังจากที่ได้ฟังความคืบหน้าจากพลตำรวจตรี วิชัย เรื่องนี้แทบไม่มีความคืบหน้า เพราะสิ่งที่เรามายื่นในวันนี้เพื่อไม่อยากให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพราะมองว่าเป็นการเตะถ่วงเวลา ส่วนที่มีการอธิบายว่าเพื่อเป็นการพิจารณาที่รอบคอบ ซึ่งข้อเท็จจริงตนมองว่าเรื่องนี้มันมีความรอบคอบอยู่แล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่ไว้วางใจกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว รวมถึงประธานรัฐสภา เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย และมีความใกล้ชิดกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ดังนั้นสังคมจึงตั้งคำถามว่าเป็นการฟอกผิดหรือการถ่วงเวลาเพื่อพวกตัวเองหรือไม่ รวมถึงเป็นการหมกเม็ด หรือช่วยเหลือนายศักดิ์สยามหรือไม่” นายพิชิต กล่าว

เมื่อถามถึงการตั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น นายพิชิต กล่าวว่า เราจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวเอาประเทศไทยคืนมา และเป็นการรวมพลังในทุกประเด็นและเราจะร่วมเปิดโปงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น

เมื่อถามว่าเรื่องของนายศักดิ์สยาม จะมีน้ำหนักจนสามารถปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไปพ่วงกับอีกหลายประเด็น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งโกงสอบท้องถิ่น ฮั้ว สว. ซึ่งหากเรื่องของนายศักดิ์สยาม อธิบายไม่ชัดเจนจะกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับมวลชนได้ตั้งคำถามและขยับออกมาร่วมกับเราได้มากเพิ่มเติม

กรวีร์ มั่นใจถกงบ 70 ยังอยู่ในกรอบ 3 วัน ปัดทิศทางโหวต‘กล้าธรรม’เหมือน ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

9 กันยายน 2569 เวลา 12:09 น.

“กรวีร์” มั่นใจจบถกงบฯ 70 ทันกรอบ 3 วัน วอนทุกฝ่ายลดคนอภิปราย แจง ฝ่ายรัฐบาลไม่ดึงเวลายื้อรายงาน กกต. ยันไร้แผนจับมือ “พรรคกล้าธรรม” บอก ไม่เคยโหวตแนวทางเดียวกัน

9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ต้องขยายเวลาหรือไม่ ว่า ได้มีการประชุมและเลิกประชุมตี 1 มา 2 วันเต็ม ตอนนี้เข้าสู่วันที่ 3 ตามกรอบที่คุยกันไว้คือจะพิจารณาให้เสร็จภายใน 3 วัน ซึ่งเราพยายามคุมเวลาพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ คงต้องขอความร่วมมือโดยทางฝ่ายรัฐบาลเองเราได้ย้ำมาตั้งแต่วันแรกเรื่องของเวลาการอภิปราย เพราะรู้ว่าการใช้เวลาเพื่อนสมาชิกใช้เวลาอภิปรายค่อนข้างมาก อย่างในงบของกระทรวงมหาดไทยก็ยังมีจำนวนสมาชิกมาลงชื่ออภิปรายเยอะ

เมื่อวานนี้ได้พูดคุยกับฝ่ายค้านแล้วตกลงกันว่า ไม่อยากให้เลิกดึกมากให้ต่างฝ่ายต่างลดคน ทำให้เมื่อวานผ่านมาได้ด้วยดี วันนี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ให้พิจารณาผู้ที่มาอภิปรายให้ลดจำนวนคนได้หรือไม่เพื่อคุมกรอบระยะเวลา

ส่วนมีโอกาสลงมติในวันที่ 10 ก.ย. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้เปิดมาเป็นมาตรา 20 ของกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายรัฐบาลเองก็ได้พูดคุยกันและพิจารณา ปรับลดคนอภิปรายลงไปบางส่วนแล้ว แต่เนื่องจากเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประชาชน คงจะมีเพื่อนสมาชิกอยากอภิปรายกันมากพอสมควร ซึ่งเวลาทั้งหมดที่เราใช้ไปวันที่ 7-8 ก.ย. ใช้ไปวันละ 15 ชั่วโมงกว่า ทั้ง 2 วันฝ่ายรัฐบาล ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง 19 นาที ฝ่ายค้านใช้ไปทั้งหมด 13 ชั่วโมง 30 นาที กรรมาธิการใช้ไป 3 ชั่วโมงกว่า

