ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

“ศุภจี” ชี้การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรต้องดำเนินการทั้งห่วงโซ่ พร้อมยอมรับว่าการสื่อสารนโยบายด้านข้าวของหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านมาอาจทำให้เกษตรกรสับสนต่อทิศทางการขับเคลื่อน แม้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ นบข. จึงเตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาสินค้าเกษตรหลายชนิดไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่สะสมและทับซ้อนมานานหลายปี การแก้ไขจึงต้องดำเนินการทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การพัฒนาพันธุ์ การยกระดับคุณภาพ การลดต้นทุน การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับผลผลิต ไม่สามารถแก้ไขเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้

“การแก้ปัญหาไม่ได้แก้ได้แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง กลางน้ำ และปลายน้ำ” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนึ้นางศุภจียกตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบาย “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบด้านการผลิต ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การยกระดับคุณภาพ และการลดต้นทุนการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การเพิ่มมูลค่า การแปรรูป และการส่งออก โดยทั้งสองกระทรวงทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพื่อให้การดำเนินนโยบายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นางศุภจียอมรับว่า การสื่อสารที่ผ่านมาอาจทำให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องบางส่วนสับสนต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนแนวคิด “ข้าวประณีต” ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จนถูกมองว่าเป็นคนละนโยบาย ทั้งที่เป็นการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ นบข. จึงจำเป็นต้องปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจบทบาทของแต่ละหน่วยงานและทิศทางนโยบายของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับ”ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็นหนึ่งในรูปแบบการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวประณีต” ที่กระทรวงพาณิชย์ผลักดัน โดย “ข้าวประณีต” เป็นกรอบการยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่สินค้ามูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาคุณภาพ การสร้างอัตลักษณ์ การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงตลาด ขณะที่ข้าวคาร์บอนต่ำมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยกระดับคุณภาพผลผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นแนวโน้มสำคัญของตลาดโลก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนด้านการผลิต ส่วนกระทรวงพาณิชย์ต่อยอดด้านการสร้างมูลค่า การตลาด และการส่งออก

นางศุภจีกล่าวว่า หนึ่งในตัวอย่างของการทำงานร่วมกัน คือ การพัฒนาชุมชนผู้ปลูกข้าวภายใต้กรอบ นบข. โดยทั้งสองกระทรวงร่วมกันสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือที่จำเป็น การลดต้นทุนการผลิต การยกระดับคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว

โดยจากนี้จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังขับเคลื่อนนโยบายเดียวกัน แม้แต่ละหน่วยงานจะรับผิดชอบคนละบทบาท แต่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับข้าวไทยและสินค้าเกษตรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ขอหยุดโต้ตอบโซเชียล ศาสตรา โพสต์ขออภัยทุกความขัดแย้ง เดินหน้ารับมือหน้าฝนเพื่อชาวหาดใหญ่

ขอหยุดโต้ตอบโซเชียล ศาสตรา โพสต์ขออภัยทุกความขัดแย้ง เดินหน้ารับมือหน้าฝนเพื่อชาวหาดใหญ่

ขอหยุดโต้ตอบโซเชียล ศาสตรา โพสต์ขออภัยทุกความขัดแย้ง เดินหน้ารับมือหน้าฝนเพื่อชาวหาดใหญ่

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

วันนี้ 11 กรกฎาคม 2569 นายศาสตรา ศรีปาน ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย และอดีต สส.สงขลา 2 สมัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานและขออภัยต่อเรื่องราวที่ผ่านมา โดยมีข้อความว่าว่า “ให้อภัย หยุดทุกความขัดแย้ง เดินหน้าเตรียมรับมือหน้าฝนเพื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่”

ใกล้เข้าสู่ช่วงหน้าฝน สิ่งที่พี่น้องชาวหาดใหญ่ต้องการมากที่สุดคือ “ความร่วมแรงร่วมใจ” เพื่อก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปด้วยกัน หากที่ผ่านมา ตัวผมได้เคยล่วงเกินท่านใดไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยกาย วาจา หรือใจ ผมต้องขออภัยจากใจจริงไว้ ณ ที่นี้ครับ

