‘ดร.สุวินัย’ กาง 7 End Game ม็อบ ‘สนธิ’ จะพาคนเหล่านั้นไปจบตรงไหน ?

9 กันยายน 2569 เวลา 07:41 น.

ดร.สุวินัย

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 9 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความวิเคราะห์ถึงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “สนธิจะพาประชาชนไป End Game ตรงไหน?

สุวินัย ภรณวลัย

////
การเริ่มม็อบไม่ใช่เรื่องยากที่สุด
สิ่งที่ยากกว่าคือ
จะจบม็อบอย่างไร?
นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนคิดว่า
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ควรตอบให้ชัดเสียตั้งแต่วันนี้
เพราะหลังจากประกาศ
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
จะเดินสายทั่วประเทศ
จะเปิดแนวรบกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
และจะเริ่มพาคนออกจากโลกของสื่อเข้าสู่โลกของถนน
คำถามทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่
จะระดมคนได้กี่คน
แต่คือ
ถ้าระดมได้สำเร็จแล้ว จะพาคนเหล่านั้นไปจบตรงไหน? (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
ผู้เขียนลองตั้งสมมติฐานให้คุณสนธิอย่างดีที่สุดว่า
ประชาชนจำนวนมากคล้อยตามเรื่องเล่าของคุณสนธิทุกอย่าง เหมือนช่วงสมัยพีคของพันธมิตรฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2551
ทำให้การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิขยายตัวขึ้นจริง ในระดับเดียวกับม็อบกปปส. ปี พ.ศ. 2557
ต่อให้ม็อบสนธิไปถึงจุดนั้น
ผู้เขียนก็มองเห็น End Game ที่เป็นไปได้อยู่ไม่กี่แบบเท่านั้น
…..
End Game ที่หนึ่ง
กดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา โดยรัฐบาลยังอยู่ต่อ
นี่คือ End Game ที่เบาที่สุด
คุณสนธิไม่จำเป็นต้องล้มรัฐบาลตามที่กล่าวอ้างแต่แรก
เพียงสร้างแรงกดดันมากพอให้รัฐบาล
เร่งคดีบางคดี
จัดการทุนเทา
แก้ปัญหาต่างชาติ
ทบทวนนโยบายบางเรื่อง
เปิดเผยข้อมูล
หรือจัดการคนบางกลุ่ม
หากเป้าหมายเป็นเช่นนี้
การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิสามารถประกาศชัยชนะเป็นเรื่อง ๆ ได้
รัฐบาลยอมเรื่องหนึ่ง
ม็อบก็เก็บแต้มหนึ่ง
แล้วกลับบ้าน
นี่เป็น End Game ที่ม็อบสนธิมีทางลงง่ายที่สุด
และน่าสังเกตว่า
คำพูดล่าสุดของคุณสนธิที่ว่า
“ไม่ไล่รัฐบาล แต่ให้อยู่ไม่เป็นสุข”
ดูจะใกล้กับฉากทัศน์นี้มากที่สุด
แต่มีปัญหาหนึ่ง
ถ้าเป้าหมายของม็อบสนธิเพียงต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ
แล้วเหตุใดเรื่องเล่าจึงต้องขยายใหญ่ไปถึง
“ระบอบสีน้ำเงิน” และ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”?
เพราะยิ่งม็อบสนธิชูคำขวัญเรื่องเล่าเสียใหญ่โต
End Game แบบแก้ปัญหาทีละเรื่อง
ก็ยิ่งดูเล็กลงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปลุกระดมเอาไว้
…..
End Game ที่สอง
กดดันจนอนุทินลาออก แต่รัฐบาลผสมเดิมยังอยู่
สมมติแรงกดดันของม็อบสนธิพุ่งตรงไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี
จนในที่สุดคุณอนุทินต้องลาออก
คำถามคือแล้วใครขึ้นแทน?
เพราะการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทั้งหมด
พรรคร่วมอาจเจรจากันใหม่
หานายกรัฐมนตรีคนใหม่
จัดสมการในสภาใหม่
แล้วรัฐบาลก็ดำเนินต่อ
หากเป็นเช่นนั้น
คุณสนธิอาจชนะ “อนุทิน”
แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า
สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หายไปแล้ว
จึงเกิดปัญหาทันทีว่า
ชัยชนะเหนือบุคคล
จะถือเป็นชัยชนะเหนือระบอบได้อย่างไร?
…..
End Game ที่สาม
ยุบสภา เลือกตั้งใหม่
นี่เป็น End Game ที่ชัดเจนที่สุดในระบบรัฐสภา
ถ้าคุณสนธิเชื่อว่า
รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรม
ประชาชนไม่เอาแล้ว
ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
ก็คืนไพ่ทั้งหมดให้ประชาชน
เลือกตั้งใหม่
แล้วให้คนไทยทั้งประเทศตัดสิน
ปัญหาคือ
ผลการเลือกตั้งอาจไม่ได้ออกมาตามที่ผู้ชุมนุมต้องการ
พรรคที่คุณสนธิไม่ชอบ
อาจกลับมาอีก
พรรคภูมิใจไทยอาจได้มากกว่าเดิมก็ได้
หรือพรรคประชาชนอาจกลายเป็นผู้ชนะ
ไม่มีใครรู้
นี่คือธรรมชาติของการคืนอำนาจให้ประชาชน
คืนแล้วต้องยอมรับด้วยว่า
ประชาชนอาจเลือกสิ่งที่เราไม่ชอบ
ม็อบสนธิพร้อมรับผลแบบนั้นหรือไม่
End Game นี้ก็มีตรรกะในตัวเอง
…..
End Game ที่สี่
เกิดพันธมิตรต่อต้าน “ระบอบสีน้ำเงิน” ขนาดใหญ่
ฉากนี้น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้เขียน
เพราะวันนี้ไม่ได้มีเพียงคุณสนธิที่กำลังเคลื่อนไหว
ฝ่ายพรรคส้มเองก็กำลังเคลื่อนไหวเรื่อง ส.ว. และ กกต.
วันนี้สองขบวนยังเดินแยกกัน
ฐานมวลชนต่างกัน
ประวัติศาสตร์ต่างกัน
วัฒนธรรมการเมืองต่างกัน
แต่มีพื้นที่หนึ่งเริ่มซ้อนทับกันคือ
การต่อต้านสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ถ้าวันหนึ่งสองกระแสบรรจบกัน
สนามการเมืองจะเปลี่ยนทันที
เพราะฐานสนธิเพียงลำพังอาจมีข้อจำกัดในการขยายมวลชน
แต่ถ้าฐานพรรคส้มเข้ามาร่วมด้วย
มันอาจกลายเป็นแนวร่วมข้ามรุ่น ข้ามสี
และข้ามประวัติศาสตร์การเมืองเดิม
ปัญหาก็คือ รวมกันเพื่ออะไร?
ล้มอนุทิน?
ยุบสภา?
แก้รัฐธรรมนูญ?
จัดการ ส.ว.?
หรือเพียงมีศัตรูร่วมกันชั่วคราว?
การมีศัตรูร่วมกันสามารถทำให้คนเดินถนนสายเดียวกันได้
แต่ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขามองเห็นประเทศไทยหลังชัยชนะเป็นประเทศแบบเดียวกัน
ดังนั้นยิ่งแนวร่วมใหญ่
คำถามเรื่อง End Game ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย
…..
End Game ที่ห้า
ม็อบสนธิขยายใหญ่ แต่ไม่มีใครสามารถปิดเกมได้
นี่ต่างหากที่ผู้เขียนคิดว่าน่ากังวลที่สุด
สมมติ Trigger เกิดขึ้นจริง ม็อบจุดติดจริง
ประชาชนจำนวนมากรู้สึก “รับไม่ได้”
มวลชนไม่ได้ออกมาเพราะคุณสนธิเรียกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
คนส้มออก
คนกลางออก
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ออก
ต่างจังหวัดเริ่มเคลื่อน
ถึงจุดหนึ่ง
คลื่นอาจใหญ่กว่าเจ้าของเวที
ตอนนั้นคำถามจะเปลี่ยนจาก
“คุณสนธิจะพามวลชนไปไหน?”
เป็น
“ยังมีใครพามวลชนไปไหนได้อยู่หรือไม่?”
นี่คือสิ่งที่การเมืองบนถนนมีความเสี่ยงเสมอ
คนจุดไฟ
ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมทิศทางของไฟได้ตลอดไป
ข้อเรียกร้องสามารถขยายตัว
กลุ่มใหม่สามารถเข้ามา
เป้าหมายสามารถเปลี่ยน
ความคาดหวังสามารถสูงขึ้น
จนไม่มีข้อเสนอใดพอจะประกาศชัยชนะและพาคนกลับบ้านได้อีก
นี่คือ Movement without Exit
เคลื่อนไหวได้
ขยายได้
แต่หาทางลงไม่ได้
…..
End Game ที่หก
วิกฤตถูกผลักจนกลไกนอกระบบเข้ามาเป็นผู้ปิดเกม
หากเกิดพร้อมกันทั้ง
รัฐบาลอ่อนแรง
สภาติดล็อก
ม็อบขยายตัว
ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองตกต่ำ
และไม่มีฝ่ายใดสร้างทางออกในระบบได้
สุญญากาศทางการเมืองจะเกิดขึ้น
และเมื่อเกิดสุญญากาศ
ประวัติศาสตร์ไทยสอนเรามาแล้วหลายครั้งว่า
อาจมีผู้เล่นที่ไม่ได้มาจากสนามเลือกตั้ง
เสนอตัวเข้ามา “แก้ปัญหา”
ปัญหาคือ
เมื่อถึงตรงนั้น
ประชาชนที่ออกมาชุมนุม
อาจไม่ได้เป็นคนกำหนด End Game อีกต่อไปแล้ว
…..
End Game ที่เจ็ด
ไม่มี End Game เพราะม็อบแป๊กเสียก่อน
นี่คือฉากทัศน์ที่ง่ายที่สุด
และบางทีอาจเป็นฉากทัศน์ที่คนวิเคราะห์การเมืองมักมองข้ามที่สุด
เพราะเราชอบจินตนาการว่า
เมื่อแกนนำประกาศศึก
มวลชนจะต้องออกมา
เมื่อเดินสายทั่วประเทศ
มวลชนจะต้องเพิ่มขึ้น
เมื่อโจมตีรัฐบาลหนักขึ้น
แรงกดดันจะต้องสูงขึ้น
และเมื่อแรงกดดันสูงขึ้น
รัฐบาลจะต้องเข้าสู่วิกฤต
แต่ในโลกจริง
ลูกศรเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมกันโดยอัตโนมัติ
…..
คุณสนธิอาจจัดกิจกรรมได้
เดินสายได้
ปราศรัยได้
เปิดประเด็นใหม่ทุกสัปดาห์ได้
มีคนฟัง
มีคนแชร์
มีคนเห็นด้วย
และอาจมีคนออกมาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว
แต่ทั้งหมดนั้น
ยังไม่จำเป็นต้องกลายเป็น Movement (ขบวนการมวลมหาประชาชน)
…..
เพราะจากคนเห็นด้วย
ไปสู่คนยอมออกจากบ้าน
มีช่องว่างอยู่
จากคนออกจากบ้านหนึ่งครั้ง
ไปสู่คนกลับมาอีกครั้ง
ก็มีช่องว่างอีก
และจากคนกลุ่มเดิม
ไปสู่การขยายออกนอกฐานมวลชนเดิม
ยิ่งมีช่องว่างใหญ่กว่าเดิม
ดังนั้นเส้นทางที่คุณสนธิต้องผ่านจริง ๆ คือ
Mobilization
→ Expansion
→ Retention
→ Movement
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง
ขบวนการก็อาจหยุดอยู่กลางทาง
…..
ม็อบสนธิจึงไม่จำเป็นต้อง “แพ้”
เพราะรัฐบาลปราบ
ไม่จำเป็นต้องแพ้
เพราะแกนนำถูกจับ
และไม่จำเป็นต้องแพ้
เพราะมีใครออกมาสกัด
มันสามารถจบลงอย่างเงียบ ๆ ได้ด้วยเหตุผลง่ายที่สุดว่า
<< คนส่วนใหญ่ไม่ออกจากบ้าน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
นี่คือ End Game ที่น่าสนใจมาก
เพราะไม่มีฉากจบอันยิ่งใหญ่
ไม่มีชัยชนะ
ไม่มีความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์
ไม่มีรัฐบาลล้ม
ไม่มีการยุบสภาเพราะแรงม็อบ
ไม่มีอำนาจนอกระบบออกมาปิดเกม
มีเพียงกิจกรรมที่ยังจัดได้
รายการที่ยังพูดได้
การเดินสายที่ยังเดินได้
ผู้สนับสนุนเดิมที่ยังปรบมือ
แต่จำนวนคนใหม่ไม่เพิ่ม
และพลังทางการเมืองไม่สามารถสะสมจากกิจกรรมหนึ่ง
ไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่งได้
…..
ในที่สุด
สิ่งที่ประกาศใหญ่โตว่า
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
อาจค่อย ๆ ลดรูปลงเหลือเพียง
Campaign ที่มีผู้ติดตาม
แต่ไม่เคยเปลี่ยนสถานะเป็น
Movement ที่สามารถเปลี่ยนสมการอำนาจ
…..
และนี่ต่างหาก
คือความหมายของคำว่า “แป๊ก”
ที่ผู้เขียนใช้
มันไม่ได้หมายความว่า
วันที่ 10 กันยายนต้องมีคนเพียงหลักร้อย
หรือวันที่ใดวันหนึ่งมีคนออกมาน้อยกว่าที่คาด
ต่อให้วันหนึ่งมีคนออกมาหลักหมื่น
ก็ยังตัดสินไม่ได้
เพราะคำถามไม่ใช่
“วันนี้มากี่คน?”
แต่คือ
“มันขยายตัวและรักษามวลชนจนกลายเป็นขบวนการทางการเมืองที่ต่อเนื่องได้หรือไม่?”
…..
ดังนั้น เมื่อกางกระดานทั้งหมดแล้ว
End Game ของคุณสนธิจึงอาจไม่ได้มีเพียง
รัฐบาลยอม
นายกรัฐมนตรีออก
ยุบสภา
ส้มกับเหลืองบรรจบกัน
วิกฤตไร้ทางลง
หรืออำนาจนอกระบบเข้ามาปิดเกม
ยังมีฉากสุดท้ายที่ธรรมดากว่านั้นมาก
คือ
<< ไม่มีใครต้องมาปิดเกม
เพราะเกมค่อย ๆ ปิดตัวมันเอง >>
…..
เสียงกลองยังดัง
รายการยังออก
เรื่องเล่ายังดำเนินต่อ
ผู้ศรัทธายังอยู่
แต่คนที่อยู่นอกโลกของสื่อสนธิ
ไม่ได้เดินตามออกมามากพอ
และถ้าเป็นเช่นนั้น
End Game ที่เจ็ด
ก็มีชื่อสั้น ๆ เพียงสองพยางค์ว่า
“แป๊ก”
…..
คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ คำตอบน่าจะออกมาเองว่า
เป็น End Game แบบไหน
~ สุวินัย ภรณวลัย

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ม็อบจุดไม่ติดแน่นอนครับ”

“แฟนคลับแกหมดแล้ว แป้ก100%”

“End Game ที่เจ็ด ก็ควรเป็นได้ ขอบคุณมากครับ “

“เลข 7 มักจะเป็นเบอร์ประจำตัวของนักกีฬาประเภททีมที่โดดเด่นและมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ เช่น เบคแฮม โรนัลโด้ และอย่างเมื่อคืนก็มีดาวรุ่งทีมวอลเลย์บอลสาว น้องออมทรัพย์ก็เบอร์ 7 เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ เบอร์ 7 นำมาแบบไม่เห็นฝุ่นแน่นอนครับ”

“End game แบบที่ 1-6 คือมรณกรรมของประเทศ ขอเลือก End game แบบที่ 7 ค่ะ หรือไม่ก็ End game แบบ 6 ให้ผู้เล่นนอกระบบเข้ามาเหมือน สมัยกปปส จากนั้นผู้เล่นนอกระบบไปเชิญลุงตู่กลับมาเป็นนายก แล้วสื่อค่อยถล่มลุงตู่ใหม่ วนเวียนเป็น never ending story แบบเดิมๆ ค่ะ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ…จุด จุด จุด”

“เลือกข้อ คนไม่อยากออกจากบ้านค่ะ เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี ปกติคนก็มักออกจากบ้านน้อยลงอยู่แล้ว เพราะการออกมาที มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นค่ะ”

“#ความพยายามเป็นของมนุษย์แต่ความสำเร็จเป็นของฟ้า”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

สภาฯถกงบปี 70 วาระ 2 วันที่ 2 ผ่านทั้งหมด 19 มาตรา ใช้เวลา 31 ชม.

9 กันยายน 2569 เวลา 07:36 น.

ถกงบฯปี70สองวัน! ผ่านไป19มาตรา ใช้เวลาไปกว่า31ชั่วโมง ยังเหลืออีก22มาตรา ลุยต่อเช้าเก้าโมง ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ อัด ‘งบ ก.พลังงาน’ ไม่ตรงปกตามที่โฆษณา โวแก้ ‘น้ำมันแพง’ ทำรัฐบาลเก็บเงินหน้าโรงกลั่น สุดท้าย ปชช.แบกภาระเอง

วันที่ 8 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 22.20น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ2 เข้าสู่การพิจารณามาตรา 18 กระทรวงพลังงาน

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ที่ตนได้ปรับลดร้อยละ 10 ของกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะด้านพลังงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพอในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชนและประเทศ โดยเรื่องที่เราพูดกันมาตลอดเป็นเรื่องของพลังงานน้ำมัน และค่าไฟ ซึ่งตนจะขอเป็นคนให้ความเป็นธรรมเอง แต่ทราบว่าวิกฤตพลังงานไม่ได้ขึ้นหรือเริ่มต้นจากรัฐบาล หรือเรื่องภายในประเทศ แต่สิ่งตนยืนยันมาตลอดรัฐบาลไม่บริหารตรงนี้อย่างจริงจัง จนส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นเราต้องใช้เงินอย่างมหาศาลในการที่จะมาเยียวยากำลังซื้อประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนหยิบทั้งเรื่องของน้ำมันและไฟฟ้ามานั้น โดยค่าน้ำมันแพงสูงนั้นเราไม่ได้เพิ่งมาเผชิญ ในอดีตเราเผชิญสูงกว่านี้แต่รัฐบาลสามารถจัดการน้ำมันดีเซลได้ดีกว่านี้ และวันนี้สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคือจากเดิมเมื่อรัฐมนตรีบอกกับพวกเราว่าครั้งนี้จะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ และพร้อมที่จะให้นายทุนหรือกลุ่มทุนพลังงาน ธุรกิจใหญ่ต้องมาแบกรับภาระเผชิญกับรัฐบาล และจะนำมาช่วยประชาชนครั้งแรก แต่ที่ตนเห็นผ่านครึ่งปีไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมในแบบโครงสร้าง แต่รัฐมนตรีจะมาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ไปเอาเงินจากโรงกลั่นประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท แต่ต้องอย่าลืมไปดูว่าข้อเท็จจริงในวันนี้โรงกลั่นกำไรเท่าไหร่ และสูตรที่พยายามคิดมานั้นตนดูตารางทุกวัน ตนรู้ว่าท่านก็ยังใช้หลักผลตอบแทนของโรงกลั่นต้องไม่ลดลง ใช้สูตรแบบนี้ไม่คิดที่จะให้รวมกันธุรกิจมาเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขกับประชาชนหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แบบมีหนี้ที่เพิ่มขึ้นและทำให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายและกระทบกับการการคลัง ตนจึงมองว่านี่เป็นข้อบกพร่องอย่างชัดเจน ส่วนค่าไฟชัดเจนเช่นเดียวกันว่าในภาวะราคาผันผวนต้องปรับเปลี่ยนสูตรค่าไฟ แต่ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมที่สำคัญที่รัฐบาลพยายามดำเนินตามที่หาเสียงไว้นั้นก็ยังไม่มีคำตอบให้กับสังคม ว่าเอาเงินมาจากไหนที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืนเข้าใจว่าในที่สุดจะไปเฉือนกำไรจากรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย ซึ่งนั่นก็เป็นของประชาชน และในที่สุดประชาชนเท่านั้นที่แบกรับภาระ นี่คือเหตุผลที่ตนยอมรับไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อีกประการคือเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน อภิปรายเงินกู้ 2 แสนล้านก็แล้ว เงินซ้ำซ้อนในงบกลางก็แล้วสิ่งที่เราเห็นชัดเจนก็ยังไม่มีที่ชัดเจนไม่มีคำตอบโครงการที่จะผ่านการกลั่นกรองจะสามารถทำได้จริง เมื่อพิจารณารวมกับหน้าที่ของกระทรวงแล้ว ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายอื่น เช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ รีบทำให้มองไม่เห็นเลยว่าอะไรคือนโยบายอะไรคือยุทธศาสตร์ ตนไม่เชื่อว่าการปล่อยดาต้า เซ็นเตอร์ แบบนี้แล้วจะสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ ดังนั้นจึงทำให้ตนไม่สามารถยอมรับว่าในการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงาน ที่ไม่ได้มีการทำแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนมองเห็นอนาคต แต่ไม่ต้องคิดถึงอนาคต แค่หลายเดือนที่ผ่านมาในการบริหารประชาชนคือผู้ที่แบกภาระไม่ตรงกับปกที่ประกาศว่าจะปฏิรูปครั้งใหญ่ ทำให้ผู้ที่มีผลกำไรใหญ่มาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับพวกเรา

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติในมาตรา18 เห็นชอบกับกมธ.เสียงข้างมากให้มีการแก้ไข ด้วยคะแนน275 ต่อ 118 งดออกเสียง58

ต่อมาเวลา00.09น. วันที่9ก.ย. ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา19 งบประมาณกระทรวงพาณิชย์ โดยท้ายที่สุด ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กรรมาธิการฯเสียงข้างมากแก้ไข ด้วยมติ 274 ต่อ 115 งดออกเสียง 52 จากนั้น น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์ุวาณิช รองประธานสภาฯ คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งพักการประชุมในเวลา00.40น. และนัดประชุมใหม่ในวันนี้(9ก.ย.) เวลา09.00น. ซึ่งจะเริ่มที่ มาตรา 20 งบประมาณกระทรวงมหาดไทย รวมเวลาอภิปรายตลอดทั้ง 2 วัน กว่า 31 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การอภิปรายฯ ผ่านไปได้เพียง 19 มาตรา จากทั้งหมด 41 มาตรา ยังเหลือการอภิปรายอีก 22 มาตรา

สภาเดือดกลางดึก ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ปะทะกันนัว-สาดวิวาทะปมงบน้ำบาดาล 1.5 พันล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 07:26 น.

ถกงบฯปี70วันที่สองเดือดหัวดึก! ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ปะทะกันนัว ‘งบฯน้ำบาดาล’ 1.5 พันล้าน ด้าน ‘พท.-กมธ.’ รุมจี้ถามปมกระจุกตัว-ผิดพื้นที่ ขณะที่ ‘ไอซ์ รักชนก’ โกรธจัดจนตัวสั่นเทาของขึ้นหวิดรุนแรง เพื่อนพรรคส้มต้องเดินมาเบรคอารมณ์

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 21.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 ในระหว่างพิจารณาในมาตรา 17 งบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า เป็นประเด็นที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นคำถามจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คำถามนี้เคยถามในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณแล้ว ก็ชี้แจงคิดว่าจะเข้าใจกัน เมื่อมีประเด็นกรมทรัพยากรน้ำบาดาล งบประมาณปี 70 ตั้งไว้ 1.5 พันล้านบาท เพื่อจะดำเนินการขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชน แต่บ่อน้ำบาดาลมาอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคประชาชน ซึ่งจะมีการเจาะน้ำบาดาลประมาณ 281 โครงการ อยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย 141 โครงการ

นายบุญจง กล่าวต่อว่า พวกเราเป็น สส. รู้ดีว่าปัญหาของประชาชนเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะผู้แทนราษฎรที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง ลงพื้นที่ก็จะมีเรื่องน้ำบาดาลไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ไม่มีน้ำสำหรับทำเกษตร นี่เป็นเสียงสะท้อนมายัง สส. แต่ประเด็นที่เป็นคำถามคือ ทำไมโครงการน้ำบาดาลเหล่านี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงบรรจุอยู่ในพื้นที่ที่บอกว่าอยู่ในพื้นที่ของ สส. พรรคภูมิใจไทย มากกว่า สส. พรรคประชาชน เราต้องยอมรับความจริงว่า สส.เขต พรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 172 เขต ส่วนพรรคประชาชนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญ สส.เขต พรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่อยู่ทุกภาค เป็นพื้นที่ชนบท เวลาลงพื้นที่พบปัญหาก็ประสานไปยังหน่วยงานราชการ ส่วนพื้นที่ใดจะขุดเจาะได้ไม่ได้ ก็อยู่ที่กระบวนการวิธีการของหน่วยงานราชการนั้นๆ

”ขอให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย นายณัฐชา โปรดเข้าใจไว้ด้วย นี่คือข้อเท็จจริง เพราะพื้นที่ชนบทอยู่ในพื้นที่พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนมี สส.กทม. ทั้งจังหวัด จะไปเจาะตรงไหน ต้องเอาความจริงมาอธิบายกัน ไม่ได้เอาเปรียบ แต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยสั่งลูกพรรคเสมอว่า เราคือขี้ข้าประชาชน เวลาลงพื้นที่พบปัญหาเดือดร้อนต้องประสานกับหน่วยงานราชการ สส. ไม่มีอำนาจที่จะเอางบลงตรงนั้นตรงนี้ หวังว่าประเด็นนี้คงจะเป็นที่เข้าใจของประชาชนว่าทำไมน้ำบาดาลจึงอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย มากกว่าพรรคประชาชน“ นายบุญจง กล่าว

ด้านนายณัฐชา ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า จากที่บอกว่าเรื่องนี้คุยกันในคณะกรรมาธิการแล้ว และจะเข้าใจกันนั้น ตนเองเข้าใจว่า ท่านน่าจะเข้าใจกันในสถานการณ์ที่ตนเองถามในวันนั้น คือถามกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า ในงบกลางปี 2569 จำนวน 5 พันกว่าล้านบาท ทำไมถึงเป็นในเขตภูมิใจไทยถึง 3 พันกว่าล้านบาท และทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ก็มีการตอบ และให้เอกสารมาหนึ่งชุด ซึ่งในเอกสารดังกล่าว เป็นข้อมูลใหม่ ที่ระบุชัดเจนว่า เป็นงบประมาณใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับ 5 พันล้านบาทเดิมนั้น ซึ่งถือเป็นความผิดครั้งเก่า แต่ที่ถามในที่ประชุมแห่งนี้ คือความผิดครั้งใหม่ ว่างบประมาณ 1.5 พันกว่าล้าน ไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย 861 ล้านบาท 141 โครงการ จาก 281 โครงการ บอกว่า เรื่องนี้อธิบายไปแล้ว ถือว่าไม่ใช่ สิ่งที่ตนมาถาม และมากล่าวในการพิจารณาครั้งนี้ เพราะบอกว่าในแผนที่ที่บอกมาทั้งหมด เอารายละเอียดที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลส่งให้นั้น ไปลงในแผนที่ และปรากฏว่าเป็นเขตพรรคภูมิใจไทย สิ่งที่รู้อยีกอย่าง คือไม่ตรงกับแผนที่เรื่องพื้นที่เสี่ยงการเกิดภัยแล้ง 8 ปี นี่คือแผนที่ตั้งแต่ปี 2560-2567 ไปเจาะบาดาลในที่ไม่แล้ง และที่แล้งนั่งมองตาปริบ ๆ ท่านทำได้อย่างไร

“ประเด็นที่สองที่บอกว่า สส.พรรคภูมิใจไทยมีจำนวนมากกว่า จึงมีผลงานและมีการขอการขุดเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่กันดาร เรื่องจำนวน สส. นั้น ที่ผ่านมาจะชอบใช้วิธีการนี้ พรรคมี สส. มากกว่า แต่เมื่อดูพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่เกรงใจกันเลยหรือไม่ เพื่อนอุตส่าห์ยกมือให้เป็นนายกฯ ไปอยู่ร่วมรัฐบาลกัน ไม่เห็นหัวเขาเลย ให้เขา 57 บ่อ กล้ำกลืนฝืนทน นั่งเอามือกุมไว้ ไม่อยากกดไมค์ เพราะเกรงใจอยากร่วมรัฐบาลต่อ นี่ท่านประธานลองดู ตนเองพูดทุกพรรคการเมือง พรรคท่านประธานด้วย นั่งมองตาปริบ ๆ ได้อย่างไร ปล่อยให้เขาเอาไป 141 โครงการ พรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้อยู่ 57” นายณัฐชา กล่าว

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ กล่าวตักเตือนว่า ท่านกำลังพาดพิงพรรคการเมืองอื่นอยู่ ทำให้ นายณัฐชา ระบุว่า ”ผมกำลังพาดพิงทวงสิทธิ์ให้พรรคร่วมรัฐบาล ไม่งั้นท่านยกมือให้เขาเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วเขาก็ฟาดเรียบ นี่แหละระบอบสีน้ำเงิน ที่บอกว่าฟาดเรียบ แดกไม่เหลือ“

จากนั้น ได้มีเสียงประท้วงจาก สส.พรรคภูมิใจไทยหลายคน โดยนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า “ท่านเองก็รู้ในเหตุผลว่าท่านเลือกตั้งได้น้อย แล้วพื้นที่ของท่านก็อยู่ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ท่านจะมีพื้นที่ที่ไหน เพราะตัวท่านก็เป็นปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ได้ตากดินตากหญ้าลุยเหมือนพวกผม ฉะนั้น ท่านใส่ร้ายส่อเสียด ผมก็เป็นกรรมาธิการ ท่านบอกว่าผิด ท่านเอาอะไรมาบอกว่าผิด คนที่ผิดคือท่าน ไม่รู้จักข้อบังคับ ท่านประธานช่วยควบคุมด้วยครับ“

ด้านนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า “ผมยกมือตั้งนานแล้ว ยกตั้งแต่ปลาหมอคางดำแล้ว ผมอยากรู้ว่าเป็นไอดอลอย่างไร ปลาหมอคางดำเต็มประเทศแล้ว ยังปราบไม่หมด ไม่เอาใครก็ได้“ พร้อมท้วงติงประธานว่า “ปล่อยให้เขาเสียดสีตลอด ปล่อยให้ว่าพรรคภูมิใจไทยมาตลอด ตั้งแต่พื้นที่ อย่าคิดว่าเสียงดังฟังชัด ผมก็เสียงดังเหมือนกัน สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ สิ่งที่เป็นศักดิ์ศรีของ สส.ทั้งหมด มีศักดิ์ศรีเท่ากัน จะด่าเพื่อนคนเดียวไม่ได้ ฉะนั้น ขอให้ท่านช่วยวินิจฉัยหน่อยว่าพูดผิดหรือถูก”

ทำให้นายณัฐชา ตอบโต้ว่า “ผมเสียดสีอะไร เมื่อสักครู่ผมเสียดสีอะไร เอาให้ชัดที่ท่านประท้วง ให้ผมเสียดสีอะไร ต้องระบุให้ชัด“

จากนั้น ได้มีการโต้เถียงกันไปมา จนทำให้นายเลิศศักดิ์ ประธานในขณะนั้น ต้องปิดไมค์ทุกฝ่าย แต่ยังมีเสียงเล็ดลอดเข้ามา ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะกล่าวว่า ตนทราบถึงการประท้วงของนายวิชัยแล้ว ขอให้พอแล้ว แต่นายวิชัยกล่าวว่า ตนอยากรู้ว่าสองสีคือสีอะไร ตนเชื่อว่าสีเดียวกัน มาสีดำเหมือนกัน

ต่อมา นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า ขอให้ประธานควบคุมการประชุมให้ดีให้อยู่ในกฎเกณฑ์ และอยากให้มีการถอนคำว่าระบอบน้ำเงิน เนื่องจากเป็นคำที่เสียดสี ระบอบน้ำเงินไม่มีจริง มีแต่สีน้ำเงินคือพวกตนพรรคภูมิใจไทย แล้วท่านมาปรักปรำว่าเป็นระบอบน้ำเงิน

“ท่านยังกล่าวเท็จว่าเราเอาเปรียบพรรคร่วมรัฐบาล เรามี สส. 190 กว่าคน ได้ 141 บ่อ แล้วถามทางนี้ว่าได้ 57 บ่อ ท่านคูณสามไปเท่ากันหรือไม่ เอาเปรียบอย่างไร ท่านตกเลขหรือไม่ ท่านจบวุฒิอะไรมา“ นายอัครเดช กล่าว ทำให้นายณัฐชาทักท้วงว่า แบบนี้ไม่จบ

นายเลิศศักดิ์ จึงปิดไมค์ทุกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะวินิจฉัยว่า ได้มีการชี้แจงและใช้สิทธิ์พาดพิงไปแล้ว ส่วนคำว่าระบอบสีน้ำเงินที่ท่านบอกว่าไม่มีจริง ตนถือว่าไม่มี ฉะนั้นถือว่าจบ ดังนั้น ตนจะดำเนินการต่อเพื่อลงมติ

ทำให้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงว่า การดูถูกว่าจบอะไรมา ดูถูกว่าคำนวณเลขเป็นหรือไม่ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานในที่ประชุมนี้ จะปล่อยผ่านถ้อยคำนี้ได้หรือไม่ ขอให้ถอนคำพูดออกไป

ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะชี้แจงว่า นายอัครเดชอภิปรายว่าคำนวณอย่างไร ไม่ได้เป็นการดูถูก แต่นายรังสิมันต์ประท้วงอีกครั้งว่า ตกลงจะอภิปรายในสภานี้ต้องดูคุณวุฒิใช่หรือไม่

นายอัครเดชจึงลุกยืนยันว่า “ผมพูดว่าจบอะไรมาจริง เป็นคำถาม ท่านก็ตอบสิ เสียดสีตรงไหน” ทำให้นายเลิศศักดิ์ตักเตือนว่า การพูดเช่นนี้จะเป็นลักษณะของการเสียดสี และขอให้ถอนคำพูดนี้ สุดท้ายนายอัครเดชจึงยอมถอนคำพูดดังกล่าว

ด้านนางพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงนายณัฐชาตอนหนึ่งว่า ที่ท่านบอกว่าพรรคไหนได้ พรรคโน้นได้ พรรคท่านไม่ได้นั้น มาดูสัดส่วนของเพื่อนสมาชิกที่รัก ท่านมี สส.เขตทั้งหมด 88 ท่าน เป็น สส.ใน กทม. 33 ท่าน สส.ปริมณฑล 32 ท่าน และ สส.ในเขตเมืองต่างๆ 9 ท่าน รวม 74 ท่าน พวกท่านใช้ประปานครหลวง ประปาภูมิภาค ท่านไม่รู้หรอกว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามเขา ตามชายแดนพื้นที่ต่างๆ นั้น เขาใช้ประปาหมู่บ้าน ประปาภูเขา ซึ่งเขามีความจำเป็นต้องของบประมาณจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พอจะเข้าใจหรือยังว่าทำไมท่านไม่ได้ เพราะท่านอยู่ในเมือง ท่านใช้ประปานครหลวง ท่านใช้ประปาภูมิภาค หากท่านจะขอก็ขอได้

นางพิมพ์ภัทรา กล่าวต่อว่า กลับมาที่เพื่อนสมาชิกอีกฟากหนึ่ง ทำไมสัดส่วนถึงไม่เท่ากัน ที่ตนต้องอธิบายเพราะเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ในห้องประชุมนี้ มันเริ่มมาตั้งแต่ห้องประชุมกรรมาธิการ ก่อนหน้าหน้านั้นมีการประชุมงบประมาณ เป็นเรื่องเดิม คำถามเดิม อธิบายแบบเดิม ตอบแบบเดิม แต่มาทำการเมืองซ้ำๆ อย่างนี้ เน้นคอนเทนต์ไม่ได้ค่ะ

“สส.แต่ละพรรคไม่เท่ากัน สัดส่วนจึงไม่เท่ากัน หากไปดูในส่วนของพรรคกล้าธรรมในส่วนของงบกลาง พรรคกล้าธรรมได้มากที่สุดหากเทียบกับสัดส่วนของ สส. แต่เราไม่ได้พูดอะไร เพราะประโยชน์ไปตกกับประชาชนที่รออยู่ รอโอกาสที่จะได้ใช้น้ำสะอาด น้ำประปาดื่มได้ น้ำกินน้ำใช้ที่ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน” นางพิมพ์ภัทรา ระบุ

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอใช้สิทธิ์พาดพิงในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ทำให้มี สส. ในที่ประชุมประท้วงประธานในที่ประชุม ทำให้นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า การจะประท้วงโดยใช้สิทธิ์พาดพิงนั้นทำไม่ได้ และการประท้วงประธานนั้น จะประท้วงในสิทธิ์อะไร ซึ่งประธานวินิจฉัยว่ายังไม่ใช่การพาดพิง และไม่ให้หารือในที่ประชุม พร้อมย้ำว่า ประธานวินิจฉัยแล้ว และคงมีโอกาสที่ท่านจะได้พูดอยู่

ซึ่ง น.ส.รักชนก กล่าวว่า อยากให้สมาชิกในที่ประชุมรักษามารยาท

นายเลิศศักดิ์ จึงวินิจฉัยว่า อย่าเพิ่งประท้วง ตนวินิจฉัยแล้ว อยากให้น.ส.รักชนกเชื่อในคำวินิจฉัยของประธาน

กระทั่ง สส.หลายคนยังคงลุกขึ้นประท้วงต่อเนื่อง พร้อมบอกว่าการจะหารือนั้น จะหารือได้ในวันพฤหัสบดี แต่น.ส.รักชนก ยังยืนยันว่า ท่านประธานให้เพื่อนสมาชิกลุกมาพล่ามหลายคน ทำให้นายเลิศศักดิ์ปิดไมค์ ก่อนจะกล่าวตักเตือนว่า ตนได้วินิจฉัยแล้วว่าให้หยุด ไม่ให้ประท้วงต่อ ซึ่งการที่น.ส.รักชนกใช้คำว่าพล่ามนั้น ขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว

น.ส.รักชนก ยอมถอนคำว่าพล่าม และประท้วงในที่ประชุม เช่นเดียวกับนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นประท้วง และขอให้ดำเนินการในการลงมติต่อไปได้

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า แม้จะไม่มีการเอ่ยถึงชื่อพรรคโดยตรง แต่ก็เอ่ยว่าเป็นพรรคในเมือง เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการขุดบ่อบาดาลในพื้นที่ที่ สส.เขตเราสังกัด

ซึ่งนายเลิศศักดิ์ ได้กล่าวว่า ตนอนุญาตให้นายณัฐพงษ์พูด แต่ให้นางสาวรักชนกปิดไมค์และนั่งลง

ก่อนที่นางสาวรักชนกจะกล่าวว่า “ท่านประธานจะมาละเมิดสิทธิการยืนของดิฉันไม่ได้” ระหว่างนั้นมีเสียงเฮมาจากในห้องประชุม

จากนั้นนายณัฐพงษ์ จึงกล่าวต่อว่า หากติดตามฟังคำชี้แจงเมื่อสักครู่ ตีความได้ตรงกันว่าสิ่งที่ได้คำชี้แจงสำหรับตนคือการตีความเพื่อบิดเบือน สิ่งที่นายณัฐชาอภิปรายตั้งแต่ช่วงแรกและชี้แจงนั้น นายณัฐชาไม่เคยเปรียบเทียบระหว่างการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน แต่สิ่งที่แสดงข้อมูลให้เห็นคือความกระจุก ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกต และประเด็นที่สำคัญคือการจัดสรรงบประมาณที่ผิดพื้นที่ กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีปัญหา แต่กลับไปจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ที่ไม่ได้มีปัญหา ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของบางพรรคหรือไม่

“อยากฝากถึงประธานเตือนไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ลุกขึ้นมาอธิบายบิดเบือน รับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นเรื่องปกติที่งบประมาณไปลงในพื้นที่ อย่าลืมว่าในสภาแห่งนี้เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 144 คำพูดของท่านเป็นบันทึกในที่ประชุม และอาจผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144” นายณัฐพงษ์​ กล่าว

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ได้เปิดให้ที่ประชุมลงมติในมาตราดังกล่าว และดำเนินการประชุมต่อทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวรักชนกมีอาการโกรธจัดจนตัวสั่น ทำให้เพื่อน สส.ในพรรคประชาชนต้องเดินมาเบรกอารมณ์

หงายไพ่จับมือไอลอว์ เท้งปลุกม็อบ กดดันกกต.ฟันฮั้วสว.

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หงายไพ่จับมือไอลอว์ เท้งปลุกม็อบ กดดันกกต.ฟันฮั้วสว. นัดระดมพล13กันยา สุชาติโต้สนธิลงถนน พาชาติถอยหลัง20ปี

พรรคประชาชนมาแล้ว! เท้งนัดรวมพล 13 กันยายนเดินเท้า 11 กิโลเมตร จาก iLaw ถึงหอศิลปฯ กดดัน กกต.ฟันคดีฮั้วสว. สมชัยเตือนกกต.พิจารณาคดีด้วยความรอบคอบ หากยกคำร้องนักการเมือง 21 คน เสี่ยงเจอ ม.157 “สนธิญา” ให้ปากคำ กกต.ยุบพรรคประชาชน ชี้พฤติกรรม สส. ใช้คำพูด-เอกสารดึงสถาบันพระมหากษัตริย์โยงประเด็นฮั้ว สว. เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลาย พร้อมเตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล ตามเกมพรรคการเมือง เสี่ยงโดนฟ้องกลับสุชาติย้อน สนธิ” ปลุกม็อบอกไม่ใช่เรื่องสนุก พาประเทศถอยหลังไป 20 ปี มั่นใจ ไม่กระทบรัฐบาล เหตุเข้ามาอย่างชอบธรรม ไม่มีทุจริต

เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – NatthaphongRuengpanyawutระบุว่าวันที่ 13กันยายนนี้ ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน11กิโลเมตร กดดัน กกต.จากหน้า iLaw 10โมงถึงหอศิลป์ฯช่วงเย็น

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว จะเป็นการจัดกิจกรรมที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ประกาศนัดหมายภายใต้แคมเปญสั่งฟ้องสว.ก่อนที่ กกต.จะลงมติและแจ้งผลในวันที่ 14 กันยายน โดยเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยกำหนดนัดหมายกิจกรรมหลักที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. มีการแสดงดนตรีและจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับคดี แต่จะไม่เน้นการปราศรัยหรือปักหลักยืดเยื้อ พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

สมชัยเตือนกกต.ต้องรอบคอบ

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวถึงกรณีคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ในการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 14กันยายนว่า กกต.ควรจะใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาสำนวนให้รอบคอบที่สุด แม้จะมีการสรุปความเห็นกับผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้วก็ตาม แต่ก็ควรพิจารณาแต่ละกรณีว่าเป็นอย่างไร

เท่าที่ตนประเมินจากรายละเอียดมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 และความเห็นของเลขาธิการ กกต. เชื่อว่าแนวโน้มในวันดังกล่าวจะมีการสั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาเฉพาะ สว.จำนวนหนึ่ง และบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง แต่คงไม่มีการฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคเลยแม้แต่รายเดียว จึงอยากเตือนว่าควรพิจารณาให้รอบคอบ มิเช่นนั้นภัยจะกลับมาที่ กกต.เอง

เชื่อไม่สั่งฟ้องฝ่ายการเมือง

“ส่วนเหตุผลที่ผมเชื่อว่า กกต.จะไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คนนั้น เพราะหากดูจากมติของคณะชุดที่ 26 เห็นว่าทั้ง 21 คน ซึ่งมีทั้ง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรค มีความผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงชั้นความเห็นของเลขาธิการ กกต. กลับยกคำร้องทั้งหมดทั้ง 21 คน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ก็มีความเห็นยกคำร้องทั้งหมดอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะยกคำร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คน จึงอยากแนะนำ กกต. ในฐานะที่เคยทำงานที่นี่มาก่อนว่าขอให้พิจารณาให้ดี หากจะยกคำร้องบางคนก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ดูคนที่มีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นเกิดเรื่องแน่ จึงอยากให้ทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้”นายสมชัย กล่าว

เชื่อมีคนเตรียมแจ้ง ม.157เพียบ

เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 157 หรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า มีคนเตรียมจะแจ้งความอยู่จำนวนมากแล้ว และเชื่อว่าคนที่มีเอกสารการประชุมมีมากกว่า 100 คน ไม่ใช่มีตนเพียงคนเดียว

ส่วนกรณีที่มี สว. บางคนอ้างว่าไม่ได้เห็นหรือไม่ได้อยากเป็น สว. แต่มีคนช่วยนั้น นายสมชัยกล่าวว่า เป็นการตีกรอบความเห็นของคณะชุดที่ 36 ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาก กกต.ยึดแนวทางนี้ก็จะต้องรับผิดชอบ และคณะอนุฯชุดที่ 36 ที่ลงมติก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ไม่สนับสนุนม็อบลงถนน

สำหรับกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมจัดการชุมนุมหากมติการสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เป็นไปตามแนวทางของคณะชุดที่ 36 นั้น นายสมชัยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมวลชนว่าถึงคราวจำเป็นหรือไม่ แต่ตนไม่ได้สนับสนุนให้ลงถนนเพราะอาจเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ หากอยู่ในขอบเขต เช่น ทำภายใต้กรอบกฎหมายโดยสงบที่สุด ไม่มีเวทีหรือเครื่องเสียงก็น่าจะดีกว่า อย่างการเคลื่อนไหวของไอลอว์ที่จะเดินขบวนในวันที่ 13 ก.ย. จากลาดพร้าวมามาบุญครอง ก็เป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบ

สนธิญาให้ปากคำกกต.ยุบปชน.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและให้ปากคำเพิ่มเติมต่อ กกต.ตามคำสั่งเรียกสอบสวนกรณีที่ตนเคยยื่นร้องเรียนให้พิจารณายุบพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยนายสนธิญา เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำว่า กกต. ได้เรียกตนมาสอบเพิ่มเติมในประเด็นที่ตนขอให้ตรวจสอบ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง โดยนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นการกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผ่านการใช้คำพูดและโพสต์ข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนำไปสู่การร้องขอให้ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

เตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. ไม่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตามเอกสารของกลุ่ม iLawหรือพรรคประชาชนที่นำมากล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าเป็นเอกสารทางราชการที่ไม่ถูกต้อง และกระบวนการสรรหา สว. ได้ล่วงเลยมานานกว่า 2 ปี 3 เดือนแล้ว หาก กกต. รับเรื่องฟ้องต่อแล้วศาลยกฟ้อง กกต. อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับ จึงขอให้ กกต. ยึดตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องฯ ชุดที่ 36 และยึดหลักตามรัฐธรรมนูญเพื่อความปลอดภัยขององค์กรอิสระ

ขู่ฟ้อง iLawหากชุมนุมสกายวอล์ก

พร้อมกันนี้ นายสนธิญา ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยัง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLawและประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยระบุว่า หากมีการจัดชุมนุมจริง ตนจะเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ทันที เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักถูกใช้จัดกิจกรรมทางกฎหมาย และเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 ที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากเขตพระราชฐาน ซึ่งใกล้กับวังสระปทุม อีกทั้งในอดีตศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาจำคุกแกนนำผู้จัดชุมนุมในจุดดังกล่าวมาแล้ว จึงขอเตือนผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมให้ระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายดังกล่าวด้วย

สุชาติซัดม็อบจะพาปท.ถอยหลัง20ปี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการที่นายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทย ว่า ตนได้รับทราบข่าวผ่านทางสื่อ และช่วงที่ผ่านมาพึ่งจะมีการผ่านกฎหมาย นิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุม ปล่อยตัวบางคนที่อยู่ในเรือนจำออกมา โดยตนมาเป็นผู้แทนครั้งแรกเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ชุมนุมทุกสีทุกเหล่า ขณะนั้น ประเทศมีความสับสนมาก ซึ่งเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว และเราจะย้อนกลับไปแบบ 20 ปีก่อน ก็ให้ประชาชนช่วยตัดสินใจ

รัฐบาลเข้ามาด้วยความชอบธรรม

นายสุชาติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีโหวตเตอร์ จำนวน 5,200,000 คน แต่พรรคการเมืองอื่น อาทิ พรรคประชาชน มี 8.1 ล้านคน ส่วนพรรคเพื่อไทย มี 4.6 ล้านคนรัก ก็ต้องถามกลับว่า คนที่รักและเป็นโหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทย ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือที่ไม่ใช่ โหวตเตอร์ พรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นจะให้คนที่รักเราหมดก็คงไม่ใช่ และเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ต้องอยู่อยู่ในหลักกฎหมายและประชาธิปไตย ต้องยอมรับเสียงข้างมาก พร้อมย้ำว่า รัฐบาลอนุทิน ตั้งโดยความชอบธรรม มีผู้แทนราษฎร มากที่สุด รวมกับพรรคร่วมอื่น ๆ ที่ รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ

“ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เมื่อหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของเราแต่ละคน รักใครชอบใคร ไม่มีใครรู้ได้ ตราบใดที่เราเลือกพรรคที่ชอบมาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วเกิดมีคนที่ไม่ชอบ ซึ่งมันมีมากกว่าอยู่แล้วถ้าหากรวมกัน มาพูดทำนองแบบนี้ แล้วประเทศไทยจะต้องมีเลือกตั้งทุกปี หรือทุก 6 เดือนหรือครับ ก็ต้องให้โอกาสการทำงานด้วยครับ อย่าลืมว่ารัฐบาลเรามาด้วยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า การทำงานวันนี้ ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง 1.เลือกตั้งโดยหลักของประชาธิปไตย และมีเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล 2.การเลือกตั้งเพิ่งจะผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่เดือน รวมทั้งการจัดตั้งรัฐบาล เราก็ทำกันทุกวัน

ชี้กระทบบรรยากาศการลงทุน

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะกระทบรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุนมากกว่า เพราะรัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการบริหารราชการแผ่นดินโดยผิดพลาดอย่างร้ายแรง แต่จะเป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุน ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนเดินสายไปต่างประเทศ ในการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ซึ่งทั่วโลกขณะนี้ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของการระบาดของโควิด เพราะไทยได้เปรียบมากกว่าเพื่อนบ้าน เราฟื้นตัวเร็วกว่า และวันนี้เราจะนำปัญหาความไม่พอใจในประเทศเข้ามา แล้วบรรยากาศการลงทุนจะเป็นอย่างไร

“ใครจะคิดอะไรก็เป็นสิทธิ แต่ผมในฐานะที่เป็น สส. ที่พึ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งมา และเคยผ่านบรรยากาศที่จะต้องลาประชุมสภาสมัยประชุมที่รัฐสภาเก่า ที่เวลาประชุมก็จะต้องฟังเสียงว่าจะมีใครบุกเข้ามาหรือไม่ หรือต้องดูประตูทางออกตลอดเวลา บรรยากาศแบบนี้มันสนุกหรือ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมต้องนอนที่สภาจนเช้า แล้วต้องตื่นมาแปรงฟันเพื่อที่จะโหวต บรรยากาศแบบนั้นมันจะกลับมาอีกหรือมันไม่ใช่เรื่องสนุก” นายสุชาติ กล่าว

วราวุธขอให้ชุมนุมภายใต้กฎหมาย

ที่รัฐสภา นายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ระบุว่าระบอบสีน้ำเงินเลวร้ายกว่าระบอบทักษิณ ว่า ตนคิดว่าไม่มีระบอบสีน้ำเงินและระบอบทักษิณ มีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องยอมรับว่าแต่ละพรรคการเมืองมีผู้นำแต่ละห้วงเวลา มีลักษณะสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน และมีแนวทางและเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน ส่วนการที่ระบุว่าระบอบนั้นระบอบนี้ คนไทยอยู่ภายใต้ระบอบเดียว

เมื่อถามว่า มีอะไรฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะลงถนนหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ขออย่าให้ก่อความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านจะออกมาใช้สิทธิ ใช้เสียง แสดงความคิดเห็นอย่างไร ขอให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำให้มีความเดือดร้อนต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง

เด้งปลัดอุตฯ เข้ากรุสำนักนายกฯ ‘พณ.’ย้ายลอตใหญ่

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เด้งปลัดอุตฯ เข้ากรุสำนักนายกฯ ‘พณ.’ย้ายลอตใหญ่

ครม.ไฟเขียว แต่งตั้งโยกย้าย ขรก.ระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ 9 ตำแหน่ง ส่วนกระทรวงแรงงานขยับ 2 ตำแหน่ง เด้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ากรุ “วราวุธ” ย้ำสเปกต้องมีความรู้ความสามารถ เน้นคนใน

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 9 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 1.นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 2.นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 3.นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

4.น.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 5.นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 6.นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 7.นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 8.นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน และ 9.น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่ รมว.แรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 2 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ 2.น.ส.จีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

มีรายงานด้วยว่า ที่ประชุมครม.ยังมีมติเห็นชอบให้รับโอนนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ (บริหารระดับสูง) สังกัดสำนักนายกฯ โดยยังไม่มีการเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เนื่องจากต้องรอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คนเก่าพ้นตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายก่อน

ส่วนนายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ครม.มีมติ และสำนักนายกรัฐมนตรีรับโอนนายณัฐพล ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เนื่องจากวันที่ 30 กันยายนนี้ จะครบวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ต้องรอโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติงานอื่น การที่จะดำเนินการทั้งหลายทั้งปวง คงต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ถึงดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ผ่านงานด้านอุตสาหกรรมมาพอสมควร ก็อยากได้คนใน จะได้รู้จุดอ่อน จุดที่ต้องแก้ไข และสานงานอย่างไร้รอยต่อเมื่อถามว่า วางสเปกไว้หรือไม่นายวราวุธ กล่าวว่า ได้พิจารณาไว้พอสมควร พอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมคงนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

เมื่อถามอีกว่าเรื่องอายุราชการของปลัดกระทรวงหลายๆ คน หลายๆ กระทรวง ถูกมองว่าอายุราชการเหลือเยอะเหมือนวางตัวข้าราชการไว้เผื่ออนาคตหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เรามองถึงความต่อเนื่องในการทำงาน บางท่านก็อาจมีแนวทางการวางตัวข้าราชการระดับสูงแตกต่างกันไป นายกฯ ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการทำงาน หากท่านมีอายุราชการเหลือ 1-2 ปีกับ 4-6 ปีการอยู่ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงต่อเนื่อง จะทำให้มีความต่อเนื่องทั้งเรื่องนโยบาย การทำงานกับหน่วยงานอื่น

จับได้ไล่ออก รัฐเคาะสกัดโกงสอบ ให้ขึ้นบัญชีดำทั่วปท.

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

จับได้ไล่ออก รัฐเคาะสกัดโกงสอบ ให้ขึ้นบัญชีดำทั่วปท.

รัฐบาลวางมาตรการสกัดทุจริตสอบราชการโกงสอบไล่ออกสถานเดียว จัดทำ Blacklist กลางทั่วประเทศ เตรียมเปลี่ยนสอบภาค ก. เป็น e-Exam และออกกฎหมายเอาผิดทั้งขบวนการ

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เข้มข้นและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ หลังสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ ซึ่งบางกรณีมีผู้เข้าสอบแทนบุคคลอื่นหลายราย และพบว่าช่องว่างของระบบเดิมยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยทุจริตในหน่วยงานหนึ่งสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการสำคัญ

ทั้งการกำหนดมาตรฐานทางวินัย การจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือ Blacklist รวมถึงแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบเดิมและป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้อีก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญคือการกำหนดให้ข้าราชการที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการภายหลังได้รับการบรรจุแล้ว ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่หากตรวจพบว่าการทุจริตเกิดขึ้นก่อนการบรรจุ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการให้ออกจากราชการโดยพลัน

พร้อมกันนี้ จะให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของแต่ละประเภทจัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตน และส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก่อนรับบุคคลเข้ารับราชการ ปิดช่องโหว่ที่ผู้เคยทุจริตจากหน่วยงานหนึ่งสามารถย้ายไปสมัครสอบในอีกหน่วยงานหนึ่งได้

สำนักงาน ก.พ. ยังได้กำหนดให้ผู้ที่ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ และมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. โดยปัจจุบันได้มีการกำหนดผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามแล้ว 24 ราย ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นอกจากมาตรการทางวินัยและฐานข้อมูลกลางแล้ว ยังมีแผนปรับระบบสอบใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภายใน 1 ปี จัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางวินัยให้ชัดเจน ระยะกลาง ภายใน 3 ปี เตรียมปรับการสอบภาค ก. จากระบบ Paper & Pencil ควบคู่กับ e-Exam ไปสู่การสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตและยกระดับการตรวจสอบ และระยะยาว ภายใน 5 ปี เตรียมผลักดันกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดและครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ ในระยะยาว ยังมีแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นจากผู้ที่ทุจริตในการสอบแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้เต็มจำนวน ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดเพียงให้ออกจากราชการโดยพลัน โดยไม่กระทบต่อเงินเดือนหรือผลประโยชน์ที่ได้รับไปก่อนมีคำสั่งให้ออกจากราชการ

“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยเพิ่มการตรวจสอบรูปถ่ายของผู้สมัคร และพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการสวมตัวสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับผู้ที่ตรวจพบการทุจริต และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองและทางวินัยต่อไป มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการลงโทษผู้ทุจริต ป้องกันการหมุนเวียนผู้กระทำผิดเข้าสู่หน่วยงานรัฐอื่น และยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบสอบเข้ารับราชการให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้มากขึ้น

+++++++++++++++++

++++++++++++

หงายไพ่จับมือไอลอว์ เท้งปลุกม็อบ กดดันกกต.ฟันฮั้วสว. นัดระดมพล13กันยา สุชาติโต้สนธิลงถนน พาชาติถอยหลัง20ปี

พรรคประชาชนมาแล้ว! เท้งนัดรวมพล 13 กันยายนเดินเท้า 11 กิโลเมตร จาก iLaw ถึงหอศิลปฯ กดดัน กกต.ฟันคดีฮั้วสว. สมชัยเตือนกกต.พิจารณาคดีด้วยความรอบคอบ หากยกคำร้องนักการเมือง 21 คน เสี่ยงเจอ ม.157 “สนธิญา” ให้ปากคำ กกต.ยุบพรรคประชาชน ชี้พฤติกรรม สส. ใช้คำพูด-เอกสารดึงสถาบันพระมหากษัตริย์โยงประเด็นฮั้ว สว. เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลาย พร้อมเตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล ตามเกมพรรคการเมือง เสี่ยงโดนฟ้องกลับสุชาติย้อน สนธิ” ปลุกม็อบอกไม่ใช่เรื่องสนุก พาประเทศถอยหลังไป 20 ปี มั่นใจ ไม่กระทบรัฐบาล เหตุเข้ามาอย่างชอบธรรม ไม่มีทุจริต

เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – NatthaphongRuengpanyawutระบุว่าวันที่ 13กันยายนนี้ ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน11กิโลเมตร กดดัน กกต.จากหน้า iLaw 10โมงถึงหอศิลป์ฯช่วงเย็น

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว จะเป็นการจัดกิจกรรมที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ประกาศนัดหมายภายใต้แคมเปญสั่งฟ้องสว.ก่อนที่ กกต.จะลงมติและแจ้งผลในวันที่ 14 กันยายน โดยเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยกำหนดนัดหมายกิจกรรมหลักที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. มีการแสดงดนตรีและจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับคดี แต่จะไม่เน้นการปราศรัยหรือปักหลักยืดเยื้อ พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

สมชัยเตือนกกต.ต้องรอบคอบ

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวถึงกรณีคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ในการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 14กันยายนว่า กกต.ควรจะใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาสำนวนให้รอบคอบที่สุด แม้จะมีการสรุปความเห็นกับผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้วก็ตาม แต่ก็ควรพิจารณาแต่ละกรณีว่าเป็นอย่างไร

เท่าที่ตนประเมินจากรายละเอียดมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 และความเห็นของเลขาธิการ กกต. เชื่อว่าแนวโน้มในวันดังกล่าวจะมีการสั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาเฉพาะ สว.จำนวนหนึ่ง และบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง แต่คงไม่มีการฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคเลยแม้แต่รายเดียว จึงอยากเตือนว่าควรพิจารณาให้รอบคอบ มิเช่นนั้นภัยจะกลับมาที่ กกต.เอง

เชื่อไม่สั่งฟ้องฝ่ายการเมือง

“ส่วนเหตุผลที่ผมเชื่อว่า กกต.จะไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คนนั้น เพราะหากดูจากมติของคณะชุดที่ 26 เห็นว่าทั้ง 21 คน ซึ่งมีทั้ง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรค มีความผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงชั้นความเห็นของเลขาธิการ กกต. กลับยกคำร้องทั้งหมดทั้ง 21 คน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ก็มีความเห็นยกคำร้องทั้งหมดอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะยกคำร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คน จึงอยากแนะนำ กกต. ในฐานะที่เคยทำงานที่นี่มาก่อนว่าขอให้พิจารณาให้ดี หากจะยกคำร้องบางคนก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ดูคนที่มีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นเกิดเรื่องแน่ จึงอยากให้ทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้”นายสมชัย กล่าว

เชื่อมีคนเตรียมแจ้ง ม.157เพียบ

เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 157 หรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า มีคนเตรียมจะแจ้งความอยู่จำนวนมากแล้ว และเชื่อว่าคนที่มีเอกสารการประชุมมีมากกว่า 100 คน ไม่ใช่มีตนเพียงคนเดียว

ส่วนกรณีที่มี สว. บางคนอ้างว่าไม่ได้เห็นหรือไม่ได้อยากเป็น สว. แต่มีคนช่วยนั้น นายสมชัยกล่าวว่า เป็นการตีกรอบความเห็นของคณะชุดที่ 36 ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาก กกต.ยึดแนวทางนี้ก็จะต้องรับผิดชอบ และคณะอนุฯชุดที่ 36 ที่ลงมติก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ไม่สนับสนุนม็อบลงถนน

สำหรับกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมจัดการชุมนุมหากมติการสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เป็นไปตามแนวทางของคณะชุดที่ 36 นั้น นายสมชัยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมวลชนว่าถึงคราวจำเป็นหรือไม่ แต่ตนไม่ได้สนับสนุนให้ลงถนนเพราะอาจเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ หากอยู่ในขอบเขต เช่น ทำภายใต้กรอบกฎหมายโดยสงบที่สุด ไม่มีเวทีหรือเครื่องเสียงก็น่าจะดีกว่า อย่างการเคลื่อนไหวของไอลอว์ที่จะเดินขบวนในวันที่ 13 ก.ย. จากลาดพร้าวมามาบุญครอง ก็เป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบ

สนธิญาให้ปากคำกกต.ยุบปชน.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและให้ปากคำเพิ่มเติมต่อ กกต.ตามคำสั่งเรียกสอบสวนกรณีที่ตนเคยยื่นร้องเรียนให้พิจารณายุบพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยนายสนธิญา เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำว่า กกต. ได้เรียกตนมาสอบเพิ่มเติมในประเด็นที่ตนขอให้ตรวจสอบ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง โดยนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นการกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผ่านการใช้คำพูดและโพสต์ข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนำไปสู่การร้องขอให้ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

เตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. ไม่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตามเอกสารของกลุ่ม iLawหรือพรรคประชาชนที่นำมากล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าเป็นเอกสารทางราชการที่ไม่ถูกต้อง และกระบวนการสรรหา สว. ได้ล่วงเลยมานานกว่า 2 ปี 3 เดือนแล้ว หาก กกต. รับเรื่องฟ้องต่อแล้วศาลยกฟ้อง กกต. อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับ จึงขอให้ กกต. ยึดตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องฯ ชุดที่ 36 และยึดหลักตามรัฐธรรมนูญเพื่อความปลอดภัยขององค์กรอิสระ

ขู่ฟ้อง iLawหากชุมนุมสกายวอล์ก

พร้อมกันนี้ นายสนธิญา ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยัง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLawและประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยระบุว่า หากมีการจัดชุมนุมจริง ตนจะเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ทันที เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักถูกใช้จัดกิจกรรมทางกฎหมาย และเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 ที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากเขตพระราชฐาน ซึ่งใกล้กับวังสระปทุม อีกทั้งในอดีตศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาจำคุกแกนนำผู้จัดชุมนุมในจุดดังกล่าวมาแล้ว จึงขอเตือนผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมให้ระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายดังกล่าวด้วย

สุชาติซัดม็อบจะพาปท.ถอยหลัง20ปี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการที่นายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทย ว่า ตนได้รับทราบข่าวผ่านทางสื่อ และช่วงที่ผ่านมาพึ่งจะมีการผ่านกฎหมาย นิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุม ปล่อยตัวบางคนที่อยู่ในเรือนจำออกมา โดยตนมาเป็นผู้แทนครั้งแรกเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ชุมนุมทุกสีทุกเหล่า ขณะนั้น ประเทศมีความสับสนมาก ซึ่งเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว และเราจะย้อนกลับไปแบบ 20 ปีก่อน ก็ให้ประชาชนช่วยตัดสินใจ

รัฐบาลเข้ามาด้วยความชอบธรรม

นายสุชาติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีโหวตเตอร์ จำนวน 5,200,000 คน แต่พรรคการเมืองอื่น อาทิ พรรคประชาชน มี 8.1 ล้านคน ส่วนพรรคเพื่อไทย มี 4.6 ล้านคนรัก ก็ต้องถามกลับว่า คนที่รักและเป็นโหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทย ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือที่ไม่ใช่ โหวตเตอร์ พรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นจะให้คนที่รักเราหมดก็คงไม่ใช่ และเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ต้องอยู่อยู่ในหลักกฎหมายและประชาธิปไตย ต้องยอมรับเสียงข้างมาก พร้อมย้ำว่า รัฐบาลอนุทิน ตั้งโดยความชอบธรรม มีผู้แทนราษฎร มากที่สุด รวมกับพรรคร่วมอื่น ๆ ที่ รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ

“ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เมื่อหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของเราแต่ละคน รักใครชอบใคร ไม่มีใครรู้ได้ ตราบใดที่เราเลือกพรรคที่ชอบมาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วเกิดมีคนที่ไม่ชอบ ซึ่งมันมีมากกว่าอยู่แล้วถ้าหากรวมกัน มาพูดทำนองแบบนี้ แล้วประเทศไทยจะต้องมีเลือกตั้งทุกปี หรือทุก 6 เดือนหรือครับ ก็ต้องให้โอกาสการทำงานด้วยครับ อย่าลืมว่ารัฐบาลเรามาด้วยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า การทำงานวันนี้ ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง 1.เลือกตั้งโดยหลักของประชาธิปไตย และมีเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล 2.การเลือกตั้งเพิ่งจะผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่เดือน รวมทั้งการจัดตั้งรัฐบาล เราก็ทำกันทุกวัน

ชี้กระทบบรรยากาศการลงทุน

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะกระทบรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุนมากกว่า เพราะรัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการบริหารราชการแผ่นดินโดยผิดพลาดอย่างร้ายแรง แต่จะเป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุน ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนเดินสายไปต่างประเทศ ในการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ซึ่งทั่วโลกขณะนี้ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของการระบาดของโควิด เพราะไทยได้เปรียบมากกว่าเพื่อนบ้าน เราฟื้นตัวเร็วกว่า และวันนี้เราจะนำปัญหาความไม่พอใจในประเทศเข้ามา แล้วบรรยากาศการลงทุนจะเป็นอย่างไร

“ใครจะคิดอะไรก็เป็นสิทธิ แต่ผมในฐานะที่เป็น สส. ที่พึ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งมา และเคยผ่านบรรยากาศที่จะต้องลาประชุมสภาสมัยประชุมที่รัฐสภาเก่า ที่เวลาประชุมก็จะต้องฟังเสียงว่าจะมีใครบุกเข้ามาหรือไม่ หรือต้องดูประตูทางออกตลอดเวลา บรรยากาศแบบนี้มันสนุกหรือ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมต้องนอนที่สภาจนเช้า แล้วต้องตื่นมาแปรงฟันเพื่อที่จะโหวต บรรยากาศแบบนั้นมันจะกลับมาอีกหรือมันไม่ใช่เรื่องสนุก” นายสุชาติ กล่าว

วราวุธขอให้ชุมนุมภายใต้กฎหมาย

ที่รัฐสภา นายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ระบุว่าระบอบสีน้ำเงินเลวร้ายกว่าระบอบทักษิณ ว่า ตนคิดว่าไม่มีระบอบสีน้ำเงินและระบอบทักษิณ มีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องยอมรับว่าแต่ละพรรคการเมืองมีผู้นำแต่ละห้วงเวลา มีลักษณะสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน และมีแนวทางและเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน ส่วนการที่ระบุว่าระบอบนั้นระบอบนี้ คนไทยอยู่ภายใต้ระบอบเดียว

เมื่อถามว่า มีอะไรฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะลงถนนหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ขออย่าให้ก่อความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านจะออกมาใช้สิทธิ ใช้เสียง แสดงความคิดเห็นอย่างไร ขอให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำให้มีความเดือดร้อนต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง

++++++++++++++++++

+++++++

+++++++++

ไม่มีข้าวกิน-โรคกระเพาะ สส.โอดครวญ อ้างประชุมสภาฯดึกดน กล้าธรรมโหวตหนุนงบ

สภาถก พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระสองวันที่ 2 ฝ่ายค้าน ถล่มงบกรมประมงอัดงบตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่อุดรธานี ทำเพื่อใครหรือแสดงอภินิหารรมต.แต่เมินปลาหมอคางดำ‘กรณ์’จี้รัฐปฏิรูปสหกรณ์ดันโมเดล‘ฟอนเทียร่า’ผ่า‘โครงสร้างเกษตรไทย’ชูตั้ง‘บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’แก้จนถาวรถกงบคมนาคม“ชวน”โชว์รูปตัดต้นไม้ริมทางหลวงประจานกลางสภา“ตัดกุดหัว”แบบ“ประหารชีวิต”ซัดหน่วยงานมักง่าย “อภิสิทธิ์”ขอตัดงบฯคมนาคม10%ซัดจัดงบไม่ตรงปก-ซ้ำไร้เอกภาพ-ทิ้งเชื้อตัดถนนเป็นงบฯผูกพันส่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน-พวกพ้องขณะที่”ภัณฑิล”ปชน.โอดประชุมสภาดึก สส.เป็นโรคกระเพาะ ไม่มีข้าวกิน จี้ปธ.ทบทวนสวัสดิการด้าน‘โสภณ’ยันสวัสดิการไม่มี ซื้อกินเองติงจะโดนกล่าวหา‘อาสามาแล้ว กินข้าวฟรี’สั่งเบรกขึ้นป้ายตัวเลขตอบโต้กัน ผิดข้อบังคับ

เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 2 เข้าสู่มาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050 ล้านบาท

ฝ่ายค้านถล่มงบกรมประมง

โดยนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรฯโดยเฉพาะกรมประมงว่าเกิดคำถามเรื่องศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งการท่องเที่ยวอาจจะเป็นประเด็นที่อาจทำได้ แต่กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาประมงในขณะนี้ กรมได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้วหรือยังถึงจะไปส่งเสริมการท่องเที่ยว และเมื่อดูแล้วบางรายการที่จะเอาไปทำ ต่อให้ทำสำเร็จตนก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาประมงได้ เช่น เรื่องกุ้ง กรมประมงของบก่อสร้างโรงเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามอัจฉริยะ อยากทราบว่าอัจฉริยะอะไร จะเห็นผลผลิตหรือลดต้นทุนได้อย่างไร ตนไม่อยากรู้ว่าจะมีเซ็นเซอร์กี่ตัว มีแผงโซลาร์เซลล์เท่าไหร่ แต่อยากรู้ว่าเกษตรกรพี่น้องชาวประมงหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร

โครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนได้เท่าไหร่และจะเพิ่มผลผลิตกี่เปอร์เซ็นต์และโครงการนี้จะนำไปสู่การทำให้น้ำดีขึ้นและทำให้มีการรอดของกุ้งก้ามกรามเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องถามว่ารอดจากเท่าไหร่เป็นเท่าไหร่ หรือแม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ที่บอกว่าจะช่วยเรื่องต้นทุนค่าไฟ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการเลี้ยงกุ้งลดลงได้เท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน

เหน็บเกรงใจใครหรือไม่รู้อย่างไร

“สิ่งที่กังวลไม่ใช่ราคาที่ต่างกัน แต่เห็นว่าเรากำลังเกาไม่ถูกที่คัน ต่อให้กรมประมงชี้แจงได้ว่าราคาต่างกันเพราะอะไร ขอถามว่าการลงทุนโรงเพาะพันธ์กุ้งก้ามกรามนี้คือคำตอบสำคัญที่สุดต่อวิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งไทยจริงหรือเพราะประเทศไทยเคยเป็นหัวหอกในการส่งออกกุ้งกุลาดำและสร้างเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเป็นยุครุ่งเรือง แต่วันนี้หยุดไปแล้ว รวมถึงกุ้งขาวแวนนาไม ที่ประเทศไทยเคยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกจนมาเจอปัญหาเรื่องโรคระบาด และเรื่องต้นทุน ตอนนี้นำไปสู่การติดหล่มที่ยังไม่สามารถจะกลับมายืนแถวหน้าได้ ผมไม่ได้บอกว่ากุ้งก้ามกรามไม่สำคัญ แต่ต้องถามว่าหลักคิดในการใช้งบประมาณถูกต้องจริงหรือไม่ยังไม่เห็นว่าจะแก้ไขกุ้งกุลาดำได้อย่างไร ทั้งๆที่กุ้งเหล่านี้มีศักยภาพในการส่งออกจึงไม่แน่ใจว่าที่ท่านไม่แก้ไขเพราะเกรงใจใครหรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”ณัฐพงษ์ กล่าว

ณัฐชา”ชำแหละกรมประมงยับ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายว่ากรมประมง ได้รับงบ 4,800 ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง หรือ 2,400 ล้านบาท เป็นงบประมาณในด้านบุคลากร เหลืออีกครึ่งหนึ่ง มีอยู่เพียงน้อยนิด แทนที่จะทำให้ถูกทิศถูกทางหรือทำให้ตรงภารกิจกรมประมงซึ่งการจัดสรรงบประมาณกระทรวงเกษตรฯที่จัดสรรลงมานั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือทุกข์ร้อนของเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในวันนี้ตายทั้งเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่กรมประมงจะไปช่วยเหลือดูแล กลับไปทำในสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน

ตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่อุดร

เช่นศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่อดีตรัฐมนตรีบ้านอยู่ทางภาคเหนือจังหวัดพะเยาก็มี วันนี้รัฐมนตรีคนใหม่ก็มีความพยายามตั้งงบประมาณผูกพันปี 70 ปี งบประมาณ 200 กว่าล้านบาท ไปสร้างที่จ.อุดรธานี บ้านเกิดรัฐมนตรี จึงถามว่านี่คือศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำหรือศูนย์แสดงอภินิหารรัฐมนตรีกันแน่ เพราะต้องมีในทุกจังหวัดรัฐมนตรี ทุกยุคทุกสมัย ทำไปเพื่ออะไร ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำมูลค่ามหาศาล งบประมาณที่ขอผูกพันปีนี้ 229,320,000 บาท ปี70 จะต้องเบิกจ่าย 34.39 ล้านบาท

ชี้อภินิหารรมต.เมินปลาหมอคางดำ

นายณัฐชากล่าวว่า สิ่งที่ท่านอธิบดีชี้แจงชั้นกมธ.ชุดใหญ่ภารกิจที่อธิบดีบอกว่าจำเป็นมากๆเนื่องจากว่าต้องลงทุนท่องเที่ยว ต้องทำเรื่องการศึกษาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งในด้านเศรษฐกิจยิ่งหนักมาก อธิบดีตอบว่าจะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการจ้างงานก่อสร้าง นี่คือภารกิจของกรมประมงสักข้อหรือไม่ และสิ่งที่อนุมัติงบประมาณมาเป็นแบบนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งตอกย้ำหัวใจของเกษตรกรคนทั้งประเทศซึ่งตนไม่ได้บอกว่าศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำไม่ดี แต่ยุคสมัยนี้ท่านตัดงบประมาณมา 11,000ล้านบาท ท่านตัดหมดทุกโครงการแม้จะไปช่วยเหลือประชาชน แต่โครงการที่ช่วยเหลือใครกันแน่กลับได้รับการอนุมัติ

“วันนี้ จ.อุดรรู้จักพันธุ์สัตว์น้ำครบทุกสายพันธุ์ เหลืออย่างเดียวคือปลาหมอคางดำที่เขายังไม่รู้จัก ไม่รู้จะเอาไปใส่ในพิพิธภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ด้วยงบประมาณแบบนี้ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบในงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯได้เพราะมีการจัดตั้งศูนย์แสดงอภินิหารรัฐมนตรีมากกว่าใส่ใจความเดือดร้อนของเกษตรกร”นายณัฐชาย้ำ

กรณ์’จี้รัฐบาลปฏิรูปสหกรณ์

เวลา10.55น.นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาตรา14 ว่างบประมาณที่จัดทำขึ้นยังคงเป็นการจัดสรรในรูปแบบเดิมๆและมีการปรับลดงบลงทั้งที่ภาคการเกษตรคือหัวใจสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยจุดแข็งของภาคการเกษตรไทยคือความอุดมสมบูรณ์เกษตรกรมีฝีมือ และผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่บรรทัดสุดท้ายเกษตรกรไทยกลับยังคงประสบภาวะความยากจนเนื่องจากขายสินค้าไม่ได้ราคา สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยโดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ทำเกษตรแบบปัจเจกและมีที่ดินแปลงเล็ก ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรอง ไม่สามารถสร้างประหยัดต่อขนาดเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ขาดงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาไม่สามารถสร้างแบรนด์ และขาดช่องทางเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

ผลักดันโมเดล‘ฟอนเทียร่า’

นายกรณ์ระบุว่าเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสหกรณ์โดยถอดบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เคยปฏิรูปสหกรณ์โคนมย่อยนับร้อยแห่งมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วปรับโครงสร้างบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรธุรกิจภายใต้ชื่อฟอนเทียร่า(Fonterra)โมเดลนี้เปลี่ยนให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์สองชั้นคือ1.สิทธิในการขายผลผลิตดิบในราคาที่เป็นธรรม 2.ส่วนแบ่งปันผลจากกำไรของบริษัท ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ทั้งการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การลดต้นทุน และการเจรจาการค้าระดับโลกกับองค์กรใหญ่อย่าง McDonald’s ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง

ชูตั้ง‘บ.ข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’

นายกรณ์ กล่าวว่าสำหรับจิ๊กซอว์ทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) คุณภาพอันดับหนึ่งของโลกที่ผลิตได้เพียง 5 จังหวัดในภาคอีสาน โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด เข้ามาถือหุ้นร่วมกันในบริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ บริษัทดังกล่าวจะทำหน้าที่ผูกขาดการบริหารจัดการ การทำข้าวถุงการค้า การสร้างแบรนด์ระดับสากล การวิจัยพัฒนา และการทำการตลาดส่งออกทั่วโลก ซึ่งจะช่วยตัดกลไกพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจการต่อรอง และนำกำไรจากการส่งออกกลับมาปันผลให้แก่เกษตรกรผู้ถือหุ้นโดยตรง

“ข้าวหอมมะลิของเราเป็นข้าวที่ทั่วโลกยอมรับ มีคุณภาพอันดับหนึ่ง มีแค่ 5 จังหวัดทุ่งกุลาร้องไห้ที่ปลูกข้าวนี้ เราช่วยกันในการที่จะรวมตัวให้เกษตรกรชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด ร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทบริษัทเดียวที่ผูกขาดการผลิตและการขายข้าวหอมมะลิทำข้าวถุง สร้างแบรนด์ วิเคราะห์วิจัยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนการผลิต รับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมและทำหน้าที่ขายข้าวนั้นสู่ตลาดทั่วโลก กำไรเอามาแบ่งกันกับเกษตรกรในฐานะผู้ถือหุ้นของ“บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ”บริษัทนั้นนี่ คือวิธีที่ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องเกษตรกรของประเทศได้อย่างถาวร จึงฝากให้มีการจัดสรรงบประมาณและแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อดำเนินเรื่องนี้”นายกรณ์ กล่าว

งบก.เกษตรผ่านหลังถกยาว4ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณา มาตรา 13 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นานเกือบ 4 ชั่วโมงก่อนที่ประชุมจะผ่านมาตราดังกล่าว ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า สส.ที่อภิปรายส่วนใหญ่ เป็นของสส.พรรคภูมิใจไทยที่สะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่และขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ชวน”โชว์รูปตัดต้นไม้ประจาน

จากนั้นที่ประชุมสภาฯเริ่มพิจารณาในส่วนของมาตรา 15 งบประมาณกระทรวงคมนาคม วงเงินรวมกว่า 166,014 ล้านบาทซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติปรับลดลง 626 ล้านบาท

เวลา 13.50 น.นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอภิปรายสงวนคำแปรญัตติในส่วนงบประมาณของกระทรวงคมนาคมตอนหนึ่งพร้อมใช้รูปภาพถ่ายต้นไม้ริมทางหลวงที่ถูกตัดจนเหลือแต่ต้นกุดไร้กิ่งก้านว่า คำแปรญัตติของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงคมนาคม แต่ขอทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สมบัติของชาติ ที่เกิด แก่ เจ็บ ตายเช่นกัน แต่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่มีปากมีเสียง ภาพที่แสดงในจอเป็นต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศไทยที่เป็นปรากฏการณ์ ของการตัดทอนทำลายจนเสียหาย

ซัดตัดกุดหัวแบบ“ประหารชีวิต”

“นี่ไม่ใช่การตัดแต่งต้นไม้เพื่อบำรุงรักษา แต่มันเหมือนเป็นการประหารชีวิต ประเทศไทยอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ต้นไม้ใหญ่จึงมีความสำคัญยิ่งในการช่วยคายออกซิเจน ช่วยสร้างภูมิทัศน์ และช่วยลดฝุ่น PM 2.5 แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กลับมอง่า ต้นไม้เป็นภาระในการบำรุงรักษา และกลัวต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการตัดแบบหัวกุด หรือโค่นทิ้งลำต้น เพื่อหนีภาระ”

ทั้งนี้ ตนเคยทำหนังสือหารือไปทางรัฐบาลตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดและเมื่อมาตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงคมนาคมที่ได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท แม้จะมีการตัดลดงบฯลงไป 626 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มีการจัดสรรงบเพิ่มให้กับการดูแลต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศเลย

เสนอให้จัดงบให้หน่วยงานเข้าดูแล

“ผมเข้าใจดีว่า แขวงทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือชลประทาน ไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ บางแห่งจึงปล่อยให้ชาวบ้านมาตัดฟันไม้ไปใช้เอง จนต้นไม้ไม่เหลือกิ่งก้านสาขา ทั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ จ.ตรัง ซึ่งมีการแก้ปัญหาโดยให้องค์กรและร้านค้าเอกชนเข้ามาช่วยดูแลรับผิดชอบต้นไม้เกาะกลางถนน เช่น บ.โตโยต้า,บ.ฮอนด้า และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ พร้อมกับมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลต้นไม้ โดยผมประเดิมมอบเงินให้ 100,000 บาท จนปัจจุบันมีเงินสมทบเกือบ 500,000 บาท ที่ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก แต่ยังไม่ทั่วถึง

ผมจึงขอเสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วประเทศอย่างถูกต้องตามหลักรุกขกรรมให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง,กรมทางหลวงชนบท,กรมชลประทานและส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญต้องกำชับไม่ให้ใช้วิธีตัดกิ่งก้านแบบกุดหัว ตัดทำลายที่ทำกันอยู่ แต่ให้ใช้เจ้าหน้าที่รุกขกรคนที่มีความรู้เรื่องต้นไม้เข้ามาดูแล เพราะต้นไม้เหล่านี้ช่วยลดภัยพิบัติถือเป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินมูลค่าของเขาได้” นายชวน กล่าว

อภิสิทธิ์ขอตัดงบฯคมนาคม10%

เวลา 14.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสงวนคำแปรญัตติ โดยขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมลงร้อยละ10เพราะมีความข้องใจมากต่อการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่ผ่านมามักเห็นรัฐมนตรีลงพื้นที่สัญจรและประกาศโครงการต่างๆรายทางแต่เมื่อตรวจสอบเล่มงบประมาณกลับพบว่าไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารกับประชาชนเช่นโครงการแลนด์บริดจ์แม้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะยอมรับข้อท้วงติงเรื่องความคุ้มค่าแล้วแต่กลับยังมีงบศึกษาตกค้างอยู่ในเล่มงบประมาณขอตั้งคำถามว่า เหตุใด กมธ.จึงไม่ทบทวนตัดออกหรือตั้งใจทิ้งเป็นเชื้อเพื่อเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ หรือหลายโครงการใหญ่ที่รัฐบาลนำไปโฆษณาหาเสียง ที่พาดพิงพรรคการเมืองอื่นแท้จริงแล้วเป็นการสานต่อจากรัฐบาลในอดีตหรือไม่ เช่นรถไฟทางคู่ยุครัฐบาลนายชวน หาลีกภัยและรัฐบาลของตน

ทิ้งเชื้องบผูกพันส่อเอื้อปย.กลุ่มทุน

นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำกลับขาดเอกภาพ ไม่มีการบูรณการระบบรางและถนนในลักษณะ Southern Connect อย่างเป็นระบบ งบประมาณส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างถนน โดยใช้วิธีอนุมัติงบผูกพัน โดยเริ่มต้นเพียงร้อยละ 15 เพื่อทิ้งเชื้อไว้ แต่ทิ้งภาระงบประมาณมหาศาลไว้ในอนาคต สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและผู้รับเหมาเฉพาะกลุ่ม

ดักคอปรากฏการณ์กรรโชกเสียงปชช.

“ผมขอเตือนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน ที่ยังขาดความชัดเจน จนทำให้ประเทศเสียทิศทางในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เรื่องคมนาคม และโลจิสติกส์ ถือเป็นหัวใจของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผมอยากให้รัฐบาลไทย มีแผนที่ชัดเจน จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนนั้นๆไม่ใช่จัดเงินเพื่อเอื้อกลุ่มทุนและโฆษณาหาเสียงโครงการโลจิสติกส์ไปวันๆ ผมว่าการซื้อเสียงแย่แล้ว แต่กำลังมีปรากฏการณ์กรรโชกเสียงอีกในเรื่องของการไปพูดถึงว่าต้องเลือก สส.ทั้งจังหวัดจึงจะได้โครงการนั้นโครงการนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ซัดตั้งงบ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณลง 3% โดยชี้ว่ามีการตั้งงบซ่อมและสร้างถนนของกรมทางหลวงแบบ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา”และมีการปั้นโครงการขนาดกลาง มูลค่า 600-2,000ล้านบาท สำหรับผู้รับเหมาชั้นพิเศษเพิ่มขึ้นจากปี 69 จาก 69 เป็น 70 โครงการ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีเกณฑ์เบื้องต้นของโครงการก่อสร้างผูกพันที่ต้องตั้งงบปีแรก15% แต่กลับตั้งไว้เพียง 10% เพื่อเผื่อพื้นที่งบประมาณไว้เพิ่มโครงการ

ปชน.โวยถูกจำกัดสิทธิอภิปราย

ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดยนายพงษ์สรณัฐ ทองลี สส. กทม. พรรคประชาชน แถลงเรื่องการยื่นญัตติให้สภาฯ พิจารณาปัญหา และเสนอแนะแนวทางให้กำกับดูแลการประชุมสภาฯว่าเปิดสภามามีปัญหาเรื่อยมาซึ่งแตกต่างจากสมัยที่แล้ว จะมีการเปิดให้สส.อภิปรายอย่างเต็มที่ แต่วันนี้การควบคุมการประชุมที่เกิดขึ้นโดยใช้ดุลยพินิจมีข้อจำกัดกระทบกับสิทธิของสส.ในการอภิปราย พวกเราได้รับปัญหามากมายที่เกิดจากการควบคุมการประชุมของประธานและรองประธานสภาฯดังนั้น เราจึงเข้ามาเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรให้นำปัญหา เพื่อมาพิจารณากันว่าจะมีแนวทางอย่างไรให้ประธานและรองประธานสภาฯ นำไปกำกับดูแลการควบคุมสภาฯ

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่าตนเคยแถลงข่าวในประเด็น นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาว่าไปหาทำหลายเรื่อง เรื่องที่ควรจะทำอย่างกันควบคุมการประชุมก็ไม่เป็นกลาง ท่านมาจากพรรคภูมิใจไทย แต่จริงๆในตำแหน่งประธาน รองประธาน ต้องดำเนินการด้วยความเป็นกลาง แต่เรื่องเวลา เรื่องการถ่วง ประชุมกับวิปอย่างหนึ่ง หน้างานมาเล่นอีกอย่างหนึ่ง

โอดประชุมดึกไม่มีข้าวกินเป็นโรคกระเพาะ

นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า“นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องอาหาร มันละเมิดสิทธิแรงงาน เราอภิปรายกันจนถึงเที่ยงคืนเมื่อวานไม่มีอะไรกิน เซเว่นก็ปิด ปิด 2 ทุ่ม หลายคนเป็นโรคกระเพาะ ผมก็ทวงถามท่าน ผมยอมเสียตังค์300 500 เพื่อให้มีอาหารตอนกลางคืนกิน แต่ตอนนี้ร้านเขาเจ๊งกันหมดแล้ว”นายภัณฑิล กล่าวและว่าตนได้ถามประธานสภาฯ ก็บอกว่าพยายามมาอุดหนุนร้านค้าวันละ 2,000 บาททุกวัน แต่ร้านค้าเขา ไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงินประธาน นี่เป็นสวัสดิการของพวกเรา

“ไม่ได้ออกมาเรียกร้องว่าต้องกินหรูอยู่สบาย แต่เราเดือดร้อนจริงๆ3-4ทุ่ม ไม่มีอะไรกิน เราพร้อมยอมเสียตังค์ประธานบอกว่ามีคนบางคนขวางอยู่ซึ่งก็ไม่รู้ใครแต่ตนว่าเพื่อนสมาชิก 499 คน อยากให้มีอาหารเขาพร้อมที่จะเสียตังค์ ไม่ได้ขอกินฟรี จึงฝากประธานไปทบทวนเรื่องมาตรฐานที่ควรจะเป็นตัวแทนของเราในการดูแลอาคารและสวัสดิการ ทั้งหมด”

ปธ.สภาฯยันกรอบ3วันถกงบ70

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570วาระ2ที่เริ่มล่าช้าว่า วางกรอบไว้ 3วัน วันนี้ตนได้คุยกับรองประธานฯทั้ง 2 คนว่า จะอยู่ดึกหน่อย แต่ต้องดูว่าถ้าดึกมากจนเกินเหตุ วันพรุ่งนี้ตนอาจจะเข้าประชุมช้า ยืนยันว่า วันนี้จบดึกแน่นอน รองประธานทั้ง 2 ท่านก็เตรียมขยายเวลา อาจจะเกินเที่ยงคืน ส่วนจะล่าช้าไปถึงวันพฤหัสบดี(10ก.ย.69) หรือไม่นั้น ตนคิดว่าสามารถทำให้เร็วได้ 2 ทาง คือ ประการแรก ให้ สส.อภิปรายตามวาระที่พิจารณาอยู่ ไม่ใช่อภิปรายแบบวาระรับหลักการ เรื่องนี้ตนก็ได้เตือนอยู่บ่อยครั้ง ประการที่สอง วิป2 ฝ่าย จะต้องพูดคุยกัน การประชุมจะสำเร็จอยู่ที่การปรึกษาหารือของวิป ซึ่งต้องเข้าใจว่าบางกระทรวง เป็นกระทรวงปากท้องสส.ก็อยากพูดมากเพราะอยากสะท้อนปัญหาประชาชนเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกระทรวงมหาดไทย แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขก็คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาเหมือนกัน ซึ่งขอให้ส่งตัวแทน เอาเฉพาะผู้แปรญัตติในการอภิปราย โดยจะพยายามให้เสร็จภายใน 3 วัน

ย้ำชัดไม่มีสวัสดิการ-ซื้อกินเอง

เมื่อถามว่านายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน เรียกร้องว่าประชุมตอนดึกสส.ไม่มีข้าวกิน ควรมีสวัสดิการให้ นายโสภณ กล่าวว่า ก็วนกลับมาที่เดิม ที่มีคนไปพูดว่า ผู้แทนกินข้าวฟรี เรื่องนี้มันวนอยู่ที่เดิม ถ้าจัดสวัสดิการให้ก็จะถูกกล่าวหาว่าอาสามา แล้วมากินข้าวฟรี เรื่องนี้กำลังแก้ปัญหาอยู่ ขอวอนประชาชนว่าเราต้องวางบทบาทนักการเมืองให้ถูกว่าเป็นอย่างไร จะให้เขาเป็นจิตอาสา หรือให้เป็นนักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กำลังศึกษาอยู่

“เรื่องนี้ มีทางอยู่ คือ ซื้อเอง สวัสดิการไม่มี ซื้อเอง” นายโสภณ กล่าว

เบรกป้ายตัวเลขตอบโต้กลางสภา

เมื่อถามถึงเรื่องการตั้งป้ายตัวเลขตอบโต้กันไปมาระหว่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ นายโสภณ กล่าวว่า ขณะที่ตนเห็นก็งงว่า เป็นตัวเลขอะไร สื่อถึงอะไร มองไปฝ่ายนี้ก็มีตัวเลข ฝ่ายนั้นก็มีตัวเลข พอมาภายหลังเลยเข้าใจ แต่วันนี้เมื่อเข้าใจแล้วว่าเป็นตัวเลขอะไรก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้เอาขึ้นเนื่องจากผิดข้อบังคับ การนำวัตถุอะไรมาแสดง ต้องขออนุญาตประธานก่อน ซึ่งตลอดการประชุม วานนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี เมื่อถามว่าได้มีการกำชับ สส.ในเรื่องนี้หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ได้กำชับ กำชับก็เป็นเรื่องสิ ต้องช่วยๆกัน บ้านเมืองต้องช่วยๆกัน”

3พรรคเปิด”สงครามป้ายตัวเลข”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการประชุมสภาฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570ในวาระ2วันแรก เกิดเหตุการณ์”สงครามป้ายตัวเลข”ขึ้นกลางห้องประชุม ปรากฎว่ามีสส.จาก 3พรรคใหญ่ นำป้ายระบุตัวเลขปริศนามาติดหน้าอกและตั้งโต๊ะอภิปรายเพื่อแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองและจิกกัดฝ่ายตรงข้ามดังนี้พรรคประชาชน สส.พรรคประชาชนได้ติดป้ายเลข”229”ขนาดเท่านามบัตรสีน้ำเงินระบุเลข “229” เพื่อสื่อถึงจำนวน สส. และ สว. ของพรรคภูมิใจไทยที่กำลังถูกจับตาในคดีร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสว.

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นป้ายเลข”44”และ”143”โดยป้ายเลข”44”บนพื้นหลังสีส้มซึ่งหมายถึงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกลเดิมที่ถูกดำเนินคดีจากการเสนอแก้ไข ม.112 รวมถึงต่อมาได้ชูป้ายเลข”143”พร้อมอีโมจิหัวใจสีน้ำเงินเพื่อย้อนถึงจำนวน 143เสียงของอดีตพรรคก้าวไกลที่เคยโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในอดีต ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นป้าย(เลข”7-157”สื่อถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) เพื่อจี้ให้ กกต. เร่งลงมติชี้ชะตาคดีสำคัญ

ปธ.สภาฯสั่งห้ามนำป้ายตัวเลขในสภา

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกคำสั่ง เบรก และกำชับห้าม สส.นำป้ายตัวเลขต่างๆขึ้นมาแสดง และโต้ตอบกันในห้องประชุมสภาฯอีกในครั้งต่อไป เพื่อรักษาความเรียบร้อยและให้สส. เนื่องจากเป็นการผิดข้อบังคับการประชุมซึ่งกำหนดไว้ว่าการนำวัตถุใดๆมาแสดงในห้องประชุมจะต้องขออนุญาตจากประธานสภาก่อน

นายกฯแจงแอบอ้างตรงไหน

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBSเมื่อคืนวันที่ 7ก.ย.ตอนหนึ่งได้อธิบายและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาว่า อ้างอิงสถาบันฯ หรือเบื้องสูงในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล”ช่วยบอกสิครับว่าผมไปแอบอ้างตรงไหน ตรงไหนที่ผมแอบอ้าง” นายอนุทินกล่าวว่าการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในทุกนโยบายของรัฐบาลหน้าที่หลักคือ ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท สนองโครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน

“ถวายงานในหน้าที่ที่มี เราไปอ้างตรงไหน ทำตามทุกอย่าง ไม่ทำถวายสิแปลก”

ยันรู้ที่ต่ำที่สูง-รู้มากกว่าคนอื่น

เมื่อถูกถามต่อว่านายกฯอาจจะไม่ได้พูดโดยตรง แต่มักมีภาพปรากฏเช่นการออกงานร่วมกับราชเลขานุการในพระองค์,ประชุมร่วมกับองคมนตรีนายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ ไม่เคยนำเรื่องเบื้องสูงหรือสถาบันฯ มาแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้”อยู่ดีๆ ผมจะไปประชุมกับท่านองคมนตรีได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดการที่เชิญผมไปร่วมอยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง” นายกฯย้ำว่าไม่มีทางที่จะโทรไปร้องขอเพื่อไปร่วมงานหวังให้มีภาพติดตัวและทำให้ประชาชนเห็นว่าใกล้ชิดกับทางราชสำนัก

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองประชาธิปไตย พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส. มากเป็นอันดับ 1 ครั้งที่แล้วก็มาด้วยเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีตรงไหนแอบอ้างหรือใช้บารมีของสถาบันมาช่วยเหลือ “ทำไมผมจะไม่รู้ที่สูง ที่ต่ำ ผมต้องรู้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ”นายกฯกล่าว

กธ.โหวตงบฯ70ยึดแนวนโยบายเดิม

ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมกล่าวถึงทิศทางการลงมติร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3ว่าต้องเข้าใจก่อนว่างบฯปี 70สมัยแรกที่ทำตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีของกระทรวงที่ตนกำกับดูแลก็มาจากแผนในขณะนั้น ในขั้นของกรรมาธิการที่มีการตัดออกไปบางส่วน ยังคงเป็นแผนส่วนใหญ่ที่ทำกับมือเรามา หากเราไม่เห็นด้วยก็เท่ากับเราเกเรฉะนั้นการโหวตแบบรายมาตรา เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมาจึงเป็นในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของตน ส่วนก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมโหวตงดออกเสียงพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและมีโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลนี้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เรื่องของการเงินการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่มีต่อพี่น้องประชาชน เราต้องละเอียดในตรงนี้ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ต้องละเอียดอย่าทำอะไรเพื่อความสะใจ

เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เรื่องพวกนี้ยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาค่อยว่ากัน

ชี้สัมพันธ์“อนุทิน”ยังเป็นเพื่อนกัน

เมื่อถามว่า มีสัญญาณที่รัฐบาลจะเชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมแล้วหรือไม่ร.อ.ธรรมนัส ตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า “กระแสข่าวลือ”พร้อมหัวเราะ เมื่อถามย้ำว่า นายกฯมีการพูดคุยหรือทาบทามให้มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่าตนยืนยันแบบเดิมว่าตนกับท่านนายกฯเป็นเพื่อนกัน การพบปะการประสานงานบางเรื่อง หากเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและพี่น้องประชาชนก็ต้องยอมรับว่าผมทำ เราอย่าปฏิเสธความจริงเลย

ให้โอกาสทำงาน-ไม่เชื่อไปไม่รอด

เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายคอยเป็นจริงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า เวลาถามคำถามนี้ตนก็ตอบเหมือนเดิม เราทำหน้าที่ตามที่เราได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน บางเรื่องที่ไม่ควรตีรัฐบาล ก็ไม่ควร สำคัญที่สุดรัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นานได้ไม่กี่เดือน ต้องให้โอกาส ตนยืนยันเหมือนเดิม

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาจจะไปไม่รอดด้วยมรสุมการเมืองต่างๆนั้นร.อ.ธรรมนัสย้อนถามว่า อะไรเหรอครับที่จะทำให้รัฐบาลไปไม่รอด ในฐานะที่ตนเป็นรัฐบาลมาตลอดและมีบางช่วงที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกระแสตีแรงมาตลอด แต่ตนก็อยู่รอดปลอดภัยมาตลอด ฉะนั้นกระแสจึงไม่สามารถพิสูจน์กันได้ ต้องพิสูจน์ที่ฝืมือการทำงาน

++++++++++++++++++++++++++++++

++++++++

ศาลฯสั่งกรมประมง กำจัดปลาหมอคางดำ

ศาลปกครองกลางชี้ละเลยหน้าที่! สั่งกรมประมงเร่งควบคุม-ยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามหน้าที่ที่ก.ม.กำหนด อีกทั้ง ให้รมว.มหาดไทยสั่งผู้ว่าฯสมุทรสาครประกาศ 3 อำเภอสมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เปิดทางจ่ายเงินเยียวยา

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 หมายเลขแดงที่ ส. 9/2569ระหว่างนายณัฐพร หลักแหลม ที่ 1 กับพวกรวม 54 คนผู้ฟ้องคดี ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยพิพากษาให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่ระบาด และออกประกาศเขตและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า ตั้งแต่มีการอนุญาตให้นำปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามใบอนุญาต ฉบับที่ 41/2554 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยอธิบดีกรมประมง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เคยควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัย กรณีการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวเลยว่าดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตาม ที่พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เวลานั้นกำหนด ต่อมาเกิดปัญหาแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำช่วงปี 2555-2559 แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดมาตรการแก้ปัญหาแพร่ระบาด ทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำพ.ศ.2567-2570 และดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาการระบาดมาตลอด ทำให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความชุกชุมของปลาหมอคางดำตามกลุ่มแหล่งน้ำมีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มแหล่งน้ำ แต่ถือเป็นความสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น

ตราบใดที่มาตรการตามแผนแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 ยังไม่ได้นำมาใช้ครบถ้วนและปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำยังไม่หมดไปหรืออยู่ในสถานการณ์ที่สมดุลของระบบนิเวศ ต้องถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังคงมีหน้าที่แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามอำนาจหน้าที่ตามที่พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อไป

ส่วนกรณีการประกาศให้พื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 รายนั้นเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทราบหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามหนังสือตอบข้อหารือของอธิบดีกรมบัญชีกลาง และมีหนังสือขอความร่วมมือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วแต่ไม่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามออกประกาศให้จ.สมุทรสงครามพื้นที่อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 และประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด จึงเป็นการละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

สำหรับกรณีผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 18 พิจารณาเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐอันเกิดจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นั้นเห็นว่า การพิจารณาดำเนินการดังกล่าว มิได้มีผลเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 จึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงพิพากษา ดังนี้

1.ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กรมประมง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่แพร่ระบาด ตามแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ.2567-2570 โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

2.ให้รมว.มหาดไทยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 สั่งการให้ผู้ว่าฯสมุทรสงครามออกประกาศให้จ.สมุทรสงครามพื้นที่อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้มีกลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมตัวแทนประชาชนจากจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองกลาง

นายปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนคดีปกครอง ของสภาทนายความเผยว่า ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงส่วนหลักคือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมงปฏิบัติตามแผนระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ซึ่งแผนนี้ดำเนินการหลังมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ ศาลบอกให้รมว.มหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาดคือ จ.สมุทรสงครามประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อเร่งช่วยเหลือเยียวยา ต้องขอบคุณศาลที่มีคำพิพากษาที่ละเอียดมากความยาวกว่า 120หน้า ส่วนที่คำพิพากษาระบุเฉพาะจ.สมุทรสงคราม คณะทำงานต้องไปหารือเพื่อเดินต่อ มองว่าคดีระดับนี้น่าจะอุทธรณ์ ประเด็นจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะศาลบอกเบื้องต้นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน เป็นประชาชนที่ประกอบอาชีพ ย่อมมีสิทธิ์ฟ้องปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้”

ด้านนายสิทธิพร ลีลานภาศักดิ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ และหนึ่งในคณะทำงานช่วยเหลือประชาชนเผยเพิ่มเติมว่า ส่วนคำฟ้องคดีแพ่งฟ้องบริษัทเอกชนและกรรมการที่เกี่ยวข้องรวม 9 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งวันที่ 14 กันยายน ว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไว้แล้ว แต่คู่ความยื่นอุทธรณ์ จึงนัดฟังคำสั่งวันดังกล่าว ซึ่งในส่วนของคำฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายไป 2,000 กว่าล้านบาท ให้กลุ่มผู้เสียหายในเกษตรกรหลายพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คน

นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนภาคประชาชนระบุว่าพอใจคำพิพากษาระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง เดินหน้าแก้ปัญหาแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเรื่องพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจ.สมุทรสงคราม แต่ยังติดใจที่คำพิพากษา ไม่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากนี้เครือข่ายภาคประชาชนจะหารือกับจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดแนวทางต่อไป รวมถึงพิจารณาการอุทธรณ์ มองว่าคำพิพากษาวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นผลักดันให้รัฐแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม

++++++++++++++++++

++++++++++

เด้งปลัดอุตฯ เข้ากรุสำนักนายกฯ ‘พณ.’ย้ายลอตใหญ่

ครม.ไฟเขียว แต่งตั้งโยกย้าย ขรก.ระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ 9 ตำแหน่ง ส่วนกระทรวงแรงงานขยับ 2 ตำแหน่ง เด้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ากรุ “วราวุธ” ย้ำสเปกต้องมีความรู้ความสามารถ เน้นคนใน

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 9 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 1.นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 2.นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 3.นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

4.น.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 5.นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 6.นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 7.นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 8.นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน และ 9.น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่ รมว.แรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 2 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ 2.น.ส.จีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

มีรายงานด้วยว่า ที่ประชุมครม.ยังมีมติเห็นชอบให้รับโอนนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ (บริหารระดับสูง) สังกัดสำนักนายกฯ โดยยังไม่มีการเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เนื่องจากต้องรอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คนเก่าพ้นตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายก่อน

ส่วนนายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ครม.มีมติ และสำนักนายกรัฐมนตรีรับโอนนายณัฐพล ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เนื่องจากวันที่ 30 กันยายนนี้ จะครบวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ต้องรอโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติงานอื่น การที่จะดำเนินการทั้งหลายทั้งปวง คงต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ถึงดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ผ่านงานด้านอุตสาหกรรมมาพอสมควร ก็อยากได้คนใน จะได้รู้จุดอ่อน จุดที่ต้องแก้ไข และสานงานอย่างไร้รอยต่อเมื่อถามว่า วางสเปกไว้หรือไม่นายวราวุธ กล่าวว่า ได้พิจารณาไว้พอสมควร พอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมคงนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

เมื่อถามอีกว่าเรื่องอายุราชการของปลัดกระทรวงหลายๆ คน หลายๆ กระทรวง ถูกมองว่าอายุราชการเหลือเยอะเหมือนวางตัวข้าราชการไว้เผื่ออนาคตหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เรามองถึงความต่อเนื่องในการทำงาน บางท่านก็อาจมีแนวทางการวางตัวข้าราชการระดับสูงแตกต่างกันไป นายกฯ ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการทำงาน หากท่านมีอายุราชการเหลือ 1-2 ปีกับ 4-6 ปีการอยู่ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงต่อเนื่อง จะทำให้มีความต่อเนื่องทั้งเรื่องนโยบาย การทำงานกับหน่วยงานอื่น

++++++++++++++++++++++++++++

++++++++++

ถกเครียดทูตอิสราเอล สีหศักดิ์กร้าว ต้องเคารพกฎหมายไทย ฉะเชิงเทรารื้อ‘สุสานยิว’ ภูเก็ตฮือต้านงานปีใหม่

สีหศักดิ์” เรียกทูตอิสราเอล ถกปมชาวยิว ละเมิดกฎหมายไทย ย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้ม จี้ทูตฯ ยกระดับคุมพฤติกรรมพลเมืองที่เข้ามาในไทย ด้านพลพีร์ สั่งล้อมคอกตรวจสุสาน-ฌาปนกิจทั่วประเทศ 1,200 แห่ง มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ขณะที่ ผวจ.ฉะเชิงเทรา สั่งรื้อถอนสุสานชาวยิว ภายใน 7 วัน

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ กล่าวภายหลังเชิญนางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เข้าพบ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลในประเทศไทย ว่าประเด็นที่พูดกันคือเรื่องความกังวลของคนไทยต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับชาวอิสราเอลที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือทำงาน ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยมีชาวอิสราเอลที่เข้ามาประกอบธุรกิจและอยู่ระยะยาวในไทย กระทำการละเมิดกฎหมายไทย จนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทุกคนได้รับทราบแล้ว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ได้ชี้แจงกับทูตอิสราเอลให้ทราบว่าชาวอิสราเอลที่เข้ามาในไทย มีพฤติกรรมบางอย่างที่กระทบกับความรู้สึก วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นอยู่ของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวกันของชาวอิสราเอลเป็นชุมชนใน จ.พังงาและภูเก็ตเป็นเรื่องที่เรานิ่งนอนใจไม่ได้ และต้องการให้เขาเคารพกฎระเบียบ วัฒนธรรม ประเพณีของไทยให้มากขึ้น สำหรับกรณีที่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายไทยจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อชาวอิสราเอล เพราะไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนก็ตาม หากกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย เราต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งเห็นได้จากการเนรเทศชาวอิสราเอล 1 ราย และชาวฝรั่งเศส 1 ราย

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่การต้อนรับนั้นไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตามจะสามารถทำอะไรในประเทศไทยก็ได้ แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา ต้องเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทย เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ก็ต้องเคารพกฎหมาย ประเพณี และค่านิยมของประเทศนั้นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วกระทบกับความรู้สึกของคนไทย แต่ไม่ได้เหมารวมว่าเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลทั้งหมด” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้รับทราบปัญหาและยืนยันว่าเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ รวมถึงมีการลงพื้นที่และชี้แจงแต่ตนมองว่าการดำเนินการต่างๆ ของอิสราเอลต้องยกระดับให้เข้มข้นมากขึ้น และต้องร่วมมือกับไทย เพราะหากไม่ทำอะไรในการแก้ไขปัญหาจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เพราะไทยและอิสราเอลมีความร่วมมือกันหลายด้าน ทั้งการเกษตร และแรงงานที่มีคนไทยไปทำงานในอิสราเอลกว่า 60,000 คน ดังนั้นเราต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ระบุว่าฝ่ายอิสราเอลได้จัดทำเอกสารให้ข้อมูลแก่ชาวอิสราเอลที่จะเดินทางมาในประเทศไทยได้รับข้อมูลถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในประเทศไทย ซึ่งเอกสารเหล่านี้ถูกเผยแพร่แจกจ่ายแก่ชาวอิสราเอลผ่านสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล สถานกงสุลที่เมืองหลวง บริษัททัวร์ รวมถึงสายการบินของอิสราเอลด้วย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การพูดคุยกันเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และให้ฝ่ายอิสราเอลรับทราบเข้าใจปัญหา ได้ขอให้เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ อย่านิ่งนอนใจและต้องอธิบายให้พลเมืองของเขาเข้าใจถึงความรู้สึกของคนไทย เพราะการท่องเที่ยวไทย แม้เป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญ ไม่ใช่เรื่องรายได้อย่างเดียว แต่ต้องเคารพในศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีสุสานชาวยิว ในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา ภายหลัง ผวจ.ฉะเชิงเทรา มีคำสั่งให้นำร่างผู้ที่ถูกฝังออกจากสุสานดังกล่าว ในช่วงที่สุสานไม่ได้รับอนุญาต ว่ามีการฝังร่าง 4 ร่าง ซึ่งชัดเจนว่า 3 ร่าง ฝังช่วงที่ไม่มีใบอนุญาต ต้องย้ายร่างออก ขณะนี้กำลังพิสูจน์อีก 1 ร่าง ว่าฝังอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยพื้นที่แปลงนั้น ไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้อีก เพราะองค์ประกอบเรื่องระยะห่างจากถนน และแหล่งน้ำ ผิดองค์ประกอบสุสานอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ส่วนสุสานชาวยิวที่ถนนเจริญกรุง กทม.ตรวจสอบแล้วพบว่ามีร่างชาวยิวฝังอยู่ทั้งหมด 49 ร่าง เชื่อมกับอีกสุสานที่มีกำแพงกั้น ได้ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าการเชื่อมกันสามารถทำได้หรือไม่ เพราะหนึ่งแปลงอาจมีใบอนุญาตแต่อีกหนึ่งแปลงอาจไม่มี นอกจากนี้ได้สั่งให้ตรวจสอบสุสานทั่วประเทศ จากรายงานเบื้องต้นทราบว่าสุสานโบสถ์ฌาปนกิจทั่วประเทศมี 1,200 แห่ง ซึ่งไม่ใช่ของชาวยิวทั้งหมด เป็นของทุกศาสนาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง กำลังขอรายละเอียดว่าแต่ละที่มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หมดอายุแล้วหรือไม่ แล้วใครเป็นคนขออนุญาต และในวันที่ 10 กันยายนนี้ ก็จะลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทราด้วยตัวเองเพื่อติดตามความคืบหน้า

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ข้อสงสัยของหลายคนว่าทำไมชาวต่างชาติสามารถจดทะเบียนสุสานได้นั้น บริษัท กาน ชาบาด ผู้ก่อตั้งมี 3 คนเป็นชาวอิสราเอลที่มีสัญชาติไทยทั้งหมด และเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ และอีกหลายๆแปลงรวมถึงชาบาด จ.ภูเก็ตตอนนี้ได้ตรวจสอบเครือข่ายชาวอิสราเอล ที่คาดว่าจะเป็นนอมินี หรือทำผิดกฎหมาย โดยสถานที่ซึ่งเราสงสัยคือ จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงแปลงที่กำลังสร้างชาบาด ถนนสุขุมวิท ตรงไหนผิดกฎหมายก็จะดำเนินการทีเดียว

“เรื่องสัญชาติไม่ได้วิตกอะไรเพราะเป็นชาวต่างชาติที่มีสัญชาติไทยที่กฎหมายไทยควบคุมอยู่แล้วไม่ว่าจะยึดทรัพย์หรือดำเนินคดี แต่หากเลวร้ายมากเราก็สามารถถอนสัญชาติและเนรเทศได้แต่ขอทำทีละขั้นตอน ทำเรื่องโครงข่ายให้สมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวันที่ 15 กันยายนนี้ จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงวิธีการเชื่อมโยงหลังบ้านเรื่องนอมินีทุนเทาต่างๆแล้วรายงานนายกฯต่อไป” นายพลพีร์ กล่าวและว่า กรณีกลุ่มการเมือง นำเรื่องชาวยิว มาเคลื่อนไหวทวงคืนประเทศ นั้น เนื้อหาเป็นเรื่องการเมือง อยากบอกประชาชนว่าไม่ต้องกังวลใจเพราะเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและนายกฯจริงจังมากและพิสูจน์อยู่แล้วทุกภารกิจที่ออกไป เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาติใดชาติหนึ่ง เราทำหมดเลย

อีกด้านหนึ่ง อบต.เสม็ด จ.ฉะเชิงเทรา ได้ติดป้ายประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ บริเวณสุสานชาวยิว ในพื้นที่หมู่ 2 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา โฉนดเลขที่ 37828 เพื่อแจ้งผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีบริษัท กานชาบาด จำกัด เป็นผู้ครอบครอง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง และคูคลอง ทราบถึงการกำหนดพื้นที่ดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ โดยระบุว่าการดำเนินกิจการเกี่ยวกับสุสานและฌาปนสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการกระทำในลักษณะเดียวกัน ให้ถือเป็นแหล่งก่อเหตุรำคาญในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ประกาศได้ห้ามการฝังศพหรือจัดการซากศพด้วยวิธีที่ก่อให้เกิดกลิ่น เถ้า หรือมลพิษออกสู่บรรยากาศในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง รวมถึงห้ามจัดการสิ่งปฏิกูลหรือของเสียจากกิจการสุสานและฌาปนสถานอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ยังให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นควบคุม กำกับดูแล และสั่งการให้ผู้ครอบครองหรือผู้ดำเนินกิจการปรับปรุง แก้ไข หรือระงับเหตุรำคาญตามประกาศ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จะมีโทษตามกฎหมาย

ต่อมานายเอกราช กฤตยพงษ์ นายอำเภอบางคล้า พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกัน ก่อนจะออกคำสั่งลงนามโดยนางฉัตรประอร นิยม ผวจ.ฉะเชิงเทรา ชี้แจงทุกฝ่ายรับทราบ ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเคลื่อนย้ายสถานที่ฝังศพภายใน 7 วัน โดยบริษัทผู้ถูกคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วันตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม กรอบเวลา 7 วันที่ระบุในคำสั่งรื้อถอน เจ้าพนักงานยังไม่สามารถเข้าไปบังคับรื้อถอนได้ทันที โดยต้องรอให้บริษัท มารับทราบและลงนามรับหนังสือคำสั่ง ก่อน รวมทั้งยังมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วัน

ทั้งนี้ นายอำเภอบางคล้าได้มอบหมายให้ อบต.เสม็ดใต้ เร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณถนนด้านหน้าสุสาน เพื่อเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการนำศพเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือไม่

ที่ จ.ภูเก็ต วันเดียวกัน นายสยามพงษ์ คงราช ผู้ใหญ่บ้าน ต.กมลา พร้อมด้วยผู้แทนกลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต ยื่นหนังสือถึง ผวจ.ภูเก็ต คัดค้านการจัดงานปีใหม่ชาวยิวและพิธีชำระล้างบาป ที่ชาบาดป่าตองและโรงแรมในพื้นที่ ในวันที่ 11 กันยายนนี้ โดยมีนายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต รักษาราชการปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นตัวแทน ผวจ.ภูเก็ต รับหนังสือ ซึ่งนายสยามพงษ์ระบุว่า ชาวบ้านมีความกังวลเรื่องของความปลอดภัย และหวั่นเกรงว่าภูเก็ต จะตกเป็นเป้าความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยอ้างกระแสข่าวว่ามีผู้เข้าร่วมงานราว 2,000 คน พร้อมยืนยันการเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางศาสนา และไม่มีฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลัง อยากให้หน่วยงานภาครัฐตรวจสอบการจัดกิจกรรม การเข้ามาของคนที่จะร่วมงาน ว่าเป็นกลุ่มไหนบ้าง และที่อ้างว่าเคยจัดกิจกรรมมาแล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เข้าใจดีว่าภูเก็ตต้องการเรื่องการท่องเที่ยว แต่อย่าเน้นปริมาณโดยไม่สนใจคุณภาพ

ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีที่ รมว.มหาดไทย มีคำสั่งเนรเทศนายเควินดิมิโน (MR.KEVIN DIMINO) สัญชาติฝรั่งเศส ออกนอกราชอาณาจักร ว่านายเควิน มีพฤติกรรมเข้าไปคุกคาม ตามคำขอร้องของเยาวชนและครูโรงเรียนสอนภาษาในพื้นที่ ใช้กำลังทำร้ายร่างกายบุคคลสัญชาติภูฏาน จนได้รับบาดเจ็บบริเวณขา และนำมีดพกติดตัวมาข่มขู่ด้วย มีพฤติกรรมดูถูก เยาะเย้ย และใช้ถ้อยคำหยาบคาย บริเวณสถานที่ของเอกชนในพื้นที่ ใช้กำลังทำร้ายร่างกายและเอาน้ำป้ายใส่หน้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมทั้งใช้ถ้อยคำไม่สุภาพต่อครอบครัวของบุคคลดังกล่าว

นอกจากนี้ได้โพสต์ข้อความเชิญชวนให้บุคคลที่ต่อต้านหรือไม่ชอบชาวต่างชาติประเทศหนึ่ง ให้มาใช้พื้นที่สวนสัตว์ของตนเอง และความคิดเห็นดูถูกในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ศาสนา ต่อให้มีเสรีภาพว่าอะไรก็ตามก็เป็นประเทศของคนอื่น มีแบบแผน เชื้อชาติ ศาสนา และการเมือง ถูกพนักงานต้อนรับของโรงแรมเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวลงจากเครื่องบินโดยสารภายในประเทศเนื่องจากข่มขู่ผู้โดยสารในเครื่องบินด้วยกัน จึงเห็นได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี ความผาสุกของประชาชน อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา อาจทำให้เสื่อมเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเพื่อสร้างความสงบสุขและความปลอดภัยในสังคม และคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย จึงมีเหตุจำเป็นที่ต้องสั่งเนรเทศนายเควิน ออกนอกราชอาณาจักร

กระทรวงมหาดไทย ขอเรียนยืนยันว่าการออกคำสั่งเนรเทศมีมาตรฐานเดียวโดยพิจารณาจากพฤติการณ์ความผิดเป็นหลัก มิได้เจาะจงหรือเลือกปฏิบัติจากสัญชาติ ขอให้ประชาชน สื่อมวลชน ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ เชื่อมั่นว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลไทย จะบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวกับชาวต่างชาติทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียมด้วยความเป็นธรรม

ถกเครียดทูตอิสราเอล สีหศักดิ์กร้าว ต้องเคารพกฎหมายไทย

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ถกเครียดทูตอิสราเอล สีหศักดิ์กร้าว ต้องเคารพกฎหมายไทย ฉะเชิงเทรารื้อ‘สุสานยิว’ ภูเก็ตฮือต้านงานปีใหม่

สีหศักดิ์” เรียกทูตอิสราเอล ถกปมชาวยิว ละเมิดกฎหมายไทย ย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้ม จี้ทูตฯ ยกระดับคุมพฤติกรรมพลเมืองที่เข้ามาในไทย ด้านพลพีร์ สั่งล้อมคอกตรวจสุสาน-ฌาปนกิจทั่วประเทศ 1,200 แห่ง มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ขณะที่ ผวจ.ฉะเชิงเทรา สั่งรื้อถอนสุสานชาวยิว ภายใน 7 วัน

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ กล่าวภายหลังเชิญนางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เข้าพบ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลในประเทศไทย ว่าประเด็นที่พูดกันคือเรื่องความกังวลของคนไทยต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับชาวอิสราเอลที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือทำงาน ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยมีชาวอิสราเอลที่เข้ามาประกอบธุรกิจและอยู่ระยะยาวในไทย กระทำการละเมิดกฎหมายไทย จนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทุกคนได้รับทราบแล้ว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ได้ชี้แจงกับทูตอิสราเอลให้ทราบว่าชาวอิสราเอลที่เข้ามาในไทย มีพฤติกรรมบางอย่างที่กระทบกับความรู้สึก วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นอยู่ของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมตัวกันของชาวอิสราเอลเป็นชุมชนใน จ.พังงาและภูเก็ตเป็นเรื่องที่เรานิ่งนอนใจไม่ได้ และต้องการให้เขาเคารพกฎระเบียบ วัฒนธรรม ประเพณีของไทยให้มากขึ้น สำหรับกรณีที่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายไทยจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อชาวอิสราเอล เพราะไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนก็ตาม หากกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย เราต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งเห็นได้จากการเนรเทศชาวอิสราเอล 1 ราย และชาวฝรั่งเศส 1 ราย

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่การต้อนรับนั้นไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตามจะสามารถทำอะไรในประเทศไทยก็ได้ แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา ต้องเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณีของประเทศไทย เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ก็ต้องเคารพกฎหมาย ประเพณี และค่านิยมของประเทศนั้นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วกระทบกับความรู้สึกของคนไทย แต่ไม่ได้เหมารวมว่าเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลทั้งหมด” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ได้รับทราบปัญหาและยืนยันว่าเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ รวมถึงมีการลงพื้นที่และชี้แจงแต่ตนมองว่าการดำเนินการต่างๆ ของอิสราเอลต้องยกระดับให้เข้มข้นมากขึ้น และต้องร่วมมือกับไทย เพราะหากไม่ทำอะไรในการแก้ไขปัญหาจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เพราะไทยและอิสราเอลมีความร่วมมือกันหลายด้าน ทั้งการเกษตร และแรงงานที่มีคนไทยไปทำงานในอิสราเอลกว่า 60,000 คน ดังนั้นเราต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ ระบุว่าฝ่ายอิสราเอลได้จัดทำเอกสารให้ข้อมูลแก่ชาวอิสราเอลที่จะเดินทางมาในประเทศไทยได้รับข้อมูลถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในประเทศไทย ซึ่งเอกสารเหล่านี้ถูกเผยแพร่แจกจ่ายแก่ชาวอิสราเอลผ่านสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล สถานกงสุลที่เมืองหลวง บริษัททัวร์ รวมถึงสายการบินของอิสราเอลด้วย

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การพูดคุยกันเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และให้ฝ่ายอิสราเอลรับทราบเข้าใจปัญหา ได้ขอให้เอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ อย่านิ่งนอนใจและต้องอธิบายให้พลเมืองของเขาเข้าใจถึงความรู้สึกของคนไทย เพราะการท่องเที่ยวไทย แม้เป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญ ไม่ใช่เรื่องรายได้อย่างเดียว แต่ต้องเคารพในศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีสุสานชาวยิว ในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา ภายหลัง ผวจ.ฉะเชิงเทรา มีคำสั่งให้นำร่างผู้ที่ถูกฝังออกจากสุสานดังกล่าว ในช่วงที่สุสานไม่ได้รับอนุญาต ว่ามีการฝังร่าง 4 ร่าง ซึ่งชัดเจนว่า 3 ร่าง ฝังช่วงที่ไม่มีใบอนุญาต ต้องย้ายร่างออก ขณะนี้กำลังพิสูจน์อีก 1 ร่าง ว่าฝังอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยพื้นที่แปลงนั้น ไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้อีก เพราะองค์ประกอบเรื่องระยะห่างจากถนน และแหล่งน้ำ ผิดองค์ประกอบสุสานอย่างชัดเจน

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ส่วนสุสานชาวยิวที่ถนนเจริญกรุง กทม.ตรวจสอบแล้วพบว่ามีร่างชาวยิวฝังอยู่ทั้งหมด 49 ร่าง เชื่อมกับอีกสุสานที่มีกำแพงกั้น ได้ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าการเชื่อมกันสามารถทำได้หรือไม่ เพราะหนึ่งแปลงอาจมีใบอนุญาตแต่อีกหนึ่งแปลงอาจไม่มี นอกจากนี้ได้สั่งให้ตรวจสอบสุสานทั่วประเทศ จากรายงานเบื้องต้นทราบว่าสุสานโบสถ์ฌาปนกิจทั่วประเทศมี 1,200 แห่ง ซึ่งไม่ใช่ของชาวยิวทั้งหมด เป็นของทุกศาสนาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง กำลังขอรายละเอียดว่าแต่ละที่มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หมดอายุแล้วหรือไม่ แล้วใครเป็นคนขออนุญาต และในวันที่ 10 กันยายนนี้ ก็จะลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทราด้วยตัวเองเพื่อติดตามความคืบหน้า

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ข้อสงสัยของหลายคนว่าทำไมชาวต่างชาติสามารถจดทะเบียนสุสานได้นั้น บริษัท กาน ชาบาด ผู้ก่อตั้งมี 3 คนเป็นชาวอิสราเอลที่มีสัญชาติไทยทั้งหมด และเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ และอีกหลายๆแปลงรวมถึงชาบาด จ.ภูเก็ตตอนนี้ได้ตรวจสอบเครือข่ายชาวอิสราเอล ที่คาดว่าจะเป็นนอมินี หรือทำผิดกฎหมาย โดยสถานที่ซึ่งเราสงสัยคือ จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงแปลงที่กำลังสร้างชาบาด ถนนสุขุมวิท ตรงไหนผิดกฎหมายก็จะดำเนินการทีเดียว

“เรื่องสัญชาติไม่ได้วิตกอะไรเพราะเป็นชาวต่างชาติที่มีสัญชาติไทยที่กฎหมายไทยควบคุมอยู่แล้วไม่ว่าจะยึดทรัพย์หรือดำเนินคดี แต่หากเลวร้ายมากเราก็สามารถถอนสัญชาติและเนรเทศได้แต่ขอทำทีละขั้นตอน ทำเรื่องโครงข่ายให้สมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวันที่ 15 กันยายนนี้ จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงวิธีการเชื่อมโยงหลังบ้านเรื่องนอมินีทุนเทาต่างๆแล้วรายงานนายกฯต่อไป” นายพลพีร์ กล่าวและว่า กรณีกลุ่มการเมือง นำเรื่องชาวยิว มาเคลื่อนไหวทวงคืนประเทศ นั้น เนื้อหาเป็นเรื่องการเมือง อยากบอกประชาชนว่าไม่ต้องกังวลใจเพราะเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและนายกฯจริงจังมากและพิสูจน์อยู่แล้วทุกภารกิจที่ออกไป เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาติใดชาติหนึ่ง เราทำหมดเลย

อีกด้านหนึ่ง อบต.เสม็ด จ.ฉะเชิงเทรา ได้ติดป้ายประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ บริเวณสุสานชาวยิว ในพื้นที่หมู่ 2 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา โฉนดเลขที่ 37828 เพื่อแจ้งผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีบริษัท กานชาบาด จำกัด เป็นผู้ครอบครอง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง และคูคลอง ทราบถึงการกำหนดพื้นที่ดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ โดยระบุว่าการดำเนินกิจการเกี่ยวกับสุสานและฌาปนสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการกระทำในลักษณะเดียวกัน ให้ถือเป็นแหล่งก่อเหตุรำคาญในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ประกาศได้ห้ามการฝังศพหรือจัดการซากศพด้วยวิธีที่ก่อให้เกิดกลิ่น เถ้า หรือมลพิษออกสู่บรรยากาศในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง รวมถึงห้ามจัดการสิ่งปฏิกูลหรือของเสียจากกิจการสุสานและฌาปนสถานอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ยังให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นควบคุม กำกับดูแล และสั่งการให้ผู้ครอบครองหรือผู้ดำเนินกิจการปรับปรุง แก้ไข หรือระงับเหตุรำคาญตามประกาศ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จะมีโทษตามกฎหมาย

ต่อมานายเอกราช กฤตยพงษ์ นายอำเภอบางคล้า พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกัน ก่อนจะออกคำสั่งลงนามโดยนางฉัตรประอร นิยม ผวจ.ฉะเชิงเทรา ชี้แจงทุกฝ่ายรับทราบ ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเคลื่อนย้ายสถานที่ฝังศพภายใน 7 วัน โดยบริษัทผู้ถูกคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วันตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม กรอบเวลา 7 วันที่ระบุในคำสั่งรื้อถอน เจ้าพนักงานยังไม่สามารถเข้าไปบังคับรื้อถอนได้ทันที โดยต้องรอให้บริษัท มารับทราบและลงนามรับหนังสือคำสั่ง ก่อน รวมทั้งยังมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 15 วัน

ทั้งนี้ นายอำเภอบางคล้าได้มอบหมายให้ อบต.เสม็ดใต้ เร่งติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณถนนด้านหน้าสุสาน เพื่อเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการนำศพเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือไม่

ที่ จ.ภูเก็ต วันเดียวกัน นายสยามพงษ์ คงราช ผู้ใหญ่บ้าน ต.กมลา พร้อมด้วยผู้แทนกลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต ยื่นหนังสือถึง ผวจ.ภูเก็ต คัดค้านการจัดงานปีใหม่ชาวยิวและพิธีชำระล้างบาป ที่ชาบาดป่าตองและโรงแรมในพื้นที่ ในวันที่ 11 กันยายนนี้ โดยมีนายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต รักษาราชการปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นตัวแทน ผวจ.ภูเก็ต รับหนังสือ ซึ่งนายสยามพงษ์ระบุว่า ชาวบ้านมีความกังวลเรื่องของความปลอดภัย และหวั่นเกรงว่าภูเก็ต จะตกเป็นเป้าความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยอ้างกระแสข่าวว่ามีผู้เข้าร่วมงานราว 2,000 คน พร้อมยืนยันการเคลื่อนไหวไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางศาสนา และไม่มีฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลัง อยากให้หน่วยงานภาครัฐตรวจสอบการจัดกิจกรรม การเข้ามาของคนที่จะร่วมงาน ว่าเป็นกลุ่มไหนบ้าง และที่อ้างว่าเคยจัดกิจกรรมมาแล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่เหมือนเดิม จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เข้าใจดีว่าภูเก็ตต้องการเรื่องการท่องเที่ยว แต่อย่าเน้นปริมาณโดยไม่สนใจคุณภาพ

ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีที่ รมว.มหาดไทย มีคำสั่งเนรเทศนายเควินดิมิโน (MR.KEVIN DIMINO) สัญชาติฝรั่งเศส ออกนอกราชอาณาจักร ว่านายเควิน มีพฤติกรรมเข้าไปคุกคาม ตามคำขอร้องของเยาวชนและครูโรงเรียนสอนภาษาในพื้นที่ ใช้กำลังทำร้ายร่างกายบุคคลสัญชาติภูฏาน จนได้รับบาดเจ็บบริเวณขา และนำมีดพกติดตัวมาข่มขู่ด้วย มีพฤติกรรมดูถูก เยาะเย้ย และใช้ถ้อยคำหยาบคาย บริเวณสถานที่ของเอกชนในพื้นที่ ใช้กำลังทำร้ายร่างกายและเอาน้ำป้ายใส่หน้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมทั้งใช้ถ้อยคำไม่สุภาพต่อครอบครัวของบุคคลดังกล่าว

นอกจากนี้ได้โพสต์ข้อความเชิญชวนให้บุคคลที่ต่อต้านหรือไม่ชอบชาวต่างชาติประเทศหนึ่ง ให้มาใช้พื้นที่สวนสัตว์ของตนเอง และความคิดเห็นดูถูกในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ศาสนา ต่อให้มีเสรีภาพว่าอะไรก็ตามก็เป็นประเทศของคนอื่น มีแบบแผน เชื้อชาติ ศาสนา และการเมือง ถูกพนักงานต้อนรับของโรงแรมเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวลงจากเครื่องบินโดยสารภายในประเทศเนื่องจากข่มขู่ผู้โดยสารในเครื่องบินด้วยกัน จึงเห็นได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี ความผาสุกของประชาชน อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา อาจทำให้เสื่อมเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเพื่อสร้างความสงบสุขและความปลอดภัยในสังคม และคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย จึงมีเหตุจำเป็นที่ต้องสั่งเนรเทศนายเควิน ออกนอกราชอาณาจักร

กระทรวงมหาดไทย ขอเรียนยืนยันว่าการออกคำสั่งเนรเทศมีมาตรฐานเดียวโดยพิจารณาจากพฤติการณ์ความผิดเป็นหลัก มิได้เจาะจงหรือเลือกปฏิบัติจากสัญชาติ ขอให้ประชาชน สื่อมวลชน ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ เชื่อมั่นว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลไทย จะบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวกับชาวต่างชาติทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียมด้วยความเป็นธรรม

ไม่มีข้าวกิน-โรคกระเพาะ สส.โอดครวญ อ้างประชุมสภาฯดึกดื่น

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ไม่มีข้าวกิน-โรคกระเพาะ

สส.โอดครวญ

อ้างประชุมสภาฯดึกดื่น

กล้าธรรมโหวตหนุนงบ

สภาถก พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระสองวันที่ 2 ฝ่ายค้าน ถล่มงบกรมประมงอัดงบตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่อุดรธานี ทำเพื่อใครหรือแสดงอภินิหารรมต.แต่เมินปลาหมอคางดำ‘กรณ์’จี้รัฐปฏิรูปสหกรณ์ดันโมเดล‘ฟอนเทียร่า’ผ่า‘โครงสร้างเกษตรไทย’ชูตั้ง‘บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’แก้จนถาวรถกงบคมนาคม“ชวน”โชว์รูปตัดต้นไม้ริมทางหลวงประจานกลางสภา“ตัดกุดหัว”แบบ“ประหารชีวิต”ซัดหน่วยงานมักง่าย “อภิสิทธิ์”ขอตัดงบฯคมนาคม10%ซัดจัดงบไม่ตรงปก-ซ้ำไร้เอกภาพ-ทิ้งเชื้อตัดถนนเป็นงบฯผูกพันส่อเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน-พวกพ้องขณะที่”ภัณฑิล”ปชน.โอดประชุมสภาดึก สส.เป็นโรคกระเพาะ ไม่มีข้าวกิน จี้ปธ.ทบทวนสวัสดิการด้าน‘โสภณ’ยันสวัสดิการไม่มี ซื้อกินเองติงจะโดนกล่าวหา‘อาสามาแล้ว กินข้าวฟรี’สั่งเบรกขึ้นป้ายตัวเลขตอบโต้กัน ผิดข้อบังคับ

เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 2 เข้าสู่มาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050 ล้านบาท

ฝ่ายค้านถล่มงบกรมประมง

โดยนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรฯโดยเฉพาะกรมประมงว่าเกิดคำถามเรื่องศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งการท่องเที่ยวอาจจะเป็นประเด็นที่อาจทำได้ แต่กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องแก้ไขปัญหาประมงในขณะนี้ กรมได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้วหรือยังถึงจะไปส่งเสริมการท่องเที่ยว และเมื่อดูแล้วบางรายการที่จะเอาไปทำ ต่อให้ทำสำเร็จตนก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาประมงได้ เช่น เรื่องกุ้ง กรมประมงของบก่อสร้างโรงเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามอัจฉริยะ อยากทราบว่าอัจฉริยะอะไร จะเห็นผลผลิตหรือลดต้นทุนได้อย่างไร ตนไม่อยากรู้ว่าจะมีเซ็นเซอร์กี่ตัว มีแผงโซลาร์เซลล์เท่าไหร่ แต่อยากรู้ว่าเกษตรกรพี่น้องชาวประมงหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร

โครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนได้เท่าไหร่และจะเพิ่มผลผลิตกี่เปอร์เซ็นต์และโครงการนี้จะนำไปสู่การทำให้น้ำดีขึ้นและทำให้มีการรอดของกุ้งก้ามกรามเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องถามว่ารอดจากเท่าไหร่เป็นเท่าไหร่ หรือแม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ที่บอกว่าจะช่วยเรื่องต้นทุนค่าไฟ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการเลี้ยงกุ้งลดลงได้เท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน

เหน็บเกรงใจใครหรือไม่รู้อย่างไร

“สิ่งที่กังวลไม่ใช่ราคาที่ต่างกัน แต่เห็นว่าเรากำลังเกาไม่ถูกที่คัน ต่อให้กรมประมงชี้แจงได้ว่าราคาต่างกันเพราะอะไร ขอถามว่าการลงทุนโรงเพาะพันธ์กุ้งก้ามกรามนี้คือคำตอบสำคัญที่สุดต่อวิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งไทยจริงหรือเพราะประเทศไทยเคยเป็นหัวหอกในการส่งออกกุ้งกุลาดำและสร้างเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเป็นยุครุ่งเรือง แต่วันนี้หยุดไปแล้ว รวมถึงกุ้งขาวแวนนาไม ที่ประเทศไทยเคยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกจนมาเจอปัญหาเรื่องโรคระบาด และเรื่องต้นทุน ตอนนี้นำไปสู่การติดหล่มที่ยังไม่สามารถจะกลับมายืนแถวหน้าได้ ผมไม่ได้บอกว่ากุ้งก้ามกรามไม่สำคัญ แต่ต้องถามว่าหลักคิดในการใช้งบประมาณถูกต้องจริงหรือไม่ยังไม่เห็นว่าจะแก้ไขกุ้งกุลาดำได้อย่างไร ทั้งๆที่กุ้งเหล่านี้มีศักยภาพในการส่งออกจึงไม่แน่ใจว่าที่ท่านไม่แก้ไขเพราะเกรงใจใครหรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”ณัฐพงษ์ กล่าว

ณัฐชา”ชำแหละกรมประมงยับ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายว่ากรมประมง ได้รับงบ 4,800 ล้านบาท ครึ่งหนึ่ง หรือ 2,400 ล้านบาท เป็นงบประมาณในด้านบุคลากร เหลืออีกครึ่งหนึ่ง มีอยู่เพียงน้อยนิด แทนที่จะทำให้ถูกทิศถูกทางหรือทำให้ตรงภารกิจกรมประมงซึ่งการจัดสรรงบประมาณกระทรวงเกษตรฯที่จัดสรรลงมานั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือทุกข์ร้อนของเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในวันนี้ตายทั้งเป็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่กรมประมงจะไปช่วยเหลือดูแล กลับไปทำในสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วน

ตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่อุดร

เช่นศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่อดีตรัฐมนตรีบ้านอยู่ทางภาคเหนือจังหวัดพะเยาก็มี วันนี้รัฐมนตรีคนใหม่ก็มีความพยายามตั้งงบประมาณผูกพันปี 70 ปี งบประมาณ 200 กว่าล้านบาท ไปสร้างที่จ.อุดรธานี บ้านเกิดรัฐมนตรี จึงถามว่านี่คือศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำหรือศูนย์แสดงอภินิหารรัฐมนตรีกันแน่ เพราะต้องมีในทุกจังหวัดรัฐมนตรี ทุกยุคทุกสมัย ทำไปเพื่ออะไร ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำมูลค่ามหาศาล งบประมาณที่ขอผูกพันปีนี้ 229,320,000 บาท ปี70 จะต้องเบิกจ่าย 34.39 ล้านบาท

ชี้อภินิหารรมต.เมินปลาหมอคางดำ

นายณัฐชากล่าวว่า สิ่งที่ท่านอธิบดีชี้แจงชั้นกมธ.ชุดใหญ่ภารกิจที่อธิบดีบอกว่าจำเป็นมากๆเนื่องจากว่าต้องลงทุนท่องเที่ยว ต้องทำเรื่องการศึกษาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งในด้านเศรษฐกิจยิ่งหนักมาก อธิบดีตอบว่าจะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการจ้างงานก่อสร้าง นี่คือภารกิจของกรมประมงสักข้อหรือไม่ และสิ่งที่อนุมัติงบประมาณมาเป็นแบบนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งตอกย้ำหัวใจของเกษตรกรคนทั้งประเทศซึ่งตนไม่ได้บอกว่าศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำไม่ดี แต่ยุคสมัยนี้ท่านตัดงบประมาณมา 11,000ล้านบาท ท่านตัดหมดทุกโครงการแม้จะไปช่วยเหลือประชาชน แต่โครงการที่ช่วยเหลือใครกันแน่กลับได้รับการอนุมัติ

“วันนี้ จ.อุดรรู้จักพันธุ์สัตว์น้ำครบทุกสายพันธุ์ เหลืออย่างเดียวคือปลาหมอคางดำที่เขายังไม่รู้จัก ไม่รู้จะเอาไปใส่ในพิพิธภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ด้วยงบประมาณแบบนี้ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบในงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯได้เพราะมีการจัดตั้งศูนย์แสดงอภินิหารรัฐมนตรีมากกว่าใส่ใจความเดือดร้อนของเกษตรกร”นายณัฐชาย้ำ

กรณ์’จี้รัฐบาลปฏิรูปสหกรณ์

เวลา10.55น.นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาตรา14 ว่างบประมาณที่จัดทำขึ้นยังคงเป็นการจัดสรรในรูปแบบเดิมๆและมีการปรับลดงบลงทั้งที่ภาคการเกษตรคือหัวใจสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยจุดแข็งของภาคการเกษตรไทยคือความอุดมสมบูรณ์เกษตรกรมีฝีมือ และผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่บรรทัดสุดท้ายเกษตรกรไทยกลับยังคงประสบภาวะความยากจนเนื่องจากขายสินค้าไม่ได้ราคา สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยโดยเฉพาะชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ทำเกษตรแบบปัจเจกและมีที่ดินแปลงเล็ก ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรอง ไม่สามารถสร้างประหยัดต่อขนาดเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ขาดงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาไม่สามารถสร้างแบรนด์ และขาดช่องทางเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

ผลักดันโมเดล‘ฟอนเทียร่า’

นายกรณ์ระบุว่าเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสหกรณ์โดยถอดบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เคยปฏิรูปสหกรณ์โคนมย่อยนับร้อยแห่งมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วปรับโครงสร้างบริหารจัดการในรูปแบบองค์กรธุรกิจภายใต้ชื่อฟอนเทียร่า(Fonterra)โมเดลนี้เปลี่ยนให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์สองชั้นคือ1.สิทธิในการขายผลผลิตดิบในราคาที่เป็นธรรม 2.ส่วนแบ่งปันผลจากกำไรของบริษัท ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ทั้งการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การลดต้นทุน และการเจรจาการค้าระดับโลกกับองค์กรใหญ่อย่าง McDonald’s ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง

ชูตั้ง‘บ.ข้าวหอมมะลิแห่งชาติ’

นายกรณ์ กล่าวว่าสำหรับจิ๊กซอว์ทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย ยกตัวอย่างข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) คุณภาพอันดับหนึ่งของโลกที่ผลิตได้เพียง 5 จังหวัดในภาคอีสาน โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด เข้ามาถือหุ้นร่วมกันในบริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ บริษัทดังกล่าวจะทำหน้าที่ผูกขาดการบริหารจัดการ การทำข้าวถุงการค้า การสร้างแบรนด์ระดับสากล การวิจัยพัฒนา และการทำการตลาดส่งออกทั่วโลก ซึ่งจะช่วยตัดกลไกพ่อค้าคนกลาง เพิ่มอำนาจการต่อรอง และนำกำไรจากการส่งออกกลับมาปันผลให้แก่เกษตรกรผู้ถือหุ้นโดยตรง

“ข้าวหอมมะลิของเราเป็นข้าวที่ทั่วโลกยอมรับ มีคุณภาพอันดับหนึ่ง มีแค่ 5 จังหวัดทุ่งกุลาร้องไห้ที่ปลูกข้าวนี้ เราช่วยกันในการที่จะรวมตัวให้เกษตรกรชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ทั้ง 5 จังหวัด ร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทบริษัทเดียวที่ผูกขาดการผลิตและการขายข้าวหอมมะลิทำข้าวถุง สร้างแบรนด์ วิเคราะห์วิจัยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุนการผลิต รับซื้อข้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมและทำหน้าที่ขายข้าวนั้นสู่ตลาดทั่วโลก กำไรเอามาแบ่งกันกับเกษตรกรในฐานะผู้ถือหุ้นของ“บริษัทข้าวหอมมะลิแห่งชาติ”บริษัทนั้นนี่ คือวิธีที่ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องเกษตรกรของประเทศได้อย่างถาวร จึงฝากให้มีการจัดสรรงบประมาณและแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อดำเนินเรื่องนี้”นายกรณ์ กล่าว

งบก.เกษตรผ่านหลังถกยาว4ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณา มาตรา 13 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นานเกือบ 4 ชั่วโมงก่อนที่ประชุมจะผ่านมาตราดังกล่าว ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า สส.ที่อภิปรายส่วนใหญ่ เป็นของสส.พรรคภูมิใจไทยที่สะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่และขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ชวน”โชว์รูปตัดต้นไม้ประจาน

จากนั้นที่ประชุมสภาฯเริ่มพิจารณาในส่วนของมาตรา 15 งบประมาณกระทรวงคมนาคม วงเงินรวมกว่า 166,014 ล้านบาทซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติปรับลดลง 626 ล้านบาท

เวลา 13.50 น.นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอภิปรายสงวนคำแปรญัตติในส่วนงบประมาณของกระทรวงคมนาคมตอนหนึ่งพร้อมใช้รูปภาพถ่ายต้นไม้ริมทางหลวงที่ถูกตัดจนเหลือแต่ต้นกุดไร้กิ่งก้านว่า คำแปรญัตติของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในกระทรวงคมนาคม แต่ขอทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สมบัติของชาติ ที่เกิด แก่ เจ็บ ตายเช่นกัน แต่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งจึงไม่มีปากมีเสียง ภาพที่แสดงในจอเป็นต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศไทยที่เป็นปรากฏการณ์ ของการตัดทอนทำลายจนเสียหาย

ซัดตัดกุดหัวแบบ“ประหารชีวิต”

“นี่ไม่ใช่การตัดแต่งต้นไม้เพื่อบำรุงรักษา แต่มันเหมือนเป็นการประหารชีวิต ประเทศไทยอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ต้นไม้ใหญ่จึงมีความสำคัญยิ่งในการช่วยคายออกซิเจน ช่วยสร้างภูมิทัศน์ และช่วยลดฝุ่น PM 2.5 แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กลับมอง่า ต้นไม้เป็นภาระในการบำรุงรักษา และกลัวต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการตัดแบบหัวกุด หรือโค่นทิ้งลำต้น เพื่อหนีภาระ”

ทั้งนี้ ตนเคยทำหนังสือหารือไปทางรัฐบาลตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดและเมื่อมาตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงคมนาคมที่ได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท แม้จะมีการตัดลดงบฯลงไป 626 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มีการจัดสรรงบเพิ่มให้กับการดูแลต้นไม้ริมทางหลวงทั่วประเทศเลย

เสนอให้จัดงบให้หน่วยงานเข้าดูแล

“ผมเข้าใจดีว่า แขวงทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือชลประทาน ไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ บางแห่งจึงปล่อยให้ชาวบ้านมาตัดฟันไม้ไปใช้เอง จนต้นไม้ไม่เหลือกิ่งก้านสาขา ทั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ จ.ตรัง ซึ่งมีการแก้ปัญหาโดยให้องค์กรและร้านค้าเอกชนเข้ามาช่วยดูแลรับผิดชอบต้นไม้เกาะกลางถนน เช่น บ.โตโยต้า,บ.ฮอนด้า และโรงพยาบาลวัฒนแพทย์ พร้อมกับมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลต้นไม้ โดยผมประเดิมมอบเงินให้ 100,000 บาท จนปัจจุบันมีเงินสมทบเกือบ 500,000 บาท ที่ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก แต่ยังไม่ทั่วถึง

ผมจึงขอเสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วประเทศอย่างถูกต้องตามหลักรุกขกรรมให้กับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวง,กรมทางหลวงชนบท,กรมชลประทานและส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญต้องกำชับไม่ให้ใช้วิธีตัดกิ่งก้านแบบกุดหัว ตัดทำลายที่ทำกันอยู่ แต่ให้ใช้เจ้าหน้าที่รุกขกรคนที่มีความรู้เรื่องต้นไม้เข้ามาดูแล เพราะต้นไม้เหล่านี้ช่วยลดภัยพิบัติถือเป็นสมบัติของชาติที่มีคุณค่าเกินกว่าจะประเมินมูลค่าของเขาได้” นายชวน กล่าว

อภิสิทธิ์ขอตัดงบฯคมนาคม10%

เวลา 14.30 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสงวนคำแปรญัตติ โดยขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมลงร้อยละ10เพราะมีความข้องใจมากต่อการทำงานของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่ผ่านมามักเห็นรัฐมนตรีลงพื้นที่สัญจรและประกาศโครงการต่างๆรายทางแต่เมื่อตรวจสอบเล่มงบประมาณกลับพบว่าไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารกับประชาชนเช่นโครงการแลนด์บริดจ์แม้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะยอมรับข้อท้วงติงเรื่องความคุ้มค่าแล้วแต่กลับยังมีงบศึกษาตกค้างอยู่ในเล่มงบประมาณขอตั้งคำถามว่า เหตุใด กมธ.จึงไม่ทบทวนตัดออกหรือตั้งใจทิ้งเป็นเชื้อเพื่อเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ หรือหลายโครงการใหญ่ที่รัฐบาลนำไปโฆษณาหาเสียง ที่พาดพิงพรรคการเมืองอื่นแท้จริงแล้วเป็นการสานต่อจากรัฐบาลในอดีตหรือไม่ เช่นรถไฟทางคู่ยุครัฐบาลนายชวน หาลีกภัยและรัฐบาลของตน

ทิ้งเชื้องบผูกพันส่อเอื้อปย.กลุ่มทุน

นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำกลับขาดเอกภาพ ไม่มีการบูรณการระบบรางและถนนในลักษณะ Southern Connect อย่างเป็นระบบ งบประมาณส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างถนน โดยใช้วิธีอนุมัติงบผูกพัน โดยเริ่มต้นเพียงร้อยละ 15 เพื่อทิ้งเชื้อไว้ แต่ทิ้งภาระงบประมาณมหาศาลไว้ในอนาคต สุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและผู้รับเหมาเฉพาะกลุ่ม

ดักคอปรากฏการณ์กรรโชกเสียงปชช.

“ผมขอเตือนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบิน ที่ยังขาดความชัดเจน จนทำให้ประเทศเสียทิศทางในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน เรื่องคมนาคม และโลจิสติกส์ ถือเป็นหัวใจของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผมอยากให้รัฐบาลไทย มีแผนที่ชัดเจน จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับแผนนั้นๆไม่ใช่จัดเงินเพื่อเอื้อกลุ่มทุนและโฆษณาหาเสียงโครงการโลจิสติกส์ไปวันๆ ผมว่าการซื้อเสียงแย่แล้ว แต่กำลังมีปรากฏการณ์กรรโชกเสียงอีกในเรื่องของการไปพูดถึงว่าต้องเลือก สส.ทั้งจังหวัดจึงจะได้โครงการนั้นโครงการนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ซัดตั้งงบ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณลง 3% โดยชี้ว่ามีการตั้งงบซ่อมและสร้างถนนของกรมทางหลวงแบบ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา”และมีการปั้นโครงการขนาดกลาง มูลค่า 600-2,000ล้านบาท สำหรับผู้รับเหมาชั้นพิเศษเพิ่มขึ้นจากปี 69 จาก 69 เป็น 70 โครงการ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีเกณฑ์เบื้องต้นของโครงการก่อสร้างผูกพันที่ต้องตั้งงบปีแรก15% แต่กลับตั้งไว้เพียง 10% เพื่อเผื่อพื้นที่งบประมาณไว้เพิ่มโครงการ

ปชน.โวยถูกจำกัดสิทธิอภิปราย

ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดยนายพงษ์สรณัฐ ทองลี สส. กทม. พรรคประชาชน แถลงเรื่องการยื่นญัตติให้สภาฯ พิจารณาปัญหา และเสนอแนะแนวทางให้กำกับดูแลการประชุมสภาฯว่าเปิดสภามามีปัญหาเรื่อยมาซึ่งแตกต่างจากสมัยที่แล้ว จะมีการเปิดให้สส.อภิปรายอย่างเต็มที่ แต่วันนี้การควบคุมการประชุมที่เกิดขึ้นโดยใช้ดุลยพินิจมีข้อจำกัดกระทบกับสิทธิของสส.ในการอภิปราย พวกเราได้รับปัญหามากมายที่เกิดจากการควบคุมการประชุมของประธานและรองประธานสภาฯดังนั้น เราจึงเข้ามาเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรให้นำปัญหา เพื่อมาพิจารณากันว่าจะมีแนวทางอย่างไรให้ประธานและรองประธานสภาฯ นำไปกำกับดูแลการควบคุมสภาฯ

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่าตนเคยแถลงข่าวในประเด็น นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาว่าไปหาทำหลายเรื่อง เรื่องที่ควรจะทำอย่างกันควบคุมการประชุมก็ไม่เป็นกลาง ท่านมาจากพรรคภูมิใจไทย แต่จริงๆในตำแหน่งประธาน รองประธาน ต้องดำเนินการด้วยความเป็นกลาง แต่เรื่องเวลา เรื่องการถ่วง ประชุมกับวิปอย่างหนึ่ง หน้างานมาเล่นอีกอย่างหนึ่ง

โอดประชุมดึกไม่มีข้าวกินเป็นโรคกระเพาะ

นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า“นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องอาหาร มันละเมิดสิทธิแรงงาน เราอภิปรายกันจนถึงเที่ยงคืนเมื่อวานไม่มีอะไรกิน เซเว่นก็ปิด ปิด 2 ทุ่ม หลายคนเป็นโรคกระเพาะ ผมก็ทวงถามท่าน ผมยอมเสียตังค์300 500 เพื่อให้มีอาหารตอนกลางคืนกิน แต่ตอนนี้ร้านเขาเจ๊งกันหมดแล้ว”นายภัณฑิล กล่าวและว่าตนได้ถามประธานสภาฯ ก็บอกว่าพยายามมาอุดหนุนร้านค้าวันละ 2,000 บาททุกวัน แต่ร้านค้าเขา ไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงินประธาน นี่เป็นสวัสดิการของพวกเรา

“ไม่ได้ออกมาเรียกร้องว่าต้องกินหรูอยู่สบาย แต่เราเดือดร้อนจริงๆ3-4ทุ่ม ไม่มีอะไรกิน เราพร้อมยอมเสียตังค์ประธานบอกว่ามีคนบางคนขวางอยู่ซึ่งก็ไม่รู้ใครแต่ตนว่าเพื่อนสมาชิก 499 คน อยากให้มีอาหารเขาพร้อมที่จะเสียตังค์ ไม่ได้ขอกินฟรี จึงฝากประธานไปทบทวนเรื่องมาตรฐานที่ควรจะเป็นตัวแทนของเราในการดูแลอาคารและสวัสดิการ ทั้งหมด”

ปธ.สภาฯยันกรอบ3วันถกงบ70

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570วาระ2ที่เริ่มล่าช้าว่า วางกรอบไว้ 3วัน วันนี้ตนได้คุยกับรองประธานฯทั้ง 2 คนว่า จะอยู่ดึกหน่อย แต่ต้องดูว่าถ้าดึกมากจนเกินเหตุ วันพรุ่งนี้ตนอาจจะเข้าประชุมช้า ยืนยันว่า วันนี้จบดึกแน่นอน รองประธานทั้ง 2 ท่านก็เตรียมขยายเวลา อาจจะเกินเที่ยงคืน ส่วนจะล่าช้าไปถึงวันพฤหัสบดี(10ก.ย.69) หรือไม่นั้น ตนคิดว่าสามารถทำให้เร็วได้ 2 ทาง คือ ประการแรก ให้ สส.อภิปรายตามวาระที่พิจารณาอยู่ ไม่ใช่อภิปรายแบบวาระรับหลักการ เรื่องนี้ตนก็ได้เตือนอยู่บ่อยครั้ง ประการที่สอง วิป2 ฝ่าย จะต้องพูดคุยกัน การประชุมจะสำเร็จอยู่ที่การปรึกษาหารือของวิป ซึ่งต้องเข้าใจว่าบางกระทรวง เป็นกระทรวงปากท้องสส.ก็อยากพูดมากเพราะอยากสะท้อนปัญหาประชาชนเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือกระทรวงมหาดไทย แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขก็คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาเหมือนกัน ซึ่งขอให้ส่งตัวแทน เอาเฉพาะผู้แปรญัตติในการอภิปราย โดยจะพยายามให้เสร็จภายใน 3 วัน

ย้ำชัดไม่มีสวัสดิการ-ซื้อกินเอง

เมื่อถามว่านายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน เรียกร้องว่าประชุมตอนดึกสส.ไม่มีข้าวกิน ควรมีสวัสดิการให้ นายโสภณ กล่าวว่า ก็วนกลับมาที่เดิม ที่มีคนไปพูดว่า ผู้แทนกินข้าวฟรี เรื่องนี้มันวนอยู่ที่เดิม ถ้าจัดสวัสดิการให้ก็จะถูกกล่าวหาว่าอาสามา แล้วมากินข้าวฟรี เรื่องนี้กำลังแก้ปัญหาอยู่ ขอวอนประชาชนว่าเราต้องวางบทบาทนักการเมืองให้ถูกว่าเป็นอย่างไร จะให้เขาเป็นจิตอาสา หรือให้เป็นนักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้กำลังศึกษาอยู่

“เรื่องนี้ มีทางอยู่ คือ ซื้อเอง สวัสดิการไม่มี ซื้อเอง” นายโสภณ กล่าว

เบรกป้ายตัวเลขตอบโต้กลางสภา

เมื่อถามถึงเรื่องการตั้งป้ายตัวเลขตอบโต้กันไปมาระหว่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ นายโสภณ กล่าวว่า ขณะที่ตนเห็นก็งงว่า เป็นตัวเลขอะไร สื่อถึงอะไร มองไปฝ่ายนี้ก็มีตัวเลข ฝ่ายนั้นก็มีตัวเลข พอมาภายหลังเลยเข้าใจ แต่วันนี้เมื่อเข้าใจแล้วว่าเป็นตัวเลขอะไรก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้เอาขึ้นเนื่องจากผิดข้อบังคับ การนำวัตถุอะไรมาแสดง ต้องขออนุญาตประธานก่อน ซึ่งตลอดการประชุม วานนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี เมื่อถามว่าได้มีการกำชับ สส.ในเรื่องนี้หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ได้กำชับ กำชับก็เป็นเรื่องสิ ต้องช่วยๆกัน บ้านเมืองต้องช่วยๆกัน”

3พรรคเปิด”สงครามป้ายตัวเลข”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการประชุมสภาฯพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570ในวาระ2วันแรก เกิดเหตุการณ์”สงครามป้ายตัวเลข”ขึ้นกลางห้องประชุม ปรากฎว่ามีสส.จาก 3พรรคใหญ่ นำป้ายระบุตัวเลขปริศนามาติดหน้าอกและตั้งโต๊ะอภิปรายเพื่อแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองและจิกกัดฝ่ายตรงข้ามดังนี้พรรคประชาชน สส.พรรคประชาชนได้ติดป้ายเลข”229”ขนาดเท่านามบัตรสีน้ำเงินระบุเลข “229” เพื่อสื่อถึงจำนวน สส. และ สว. ของพรรคภูมิใจไทยที่กำลังถูกจับตาในคดีร้องเรียนเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสว.

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นป้ายเลข”44”และ”143”โดยป้ายเลข”44”บนพื้นหลังสีส้มซึ่งหมายถึงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกลเดิมที่ถูกดำเนินคดีจากการเสนอแก้ไข ม.112 รวมถึงต่อมาได้ชูป้ายเลข”143”พร้อมอีโมจิหัวใจสีน้ำเงินเพื่อย้อนถึงจำนวน 143เสียงของอดีตพรรคก้าวไกลที่เคยโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีในอดีต ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นป้าย(เลข”7-157”สื่อถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) เพื่อจี้ให้ กกต. เร่งลงมติชี้ชะตาคดีสำคัญ

ปธ.สภาฯสั่งห้ามนำป้ายตัวเลขในสภา

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกคำสั่ง เบรก และกำชับห้าม สส.นำป้ายตัวเลขต่างๆขึ้นมาแสดง และโต้ตอบกันในห้องประชุมสภาฯอีกในครั้งต่อไป เพื่อรักษาความเรียบร้อยและให้สส. เนื่องจากเป็นการผิดข้อบังคับการประชุมซึ่งกำหนดไว้ว่าการนำวัตถุใดๆมาแสดงในห้องประชุมจะต้องขออนุญาตจากประธานสภาก่อน

นายกฯแจงแอบอ้างตรงไหน

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBSเมื่อคืนวันที่ 7ก.ย.ตอนหนึ่งได้อธิบายและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาว่า อ้างอิงสถาบันฯ หรือเบื้องสูงในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล”ช่วยบอกสิครับว่าผมไปแอบอ้างตรงไหน ตรงไหนที่ผมแอบอ้าง” นายอนุทินกล่าวว่าการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในทุกนโยบายของรัฐบาลหน้าที่หลักคือ ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท สนองโครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน

“ถวายงานในหน้าที่ที่มี เราไปอ้างตรงไหน ทำตามทุกอย่าง ไม่ทำถวายสิแปลก”

ยันรู้ที่ต่ำที่สูง-รู้มากกว่าคนอื่น

เมื่อถูกถามต่อว่านายกฯอาจจะไม่ได้พูดโดยตรง แต่มักมีภาพปรากฏเช่นการออกงานร่วมกับราชเลขานุการในพระองค์,ประชุมร่วมกับองคมนตรีนายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ ไม่เคยนำเรื่องเบื้องสูงหรือสถาบันฯ มาแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้”อยู่ดีๆ ผมจะไปประชุมกับท่านองคมนตรีได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดการที่เชิญผมไปร่วมอยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง” นายกฯย้ำว่าไม่มีทางที่จะโทรไปร้องขอเพื่อไปร่วมงานหวังให้มีภาพติดตัวและทำให้ประชาชนเห็นว่าใกล้ชิดกับทางราชสำนัก

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองประชาธิปไตย พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส. มากเป็นอันดับ 1 ครั้งที่แล้วก็มาด้วยเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีตรงไหนแอบอ้างหรือใช้บารมีของสถาบันมาช่วยเหลือ “ทำไมผมจะไม่รู้ที่สูง ที่ต่ำ ผมต้องรู้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ”นายกฯกล่าว

กธ.โหวตงบฯ70ยึดแนวนโยบายเดิม

ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมกล่าวถึงทิศทางการลงมติร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3ว่าต้องเข้าใจก่อนว่างบฯปี 70สมัยแรกที่ทำตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีของกระทรวงที่ตนกำกับดูแลก็มาจากแผนในขณะนั้น ในขั้นของกรรมาธิการที่มีการตัดออกไปบางส่วน ยังคงเป็นแผนส่วนใหญ่ที่ทำกับมือเรามา หากเราไม่เห็นด้วยก็เท่ากับเราเกเรฉะนั้นการโหวตแบบรายมาตรา เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมาจึงเป็นในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของตน ส่วนก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมโหวตงดออกเสียงพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและมีโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลนี้หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เรื่องของการเงินการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่มีต่อพี่น้องประชาชน เราต้องละเอียดในตรงนี้ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ต้องละเอียดอย่าทำอะไรเพื่อความสะใจ

เมื่อถามว่าพรรคกล้าธรรมจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เรื่องพวกนี้ยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาค่อยว่ากัน

ชี้สัมพันธ์“อนุทิน”ยังเป็นเพื่อนกัน

เมื่อถามว่า มีสัญญาณที่รัฐบาลจะเชิญพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมแล้วหรือไม่ร.อ.ธรรมนัส ตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า “กระแสข่าวลือ”พร้อมหัวเราะ เมื่อถามย้ำว่า นายกฯมีการพูดคุยหรือทาบทามให้มาร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสตอบว่าตนยืนยันแบบเดิมว่าตนกับท่านนายกฯเป็นเพื่อนกัน การพบปะการประสานงานบางเรื่อง หากเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและพี่น้องประชาชนก็ต้องยอมรับว่าผมทำ เราอย่าปฏิเสธความจริงเลย

ให้โอกาสทำงาน-ไม่เชื่อไปไม่รอด

เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายคอยเป็นจริงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า เวลาถามคำถามนี้ตนก็ตอบเหมือนเดิม เราทำหน้าที่ตามที่เราได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน บางเรื่องที่ไม่ควรตีรัฐบาล ก็ไม่ควร สำคัญที่สุดรัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานไม่นานได้ไม่กี่เดือน ต้องให้โอกาส ตนยืนยันเหมือนเดิม

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาจจะไปไม่รอดด้วยมรสุมการเมืองต่างๆนั้นร.อ.ธรรมนัสย้อนถามว่า อะไรเหรอครับที่จะทำให้รัฐบาลไปไม่รอด ในฐานะที่ตนเป็นรัฐบาลมาตลอดและมีบางช่วงที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ตนก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกระแสตีแรงมาตลอด แต่ตนก็อยู่รอดปลอดภัยมาตลอด ฉะนั้นกระแสจึงไม่สามารถพิสูจน์กันได้ ต้องพิสูจน์ที่ฝืมือการทำงาน

ภคมน บี้ถามความคุ้มค่า! โครงการโมเดลทะเลสาบสงขลา หวั่นเอื้อเครือข่ายสีน้ำเงิน

8 กันยายน 2569 เวลา 20:23 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 17 งบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ตนสะดุดตากับโครงการโมเดลทะเลสาบสงขลาเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ตั้งงบประมาณผูกพัน 3 ปี รวมเป็นเงิน 190 ล้านบาท โครงการดังกล่าวแม้จะเป็นแนวทางเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน แต่ตนสารภาพตรงๆ ว่า เห็นชื่อโครงการแล้วหมั่นเขี้ยว อยากรู้ว่าข้างในใช้ไปกับอะไร พอไปดูรายละเอียดลึกๆ โครงการนี้ใช้ไปกับเอไอ ทำแอพฯ ทำแพลตฟอร์มข้อมูล ทำรายงานศึกษา และจ้างประชาสัมพันธ์ โดยมีงบฯ หลายรายการที่สูงมาก เช่น งบฯ ซื้อคอมพิวเตอร์ และวางทุ่นสำรวจ 15 จุด ใช้งบฯ 83 ล้านบาท งบฯ จ้างบุคคลากร 21 ตำแหน่ง รวม 50 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังทำรายงานศึกษาและประชาสัมพันธ์ อีก 51 ล้านบาท

“เงินงบฯ 190 ล้าน ที่ผูกพัน 3 ปี สำหรับโครงการนี้ ถูกใช้ไปกับการวางระบบทำเอไอใหม่แบบเริ่มต้นใหม่หมด โดยที่ไม่คิดจะเชื่อมต่อระบบเดิม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไม่เคยศึกษาปัญหาทะเลสาปสงขลาไว้เลยหรือ ถ้าข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยศึกษาไว้ก่อน ดิฉันคิดว่าภารกิจของกรมฯน่าจะล้มเหลว ดิฉันอยากให้ใช้เงินในโครงการนี้ให้ตรงจุด แม้งบฯ ไม่มาก แต่มันจะไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ถามหาความคุ้มค่า ดิฉันขอเสนอให้ปรับลดทั้งโครงการ หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ และโครงการนี้มันจะไม่กลายเป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ถ้าตอบคำถามไม่ได้ สุดท้ายมันจะกลายเป็นโครงการสร้างเศรษฐกิจให้เครือข่ายสีน้ำเงิน” น.ส.ภคมน กล่าว

ณัฐชา ฉะงบน้ำบาดาลปี 70 ส่อไม่ชอบมาพากล ยัน ปชน. โหวต NO มาตรา 17

8 กันยายน 2569 เวลา 20:06 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา เข้าสู่การอภิปราย มาตรา 17 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี่ตนปล่อยผ่านไม่ได้จริงๆ ในมาตราที่ 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณ ปี 2570 ได้มีการสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้มีการพูดคุยกันไปเมื่อครั้งพิจารณาในส่วนของงบกลาง ของ ปี 2569 ในส่วนนี้เราได้มีการพูดคุย และสื่อสาธารณะได้นำไปเปิดเผยเป็นข้อมูล และทาง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชนชน ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในส่วนของงบกลางปี 2569 มีการพิจารณากันแบบไม่ชอบมาพากลสักเท่าไหร่ ในงบประมาณ 5,487 ล้านบาทเศษ ไปอยู่ในงบประมาณในส่วนของการพัฒนาบ่อบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 3,136 ล้านบาทเศษ ก็คือ 491 โครงการ อยู่ในพื้นที่ สส.เขตของพรรคภูมิใจไทย

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า อันนี้คือเรื่องที่ผ่านมาแล้วเราก็พิจารณากันในห้องและพูดคุยกันทางอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร หากท่านจะตอบว่าด้วยสัดส่วนของ สส.ที่มีมาก เลยมีจำนวนเขตที่จะไปลงนั้นมาก แต่เมื่อไปดูข้อมูล เทียบเคียงเรื่องของพื้นที่ภัยแล้งซ้ำซาก ข้อมูลย้อนหลัง 8 ปีที่กรรมการติดตามงบประมาณฯเอามาเทียบกับพื้นที่ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล แทบจะไม่ตรงกับความต้องการที่ประชาชนหรือพื้นที่ภัยแล้งต้องการเลย

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้น เรามาดูในปีเพื่อประมาณรายจ่าย ประจำปี 2570 ปีนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีการของบประมาณในส่วนนี้ทั้งหมดกว่า 1,501 ล้านบาทเศษ ในจำนวนเงิน 1,500 กว่าล้านบาท มี 281 โครงการ เป็นโครงการบ่อบาดาล ในพรรคภูมิใจไทย ถึง 141 โครงการ หรือกินสัดส่วนงบประมาณภาษีจาก 1,501 ล้านบาทเศษ ปาเข้าไป 861 ล้าน คิดเป็นจำนวน 57.39%

“เพื่อความแฟร์ ผมได้ทำข้อมูลเทียบเคียงมาให้ทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ จะได้ตัดสินใจโหวตในทิศทางของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ถูกต้อง” นายณัฐชา กล่าว

พรรคเพื่อไทย 57 โครงการ สัดส่วนงบประมาณ 270 กว่าล้าน พรรคกล้าธรรม 52 โครงการ สัดส่วนงบประมาณ 192 ล้าน พรรคพลังประชารัฐ 8 โครงการ สัดส่วนงบประมาณ 53 ล้าน พรรคไทรวมพลัง 9 โครงการ สัดส่วนงบประมาณ 48 ล้าน พรรคประชาชน 8 โครงการ 47 ล้าน และ พรรคประชาธิปัตย์ 6 โครงการ สัดส่วนงบประมาณ 21 ล้าน

“นี่คือเอาจำนวนโครงการต่างๆ ซึ่งอยู่ในเล่มชี้แจงรายงานที่ส่งเอกสารมาเป็นกระดาษอย่างเดียว ตัวหนังสือส่วนสูงประมาณมิลเศษๆที่จะต้องงัดแงะและพิจารณานำมาเทียบเคียงแผนที่ในเขตเลือกตั้ง ได้ข้อมูลมาตามนี้ นี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถปล่อยผ่านได้ว่าเราจะปล่อยให้งบประมาณแผ่นดินเป็นอย่างนี้หรือ” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัดส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเสียงลือเยอะมาก ถ้าหากอธิบดีไม่ทำตามแบบนั้นแบบนี้ จะมีการปรับเปลี่ยน โยกย้าย เสียงลือหนาหูมาก เรื่องราวต่างๆเหล่านี้มันมีความไม่ชอบมาพากล มันมีความสงสัย

“นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถกดเห็นชอบได้จริงๆ ในส่วนของมาตรา 17 งบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัดส่วนของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่ทำผลงานตั้งแต่งบกลาง จนมาถึงงบประมาณปี 70 ได้บรรทัดฐานเท่าเดิม เพิ่มเติมคือณวันนี้ ปาไป 57% แล้ว ที่เอาภาษีพี่น้องประชาชน ไปใช้กับวิธีการแบบนี้” นายณัฐชา กล่าว