” เราพยายามแบ่งเวลากัน เข้าใจว่าฝ่ายค้านมีประเด็นซักถามเยอะเราก็ให้เวลาในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และให้เวลาซักถามมากกว่าฝั่งรัฐบาล วันนี้ก็เช่นเดียวกันส่วนไหนที่รัฐบาล เราพอปรับลดจำนวนคนโดยเฉพาะในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เราก็พยายามทำเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ” นายกรวีร์กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าหากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ จะต้องให้จบภายในวันนี้ไม่มีการขยายต่อใช่หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จะพยายามให้เป็นแบบนั้น แต่วันนี้มีกระทรวงที่หลายคนสนใจอภิปรายเยอะ ก็ค่อนข้างยากที่จะลดคนอภิปราย ต้องขอความร่วมมือคุมเวลา ซึ่งในวาระ 2 ในการอภิปรายเป็นสิทธิ์ของคนที่แปรญัตติเอาไว้ ซึ่งเป็นสิทธิ์โดยชอบตามข้อบังคับ ซึ่งต้องรอในช่วงบ่ายอีกครั้งหนึ่งเพื่อพูดคุยเรื่องเวลา

เมื่อถามว่าหากต้องขยายเวลาไปจริง จะทำยังไงไม่ให้ถูกครหาว่ารัฐบาลไม่ต้องการอภิปรายรายงานของ กกต. นายกรวีร์ กล่าวว่า เราแสดงความชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าอยากให้เวลาในการติดตามสอบถามของเพื่อนสมาชิกอย่างเต็มที่

” ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐบาลมาดึงเวลาของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจแล้วก็ดึงเกมเพื่อที่จะให้เป็น 3 วัน 4 วัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ยืนยันว่าเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น” นายกรวีร์กล่าว

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในระเบียบวาระวันพรุ่งนี้ประธานได้บรรจุเอาไว้แล้วว่าจะเป็นกระทู้ถาม ตามด้วยเรื่องรับทราบรายงานและเรื่องชายแดนภาคใต้ เรื่องของ กกต. ที่มีประเด็นก็อยู่ในระเบียบวาระ

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ สส. ในพรรคหรือไม่หลังที่ประชุมสภาเกิดเหตุประท้วงวุ่นและอาจกระทบภาพลักษณ์ นายกรวีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา 2 วันเต็ม ๆบรรยากาศในห้องประชุมเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนเมื่อคืนนี้ช่วงดึก มันก็เกินไปจริง ๆ มาพาดพิงทำให้พรรคการเมืองและเพื่อนสมาชิกเกิดความเสียหาย สส. ฝั่งรัฐบาลจำเป็นต้องลุกขึ้นประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริง หวังว่าวันนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เราต่างฝ่ายต่างตั้งเป้าหมายเดียวกัน ถ้าเสียเวลาประท้วงให้ยืดเยื้อในสภาก็จะเสียเวลาการประชุมทั้งสองฝ่า

เมื่อถามว่าถ้าพรรคกล้าธรรมโหวตทิศทางเหมือนพรรคภูมิใจไทยแบบนี้บ่งบอกอะไรได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเขาไม่ได้โหวตเหมือนพรรคภูมิใจไทย ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่พรรคกล้าธรรม ก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านลุกขึ้นทวงติ่งให้ข้อเสนอแนะเป็นเอกสิทธิ์ของสส. แต่ละคนแต่ละพรรค

ส่วนไม่ได้หมายความว่าจะจับมือกันใช่หรือไม่ นายกรวีร์ ยืนยันว่าไม่มีๆ

ถกงบปี 70 วาระ 2-3 วันที่สาม เด็กส้มประเดิม! ข้องใจงบ ปค. ซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ 100 ล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 11:42 น.

“ปชน.”ข้องใจกรมการปกครองซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ 100ล้านบาท ไม่โปร่งใส สืบราคาจากบริษัทที่มีรายได้ 0บาท และจัดซื้อซ้ำซ้อนกับตำรวจที่มีระบบตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มต้นพิจารณามาตรา20 กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 226,929ล้านบาท น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน แต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไร แต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100ล้านบาท ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว”เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส

ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ระบุว่า ข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผล จึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน

อธิบดีปกครองฮึ่ม! ลั่นต่างชาติเข้ามาต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย เผย เนรเทศ เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ชี้มีแรงกว่านี้อีกมาก

9 กันยายน 2569 เวลา 11:22 น.

“อธิบดีปกครอง” ลั่น ต่างชาติเข้าไทยต้องปฏิบัติตามกม.ไทย เผย “เนรเทศ” เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ชี้มีแรงกว่านี้อีกมาก บอก ภาพรวมอยู่กันสงบสุข ไม่มีปัญหาอะไร แนะ หากทำกิจกรรมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ สร้างความเข้าใจต่อสังคม ลั่น หากพบ จนท.เอี่ยวรับผลประโยชน์ สุสานยิวแปดริ้ว ดำเนินคดีเต็มที่

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่รัฐสภา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งเราพยายามทำความเข้าใจกับทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทย เรายินดีต้อนรับ แต่เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากใครมีพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม กระทบความเป็นอยู่หรือความสงบสุขของประชาชนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อไปนี้หากชาวต่างชาติคนใดเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทย จะใช้วิธีเนรเทศอย่างเดียวเลยหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ความจริงมีหลายความผิดอยู่ ซึ่งกฎหมายระบุไว้แล้ว เมื่อถามว่า มีชาวต่างชาติจำนวนมากหรือไม่ ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย นายนฤชา กล่าวว่า เท่าที่รับรายงานเข้ามายังไม่มีอะไร ส่วนที่เป็นข่าวนั้นทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีพฤติกรรมอย่างไร ส่วนรายอื่นยังไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า กรณีชาวอิสราเอลที่เข้ามาถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต่างชาติที่เข้ามาแล้วอยู่อย่างสงบสุขมีเยอะแยะ จึงต้องดูเป็นราย ๆ ไป เราต้องดูในภาพรวม เห็นอยู่กันปกติดี เพียงแต่ในช่วงที่เขาทำกิจกรรม ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า กิจกรรมเหล่านี้จะมีรูปแบบการแสดงออกอย่างไร หากไม่สร้างความเข้าใจกับสังคมจะทำให้เกิดปัญหาได้ บางพื้นที่เห็นอยู่ร่วมกับคนไทยได้อย่างสงบสุข ไม่เห็นมีอะไร
อย่างไรก็ตาม หากจะทำกิจกรรมเขาจะแจ้งเจ้าหน้าที่อยู่แล้วว่า เป็นงานอะไร จะทำกิจกรรมแบบไหน แต่ที่เป็นประเด็นอาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ในช่วงนี้หรือไม่ เพราะมีข่าวต่างๆ ออกมา พอเขาจะจัดกิจกรรมอะไรประชาชนเลยตื่นตัว ตนมองว่า การจัดกิจกรรมของเขาถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่เขาเพิ่งเข้ามา บางคนเข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายและเข้ามาตั้งรกรากอยู่นานแล้ว

เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยต้องกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดส่องดูแลในพื้นที่นั้น ๆ หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีการสอดส่องทุกพื้นที่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้การทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่อยากให้ไปรบกวนบรรยากาศต่างๆ อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และ สื่อมวลชนเองต้องช่วยกันทำความเข้าใจด้วย ไม่ใช่ประเด็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะออกไปทางลบทั้งหมด เรื่องในเชิงบวกก็มี ทั้งนี้สำหรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ที่ออกมาตนเห็นว่า เป็นมาตรการที่ชัดเจน และใช้ในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรการเนรเทศถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีกฎหมายรุนแรงกว่านี้อีกมากมาย การเนรเทศเป็นเพียงมาตรการหนึ่งเท่านั้นในการที่จะทำให้สังคมสงบสุข

เมื่อถามถึงกรณีชาวยิวเข้ามาแล้วสร้างสุสานที่ จ.ฉะเชิงเทรา นายนฤชา กล่าวว่า เขาขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนกิจ พ.ศ.2528 ซึ่งเขาทำกันมาโดยตลอด
เมื่อถามถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราให้เจ้าหน้าที่เอาเอกสารไปที่สุสานแต่ไม่พบเจ้าของที่ดิน กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องของการอนุญาต ต้องย้อนกลับไปที่ผู้ที่ให้อนุญาตเบื้องต้น ถ้าเป็นในเขตเทศบาล หรือ อบต. จะเป็นอำนาจของทางท้องถิ่น ส่วนที่ จ.ฉะเชิงเทรา ถ้าไม่พบเจ้าของพื้นที่ ถึงอย่างไรก็ต้องหาให้พบ เจ้าของพื้นที่ไม่มีตัวตนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวเจ้าหน้าที่คงจะมีวิธีการในการแจ้งของที่ดิน เอกสารราชการมีวิธีการแจ้งแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ยอมรับ โดยจะมีหมายออกไป เขาอาจจะยังไม่ยอมรับในตอนนี้ แต่ถึงอย่างไรคดีที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตอนนี้เขาใช้สิทธิทางศาล เพราะเราไม่รับอุทธรณ์ให้มีการใช้พื้นที่ต่อไป เมื่อมันผิดหลักเกณฑ์กับปัจจุบัน ส่วนการอนุญาตที่ผ่านมาที่สงสัยว่าทำไมถึงอนุญาตนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าอนุญาตภายใต้หลักเกณฑ์อะไร แต่หลักเกณฑ์ปัจจุบันมันมีทั้งเรื่องของสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความถูกต้องในการจัดการพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งจะนำมาพิจารณาทั้งหมด จึงไม่ได้ต่อใบอนุญาตมา ทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ผิดเราก็ต้องไปแก้

เมื่อถามย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่เข้าไปเอื้อหรือรับผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า ถ้าไปเอื้อหรือรับผลประโยชน์ถือว่าผิดกฎหมายล้านเปอร์เซ็นต์ ต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า ความจริงกฎหมายเข้มข้นอยู่แล้วหรือไม่

นายนฤชา กล่าวว่า กฎหมายเราเข้มข้นอยู่แล้ว มีหลักเกณฑ์ หลักปฏิบัติครอบคลุมอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมาปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ ที่อื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร กรณีนี้เป็นสุสานของเอกชน สุสานของศาสนาอื่น หรือของสัญชาติอื่นที่อยู่ในเมืองไทย เขาก็อยู่กันเยอะแยะไปหมด ก็อยู่ได้ด้วยความปกติสุข ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

ลุ้นบ่ายนี้! พิพัฒน์ นัด รฟท.-ประธานบอร์ด ถกหาข้อยุติ ปมเดินรถ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์

9 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

“พิพัฒน์” คุยผู้ว่ารฟท.-บอร์ดการรถไฟ บ่ายนี้ หาข้อยุติ ยื้อซีพีแอร์พอร์ตลิ้งต่อ 4 เดือน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา09.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม สัมภาษณ์กรณีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด(ในเครือซีพี) ได้ส่งหนังสือขอใช้สิทธิ์ยุติสัญญาโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้ได้ส่งหนังสือมาแล้วหรือยัง ว่า แอร์พอรต์ลิ้งได้ส่งจดหมายมาแล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายวันนี้จะมีการหารือกันที่กระทรวงคมนาคม โดยจะเชิญนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟฟ้า แห่งประเทศไทย(รฟท.) และประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ดการรถไฟ)มาหารือ ซึ่งเขาก็มีการยื่นเงื่อนไขมาพอสมควร โดยเราต้องมาดูว่าเงื่อนไขอะไรที่เราพอรับได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่เราต้องหาวิธีให้เขาเดินรถต่อ ซึ่งเงื่อนไขบางข้อ เขาพร้อมที่จะเดินรถต่อ แต่มีเงื่อนไขบางส่วน ที่พวกเราจะต้องรับ

เมื่อถามว่า รฟท.เสนอขยายเอ็มโอยูให้ซีพีเดินรถแอร์พอร์ตลิงค์อีก 4 เดือน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาพร้อมเดินตามเงื่อนไขถึงสิ้นปี คือประมาณ 4 เดือน

เมื่อถามย้ำว่า เงื่อนไขพอที่จะพูดคุยกันได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก็น่าจะคุยกันได้อยู่ แต่ยังไงขอหารือในบ่ายวันนี้ก่อน ซึ่งเราต้องพยายามหาข้อสรุปให้ได้ ไม่อย่างนั้นความมั่นใจของประชาชนคนเดินทาง ก็จะไม่มีความมั่นใจ ยังไงก็จะต้องมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าเราจะสรุปอย่างไร เพื่อตอบไปยังผู้ประกอบการ

ถามอีกว่าจะมีแผนสำรองหรือไม่หากการพูดคุยไม่ลงตัว นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราก็ต้องเตรียมความพร้อม ว่าเราต้องดำเนินการด้วยตัวเราเองให้ได้ ซึ่งทางรฟท.บอกแล้วว่าจะให้บริษัทลูกรับช่วงต่อ และเราก็ต้องเตรียมการ แต่การที่เราจะให้ซีพี เดินรถให้เราจนถึงสิ้นปีก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

เมื่อถามอีกว่า มีการมองกันว่าช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างซีพี กับบริษัทลูกของรฟท.จะมีปัญหาหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าไม่มีปัญหา เพราะในอดีตก่อนหน้านี้ บริษัทลูกของรฟท. เดินรถอยู่แล้วก่อนที่ภาคเอกชนจะเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งถ้าหากเขาจัดส่งคืนเราก็รับช่วงต่อกลับไปบริหารเหมือนเดิม ขณะที่บุคลากรส่วนหนึ่งไปอยู่กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ส่วนที่ขาดเราก็จัดเติมเข้าไป

ผมรักเมืองไทย ไม่น้อยไปกว่าใคร ‘สันติสุข’ลั่นขอเฝ้าดูไม่เปลี่ยนไป กางข้อมูลป้องอนุทิน เบรกเกมเปลี่ยนขั้วการเมือง

9 กันยายน 2569 เวลา 08:52 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายสันติสุข มะโรงศรี พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมคิดอย่างนี้นะครับ

ทักษิณ เป็นนายกฯ เดือน กพ 44 เป็นนายกฯ อยู่กว่า 4 ปี

จากนั้น คุณสนธิเริ่มจัดเมืองไทยสัญจร แฉรัฐบาล เดือน กย 48

จากนั้น พธม ชุมนุมครั้งแรก กพ 2549 หลังทักษิณอยู่ในอำนาจรัฐต่อเนื่อง 5 ปีเต็ม

ผู้คนเข้าร่วมมากมาย เพราะตลอด 5 ปีในฐานะผู้นำรัฐบาลนั้น สำแดงให้รู้เช่นเห็นชาติ และรู้เท่าทันชัดเจนแล้วว่า ระบอบทักษิณมีการทุจริตชัดเจนอย่างไรบ้าง (คดีทุจริตมีหลักฐานชัดเจน ต่อมา ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ยึดทรัพย์ร่ำรวยผิดปกติ)

ปัจจุบัน นายอนุทินเป็นนายกฯ ครั้งแรก 8 กย 68! ครั้งที่สอง 20 มีค 69 (นับรวมสมัยรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วย กับสมัยปัจจุบัน ) รวม 1 ปี กับอีกไม่กี่วัน

ถ้านับอายุรัฐบาลปัจจุบัน เริ่มแถลงนโยบายเมื่อ 9 เม.ย 69 ทำงานมา 5 เดือนเศษ !

ถ้าล้มอนุทินพ้นนายกฯ ขั้วอำนาจเปลี่ยนมือ พรรคส้มก็ครองเมือง เพราะจะเป็นแกนนำแทน (+แดง+เขียว+ฟ้า จึงจะเป็นรัฐบาลได้) แล้วนโยบายพรรคส้มเป็นอย่างไร รัฐบาลผสมสีเช่นนี้ เอาอะไรมาเชื่อว่า หน้าครม และฝีมือ จะดีกว่าปัจจุบัน!?!?!

ถ้าบอกว่า รบ.นี้มีแดง รบ.ใหม่ก็ต้องมีแดงอยู่ดีครับ แถมเขียวด้วย 555

แต่ตอนนี้ พอน้ำเงินนำ จะเห็นว่า ปัญหาการเมืองจำพวกนิรโทษคดีโกง นิรโทษ112 แก้112 เปิดกาสิโนในเอนเตอร์เทนเม้นท์ จะเอาทุนสำรองมาลงทุน ฯลฯ ถูกสะกดไว้หมด

ส่วนปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบัน รัฐบาลอนุทินก่อขึ้นมาเอง หรือกำลังแก้ปัญหาวิกฤติระดับโลก+ปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน กันแน่?

ดาต้าเซนเตอร์ เปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ อนุมัติสร้างเมื่อไหร่ ปัจจุบันเพิ่งมี กก ดาต้าเชนเตอร์ครั้งแรกยุคนี้ วางแนวทางรับมือการลงทุนให้สมดุล น้ำ ไฟ สิงแวดล้อม ชุมชน ผลได้ทาง ศก. คำขอใหม่ชะลอไปก่อน
ต่างด้าวเข้าครองไทย นอมินีเข้ามาเมื่อไหร่ อิสราเอล-จีนเทามาเมื่อไหร่ ยุคนี้เป็นยุคลดฟรีวีช่าจาก 60 วัน เหลือ30วัน ยกเครื่องการเนรเทศ ยึดทรัพย์นอมินี ยึดที่ดิน ดำเนินคดีมากเป็นประวัติการณ์