ศาสตรา ศรีปาน

นับจากนี้เป็นต้นไป ผมตั้งใจที่จะวางทุกความขัดแย้ง และขออนุญาตยุติการโต้ตอบทางสื่อโซเชียล เพื่อทุ่มเทเวลาและพลังทั้งหมดที่มีไปกับการลงพื้นที่ ผลักดันโครงการป้องกันน้ำท่วม และร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังสิ่งที่ผมทำในวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ ปชช. หรือ ใครต้องมาร้องขอ แต่มันคือหน้าที่และความตั้งใจจริงในฐานะคนทำงานที่อยากเห็นบ้านเมืองของเราพัฒนาขึ้น

ผมขอเชิญชวนทุกฝ่าย มาร่วมมือกันเปิดใจและจับมือกันเดินหน้า เพื่อพาหาดใหญ่ของเราผ่านพ้นฤดูฝนนี้ไปด้วยความราบรื่น เพราะผมเชื่อเสมอว่า “ความสามัคคีและพลังของพวกเราทุกคน” คือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้ครับ”

หลังจากที่โพสต์ของ ศาสตรา ศรีปาน ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตและประชาชนในพื้นที่ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่ว่าคุณจูรี พี่ศาสตรา หอการค้าสงขลา และทุกภาคส่วน ทุกคนทุกองค์กรณ์ ล้วนทำเพื่อหาดใหญ่อาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ ประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆครับ ขอบคุณมากๆครับ
จาก ประชาชน หาดใหญ่เขต 2 คนนึงครับ”

“หยุดกัดกันแล้วทำผลงานให้เห็นคะ ผลงานเกิดจากการกระทำ ไม่ว่าใครทำดีประชาชนเห็นแน่นอน เป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่ทำเพื่อประชาชน ไม่อยู่ข้างใครอยู่ข้างคยทำดี”

“เยี่ยมเลยครับน้อง สส.กอฟ ขอชมจากใจจริงครับ ขยันทำงานเพื่อชาวบ้านให้ประจักษ์ในผลงาน จะเป็นผลดีต่อตัวน้องครับ ลดเพิ่มความขัดแย้ง สร้างผลงาน และเลือกตั้งสมัยหน้า อาจจะได้ดั่งหวังครับ”

“ถึงอย่างไรก็เลือกข้างจุรีตลอด”

“หัวใจที่เปิดกว้าง มือที่ยื่นเข้ามาช่วยเหลือกัน ก็จะมากขึ้น”

“เพิ่งคิดได้เหรอครับ.#จริงใจหรือเปล่า# อยู่ให้เป็นเย็นให้พอ.แบบท่านสมยศ.จะดีมาก”

ศาสตรา ศรีปาน
ศาสตรา ศรีปาน
ศาสตรา ศรีปาน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นายศาสตรา ศรีปาน – Sarttra Sripan

ศรีสุวรรณ ร้อง ปลัดคลัง จี้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสายสีม่วง

ศรีสุวรรณ ร้อง ปลัดคลัง จี้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสายสีม่วง

ศรีสุวรรณ ร้อง ปลัดคลัง จี้ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาสายสีม่วง

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

‘ศรีสุวรรณ’ยื่น’ปลัดคลัง’ ลั่นต้องเอาผิดผู้รับเหมาสายสีม่วง จี้ใช้ “สมุดพกผู้รับเหมา” ลงดาบ เหตุอุโมงค์วงเวียนใหญ่ทรุด ย้ำต้องเชือดไก่ให้ลิงดู เตือนเพิกเฉยเสี่ยงผิด ม.157

วันที่ 11 ก.ค.69 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลัง ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการกับผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 4 ช่วงสะพานพุทธ–ดาวคะนอง จากกรณีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุน้ำรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสีม่วงและบ่อรับน้ำ (Sump Pit) ลึกกว่า 30 เมตร บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ จนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนและหน่วยงานของรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ลงโทษเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างของผู้รับเหมาภาครัฐ

ศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า เหตุดังกล่าวทำให้อาคารข้างเคียงแตกร้าวและทรุดเอียงกว่า 28 เซนติเมตร ต้องอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร ปิดการจราจรถนนประชาธิ ปกโดยไม่มีกำหนด ส่งผลให้การจราจรบริเวณวงเวียนใหญ่เป็นอัมพาต ขณะที่หลายหน่วยงาน อาทิ กรุงเทพมหา นคร ตำรวจ ป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัย และกรมโยธาธิการและผังเมือง ต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ โดยใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน

ทั้งนี้ เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความบกพร่องร้ายแรงของผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงาน จึงขอให้ปลัดกระทรวงการคลังใช้อำนาจตามมาตรา 109 (4) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ประกอบกฎกระทรวงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรือ “สมุดพกผู้รับเหมา” สั่งขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) หรือให้เป็นผู้ทิ้งงานตามกฎหมาย

ศรีสุวรรณ จรรยา

นายศรีสุวรรณ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและสร้างบรรทัดฐานให้ผู้รับเหมาของรัฐทุกโครงการเพิ่มความเข้มงวดด้านการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง พร้อมเตือนว่า หากปลัดกระทรวงการคลังเพิกเฉยไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

ศรีสุวรรณ จรรยา
ศรีสุวรรณ จรรยา

โอฬาร วิเคราะห์ ปม ทักษิณ เดินสาย ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

โอฬาร วิเคราะห์ ปม ทักษิณ เดินสาย ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

โอฬาร วิเคราะห์ ปม ทักษิณ เดินสาย ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“โอฬาร” วิเคราะห์ ปมทักษิณเดินสาย ชี้ เป็นสิทธิ์ส่วนตัว ไร้บทบาทต่อรัฐ ย้ำอำนาจบริหารประเทศเป็นของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า การเดินทางดังกล่าวเป็นการเดินทางในฐานะบุคคล มิใช่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือเป็นการใช้อำนาจแทนฝ่ายบริหารของรัฐ หรือมีบทบาทใดๆ ต่อรัฐ

ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการเจรจาและตัดสินใจในนามของประเทศไทย

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพจากการได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความพร้อมในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไกทางการทูตและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของทุกประเทศ

นอกจากนี้ แม้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีประสบการณ์หรือความสัมพันธ์กับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระดับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่อำนาจรัฐ และไม่สามารถใช้ทดแทนอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลได้ การตัดสินใจที่มีผลผูกพันต่อประเทศยังคงต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญที่สังคมควรยึดถือ คือการแยกบทบาทของ “บุคคล” ออกจาก “รัฐบาล” ให้ชัดเจน เพราะรัฐบาลคือผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เจรจาระหว่างประเทศ และรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอกรัฐบาล แม้อาจได้รับความสนใจจากสังคม ก็ไม่อาจถือเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือดำเนินภารกิจแทนรัฐบาลได้

พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมีอำนาจ กลไก และเครื่องมือของรัฐที่เพียงพอในการผลักดันนโยบายและบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยความเข้มแข็งของประเทศควรตั้งอยู่บนการทำงานของสถาบันรัฐและระบบราชการ มากกว่าการผูกความสำเร็จของนโยบายไว้กับบทบาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

คุมเข้มรับรองบุตรต่างชาติ มหาดไทย สั่งด่วน สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการ ป้องกัน พ่อทิพย์

คุมเข้มรับรองบุตรต่างชาติ มหาดไทย สั่งด่วน สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการ ป้องกัน พ่อทิพย์

คุมเข้มรับรองบุตรต่างชาติ มหาดไทย สั่งด่วน สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการ ป้องกัน พ่อทิพย์

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.49 น.

มหาดไทยสั่งการด่วนให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร ให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน ป้องกัน”พ่อทิพย์”  

วันที่ 11 ก.ค.นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎรของไทย โดยกระทรวงมหาดไทยได้เร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นช่องทางให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้ถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมแถลงผลการขยายผลปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและรับรองบุตรเท็จ ซึ่งพบพฤติการณ์จ้างคนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อรับรองบุตรของคนต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทย โดยภายหลังการสืบสวน กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักทะเบียนทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กำหนดให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานทะเบียนด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดาและป้องกันการแอบอ้างหรือการใช้เอกสารเท็จ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการตรวจสอบเชิงป้องกัน เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร ลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะนำสัญชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องมือในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นประชาชน ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะถูกสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

“รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่เพียงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่ยังเร่งอุดช่องโหว่ของระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานทะเบียนราษฎร และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ไทยเดินหน้าเวทีการทูต นายกฯเตรียมเลี้ยงรับรอง รมต.ต่างประเทศอาเซียน-เมียนมา

ไทยเดินหน้าเวทีการทูต นายกฯเตรียมเลี้ยงรับรอง รมต.ต่างประเทศอาเซียน-เมียนมา

ไทยเดินหน้าเวทีการทูต นายกฯเตรียมเลี้ยงรับรอง รมต.ต่างประเทศอาเซียน-เมียนมา

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

รัฐบาลสานต่อบทบาทไทยในอาเซียน เปิดพื้นที่หารือเมียนมาอย่างสร้างสรรค์ นายกฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรอง ย้ำหนุนฉันทามติ 5 ข้อเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพภูมิภาค

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล  ซึ่งได้หารือกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ในประเด็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาชายแดน รัฐบาลยังคงเดินหน้าบทบาทเชิงรุกด้านการต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา (Informal Meeting of the ASEAN Foreign Ministers and the Foreign Minister of Myanmar) ในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประธานการประชุม

รัชดา ธนาดิเรก

โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุม สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนและผลักดันให้เกิดพัฒนาการในเชิงบวกในเมียนมา โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาเมื่อเดือนเมษายน 2569 ประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นว่าบริบทของสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงควรพิจารณาปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยประเทศไทยได้เสนอแนวทาง calibrated re-engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อเปิดช่องทางการหารือ สร้างความเข้าใจ และสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ที่ชาติผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบไปเมื่อปี 2564 โดยให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย

1. การยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที

2. การเจรจาที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

3. ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะอำนวยความสะดวกเป็นสื่อกลางของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน

4. อาเซียนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านทางศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้านการจัดการภัยพิบัติ 

5. ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การประชุมอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้เป็นเวทีพบหารือครั้งแรกระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาหลังรัฐประหารในเมียนมา โดยคาดว่าจะเอื้อต่อการส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนในระยะยาว

“รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการและกลไกของอาเซียน ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ เพื่อสนับสนุนสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค” นางสาวรัชดา กล่าว

ชัชชาติ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ

ชัชชาติ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ

ชัชชาติ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

ผู้ว่าฯ ‘ชัชชาติ’ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ-อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดความเสี่ยงดินทรุด ย้ำต้องเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง

11 ก.ค. 69 เวลา 07.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไลฟ์ผ่านเพจ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” โดยวิ่งออกกำลังกายจากย่านทองหล่อมายังบริเวณวงเวียนใหญ่ ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขเหตุถนนทรุดและน้ำรั่วซึมบริเวณถนนประชาธิปกอย่างใกล้ชิด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการยกสะพานลอยคนข้ามออก เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการซ่อมแซมและติดตั้งอุปกรณ์อัดฉีดวัสดุเสริมความแข็งแรงของชั้นดิน (Grouting) โดยการรื้อถอนดังกล่าวยังช่วยลดน้ำหนักที่กดทับบริเวณพื้นที่ทรุดตัว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติงาน

ด้าน ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลในช่วงเช้าวันนี้ (11 ก.ค. 69) อาคารโดยรอบยังไม่พบการทรุดตัวเพิ่มเติม ขณะที่ข้อมูลจากเครื่องมือตรวจวัดยืนยันว่าพื้นที่ยังอยู่ในภาวะทรงตัว แม้อาจมีรอยร้าวบนผิวถนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรที่ใช้ในการซ่อมแซม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการอัดฉีดซีเมนต์และสารเคมีลงในชั้นดินที่ระดับความลึกประมาณ 31-37 เมตร เพื่อเสริมความแข็งแรงของดินและปิดช่องว่างใต้แนวอุโมงค์ พร้อมติดตั้งเครื่องวัดการเอียง (Inclinometer) เชื่อมต่อระบบติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของอาคารและพื้นที่โดยรอบตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยฝนที่ตกลงมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เนื่องจากน้ำที่พบเป็นน้ำใต้ดินที่รั่วซึมจากด้านล่าง ไม่ใช่น้ำผิวดินจากด้านบน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

กรุงเทพมหานครยังคงกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังในรัศมี 30 เมตร พร้อมเตรียมแผนอพยพรองรับหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง และจัดตั้งศูนย์อำนวยการในพื้นที่เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของการจราจร ยังคงปิดการจราจรถนนประชาธิปก ตั้งแต่วงเวียนใหญ่ถึงแยกบ้านแขก พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้เส้นทางถนนอิสรภาพ ถนนลาดหญ้า หรือถนนสมเด็จเจ้าพระยาแทน โดยแม้จะมีการปิดพื้นที่ก่อสร้าง แต่ประชาชนในบริเวณโดยรอบยังสามารถสัญจรในพื้นที่ใกล้เคียงได้ตามปกติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่า กรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการเฝ้าระวังการทรุดตัวของพื้นที่ การตรวจสอบอาคาร และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สุชาติ สั่งลุย รื้อแหลก โรงแรม-รีสอร์ตภูเก็ต ทวงคืนผืนป่า

สุชาติ สั่งลุย รื้อแหลก โรงแรม-รีสอร์ตภูเก็ต ทวงคืนผืนป่า

สุชาติ สั่งลุย รื้อแหลก โรงแรม-รีสอร์ตภูเก็ต ทวงคืนผืนป่า

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันนี้ 11 กรกฎาคม 2569 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ประกาศเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดในการทวงคืนผืนป่าจากทุนใหญ่ โดยมีข้อความว่า “#ถึงคิว โรงแรมวิลล่าหรู ภูเก็ตคดีถึงที่สุด รื้อหมดไม่มีข้อยกเว้น ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน

“ภูเก็ตโมเดล“ เร่งบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ทุกรายอย่างเสมอภาค ไม่มีข้อยกเว้น สั่งเปิดปฏิบัติการบังคับคดีรื้อถอนโรงแรมและวิลล่าหรูในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต หลังคดีถึงที่สุด ทวงคืนพื้นที่ป่ารวมกว่า 25 ไร่ กลับคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน”

สุชาติ ชมกลิ่น

หลังจากโพสต์ของ สุชาติ ชมกลิ่น ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยมีประชาชนและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น

“สุดยอดครับท่านรัฐมนตรี ผลงาน ประจักษ์ต่อประชาชน มากกว่าคำพูดหรือข่าวจากสื่อ”

“เพิกถอน รื้อถอน คืนป่า ขอแสดงความนับถือท่านสุชาติ ท่านได้ใจคนไทยทั้งประเทศครับ”

“ต้องปฎิบัติอย่างนี้ ถึงลูกถึงคนดี ได้ใจคนที่รักความยุติธรรมครับ”

“อยากให้ท่านไปถอน สปก ที่หาดฟรีด้อมมีหลายแปลงที่ไปออกทับป่าไม่ป่าสงวนทั้งนั้น และเป็นที่ของนายทุนทั้งนั้น และเป็นตระกูลดังทั้งนั้นและที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนกล้าเพิกถอนสักที ก็หวังว่ายุคของท่านรัฐบาลของท่านคงจะกล้านะครับ จะเอาใจช่วยครับ”

“ขอเป็นกําลังใจให้ท่านครับ “

“ทำถูกต้องแล้วครับทำแล้วทำให้ถึงที่สุดอย่าหยุดต้องทำทุกพื้นที่ทั่วประเทศนะครับสนับสนุนจากคนเชียงใหม่ครับ”

สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น
สุชาติ ชมกลิ่น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุชาติ ชมกลิ่น 

