อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

“ประชาธิปัตย์” จัดสัมมนาหาดใหญ่ ลงพื้นที่ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน คุย “นายกคอหงส์” ชงของบกลาง ซื้อเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง รับมือก่อนน้ำมา  ขอรัฐบาลอย่าตีฟูขยายขัดแย้งการเมือง สวน”ภราดร” อย่าเอางบ 2 ก้อนมารวมกัน เพราะสิ่งที่พูดคืองบกลาง

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนาสส.พรรค ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคมนี้ ซึ่งตรงกับช่วงการปิดสมัยประชุมสภา โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นำ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่แก้มลิงคลองเรียน ซึ่งเป็นจุดรับและชะลอน้ำรองรับน้ำป่าและน้ำฝนจากพื้นที่ตอนบน เพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจของหาดใหญ่รวดเร็วเกินไป

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ดูแก้มลิง คลองเรียนว่า ปัญหาของหาดใหญ่กลายเป็นการวาดภาพ ให้เป็นเรื่องการทะเลาะกันทางการเมือง ความจริงไม่ใช่ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นจะเห็นภาพ หากย้อนกลับไปเมื่อเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ สิ่งแรกที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง คือการเยียวยา เพื่อแก้ไขปัญหาจากความเสียหาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ มาตรการสะดุดลงเพราะยุบสภา มาตรการทางด้านเศรษฐกิจทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หรือพูดง่ายๆคือเลยเวลา แต่พอหลังเลือกตั้ง มีทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้าน เสนอถึงข้อวิตกกังวลของชาวหาดใหญ่ ถึงความพร้อมในปีนี้ที่จะรับมือหากเกิดฝนตก และปริมาณน้ำเหมือนปีที่ผ่านมา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือมีการหารือ ในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ที่ได้พูดยกตัวอย่างถึงคลองร. 1 ที่มีการพูดว่า แม่วัวลอดได้ ซึ่งเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ไปดู และก่อนหน้านี้รัฐบาลก็มีความคิดที่จะมาจัดครม.สัญจร ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่นี่แต่กลับยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าโครงการต่างๆยังกลั่นกรองไม่แล้วเสร็จ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงเดือนกรกฎาคม มีการอภิปรายงบประมาณและนายจูรีก็พูดอย่างชัดเจน กังวลถึงปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ เพราะเห็นภาพเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะที่พูดถึงเรื่องการจุดธูป กลายเป็นรัฐบาลมาตอบด้วยอารมณ์ ทำให้เป็นความขัดแย้ง แต่ก็ทำให้เห็นแล้วว่านายกรัฐมนตรีกับคณะต้องลงมาดูสิ่งที่เราเรียกร้อง และอนุมัติงบไปเมื่อวานนี้ 400 กว่าล้าน แต่ก็ต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของงบฉุกเฉิน รัฐบาลอนุมัติ 99.5 ล้านบาท ซึ่งได้จากภาคเอกชนมาช่วยจัดลำดับความสำคัญ โดยนำเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด แต่ที่ตนแปลกใจ ดันลากเรื่องนี้มาเป็นความขัดแย้ง ลากมาเป็นเรื่องพูดเท็จไม่เท็จ อย่างที่แก้มลิงแห่งนี้ก็มีหลายส่วนที่ต้องรอปรับปรุงและรอใช้งบประมาณ ซึ่งต้องรอการอนุมัติอยู่

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ยังระบุถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า อย่านำ2 เรื่องมาปนกัน อย่างโครงการแห่งนี้เป็นการของบกลาง แต่ถ้าดูคำของบก็เป็นคนละส่วน ตนจึงไม่อยากตอบโต้กันไปมา แต่อยากบอกว่าฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอบคุณที่ในที่สุดหลังจากพูดมา 2-3 เดือน ก็ได้มาในส่วนของคลองร.1 และขณะนี้ยังมีเวลาที่รัฐบาลจะเร่งอนุมัติงบให้เป็นระบบ ในการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพราะยอดต่างๆที่เหลือหักรวมกันแล้ว จะเกินอำนาจที่นายกรัฐมนตรีจะสามารถอนุมัติได้ โดยลำพัง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันอีกว่า ฝ่ายค้านไม่ได้มีความประสงค์ ที่จะขัดแย้งอะไรในทางการเมือง เราทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับชาวหาดใหญ่ ชาวสงขลาและชาวใต้ ว่ายังมีโครงการที่ยังรอการปรับปรุง และมีความเสียหายในเหตุการณ์ปีที่ผ่านมา ทุกคนหวาดผวาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

ด้านนายทวีศักดิ์ ทวีรัตน์ นายกเทศบาลนครคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กล่าวถึงการของบประมาณ ในการดูแลพื้นที่ ว่า ในส่วนของเทศบาลคอหงส์ เราได้ของงบประมาณสำหรับการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง แต่หลักๆ คือการขุดลอก การพร่องน้ำ เพราะฝั่งตะวันออกจะท่วมเข้าหาดใหญ่ได้เร็วที่สุด ฉะนั้นเรายังมีพื้นที่ต่ำซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้เครื่องสูบน้ำในการพร่องน้ำให้เร็ว

เมื่อถามว่าควรได้รับงบประมาณเร็วที่สุดภายในเมื่อไหร่เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงหน้าน้ำแล้ว นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ยิ่งเร็วยิ่งดี เราจะได้ติดตั้งเพราะไม่รู้ว่าฟ้าฝนจะมาวันไหน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดที่มีความเสี่ยงต่างๆนั้นสามารถดำเนินการได้เลย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชน

เมื่อถามต่อว่าเวลานี้ได้มีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับรับมืออย่างไรบ้าง นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของเทศบาลเมืองคอหงส์ ฝั่งตะวันออก เราได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดในการนำเครื่องไม้เครื่องมือลงมา ใช้สำหรับการขุดลอกและพร่องน้ำ ระบายน้ำจากฝั่งตะวันออก บายพาสน้ำไม่ให้เข้านครหาดใหญ่ อาบน้ำได้เร็วหากสามารถทำได้เร็ว การที่น้ำจะเข้าเมืองก็มีโอกาสน้อย อย่างไรก็ตามขนาดนี้เราพยายามขุดลอกคลอง เพื่อบายพาสน้ำให้ไปยังคลองร. 1 ให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า กรณีที่ขอเครื่องสูบน้ำไป 10 เครื่องนั้น นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลได้สรุป กับทางจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ว่าได้ส่งเรื่องให้เราก็รอ ที่เราขอไปคืองบเร่งด่วน งบกลาง

เมื่อถามต่อว่าอยากฝากอะไรถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสภาต่อไป นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านมีความเป็นห่วงเป็นใย จะได้ช่วยเป็นปากเป็นเสียง วันนี้พี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือโดยเฉพาะจากภาครัฐ ในการเอาเครื่องไม้เครื่องมือในการแก้ปัญหาระยะยาว และอำเภอหาดใหญ่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ที่ถือว่าเข้ามามากเป็นอันดับ 1 จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเยียวยา รวมทั้ง พักฝ่ายค้านที่ลงมา ซึ่งตนก็ต้องขอขอบคุณด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ส.สในพื้นที่ ได้ช่วยกันทุกคนโดยเฉพาะนายจุรี นุ่มแก้ว และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ทำหน้าที่ในสภาได้อย่างดีเยี่ยม ต้องขอชื่นชม.

ขณะที่วันพรุ่งนี้ นายอภิสิทธิ์ จะเปิดการสัมมนา สส.ของพรรคฯ อย่างเป็นทางการ และระดมความคิด ความเห็น เกี่ยวกับแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ก่อนที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคฯ จะได้รายงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานพรรค และงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการวางแผนการทำงานของพรรคฯ ในสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อของพรรคฯ ในฐานะประธาน สส.พรรคฯ จะสรุปภาพรวม และปิดการสัมมนา

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘ช่องสายตะกู’ จ.บุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ ’ชายแดนไทย-กัมพูชา‘ ขณะที่ ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’ หลังเจอ ‘F-16ไทย’ โจมตีจนได้รับความเสียหาย

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ด่านพรมแดนช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษากมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ในฐานะโฆษก กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ พร้อมด้วยคณะฯ ลงพื้นที่รับฟังสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา รวมถึงผลกระทบ และตรวจเยี่ยมบริเวณพื้นที่ช่องสายตระกู จ.บุรีรัมย์

โดยมี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 , พ.อ.กิตติวรา อารีรักษ์ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กกล.สุรนารี , ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ , นายอัครพันธุ์ พูลศิริ ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ และ นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวรายงาน

นอกจากนี้คณะได้เดินทางมาที่ด่านพรมแดนช่องสายตะกู เพื่อสังเกตการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ พบว่าในวันนี้ยังคงหลงเหลือร่องรอยความเสียหายจากการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่ายให้คณะได้เห็น และผู้สื่อข่าวยังได้สังเกตเห็นทหารฝั่งกัมพูชาได้ปักหลักรอบริเวณหลังแนวรั้วของพรมแดน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสังเกตเห็นทหารของฝั่งกัมพูชา ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคณะของไทยที่เข้าไปสังเกตการณ์ และยังพบว่าบริเวณกาสิโนสายตะกูรีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ฝั่งกัมพูชาที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบ ได้เริ่มนำเครนมาติดตั้งเพื่อทำการซ่อมแซม หลังถูกฝั่งไทยใช้ F-16 โจมตีจนได้รับความเสียหาย ตอนปะทะกัน

‘สุขสมรวย’ ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

‘สุขสมรวย’  ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

‘สุขสมรวย’ ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.36 น.

 “รมต.สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินกว่า 39 ล้านบาท สั่งล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน! เปิดฉากกวาดล้างการยักยอก-ใช้เงินผิดประเภท ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแสผ่านเว็บหลักทันที

11 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) 
ลงพื้นที่เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ในพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เน้นย้ำเร่งดำเนินการ “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”  เพื่อการลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ประชาชนสามารถนำเงินไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในรอบแรกได้อนุมัติเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยื่นคำขอเข้ามาและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการ จำนวน 570 กองทุน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินเพิ่มทุนรวม 38,530,000 บาท

นอกเหนือจากมาตรการลดภาระดอกเบี้ยแล้ว นางสุขสมรวย ยังได้เปิดเผยถึงแผนการเชิงรุกในการเคลียร์ “งานค้างประวัติศาสตร์”  ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2555) ในโครงการฟื้นฟูและจัดสรรเงินเพิ่มทุน 1,000,000 บาท (ล้านที่ 2) ให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินรวมสูงถึง 3.4 พันล้านบาท โดยได้ประกาศจุดยืนเด็ดขาด มอบนโยบายเร่งรัดให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งสะสางและกวาดบ้านด่วน ซึ่งล่าสุดสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้ขานรับลูกระดมทีมผู้บริหารระดับสูงทั้งส่วนกลาง และสาขาเขตทั่วประเทศ มาร่วมเวิร์กชอปจัดทำโรดแมปการดำเนินงานแบบควบคู่ คือ “ฟื้นฟูไปพร้อมกับเพิ่มทุน” ในระยะที่ 3

“จากการลงพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พบว่ามี 15 กองทุน ที่ยังไม่ได้เงินล้านที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟู ซึ่งตนกำลังประสานงานและอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อให้สามารถอนุมัติให้ครบทั้ง 15 กองทุน และนำเงินลงสู่ชุมชนได้โดยเร็วที่สุด” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

วันเดียวกันนี้ นางสุขสมราย สั่งล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน! เปิดฉากกวาดล้างการยักยอก-ใช้เงินผิดประเภท ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแสผ่านเว็บหลักทันที ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการเดินหน้าปฏิรูปและแก้ไขปัญหากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามและขจัดปัญหาการทุจริต การยักยอกทรัพย์ รวมถึงการนำเงินกองทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำลายระบบเศรษฐกิจฐานราก และพรากโอกาสไปจากพี่น้องประชาชน เพื่อสอดรับรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายงดเว้นความโปร่งใสไม่ได้ (Zero Tolerance) โดยกองทุนหมู่บ้าน จะต้องเป็นแหล่งทุนที่สะอาดและพึ่งพาได้ของชุมชนอย่างแท้จริง หากพบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือมีกลุ่มบุคคลใดแสวงหาผลประโยชน์จากเงินของส่วนรวม จะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดทั้งทางแพ่งทางอาญา และทางวินัยโดยไม่มีข้อยกเว้น ดำเนินการทันที ดังนี้

1. เปิดช่องทางร้องเรียนตรง ยื่นหลักฐานผ่านระบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ http://www.villagefund.or.th โดยประชาชน สมาชิก หรือผู้พบเห็นความผิดปกติ สามารถส่งข้อมูล รายละเอียด หรือเอกสารหลักฐานเข้ามาในระบบได้ทันที ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับขั้นสูงสุดเพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแส

2. ส่งต่อขุนพลกฎหมาย ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ร่วมทำคดีเด็ดขาด เมื่อระบบได้รับเรื่องร้องเรียน สทบ. จะตั้งทีมเอกซเรย์ข้อมูลอย่างเร่งด่วน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลความจริงและเข้าข่ายการกระทำความผิดทางกฎหมาย จะไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น โดย สทบ. จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว โดยประสานงานร่วมกับ สำนักงานอัยการ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดจนถึงขั้นติดคุกและยึดทรัพย์สินที่ยักยอกไปกลับคืนสู่ชุมชน

“เงินกองทุนหมู่บ้าน คือภาษีของประชาชนและเป็นเส้นเลือดฝอยในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชน ใครที่คิดจะทุจริต ยักยอก หรือนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ต้องไม่มีที่ยืน ยุคนี้เราทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมาย ทั้งตำรวจและอัยการ เพื่อจัดการคนผิดให้เร็วที่สุด จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติ แจ้งเข้ามาที่เว็บไซต์ของ สทบ. ได้ทันที เพื่อร่วมกันล้างบางทุจริตและคืนกองทุนที่โปร่งใสให้ชุมชนของเรา” นางสุขสมรวย กล่าวเน้นย้ำ แจ้งเบาะแสและร้องเรียนการทุจริตได้ที่: http://www.villagefund.or.th หรือ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

‘มท.2’ นำทีมลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจสอบ ‘โรงแรม’ ต้องสงสัยไร้ใบอนุญาต สั่ง ‘ผู้ว่าฯ’ สอบเพิ่ม 360 บริษัท ลั่น ‘ต่างชาติ’ ทุกรายต้องเคารพกฎหมายไทยเคร่งครัด หากพบกระทำผิดดำเนินคดีเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น เร่งเดินหน้าจัดระเบียบทุนต่างชาติ-นอมินี เคลียร์กวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างความเป็นธรรม

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำทีมกรมการปกครอง เจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมและสถานประกอบการที่ได้รับการร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบการประกอบธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ การถือครองกิจการผ่านนอมินี รวมถึงการขออนุญาตก่อสร้างและประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

นายพลพีร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ ตนพร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และทีมกรมการปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในจังหวัดภูเก็ตโดยช่วงเช้า เริ่มต้นจากการประชุมร่วมกับตัวแทนศาลเจ้ากว่า 41 แห่ง เพื่อรับฟังข้อบังคับและหารือเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่ใช้มานานให้มีความทันสมัยและคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดระเบียบในทุกมิติ ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้ข้อสรุปว่าต้องมีการพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมตามที่มีผู้แจ้งเบาะแสว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าโรงแรม 2 แห่งที่เข้าตรวจจริงไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการและไม่มีใบอนุญาตการก่อสร้างตามกฎหมาย ทางเจ้าพนักงานจากกรมการปกครองจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ สำหรับโรงแรมที่กำลังจะเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ทางคณะทำงานมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่า อาจเป็นธุรกิจที่ใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี โดยมีชาวต่างชาติถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด อีกประมาณ 360 บริษัท ซึ่งจะเร่งตรวจสอบการขออนุญาตต่างๆอย่างละเอียดต่อไป

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงกรณีเข้าตรวจสอบสถานที่ที่เรียกชื่อว่า “ชาบัดเฮาส์ไทยแลนด์” (Chabad House Thailand) ซึ่งได้รับแจ้งว่าตามใบขออนุญาตได้ขอเปิดเป็นกิจการโรงแรมและร้านอาหาร แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยผู้ดูแลนำเดินสำรวจ ไม่มีที่พัก แต่เป็นร้านอาหาร และศาสนสถาน สำหรับผู้นับถือศาสนายิว จึงได้สั่งการให้ทางจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการเดินหน้าตรวจสอบสถานประกอบการต่างๆ ในจังหวัดต่อไป เพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย

“ผมได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการมุ่งเป้า ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือกิจการใด แต่เป็นการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการขอใบอนุญาตประกอบการที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายถือครองแบบนอมินี” นายพลพีร์ กล่าว

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

’ปธ.กมธ.ที่ดิน‘ เผยเร่งติดตามปมเพิกถอนโฉนดทับ ‘ป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี’ ดันบริหารพื้นที่ยึดคืนเพื่อ ‘ประโยชน์ส่วนรวม’

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสมชาย หลวงละ ชาวอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี กรณีการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าออกทับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมากรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดจำนวน 29 แปลง และอยู่ระหว่างการเพิกถอนอีก 5 แปลง
ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ถือครองหรือซื้อขายที่ดินโดยสุจริต ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ เกิดข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ และสร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิต คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญกรมที่ดิน และกรมป่าไม้ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อติดตามความคืบหน้าและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า ในส่วนของกรมที่ดิน ได้ยืนยันการเพิกถอนโฉนด 29 แปลงแล้วและอยู่ในระหว่างดำเนินการเพิกถอน 5 แปลง ซึ่งเมื่อเพิกถอนแล้ว ที่ดินเหล่านี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ สำหรับกรมป่าไม้ ได้ยืนยันว่าจะนำพื้นที่ที่เพิกถอนกลับคืนเป็นพื้นที่ของรัฐและปักแนวเขตพร้อมป้ายประกาศอย่างครบถ้วน และหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนพื้นที่ป่าซ้ำอีกในอนาคต รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ที่ยึดคืนมาโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เช่น การจัดทำเป็นป่าชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ พื้นที่ที่ยึดคืนกลับมาเป็นของรัฐก็ควรได้รับการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมตามข้อกำหนดของกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะการจัดทำป่าชุมชนที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เว้นแต่อยู่ในพื้นที่สงวนหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ต้องคงสภาพหวงห้ามต่อไป ทั้งนี้เพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน ทั้งนี้ กมธ.ฯ จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน“ ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าว

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รัฐบาลปลื้ม!  ผลดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกรอบ 4 เดือน  พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านผ่าน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานเต็มสูบ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ล่าสุดพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 84.7 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

รายงานของ ส.อ.ท. ชี้ว่า ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นนี้มาจากผลของ 2 มาตรการหลักที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เข้ามาประคองค่าครองชีพ มีส่วนเพิ่มให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด กระทรวงการคลังรายงาย ยอดการใช้จ่ายรวม ณ 9 กรกฎาคม กว่า 64,546 หมื่นล้านบาท  ช่วยพยุงการขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจ SME ให้กลับมามีสภาพคล่อง

อีกมาตรการคือ Thailand Fastpass ที่สามารถเร่งรัดการลงทุนผ่านบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าดันการลงทุนจริงให้แตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ และได้กำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะให้แรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วย

“ตัวเลขดัชนีเชื่อมั่นที่พลิกกลับมาเป็นบวก คือเครื่องยืนยันว่านโยบายที่รัฐบาลทำมาตลอดไม่ใช่แค่คำพูด แต่เห็นผลจริงเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนและช่วยในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้  กรณีที่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนนี้เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท

ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเงินต้องเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดอย่างเคร่งครัด ผ่านโครงการที่ถึงมือประชาชน เช่นการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในรายละเอียด ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายต้องนำไปสู่การลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลทั้งเรื่องปากท้องระยะสั้นและวางรากฐานพลังงานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

‘รักชนก’ เปิด 4 กระทรวงไม่ส่งคำของบปี 70 แฉท้องถิ่นฟ้องถูกหั่นเงิน จี้ เปิดข้อมูลโปร่งใส ชวน จับตางบประมาณพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล ลั่นหากผู้มีอำนาจหากไม่ฟัง อีก 3 ปี เจอ ปชช.ลงโทษ

วันที่ 11 กรกฏาคม  2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดบรรยายถึงการศึกษาการจัดทำงบประมาณ ว่า ทำไมเราถึงต้องสนใจเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลกเราจะได้ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร่ จะได้รับการศึกษาแบบใด รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษางบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยคน คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ เราจะกำกับให้ใครได้สิทธิเสียสิทธิอะไรเกิดจากกฎหมาย และงบประมาณ 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไรต้องใช้ 3 อย่างคือ คน กฎ งบ และการที่เราต้องรู้เรื่องงบประมาณเพื่อจะได้รู้ว่าคนที่สัญญากับเราในช่วงเลือกตั้ง มีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่เขาพูดจริงๆหรือไม่ ทางนี้ก่อนจะมีเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะต้องมีคำของบประมาณก่อน ซึ่งจะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่จะได้รับที่จะได้รับการจัดสรรจริง โดยงบประมาณปี 2570 กมธ.ติดตามงบฯ ได้ทำหนังสือส่งไปทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่งกลับมาให้กรรมาธิการเหมือนต้องการจะฟ้องว่าสำนักงบประมาณตัดงบ แต่กระทรวงกลับหวงคำของบประมาณมาก เพราะไม่อยากให้เห็นว่าทำคำของบมาแบบไหน 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนขอเปิดชื่อกระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้กับกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก คือกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับกระทรวงที่ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาให้แล้วแต่ถอนกลับคือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า เมื่อไปดูรายละเอียดของคำของบประมาณเช่น เทศบาลนครหาดใหญ่พบว่า เจ็ทสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท แล้วยังมีคำของบประมาณห้องเรียนอัจฉริยะ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ใครพูดจริง เพราะจะเห็นว่าท้องถิ่นขอมาแต่รัฐบาลอาจจะอนุมัติงบกลางให้ เวลาจะดูว่ารัฐบาลมีความจริงใจพูดความจริงกับเราหรือไม่ ว่าใส่ใจก็ไปดูการตั้งงบประมาณ หรือตั้งโครงการอะไรในการดูแล จึงต้องตั้งคำถามว่าหลายเรื่องทำไมรัฐบาลถึงไม่ตั้งงบปกติในการแก้ไขปัญหา 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า หลายคนมักจะมองพวกเราที่เป็นสส.ด้วยความชื่นชมเป็นความหวัง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียง เช่น กรณีล่าสุดแนวคิดปรับเกณฑ์ ลูกใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี และตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่ถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็ต้อง พิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตา จนรัฐบาลต้องยอมขยับและมีการแก้ไขสัญญาจากงบประมาณเหมาจ่าย ให้ใช้ได้คุ้มค่ามากขึ้นเล็กน้อย แม้พรรคประชาชนอยากจะให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ตนหวังว่าผลของการวิพากษ์วิจารณ์น่าจะส่งผลให้สำนักงบประมาณ ตัดโครงการนี้ออกทั้งโครงการในปีหน้า จึงไม่อยากให้คิดว่าเมื่อเราด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดไปแล้วจะไม่มีอะไร หรือเขาไม่ฟังเรา ถ้าเราเป็นเสียงเดียวก็อาจจะถูกละเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มก่อน และร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้าหากเขาไม่ฟังเสียงของเรา

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ระบบงบประมาณที่เราอยากเห็น คือระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ต้นทางด้วยการเปิดเผยข้อมูล ให้สาธารณชนรับทราบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสด ในกรรมาธิการงบประมาณแล้วมีคนมาล้อว่าถ่ายทอดแล้วยังไง มีคนดู 5 คน 10 คน แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ประเด็นคือใครอยากดูต้องได้ดูเพราะคือภาษี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร 

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“JIC ไทย” สวนข้อหากัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกข่าวสารนิเทศ กล่าวหาว่าฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา จากการดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ดังกล่าว เป็นไปตามกรอบและแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่คงการวางกำลังทหารไว้ในที่ โดยการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อควบคุมสถานการณ์ รักษาความปลอดภัย และลดความตึงเครียด รวมถึงป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างกำลังของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นการรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ และไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ 

ประเทศไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาตามข่าวสารนิเทศดังกล่าวที่สรุปฝ่ายเดียวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายควรใช้กลไกทวิภาคีที่ได้ตกลงร่วมกันในการหารือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการนำเสนอข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวต่อสาธารณะหรือประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพถ้อยแถลงร่วมและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ หลีกเลี่ยงการบิดเบือนหรือตีความข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของการลดความตึงเครียดและความพยายามในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

“อนุทิน“ เข้าทำเนียบฯ วันหยุดติดตามผลทุจริตสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี -เพิกถอนบรรจุขรก.ที่กระทำผิด ด้าน ”อธิบดีปภ.“ ร่วมวงในฐานะ ปธ.สอบวินัยร้ายแรง 5 บิ๊ก.สถ.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569  เวลา 13.00 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ในวันหยุดราชการ โดยได้เรียกนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  รวมถึงข้าราชการต่างๆในกระทรวงมหาดไทย ที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่นมาหารือและเพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนผู้กระทำความผิดในการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น พร้อมหารือแนวทางการดำเนินคดี และการเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่มีความผิด
 
โดยมีรายงานว่า นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน ‘โบว์ ณัฏฐา’ ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน 'โบว์ ณัฏฐา' ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน ‘โบว์ ณัฏฐา’ ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

วานนี้ 11 กรกฎาคม 2569  น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อยักษ์ใหญ่อย่างดุเดือด โดยมีข้อความว่า  “เป็นอีกครั้งที่ไทยรัฐทำแบบนี้ …

เมื่อเช้ามีคนส่งภาพซ้ายมาให้ดู ด้วยประสบการณ์ตรงที่เคยโดนเองและต่อมเอ๊ะที่แอคทีฟ เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าโควทบิดเบือน แต่ยุ่งอยู่เลยไม่มีเวลาไปหาต้นฉบับมาดู เพิ่งได้มาฟังเนื้อหาจากคลิปก็เลยรู้ว่า สื่อบางคน สันดานไม่เปลี่ยน ไปฟังต้นฉบับเต็มๆ ได้ทางนี้ https://www.facebook.com/share/v/1EhxDm5phC/?mibextid=wwXIfr”

โบว์

หลังจากที่โพสต์ของ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทำงานของสื่อมวลชนอย่างเนืองแน่น เช่น

“ดูไม่ได้เลยฉบับจริงที่ว่า”

“จะเลียจนพัง หรือ จะฟังประชาชน”

“ขออะไรก็ขอเเล้วตามด้วยคำว่า ai โอเคจบ”

“บก.ข่าวคือใคร ?”

“ไทยรัฐ: name speaks for itself”

“โพสพี่ ดีมากค่ะ”

“เจอหลายช่องเลยครับ”

“ไทยรัฐก้อเป็นอีกช่องที่เชียร์ส้มออกรสออกชาติจ้า รายการก้อจะมี ปริญญา มาเป็นคนวิเคราะห์ด้วย”

“ความเจริญของประเทศไทยวนอยู่ในอ่าง หรือถ้าโตก็โตช้ากว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะความไม่มั่นคงทางการเมือง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองมาจากการที่ประชาชนขาดความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งการทำร้ายความสามัคคีของคนในประเทศนั้น มาจาก“สื่อ” เป็นสำคัญ”

“ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายุคนี้สื่อเชื่อถือได้ยากจริงๆค่ะคำว่าจรรยาบรรณการเป็นสื่อที่ดีหายากมากๆ”

“น่าจะมีกฎหมายลงโทษและจัดการสื่อประเภทนี้อย่างเด็ดขาด.,….ทันท่วงที …ถ้าเปรียบเทียบได้กับต้นฉบับส่าบิดเบือนถือว่าผิดเลย จัดการลงโทษได้เลย … เพราะ ปชช อีกมากที่ไม่ได้ตามข่าวอย่างต่อเนื่องจะนึกว่าข่าวปั่น เสี้ยม พวกนี้คือของจริง…รัฐบาลต้องรีบดำเนินการได้แล้วค่ะ …คนของรัฐบาลโดนกันเกือบหมดแล้ว…เป็นกำลังใจให้รัฐบาลทำงานต่อเนื่องและผ่านวิกฤตต่างๆไปได้ด้วยดี”

“เสื่อมมานานแล้วสื่อนี้.”

“มีความพยายาม เสี้ยมให้คนหาดใหญ่ ด่า รมต ภราดร”

“เ สื่อ ม 1พยางค์ 2 ความหมาย”

“ควรคิดตรึกตรอง ว่า สื่อเห็นอะไรตัวพวก รบ.นี้ น่าคิด มีอำนาจ มีเงินตรา เเต่ไม่อวย น่าคิด”

โบว์ ณัฏฐา
โบว์
โบว์
โบว์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana