รัฐแจงข่าวปลอม หลังโซเชียลฯปั่นเปิดด่านอรัญฯ ให้เด็กเขมรเข้ามาเรียนหนังสือ

รัฐแจงข่าวปลอม หลังโซเชียลฯปั่นเปิดด่านอรัญฯ ให้เด็กเขมรเข้ามาเรียนหนังสือ

รัฐแจงข่าวปลอม หลังโซเชียลฯปั่นเปิดด่านอรัญฯ ให้เด็กเขมรเข้ามาเรียนหนังสือ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.42 น.

1 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวในโซเชียลมีเดียจำนวนมากว่าจะมีการเปิดด่านอรัญประเทศ

จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้เด็กกัมพูชาเข้ามาเรียนหนังสือนั้น ไม่เป็นความจริง ทางรัฐบาลขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ไม่มีการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตามที่ในโลกโซเชียลฯ กำลังปั่นกันในขณะนี้

‘สิ่งที่เผยแพร่กันอยู่เป็นข่าวปลอม ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด’ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! บุกบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! บุกบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! บุกบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.32 น.

เสรีพิศุทธิ์ เอาจริง! โพสต์ภาพโผล่หน้าบ้าน เนวิน ลุยแจ้งความปมเขากระโดง ขู่ อนุทิน หากเฉยเจอละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้มีการโพสต์ภาพ และข้อความ โดยเป็นภาพของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนถ่ายคู่กับป้ายบ้านเลขที่หลังหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ พร้อมระบุข้อความว่าสั้นๆ ว่า “ถึงแล้ว 30/2 หมู่ 4 บ้านของเจ้าสัวเนวิน ชิดชอบ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้อาศัย”

โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ ได้โพสต์ข้อความว่า “วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ไปบุรีรัมย์ 10.00 จะไปพบเนวิน ขอให้มาพบคุยอย่างลูกผู้ชาย 11.00 ไปกองบังคับการ แจ้งความดำเนิน เนวินและครอบครัว”

ซึ่งกรณีดังกล่าว พุ่งเป้าไปที่กรณีข้อพิพาทครั้งประวัติศาสตร์ในประเด็นการครอบครอง และบุกรุกพื้นที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่กำลังถูกจับตามองในขณะนี้

และล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะที่ยังอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “จากนี้จะไปหาคุณอนุทินที่ทำเนียบให้รับผิดชอบ ไม่ทำก็ละเว้น มาดูสถานที่จริงแล้ว“ใหญ่กว่าดิสนีย์แลนด์”เสียอีก” 

โดยในคลิปวิดีโอ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ตนจะไปหานายอนุทิน ที่ทำเนียบฯ ค่ดว่าจะเป็นวันอังคารที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแจ้งให้ทราบว่าตนได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว ในฐานะที่นายอนุทิน กำกับดูแลตำรวจ ต้องไปติดตาม หากไม่ติดตามถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ หาเสียงเขตสวนหลวง ขอเลือกเบอร์ 5 ทั้งสองใบ โชว์วิชั่นแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงฯ แบบตรวจสอบได้ ไม่ทำอะไรฝืนธรรมชาติ เมินผลโพลหนุนเชียร์ กลุ่มอิสระ ลั่น จะทำให้คนรัก ประชาธิปัตย์ กลับมา

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ที่ตลาดเอี่ยมสมบัติ เขตสวนหลวง นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ  นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค  และ นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจสกุล ผู้สมัคร ส.ก. เขตสวนหลวง ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้า 

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง โดยนายอนุชา ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชน พร้อมสอบถามความเป็นอยู่พ่อค้าแม่ค้า และฝากเขตนี้ขอเบอร์ 5 ทั้งสองคน

นายอนุชา ให้สัมภาษณ์ว่า หนึ่งนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญด้วย คือเรื่องของความสะอาด เพราะเมื่อมาหาเสียงที่ตลาด ผู้ค้าและผู้ขายให้ความสำคัญเรื่องของสุขลักษณะ เพราะว่าการบริหารจัดการตลาด คืออยากให้ผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยด้วยความสบาย โดยพื้นไม่ควรมีน้ำขัง ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เรื่องการบริหารจัดการเรื่องห้องน้ำให้ผู้คนอยากมาใช้ เพื่อความสะดวกความปลอดภัยสำหรับผู้ค้าผู้ขายผู้จับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนกลับมา 

นายอนุชา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือความกังวลเรื่องการบริหารคนจรจัดในตลาด เพราะสร้างความรำคาญให้พ่อค้าแม่ค้ารวมถึงคนที่มาซื้อของในตลาด จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเทศกิจเข้ามาดูแลเรื่องความปลอดภัย

เมื่อถามว่า มีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการคนจรจัด นายอนุชา กล่าวว่า ต้องมีการพูดคุยกันว่าเขามีทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนอยู่ตรงไหน เรื่องแรกคือเรื่องของความปลอดภัยก่อน ซึ่งเป็นความกังวลหลัก เพราะคนจรจัดสร้างความรำคาญทำให้เกิดความไม่สะดวกในพื้นที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยอย่างสบายใจได้ จากนั้นก็มาดูเรื่องของสวัสดิการทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันต้องไปดูเพิ่มเติมและละเอียด

เมื่อถามถึงปัญหาขยะกทม. จะมีการจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นเรื่องใหญ่นโยบายกำจัดขยะที่ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญไม่เพียงระดับกทม. แต่เป็นในระดับชาติด้วย นอกจากการเก็บและการฝังกลบในพื้นที่กทม. ต้องหาพื้นที่ในการกำจัด แต่เราไม่อยากไปสร้างปัญหาให้ประชาชนในต่างจังหวัด เราต้องพยายามพูดคุยกับรัฐบาลว่าจะหาวิธีอย่างไร ขณะนี้โรงเก็บขยะที่มีอยู่ ทั้งอ่อนนุชและหนองแขม ต้องทำให้เป็นระบบปิด 100% ไม่ให้มีกลิ่นเล็ดลอดและน้ำเสียปฏิกูลรั่วไหลออกมา รวมถึงการขนส่งบางครั้งมีน้ำหยดริมถนน เราต้องบริหารจัดการให้เป็นระบบปิด ไม่ว่าสถานที่หรือรถขยะไม่ให้มีการรั่วไหลและการนำเทคโนโลยีใหม่ใหม่เข้ามา ทั้งเอาขยะมูลฝอยไปผลิตไฟฟ้า 

นายอนุชา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราคงต้องให้ความสำคัญในระดับต้นๆ คือ คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณโรงกำจัดขยะเป็นอันดับแรก แม้งบประมาณกทม.จะมีจำกัดก็จริง แต่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนรถขยะคงต้องพิจารณาว่าจะใช้เส้นทางแบบไหนและขนส่งแบบไหนให้สั้นที่สุดและเพิ่มในเรื่องของบุคลากรด้วยในเรื่องของการจัดเก็บ และเพิ่มความถี่ในการจัดเก็บไม่ใช่เพียงสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ดังนั้นเราต้องช่วยแก้ปัญหาต้นทาง ในเรื่องของการรณรงค์การแยกขยะ เรื่องของพลาสติกและรีไซเคิลและการจัดเก็บต้องอธิบายให้เข้าใจว่าเป็นขยะอะไรแล้วเก็บวันไหน และต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจให้เห็นภาพกันอย่างชัดเจน

“เราบริหารจัดการเองได้ไม่ทั้งหมด แต่แนวนโยบายต้องมาจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐ แต่สุดท้ายแล้วขยะมูลฝอย มันต้องถูกกำจัด ซึ่งปัญหาเรื่องนี้ไม่ให้เกิดเป็นไปไม่ได้ เราต้องอยู่กับความเป็นจริงว่า รณรงค์อย่างไร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการแยกขยะ ว่าแยกแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและกรุงเทพฯจะเป็นเมืองที่สะอาดต้องทำโดยเร็วที่สุดเพราะจากที่ไปพบปัญหา หลายเรื่องเราสามารถทำได้เลย ในเรื่องของการบำบัด เพื่อเอามาทำปุ๋ย ก็ต้องมีการวัดค่า ว่าประชาชนยอมรับได้ ต้องมีการเอาค่าวัดมาตรฐานไม่ใช่วัดกันด้วยความรู้สึก นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้ว่าปริมาณเท่าไหร่สามารถยอมรับได้ในชุมชน“ นายอนุชา กล่าว

เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำท่วมกทม. จะมีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม ตนมีพื้นเพจากวิศวกร ซึ่งให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน บางสิ่งบางอย่างประชาชนอาจจะมองไม่เห็นในเรื่องของการก่อสร้าง แต่การบริหารจัดการนำน้ำลงสู่แม่น้ำให้เร็วที่สุด คือการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หรืออุโมงค์ยักษ์ ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาอุโมงค์ต่างๆใต้ดินอาจจะไม่รับทราบและไม่รับรู้มาก และที่ผ่านมากทม.ก็มีงบประมาณ แต่ถ้าแก้ปัญหาให้เกิดความยั่งยืนต้องวางแผนการให้เป็นระบบ การลอกคลองต้องมาควบคู่กับประตูระบายน้ำ 

“กทม.เป็นพื้นที่ต่ำ ต้องทำอะไรไม่ฝืนธรรมชาติ นอกจากจะสร้างเขื่อนป้องกันน้ำแล้ว การสร้างสะพานน้ำให้ไหลไปสู่แม่น้ำให้เร็วที่สุด จึงให้ความสำคัญ อุโมงค์ซึ่งต้องทำให้เป็นระบบและชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่างบฯที่ไปใช้จะแก้ปัญหาด้วยระบบทั้งหมดได้ในอนาคต” นายอนุชา 

นายอนุชา กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ให้แนวทางมาแล้วว่า การใช้งบประมาณทุกอย่างต้องสามารถตรวจตรวจสอบได้ทุกเรื่องและโครงการใหญ่ใหญ่แบบนี้ต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้เห็นในการใช้งบประมาณว่าแก้ทั้งระบบได้อย่างไรไม่ใช่แค่ลอกคลอง 

เมื่อถามว่า ผลโพลล่าสุดคนกทม.ชอบผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค นายอนุชา กล่าวว่า ผลโพลในกทม. ก็เปลี่ยนไปได้ทุกสัปดาห์ จะเห็นว่า องคาพยพเรามาช่วยกันรณรงค์เพราะปัญหาบางปัญหาไม่ใช่แค่กทม. เราลงพื้นที่รับทราบปัญหา และสามารถหารืออะไรในสภาฯได้ เราไม่ได้หายไปไหน แต่เพียงไม่ได้มีตำแหน่งเป็นทางการในกทม.หรือสภา แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีการลงพื้นที่ต่อเนื่องโดยไม่ได้หายไปไหน สิ่งต่างๆเหล่านี้เหลืออีก 20 กว่าวัน เราจะทำให้คนที่เคยรักประชาธิปัตย์ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาคราวนี้พร้อมเป็นตัวแทนของท่านทำหน้าที่สุดความสามารถ

จากนั้น นายอนุชา พร้อมคณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมโรงไฟฟ้าขยะ ที่สำนักงานกำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช 

รัฐบาล เผยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์ 631 ล้าน

รัฐบาล เผยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด  1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์ 631 ล้าน

รัฐบาล เผยกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์ 631 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

รัฐบาล เผยยอดกวาดล้างปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดเชิงรุก ระหว่าง 28 เม.ย – 29 พ.ค.69  ทลายกว่า 1,611 เครือข่าย ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 9 ตัน ยอดอายัดทรัพย์สินกว่า 631 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล และตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และเร่งรัดผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ  พร้อมเน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มข้นมาตรการเชิงรุก เพื่อทำลายโครงสร้างและวงจรเครือข่ายผู้ค้าอย่างเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขานรับนโยบาย ขับเคลื่อนข้อสั่งการดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศ  ระหว่างวันที่  28 เมษายน – 29 พฤษภาคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติด 19,362 คดี ได้ตัวผู้ต้องหา 19,406 คน และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 664 หมาย สามารถตรวจยึดของกลาง แบ่งเป็น ยาบ้า 128 ล้านเม็ด, ไอซ์ 9,225 กิโลกรัม, คีตามีน 434 กิโลกรัม, เฮโรอีน 140 กิโลกรัม, ยาอี 3,650 เม็ด,  อาวุธปืน 322 กระบอก และวัตถุระเบิด 1 ลูก และยังสามารถตรวจยึดเงินสด 4 ล้านบาท และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่ากว่า 631 ล้านบาท

รัฐบาลชื่นชมผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจเสียสละปฏิบัติหน้าที่ ในการจับกุม กวาดล้าง และทลายเครือข่ายยาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและร่วมกันปกป้องลูกหลานไทยให้ห่างไกลจากยาเสพติด

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

1,600 ล้าน คุ้มจริงหรือ!? กรณ์ ตั้ง 5 ข้อกังขา เจาะลึกความคุ้มค่า TH-AI Passport 

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบบุว่า “ยาวหน่อยนะครับ มาทำความเข้าใจด้วยกันเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่อีกเรื่องหนึ่ง
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา โครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท เป็นประเด็นร้อนหลังคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จากพรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ชิดชอบ ถึงข้อพิรุธในสภา
วันนั้นผมนั่งฟังอยู่ด้วยตนเอง ในห้องประชุมมี สส. อยู่ไม่กี่คน น่าจะเป็นเพราะแยกย้ายกันประชุมกรรมาธิการในห้องต่างๆ

พอป้อมเริ่มถามคำถามแรก ผม text ไปในกลุ่ม ปชป. ทันที บอกว่า “มีกระทู้สดเรื่องที่พวกเราแกะกันอยู่ ป้อมถามดี ชัยชนกกำลังจะตอบ”

เรื่องนี้ยิ่งติดตามก็ยิ่งพบว่าตัวโครงการมีปัญหา สมควรที่สังคมจะตั้งคำถามว่างบประมาณก้อนนี้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า เหมาะสม และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม และก้าวต่อไปของฝ่ายค้าน คืออาทิตย์นี้ได้เชิญกระทรวง DE มาชี้แจงกรรมาธิการ ปปง. ที่คุณพิทักษ์เดช เดชเดโช นั่งเป็นประธาน โดยเราประสานให้ป้อม ภาวุธ มาร่วมแจมด้วย

เรื่องนี้ผมปรึกษาผู้ที่อยู่ในวงการหลายคน ตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจ

1. เงินเป็นพันล้านที่จ่ายไป ประเทศได้อะไรงอกเงยขึ้นมา และได้ประโยชน์จริงกี่คน

รัฐบาลอธิบายว่าจะแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro ให้คนไทย 5 ล้านคนฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุน DE Fund เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงแบบฟรีได้อยู่แล้ว ที่น่าคิดคือตัวเลข 5 ล้านคน จากข้อมูลที่เปิดเผยในชั้นกรรมาธิการ ดูเหมือนไม่ได้เริ่มมาจากฐานความต้องการจริง แต่เริ่มจากการรู้ว่ากองทุนมีเงินเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท แล้วนำมาตั้งโครงการทอนกลับมาให้พอดีกับวงเงิน
ที่สำคัญโครงการนี้มีความย้อนแย้งอย่างมากในเชิงพฤติกรรมการใช้งานจริง สำหรับประชาชนทั่วไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มระดับโลกล้วนเปิดให้ใช้งานได้ฟรีอยู่แล้ว ซึ่งศักยภาพของเวอร์ชันฟรีนั้นเก่งเกินพอสำหรับการแปลภาษา สรุปเอกสาร หรือใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ขาดจึงไม่ใช่สิทธิ์ตัว Pro แต่คือทักษะความเข้าใจ AI Literacy การแจกตัว Pro ปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนนักพัฒนากลุ่ม builders ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม คนกลุ่มนี้หากเขาต้องนำ AI ไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจ Pro รายเดือนแบบที่รัฐแจกก็ไม่พอใช้งานเพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง

ทีมงานผมอธิบายให้ผมฟังว่า คนทำงานจริงต้องการใช้ผ่าน API ที่คิดเงินตามปริมาณ Token รัฐกำลังเอาเงินพันกว่าล้านไปเหมาซื้อตัว Pro มาแจกปูพรมให้คนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ส่วนคนที่จะใช้งานลึกๆ รัฐก็ไม่ได้ซัพพอร์ตระบบขั้นสูงให้เขา แล้วในบรรดาสิทธิ์ 5 ล้านคนนี้ จะมีคนที่นำไปใช้งานจนสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงกี่คน ที่สำคัญในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription พอครบ 1 ปีถ้าประชาชนใช้ไม่หมดก็คือทิ้งทันที เงินถูกโอนไปแล้วเต็มจำนวน สิทธิ์ที่เหลือจะถูกตัดทิ้งและแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้างไปแบบเหนาะๆ โดยที่รัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย
ผมว่าข้อเท็จจริงท้ายสุดนี่แย่มาก

หลักคิดของผมง่ายๆ เลยคือเมื่อเราใช้เงินระดับพันล้าน สิ่งที่รัฐต้องวัดไม่ใช่แค่ มีคนกดรับสิทธิ์ไหม แต่ต้องตอบว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเงินก้อนนี้

2. เรากำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปีแทนการสร้างสินทรัพย์

เจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลักและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาวของประเทศ แต่โครงการนี้กลับมีลักษณะเป็นงบดำเนินการหรือโอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ซึ่งครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ก็หมดไปพร้อมกับสิทธิ์ใช้งานของประชาชน แถมกระบวนการอนุมัติยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณสามวาระตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร การที่รัฐชี้แจงว่าวิธีนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการมองที่ผิดทิศผิดทาง เพราะการขนเงินไปซื้อสิทธิ์โมเดลสำเร็จรูปให้คนทดลองใช้คือการสร้าง Users เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยี อย่าง Builders และเมื่อสิ้นสุดสัญญารายปี ประเทศไทยก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใดๆ ไว้เลย

3. เซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งในไทยไม่ได้แปลว่าเราเป็นเจ้าของข้อมูล

นี่คือจุดที่สร้างความสับสนมากที่สุด เพราะรัฐบาลมักชี้แจงว่าโครงการนี้รันอยู่ใน Data Centre ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่งหรือ Prompt จะถูกจัดเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศ โดยผู้ให้บริการ AI จะเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบนิรนามและยืนยันว่าช่วยปกป้องอธิปไตยทางข้อมูล แต่ในความเป็นจริงเราต้องแยกให้ออกระหว่างอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้าง กับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี

แม้บริษัทต่างชาติจะมาลงทุนตั้งตึก Data Centre ในไทย แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดล AI และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้านซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าและทำกำไรสูงสุดยังเป็นของต่างชาติ 100% ดังนั้นการทำสัญญาเช่าใช้แบบนี้ต่อให้ตึกตั้งอยู่ในประเทศ ทันทีที่หมดสัญญาเช่าระบบก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงินและคุณค่าทางเทคโนโลยีก็ไหลออกนอกประเทศอยู่ดี

4. ความโปร่งใสใน TOR

ทีมงานผมขยายความว่า เอกสารประกวดราคาโครงการนี้กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุเพียงกว้างๆ ว่าเป็น ค่า Token ของ AI โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจนทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ นอกจากนี้ยังกำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 500,000 รายต่อชั่วโมง และเมื่อคำนวณจริง พบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น จะรองรับพอกับความต้องการได้อย่างไร
นี่ยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วันช่วงหยุดยาวปีใหม่ และท่าทีของรัฐมนตรีดีอีที่ตอบกระทู้ว่าใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ ซึ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำกับดูแลเงินภาษีและการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายให้โปร่งใสไม่ได้ครับ

5. ผมถามทีมงานว่า เรามีทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1600 ล้านนี้แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิแค่ 1 ปี โดยไม่ได้มีกรรมสิทธิข้อมูลหรือไม่?
คำตอบคือ แทนที่จะจ่ายค่าเช่าระบบให้ต่างชาติแบบปีต่อปี รัฐบาลควรนำเงินมาจัดสรรใหม่เพื่อสร้างรากฐานที่คุ้มค่ากว่า ยกตัวอย่างนะครับ

– เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุนเพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ GPU Clusters ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมใน Data Centre ของเอกชนที่มีอยู่แล้วในประเทศ เครื่องมือเหล่านี้มีอายุใช้งาน 3 ถึง 5 ปี เราสามารถเปลี่ยนงบให้เป็นสมบัติแผ่นดินที่สตาร์ทอัพและนักพัฒนาไทยได้ใช้ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าใหม่ และทำให้คนไทยได้เป็นเจ้าของร่วมกันในห่วงโซ่มูลค่าของนวัตกรรมอย่างแท้จริง

– หรือผลักดันไทยเป็น AI Builder Hub ยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุกแบบที่ทางพรรคประชาธิปัตย์เราเสนอ ด้วยการปรับโจทย์จากการไล่ตามเทคโนโลยี มาเป็นการปักหมุดสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม นำร่องโดยใช้พื้นที่ว่างภาครัฐ เช่น อาคารโรงงานยาสูบ 5 มาแปลงสภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ประมวลผลที่รัฐถือครอง เพื่อเปิดพื้นที่ Sandbox ให้สตาร์ทอัพและทีมขนาดเล็ก (เช่น ทีมงานเพียง 2 คน) สามารถเข้ามาทดลองปล่อยของ สร้างโปรดักต์ AI ที่ขายได้จริงและสร้างรายได้ในตลาด ควบคู่กับการใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐดึงสถาบันการเงิน แหล่งทุน และบริษัท Global Tech ชั้นนำเข้ามาลงทุนร่วม เพื่อเปิดทางให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานงานระดับสูง ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่แท้จริง

– หรือเปลี่ยนงบแจกมาเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบ คูปองนวัตกรรมแบบที่รัฐบาลร่วมสามารถร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อให้ SME นำไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบ AI ที่ตรงความต้องการเฉพาะทางจริง

– หรือเลือกลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาไทยและจัดทำคลังข้อมูลอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยในเรื่องเฉพาะทางหรือนิชที่ยังติดขัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้ประเทศมีสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นของตัวเองในระยะยาว

การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดีครับ แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่างบพันล้านก้อนนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมดก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน” 

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! 2 ปี กวาดรางวัลระดับสากล ดันไทยสู่จุดหมายปลายทาง นทท.จากทั่วโลก

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! 2 ปี กวาดรางวัลระดับสากล ดันไทยสู่จุดหมายปลายทาง นทท.จากทั่วโลก

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! 2 ปี กวาดรางวัลระดับสากล ดันไทยสู่จุดหมายปลายทาง นทท.จากทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.12 น.

ท่องเที่ยวไทยแรงต่อเนื่อง! ปี 2568–2569 กวาดรางวัลระดับสากล ตอกย้ำผลสำเร็จ ดันไทยสู่จุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความผันผวน แต่รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงรุก ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีท่องเที่ยวระดับนานาชาติในช่วงปี 2568–2569 สะท้อนความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ “คุณภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ระดับโลก” พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

โดยแหล่งท่องเที่ยวไทยยังได้รับรางวัลและการจัดอันดับระดับโลกหลายเวที อาทิ

– “เกาะกระดาน” จังหวัดตรัง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในชายหาดที่ดีที่สุดของโลก 

– “หมู่เกาะลันตา” จังหวัดกระบี่ คว้ารางวัล Green Destinations Story Awards 2026 สาขา Nature & Scenery จากเวที ITB Berlin ประเทศเยอรมนี 

– “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” จังหวัดน่าน และ “เมืองเก่าตะกั่วป่า” จังหวัดพังงา ยังได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สะท้อนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชนในพื้นที่ 

– “เชียงคาน” จังหวัดเลย และจังหวัดอุทัยธานี ได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่โดดเด่นด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้รับการจัดอันดับจาก Forbes Travel Guide ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางลักชัวรี (Luxury) ชั้นนำของโลก ขณะที่ภูเก็ต เกาะสมุย และเชียงใหม่ ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่ม Digital Nomad อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “เชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา” สู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เพื่อต่อยอดศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว 

“รางวัลและการยอมรับจากเวทีระดับโลก สะท้อนว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพและคุณภาพในระดับโลก ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก โดยมาตรการด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่ม ทุกฤดูกาล และช่วยดึงดูดนักเดินทางคุณภาพยุคใหม่ที่กำลังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลเปิดตัว นกกระซิบ AI บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ

รัฐบาลเปิดตัว นกกระซิบ AI บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ

รัฐบาลเปิดตัว นกกระซิบ AI บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

รัฐบาลดัน AI ช่วยร้านค้ารายย่อย เปิดตัว นกกระซิบ ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน–ราคาวัตถุดิบ เริ่มใช้งานวันนี้

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านค้า ผ่านการเปิดให้บริการ “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เข้าถึงข้อมูลสำคัญและบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รองโฆษกฯ กล่าวว่า “นกกระซิบ” เป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ บนแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยร้านค้าสามารถพิมพ์คำถาม หรือเลือกคำถามแนะนำ (Preset Question) เพื่อสอบถามข้อมูลได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการค้นหาข้อมูล และเพิ่มความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัลของภาครัฐ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต่อยอดศักยภาพของ AI ให้ช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

1. วิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ
“นกกระซิบ” จะนำข้อมูลการขายจริงของร้านค้ามาสรุปให้อ่านง่าย เพื่อช่วยเจ้าของร้านบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการสรุปยอดขายรายวัน จำนวนรายการขาย วิเคราะห์ช่วงเวลาทองที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยวางแผนสต็อกสินค้าและการจัดเตรียมพนักงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น

2. เช็กราคากลางวัตถุดิบรายวัน
AI จะเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงราคากลางเฉลี่ยของวัตถุดิบสำคัญ เช่น หมู ไก่ และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ แบบวันต่อวัน ช่วยให้ร้านค้าติดตามต้นทุนได้สะดวกขึ้น และตัดสินใจวางแผนการซื้อวัตถุดิบได้แม่นยำ

3. คำนวณกำไรและต้นทุนเบื้องต้น
ระบบจะช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต้นทุนปัจจุบัน เปรียบเทียบกับราคาขาย เพื่อช่วยประเมินว่าราคาสินค้าที่ตั้งไว้มีกำไรเพียงพอหรือไม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและวางแผนธุรกิจระยะยาว

ทั้งนี้ “นกกระซิบ” รองรับการใช้งานบนแอปพลิเคชันถุงเงิน เวอร์ชัน 5.50.0 ขึ้นไป และเปิดให้ร้านค้าทุกประเภทสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบในฐานะเจ้าของร้านค้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยต้องการให้ร้านค้าสามารถใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

“รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ง่ายขึ้น ใช้เทคโนโลยีช่วยวางแผนธุรกิจได้จริง และใช้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” รองโฆษกฯ กล่าว

เปิดไทยช่วยไทยพลัส 60/40สะพัด ประเดิมวันแรก1มิ.ย.

เปิดไทยช่วยไทยพลัส  60/40สะพัด  ประเดิมวันแรก1มิ.ย.

เปิดไทยช่วยไทยพลัส 60/40สะพัด ประเดิมวันแรก1มิ.ย.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดไทยช่วยไทยพลัส 60/40สะพัด ประเดิมวันแรก1มิ.ย. รบ.ลั่นอัดเงินเข้าสู่ระบบ เยียวยาค่าครองชีพปชช. มาร์คเย้ยกระตุ้นได้แค่4ด.

รัฐบาลเปิดใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันแรก ย้ำขั้นตอนใช้ง่ายผ่าน G-Wallet ช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท ระบบคำนวณให้อัตโนมัติ ด้าน “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐทุ่ม 1.7 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 4 เดือน ตั้งคำถามดังๆ ถ้าข้าวของยังแพง จากนี้จะแก้ยังไง ดักทางให้สภาฯ ตั้งกมธ.วิสามัญ ติดตามการใช้เงินกู้

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์“ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก

ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569

“รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมเติมเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส1,000 บาท แก่ผู้ได้สิทธิรวมกว่า 39.2ล้านคน ทั้งกลุ่มผู้ได้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนผ่านโครงการ 60/40 อีก 26.04ล้านคน ให้สามารถเริ่มใช้จ่ายพร้อมกันตามเงื่อนไขได้ตั้งแต่วันที่ 1มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.จนถึง 23.00น.ของทุกวัน

ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่ายของผู้ถือสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน สามารถใช้จ่ายวงเงิน 1,000 บาทได้โดยไม่ต้องใช้เงินของตัวเองร่วมจ่าย ในการซื้อสินค้าที่จำเป็นกับร้านธงฟ้าราคาประหยัด แต่ไม่สามารถถอนหรือแลกเป็นเงินสดได้ ขณะที่ผู้ได้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส60/40 มีเงื่อนไขว่าทุกการใช้จ่าย รัฐบาลจะช่วยออกให้ 60% และประชาชนต้องจ่ายเอง 40% ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง พร้อมกับจำกัดวงเงินรายวันรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ไทยช่วยไทย พลัส60/40 ต้องเติมเงินเข้า G-Wallet ใน แอปฯ เป๋าตัง

จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code ประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตัง สแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6หลัก

สิทธิ 60/40 ซื้อของต้องจ่ายกี่บาท? โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40บาท กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท เช็คสิทธิเงื่อนไข ไทยช่วยไทย พลัส60/40 ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือนวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ โครงการจะเปิดให้ ใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ปิดรับลงทะเบียนไปแล้ว โดยมียอดผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 26 ล้านคนว่าการใช้สิทธิในโครงการลักษณะนี้หลายครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคนก็ถือว่าไม่น้อย สิ่งที่สำคัญก็คือรัฐบาลกำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ ซึ่งเราเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เพียงแต่ว่าที่เราพูดมาตลอด คืออยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่แรกจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดมากกว่า นั่นคือรัฐบาลมีศักยภาพในการลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน

จากการเดินหาเสียงก็ได้รับเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้า หลายคนพูดว่าหากน้ำมันถูกลง จะปรับเรื่องของต้นทุนได้ ทุกอย่างจะคลี่คลายได้ง่ายกว่า เมื่อรัฐบาลเดินไปทางนี้ ก็ต้องหาทางให้ได้ผลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พรรคประชาธิปัตย์กังวลว่าจะกระตุ้นได้เพียงแค่ 4 เดือน จากนั้นหากข้าวของยังแพงอยู่รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะใช้เงินกู้ไปถึง 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าไปใกล้เพดาน

เมื่อถามว่าตัวเลข 26 ล้านคนสะท้อนว่าประชาชนไม่ตื่นตัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าพูดตามตรงตอนที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ลดภาษีสรรพสามิต หรือลดภาษีใดๆ ก็ตาม รัฐบาลมักจะพูดว่าอยากจะช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้า วันนี้ 26 ล้านคนแล้วก็ถือว่าอยู่ในจำนวนมาก ถ้าหากจะมุ่งเป้าช่วยเหลือจริงๆ เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหลักซึ่งมีการแยกออกไป พูดง่ายๆ โครงการนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าที่จะไปช่วยเหลือประชาชน

ต่อข้อถามว่าจะเริ่มใช้เงินในวันที่ 1 มิถุนายนนี้แล้วแต่การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานสภาฯ ก็ยังไม่ยอมบรรจุญัตติในการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 4มิถุนายนนี้เรื่องนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พยายามอย่างเต็มที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาล โดยโครงการต่างๆ จะต้องมองไปข้างหน้า เช่น โครงการพลังงาน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ว่าเป็นการใช้เงินแบบใด

พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดตั้งแต่ต้น ว่าไม่ใช่เงินที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้ออกมาช่วย จึงอยากจะตรวจสอบตรงนี้ แต่ในสภาชุดนี้ซีกรัฐบาลมักจะไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งขอบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญการที่ตัวแทนของประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบต่างๆ เช่น กรณีแลนด์บริดจ์ที่พรรคเห็นว่ามีความผิดปกติโดยเฉพาะรายงานของ สนข.จากนี้คงจะต้องมาทำกันเองในการทำให้ตัวเลขเป็นจริงเสนอต่อรัฐบาลให้ได้ พรรคจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังมีความหวังว่ากรณีเงินกู้ จะสามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ เนื่องจากรัฐบาลใช้เงินจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ แต่หากไม่สามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ ก็จะเดินหน้าตรวจสอบกรรมาธิการผ่านกรรมาธิการสามัญการเงินการคลัง แต่ขณะนี้งานก็ล้นมือ

“ขอย้ำอีกครั้งไม่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิด หรือความจงใจจริงๆ อย่างน้อยที่สุดแม้กระทั่งการอภิปรายในสภาฯ ก็ควรจะมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ มานั่งฟัง ในสมัยที่พวกเราเป็นฝ่ายบริหาร ก็ได้กำชับเสมอว่าต้องให้ความสำคัญและมีความรับผิดชอบสูงของรัฐบาล เพราะข้อมูลหลายอย่างของสมาชิกสภาฯ ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่ดี ดังนั้นควรมารับฟังด้วยตนเอง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ กาผู้ว่าฯอิสระ

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ  กาผู้ว่าฯอิสระ

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ กาผู้ว่าฯอิสระ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลโค้งแรกคนกรุงเทใจ กาผู้ว่าฯอิสระ ไม่ขอพึ่งพรรคการเมือง มัลลิกาไหว้พระเจ้าตาก

นิด้าโพล เผยคนกรุงเทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อิสระ ไม่ต้องพึ่งพรรคการเมือง ขณะที่ “ดร.โจ-ปชน.” หาเสียงโกยคะแนนฝั่งธนฯ “อนุชา-ปชป.” ลุยตลาดสัมมากร“มัลลิกา” เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน ชูปฏิรูปกรุงเทพฯ ด้านสวนดุสิตโพล ยก”หนู”นักการเมืองระดับชาติเรตติ้งดีที่สุด

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม.อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

ส่วนใหญ่เลือกผู้สมัครอิสระ

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

โจ-ปชน.เดินหน้าโกยแต้ม

ด้าน ดร.โจ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตลาดธนบุรีเพื่อช่วย นายณัฐนนท์ นาคหล่อ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตทวีวัฒนา หาเสียง

โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตนก็ลงพื้นที่ย่านตลาดสวนผัก เขตตลิ่งชัน และมาเขตทวีวัฒนาที่ตลาดธนบุรี เป็นการหมุนเวียนเพื่อไปให้ครบทั้ง 50 เขตและมาดูย่านการค้าฝั่งธนฯเพื่อจะได้พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ทำให้เราได้เข้าถึงประชาชนที่หลากหลายกลุ่ม

เมื่อถามว่า ฝั่งธนบุรีมีอะไรที่อยากปรับปรุงแก้ไขหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ฝั่งธนบุรีมีศักยภาพมากมายและมีพื้นที่ขนาดใหญ่ถ้าพูดถึงเขตทวีวัฒนา ส่วนมากจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัย แต่ยังขาดเรื่องขนส่งสาธารณะและพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนออกกำลังกาย ซึ่งเป็นวาระที่เราจะเข้ามาร่วมผลักดัน ทางผู้สมัคร ส.ก. เขตทวีวัฒนาของเรา ก็มีวาระที่ต้องการผลักดัน เรื่องที่ตนชอบมากคือทำเมืองให้เย็นลง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ประโยชน์จากคลอง ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ในวาระเมืองของเราด้วย มีแนวคิดจะใช้คลองทำทางเดินให้ร่มรื่น น้ำคลองและต้นไม้จะลดอุณหภูมิของเมืองลงได้ เราอยากจะนำมาใช้เพื่อลดอุณหภูมิของกรุงเทพฯ ที่รู้สึกร้อนระอุมาก

มั่นใจฐานเสียงฝั่งธน

เมื่อถามว่า มั่นใจในฐานเสียงฝั่งธนบุรีหรือไม่ เพราะเหมือนเป็นจุดยุทธศาสตร์ของพรรค นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ให้ประชาชนชาวฝั่งธนบุรีได้มีทางเลือกซึ่งตนเองก็เป็นคนฝั่งธนบุรีเกิดและโตที่นี่จึงเข้าใจปัญหาในย่านฝั่งธนบุรีเป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการพัฒนาค่อนข้างล่าช้า จึงอยากเข้ามาพัฒนาให้เท่าเทียมกัน รวมถึงกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่ควรได้รับการพัฒนามากขึ้น เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่เราอยากจะขอนำเสนอให้กับประชาชนคนกรุงเทพฯ ถ้าทีมบริหารผู้ว่าฯ ของพรรคประชาชนเข้าไปบริหาร เราก็จะได้กรุงเทพฯที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่เหลื่อมล้ำ

จากนั้น นายชัยวัฒน์ได้พาผู้สมัคร ส.ก. เดินหาเสียงภายในตลาดธนบุรี โดยเดินแจกใบปลิวและแนะนำนโยบายที่จะดำเนินการหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกทั้งผู้ว่าฯ และส.ก. จากพรรคประชาชน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้ มีประชาชนบางส่วนระบุว่า ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่กทม. แต่จะส่งกำลังใจให้ ขณะที่ฃบางส่วนบอกว่า พรรคประชาชนอยู่ในใจจะเลือกทั้งผู้ว่าฯ และส.ก.อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีประชาชนชมว่า นายชัยวัฒน์หล่อและป้อนขนมไข่เต่าให้ และบางคนมอบพวงมาลัยดาวเรืองให้นายชัยวัฒน์และขอถ่ายรูป

อนุชาลุยตลาดสัมมากร

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคและทีมงาน ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง โดยมีพี่น้องประชาชนทั้งผู้จับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

ปรับปรุงตลาดให้ดีขึ้น

ระหว่างการลงพื้นที่ นายอนุชา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงศักยภาพของตลาดสัมมากรซึ่งเป็นตลาดเอกชน ที่สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาตลาดอื่นๆ ของ กทม.โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยระบุว่า “แพลตฟอร์มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกเหนือจากการประมวลผลต่างๆ แล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย เวลาคนที่เปิดแอปพลิเคชันจะเห็นเลยว่าตลาดสัมมากรมีจุดเด่นอะไร และ Top 10 ร้านที่คนซื้อมากที่สุดคืออะไร เพราะเราสามารถลิงก์ระบบเข้ากับการสแกนจ่ายเงินได้ ทำให้สามารถจัดอันดับแบบเรียลไทม์ได้ในแต่ละสัปดาห์ว่าใครมาซื้อของร้านอะไร อะไรคือสิ่งที่คนมาจับจ่ายใช้สอยเยอะที่สุด ตรงนี้จะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลมาประมวลผลได้ในทุกๆ เรื่อง”

มัลลิกาสักการะพระเจ้าตากสิน

เวลา 10.30น.ที่วัดหงส์ รัตนารามราชวรวิหาร ธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กราบสักการะศาลพระเจ้าตากสิน โดยเริ่มต้นจากจุดศาลเก่าแก่โบราณที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นเป็นจุดที่พระเจ้าตากสินรวมไพร่พลเพื่อการศึกสงครามจนได้รับชัยชนะ และสักการะ 8 จุด ในวิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ ขอพรด้วย

โดยนางมัลลิกา ได้เสนอการปรับปรุงพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตกรุงธนบุรีทุกเขต ครอบคลุมกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวซึ่งอยู่ทางฝั่งธนบุรีและเขตนอกเมือง ได้ใช้พื้นที่ร่วมสมัยไม่ว่าจะเป็นอาชีพครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ เกม หรืออื่นๆ สามารถอยู่ใกล้บ้าน ทำงานนอกสถานที่จุดใดก็ได้ และกระตุ้นการหมุนเวียนในพื้นที่ตนเอง อันเป็นหนึ่งใน 14 ยุทธศาสตร์ที่มีแผนปฏิบัติรองรับ

“เราจะใช้พื้นที่ว่างเปล่าพื้นที่ราชพัสดุอย่างถูกต้อง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นแม่งานและเจ้าภาพให้ทุกเขตสามารถจัดพื้นที่ให้เป็นเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกไม้ ทุ่งดอกทานตะวัน ทุ่งดอกกุกลาบ พื้นที่ร้านค้า หรือการสร้างสรรค์พื้นที่คอฟฟี่คาเฟ่ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพเพื่อสามารถปฏิบัติได้จริงและเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของรัฐบาล และสถานการณ์โลก ดังนั้น กรุงเทพฯ จะนิ่งนอนใจไม่ได้”

โพลยกให้เสี่ยหนูโดดเด่น

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,166 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม เฉลี่ย 3.66 คะแนนลดลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่ได้ 3.79 คะแนนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.13 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.09 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 29.06 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 25.19 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 24.96 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.83 คาดหวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลจะช่วยลดค่าครองชีพได้ และคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 49.87

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า สองเดือนรัฐบาลอนุทินยังน่าเป็นห่วง พิจารณาจากคะแนนดัชนีการเมืองไทยที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า บ่งบอกถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบอยู่ขณะที่การตั้งคำถามและความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากฝ่ายค้านและประชาชนทั่วไปหากเดือนหน้าเริ่มใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยดึงคะแนนดัชนีให้ขึ้นมาได้ทั้งหมดหรือไม่

ไทยช่วยไทยพลัสมาแรง

รศ.ดร.รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าเหตุผลของการที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงมองว่ามาจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ประชาชนให้ความสนใจต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่าจะเป็นในทิศทางใดโดยส่วนใหญ่ประชาชนพิจารณาในประเด็นของการช่วยเหลือว่ารัฐบาลจะกำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนใดที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด แต่ท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่าเป็นการฉวยโอกาสของรัฐบาลในการหาประโยชน์จากวิกฤติการณ์ครั้งนี้และมองว่ามาตรฐานการทำงานของรัฐมนตรีคนนอกที่ถูกนำเสนอในการเลือกตั้งยังไม่มีแนวคิดที่สร้างความเชื่อมั่นในการกินดีอยู่ดีสำหรับประชาชนได้ สำหรับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดนั้นเพราะว่าสามารถสร้างแรงจูงใจจากโครงการไทยช่วยไทยที่เป็นโครงการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการที่รัฐช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการพยุงคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรียืดออกไปได้อีกครั้ง

หวังรับหลักการแก้ไขรธน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 7-8 ก.ค.นี้ ซึ่งในแต่ละร่างมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะที่มาของ ส.ส.ร. แต่รัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก กังวลหรือไม่ว่าจะใช้เสียงข้างมากลากไป ว่า เข้าใจว่าในวาระแรกจะมีการรับหลักการทุกฉบับ แล้วไปพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการ

ส่วนตัวเห็นว่าร่างของทุกพรรคยกเว้นร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่ไม่ให้การเลือก ส.ส.ร.มาจากประชาชน แม้จะเข้าใจดีว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ให้มีการเลือกโดยตรง แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอว่าเพื่อให้เกิดความลงตัว ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการหยั่งเสียงผ่านทางโทรศัพท์หรือผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณน้อย เมื่อหยั่งเสียงจากประชาชนแล้ว การเลือก ส.ส.ร.ก็ทำโดยสมาชิกรัฐสภา โดยเลือกมาจากจังหวัดละ 3 คน ในที่สุดก็เหลือ 80 คน ทั้งนี้ วาระแรกไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น และหวังว่าวุฒิสภาซีกรัฐบาล จะยอมรับหลักการร่างของทุกพรรคไว้

ไล่ถล่มรัฐบาล ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์ ซัดปิดปากตรวจสอบ

ไล่ถล่มรัฐบาล  ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์  ซัดปิดปากตรวจสอบ

ไล่ถล่มรัฐบาล ล้มกมธ.แลนด์บริดจ์ ซัดปิดปากตรวจสอบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.แจงเหตุไม่ตั้งกมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ อ้างสภาฯชุดก่อนเคยศึกษามาแล้ว ไม่อยากเสียเวลาซ้ำ พร้อมส่งต่อข้อสรุปให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที ขณะที่ “กล้าธรรม” อัดยับปิดปากการตรวจสอบเมกะโปรเจกต์ระดับชาติ ด้าน“กรณ์”ถล่มซ้ำงัดตัวเลข สนข.ชี้ชัดแพงกว่า-ช้ากว่าช่องแคบมะละกา “ชัยชนะ” ปลุกสส.รัฐบาลปักษ์ใต้ทบทวนจุดยืน

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่ว่า ตนขออธิบายดังนี้เพราะมีการศึกษามาแล้วและมีข้อสรุปพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที

ภท.อ้างสภาฯชุดก่อนศึกษาไว้แล้ว

นายคงกฤษ กล่าวว่า สภาฯชุดที่แล้ว เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว และได้ศึกษาครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเป็นการศึกษาที่เพิ่งทำเสร็จในปี 2567รายงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที

นายคงกฤษ กล่าวอีกว่า ล่าสุด รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุด เพื่อศึกษาและพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย โดยให้มีการศึกษาแล้วเสร็จภายใน 90วัน

ไม่อยากเสียเวลาศึกษาซ้ำอีก

ดังนั้น การที่ สส.ส่วนใหญ่มีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใหม่ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังความคิดเห็นและไม่ได้หมายความว่าเร่งรัดให้โครงการเดินหน้าโดยไม่ฟังประชาชนแต่หมายความว่า เราไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการศึกษาซ้ำในเรื่องที่เคยศึกษาไปแล้ว

“เพราะหากตั้งกรรมาธิการขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพื่อศึกษาในประเด็นที่มีรายงานและข้อสรุปอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือการนำข้อคิดเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้ทุกความเห็นถูกนำไปประกอบการตัดสินใจ”นายคงกฤษ กล่าว

ต้องฟังเสียงชาวระนองด้วย

และว่า ตนยืนยันว่า แลนด์บริดจ์ต้องเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อคนระนองหรือชุมพรเท่านั้นแต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งประเทศและหากโครงการจะเดินหน้าได้จริง ก็ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

“เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การศึกษาให้จบอีกครั้ง แต่คือการนำสิ่งที่ศึกษาไว้แล้ว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนและตามที่ผมได้อภิปรายไว้ครับ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในจังหวัดระนองด้วยครับ“นายคงกฤษระบุ

กล้าธรรมผิดหวังท่าทีสส.รัฐฐาล

ด้านนายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีของ สส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาโครงการดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่

นายพีรวัส กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่เป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ ศึกษา และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ ทั้งเรื่องการเวนคืนที่ดิน ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและอาชีพของประชาชน

ปิดปากตรวจสอบเมกะโปรเจกต์

“การที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลลงมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เท่ากับเป็นการปล่อยให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป โดยตัดขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติ และลดโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญระดับประเทศ» นายพีรวัส กล่าว

นายพีรวัส ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณมหาศาล และอาจสร้างผลกระทบในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำว่าการพัฒนา แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่โปร่งใส เป็นธรรม และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะหากโครงการเดินหน้าไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน

ประกาศเดินหน้าตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้ นายพีรวัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยังคงติดตามการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิด และจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของประเทศเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

‘กรณ์’งัดตัวเลขถล่มแลนบริดจ์

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวผ่านโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เรื่อง Land Bridge รัฐบาลไม่ยอมให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยคิดช่วยตรวจสอบ แต่บอก ‘จะตัดสินใจเอง‘

ปัญหาคือ รัฐบาลพูดมาตลอดว่า LB จะเป็นเส้นทางเลือกที่ประหยัดเงินและเวลา เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา แต่เมื่อคำนวณจากข้อมูลในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (ไม่ได้มโนขึ้นมาเอง) คำตอบมันชัดครับ LB ทั้งแพงกว่า และนานกว่า

“แค่ตรงนี้ไม่ผ่าน concept ก็ควรถอยแล้วครับ อย่าเพิ่งแถกันไปว่า จริงๆ LB มีไว้เพื่อ southern economic zone, เพื่อ transhipment, เพื่อ energy complex หรือเพื่อการรักษาอธิปไตยของประเทศ บลาๆซึ่งที่ศึกษามาทั้งหมดยังไม่เคยได้พิจารณาเรื่องพวกนี้เลย”นายกรณ์กล่าว

ปชป.ชี้โครงการอื่นตอบโจทย์กว่า

ส่วนนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังภายหลังที่ประชุมสภาฯไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมของโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

นายชัยชนะ กล่าวว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ประชาชนในวงกว้าง อาทิ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมจังหวัดนราธิวาสสู่กรุงเทพฯ การยกระดับระบบขนส่งทางรางด้วยรถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้าสำหรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งใช้งบประมาณรวมต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่สามารถกระจายประโยชน์สู่ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงมากกว่า

อัดซ้ำรบ.ปิดโอกาสตรวจสอบ

“การที่รัฐบาลปฏิเสธการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการ ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศและประชาชนภาคใต้โดยตรง” นายชัยชนะ กล่าว

จี้ต่อมสำนึกสส.ใต้ทบทวนจุดยืน

พร้อมกับเรียกร้องให้ สส.ภาคใต้ในพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนจุดยืนของตนเอง และคำนึงถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่าการยึดตามมติพรรค ซึ่ง สส.ภาคใต้ทุกคนควรตระหนักว่าหน้าที่สำคัญคือการเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามมติทางการเมือง เพราะทุกการตัดสินใจในสภาจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของคนภาคใต้และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“พวกเรามาจากการเลือกตั้งของประชาชนภาคใต้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังเสียงของประชาชน ไม่ใช่รับฟังเพียงคำสั่งจากผู้นำพรรค ในช่วงหาเสียงทุกคนบอกว่าจะยืนเคียงข้างประชาชน รับฟังเสียงพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจกลับไม่รับฟังเสียงของประชาชนเลย เสียงของประชาชนไร้ค่า” นายชัยชนะ กล่าว