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก เตรียมชงครม. พิจารณาแผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต พร้อมจัดทัพ 10 คณะทำงาน เกาะติดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลังจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ตัวแทนสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดำเนินงานในโครงการภาครัฐ ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งเดินหน้าหาทางออกทันที โดยล่าสุดได้มีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา ทั้งในแง่กฎหมาย ผลกระทบเชิงสังคม และความคุ้มค่า เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ใน 8 โครงการใหญ่ อาทิ การจ่ายค่าทดแทนที่ดินในอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง (บ้านทำนบ, ห้วยเสนง, อำปึล และห้วยสะพงน้อย) การจ่ายค่าขนย้ายกรณีพิเศษในโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ , การชดเชยแทนการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพให้แก่เกษตรกรใน จ.สุรินทร์ กว่า 5,353 ราย และแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการฝายราษีไศล ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด   

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสรุปข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เพื่อจะเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รัฐบาลยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหา 1 คณะ และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 9 จังหวัด อีก 9 คณะ รวมทั้งสิ้น 10 คณะ เพื่อติดผลการดำเนินงานในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด

เกษตรกร

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

รัฐบาลเผยคืบหน้าผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” เริ่มเปิดรับ ก.ค. คัดเลือก ส.ค ประกาศผลคัดเลือก ก.ย. เริ่มอบรม ต.ค ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก  7,256 คน 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้านโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ซึ่งมีความคืบหน้าตามลำดับอย่างชัดเจน ผ่านการขับเคลื่อนการทำงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าผลิตอาสาพยาบาลฯ ทำงานในชุมชน จำนวน 7,256 คน เข้าไปทำหน้าที่ดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย เชื่อมโยงการทำงานกับ รพ.สต.  เพื่อเสริมสุขภาพในระดับปฐมภูมิให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุด การดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ จะเริ่มจากเดือนกรกฎาคม 2569 และจะมีการประกาศเปิดรับสมัครคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ อย่างเป็นทางการ ในช่วงระหว่างวันที่ 13 – 27 ก.ค. 2569  โดยจะประกาศรับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ  ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 อนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะตรวจสอบคุณสมบัติ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นอาสาพยาบาลฯ 

จากนั้น ในเดือน ส.ค. 2569 จะมีการดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระหว่างวันที่ 3 – 14 ส.ค. 2569  ต่อจากนั้นคณะอนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะส่งผลการคัดเลือกไปยังคณะกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ภายในเดือน ก.ย. 2569 และจะประกาศผลการคัดเลือก ในวันที่ 1 ก.ย. 2569  โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ในเดือน ต.ค. 2569 ต่อจากนั้น จะเป็นช่วงเวลาของการเริ่มอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ต่อไป

อาสาพยาบาลชุมชน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า  กระทรวงสาธารณสุขคาดว่าจะผลิตอาสาพยาบาลฯ จำนวน ทั้งหมด 7,256 คน จัดสรรไปยัง 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยให้ยึดฐานตำบลเป็นหลักในการ กระจายจำนวนอาสาพยาบาลฯ เพื่อที่จะได้เติมเต็มกำลังคนสุขภาพปฐมภูมิในระดับชุมชน  ดังนี้ เขตสุขภาพที่ 1 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 769 คน เขตสุขภาพที่ 2 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 426 คน เขตสุขภาพที่ 3 จะได้อาสาพยาบาลฯ 420 คน เขตสุขภาพที่ 4 จะได้อาสาพยาบาล 713 คน  เขตสุขภาพที่ 5 จะได้อาสาพยาบาลฯ 635 คน เขตสุขภาพที่ 6 จะได้อาสาพยาบาลฯ 531 คน เขตสุขภาพที่ 7 จะได้อาสาพยาบาลฯ 660 คน เขตสุขภาพที่ 8 จะได้อาสาพยาบาลฯ 664 คน เขตสุขภาพที่ 9 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 762 คน เขตสุขภาพที่ 10 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 613 คน เขตสุขภาพที่ 11 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 518 คน และเขตสุขภาพที่ 12 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 565 คน

รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” (อสพ.) ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพื่อเพิ่มกำลังคนในระบบสาธารณสุข ไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ Care Giver ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด