ภท.ปัดเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมา แจงจ่ายแลนด์บริดจ์ก้อนสุดท้าย 11 ล้าน

8 กันยายน 2569 เวลา 19:10 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดย นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงกรณี นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุรัฐบาลเตรียมขออนุมัติแก้มติ ครม.ปรับเกณฑ์การตั้งงบโครงการก่อสร้างของรัฐในปีแรก จาก 15% เหลือ 10% ว่า กรมทางหลวงมีโครงการก่อสร้างที่มีวงเงินเกิน 1 พันล้านบาทขึ้นไป พิจารณาตั้งเกณฑ์งบประมาณปีแรกไว้ที่ 10% ของวงเงินโครงการ แต่เนื่องจากมีระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน และขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ต้องทำอย่างรอบคอบ จากสถิติการเบิกจ่ายงบปีแรกของโครงการใหญ่ๆของกรมทางหลวงมีข้อมูลว่า ส่วนใหญ่จะเบิกงบเพียงร้อยละ 4.4 การตั้งงบปีแรกไว้ที่ 10% ของโครงการจึงเพียงพอ ส่วนที่ระบุว่ากรมทางหลวงเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมาชั้นพิเศษนั้น ในการจัดสรรงบ ทางสำนักงบประมาณได้พิจารณาถึงความเหมาะสมในแบบมาตรฐานการก่อสร้าง สถานที่ก่อสร้างจริง การประมาณราคาค่าก่อสร้างที่เป็นปัจจุบันและพร้อมดำเนินการ ยืนยันการจัดประมูลก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางระบุไว้ ทั้งขนาดและมูลค่าโครงการ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง

นางนันทนา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุยังมีการตั้งวงเงินโครงการแลนด์บริดจ์ ในงบรายจ่ายปี 2570 ทั้งที่โครงการถูกชะลอนั้น การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์เป็นรายการผูกพันงบประมาณข้ามปีตั้งแต่ปี 2567-2570 โดยปี 2570 ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ขอจัดสรรงบ 11 ล้านบาท เป็นปีสุดท้ายที่ต้องจ่ายตามวงเงินสัญญา อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการชุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง มีมติเรื่องการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ออกมาว่า มีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ ก่อให้เกิดผลกระทบภาระงบประมาณ และมีความเห็นต่างในสังคม ซึ่งสนข.จะตรวจสอบเนื้องานตามขอบเขตทีโออาร์ของงานจ้างที่ปรึกษา และเงื่อนไขสัญญาจ้าง เพื่อจำแนกรายละเอียดงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จ งานที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และเนื้องานที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพื่อพิจารณาแก้ไขสัญญาจ้าง และปรับลดวงเงินตามสัญญาให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายต่อไป

ฟาดกันแล้ว! วิโรจน์ สวน อนุทิน ทันควัน รู้ว่าเครียดมาก ไม่ไหวอย่าฝืน ไปหาหมอขอ Xanax มากิน 

8 กันยายน 2569 เวลา 18:57 น.

ฟาดกันแล้ว! วิโรจน์ สวน อนุทิน ทันควัน รู้ว่าเครียดมาก ไม่ไหวอย่าฝืน ไปหาหมอขอ Xanax มากิน หลังโดนแซะให้เลิกสันดาปพูดเองเออเอง

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปคอมเมนต์ใต้ภาพข่าวของนายวิโรจน์กรณีป้ายเลข 229 สีน้ำเงิน ว่า “5555 ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง”

โดยนายวิโรจน์ ระบุว่า “รู้ว่าเครียดมาก ไม่ไหวอย่าฝืน ไปหาหมอขอยา Xanax มากินซะ”

การดี อัดงบฯดีอี 1.3 หมื่นล้าน นโยบาย Cloud First ยิ่งรวมยิ่งบวม-ซ้ำซ้อน รัฐแบกภาระเช่าใช้เทเลคอมพิวเตอร์ระยะยาว

8 กันยายน 2569 เวลา 18:52 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 16 งบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ตอนหนึ่งว่า ภาพรวมงบฯของกระทรวงดีอีตั้งไว้ที่ 13,625 ล้านบาท แต่ กมธ.กลับปรับลดงบฯลงเพียง 25.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.19 เท่านั้น ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการปรับลดงบประมาณของกระทรวงอื่นๆมาก เมื่อดูนโยบายคลาวด์ เฟิร์ส( Cloud First )ของรัฐบาลพบว่างบฯของโครงการนี้อยู่ในลักษณะ “ยิ่งรวมก็ยิ่งบวม” แม้ว่าการเช่าพื้นที่ใช้คลาวด์ของแต่ละหน่วยงานจะลดลงร้อยละ 10 จาก 1,523 ล้านบาท เหลือ 1,359 ล้านบาท แต่เมื่อนำมารวมกับงบระบบคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) จำนวน 4,980 ล้านบาท กลับพบว่า รายจ่ายรวมด้านคลาวด์สูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 50 เฉพาะงบ GDCC เพียงอย่างเดียวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 120 หรือเพิ่มขึ้นมากเป็นเท่าตัว ทั้งยังพบปัญหาความซ้ำซ้อน เพราะมี 45 หน่วยงานอื่น ยังคงเช่าคลาวด์แยกต่างหาก รวมมูลค่ากว่า1,000ล้านบาท และอีกกว่า 40 หน่วยงานเสนอจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของตัวเองเป็นเงินเกือบ 1,000 ล้านบาท

“สาเหตุหลักที่หน่วยงานรัฐ ไม่ใช้คลาวด์กลาง GDCC คือ มีความยุ่งยากในกระบวนการโอนย้ายข้อมูล (Data Transition) และความไม่มั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัย และชั้นความลับ ทั้งที่กระทรวงดีอี ควรทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบด้านกลยุทธ์ทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิศวกรรม( Chief Technology Officer-CTO) ของประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดได้ ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลของการลงทุนเทคโนโลยี (Tech Stack) ในงบประมาณปี 2570 ที่งบฯส่วนใหญ่ถูกเทไปที่โครงสร้างพื้นฐานและการเช่าใช้ระบบ แต่การลงทุนด้านข้อมูล (Data Platform) และแอปพลิเคชันยังคงต่ำมาก ที่สำคัญการ “เช่าใช้” ที่ไม่มีสินทรัพย์ตกเป็นของรัฐ เมื่องบเช่าใช้คลาวด์เพียง 2 ปีสูงเกิน 1,000 ล้านบาท Projection ในอนาคตอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเน้นแต่การเช่า โดยไม่วางโครงสร้างเทคโนโลยีที่แข็งแรง รัฐบาลจะต้องแบกรับภาระรายจ่ายประจำมหาศาลกับเทคโนโลยียุคใหม่โดยไม่ได้ครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัลเลย“ นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวต่อว่า ขอยกตัวอย่างการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนในสังกัดกระทรวงดีอี คือ กรมอุตุนิยมวิทยา ในโครงการยกระดับพยากรณ์อากาศรายละเอียดสูง วงเงิน 492 ล้านบาท และงบปรับปรุงศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ (War Room) พร้อมระบบสื่อและพยากรณ์อากาศ วงเงิน 58 ล้านบาท ซึ่งเป็นการผลาญงบฯ โดยไม่จำเป็น เพราะประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลสภาพอากาศที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น GISTDA, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) หรือหน่วยงานในกระทรวง อว. ซึ่งควรใช้วิธีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน แทนการตั้งงบฯเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ จึงขอเสนอให้สภาฯ พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงเพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้เงินแผ่นดิน

เฉลิมพงศ์ ชี้เป้า พลพีร์ เตรียมพร้อมรับมืองานปีใหม่ยิวป่าตอง คาดคนร่วมงานกว่า 2 พันคน ฝากดูแลความปลอดภัย-จราจร-วีซ่า

8 กันยายน 2569 เวลา 18:49 น.

