‘เอกภพ’ โฆษกป้ายแดง เปิดใจ หลังรับตำแหน่ง ลุยสื่อสารเชิงรุก แจงข้อมูลถูกต้อง แก้ข่าวบิดเบือน ไม่เน้นโต้วาที

8 กันยายน 2569 เวลา 14:27 น.

เอกภพ‘ โฆษกป้ายแดง เปิดใจ หลังรับตำแหน่ง ลุยสื่อสารเชิงรุก ไม่เน้นโต้วาที – ใส่ไฟการเมือง พร้อมตอบโต้ข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลจริง มุ่งสร้างประโยชน์ต่อประชาชน ขอทุกฝ่ายร่วมปักธงทางความคิด สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ประเทศ

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 12.30 น. ที่อาคารรัฐภา นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการแถลงผลการประชุมคณรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ว่า ตามที่รับทราบข่าวสารมาในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโฆษกรัฐบาล ซึ่งวันนี้ก็มีมติ ครม. เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตนเป็นโฆษกรัฐบาลคนใหม่

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า วันนี้ก่อนที่จะแถลงมติ ครม.ที่มีการประชุมวันนี้ที่มีเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยซึ่งหนึ่งที่มีการคาดการณ์กันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทีมโฆษกรัฐบาลในมิติใหม่จะมีความเข้มข้นในทางการเมือง มีการตอบโต้ทางการเมืองมากขึ้นหรือไม่ โดยสิ่งที่ทีมโฆษกอยากจะสื่อสารคือ แน่นอนว่าจะมีความเข้มข้นในเรื่องของข้อมูล จะเข้มข้นในเรื่องความรวดเร็วฉับไวในการให้ข้อมูล เราจะเข้มข้นในการให้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงถึงพี่น้องประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจริงๆ

แต่ทีมโฆษกรัฐบาลของเรา จะไม่เน้นการโต้วาที จะไม่เน้นเรื่องการใส่อารมณ์ทางการเมือง เราจะเน้นการตอบโต้ข้อมูลเท็จด้วยข้อมูลจริง โดยนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมรตรี และรัฐมนตรีของเรา ทำงานกันอย่างตั้งใจและเต็มที่ ซึ่งทุกคนทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคใดหรือไม่เลือกพรรคใดก็ตาม หรือจะเชียร์คนไหนไม่เชียร์คนไหน ซึ่งทีมโฆษกรัฐบาลจะไม่ทำหน้าที่ในการใส่ไฟหรือเติมไฟทางการเมืองที่แบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มแบ่งออกเป็นสีหรือคณะใดๆ

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ทีมโฆษกรัฐบาลจะทำเพื่อประชาชนให้ข้อมูลถึงพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และข้อมูลที่ออกมาจากทีมโฆษกรัฐบาลต้องเป็นข้อมูลที่จริงและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าเราจะทำ และสิ่งที่จะทำคือมีเรื่องที่ดีๆ อยู่ในประเทศเรามากมาย จึงอยากจะชวนทุกคนในแวดวงการเมืองให้มาร่วมกัน แทนที่จะมาตอบโต้ที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นเราต้องมาช่วยกันปักธงทางความคิด ช่วยกันสร้างสิ่งใหม่ๆ ว่าเราอยากทำให้กับประเทศไทย

“เราอยากจะนำพาประเทศไทยไปอยู่จุดไหน มีอะไรที่จะทำให้ประเทศสู้กับประเทศอื่นในโลกได้ มีอะไรที่จะทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ มาแข่งกันปักธงทางความคิด ถ้าอันไหนเป็นเรื่องดี ผมเชื่อแน่ว่า ทุกคนในคณะรัฐมนตรีจะนำเรื่องนั้นไปปฏิบัติ และไปใช้ แต่ถ้าเรื่องไหนก็ตามที่คณะรัฐมนตรีทำได้ดีแล้ว ทีมโฆษกเราก็จะนำเรื่องนั้นมาสื่อสารถึงพี่น้องประชาชนเช่นกัน เป็นสิ่งสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการต่อจากนี้“ นายเอกภพ กล่าว

สภาฯ ถกงบฯ ก.เกษตร มาราธอน ลากยาว 4 ชั่วโมง สส.โวยอภิปรายไปเรื่อย ด้าน โสภณ ส่งสัญญาณส่อเพิ่มเวลาประชุมถึง 10 ก.ย.

8 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทยราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณา มาตรา 13 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นานเกือบ 4 ชั่วโมง ก่อนที่จะผ่านมาตราดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สส.ที่อภิปรายส่วนใหญ่ เป็นของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่สะท้อนถึงปัญหาในพื้นที่และขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ เมื่อหลังจากที่สภาฯ ลงมติผ่านมาตราดังกล่าว นายธนยศ ทิมสุวรร สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ฐานะวิปรัฐบาล แจ้งว่า การอภิปรายงบประมาณ เมื่อ 7 กันยายน ใช้เวลารวม 15 ชั่วโมง แบ่งเป็น กมธ.ชี้แจง 2 ชั่วโมง 30 นาที สส.รัฐบาล ใช้เวลาอภิปราย 4 ชั่วโมง 6 นาที และ สส.ฝ่ายค้าน ใช้เวลา 7 ชั่วโมง 41 นาที ขณะที่การพิจารณามาตรา 15 มีผู้ลงชื่ออภิปราย รวมเวลาที่จะอภิปราย 2 ชั่วโมง 10 นาที ส่วนมาตรา 16 และ มาตรา 17 มีผู้ลงชื่ออภิปราย รวมเวลาที่จะอภิปรายมาตราละ 1 ชั่วโมง

ทำให้ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลุกหารือต่อ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ฐานะประธานในที่ประชุม ว่า ขอให้ควบคุมการประชุม ผู้ที่อภิปรายเป็นผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ หรือแปรญัตติ ผู้ที่ลงชื่ออยู่ในประเด็นตัดหรือปรับลด หากปล่อยให้อภิปรายเหมือนอภิปรายในวาระแรก อภิปรายไปเรื่อยๆ จะควบคุมเวลาไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้นช่วงที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้เปรยกับที่ประชุมช่วงก่อนเข้าวาระว่า ขอให้วิปแต่ละฝ่ายควบคุมเวลาการอภิปรายให้เป็นไปตามที่หารือ เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ต้องใช้เวลาประชุมสภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน ได้

ครม.เห็นชอบการร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง สปป. ลาว

8 กันยายน 2569 เวลา 14:21 น.

ครม.เห็นชอบการร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง สปป. ลาว

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 12.30 น.ที่รัฐสภา นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง สปป. ลาว (โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามขอบเขตของโครงการ แหล่งที่มาของเงินทุน รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ จำนวน 1,783,671,500 บาท

2. อนุมัติให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 – 2574 รวมระยะเวลา 4 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ในส่วนของเงินกู้ จำนวน 891,835,750 บาท

3. เห็นชอบแนวทางการกู้เงินของ สพพ. จากสถาบันการเงินภายในประเทศ จำนวน 891,835,750 บาท ตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กำหนด

4. กรณี สปป. ลาว ผิดนัดชำระหนี้ สพพ. จะพิจารณาใช้เงินสะสมของ สพพ. เพื่อชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศไปก่อน ทั้งนี้ หาก สพพ. เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องจะขอรับจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเมื่อ สพพ. สามารถเรียกเก็บหนี้ได้จะนำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังต่อไป

5. มอบหมายให้ผู้อำนวยการ สพพ. ลงนามในสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการดังกล่าวแก่ สปป. ลาว แล้ว

สำหรับประโยชน์ทึ่จะได้รับมีดังนี้

1. การก่อสร้างสะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

2. ผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป. ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30 – 45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกัน ทำได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยจากการ ข้ามแม่น้ำ

3. จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่านโดยใช้เส้นทางเมืองหงสา – เมืองจอมเพชร – บ้านเชียงแมน และใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขงระยะเวลาท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน โดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทยคนละ 4,500บาท ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีแรก คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ80,000 คน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท

4. เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค

อนุทิน ยันรู้ที่สูงที่ต่ำ และรู้มากกว่าคนอื่น แจงปมถูกกล่าวหาแอบอ้างสถาบัน ยันทำทุกอย่างตามขั้นตอน หลังร่วมประชุมองคมนตรี

8 กันยายน 2569 เวลา 14:18 น.

