ไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีหารือ อาเซียนถกเมียนมา หวังคืนสู่เวทีภูมิภาคอาเซียน

ไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีหารือ อาเซียนถกเมียนมา หวังคืนสู่เวทีภูมิภาคอาเซียน

ไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีหารือ อาเซียนถกเมียนมา หวังคืนสู่เวทีภูมิภาคอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.12 น.

รองนายกฯ และ รมว.กต.เป็นเจ้าภาพประชุมอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่าง รมต.ประเทศอาเซียน กับ รมว.กต.เมียนมา และการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยายเรื่องเมียนมา

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา (Informal Meeting of ASEAN Foreign Ministers with the Foreign Minister of Myanmar) และการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยายเรื่องเมียนมา (Extended Informal Consultation on Myanmar) ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

โดยมีนางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนด้านเมียนมาและประธานอาเซียน เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงของประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม

ที่ประชุมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์เกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความคืบหน้าในการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างอาเซียนกับเมียนมา และการสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเมียนมา ที่ประชุมตระหนักถึงความจำเป็นในการมีปฏิสัมพันธ์และการหารือโดยตรงระหว่างอาเซียนกับเมียนมา ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจ ส่งเสริมความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการที่เมียนมาจะกลับมามีส่วนร่วมกับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาเซียนจะยังคงติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด และมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนให้เมียนมาบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพผ่านการหารือและการสร้างฉันทามติ

การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ต่อเนื่อง โดยอาเซียนจะเดินหน้าหารือแนวทางปฏิบัติในระยะต่อไป รวมทั้งในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เพื่อผลักดันความร่วมมือและความคืบหน้าในประเด็นเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม

ทร. ย้ำเหตุบ้านท่าเส้นไม่ใช่การเผชิญหน้า แค่เขมรตื่นยาพ่นกันยุง

ทร. ย้ำเหตุบ้านท่าเส้นไม่ใช่การเผชิญหน้า แค่เขมรตื่นยาพ่นกันยุง

ทร. ย้ำเหตุบ้านท่าเส้นไม่ใช่การเผชิญหน้า แค่เขมรตื่นยาพ่นกันยุง

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

ทร. ย้ำเหตุบ้านท่าเส้นไม่ใช่การเผชิญหน้า แค่เขมรตื่นยาพ่นกันยุง ขอ อย่าขยายความเกินข้อเท็จจริง 

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์บริเวณบ้านท่าเส้น ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2569 เวลา 07.00 น. จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่างกำลังทหารไทยและกัมพูชานั้น ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทบกระทั่งหรือการเผชิญหน้าที่รุนแรง แต่เป็นเพียงการสอบถามและแสดงความไม่พอใจของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชา ภายหลังที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เข้าดำเนินการเสริมความมั่นคงของแนวรั้วลวดหนามหีบเพลง ในพื้นที่รับผิดชอบตามมาตรการรักษาความมั่นคงเดิม โดยสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

กองทัพเรือ ยืนยันว่า ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 อย่างเคร่งครัด ไม่มีการปรับแนวการวางกำลัง ไม่มีการขยายแนววางกำลัง และไม่มีการดำเนินการใดที่เป็นการยั่วยุหรือเพิ่มระดับความตึงเครียด โดยกำลังพลของกองทัพเรือทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดกลั้น ยึดหลักสันติวิธี และความชอบธรรมเป็นสำคัญ

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ไม่หวังดีนำเสนอข่าวบางกรณีที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงไปมาก ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดและเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 เวลา 13.00 น. ฝ่ายการพยาบาล ได้ดำเนินงานด้านเวชกรรมป้องกัน โดยพ่นสารป้องกันยุงลายให้แก่กำลังพลบริเวณแนวตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่กลับมีการนำเสนอข่าวว่าฝ่ายไทยใช้สารเคมีอันตราย ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงยาฆ่ายุง และเป็นมาตรการด้านเวชกรรมป้องกันและสาธารณสุขตามปกติของหน่วย และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ของทั้งสองประเทศให้นำเสนอข้อมูลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลีกเลี่ยงการตีความหรือขยายความเกินข้อเท็จจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความร่วมมือและเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

“ขอยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดกลั้น ยึดมั่นในความชอบธรรม และปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมทุกประการ เพื่อร่วมรักษาสันติภาพ เสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทยกับกัมพูชา โดยปัจจุบันสถานการณ์บริเวณบ้านท่าเส้น ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ยังคงเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย” โฆษกกองทัพเรือ กล่าว

ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิตแล้ว

ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิตแล้ว

ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิตแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

ศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิตแล้ว หลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ 

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิตแล้ว หลังถูกส่งตัวไปผ่าตัดที่ รพ.ทรวงอก เมื่อวันที่ 12 ก.ค. พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องขังในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เสียชีวิตแล้ว หลังถูกส่งตัวไปผ่าตัดที่ รพ.ทรวงอก ทั้งนี้ หลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ นายศุภชัยรักษาอาการอยู่ในห้องไอซียูมาโดยตลอด จนกระทั่งเสียชีวิต

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า สำหรับอาการป่วยของนายศุภชัย ได้รับการส่งตัวออกไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอก ก่อนหน้านี้เรือนจำส่งตัวไปรักษาที่ รพ.พระนั่งเกล้าฯ และได้รับการส่งต่อมารักษาที่ รพ.ทรวงอก โดยญาติรับรู้อาการและไทม์ไลน์การรักษามาโดยตลอด และไม่ติดใจการเสียชีวิต

สำหรับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นอดีตประธานกรรมการบริหาร สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตและยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

กองทัพบก แจง งบ กอ.รมน. เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ

กองทัพบก แจง งบ กอ.รมน. เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ

กองทัพบก แจง งบ กอ.รมน. เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

“กองทัพบก”แจง”งบ กอ.รมน.” เงิน 5.3 พันล้าน ไม่ใช่ซุกซ่อน ชี้ยอดเบี้ยเลี้ยงกำลังพลตามระเบียบ ย้ำภารกิจชายแดนใต้ไม่ซ้ำซ้อน”ศอ.บต.”

12 กรกฎาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมากล่าวถึงการดำเนินงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในลักษณะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด และเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว

ซึ่งกองทัพบก เป็นหน่วยงานหลักที่จัดกำลังพลเข้าสนับสนุนให้กับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ในภารกิจแก้ปัญหา จชต. จึงพบประเด็นที่ อาจส่งผลทำให้สังคมทั่วไปเกิดเกิดความเข้าใจสับสน มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การกล่าวถึงงบประมาณประจำปี พ.ศ.2570 ของ กอ.รมน.ที่มีวงเงินรวม 5,737,390,300 บาท แต่มีการตั้งงบเงินเดือนไว้เพียง 44,337,800 บาท แต่อาศัยกลไกกฎหมายยืมกำลังพลข้ามห้วย แล้วนำเม็ดเงินภาษีไปซุกซ่อนในงบรายจ่ายอื่นสูงถึง 5,314,268,700 บาท หรือร้อยละ 92.6 ของงบทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่เป็นท่อกระจายเงินในลักษณะ “ใช้เงินนำหน้า วานคนอื่นทำงาน” ผู้ปฏิบัติงานให้ กอ.รมน. เกือบทั้งหมด จะเป็นการมาทำงานในลักษณะของการมาช่วยราชการของส่วนราชการต่างๆ รัฐจึงกำหนดให้มีการตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ฯ ส่วนใหญ่จะเป็นเบี้ยเลี้ยงการปฏิบัติงาน และค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนคนละ 2,500 บาท

ซึ่งในทางระบบบัญชีการจัดทำงบประมาณฯ ทางสำนักงบประมาณ เป็นผู้กำหนดให้ค่าใช้จ่ายในส่วนเบี้ยเลี้ยง ไปเสนออยู่ในหมวดของ “รายจ่ายอื่นๆ” ซึ่งก็เป็นไปตามระเบียบแนวปฏิบัติของสำนักงบประมาณแบบเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องของหน่วยพยายามหาช่องทางกระจายเงิน ไปซุกซ่อนอย่างที่มีความพยายามในการบิดเบือน

ประเด็นที่สองกรณีที่กล่าวถึง งบดับไฟใต้ ตั้งงบรายจ่ายอื่นสูงถึง 4,305,465,600 บาท แบ่งเป็นค่าจ้างกำลังพลถึง 2,341,009,900 บาท คือค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยง ซึ่งไม่ใช่ตอบแทนในรูปแบบของเงินเดือน ทางสำนักงบประมาณระบุกำหนดให้เสนอแยกไว้อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบและแนวทางระบบบัญชี ในลักษณะเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทาง กอ.รมน. ไปแยกหวังหลบซุกซ่อนไว้อย่างที่ได้มีการบิดเบือนนำเสนอออกไป

โดยสัดส่วนงบประมาณ กอ.รมน. จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาตลอดในทุกปีที่ผ่านมา โดยงบประมาณรวม กอ.รมน.ทั้งหมด ส่วนใหญ่ประมาณ 75 % จะใช้ไปสำหรับภารกิจในการแก้ไขปัญหา จชต. และในจำนวนนี้เกือบ 70% ก็จะเป็นในส่วนค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยง และเงินเพิ่มพิเศษ ตอบแทนให้กับกำลังพล ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และส่วนราชการอื่นๆ ที่ได้มาบรรจุในอัตราของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มียอดรวมทั้งสิ้นประมาณ 49,000 อัตรา

ประเด็นที่สาม กรณีที่กล่าวว่าเป็นภาพสะท้อนความซ้ำซ้อนอย่างรุนแรง ทั้งที่มีหน่วยงานหลักอย่าง ศอ.บต. และฝ่ายปกครองรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว สภาพปัญหาในพื้นที่ จชต. มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งปัญหามีความสลับซับซ้อน อาชญากรรมมีลักษณะรุนแรง แตกต่างจากสังคมในภูมิภาคอื่น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงประเทศ รัฐบาลจึงได้มอบหมายภารกิจการแก้ปัญหา จชต.ให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยรับผิดชอบ จึงมีการจัดตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยรับผิดชอบในระดับพื้นที่  ประกอบด้วยภารกิจงานย่อยหลายด้าน และในส่วนผู้ปฏิบัติงาน มีทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน และด้วยลักษณะของงานยังไม่มีการทำงานในลักษณะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานไหน ส่วนสำหรับ ศอ.บต. จะรับผิดชอบในเรื่องการพัฒนาต่างๆ ขอบเขตงานไม่ได้มุ่งไปที่การคุ้มครองความปลอดภัยประชาชน การใช้กฏหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมสังคม บทบาทของ ศอ.บต. กับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าจึงเป็นคนละลักษณะงานกัน แต่ทั้งสองส่วนจะสามารถเกื้อกูลงานซึ่งกันและกันได้ในภาพรวม

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งร้าง เหตุ กม.ซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งร้าง เหตุ กม.ซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งร้าง เหตุ กม.ซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

คณะอนุฯ วิจัย สว. บุกเมืองกรุงเก่า! พบ ศูนย์ประวัติศาสตร์อยุธยา ถูกทิ้งปล่อยร้าง เหตุ กฎหมายซ้ำซ้อน-ไร้เจ้าภาพทำ รับเสียดายทุน ญี่ปุ่น หนุนสร้างมูลค่าเกือบพันล้านเยนต้องปิดตาย จี้ รัฐบาล เร่งกู้วิกฤตด่วน

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569 คณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดยนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สว. ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สว. อนุกรรมการ และคณะฯเดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 9-10ก.ค.ที่ผ่านมาตามโครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานด้านวิชาการและงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่

ทั้งนี้ ในการประชุมหารือร่วมกัน รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี มรภ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยระบุชัดเจนว่า เกิดความซ้ำซ้อนด้านหน่วยงานและข้อกฎหมายในพื้นที่ระหว่างกรมศิลปากรที่ถืออำนาจตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครฯ) ที่ถืออำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และกฎหมายกระจายอำนาจ ส่งผลให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลจัดกิจกรรมและควบคุมสิ่งก่อสร้างเกิดการทับซ้อนกัน ขาดความเป็นเอกภาพ และเกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ ปัญหาความซ้ำซ้อนเชิงบริหารจัดการและความขัดแย้งเรื่องพื้นที่กับกรมศิลปากรนี้ ยังส่งผลกระทบยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี ต่อโครงการจัดสร้างอาคารของคณะศิลปกรรมและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แม้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจะชนะคดีและมีข้อยุติทางกฎหมายแล้ว ทว่ากลับต้องเผชิญอุปสรรคใหม่ เนื่องจากมูลค่าการก่อสร้างในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึงเท่าตัวจากระยะเวลาที่ล่าช้าสะสมมานาน 

ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยฯได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านกรอบองค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยด้วย แบบจำลองทางกฎหมายในการฟื้นฟูศูนย์ฯ 4 ด้าน คือ การวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ด้วยการหาหน่วยงานเจ้าภาพที่มีศักยภาพวิชาการในพื้นที่ เช่น มรภ.พระนครศรีอยุธยา, โครงสร้างการบริหารและธรรมาภิบาลที่มีผู้บริหารสูงสุดและระบบกรรมการ และระบบงบประมาณพึ่งพาตนเองร่วมกับชุมชนเพื่อลดการพึ่งพารัฐเพียงแหล่งเดียว เพื่อผลลัพธ์ในการชุบชีวิตศูนย์ฯให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ นายชิบได้เสนอแนะให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงหลักสูตรทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ 

อย่างไรก็ตามจากฐานข้อมูลวิจัยดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งตรงกับผลการวิจัยเรื่องรูปแบบทางกฎหมายในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืน โดยพบสถานการณ์จริงว่า ศูนย์แห่งนี้ได้ปิดทำการอย่างถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 จนถึงปัจจุบัน โดยปัญหาหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายหลังก่อสร้างเสร็จที่ไม่สามารถหาหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้ จนกระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2539 ให้ศูนย์ฯอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นการฝากภารกิจด้านการบริหารและวิชาการไว้กับฝ่ายปกครอง ส่งผลให้ขาดหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ตรงกับสายงาน ขาดบุคลากรประจำที่มีความเชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือขาดแคลนงบประมาณอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีฐานะทางกฎหมายเป็นส่วนราชการที่จะของบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง และในอดีตที่ผ่านมาต้องใช้วิธีปันงบเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน การชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าดำเนินการอื่นๆ

ด้านนายชิบ เปิดเผยถึงประเด็นสำคัญจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ศูนย์ฯแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในระดับสากล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 ในวาระฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 999 ล้านเยน (ประมาณ 170 ล้านบาท) เพื่อเฉลิมฉลองวาระความสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น

“หากเราปล่อยให้ศูนย์ฯแห่งนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างจนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลว ซึ่งนอกเหนือจากความล้มเหลวในการบริหารร่วมระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาครัฐแล้ว มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและการบริหารจัดการในระดับสากล รวมถึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย งบประมาณบริหารจัดการเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาทที่ไม่ต่อเนื่องนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกรมธนารักษ์ จะต้องเร่งบูรณาการหาทางออกร่วมกันเพื่อให้ศูนย์ฯ กลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้งในฐานะมรดกของชาติ” นายชิบ กล่าว

ขณะที่รศ.แล ในฐานะหนึ่งในอดีตอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ฯเมื่อ 40 ปีก่อน กล่าวสะท้อนมุมมองเชิงลึกที่เชื่อมโยงระหว่างเสน่ห์ของพื้นที่และปัญหาเชิงโครงสร้างว่า อยุธยาเป็นเมืองที่มีความขลังในตัวเอง แม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียงไม่กี่อึดใจด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายผ่านทางด่วน แต่เมื่อเข้าสู่อยุธยาเราจะเกิดความรู้สึกว่ากำลังเดินทางย้อนอดีตไปได้ไกลหลายร้อยปี

“สำหรับตัวผมเอง นอกจากมีความผูกพันกับอยุธยาในแง่ของจินตนาการย้อนอดีตมาโดยตลอดแล้ว ที่สำคัญก็คือได้มีส่วนร่วมเป็นอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เรามีความฝันกันว่าศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมขององค์ความรู้เกี่ยวกับอยุธยาทั้งหมด และเป็นที่เดียวในโลกที่จะเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้นี้ แต่น่าเสียดายว่าในกระบวนการบริหารมันไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ แต่ติดค้างเติ่งอยูอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและตั้งใจจะขับเคลื่อนส่งเสริมงานวิจัยเราให้มีโอกาสเดินหน้าเข้าหาประชาชน ให้เป็นประโยชน์ในทางที่จะจับต้องได้ของประชาชนโดยทั่วไป เราจึงให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ นั่นคืออุปสรรคที่ทำให้งานวิจัยไปไม่ถึงตลาด แต่ติดค้างอยู่ที่ห้องสมุดหรือสถาบันที่ทำวิจัยอยู่เท่านั้น” รศ.แล กล่าว

ด้านนายชิบ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การลงพื้นที่และผนึกงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ทำให้ได้รับทราบรายละเอียดของปัญหาการวิจัยและอุปสรรคทางกฎหมายในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการฯจะนำปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบายทั้งหมดไปสื่อสารและเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง พร้อมทั้งประสานงานผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการร่วมไม้ร่วมมือในการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นด้านประวัติศาสตร์และโบราณสถานแล้ว คณะอนุกรรมการฯยังได้รับฟังการนำเสนองานวิจัยด้านสังคมเรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุในประเทศไทย ซึ่งชี้ปมปัญหาสำคัญว่า สัญญาจ้างแรงงานภาคเอกชนส่วนใหญ่จะสิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 55 ปี พร้อมการสิ้นสุดสิทธิผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ทั้งที่แรงงานเหล่านั้นยังมีความต้องการและจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องจากภาระทางเศรษฐกิจ งานวิจัยจึงเสนอแนวทางให้รัฐบาลขยายอายุเกษียณภาคเอกชนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และผลักดันให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองและกำหนดรูปแบบลักษณะงานที่เหมาะสมแก่แรงงานสูงอายุ

ประเด็นนี้สอดคล้องและเชื่อมโยงโดยตรงกับภาพความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง อำเภอผักไห่ ที่คณะอนุกรรมการฯได้เดินทางไปเยี่ยมชม ซึ่งเป็นโมเดลเชิงบวกที่มหาวิทยาลัยฯ นำองค์ความรู้วิจัยลงไปช่วยขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนในการฟื้นฟูและจรรโลงศิลปะการทอผ้าโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้จริงปีละนับล้านบาท ช่วยรองรับสังคมสูงวัยด้วยการทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

ฝ่ายค้านสบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกงฮั้ว สว. ทวีร่วมแจมสาวกระบวนการ

ฝ่ายค้านสบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกงฮั้ว สว. ทวีร่วมแจมสาวกระบวนการ

ฝ่ายค้านสบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกงฮั้ว สว. ทวีร่วมแจมสาวกระบวนการ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

“ฝ่ายค้าน”สบช่อง ระดมเปิดหลักฐานโกง”ฮั้ว สว.” ด้าน”ทวี”ร่วมแจมสาวกระบวนการ จี้”กกต.”เปิดหีบลงคะแนน เอาคนผิดออกจากตำแหน่ง ทำความสะอาดประเทศให้กระจ่าง ด้าน”พยาน-อดีต ผช.สว.”ปูดชื่อ”เครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน-สว.”ร่วมสังฆกรรม พบสัญญาให้เงิน แต่ได้รับไม่ครบจำนวน-โดนนักการเมืองงาบหัวคิว ส่วน”สมชัย”เตือนระวังโดนละเว้นปฏิบัติหน้าที่

12 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วย พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดเวที “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักหลักฐานคดีฮั้ว สว.” โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีต รมว.ยุติธรรม ที่เคยทำคดีฮั้ว สว. พร้อมด้วย 4 อดีตผู้สมัคร สว.และอดีตผู้ช่วย สว.ได้แก่ นายดิเรก พรสีมา อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 3 การศึกษา นายธารินทร์ พันธุมัย อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว นายมนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัคร สว.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน หรืออื่นๆ และ นายสนั่นชัย ช่วยอุดมวิจิตร อดีตผู้ช่วยประจำตัว สว. (นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม) ร่วมเวทีเพื่อบอกเล่ารายละเอียดและขั้นตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการการเลือก สว.ที่มีการเสนอเงินเพื่อเป็นค่าตอบแทนของการโหวตตามโพยเลือกที่มีการจัดตั้ง และพบว่ามีเครือข่ายนักการเมืองร่วมในกระบวนการ

โดย นายดิเรก เล่าตอนหนึ่งว่า การเลือก สว.ที่ผ่านมามีการจัดตั้ง ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาของตนมาเล่าให้ฟังว่ามีการทำแผนให้เลือกจำนวนเท่าใด งบเท่าไร ทั้งนี้ มีคณะทำงานที่นำโดย นายสัจจพงษ์ ภูมิพัฒน์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ซึ่งปัจจุบันถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ได้เชิญไปจดโพยฮั้วที่ล็อกไว้แล้วที่โรงแรมมารวย

“ผมไม่ได้ไปร่วมกระบวนการ เพราะมีคนบอกว่าเขาจัดตั้งไว้แล้ว และไม่มีเบอร์ของผมที่ถูกวางตัว ทั้งนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาของผม เล่าให้ฟังว่า การจัดการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมาเขาตั้งเป้าว่าให้เป็นแกนนำเสียงข้างมาก ซึ่งทำสำเร็จและสิ่งที่เขาตั้งเป้าในเรื่องอื่นๆ เช่น ให้พรรคของเขาได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดึงคนบ้านใหญ่มาสมัคร คุมองค์กรอิสระให้ได้ ถือว่าสำเร็จทั้งหมดและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ หากมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปหลังยุบสภา ต้องได้ สส.เกิน 250 คน เพราะขณะนี้เขาคุม กกต. คุมผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนนทุกหมู่บ้าน และมีแผนให้เตรียมกาบัตรไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาจวนปิดหีบ จะเช็คได้ว่า จำนวนผู้ที่ยังไม่มาลงคะแนนเลือกตั้งเหลือเท่าไร จะใช้บัตรที่กาและเตรียมไว้แล้วใส่ลงไป” นายดิเรก กล่าว

ด้าน นายธารินทร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเข้าให้ปากคำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า เดิมตนไม่คิดจะลงสมัคร เพราะเชื่อว่าจะมีการเมืองยุ่งเกี่ยว แต่มีสมาชิกสโมสรไลออนส์ จ.นครพนม มาหาบอกว่าจะมีคนออกค่าสมัครให้ และมีคนที่จะเลือก ตนรับฟัง แต่ปฏิเสธและขอสมัครด้วยตนเอง ทั้งนี้เมื่อผ่านเข้ารอบไประดับประเทศ พบกระบวนการจัดตั้ง ที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จ.อยุธยา ซึ่งมีคณะที่รออยู่ คือ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตองประธานสภาฯ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย รวมถึง นายสิทธิกร ธงยศ สว.และ นายสมหมาย ศรีจันทร์ สว.รวมถึงพบกลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 20 คน แต่รอโดยไม่ทำอะไร ทำให้ตนและเพื่อนกลับ โดยก่อนกลับพบว่า ต้องรอพบคณะของใคร ซึ่งได้รับแจ้งว่า คณะของนายอนุทิน

ขณะที่ นายสนั่นชัย กล่าวว่า ช่วงเลือก สว.ตนเป็นทีมงานของ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งในกระบวนการตอนแรกได้รับค่าตอบแทน 3,000 บาท จากนายสรชาติ เพื่อช่วยหาผู้เลือกให้ได้ 10 คน เพื่อผ่านเข้ารอบต่อไป และในพื้นที่ยังพบการดำเนินการของนายกำพอง ฐานะผู้ช่วยของนายวุฒิชาติ ซึ่งเมื่อได้รายชื่อผู้เลือกแล้ว ได้แจ้งรายชื่อให้กับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย

“นายสรชาติ บอกกับผมว่าหากเป็นโหวตเตอร์จะจ่ายให้ 5 แสนโดยต้องมีการลงทะเบียน ซึ่งมีการตกลงคนอื่นด้วย ซึ่งผมไม่ทราบว่าจะได้เงินเท่าไร ผมตอบรับ และลงทะเบียน ที่โรงแรมธาราแกรนด์ มีการอธิบายให้จดโพย ยึดใบ สว.3 แต่พอเลือกเสร็จ ผมไม่ได้รับเงินตามสัญญา โดยเขาบอกว่าที่ไม่จ่ายเพราะไม่ลงคะแนนตามโพย แต่เขาได้ตั้งผมเป็นผู้ช่วย เมื่อปี 2567 เพื่อให้เงินเดือนมาจ่ายให้คนอื่น ได้รับค่าตอบ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องโอนคืนเขาผ่านทางภรรยา 10,000 บาท ผมได้ 5,000 บาท แต่เป็นได้เพียง 2 เดือน ก็ปรับออกแต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้เงิน” นายสนั่นชัย กล่าว

นายสนั่นชัย กล่าวต่อว่า ตนขอฝากให้ กกต.คิดด้วยว่า การทำโครงการที่จะสำเร็จ ต้องใส่ปัจจัย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อม ตนมองว่าโพยไม่ผิด แต่หากตนติดคุก คนพวกนั้นต้องติดคุกด้วย ตนยอมรับว่าต้องการรับเงิน เพื่อให้คุณเป็น สว.แต่ทุกวันนี้ตนยังไม่ได้เงิน

นายมนตรี กล่าวว่า ตนเก็บหลักฐานทั้งเป็นเงินที่ได้รับและเสื้อสีเหลืองเพื่อให้ใส่วันเลือกสว.ระดับประเทศเพื่อสร้างสัญลักษณ์เป็นทีมเดียวกัน ซึ่งกระบวนการรเกิดขึ้นที่โรงแรมอัศวิน ห้อง 706 ซึ่งมีคนเกือบ 30 คน เข้าไปอยู่ในห้องนั้นเพื่อรับเงินจำนวน 2 หมื่นบาท โดย น.ส.วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ให้ปัจจัยบอกว่าเป็นค่าเดินทาง หลังจากนั้นได้ได้เดินทางไปอีกโรงแรมหนึ่ง เพื่อจดโพย ซึ่งพบว่ามีหัวหน้าคณะ คือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เป็นผู้อธิบายว่ามาเพื่ออะไร

“ประเด็นที่หัวหน้าโพยฮั้วบอกวันนั้น คือกล่าวอ้างให้เลือก เพื่อสกัดสีส้ม ทั้งนี้ภาคใต้ใช้เงินจะไม่สำเร็จต้องมีปัจจัยอื่นด้วย และให้กาคะแนนตามโพย เพราะระบบเซ็ตไว้แล้ว หากลงคะแนนให้ตัวเองจะคลาดเคลื่อน พร้อมหลอกด้วยว่าจะมีคนจังหวัดอื่นลงคะแนนให้ และหากไม่ได้เป็น สว.จะมีตำแหน่งให้ และค่าตอบแทน 6 หลัก แต่ผมไม่สบายใจ เพราะดูประวัติจากคนที่ให้กาคะแนนให้ พบว่าเป็นเด็กส่งน้ำ คนรับจ้างรีดผ้า จึงไม่ทำตามโพย ขณะที่การจ่ายค่าตอบแทนนั้น ที่จริงแล้วจะได้คนละ 2 แสนบาท แต่มีการหักค่าหัวคิว 1 แสนบาท ทำให้จ่ายเพียง 1 แสนบาท และแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 2 หมื่นบาท หากเลือกตามโพยจะจ่ายให้อีก 8 หมื่นบาท แต่ผมไม่ได้ทำตามโพย” นายมนตรี กล่าว

ส่วน พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอนหนึ่งว่า หากตนอยู่ต่อจะจัดการให้หมด เพราะพบการสมคบกันทั้งหมดหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ใช้ให้คนศึกษาระเบียบ กกต.เพื่อหาวิธีฮั้ว แม้ว่ากฎหมายประกอบจะระบุให้เป็นการลงคะแนนลับ แต่ระเบียบของ กกต.กำหนดให้ใช้หมายเลขตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ นอกจากนั้นยังพบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้งบสนับสนุนการเลือก สว.ปี2567 ใช้เงิน 206 ล้านบาท แต่ในการเลือก สส.ปี 2566 พบเงินสนับสนุน 1.3 ล้านบาท ซึ่งงบการเงินเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ยังพบการขนคนมาสมัคร มาเป็นผู้เลือก

“การสอบสวนหลักฐานอยู่ใน กกต.มีภาพกว่า 200 ล้านภาพ ที่สำคัญคือ กกต.ต้องเปิดหีบ เพื่อตรวจบัตรลงคะแนน เพื่อพิสูจน์การเลือกที่ไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้ กลุ่มที่มีโพยคะแนนจะกระโดนไป 50 – 70 คะแนน แต่กลุ่มที่ไม่มีโพยคะแนนห่างกันมา ดังนั้น กกต.ต้องทำความสะอาดประเทศ ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เปิดหีบเพื่อตรวจการลงคะแนนหากพบตัวเลขซ้ำกัน ต้องเอาคนพวกนั้นออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลยุติธรรม เพราะองค์กรศาลยังไม่ถูกกินรวบ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หาก สว.ที่มาโดยไม่สุจริตต้องพ้นจากตำแหน่ง กระบวนการการเลือก สว. หากมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่ง กกต.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นพยานที่เข้าร่วมเวที ได้เข้าให้ปากคำต่อดีเอสไอ และคณะอนุกรรมการของ กกต.ไปแล้ว อย่างไรก็ดีการตรวจสอบการทำงานของ กกต.นั้นสามารถใช้ช่องทางของกฎหมายเพื่อขอให้เปิดเผยได้ หากถึงวันที่ กกต.ต้องลงมติคดีฮั้ว หากพบว่ายกหมด หรือ ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาน้อยมาก จนน่าตกใจ หรือผิดสังเกตขัดแย้งกับพยานหลักฐาน ถือว่าเข้าองค์ประกอบการทำหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งฐานะความเป็นผู้เสียหายสามารถดำเนินการกับ กกต.ได้

“การสู้ว่า สว.ได้มา โดยมิชอบ ต้องรอให้ กกต.วินิจฉัย หาก กกต.ไม่ทำ สามารถฟ้องได้ฐานะผู้เสียหาย ปัญหากลับมาที่รัฐสภา ให้แก้กฎหมาย เพื่อให้สิทธิฟ้องในคดีเลือกตั้งตรงไปยังศาลได้ เพราะขณะนี้สิทธิการฟ้องคดีเลือกตั้งมีเพียงอำนาจของ กกต.เท่านั้น” นายปริญญา กล่าว

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กล่าวว่า ตามกฎหมายเลือก สว.กรณีการให้เงิน สัญญาว่าจะให้ รวมถึงการเลี้ยงอาหาร ถือว่ามีความผิด เพราะตามกฎหมายห้ามทำ แม้แต่กาแฟแก้วเดียวไม่สามารถเลี้ยงได้ ดังนั้นเมื่อพบการกระทำผิดแล้ว แต่ กกต.ไม่ทำอะไร เท่ากับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดทั้ง อาญา และกฎหมาย กกต. ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องคือ ผู้เสียหายดำเนินคดีกับ กกต.ได้

ปชป.ถกแลนด์บริดจ์​ อภิสิทธิ์ ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง เอกนิติ มาดูความคุ้มค่า

ปชป.ถกแลนด์บริดจ์​ อภิสิทธิ์ ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง เอกนิติ มาดูความคุ้มค่า

ปชป.ถกแลนด์บริดจ์​ อภิสิทธิ์ ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง เอกนิติ มาดูความคุ้มค่า

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.13 น.

“ปชป.”ถกแลนด์บริดจ์ ​”อภิสิทธิ์”ชี้รัฐใช้คำว่าชะลอ ไม่ถอยจริง เหตุตั้ง”เอกนิติ”มาดูความคุ้มค่า ยัน”ประชาธิปัตย์”ผลักดัน​ Southern Connect วางโครงสร้างพื้นฐานหลากหลายกว่าแลนด์บริดจ์​ เชื่อชาวบ้านได้ประโยชน์

12 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู หาดใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนา สส.พรรคฯ ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุรภาพชีวิต” โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคฯ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ และประธาน สส. สส.ของพรรคฯ และสมาชิกพรรคฯ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมสัมมนาด้วย โดยมีการหารือและการแสดงความคิดเห็นถึงโครงการแลนด์บริดจ์​

นายอภิสิทธิ์​ ยังชี้ให้เห็นถึง​ความแตกต่างระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์​กับสิ่งที่พยายามนำเสนอ​ คือ​ Southern Connect เริ่มต้นจากเป้าหมายหลักคือแลนด์บริดจ์​ตอบโจทย์คนที่คิดว่า มีเรือ​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต่างชาติที่ต้องการหาเส้นทางใหม่ ในเดินเรือจากอันดามันมายังอ่าวไทย หรืออ่าวไทยไปยังอันดามัน​ แต่สิ่งที่เรากังวลคือโครงการขนาดใหญ่เริ่มต้นจากสมมุติฐานว่า​ มีคนต้องการจะมาใช้ โดยที่เราติดตามการศึกษาเกือบจะทุกครั้ง ยกเว้นของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ​(สนข.) ที่บ่งชี้ชัดว่าเอาเข้าจริงมันไม่คุ้ม ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายไม่ได้ประหยัด​ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการขนของขึ้น​ และลงหลายรอบ และระยะทางที่ประหยัดได้น้อยมาก ตนก็แปลกใจมาโดยตลอด​ ตั้งแต่มีการพูดถึงเรื่องคลองไทยทุกคนจะไปเปรียบเทียบกับคลองสุเอทและคลองปานามา แต่หากไปดูคลองเหล่านั้นเป็นการประหยัดการเดินเรือเป็นเดือนและเป็นสัปดาห์ แต่ของเราเป็นหลักวันและหลักชั่วโมง

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวต่อว่า เมื่อไม่คุ้มสิ่งที่ต้องตามมา​ ส่วนใหญ่​ถ้าจะทำให้คุ้ม​ คือการมาสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก​ หรือปิโตรเคมี แม้เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่ประเด็นคือทั้งหมดสอดคล้องกับที่เราต้องเสียต้นทุนของภาคใต้จริงหรือไม่ หรือเอาเข้าจริงการพัฒนาแบบนี้ หากเป็นเส้นทางเดินเรือหลักจริง​ ต้องดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวอันดามันทั้งหมดที่จะต้องมีเรือขนาดใหญ่เข้ามา​ ไม่นับว่าเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง​ จะเกิดอะไรขึ้น และหากพูดกันตามความเป็นจริงสมมุติโครงการเกิดขึ้นจริง​ ความเจริญก็กระจุกตัวอยู่ตรงนั้น เส้นทางระนอง – ชุมพร

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวอีกว่า​ สิ่งที่ประชาธิปัตย์คิดคือถ้าจะมีการลงทุนเมกะโปรเจคล้านล้านบาท​ ทำไมไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์กับคนภาคใต้ ตัวรถไฟระบบรางที่จะทำเป็นทางคู่และเป็นระบบรถไฟฟ้า และระบบนี้จะสามารถไปเชื่อมกับทางรถไฟที่ทำที่มาเลเซียและสิงคโปร์ และการจะไปพัฒนาท่าเรือทั้งที่ระนองหรือที่อื่น​ อาจจะเชื่อมถึงกันในแนวขวาง ไม่ได้แปลว่าต้องทำถ้าประเมินแล้วคุ้มค่าหรือไมประชาชนในพื้นที่ต้องการ​ ก็ทำ สุดท้ายถ้าอยากจะเชื่อมสองฝั่งจริงๆ เราก็พิจารณาว่าทางมาเลเซียที่มีความพร้อมในด้านอันดามันอยู่แล้ว และหากเรามีท่าเรือที่ทาเทพา​ จ.สงขลา​ การลงทุนในการเชื่อม 2 ฝั่งจะน้อยมาก เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานจำนวนหนึ่งที่รองรับอยู่แล้ว

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวอีกว่า โดยสรุปก็คือ แนวคิดที่แตกต่างจากตอนนี้ ทางรัฐบาลเททุกอย่างไปที่แลนด์​บริจด์ และหวังว่าจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงพอสมควร​ ​ทางรัฐบาลมองแนวคิดหลัก​ คือการเชื่อมโยงสองฝั่งเท่านั้น แต่สิ่งที่เรานำเสนอ southern connect (เทราเทิร์น คอนเน็ค) คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลากหลาย​ ทางบก​ ทางระบบ​ถนน​ ทางระบบราง​ เชื่อมสองฝั่งโดยการใช้การลงทุน อาจจะน้อยกว่าในโครงการ แลน​ด์บริดจ์​ แต่น่าจะตอบโจทย์ให้กับคนภาคใต้ที่จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และระบบการขนส่งอำนวยความสะดวกนำสินค้าท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ไปสู่มาเลเซียสิงคโปร์กรุงเทพฯและเชื่อมไปสู่ CLMV และจีน พร้อมมองว่าว่าข้อเสนอของเรานั้นมีความเสี่ยงต่ำ และมีความต้องการในการใช้โครงสร้างพื้นฐานนี้มีอยู่แล้ว

“แม้วันนี้สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลยืนยันว่าถอยแล้ว คือการจะไม่ทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้​ หรือ SEC เพราะตามความเป็นจริง จะเอาต้นแบบโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC มาดู แต่ล่าสุดก็เห็นได้ชัดว่า EEC เจอปัญหา อย่างรถไฟ 3 สนามบิน ที่เอกชนไม่ทำ​ แต่นายกฯ ยืนยันว่าอย่างไรก็ทำ​ ในขณะที่หน่วยงานก็ไปคนละทิศคนละทาง จึงเหมือนรัฐบาลจะถอยแล้ว แต่โครงการแลน​ด์บริดจ์​ รัฐบาลใช้คำว่าชะลอ​ มีการตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมา โดยให้ นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง​ เป็นประธาน​ ใช้เวลา 90 วัน สรุปถึงความคุ้มค่า ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าครบ 90 วัน จะมีการขยายเวลาอีกหรือไม่ แต่ประชาธิปัตย์อย่างผลักดัน เทราเทิร์น คอนเน็ค” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

ผู้ว่าฯชัชชาติ วางมาตรการคุม 2 จุด สั่งรื้อเครนหักแยกเจริญเมือง – เฝ้าระวังถนนทรุดวงเวียนใหญ่ คำนึงความปลอดภัยสูงสุด

12 กรกฎาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ 2 จุด ได้แก่ เหตุแขนเครนหักบริเวณโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม แยกเจริญเมือง ใกล้วัดดวงแข เขตปทุมวัน และจุดถนนทรุดบริเวณวงเวียนใหญ่

สำหรับเหตุแขนเครนหัก เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (11 ก.ค.) เวลาประมาณ 17.00 น. จากลมกระโชกแรงในช่วงพายุ ส่งผลให้แขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหักและพาดอยู่บนตัวอาคาร โดยไม่ได้ร่วงลงสู่พื้นด้านล่าง และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในวันนี้จะเริ่มทยอยตัดชิ้นส่วนเครนและเคลื่อนย้ายน้ำหนักถ่วง (Counterweight) ออก โดยเน้นย้ำให้ดำเนินการภายใต้มาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมกำชับให้ผู้รับจ้างประสานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนปิดการจราจรเฉพาะส่วนที่จำเป็นระหว่างการรื้อถอน

ส่วนความคืบหน้าสถานการณ์บริเวณวงเวียนใหญ่ ยังคงเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการทรุดตัวของดิน โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงตัว ไม่พบรอยแตกร้าวเพิ่มเติม และผลการตรวจวัดล่าสุดไม่พบการทรุดตัวเพิ่มขึ้น แม้จะมีพายุเข้าพื้นที่ แต่บริเวณดังกล่าวมีฝนตกไม่หนัก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงาน ซึ่งยังคงสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดลงอย่างมาก จากเดิมประมาณ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เหลือประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งกล้องมอนิเตอร์และอุปกรณ์ตรวจวัดความเอียงของอาคาร (Tiltmeter/Inclinometer) ซึ่งผลการตรวจสอบยังเป็นปกติ

สำหรับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่ได้ย้ายไปพักที่โรงแรมหรือที่พักส่วนตัว โดยบริษัทผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งนี้ จากการอัปเดตข้อมูลในช่วงเช้าวันนี้ ยังพบว่ามีผู้พักอาศัย 7 ราย ที่ยังไม่ยอมย้ายออกจากอาคาร จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามและดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้านการจราจรโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และอยู่ระหว่างพิจารณาเปิดให้รถโดยสารประจำทางสามารถกลับมาสัญจรผ่านพื้นที่ได้

ปชป.สัมมนา หาดใหญ่ ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ นายกแป้น ร่วมถก

ปชป.สัมมนา หาดใหญ่ ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ นายกแป้น ร่วมถก

ปชป.สัมมนา หาดใหญ่ ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ นายกแป้น ร่วมถก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

“ปชป.”สัมมนา”หาดใหญ่” ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ”นายกแป้น”ถกแก้น้ำท่วม “อภิสิทธิ์”พร้อมรวมความเห็นสะท้อนรัฐบาล ห่วงเรื่องน้ำท่วมกลายเป็นการทะเลาะการเมือง ขณะที่”ชวน”ฉะปัญหาน้ำท่วมใต้เกิดจากการบริหารของมหาดไทย ย้ายผู้ปกครองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ด้าน”ชัยชนะ”ชูโมเดลเมืองคอน ขุดคลองเลี่ยงเมืองแก้ปัญหา ภาคเอกชนโอด 6 เดือนหลังน้ำท่วม หมดโปรพักดอกเบี้ย-เงินต้น แต่เศรษฐกิจยังซบเซาเหมือนเป็นระเบิดเวลา วอนแบงก์ลดเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อธุรกิจ

12 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู หาดใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนา สส.พรรคฯ ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุรภาพชีวิต” โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคฯ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ และประธาน สส. สส.ของพรรคฯ และสมาชิกพรรคฯ รวมถึง นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมสัมมนาด้วย

ซึ่งมีการเปิดเวทีระดมความเห็นจากภาคประชาชน และภาคธรุกิจใน จ.สงขลา และ อ.หาดใหญ่ อาทิ สมาคมโรงแรม, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, สมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่, สภาเศรษฐกิจ, สมาพันธ์ SMEs และตัวแทนมูลนิธิในหาดใหญ่ รวมตัวแทนนักวิชาการ และนักศึกษา จากทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, มหาวิทยาลัยทักษิณ, มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึง นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ นายกแป้น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เพื่อร่วมกันวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ก่อนเข้าสูช่วงความเสี่ยงการเกิดอุทกภัย

โดยก่อนเริ่มสัมมนาได้เปิดวีดีโอน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 และการทำงานในสภาฯ ที่ สส.ของพรรคฯ มีการท่วมถามการเยียวยา ชดเชย และการซ่อมแซมระบบต่างๆ ในการรับมือน้ำท่วมที่จะมาอีกครั้งในปลายปี 2569 ซึ่งเป็นการระดมความเห็นถึงแผนฟื้นฟูการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้จะพูด 4 ประเด็น คือ 1.เราอยากตรวจสอบเรื่องการเยียวยาการฟื้นฟูว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการได้รับการช่วยเหลือเรื่องการซ่อมแซมบ้านเรือน เรื่องสินเชื่อต่างๆ สถานะขณะนี้เป็นอย่างไรเพราะจากการติดตามก็ได้รับคำชี้แจงว่า บางเรื่องรัฐบาลดำเนินการเสร็จแล้ว 2.การเตรียมตัวป้องกันในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่สนใจว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะงบฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องใช้ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับอุทกภัย สถานะเป็นอย่างไร 3.การเตรียมตัวเมือง เพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการสำคัญๆ ที่เคยมีการพูดกัน คืออะไร มีเรื่องไหนที่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะไปเรียกร้องผลักดันได้เพิ่มเติมมากขึ้น และ 4.ข้อเสนอของภาคเอกชนต่อการพัฒนาเมืองในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติบวกกับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องหาดใหญ่และคนใต้

จากนั้น นายจูรี น่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงการฟื้นฟูเยียวยาหาดใหญ่ ว่า เราสู้มาตั้งแต่ต้น ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีคนที่ยังไม่ได้เงินเยียวยาประมาณไม่เกิน 1 พันคนจะมีปัญหาตกหล่นอยู่ ที่เดิมมีความพยายามรออุทธรณ์ แต่หน่วยงานยังไม่ตอบมาว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่อย่างไร ชาวบ้านยังคอยเรื่องนี้อยู่ แต่โดยส่วนใหญ่ของพื้นที่ทั้งจังหวัดสงขลาได้รับเงินเยียวยาแล้ว ซึ่งกรณีการอุทธรณ์เป็นเรื่องการตีความกฎหมายว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่

ด้าน นายอดิศักดิ์ รัตนะ ในนามภาคประชาชน และเคยทำหน้าที่ในท้องถิ่น กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลผลักดันเงินเยียวยา เนื่องจาก เงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอ แต่เงินช่วยเหลือภัยพิบัติส่วนใหญ่ ท้องถิ่นจะไม่จ่ายตั้งแต่ปี 2567 โดยอ้างว่า ไม่มีการเรียกร้อง ซึ่งขณะนี้ภาพรวมจังหวัดสงขลา น่าจะยังมีประชาชนที่ไม่ได้รับเงินจำนวน 4,000 คน

ขณะที่ นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ กล่าวถึงปัญหาของภาคธุรกิจในการเข้าถึงสินเชื่อ ที่ภาครัฐได้จัดเตรียมไว้ ว่า สินเชื่อที่ภาครัฐอนุมัตินั้น มีการพักดอกเบี้ย 6 เดือน พักเงินต้น 1 ปี แต่สภาพคล่องใหม่ๆ ก็มีนโยบาย และโครงการให้กับธนาคารที่เกี่ยวข้อง แต่การเข้าถึงและอนุมัติยังยากลำบาก เพราะธนาคารก็ยังต้องตรวจสอบเครดิตบูโรของผู้ประกอบการ จึงเสนอว่า ควรลดหย่อนเกณฑ์ และตรวจสอบอัตราความสำเร็จของโครงการย้อนกลับไปที่ธนาคารพาณิชย์ว่า สามารถอนุมัติได้เท่าไร มิเช่นนั้นจะเป็นเสมือนระเบิดเวลา เพราะขณะนี้ ครบเวลาการพักดอกเบี้ย 6 เดือนแล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจในสงขลา และหาดใหญ่ยังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มกลับมาชำระดอกเบี้ย และปลายปีเมื่อเข้าฤดูฝน ก็จะครบ 1 ปี ที่ผู้ประกอบการจะต้องกลับมาจ่ายเงินต้นต่อเช่นเดิมด้วย ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจในสงขลาและหาดใหญ่นั้น พบว่ากำลังซื้อหาย และภาคธุรกิจโรงแรมยังกังวล เพราะใกล้จะถึงหน้าน้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายสร้างความมั่นใจ นอกจากการป้องกันและวิธีการอื่น ยังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

ด้านนักวิชาการ และนักศึกษา อาทิ อาจารย์พัตรธีรา สุวรรณวศ์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยาหาดใหญ่ และนายนวพล เพ็ชรทูล ผู้แทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อยากให้ผู้นำท้องถิ่น หรือรัฐบาล สำรวจพื้นที่หาดใหญ่ว่า จุดใดเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือจุดพื้นที่สูงน้ำไม่ท่วม เพื่อใช้เป็นพื้นที่อพยพ และเตรียมความพร้อมในการขนย้ายสิ่งของ เพื่อลดความเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้เร่งความชัดเจน “หาดใหญ่โมเดล” เพื่อให้ประชาชนในหาดใหญ่ทราบว่า จะต้องอพยพไปที่จุดใด และข่าวที่ออกไปจะต้องเป็นความจริง เพราะผู้ปกครองของนักศึกษาหลายคนก็เป็นกังวล รวมถึงการสอน และการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษา เพราะนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ยังไม่รับทราบมาก่อนว่า จะต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง รวมถึงยังประสานงานกับภาครัฐยาก นักศึกษาและสถานศึกษาต้องจัดการกันเอง

ขณะที่ นายกแป้น ชี้แจงว่า ขณะนี้ในพื้นที่ต้องการขยายแก้มลิงให้สูงขึ้น จากนั้นก็ลอกคู ซึ่งที่หาดใหญ่ มีขนาด 430 กิโลเมตร ตอนนี้เราลอกได้แค่ 200 กว่ากิโลเมตร จึงตั้งงบฯ และโอนมาอีก 50 ล้านบาท เพื่อลอกได้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร แต่ยังเหลืออีก 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเราจะต้องหาทางทำให้เสร็จก่อนน้ำมา โดยตอนนี้ก็พยายามลอกทุกวัน รวมแล้วตอนนี้เราทำได้ประมาณ 220 กิโลเมตร และกำลังจะ e-bidding จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อจะลอกให้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร ถ้าไม่ลอกน้ำจะล้นเข้าบ้านหมดเหมือนที่ภูเก็ต น้ำรอระบาย ส่วนรถ 150 คัน และอุปกรณ์อะไรต่างๆ ทก็จมน้ำหมด แต่ตอนนี้เงินสะสมเราก็หมดแล้ว ทั้งยังไม่ได้งบอะไรจากงบกลางเลย แต่ประมาณการเงินจากงบกลางที่จะใช้ซ่อมรถประมาณ 200 ล้านบาท แล้วลอกคูประมาณ 60 – 70 ล้านบาท

นายกแป้น กล่าวต่อว่า สำหรับโคลนที่อยู่หน้าบ้านประชาชน ไม่มีทางที่จะล้างลงคูได้ ต้องใช้รถดูดโคลเพื่อเอาไปทิ้งนอกเมืองระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งยากลำบากมาก เพราะรถดูดโคลนที่เรามีก็จมน้ำหมด ตอนนี้ใช้ได้เพียง 2 – 3 คัน และเราก็พยายามใทำอยู่ทุกวัน ซึ่งระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร มันทำยากมาก

ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯดูแลภาคใต้ กล่าวว่า สำหรับแผนรับมือนั้น เบื้องต้น ตอนนี้เราเห็นตรงแล้วว่า 1.ไม่มีการประชาสัมพันธ์ การเตือนภัยประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 2.ไม่มีสถานที่พักพิงในยามอุทกภัย ตนมองว่าโดยหลักการทางผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แล้วเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมามาร่วมกัน จากนั้นต้องขอยกเว้นระเบียบ เช่น การนำเครื่องสูบน้ำของชลประทาน มาตั้งสูบน้ำให้กับเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองคอหงส์ เพราะต้องมาเบิกน้ำมันในท้องถิ่น นี่คือการบูรณาการโดยจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักก่อน รวมไปถึงกับแผนป้องกันต่างๆ ที่ภาคเอกชนระบุนั้นผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นหลักก่อนเช่นกัน

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาระยะกลางคือการจัดทำงบฯ ต้องประมาณการได้ว่าน้ำที่ไหลผ่านหาดใหญ่กี่ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และประมาณการล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนทางน้ำของเมือง หลังมีการถมพื้นที่พัฒนาแล้ว กับที่ยังไม่ได้พัฒนาเมือง ทางผังเมืองต้องมาคุยกันเรื่องนี้ใหม่ ว่าจะมีมาตรการอย่างไร จะมีแผนพัฒนาเพิ่มหรือไม่ ซึ่งพื้นที่หาดใหญ่รับน้ำทั้งหมดเพื่อออกทะเลสาบสงขลา ดังนั้นเราต้องกำหนดให้ได้ว่าปรับผังเมืองอย่างไร ขณะที่ระยะยาว สำหรับงบฯ ขุดคลองเลี่ยงเมืองที่มีอยู่ รัฐต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เช่นที่นครศรีธรรมราช เดิมก็เหมือนหาดใหญ่ คือน้ำจากเทือกเขาหลวงไหลผ่านเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อัตราการระบายน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อขุดคลองเลี่ยงเมือง ก็ระบายน้ำได้ที่ 750 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพราะฉะนั้นหาดใหญ่ก็ต้องมาถอดบทเรียนตรงนี้

ทั้งนี้ ยังมีภาคประชาชนราย 1 พยายามที่จะสะท้อนปัญหาในพื้นที่ เนื่องจาก พบพื้นที่โครงการหนึ่งโครงการ ที่นายกแป้น บอกว่า ต้องลอกคู ซึ่งมีงบประมาณอยู่แล้ว แต่ถูกใช้หมดไปกับเรือ 100 ลำมูลค่า 96 ล้าน จึงขอตั้งคำถามว่า ใครมีหน้าที่ลอกคู เพราะปัญหาคือนักบริหารขาดทักษะในการบริหาร แทนที่จะมาสนใจเรื่องคูของนายกแป้น แต่กลับไปสนใจเรื่อง EV จึงเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่งจะมาคุยเรื่องน้ำท่วม ก่อนย้ำว่า หากนักบริหารมีความรู้ความสามารถ งบประมาณ 530 ล้านบาทของ อบจ.กลับถูกใช้ไปในการขนขยะ 408 ล้าน

ทั้งนี้ บรรยากาศระหว่างนั้นเริ่มระอุขึ้น ทำให้นายอภิสิทธิ์ ต้องรีบตัดบทว่า เรามาวันนี้เพื่อมาหาคำตอบ ถึงความทุกข์และความกังวลของชาวหาดใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ภาคประชาชนสะท้อนไม่สำคัญ สิ่งที่ภาคประชาชนสะท้อนนั้น คนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ใช่หรือไม่ใช่ แต่ต่อจากนี้จะเกิดประเด็นตอบโต้ชี้แจงจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนถึงตอนนี้ ตนกังวลเพราะ 2 – 3 วันก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ ตนมีความรู้สึกว่า มีความพยายามทำให้เรื่องน้ำท่วมกลายเป็นทะเลาะกันทางการเมือง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ จึงขอให้ส่งข้อมูลทั้งหมดมาให้เพื่อตรวจสอบต่อไป แต่วันนี้สิ่งที่อยากได้ คือจะทำอย่างไรเพื่อคลายกังวลให้กับชาวหาดใหญ่ ผ่านการติดตามโครงการที่ยังมีความจำเป็นอยู่

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฯ กล่าวตอนหนึ่งในช่วงท้ายของการพูดคุยแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ว่า จ.สงขลา เป็นจังหวัดที่ถือว่ามีความพร้อม ที่สุดในภาคใต้เนื่องจากมีชลประทานในพื้นที่ แต่ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพิ่งจะย้ายมาจากจังหวัดกระบี่ ทั้งหมดเกิดจากการบริหารของกระทรวงมหาดไทยที่ย้ายผู้ปกครองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้สนใจเรื่องการทำงาน แค่จะย้ายไปอยู่จังหวัดนั้นเพื่อช่วยการเลือกตั้งได้ เพราะถ้าพูดถึงความพร้อมแล้วไม่มีที่ไหนพร้อมเท่ากับที่นี่ จึงอยู่ที่ผู้บริหารที่จะประสานให้ได้ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ชลประทาน มาใช้ประโยชน์ทั้งอุปกรณ์ต่างๆก็อยู่ที่นี่ ดังนั้นการบริหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องการแก้ปัญหาเพราะหัวหน้าทีมในการแก้ปัญหาในพื้นที่คือผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับผลการระดมความเห็นของทุกฝ่ายใน จ.สงขลา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ จะได้รวบรวม และนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป แต่ภาวรนาว่าจะให้มีน้ำท่วมขึ้นมาอีก และอย่าให้มีการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวจะมีการโยกย้ายผู้ว่าฯ อีก

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

“ปธ.วิปค้าน”โต้โผ ใช้”รัฐสภา”เปิดเวทีแฉกระบวนการ”โกงฮั้ว สว.” ลั่นลามใช้เงิน-ผลประโยชน์จ้างคนลงคะแนนเสียง หวั่น”กกต.-ดีเอสไอ”ปล่อยเกียร์ว่าง-เป่าคดีไปไม่ถึงศาลฯ บี้เค้น”2 หน่วยงาน”ส่งหลักฐานสาวไปให้ถึง”ตัวใหญ่” ดักคอไม่ใช่เอาแค่ สว. 10-20 มาสังเวย แต่ต้องลากทั้งเครือข่ายเบื้องหลัง

12 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กล่าวก่อนเริ่มกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ที่จัดโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่า วัตถุประสงค์หลักจะเป็นการเจาะลึกหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งเราจะคุ้นชินกับคำว่า ฮั้ว สว. แต่ความจริงคำที่เหมาะสมกว่าคือโกง สว. เพราะกระบวนการที่เห็นจากหลักฐาน ไม่ได้หมายถึงเพียงเครือข่ายจัดตั้งผู้สมัคร เพื่อมาจากทำโพล และแลกเปลี่ยนคะแนนกันและกัน แต่มีกระบวนการที่ใช้เงิน และประโยชน์อื่นใดต่างๆ มาจ้างคนสมัคร และจ้างคนมาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ ตนต้องย้ำว่าคดีโกง สว.ที่ว่านี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญ ต่ออนาคตระบบทางการเมืองประเทศเรา เรื่องแรกถ้าคนที่เข้ามาสู่อำนาจโดยมิชอบ มีแนวโน้มสูงจะใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นเดียวกัน หากเราพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่เข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วการใช้อำนาจ ในฐานะ สว.ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย การลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรง ตำแหน่งองค์กรอิสระ จะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยหรือไม่ และหากมองกว้างในภาพรวม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องที่ทำให้การโกง สว.เป็นหนทางไปสู่การสร้างระบบการเมือง ที่เกิดการฮั้วกัน พร้อมยกตัวอย่างว่าถ้ามีกลุ่มการเมืองใด ใช้วิธีการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาแทรกแซง การเลือก สว.จนทำให้สามารถมีคนที่สามารถกำกับทิศทาง ที่จะลงมติ เข้าไปอยู่เป็น สว.จะทำให้กลุ่มการเมืองนั้นมีโอกาส มากำกับได้ด้วยเช่นกัน ว่า สว.เหล่านั้นจะลงมติรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ

“หากกลุ่มการเมืองใด สามารถกำหนดได้ หรือคุมได้ว่า ใครคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านั้นที่มีหน้าที่ ในการมาตรวจสอบ กลุ่มการเมืองนั้นเองก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา พูดง่ายๆ ว่าการฮั้ว สว.หรือการโกง สว. เลยเป็นหนทาง ที่บางกลุ่มการเมืองพยายามใช้คุมองค์กรอิสระ และทำให้กลไกในการตรวจสอบอ่อนแอ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายภาคส่วน พยายามรวบรวมหลักฐาน ไปนำเสนอต่อหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันยังค้างอยู่ที่ 2 หน่วยงาน คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีมติภายในเดือนกันยายนนี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่บอกว่ามีผู้มีมูลความผิด ทั้งหมด 229 คน และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีการรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว บนฐานความผิดเรื่องการอั้งยี่และการฟอกเงิน ตนคิดว่าสิ่งที่สังคม มีความกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องจะไปไม่ถึงศาล แล้วทั้งสองหน่วยงานนี้จะตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ชั้น กกต.และดีเอสไอ ซึ่งทราบดีว่า 4 ใน 7 กกต.ที่จะลงมติเรื่องนี้ ก็ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งได้ จาก สว.ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่า กกต.ชุดนี้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่า มีมติที่ค่อนข้างค้านสายตาสังคม คือบอกว่าไม่มีใครใน 229 คน มีมูลกระทำความผิดเลย ในฝั่งของดีเอสไอมีข้อกังวลเช่นกัน เพราะเห็นว่าช่วงปลายปี 2568 หลังจากดีเอสไอสอบสวนมาเป็นเวลานานกลับสรุปสำนวนและสั่งฟ้องเพียง 8 คน และพออัยการตีเรื่องกลับมา ตอนต้นปี 2569 ก็เสมือนว่าตอนนี้ดีเอสไอ กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อจะรอดูว่ามติ กกต.จะเป็นเช่นไร

“จึงมีข้อกังวลว่าดีเอสไอ กำลังรอดูหรือไม่ว่ากกต.มีมติเป่าคดี หาก กกต.เป่าคดี จะได้เอามติเป่าคดีของกกต. มาเป็นหลังพิงให้กับดีเอสไอเช่นกัน ยิ่งพอมีการเปลี่ยนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำกับทิศทาง ก็ยิ่งเป็นข้อกังวลมากขึ้น เป็นวัตถุประสงค์ที่อาจเปลี่ยนตัวปลัดหรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวด้วยว่า แม้หลายภาคส่วนได้ยื่นหลักฐานต่างๆไปยัง 2 หน่วยงาน แต่หลายคนมีความกังวลใจ ว่า 2 หน่วยงานนี้หากไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ กลายเป็นว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาล และสังคมจะไม่ได้รับรู้ถึงความหนักแน่นของหลักฐานเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้วันนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรม คือเราจะนำเอาหลักฐานบางส่วน มากางให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งจะมีทั้งหลักฐานที่ภาคส่วนต่างๆ ได้ยื่นมาให้กับวิปฝ่ายค้าน รวมถึงจะมีพยานบุคคลที่ได้ไปรู้เห็น หรือมีหลักฐานที่เกี่ยวกับกระบวนการมาเล่าให้ฟัง มีพยานจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อมานำเสนอให้กับพี่น้องประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้เห็นว่า ในเมื่อหลักฐานมันชัดขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก หากคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล

เมื่อถามถึงกรณี 4 จังหวัด สิงห์บุรี หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และสุโขทัย ที่ได้ถามกระทู้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลักฐานชัดเจนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอรัฐมนตรีกลางสภา เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ส่งเข้ามาให้วิปฝ่ายค้าน ตนคิดว่าหลักฐานเหล่านั้นมีความชัดเจนหนักแน่น เพียงพอในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ความจริงหน่วยงานตรวจสอบ ควรจะเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่าตนด้วยซ้ำ เช่น มีพยานปากมาเล่าให้ฟัง ว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมไหน ในจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นความจริงที่หน่วยงานตรวจสอบ สิ่งที่ทำได้คือการไปตรวจสอบกับโรงแรม ไปเปิดดูกล้องวงจรปิด ว่ามีบุคคลดังกล่าวเดินเข้ามาในโรงแรมจริงหรือไม่ ตนคิดว่าถ้าเรามองในภาพใหญ่ หน่วยงานตรวจสอบควรจะเข้าถึงหลักฐาน และตรวจทานหลักฐานได้ลึกซึ้งกว่าตนด้วยซ้ำ

“ดังนั้น ถ้าข้อมูลที่ผมได้รับ มีความหนักแน่นในระดับหนึ่ง ผมเชื่อว่า หลักฐานที่หน่วยงานเข้าถึงจะหนักแน่นยิ่งกว่า การที่ผมเอาหลักฐานมานำเสนอสังคม เพื่อให้เกิดคำถามในใจว่า ถ้าเราเข้าถึงหลักฐานขนาดนี้ แล้วหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าถึงขนาดไหน แล้วถ้าเข้าถึงหลักฐานได้ขนาดนี้ แล้วยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลฯเป็นเพราะอะไร” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะเอาหลักฐานที่นำเสนอในวันนี้ให้หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรากำลังตรวจทานกับเจ้าของหลักฐานอยู่ เพราะหลักฐานที่เรามานำเสนอความจริง เจ้าของหลักฐานได้ยื่นให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขากังวลใจคือพอยื่นไปแล้ว หน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าว จะกลายเป็นว่าสังคมไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานที่ยื่นเข้าไปที่หน่วยงาน ตรวจสอบตัดตอน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ดังนั้น การนำบางส่วนที่สามารถนำเสนอกับสังคมได้มานำเสนอ ก็น่าจะทำให้สังคม ร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการจับตาการทำงานของหน่วยงานที่ตรวจสอบ

“ผมย้ำว่า หากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง กกต.และดีเอสไอ ไม่ใช่แค่ส่งเรื่องคนบางคนไปที่ศาล ไม่ใช่แค่หา สว. 10 – 20 คนไปสังเวย แต่ต้องส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่อาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือการสังเวยบางคนเพื่อปกป้องบางคนที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจมากกว่า” นายพริษฐ์ กล่าว