ยุคนายกฯคนก่อน เบน สมิธยืนข้าง รมต หราเลย แต่ยุคนี้ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน โดนยึดทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้าน

ยิ่งสงครามกับฮุนเซน เอาแผ่นไทยคืนหลายหมื่นไร่ ปิดพรมแดนจนปัจจุบัน ท่ามกลางไส้ศึก เซาะกร่อนทำลายกองทัพ ปั่นให้แตกแยก ด้อยค่าทหารมีไว้ทำไม

เจอสงครามการค้าของสหรัฐ ใช้กำแพงภาษี เดินสายหามิตร ดุลอำนาจโลกใหม่ จีน สหรัฐ ฝรั่งเศส อิหร่าน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเชีย เมียนมา ลาว สิงคโปร์ ฯลฯ คบหมด

เจอสงครามสหรัฐ-อิหร่าน วิกฤติพลังงานทั่วโลก บั่นทอน ศก ภายในประเทศ ต้องกู้เงินมาพยุงกำลังซื้อ ช่วยคนรายได้น้อย คนจนจริงๆที่ไม่เคยได้บัตรสวัสดิการฯกำลังจะได้เป็นล้านคน สินค้าเกษตรไม่ได้แย่ทุกตัว ยาง ปาล์ม มัน ข้าวโพด ฯลฯ ตัวไหนไม่ดี ก็เห็นศุภจีทำงานอยู่ ดีกว่าอดีต รมต หลายคนเลยล่ะ ฯลฯ

หวยยังเกิน 80 บาท มีโควต้าทิพย์ นอมินี กำลังจี้ให้จัดการ ไม่งั้นก็ 157

คดีเขากระโดง ก็มีมากี่ปีแล้ว ถ้ามันง่าย คงเอาคืนมาหมดนานแล้ว แต่คดี รฟท ฟ้อง อยู่ในศาลแล้ว รอศาลตัดสิน

คดีฮั้ว สว กกต ถือเผือกร้อน อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย จะเป็นเหมือนสามหนาห้าห่วงมั้ย รอดูสิ สมัย กกต ทำคดียุบพรรค ปชป เราก็เรียกร้องอย่ากดดันคุกคาม กกต (ล่าสุด เท้งชวนลงถนนเดินกดดัน กกต เลยนะ555)

ขี้เกียจเขียนต่อละ

เอาเป็นว่า วันนี้ ใครว่านักการเมืองก็ว่าไป แต่ใครโจมตีระบอบสีน้ำเงิน ลากเอาสถาบัน ลากลุงตู่มาถล่มด้วย ใครเข้าร่วมก็แล้วแต่ ผมขอเฝ้าดู ไม่เปลี่ยนไป

ผมก็รักเมืองไทยนะครับ รักประเทศไทย รักความสงบสุข รักถิ่นฐานบ้านเรา ไม่น้อยไปกว่าใครหรอกครับ

สันติสุข มะโรงศรี

8 กย 2569

ผอ.JIC ไม่ทิ้งทหารแนวหน้า จัดหมูกระทะเติมพลังใจ กำลังพลขอบคุณ ย้ำพร้อมปกป้องแผ่นดินไทยเต็มกำลัง

9 กันยายน 2569 เวลา 07:55 น.

“ผอ.JIC ” ไม่ทิ้งทหารแนวหน้า จัดหมูกระทะเติมพลังใจ กำลังพลขอบคุณ ย้ำพร้อมปกป้องแผ่นดินไทยเต็มกำลัง

วันที่ 9 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 8 กันยายน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ. JIC) ลงพื้นที่ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด เพื่อจัดเลี้ยงหมูกระทะแก่กำลังพลทหารแนวหน้า เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามฐานปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทยตามแนวชายแดน

การลงพื้นที่ของ ผอ. JIC เพื่อต้องการส่งกำลังใจถึงทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้าโดยตรง พร้อมจัดอาหารให้กำลังพลได้รับประทานร่วมกัน ท่ามกลางภารกิจสำคัญในการดูแลความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ผอ. JIC ได้กล่าวขอบคุณทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมเดินทางมาให้กำลังใจแก่กำลังพลถึงพื้นที่ และยืนยันว่าทหารไทยทุกนายยังคงมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม

ทั้งนี้ การจัดเลี้ยงดังกล่าวนอกจากช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและความอบอุ่นแก่กำลังพลแล้ว ยังเป็นการย้ำถึงการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ทหารแนวหน้าพร้อมปฏิบัติภารกิจดูแลความมั่นคงและปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง