ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ กม.ที่เกี่ยวข้อง

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ กม.ที่เกี่ยวข้อง

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ กม.ที่เกี่ยวข้อง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

ปชน.ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คุ้มครองสิทธิศักดิ์ศรีทุกคน หนุนจัด World Pride กระจายโอกาสไปทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม., น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค, น.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ร่วมผลักดันร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ร่วมกิจกรรมบางกอกไพรด์พาเหรด 2026 

ขบวนของพรรคประชาชนอยู่ในลำดับที่ 6 สีส้ม “Patch of Dignity ขบวนแห่งศักดิ์ศรี” เริ่มต้นบริเวณหน้า Lido Connect จนถึงสนามกีฬาเทพหัสดิน โดยบรรยากาศของขบวนพาเหรดเป็นไปอย่างคึกคัก แม้มีฝนตกในช่วงเริ่มงานแต่ประชาชนยังคงร่วมเดินขบวนอย่างคึกคัก

นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า เดือนไพรด์ของทุกปีไม่ใช่เพียงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความก้าวหน้า แต่คือหมุดหมายสำคัญที่เราต้องทบทวนว่าสังคมไทยยังทำอะไรได้มากกว่านี้อีกบ้าง ตอนนี้กำลังจะครบ 500 วันหลังจากประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ในความน่ายินดีนี้ เรายังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะกฎหมายอีกกว่า 50 ฉบับที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดรับกับสมรสเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของคู่สมรสจำนวนมาก ซึ่งพรรคประชาชนจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการผลักดันร่างกฎหมายอื่นๆ เช่นกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ และการเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศหรือคำนำหน้านามตามสมัครใจ เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุงร่างกฎหมายของพรรคให้สะท้อนมุมมองที่แตกต่างหลากหลายในสังคมก่อนที่จะเสนอร่างต่อสภาฯ ในอนาคต ทั้งหมดคือเรื่องที่พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนเพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศ เคารพในสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

ด้าน น.ส.ณัฐยา กล่าวถึงการที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ว่า พรรคประชาชนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี เราอยากเห็นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค กระบวนการเสนอตัวครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อคืนสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่ม LGBTQIA+ โดยเฉพาะการปรับปรุงมิติข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

นอกจากนี้ เราอยากเห็นการกระจายโอกาสและการมีส่วนร่วมไปยังระดับภูมิภาค เพราะการสนับสนุนให้เกิดงาน World Pride ในจังหวัดต่างๆ ที่มีความพร้อม เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความเสมอภาคระหว่างเพศและการโอบรับความหลากหลายทางเพศ เป็นวาระที่สังคมไทยตระหนักและให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่วงกว้าง ไม่ผูกขาดหรือกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางเท่านั้น  
 

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.08 น.

เพื่อไทย ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึง ผู้บริหารพรรค สส. และคณะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ร่วมเฉลิมฉลองท่ามกลางสายฝนและสนับสนุนงาน “Bangkok Pride Festival 2026” ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ”

สำหรับปีนี้ พรรคเพื่อไทยได้ร่วมแสดงพลังแห่งความเท่าเทียมร่วมกับภาคประชาชน ผ่านขบวนพาเหรดภายใต้แนวคิดสากล “Peace, People, Pride” ประกอบด้วย

Peace (สันติภาพ) – ความเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศสภาพ

People (ประชาชน) – การสื่อถึงหัวใจหลักของพรรคเพื่อไทยที่ยึดโยงกับประชาชน การเคารพในสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

Pride (ความภาคภูมิใจ) – ความภาคภูมิใจในตัวตนของกลุ่ม LGBTQIA+ และความสำเร็จของประเทศไทยในการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม จนพร้อมก้าวสู่เวทีโลก

การร่วมขบวนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายในความหลากหลาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยของคนทุกคน พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทยในการผลักดันเพื่อเป็นเจ้าภาพ ‘World Pride 2030’ เทียบชั้นเมืองระดับโลกอย่างอัมสเตอร์ดัม โดยพรรคเพื่อไทยย้ำจุดยืนเคียงข้างความหลากหลาย เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคน ทุกเพศและทุกสถานะ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการมาร่วมงานในวันนี้ว่า วันนี้มาร่วมงาน Pride Month เพื่อต้องการส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุกๆ ด้าน ขบวนในวันนี้มีความหลากหลาย ทั้งกลุ่ม LGBTQ+ และที่พิเศษคือมีน้องๆ ออทิสติกมาร่วมด้วย เรามีความรู้สึกว่าเรื่องความเท่าเทียมนั้นน่าจะต้องขยายผลในทุกมิติ ทุกรูปแบบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่เราจะเสนอตัว เป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride ซึ่งเป็นงานที่สำคัญและเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ไม่ได้มาง่ายๆ ตอนนี้เหลือเพียงเรากับบาร์เซโลนา 2 ที่แล้ว เราทำเรื่องสมรสเท่าเทียม ทำโครงการต่างๆ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยเรามีความเท่าเทียมแบบไหน ซึ่งจะทำให้เราสามารถแข่งขันได้ วันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่อยากสื่อสารและขยายผลให้ทุกคนเห็นว่า วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับเรื่องความเท่าเทียม

ทั้งนี้ การเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 เป็นวาระแห่งที่มีความสำคัญ ในสองมิติควบคู่กัน โดยในมิติทางเศรษฐกิจ งานระดับโลกนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจสีรุ้ง’ (Rainbow Economy) ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยได้อย่างมหาศาล 

ขณะเดียวกันในมิติด้านสิทธิเสรีภาพ การได้เป็นเจ้าภาพยังเป็นการประกาศจุดยืนบนเวทีโลก ตอกย้ำความสำเร็จของกฎหมายสมรสเท่าเทียมและประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำที่เปิดรับ เคารพความหลากหลาย และให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และมีกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรก ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

ทร.โต้ข่าวลือฟริเกตใหม่สะดุด ยันเดินหน้าตามแผน พร้อมคัดเข้มทุกมิติ ต้องพิจารณาทุกอย่างรอบคอบ ชี้ เป็นกำลังรบหลักของชาติอีกกว่า 40 ปี 

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงกรณีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือ ว่า โครงการดังกล่าวยังดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค คุณสมบัติ และรายละเอียดข้อเสนอต่างๆ ของบริษัทอู่ต่อเรือที่ยื่นข้อเสนอ ว่าสอดคล้องตามเงื่อนไขที่กองทัพเรือกำหนดไว้หรือไม่

โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ นับเป็นโครงการสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือ เนื่องจากเรือลำนี้จะเป็นเรือฟริเกตรุ่นใหม่ลำแรกของกำลังทางเรือยุคถัดไป ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือไทยในอนาคต หรือเป็นแกนหลักของกำลังทางเรือยุคใหม่ (Backbone Fleet) ที่จะปฏิบัติภารกิจรับใช้ประเทศชาติไปอีกกว่า 40 ปี การพิจารณาเลือก”แบบเรือ” จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ การสนับสนุนด้านการซ่อมบำรุง ความคุ้มค่า การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนความสามารถในการรองรับการพัฒนาระบบอาวุธและเทคโนโลยีในอนาคต

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรือฟริเกตถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูง ประกอบด้วยระบบสำคัญจำนวนมาก ทั้งระบบอำนวยการรบ ระบบเรดาร์ ระบบตรวจจับใต้น้ำ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสื่อสาร และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการอื่นๆ ที่ต้องได้รับการออกแบบและบูรณาการให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน การพิจารณาข้อเสนอจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะข้อมูลเบื้องต้นหรือคุณลักษณะทางเทคนิคในภาพรวมได้ แต่จำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกจากเอกสารข้อเสนอจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพเรือจะได้รับยุทโธปกรณ์ที่ตอบสนองภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลของประเทศที่ดีที่สุดได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีการพิจารณาข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) ควบคู่ไปกับการพิจารณาด้านเทคนิค ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่มุ่งให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดหายุทโธปกรณ์ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการต่อยอดองค์ความรู้ภายในประเทศ การประเมินข้อเสนอในส่วนนี้จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดและความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับสามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีความคุ้มค่าในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการยังคงเป็นไปตามกรอบเวลาและแผนงานที่คณะกรรมการบริหารโครงการได้กำหนดไว้ล่วงหน้า “มิได้เกิดความล่าช้า” ตามที่มีข้อกังวลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว และมีเอกสารรวมถึงข้อเสนอจำนวนมากที่ต้องพิจารณา ทั้งในด้านเทคนิค การปฏิบัติการ การส่งกำลังบำรุง การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน และข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม คณะกรรมการจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและประเมินข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ โดยทุกขั้นตอนการพิจารณามีมาตรการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกโดยคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอทั้งหมดจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและกองทัพเรือในระยะยาว

กองทัพเรือ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวยังคงดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ทุกประการ โดยคณะกรรมการบริหารโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการพิจารณาข้อเสนอจำนวนมากอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้นำไปสู่การจัดหาเรือฟริเกตที่มีขีดความสามารถเหมาะสมที่สุด เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ และสามารถทำหน้าที่เป็นกำลังรบหลักในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และเป็นรากฐานสำคัญของกำลังทางเรือไทยไปอีกกว่า 40 ปี

อนุชา ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์

อนุชา ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์

อนุชา ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

อนุชา เบอร์ 5 ลุยน้ำท่วมกลางงานไพรด์! ถก ผอ.บางรัก เร่งแก้ท่อตัน ชูนโยบายอุโมงค์ยักษ์ พร้อมดัน กทม. ชิงเจ้าภาพ World Pride 2030

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วยทีมผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเดินพาเหรดเทศกาล Bangkok Pride Festival 2026 ที่ถนนสีลม แต่ก่อนกิจกรรมจะเริ่ม เกิดฝนตกหนักฉับพลันน้ำท่วมขังในพื้นที่ นายอนุชาและทีมงานจึงปรับแผนเร่งด่วน เข้าสำรวจปัญหาน้ำท่วมและพูดคุยกับ นางพรพัน วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก เพื่อสอบถามถึงสาเหตุการระบายน้ำที่ล่าช้า 

โดยนางพรพัน ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดต่ำ ปลายท่อระบายน้ำมีระดับความลาดเอียง (Slope) ที่สูงกว่าคลองสาทร ทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงคลองได้เองและต้องอาศัยเครื่องสูบน้ำ ประกอบกับขณะนี้พื้นที่กำลังอยู่ในช่วงทุบคันหินเพื่อปรับปรุงถนนและบาทวิถี ทำให้ท่อระบายน้ำตีบลงชั่วคราว การระบายน้ำจึงทำได้ไม่เต็มที่ แม้การซ่อมแซมจะไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณ แต่การหาผู้รับเหมาในพื้นที่ใจกลางเมืองทำได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจราจร รวมถึงยังมีจุดที่ท่อระบายน้ำมีสภาพเก่ามาก เช่น บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลบางรักไปจนถึงโรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งมักมีปัญหาการทับถมและอุดตัน

ภายหลังการพูดคุยกับ ผอ.เขต นายอนุชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงภาพรวมการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยระบุว่า จากที่เห็นในวันนี้ แม้ฝนจะตกลงมาไม่นาน แต่ก็เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการผลักดันโครงการอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยให้เร็วที่สุด

“กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ต่ำ เราไม่ควรไปฝืนธรรมชาติ แต่ต้องเข้าใจบริบท โดยอาศัยเครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และการผันน้ำไปสู่เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันออก เช่น คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ เราต้องมองภาพใหญ่ นำงบประมาณของ กทม. มาจัดลำดับความสำคัญเพื่อทำเมกะโปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน คืนความเป็นเมืองฟ้าอมรให้กับกรุงเทพฯ” นายอนุชากล่าว

หลังจากนั้น นายอนุชาได้ร่วมเดินขบวนพาเหรด Bangkok Pride Festival 2026 โดยย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการเปิดกว้างและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม กทม. ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการกลั่นแกล้ง (Bully) ในโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ข้าราชการ กทม. ทุกระดับต้องมีความเข้าใจ พร้อมให้บริการประชาชนอย่างเท่าเทียมในทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานเขต โรงเรียน หรือสถานพยาบาล โดยไม่เลือกปฏิบัติจากเพศสภาพหรืออัตลักษณ์ พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนให้กรุงเทพมหานครเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง World Pride ในปี 2030 อย่างเต็มที่

“งานไพรด์ทำให้กรุงเทพฯ ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งเอเชียและยุโรปเดินทางมาร่วมงาน ซึ่งหาก กทม. ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในอีก 4 ปีข้างหน้า เราพร้อมสนับสนุนทุกมิติ และจะไม่จัดกิจกรรมแค่เฉพาะช่วงพาเหรดเท่านั้น แต่จะสร้างกิจกรรมที่ดึงดูดคนได้ตลอดทั้งปี ซึ่งหลังจากนี้ กทม. และข้าราชการประจำจะต้องเปิดรับข้อมูล เรียนรู้ และปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.

ชัชชาติ หาเสียงเมก้าพลาซ่า FC รุม ตะโกนแซว ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว เจอเจ้าของร้านเล่าเคยให้ Art Toy ชัชชาติ ฟรี แต่ไม่รับ ควัก 4,000 ซื้อเอง

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พร้อมอดีตรองผู้ว่าฯ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ และนายวิศณุ ทรัพย์สมพล พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงที่ศูนย์การค้าเมก้าพลาซ่า สะพานเหล็ก พบปะประชาชน แจกแผ่นพับสื่อสารนโยบาย “กรุงเทพฯ น่าอยู่ 250+ นโยบาย” บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทันทีที่เดินทางมาถึง มีประชาชนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูป และเซลฟี่ร่วมกับชัชชาติอย่างเป็นกันเอง

นายชัชชาติ กล่าวว่า เมก้าพลาซ่าเป็นแหล่งขายส่งของเล่นสำคัญที่ตนคุ้นเคยและมาบ่อย เพราะเคยมาซื้อของเล่นให้หลาน มองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอเพียงการหางาน แต่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และต่อยอดความชอบให้กลายเป็นธุรกิจของตัวเองได้

ตลอดเส้นทาง นายชัชชาติพูดคุยกับประชาชน พร้อมฝากผู้สมัครฯเบอร์ 9 มีประชาชนเข้ามารับแผ่นพับ และให้กำลังใจ มีตะโกนแซวด้วยว่า “ไม่ต้องเดินหาเสียง คะแนนก็ถล่มทลายแล้ว” สร้างสีสันให้กับการลงพื้นที่ในวันนี้

ทั้งนี้ นายชัชชาติกล่าวระหว่างการหาเสียงวันนี้ ว่า รู้สึกดีใจและมีกำลังใจ พร้อมขอบคุณทุกเสียงสนับสนุนที่มอบให้  “คนที่ด่าหรือคนที่ไม่ชอบ ก็อาจจะไม่ได้มาโบกมือให้กำลังใจเรา ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะจะช่วยเตือนสติให้เราไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป”

ช่วงหนึ่งของการเดินหาเสียงที่เมก้าพลาซ่า มีเจ้าของร้านของเล่นรายหนึ่งเข้ามาทักทายนายชัชชาติ เล่าถึงความประทับใจเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน นายชัชชาติเคยมาที่ร้านและสนใจโมเดลตัวหนึ่ง ตนตั้งใจจะมอบให้เป็นที่ระลึก แต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับของฟรี โดยยืนยันขอจ่ายเงิน 4,000 บาท และบอกว่า “อยากให้เป็นการซื้อขายกัน”

เจ้าของร้านกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ชัชชาติมาอีกรอบในวันนี้ เพราะเป็นแฟนคลับอยู่แล้ว และมองว่าชัชชาติเป็นคนทำงานหนักมาก และยังได้เล่าถึงโมเดลดังกล่าวว่า เป็น Art Toy ที่มีต้นแบบจากชัชชาติ จัดทำโดยร้านของเพื่อนในชื่อแบรนด์ “Holy and Me” ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 ตัว และปัจจุบันเหลือจำนวนไม่มาก

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษา “ปปร.30” รวมผู้นำทุกภาคส่วน 160 คน สร้างพลังขับเคลื่อนประชาธิปไตยสู่การพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน

วันนี้ (31 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 อย่างเป็นทางการ  โดยได้รับเกียรติจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบโอวาทแก่นักศึกษา และมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงาน

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า หลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ได้รับความสนใจจากผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วนทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาจำนวน 160 คน ประกอบด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติและสมาชิกรัฐสภา ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนถึงความหลากหลายของเครือข่ายผู้นำที่พร้อมร่วมกันพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตย

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ กล่าวต่อว่า สำหรับหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนาภาวะผู้นำและทักษะการวิเคราะห์เชิงนโยบาย สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และร่วมกันแสวงหาแนวทางพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า การเรียนรู้ในหลักสูตร ปปร. มิได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองจากผู้นำหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประธานรัฐสภายังได้ฝากข้อคิดสำคัญให้นักศึกษาทุกคน “ถอดยศและตำแหน่ง” เมื่อก้าวเข้าสู่สถาบันพระปกเกล้า และเรียนรู้ร่วมกันในฐานะ “นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า” เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และร่วมกันสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้  ยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กรรมการประจำหลักสูตร พร้อมด้วยอาจารย์ประจำหลักสูตร  ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ในครั้งนี้ด้วย  ซึ่งมีกำหนดการศึกษาอบรมระหว่างเดือนมิ.ย. 2569 ถึงเดือน มี.ค. 2570 เป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน

นอกจากการศึกษาในชั้นเรียนแล้ว ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ภาคปฏิบัติผ่านโครงงานกลุ่ม ภายใต้แนวคิด “เส้นทางสู่มาตรฐาน OECD : ธรรมาภิบาล นวัตกรรม และทุนมนุษย์สู่ความเป็นเลิศระดับสากล (Path to OECD : Governance, Innovation, and Human Capital for Global Excellence)” เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลในอนาคต

015

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

'ซาบีดา' เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รมว.วธ. “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานประเพณี “บุญสลากภัต วัดตากฟ้า” ครั้งที่ 31 ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.15 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดงาน “ประเพณีบุญสลากภัต วัดตากฟ้า พระอารามหลวง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ปีที่ 31 ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมีพระเทพปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตากฟ้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอตากฟ้า หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์

ภายในงานมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ไฮไลต์สำคัญคือ ขบวนแห่สลากภัตสุดอลังการจำนวน 33 ขบวน ซึ่งนับเป็นขบวนแห่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นการร้อยรวมใจของชาวบ้านจากทุกตำบล นอกจากนี้ยังมีพิธีห่มผ้าพระมหาเจดีย์บูชาพระคุณพ่อ พิธีถวายสำรับสลากภัตแด่พระภิกษุสามเณร พิธีหล่อพระ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ การแสดงรำรอบพระมหาเจดีย์ รำสลากภัต รำสิริมังคลา การแสดงดีดไห และมหกรรมกลองยาว รวมถึงการสาธิตอาหารไทยพื้นถิ่นและตลาดสินค้าวัฒนธรรมชุมชน

งานประเพณีบุญสลากภัต ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ชาวอำเภอตากฟ้าสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 31 สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธาต่อหลวงพ่อตากฟ้า ตลอดจนความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

มัลลิกา เปิดแผนปฏิบัติการแก้น้ำท่วมท่วมโดย AI + เรดาร์ X-Band Radar เปลี่ยนจาก รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้ เป็น คาดการณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 เวลา 13.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครหมายเลข 14 ลงพื้นที่หน้าสถานีช่อง 9 อสมท ซอยทวีมิตร หลังเซ็นทรัล พระราม 9 ติดตามนโยบาย “เรด้าร์น้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้าปลอดภัยทุกชีวิต 

โดยใช้ข้อมูลฝน น้ำ คลอง ถนน การจราจร และเครื่องสูบน้ำ เชื่อมเข้าระบบ AI กลางแบบ Real-Time ทั้งเมือง ใช้โมเดล “AI Flood Command Center Bangkok ที่รวมข้อมูล เรดาร์ CCTV เซ็นเซอร์ โดรน เครื่องสูบน้ำ การจราจร ประชาชนแจ้งเหตุบนจอเดียว AI จะสร้าง Bangkok Flood Map แบบ Real-Time จำทำให้เห็นทันทีว่า เขตใดกำลังเสี่ยง ถนนใดกำลังท่วมจุดใดต้องเร่งสูบน้ำ จุดใดต้องส่งเจ้าหน้าที่พื้นที่นำร่องระยะเร่งด่วน 12 เดือน เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตจตุจักรเขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตบางเขนเขตสายไหม เขตหลักสี่ เขตบางนา เขตประเวศ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซากและมีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจสูง  

โดยมีเป้าหมาย รู้ก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมงรู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาทีลดจุดน้ำท่วมซ้ำซาก 50% ลดเวลาระบายน้ำหลังฝนหยุด 60%เชื่อม AI Traffic + AI Flood + AI CCTV เป็นระบบเดียว นี่คือแนวคิด “AI-X Band Smart Flood Bangkok” ที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายเรือธงของผู้ว่าฯ กทม.โดยใช้ AI เป็นสมองกลาง และ X-Band Radar เป็นดวงตาของเมืองในการเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง  

ขั้นที่ 1 ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์ AI ครอบคลุมกรุงเทพ หัวใจสำคัญคือ X-Band Radar

ขั้นที่ 2 ติดตั้ง AI Water Sensor ทั้งเมือง ติดตั้งเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุด จุดสำคัญ ปากท่อ คลองหลัก อุโมงค์ระบายน้ำสถานีสูบน้ำ ทางลอด ถนนเสี่ยงน้ำท่วมAI จะรู้ทันที Real-Time  ขั้นที่ 3 สร้าง Digital Twin กรุงเทพมหานคร AI จำลองกรุงเทพทั้งเมืองเป็นเมืองเสมือน

ขั้นที่ 4 AI คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก Flood Risk Score รู้ระดับ ปลอดภัย เฝ้าระวัง เสี่ยงสูง และวิกฤต จะรู้ล่วงหน้า 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง   

ขั้นที่ 5 ระบบสั่งการเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ปัจจุบันหลายจุดยังใช้คนตัดสินใจ แต่ระบบใหม่ AI จะสั่งงานอัตโนมัติ เช่น เปิดเครื่องสูบน้ำ ปิดประตูน้ำเปิดประตูน้ำ เร่งระบายน้ำ ก่อนน้ำท่วมจริง ทำให้ลดเวลาตัดสินใจได้อย่างมาก 

ขั้นที่ 6 AI ตรวจจับท่ออุดตันใช้ CCTV AI Drone AI และ Robot Inspection ตรวจจับขยะอุดท่อ ไขมันอุดตัน สิ่งกีดขวางคลอง พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่อัตโนมัติ ก่อนเกิดน้ำท่วม

ขั้นที่ 7 ใช้ AI บริหารจราจรช่วงน้ำท่วมเชื่อมกับระบบ AI Traffic เมื่อ AI พบว่าถนนกำลังจะท่วม ระบบจะเปลี่ยนไฟจราจร ปรับเส้นทาง แจ้ง Google Mapsแจ้งรถเมล์ แจ้งรถฉุกเฉินทันที ทำให้รถไม่ติดซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม

ขั้นที่ 8 แจ้งเตือนประชาชนแบบเฉพาะพื้นที่ Line OA, Bangkok App, SMS, ป้ายอัจฉริยะ

ขั้นที่ 9 AI Drone รับมือเหตุฉุกเฉิน โดรนบินอัตโนมัติ ตรวจระดับน้ำจุดอุดตัน ผู้ติดค้างสายไฟเสี่ยงอันตราย ส่งภาพเข้าศูนย์บัญชาการทันที ลดเวลาสำรวจจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที ขั้นที่ 10 ศูนย์บัญชาการน้ำกรุงเทพ AI-X BAND

นางมัลลิกา กล่าวว่า ดังนั้นการแจ้งเตือนสำคัญมาก และขณะเดียวกันการตรวจพิกัดตัวอย่างในวันนี้ก็จะเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งที่จะสามารถให้เห็นแผนปฏิบัติการว่าจะสามารถทำได้จริงอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเราจะบรรลุเป้าหมายโดยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหวังผลได้ 

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามอำนาจเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่  ไทย…พร้อมรับมือหรือยัง โดยมีเนื้อหาว่า  “โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ไทยพร้อมรับมืออย่างไร”

นักข่าวมองข่าว นักการเมืองมองคะแนนนิยม นักลงทุนมองตลาด แต่นักยุทธศาสตร์มองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็น และสิ่งที่ผมเห็นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือสัญญาณเตือนว่า ระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยมานานหลายสิบปีกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

คนไทยจำนวนมากกำลังคิดว่า ข่าวสงครามในตะวันออกกลางเป็นเพียงข่าวต่างประเทศ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ…ทุกครั้งที่ประเทศมหาอำนาจขยับหมากบนกระดานโลก ราคาทองคำขยับ ราคาน้ำมันขยับ ตลาดหุ้นขยับ ค่าเงินบาทขยับ เศรษฐกิจไทยขยับ ความมั่นคงของไทยขยับ และอนาคตของลูกหลานไทยก็ขยับตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอิหร่าน สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เติมน้ำมันรถ ทุกคนที่ทำธุรกิจ ทุกคนที่ส่งออกสินค้า ที่ลงทุนและทุกคนที่กำลังวางอนาคตของครอบครัวอยู่บนแผ่นดินไทย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครจะชนะ หรือใครจะแพ้ แต่คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของเรา ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งสงครามไม่ได้เริ่มจากเสียงปืน แต่เริ่มจากพลังงาน การเงิน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เพราะเมื่อมหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก คนไทยทุกคนต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบหรือจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง

เมื่อเช้านี้ ผมเห็นข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนมองเห็นเพียงการโต้ตอบทางการทูต บางคนมองเห็นเพียงการขู่คว่ำบาตร บางคนมองเห็นเพียงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ “การเปลี่ยนระเบียบโลก”

ตลอดช่วงเวลาที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ การประเมินสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Net Assessment) ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง กับผู้เชี่ยวชาญจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือ

“อย่ามองเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่จงมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง”

วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดกติกาของโลกในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา

หากเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่จะสะเทือนไปถึงราคาพลังงาน ค่าขนส่ง การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ วิธีการต่อสู้ของมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะสงครามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืนเสมอไป แต่เริ่มต้นจากการเงิน การค้า พลังงาน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สหรัฐอเมริกากำลังใช้อิทธิพลของระบบการเงินโลกและมาตรการคว่ำบาตรเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิม

ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ผ่านการทูต การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ นี่คือการแข่งขันของอำนาจที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ

เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เชื่อมั่น ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความยากต่อการคาดการณ์ ในโลกเช่นนี้ ประเทศที่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วจึงค่อยแก้ไข จะต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าประเทศที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าเสมอ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครจะชนะระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” แต่คือ “ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร” และ “ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือแล้วหรือยัง” ผมมองว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง ยกระดับการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบเรียลไทม์

สอง เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งเพียงไม่กี่เส้นทาง

สาม ยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางไซเบอร์ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การเงิน การสื่อสาร และการคมนาคม

สี่ พัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนตามสถานการณ์สมมติในทุกระดับ

ห้า สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ร่วมกัน

ผมกังวลว่า ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์

ประเทศไทยยังสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับความขัดแย้งภายใน นักการเมืองบางคนยังคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้าราชการบางส่วนยังติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิม นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มยังมุ่งเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าการร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งที่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

ผมไม่ได้กังวลว่าไทยจะเลือกข้างผิด แต่กังวลว่าไทยจะปรับตัวไม่ทัน เพราะในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดทรัพยากร แต่พ่ายแพ้เพราะอ่านเกมไม่ออก

ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่พ่ายแพ้เพราะยังไม่สามารถดึงศักยภาพของคนเก่งทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของชาติได้อย่างเต็มที่และไม่ได้พ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งกว่าแต่พ่ายแพ้เพราะยังทะเลาะกันเอง ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ โลกไม่ได้รอประเทศไทย และมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา

วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับตัวของคนไทย ไม่ใช่โดยความขัดแย้งของมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

และในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นวันนี้ คำกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” อาจไม่ใช่เพียงคำพูดของผู้นำ แต่ควรเป็นวิธีคิดของทั้งประเทศ เพราะประเทศที่ช้ากว่าเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นประเทศที่ถูกเหตุการณ์กำหนดอนาคตเสมอ

ผมฝากถึงทุกภาคส่วนของประเทศไทยช่วยกันพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้

ถึงผู้มีอำนาจ…จงกล้าปฏิรูประบบ ก่อนที่วิกฤตจะมาปฏิรูปท่าน

ถึงข้าราชการ…จงทำงานเร็วกว่าปัญหา ไม่ใช่เร็วกว่ากำหนดวาระการประชุม

ถึงภาคธุรกิจ…จงเตรียมพร้อมรับความผันผวนของโลก มากกว่ารอให้โลกมากระทบธุรกิจของท่าน

ถึงนักวิชาการ…จงผลิตความรู้ที่ช่วยประเทศอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพื่อการตีพิมพ์วารสารงานวิจัย

ถึงนักเคลื่อนไหว…จงเปลี่ยนพลังแห่งการคัดค้าน ให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์อนาคตของชาติ

ถึงสื่อมวลชน…ขอให้เป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว และจงเป็นผู้ช่วยให้สังคมมองเห็นความจริงที่อยู่หลังข่าว

และถึงคนไทยทุกคน…จงอย่าปล่อยให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิดหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาบดบังผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

เพราะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีหน่วยงานใดรอดได้ด้วยตัวหน่วยงานเดียว และไม่มีรัฐบาลใดปกป้องประเทศได้ หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกัน

โลกไม่ได้รอประเทศไทยและมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถามว่า “ใครถูก ใครผิด” แต่เป็นเวลาของการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่”

เพราะสภาวะปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยจะไม่ถูกกำหนดที่วอชิงตัน ดีซี จะไม่ถูกกำหนดที่เตหะราน จะไม่ถูกกำหนดที่กรุงปักกิ่งหรือมอสโก และจะไม่ถูกกำหนดที่เมืองหลวงของมหาอำนาจใด แต่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของคนไทยและต้องปราศจากอัลกอลิทึมต่างชาติที่กำลังถอดรหัสชุดความคิดของคนไทยอยู่ตอนนี้

“มหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก แต่คำถามสำคัญคือ คนไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตนเอง”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

“อนุชา”ควง”อภิสิทธิ์” นำทีม ปชป.ลงพื้นที่หนองจอก ชูดันกรุงเทพฯตะวันออก เป็น”ครัว กทม.” ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

31 พฤษภาคม 2569 หลังจากลงพื้นที่แต่เช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และนายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก หมายเลข 3 ลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

นายอนุชา เปิดเผยถึงการลงพื้นที่และวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า โซนกรุงเทพฯ ชั้นนอก โดยเฉพาะทางตะวันออก ยังมีการทำเกษตรกรรมอยู่มาก เช่น ที่หนองจอกมีการปลูกข้าวกันเยอะ ส่วนที่มีนบุรีมีการปลูกหญ้าขาย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทำสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ทำให้ผลตอบแทนยังไม่สูงเท่าที่ควร

พรรคประชาธิปัตย์จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ให้เป็น “เกษตรเพื่อครัวของคนกรุงเทพฯ” โดยจะเข้าไปแนะนำและส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ไทม์ (Thyme), ทารากอน (Tarragon) และ ผักไฮโดรโปนิกส์ โดยปรับรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่ระบบ “สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” (Smart Farming) ที่อาจมีการนำพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) มาใช้เพื่อลดต้นทุน

นายอนุชา กล่าวต่อว่า การผลักดันนโยบายนี้ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ให้ความรู้และหาตลาดรองรับ ผ่านกลไกของสำนักพัฒนาสังคม ซึ่งปัจจุบันดูแลโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ประกอบด้วย โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 2) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (คลองเตย) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หนองจอก) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (บางรัก) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (กาญจนสิงห์หาสน์ฯ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ม้วน บำรุงศิลป์) และโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (อาทร สังขะวัฒนะ)

โดยปกติแล้ว หลักสูตรของโรงเรียนฝึกอาชีพอาจจะยังไม่ค่อยเป็นไปตามกระแสโลกนัก (เช่น อาหารและเบเกอรี่, ช่างไฟฟ้า, ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ, เสริมสวย ฯลฯ) นโยบายใหม่จึงเตรียม บรรจุหลักสูตรการทำฟาร์มพืชเศรษฐกิจ เข้าไปเพิ่มเติม เพื่อสร้างผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่

นอกจากนี้ จะให้สำนักพัฒนาสังคมหรือสำนักงานเขต ทำหน้าที่หาตลาดและจับคู่ (Match-making) ให้กับเกษตรกร โดยส่งตรงผลผลิตพรีเมียมเหล่านี้ไปยังร้านอาหารระดับยอดนิยม ร้านที่ได้รับดาวมิชลิน (Michelin Guide) และร้านระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ซึ่งมีอยู่มากมายในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุชา เน้นย้ำว่า การลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดงในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคมี ส.ก.ที่คลุกคลีกับชุมชนมาหลายปี อย่าง นายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 3 หากได้รับความไว้วางใจ ทันทีที่เปิดสภาก็สามารถหยิบยกปัญหาและผลักดันนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้ทันที