8 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ ตอบโจทย์ ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เมื่อคืนวันที่ 7 ก.ย. ตอนหนึ่งได้อธิบายและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาว่า อ้างอิงสถาบันฯ หรือเบื้องสูงในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล “ช่วยบอกสิครับว่า ผมไปแอบอ้างตรงไหน ตรงไหนที่ผมแอบอ้าง”

นายอนุทิน กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในทุกนโยบายของรัฐบาลหน้าที่หลักคือ ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท สนองโครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน “ถวายงานในหน้าที่ที่มี เราไปอ้างตรงไหน ทำตามทุกอย่าง ไม่ทำถวายสิแปลก”

เมื่อถูกถามต่อว่า นายกฯ อาจจะไม่ได้พูดโดยตรง แต่มักมีภาพปรากฏ เช่น การออกงานร่วมกับราชเลขานุการในพระองค์ , ประชุมร่วมกับองคมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ ไม่เคยนำเรื่องเบื้องสูงหรือสถาบันฯ มาแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกอย่างดำเนินการไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้

“อยู่ดีๆ ผมจะไปประชุมกับท่านองคมนตรีได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดการที่เชิญผมไปร่วม อยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง”

นายกฯ ย้ำว่า ไม่มีทางที่จะโทรไปร้องขอเพื่อไปร่วมงาน หวังให้มีภาพติดตัวและทำให้ประชาชนเห็นว่าใกล้ชิดกับทางราชสำนัก

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองประชาธิปไตย พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน สส.มากเป็นอันดับ 1 ครั้งที่แล้วก็มาด้วยเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีตรงไหนแอบอ้างหรือใช้บารมีของสถาบันมาช่วยเหลือ

“ทำไมผมจะไม่รู้ที่สูง ที่ต่ำ ผมต้องรู้มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ” นายกฯ กล่าว

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

8 กันยายน 2569 เวลา 13:55 น.

แต่งตั้ง”เอกภพ”เป็นโฆษกแทน”รัชดา” ไปเป็นผู้ช่วยรมต.พร้อมรับโอน “ณัฐพล”มานั่งตบยุงตึกไทยตำแหน่ง “ปรึกษานายกฯ”

วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศแทนตำแหน่งที่ว่าง (กระทรวงกลาโหม)
​​

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอแต่งตั้ง นางอารดา เฟื่องทอง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการลงทุน การพาณิชย์ หรือการค้าระหว่างประเทศ) ในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2. เรื่อง การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 4 (5)(กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายสมเกียรติ แสงระวี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามมาตรา

4 (5) แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แทน นางธิดา ศรีไพพรรณ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี
(นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กระทรวงมหาดไทย)
​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจาก
ขอลาออก จำนวน 2 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

​​1. นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง แทน นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์

​​2. นางณัฐนันทน์ อัศวเลิศศักดิ์ แทน นายเจษฎ์ โทณะวณิก

​​3. นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไปและผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งแทนตามข้อ 1 และ 2อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง(กระทรวงพาณิชย์)

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ และเพื่อเป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการ

จำนวน 9 ราย ดังนี้

​​1. นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง

​​2. นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

​​3. นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

​​4. นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวง

​​5. นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง

​​6. นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก
และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

​​7. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

​​8. นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรง
ตำแหน่ง อธิบดีกรมการค้าภายใน
​​

9. นางสาวจิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรง
ตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง(กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการและเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง

​​1. นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

​​2. นางสาวจีระภา บุญรัตน์ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายเอกภพ เพียรพิเศษ ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศ

9. เรื่อง การแต่งตั้งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)
​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้ง นางโปรดปราน สมานมิตร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2572 ตามมติคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย

‘พลพีร์’เอาจริง! สั่งปูพรมตรวจสุสาน 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ ขยายผลเครือข่าย ‘กาน ชาบาด’

8 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

“พลพีร์” เผยลุยสอบสุสานยิวเจริญกรุงถูกต้องหรือไม่ พร้อมขยายผลเครือข่ายนอมินีอิสราเอล 

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 11.45น. ที่รัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสุสานชาวยิวที่จ.ฉะเชิงเทรา ที่ล่าสุดผวจ.ฉะเชิงเทรา มีคำสั่งให้นำร่างผู้ที่ถูกฝังออกช่วงที่สุสานไม่ได้รับอนุญาติออกจากพื้นที่ ว่า ในสุสานดังกล่าวมีการฝังทั้งหมด 4 ร่าง ชัดเจนว่าจำนวน 3 ร่างมีการฝังช่วงที่สุสานไม่มีใบอนุญาต จึงต้องย้ายร่างออก ขณะนี้กำลังพิสูจน์ว่าอีก 1 ร่างฝังอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยที่แปลงนั้นจะไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้อีกเพราะองค์ประกอบเรื่องระยะห่างจากถนนและแหล่งน้ำผิดองค์ประกอบสุสานอย่างชัดเจน สำหรับสุสานชาวยิวที่ ถ.เจริญกรุง ตรวจสอบแล้วพบมีร่างชาวยิวฝังอยู่ทั้งหมด 49 ร่าง โดยเชื่อมกับอีกหนึ่งสุสานที่มีกำแพงกั้น ตอนนี้ได้ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าการเชื่อมกันเช่นนั้นสามารถทำได้หรือไม่ เพราะกำแพงที่กั้นนั้นจะแบ่งเป็นสองแปลงหรือไม่ เพราะหนึ่งแปลงอาจมีใบอนุญาตแต่อีกหนึ่งแปลงอาจไม่มี

นอกจากนี้ตนยังให้ไปตรวจสอบสุสานทั่วประเทศ จากรายงานเบื้องต้นทราบว่า สุสาน โบสถ์ฌาปนกิจ ทั่วประเทศมี 1,200 แห่ง ซึ่งไม่ใช่ของชาวยิวทั้งหมดเป็นของทุกศาสนา และกำลังขอรายละเอียดว่าแต่ละที่มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หมดอายุแล้วหรือยัง และใครเป็นคนขออนุญาต ซึ่งวันที่ 10 ก.ย. ตนจะลงพื้นที่ฉะเชิงเทราด้วยตัวเองเพื่อติดตามความคืบหน้า 

นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับข้อสงสัยของหลายคนว่าทำไมชาวต่างชาติสามารถจดทะเบียนสุสานได้นั้น บริษัท กาน ชาบาด ผู้ก่อตั้งมี 3 คนเป็นชาวอิสราเอลที่มีสัญชาติไทยทั้งหมด และเขาก็เป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ และอีกหลายๆแปลงรวมถึงชาบาดที่จ.ภูเก็ตด้วย ตอนนี้ตนและรมว.ยุติธรรม ได้ขยายเครือข่ายชาวอิสราเอลที่คาดว่าจะเป็นนอมินีหรือทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว โดยสถานที่เราสงสัยคือที่ จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงแปลงที่กำลังสร้างชาบาด ที่ ถ.สุขุมวิทด้วย ตอนนี้กำลังต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่ ตรงไหนผิดกฎหมายก็จะดำเนินการทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลด้วยว่ามีชาวอิสราเอลไปซื้อที่ไว้ในจังหวัดชายแดนใต้ ตนได้คุยกับสส.ในพื้นที่หลายคน โดยตนจะลงไปดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร สิ่งที่กังวลคือพื้นที่ภาคใต้มีอีกศาสนาที่คนนับถือมาก หากมีอีกศาสนาลงไปอาจจะเป็นข้อถกเถียงในสังคมหรือไม่ โดยเบื่องต้นทราบว่าขณะนี้เป็นการซื้อที่ดินเปล่ายังไม่ได้สร้างอาคารหรือทำธุรกิจอะไร ส่วนเรื่องสัญชาติตนไม่ได้วิตกอะไรเพราะเป็นชาวต่างชาติที่มีสัญชาติไทยที่กฎหมายไทยควบคุมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยึดทรัพย์หรือดำเนินคดี แต่ถ้าหากเลวร้ายมากเราก็สามารถถอนสัญชาติและเนรเทศได้ด้วย แต่ขอทำทีละขั้นตอนทำเรื่องโครงข่ายธุรกิจให้สมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวันที่ 15 ก.ย. ตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือวิธีการเชื่อมโยงหลังบ้านเรื่องนอมินีทุนเทาต่างๆแล้วรายงานนายกฯต่อไป 

เมื่อถามว่ามีกลุ่มการเมืองนำประเด็นชาวยิวออกมาเคลื่อนไหวทวงคืนประเทศ นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนเห็นการขับเคลื่อนทางการเมืองในเรื่องนี้ แต่พอไปฟังเนื้อหาเป็นเรื่องการเมืองส่วนอื่นๆด้วย อยากบอกประชาชนว่าไม่ต้องกังวลใจ เพราะเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและนายกฯจริงจังมากและพิสูจน์อยู่แล้วในทุกภารกิจที่ออกไป เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาติใดชาติหนึ่งเราทำหมดเลย 

ศุภจี เผย เจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นไปได้ดี อีก 1 สัปดาห์ชัดเจน เชื่อ ได้ตามดีลเดิม

8 กันยายน 2569 เวลา 11:48 น.

ศุภจี เผย เจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นไปได้ดี มั่นใจ อีก 1 สัปดาห์ชัดเจน เชื่อ ได้ตามดีลเดิม เผย หากลงตัว พร้อมต่อสาย “อนุทิน” คุย “ทรัมป์” ทันที

เมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีมาก เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ทุกประเด็น ขณะนี้เหลือรอขั้นตอนรายละเอียดเรื่องตัวอักษร และภาษา ซึ่งคาดว่าจะจบได้ภายในเร็ววันนี้

ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมมือกันเป็นทีมประเทศไทย ทำให้เราสามารถเจรจาหาข้อสรุปได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ที่ให้แนวทางในการไปเจรจา คิดว่าไม่น่าติดปัญหาอะไร จบในสาระสำคัญทุกประเด็น

เมื่อถามว่า หลังพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คาดว่าจะจบเมื่อไหร่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่น่าเหลืออะไร เพราะประเด็นสำคัญจบแล้ว เหลือแค่รายละเอียด คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จะเสร็จสมบูรณ์ และจากนั้นจะเสนอรายละเอียดไปยังคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อส่งให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เมื่อถามย้ำว่า จะชัดเจนภายในเดือนนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร และไม่มีความกังวล ซึ่งน่าจะสรุปได้เป็นปกติ

เมื่อถามว่า ตัวเลขส่งออกจะอยู่ที่เท่าไหร่ นางศุภจี กล่าวว่า หากสรุปได้ การส่งออกของเรา ก็น่าจะเป็นไปได้ปกติ ซึ่งตัวเลขภาษีเป้าหมาย จะอยู่ตามข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้ ตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

นางศุภจี เปิดเผยอีกว่า เมื่อขั้นตอนการเจรจาลงตัวเรียบร้อย จะนัดหมาย ให้นายอนุทินพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อปิดการเจรจา

ครม.ไฟเขียว ‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ นั่งโฆษกรัฐบาลคนใหม่

8 กันยายน 2569 เวลา 11:13 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 กันยายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 1 ตำแหน่ง ได้แก่

1. นาย เอกภพ เพียรพิเศษ ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ประวัติและเส้นทางของ นาย เอกภพ เพียรพิเศษ

ข้อมูลส่วนตัวและการศึกษา

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2519 (ปัจจุบันอายุ 50 ปี) สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จบแพทย์เฉพาะทาง (เวชศาสตร์ครอบครัว)ในปี พ.ศ. 2544

และได้ปริญญาเอก วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (วว.) สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา

เส้นทางสายวิชาชีพแพทย์และวงการกีฬา

ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นพ.เอกภพ เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มาใช้เป็นปีแรก จึงทำให้มีประสบการณ์บริหารจัดการระบบโรงพยาบาลและนโยบายสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักในวงการกีฬา จากการทำหน้าที่ดูแลความพร้อมทางร่างกายให้นักกีฬาในฐานะแพทย์ประจำสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และก้าวขึ้นเป็นแพทย์ประจำทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่ โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างศึกชิงแชมป์อาเซียน AFF Suzuki Cup 2018

ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

เส้นทางการเมืองเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงราย เขต 1 ในนามพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาเมื่อพรรคถูกยุบ จึงได้ย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสู่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นคณะทำงานด้านสาธารณสุข โดยเป็นกระบอกเสียงหลักในการอธิบายและผลักดันนโยบาย “ยกระดับระบบบัตรทองรักษาทุกที่” แม้ในการเลือกตั้งครั้งต่อมาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. แต่ก็ยังคงทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมักออกมาแสดงวิสัยทัศน์และตรวจสอบการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อย่างตรงไปตรงมา

ก่อนหน้านี้ นพ.เอกภพ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานช่วยเหลือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนให้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของภราดรแทน และสลับให้ นพ.เอกภพ เป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” คนใหม่ เพื่อรับไม้ต่อในการปรับทัพทีมสื่อสารของรัฐบาลให้มีความคล่องตัว ชัดเจน และสามารถอธิบายนโยบายต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านฐานะทางการเงิน จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินล่าสุด นพ.เอกภพ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นกว่า 13.79 ล้านบาท และได้แจ้งสถานะไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีหนี้สินแต่อย่างใด

‘รุทธพล’ เผย ดีเอสไอ จ่อออกหมายเรียกรอบ 3  ‘สมชาติ’ สส.ภูเก็ต ปชน. แจงปมถือหุ้นนอมินี

8 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

“รุทธพล”เผย กรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมออกหมายเรียกรอบ 3 สส.สมชาติ ปชน. แจงปม ถือหุ้นนอมินี หลังพบพิรุธ ทยอยปิดบริษัท – ขายที่ดินราคาต่ำผิดปกติ ชี้ หากไม่มาส่อขัด มาตรา 24 พรบ.ดีเอสไอ.

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชนขอเลื่อนการให้ปากคำ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ในฐานะพยาน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ครั้งที่ 2 ในคดีตรวจสอบการถือหุ้น บริษัทเอกชน ในฐานะเป็นกรรมการถือหุ้นบริษัทเอกชนซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินี ร่วมกับชาวต่างชาติ ว่า การเชิญครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมชาติแจ้งว่าไม่ได้รับหมาย ในระบบไปรษณีย์ ครั้งที่ 2 นัดวันที่ 7 กันยายน มีการแจ้งเลื่อนและขอเข้าพบในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งดีเอสไอมองว่าเป็นระยะเวลาที่นาน ทางพนักงานสอบสวนจึงนัดอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน ถือเป็นการเรียกครั้งที่ 3 เพราะต้องเร่งดำเนินการนิดนึง เนื่องจากในพื้นที่ได้รายงานมาว่า ขณะนี้มีการปิดบริษัทแล้วหลายบริษัท และมีการนำที่ดินออกไปขายในราคาผิดปกติไม่สมจริง ซึ่งต่ำกว่าราคาจริงอย่างมากๆ และเจ้าหน้าที่ก็ได้สืบสวนพบว่ามีที่ดินอีกหลายแปลงในภาคอีสาน จึงอยากให้นายสมชาติรีบเข้ามาชี้แจง เพราะถ้าหากไม่มาก็จะมีเรื่องของข้อกฎหมายตามพ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา24 ในเรื่องของการขัดหมายเรียก

เมื่อถามว่า หากครั้งที่ 3 ยังไม่มาจะต้องออกหมายจับหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการ ในมาตรา 24

ถามต่อว่า เนื่องจากยังอยู่ในสมัยประชุมสภา สส.สามารถอ้างติดภารกิจ แล้วไม่มาตามหมายเรียกได้หรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นการเรียกเข้ามาชี้แจงในสถานะพยาน ซึ่งตนคิดว่าไม่เสียหายอะไร หากมีการขาดเหลือเรื่องเอกสารอะไรก็จะสามารถนำเข้ามาเพิ่มเติมได้ ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่สุด

ถามย้ำว่า กรณีการขายที่ดินแล้วปิดบริษัทบ่งบอกพฤติกรรมความผิดอะไร ได้หรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยปกติทั่วไปการขายลักษณะนี้ เช่นการปิดบริษัทหลายบริษัท และขายที่ดินราคาต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก บ่งบอกว่าเป็นการสละการครอบครอง ส่วนรายละเอียดในคดีก็ต้องมาดูกันอีกที

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าความผิดสำเร็จแล้วหรือยัง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในเรื่องต่างๆเป็นของนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งทางดีเอสไอเก็บรายละเอียดมาหมดแล้ว หนังสือสัญญาหรือเอกสารต่างๆถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง ก็เก็บรายละเอียดไว้หมดแล้ว

ไอซ์ รักชนก บอก 44 อดีตสส.ก้าวไกล ขึ้นศาลแล้ว ถาม 229 รายพร้อมไปศาลหรือยัง?

8 กันยายน 2569 เวลา 09:45 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 จากกรณีที่ประชุมสภากำลังพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนบางคนได้ติดป้ายสี่เหลี่ยมไซต์นามบัตรที่หน้าอก และระบุเลข “229” พื้นหลังของป้ายเป็นสีน้ำเงิน และทำป้ายตั้งโต๊ะข้อความเดียวกัน ซึ่งคาดว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขของ สว. และ สส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มีการขึ้นป้ายตัวเลข 44 โดยมีพื้นหลังเป็นสีส้ม โต้กลับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวน อดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน ที่อยู่ในคดีที่เสนอแก้ไขมาตรา 112

ล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความกลางดึกทื่ผ่านมาว่า 44 สส. เดินอย่างสง่าผ่าเผยไปศาลมาแล้ว 229 คนที่เอี่ยวโกง สว. พร้อมจะไปศาลกันหรือยัง?

ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่เรียงหน้ากันออกมาเด้งรับว่าตัวเลข 229 เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยจริงๆ คนเขาจะได้เลิกสับสนและหายสงสัยค่ะ

ปล. ความกล้าหาญเพื่อยืนหยัดอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติต่อกฎหมายที่มีปัญหา กับความหน้าด้านในความพยายามจะกินรวบประเทศ มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกันมากอยู่นะคะ