8 กันยายน 2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 2569 กลุ่มชาบัด ป่าตอง (Chabad Patong) มีกำหนดจัดงานเทศกาล รอช ฮาชานาห์ (Rosh Hashanah) หรือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินของชาวยิว บริเวณหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวยิวและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 2,000 คน ตลอดช่วงเทศกาล

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ป่าตองเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอยู่แล้ว การมีกิจกรรมขนาดใหญ่ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมหลายพันคน จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมจากหน่วยงานภาครัฐอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพื้นที่ การจราจร การรักษาความปลอดภัย ระบบสาธารณูปโภค การแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น

จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว และเทศบาลเมืองป่าตอง ประสานงานและวางแผนรองรับล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความแออัด การจราจรติดขัด หรือกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่

นายเฉลิมพงศ์ ยังฝากให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เตรียมความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน โดยให้ตรวจสอบการเข้าเมืองและการพำนักให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ประวัติอาชญากรรม รวมถึงเฝ้าระวังกรณีการพำนักเกินกำหนด (Overstay) และการใช้ช่องทางการเดินทางเข้าประเทศเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต

“เมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐต้องเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น ทั้งการตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งควรเป็นมาตรฐานเดียวกันกับนักท่องเที่ยวทุกชาติ ทุกกลุ่ม และทุกกิจกรรม” เฉลิมพงศ์ กล่าว

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวถึงอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงว่า นอกจากเรื่องความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่แล้ว รัฐควรตรวจสอบด้วยว่า การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวจำนวนมากสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด

เนื่องจากมีข้อสังเกตจากสถานการณ์ในพื้นที่ว่า นักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่เดินทางเข้ามาอาจใช้บริการหรือจับจ่ายใช้สอยอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจที่ให้บริการนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านรถเช่า ร้านบริการ หรือกิจการอื่นๆ โดยหากธุรกิจเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกัน หรือมีการใช้โครงสร้างนิติบุคคลหรือตัวแทนเพื่อประกอบธุรกิจแทนคนต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายการเป็น “นอมินี” ก็จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง

“สิ่งที่ผมตั้งคำถามคือ ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามา 2,000 คน แต่เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ไปจนถึงบริการต่าง ๆ กลับหมุนอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันหรืออยู่ในเครือข่ายที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ แบบนี้เราจะเรียกได้หรือไม่ว่าเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวได้กระจายสู่คนภูเก็ต”

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว อาจมีลักษณะที่ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่าย ’เศรษฐกิจศูนย์เหรียญ’ หรือไม่ กล่าวคือ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่กระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายธุรกิจบางกลุ่ม

ทั้งนี้ ไม่ควรสรุปหรือกล่าวหาว่าธุรกิจใดเป็น ’นอมินี’ โดยปราศจากการตรวจสอบ แต่หน่วยงานรัฐควรลงไปตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้น การประกอบธุรกิจ และเส้นทางทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติและมีข้อร้องเรียนจากคนในพื้นที่

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับการเดินทางมาท่องเที่ยวหรือการจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและพร้อมต้อนรับผู้คนจากทุกประเทศและทุกศาสนา แต่สิ่งที่ต้องถามคือ เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก คนภูเก็ตได้อะไรกลับมาจากการท่องเที่ยวเหล่านี้บ้าง

“เราไม่ได้ต่อต้านนักท่องเที่ยว และไม่ได้ต่อต้านศาสนาหรือวัฒนธรรมของใคร แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในภูเก็ตนั้นกระจายไปถึงคนภูเก็ตจริงหรือไม่ ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร ร้านบริการ คนขับรถ แรงงาน และชุมชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน หรือสุดท้ายแล้วเงินหมุนอยู่เฉพาะในเครือข่ายธุรกิจบางกลุ่ม”

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การท่องเที่ยวที่ดีไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศหรือจำนวนเงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย แต่ต้องดูด้วยว่า รายได้เหล่านั้นกระจายไปถึงประชาชนในพื้นที่หรือไม่ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ปัญหานอมินี การพำนักของชาวต่างชาติ ตลอดจนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

“ภูเก็ตต้อนรับทุกคน แต่คนภูเก็ตต้องไม่กลายเป็นเพียงคนที่แบกรับต้นทุนจากการท่องเที่ยว ในขณะที่ผลประโยชน์กลับตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม”

โฆษกรัฐบาล ขอบคุณ สนธิ ชี้แนะ ยันรัฐบาลจริงใจแก้ปัญหา เร่งกวาดล้างทุนเทาเยอะสุด ชี้ทุกคดีทั้งฮั้ว สว.-เขากระโดง องคาพยพ ภท. ไม่เคยกดดันองค์กรตรวจสอบ

8 กันยายน 2569 เวลา 18:44 น.

8 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทยขับไล่ทุนเทาต่างประเทศที่แอบแฝงทำธุรกิจต่างๆ ว่า จริงๆ แล้วเรื่องของนายสนธิหรือว่าใครก็ตามที่ออกมาตั้งประเด็นหรือชี้แนะเรื่องอะไรต่างๆนั้น ในส่วนของรัฐบาล นายกฯ ครม. รวมถึงตนเอง ถือว่าต้องแสดงความขอบคุณในคำชี้แนะเรื่องต่างๆ อย่างที่นายสนธิออกมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปราบทุนเทา รัฐบาลก็ให้ความจริงจังและดำเนินการ ซึ่งคิดว่าเป็นรัฐบาลแรกและเป็นรัฐบาลเดียวที่ทำเรื่องทุนเทาเยอะสุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยึดทรัพย์หรือการจดทะเบียนบริษัทและตรวจสอบ ซึ่งจะเห็นชัดว่ากิจการพวกนี้ลดลง นอกจากนี้ รมช.มหาดไทย ยังได้ไปดำเนินการในการเพิกถอน พื้นที่ของนอมีนีและต่างชาติที่ทำผิดในประเทศไทย ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็เซ็นเนรเทศ ออกนอกประเทศไปแล้ว ตรงนี้ตนเห็นว่ารัฐบาลทำเยอะ

นายเอกภพ กล่าวว่า ส่วนคดีต่างๆที่มีการโจมตีมายังพรรคภูมิใจไทยหรือคนในรัฐบาล ซึ่งมันอยู่ในกระบวนการทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้วสว.ที่อยู่ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจริงๆแล้วอยู่ในกระบวนการ รวมถึงเรื่องเขากระโดงก็อยู่ในกระบวนการฟ้องของศาลแล้ว ทุกอย่างรัฐบาลให้อยู่ในกระบวนการ ซึ่งตนไม่เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยหรือคนที่อยู่ในองคาพยพ พรรคภูมิใจไทยหรือคนในรัฐบาล ออกมากดดันหน่วยงานหรือองค์กรหรือกระบวนการต่างๆก็ให้ดำเนินการไป อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้ามองในภาพรวมจะเห็นว่ารัฐบาลตั้งใจทำ อย่างกรณีเจอการโกงข้อสอบเข้ารับราชการ ซึ่งเราไม่ใช่คนทำแต่เป็นคนเจอ เมื่อเจอแล้วก็สอบสวนและนำไปสู่การจัดการดำเนินการ เมื่อเสร็จแล้วเห็นว่ายังมีปัญหาทางกฎหมายที่ยังเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ครบวงจร ก็ไปแก้ตรงนั้น

นายเอกภพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณคนที่คอยติดตามงานและเข้าใจว่าที่ผ่านมาหน่วยงานอาจทำไปแล้วและโดนแยกส่วนไป ทำให้ผู้ติดตามอาจไม่เห็นภาพรวมว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะนำภาพที่ทำมาสื่อสารแม้กระทั่งเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการพูดกัน ความจริงรัฐบาลทำมาก่อนแล้ว โดยเมื่อเดือนที่แล้วนายกรัฐมนตรีได้เซ็นตั้งคณะทำงานขึ้นมาและเพิ่งมีการประชุมกัน อีกทั้งมีการปรับขออนุญาต การจองใช้ไฟ ซึ่งจะต้องมีการจ่ายค่ามัดจำตามจำนวนไฟเพื่อให้การไฟฟ้าไปเตรียมระบบก่อน โดยที่ไม่ต้องควักกระเป๋าของรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐต้องไม่ไปลงทุนให้เขา ในส่วนกฎระเบียบที่ยังมีความไม่ชัดเจนที่ต้องแก้ไขเราก็ดำเนินการ ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราดำเนินการอยู่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สิ่งที่อยากจะสื่อสาร ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออกทางการเมืองได้ ไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องคิดว่าประชาชนอยากจะได้รับสิ่งดีๆ ซึ่งประเทศชาติตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ในประเทศและไม่ได้อยู่ในการเมือง แต่ปัญหาใหญ่เกิดจากนอกประเทศที่การรบกันยังไม่จบ ปัญหาภัยพิบัติทั่วโลกและปัญหาโรคระบาดที่จะมาอีกเมื่อไหร่ไม่รู้ ซึ่งปัญหาที่ท้าทายในโลกนี้มีเยอะมาก หากเรายังไม่จบเรื่องการแบ่งแยกประชาชนหรือการทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องมารวมกัน ตรงนี้คิดว่าเป็นโอกาสที่น่าเสียดาย

เมื่อถามว่า มีมิติที่จะเข้าไปรับฟังความคิดเห็นโดยตรงหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า จริงๆแล้วในปัจจุบันตนได้ให้นโยบายทีมทำงาน ในฐานะการรับฟังด้วยไม่ใช่แค่สื่อสารหรือถ่ายทอดออกไปอย่างเดียว ฉะนั้นการรับฟังทั้งทางโซเชียลมีเดียหรือเรื่องที่ปรากฏตามสื่อหรือตามสาธารณะ ซึ่งในช่องทางการสื่อสาร หากมีใคร องค์กรไหน หรือหน่วยงานไหน อยากจะสื่อสารถึงเราและไม่รู้ว่าจะสื่อสารอย่างไรหรือติดต่อกระทรวงไหนอย่างไร สำนักนายกฯมีช่องทาง แต่อาจรู้สึกอยากจะมาพูดกับใครสักคน ทางทีมโฆษกฯก็เป็นจุดหนึ่งที่จะรับฟัง ถ้าเห็นว่าจะสามารถช่วยไปขับเคลื่อนอะไรต่อไปได้ โดยทีมโฆษกพร้อมรับฟังและไปถ่ายทอดให้ได้ก็ยินดี

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ข้ามทวีป ตอก วิโรจน์ ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง

8 กันยายน 2569 เวลา 18:25 น.

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ข้ามทวีป ตอก วิโรจน์ ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง หลัง วิโรจน์ แซะปมเลข 229 ถ้าไม่เกี่ยวจะโต้ทำไม

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้าไปคอมเมนต์ เพจเฟซบุ๊กสื่อ ซึ่งมีการโพสต์ภาพ และคำพูดของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ระบุว่า “สมมุติผมพิมพ์เลข 229 แล้วเอามาโชว์ให้คุณดู ถ้าตัวเลขนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ คุณก็แค่อาจจะงงๆ แล้วก็ผ่านไป แต่ถ้าคุณเห็นเลข 229 แล้ว ต้องถึงกับออกโต้ทันที ก็แสดงว่าคุณมีความเกี่ยวข้อง กับตัวเลขนี้ไม่มากก็น้อย”

ต่อมา นายอนุทิน เขียนคอมเมนต์ว่า “5555 ต้องเลิกสันดาปแบบพูดเองเออเอง“

ครม.เตรียมเสนอพระนาม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก วาระปี 2572

8 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

ครม. เห็นชอบเสนอพระนาม “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์” ต่อ UNESCO เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระ 100 ปีแห่งการสถาปนาธรรมศึกษา

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้รัฐบาลรับเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมพระเกียรติคุณสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เนื่องในวาระครบ 100 ปีแห่งการสถาปนาธรรมศึกษา พ.ศ. 2472–2572 และพระกรณียกิจในการส่งเสริมการศึกษา มรดกทางวัฒนธรรม และวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ พร้อมเสนอพระนามต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO เพื่อประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณในฐานะบุคคลสำคัญของโลก

คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติคุณ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเสนอพระนามต่อ UNESCO โดยประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำเอกสารประกอบ รวมถึงประสานขอรับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก UNESCO ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติฯ กำหนดให้หน่วยงานที่ประสงค์เสนอชื่อบุคคลสำคัญยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบภายในเดือนกันยายน 2569 จากนั้นจะดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก UNESCO ในเดือนตุลาคม 2569 และจัดส่งใบสมัครพร้อมเอกสารหลักฐานให้ UNESCO พิจารณาในเดือนมกราคม 2570

การเสนอพระนามครั้งนี้สืบเนื่องจากวาระครบ 100 ปีแห่งการสถาปนา “ธรรมศึกษา” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2472 ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงริเริ่มและสถาปนาขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปทั้งชาย หญิง และเยาวชน สามารถศึกษาพระธรรมวินัยและสอบความรู้ทางพระพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบ ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญของประเทศไทย และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการของ UNESCO ในด้านการศึกษาสำหรับปวงชน การเรียนรู้ตลอดชีวิต การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

มหาเถรสมาคมได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบโครงการเฉลิมพระเกียรติคุณเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการสถาปนาธรรมศึกษา และมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อดำเนินการเสนอเรื่องต่อ UNESCO ตามขั้นตอน โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เห็นชอบร่างพระประวัติและพระกรณียกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการจัดทำเอกสารประกอบการเสนอพระนามต่อ UNESCO

สำหรับโครงการเฉลิมพระเกียรติคุณ กำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2572 ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2573 เป็นเวลา 1 ปี โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ มหาเถรสมาคม สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย คณะสงฆ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติคุณ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงมีพระกรณียกิจสำคัญทั้งด้านการศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การปกครองคณะสงฆ์ และการธำรงรักษามรดกทางปัญญาและวัฒนธรรมของชาติ นอกจากการสถาปนาธรรมศึกษาแล้ว ยังทรงเป็นประธานดำเนินการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ และทรงวางรากฐานการเผยแผ่พระธรรมวินัยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นระยะเวลา 16 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2464–2480 และทรงมีบทบาทสำคัญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การวางระเบียบการปกครอง ตลอดจนการสร้างความมั่นคงด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา รวมถึงการก่อตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและกิจการคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ

“การเสนอพระนามต่อ UNESCO ครั้งนี้ เป็นการน้อมรำลึกและเผยแพร่พระเกียรติคุณ ตลอดจนพระกรณียกิจที่ทรงวางรากฐานด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งยังคงส่งผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะระบบธรรมศึกษาที่ดำรงมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งศตวรรษ และเป็นหลักฐานสำคัญถึงพระวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเพื่อประชาชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว

อนุทิน โพสต์ถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมงานพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พรุ่งนี้

8 กันยายน 2569 เวลา 17:26 น.

อนุทิน โพสต์ถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมงานพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พรุ่งนี้ บอกดีใจเจอคนไทยทักทายเป็นกันเอง

เมื่อเวลา 16.19 น.วันที่ 8 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกาและคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆครับ

รมว.กลาโหม แถลงผลการศึกษา นศ.วปอ.68 ย้ำประเทศไทยต้องฝ่าวิกฤต เรียนรู้ ปรับตัว และพร้อมกลับมายืนอย่างเข้มแข็ง รับมือวิกฤติใหม่ๆ

8 กันยายน 2569 เวลา 17:10 น.

8 กันยายน 2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่ง ในการเป็นประธานงานแถลงผลการศึกษาของนักเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 68 ว่า ขอชื่นชมนักศึกษา วปอ.68 ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก เพราะวันนี้ ความมั่นคงของชาติ ไม่ได้หมายถึงขีดความสามารถทางทหารที่เข้มแข็งอย่างเดียวแล้ว ตนรบกับกัมพูชาเมื่อปี 54 เมื่อเทียบกับ 2 ครั้งปี 68 มีการเปลี่ยนแปลง และไม่รู้ว่าครั้งที่สามจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดังนั้น ประเทศไทย ต้องมีความสามารถในการป้องกันควบคู่การฟื้นตัว และการก้าวเดินต่อไป ด้วยความมั่นคง เมื่อเราเผชิญวิกฤตการณ์รูปแบบใหม่ๆ พร้อมยอมรับว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ โรคระบาด ไซเบอร์ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น การสร้างประเทศไทย ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ตนในฐานะ รมว.กลาโหม เห็นด้วยกับแนวคิด การระเบิดจากภายในเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นอกจากนี้ต้องทําให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและรับมือกับวิกฤตได้ทุกๆ แบบ ในขณะที่ภาครัฐก็ต้องมีระบบการทํางานที่เชื่อมโยง เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

พลโท อดุลย์ กล่าวต่อว่า แม้กองทัพจะมีความพร้อมในระบบความมั่นคงแบบองค์รวม หมายความว่าทุกภาคส่วน ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทํา และช่วยกันทํา เพื่อให้ศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนประชาชน และประเทศชาติ ซึ่งอาจจะไม่ดีที่สุดแต่อาจจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และต้องเปลี่ยนวิธีที่จากการรอให้วิกฤติเกิด สู่การคาดการณ์และป้องกัน

ทั้งนี้ ตนอยากฝาก 5 เรื่อง 1.การสร้างระบบเตือนภัยคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อให้ประเทศ ที่จะเกิดขึ้นก่อนเกิดความเสียหาย นานดี หาดใหญ่ไม่ดี 2.การพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนที่เป็นกลไกทํางานในยามวิกฤติได้ 3.การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนด่านแรก ในการรับมือภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น 4.การลงทุนเทคโนโลยีในอนาคต เช่น AI และ 5.สร้างความมั่นคง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

พลโท อดุลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังวิกฤตหมายถึง การเรียนรู้การปรับตัวและกลับมาเข้มแข็ง ประเทศไทยที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่เมื่อเผชิญวิกฤตแล้ว พร้อมจะเรียนรู้ปรับตัวและเข้มแข็งมากกว่าเดิม

ฟ้า พรหมศร ยังอดอาหารต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ เตรียมนำตัวไปศาลอาญา 11 ก.ย.นี้

8 กันยายน 2569 เวลา 16:57 น.

8 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ฟ้า พรหมศร” ยังอดอาหารต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ ยังสู้กับตัวเอง เตรียมถูกนำตัวไปศาลอาญา 11 ก.ย. นี้

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา หลังเขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 และเริ่มอดน้ำเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ฟ้าได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ปลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หลังฟ้าถูกย้ายตัวไปที่โรงพยาบาล ทนายความได้เข้าติดตามอาการ เขาดูร่างกายผ่ายผอมลงกว่าทุกครั้ง อาจเพราะอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาวตัวหลวมใหญ่ เขานั่งบนเก้าอี้รถเข็น แก้มตอบ ขมับตอบจนเห็นกระดูกปูดโปนออกมา กระดูกซี่โครงขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัดตามจังหวะหายใจ ส่วนมือข้างขวาปรากฎรอยเข็มที่เจาะไว้เพื่อให้น้ำเกลือ

ฟ้าเล่าช้า ๆ ว่า พอเริ่มอดน้ำวันที่ 2 รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง ใช้เวลาไปกับการนอนทั้งวัน ก่อนเช้าวันถัดมา จะถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยเขาไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน จากนั้นก็มีเจาะเลือดตรวจค่าต่าง ๆ พร้อมกับให้น้ำเกลือ พร้อมกับมีนักจิตวิทยาและนักโภชนาการเข้ามาพูดคุย

ฟ้ายังยืนยันการอดอาหารต่อไป โดยเขาเห็นว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ ให้ถูกคุมขังโดยไม่ได้ประกันตัว เขาย้ำว่าต่อให้ไม่สำเร็จก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยได้ลงมือทำแล้ว ได้ตัดสินใจสู้ด้วยตนเองแล้ว

ขณะที่ในการเยี่ยมครั้งนี้ ร่างกายฟ้ายังดูโรยแรง แต่สีหน้าและท่าทางดูดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ข้อพับด้านขวามีรอยถูกเจาะเลือด เข็มสำหรับให้น้ำเกลือถูกย้ายจากแขนด้านขวาไปด้านซ้าย ที่บริเวณหน้าอกทั้งสองด้านของฟ้ามีแผ่นแปะติดไว้อยู่

ฟ้าบอกถึงอาการเหนื่อยล้าของตนเอง และแจ้งว่าค่าโพแทสเซียมต่ำ ค่าน้ำตาลต่ำ ความดันต่ำ หมอคุยว่าค่าต่าง ๆ ต่ำมากแล้ว ต้องพิจารณาให้น้ำเกลือ ผสมวิตามินบี กลูโคส และโพแทสเซียม

ฟ้าแจ้งว่าเขากลับมากินน้ำหวานอีกครั้ง ด้วยความที่รู้สึกว่าใจสั่นเพิ่มมากขึ้น โดยค่าอัตราการเต้นหัวใจอยู่ที่ประมาณ 30-35 หมอจึงติดเครื่องมือเช็คสัญญาณชีพที่บริเวณหน้าอก เขารู้สึกเหมือนจะวูบตลอดเวลา รู้สึกเวียนหัวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ จึงตัดสินใจรับน้ำหวานเพื่อพยุงร่างกายไว้ เจ้าหน้าที่ยังมาคุยด้วยว่าถ้าจะไปต่อ มันจะไปสู่ช่วงที่ร่างกายไม่รับและไม่เอาอะไรแล้ว แม้แต่น้ำหวาน

ฟ้าบอกว่าตอนนี้รู้สึกร่างกายเหมือนหนังหุ้มกระดูกอย่างแท้จริง เขาได้เห็นร่างกายตัวเองในกระจก รู้สึก “ผอมมะโกรกมาก”

ฟ้าเล่าด้วยว่า เมื่อร่างกายเริ่มแย่ลง เลยได้สวดมนต์น้อยลง เพราะไม่มีแรง แต่ก็พยายามตั้งจิตภาวนาเสมอ จิตใจของเขาโดยรวม ตอนนี้เป็นการต่อสู้กับตัวเองอย่างมาก และทำให้เขานึกถึงการต่อสู้ของ “บุ้ง” ทำให้รู้สึก respect บุ้งมาก

ฟ้ายังเพิ่งทราบว่าคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ซึ่งก่อนหน้านื้สืบพยานเสร็จแล้ว และศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ แต่ได้มีกำหนดนัดพร้อมคดีในวันที่ 11 ก.ย. 2569 นี้ โดยคาดว่าเป็นการนัดเพื่อสั่งจำหน่ายข้อหาในส่วนที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม ตามร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แต่คดีจะยังคงเหลือข้อหามาตรา 112 ต่อไป ทำให้ฟ้า รวมทั้งอานนท์ นำภา และ “แอมป์” ณวรรษ จะถูกนำตัวไปศาลในวันดังกล่าวด้วย เลยอยากให้ทุกคนติดตามคดี

ฟ้ายังแจ้งถึงนัดสืบพยานคดีมาตรา 112 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีกำหนดในช่วงวันที่ 29-30 ก.ย. นี้ แค่คิดถึงก็ทำให้เขารู้สึกเหนื่อย และคิดว่าไม่น่าจะเดินทางไปไหว

ฟ้ายังยืนยันส่งท้ายอีกครั้งว่า เขาอดอาหารเพียงแค่อยากได้สิทธิการประกันตัว เพื่อขอโอกาสไปดูแลพ่อในช่วงเวลานี้เท่านั้น

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86201