ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย  รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.02 น.

รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้วกว่า 27,000 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้านบาท พร้อมเปิดมหกรรมแก้หนี้ฟรี 6 จังหวัด

วันที่ 11 ก.ค.นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรม สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับกรมบังคับคดี และสถาบันการเงินกว่า 40 แห่ง ได้ดำเนินโครงการ มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งก่อนฟ้องและภายหลังศาลมีคำพิพากษา ครอบคลุมหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงหนี้ กยศ. ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยแทนการดำเนินคดีในศาล

ผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนเข้าร่วมไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,470 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 5,926 ล้านบาท สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 3,530 ล้านบาท และช่วยปลดภาระผู้ค้ำประกันแล้วกว่า 20,555 ราย สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงินในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

หนี้

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 อย่างต่อเนื่องอีก 6 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 ได้แก่ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ยะลา และปทุมธานี โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการไกล่เกลี่ยหนี้ ขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย และรับบริการด้านยุติธรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกรมบังคับคดี และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 หรือ 79 ตลอดระยะเวลาการจัดโครงการ

“รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือประชาชนให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดข้อพิพาท และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่าย” นางสาวลลิดา กล่าว

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.49 น.

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำ คณะสถิติประยุกต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง นายปิยบุตร แสงกนกกุล กรณีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการจัดการคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในกลุ่มเยาวชน โดยระบุว่า 

” ผมอยากจะแนะนำ Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าการไปเสนอแนะให้ คณะรัฐมนตรี เสนอให้กราบทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน มีอายุต่ำกว่า 18 ปีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ไม่นิรโทษกรรม แต่ อภัยโทษ นั้นทำได้ และควรทำ

ผู้ต้องขังมีสิทธิ์ถวายฏีกาขอพระราชทานอภัยโทษอยู่แล้ว การพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

ผมมีความเชื่อมั่นว่า หากเยาวชนถูกตัดสินพิพากษาว่ากระทำความผิดทางอาญามาตรา 112 เป็นผู้ต้องขัง แล้วถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานอภัยโทษให้อย่างแน่นอน ด้วยพระเมตตาสูงสุดต่อเยาวชนของชาติ

และเป็นพระราชอำนาจและพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดที่ทรงใช้ได้อย่างเต็มที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว

ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องไปออกกฎหมายใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น
ผมเชื่อมั่นในพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานต่อเยาวชนของชาติ
ขอให้พิจารณากำหนดท่าทีของตัวคุณเอง ให้ถูกต้อง”
 

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

สั่งเบรคทั่วประเทศ! ’กรมท้องถิ่น‘ ร่อนหนังสือถึง ’พ่อเมืองทั่วประเทศ‘ ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตามพ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานลง ’อปท.‘ หลัง ’ฝ่ายค้าน‘ กระทุ้งอาจมี ’สอดไส้‘ เอาความเดือดร้อนปชช. บังหน้าเอื้อประโยชน์ตัวเอง 

วานนี้ 10 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี รักษาราชการแทนแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (SOLA) ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ผ่านระบบ (SOLA) พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569 เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบ 

นั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จึงขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เกิดขึ้นภายหลังจากที่ฝ่ายค้าน โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนงานหรือโครงการดังกล่าวสำหรับ อปท. อาจมีการสอดไส้

กรมท้องถิ่น

ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง ชัชชาติ แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง ชัชชาติ แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง ชัชชาติ แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.56 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1881/2569 เรื่อง แต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49 (3) และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จึงแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ

ดังต่อไปนี้

1.นายวิศณุ ทรัพย์สมพล

2. นางสาวทวิดา  กมลเวชช

3. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ

4. นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ก็มือพี่ลั่นไปเอง! ‘อนุทิน’เผลอกดแชร์ ข่าวลือ ทักษิณ ช่วยดีลขายกุ้งมาเลเซีย

ก็มือพี่ลั่นไปเอง! 'อนุทิน'เผลอกดแชร์ ข่าวลือ ทักษิณ ช่วยดีลขายกุ้งมาเลเซีย

ก็มือพี่ลั่นไปเอง! ‘อนุทิน’เผลอกดแชร์ ข่าวลือ ทักษิณ ช่วยดีลขายกุ้งมาเลเซีย

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขอโทษประชาชน หลังเผลอกดแชร์โพสต์ข่าวลือเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย

โดยก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊กของนายอนุทินได้แชร์โพสต์จากเพจ “พรรคเพื่อไทย FC” ซึ่งอ้างว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มีบทบาทในการช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายอนุทินได้ลบโพสต์ออก พร้อมโพสต์ข้อความว่า

“ขออภัยครับ เผลอดกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง” /

มอบ 8 นโยบายขับเคลื่อนชายแดนใต้ นายกฯ ย้ำ ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ ต่อยอดความร่วมมือไทย–มาเลเซีย

มอบ 8 นโยบายขับเคลื่อนชายแดนใต้ นายกฯ ย้ำ ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ ต่อยอดความร่วมมือไทย–มาเลเซีย

มอบ 8 นโยบายขับเคลื่อนชายแดนใต้ นายกฯ ย้ำ ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ ต่อยอดความร่วมมือไทย–มาเลเซีย

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.44 น.

นายกฯ  มอบ 8 นโยบายขับเคลื่อนชายแดนใต้ ย้ำ “ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ” ต่อยอดความร่วมมือไทย–มาเลเซีย สร้างภาคใต้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสและสันติสุข

วันนี้ 10 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่โรงแรมเดอะ ซิกเนเจอร์ โฮเทล แอร์พอร์ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ภาคใต้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซียเป็นความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาภาคใต้ ครอบคลุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง และการสร้างสันติสุข โดยภาคใต้มีศักยภาพเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค รัฐบาลมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับมาเลเซียเพื่อเพิ่มโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ และผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมย้ำว่า “ประตูแห่งโอกาสนี้ จะต้องไม่กลายเป็นช่องทางของภัยคุกคาม” ทุกภาคส่วนต้องสร้างความมั่นคงควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

รัชดา ธนาดิเรก

นายกรัฐมนตรีกำชับต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ” ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เชื่อมโยงข้อมูล และแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน พร้อมมอบ 8 นโยบายและข้อสั่งการ ดังนี้

1. รักษาความปลอดภัยประชาชนสูงสุด บูรณาการทุกหน่วยงาน ป้องกันเหตุเชิงรุก ไม่ปล่อยพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง

2. ยกระดับงานข่าวและระบบป้องกันเชิงรุก เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน สร้างระบบแจ้งเบาะแสที่ประชาชนไว้วางใจ

3. ยึดหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โปร่งใส ไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง

4. ปราบปรามยาเสพติดผ่าน Operation 90 Days ตัดวงจรผู้ค้า เครือข่าย นายทุน และเส้นทางการเงิน พร้อมป้องกันเด็กและเยาวชน

5. ยกระดับบริหารจัดการชายแดนผ่าน ศบค.ชด. เชื่อมโยงข้อมูล ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และสินค้าผิดกฎหมาย ควบคู่ความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง

6. พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตควบคู่ความมั่นคง เชื่อมโยงพื้นที่ชายแดนใต้กับเศรษฐกิจภาคใต้ มาเลเซีย และภูมิภาค สร้างงาน สร้างรายได้

7. ใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพลังการพัฒนา ส่งเสริมความเข้าใจ ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วม

8. บูรณาการการทำงานและติดตามผลอย่างเข้มข้น กำหนดเจ้าภาพ รับผิดชอบชัดเจน และรายงานผลต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการเตือนภัย การระบายน้ำ การกักเก็บน้ำ และการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการใน 3 มิติ ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่น ความเป็นธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้จาก “พื้นที่ที่ต้องแก้ปัญหา” สู่ “พื้นที่แห่งความปลอดภัย โอกาส และการเติบโตทางเศรษฐกิจ” พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้รัฐบาลสอบถามหรือสั่งการ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข่าวดีคนเลี้ยงกุ้ง นายกฯ คอนเฟิร์ม อีก 30 วันเตรียมส่งลุยตลาดมาเลเซียได้

ข่าวดีคนเลี้ยงกุ้ง นายกฯ คอนเฟิร์ม อีก 30 วันเตรียมส่งลุยตลาดมาเลเซียได้

ข่าวดีคนเลี้ยงกุ้ง นายกฯ คอนเฟิร์ม อีก 30 วันเตรียมส่งลุยตลาดมาเลเซียได้

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

“นายกฯ” บอกข่าวดี อีก 30 วันส่งกุ้งไปมาเลเซียได้ 

วันนี้ 10 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.10 น. ที่โรงแรมเดอะ ซิกเนเจอร์ โฮเทล แอร์พอร์ต จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัภาษณ์กรณีความคืบหน้าการส่งกุ้งไทยไปขายประเทศมาเลเซีย หลังจากเมื่อวันที่ 9 ก.ค. มีการลงนามเอ็มโอยูด้านการเกษตรกับมาเลเซียว่า ไม่เกิน 30 วันหลังจากการลงนามเอ็มโอยู เพราะรมว.เกษตรฯของทั้งสองประเทศได้ลงนามเอ็มโอยูและได้ผลสรุปแล้ว ตนและนายกฯมาเลเซีย ได้เร่งรัดว่าหากเป็นไปได้ขอให้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติไปได้เลยหรือไม่ในขณะที่รอกระบวนการระยะหนึ่ง ตอนนี้ทั้งสองหน่วยงานก็ไปพยายามหาทางทำให้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เลย ส่วนรายละเอียดขอให้ถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่าให้เห็นภาพต่างคนต่างทำ นายกฯ ย้ำ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวแก้ความไม่สงบภาคใต้

อย่าให้เห็นภาพต่างคนต่างทำ นายกฯ ย้ำ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวแก้ความไม่สงบภาคใต้

อย่าให้เห็นภาพต่างคนต่างทำ นายกฯ ย้ำ ทำงานเป็นหนึ่งเดียวแก้ความไม่สงบภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

นายกฯ ย้ำทำงานเป็นหนึ่งเดียวแก้ความไม่สงบ -รักษาความปลอดภัย ปชช. อย่าให้เห็นภาพต่างคนต่างทำ ทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน 

ต่อมาเวลา 14.45 น. วันที่ 10 ก.ค. 69 ที่โรงแรมเดอะ ซิกเนเจอร์ โฮเทล แอร์พอร์ต จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนและคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้มาที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจต่อเนื่องจากการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. ซึ่งมีได้มีการหารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและคณะผู้บริหารของประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความครอบคลุมในหลายประเด็น ทั้งเรื่องความมั่นคง การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทั้งระบบทางเรือและราง และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การท่องเที่ยว ทั้งนี้จะนำผลการหารือทำเป็นข้อสั่งการ และเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาและพัฒนาชายแดนจังหวัดภาคใต้ต่อไป ตนมั่นใจว่าภาคใต้ของประเทศไทยไม่ใช่แค่อยู่ปลายสุดของประเทศ แต่เชื่อมความเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียนที่จะเชื่อมเครือข่ายทั้งระบบการค้า การท่องเที่ยวได้อย่างเข้มแข็ง และสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่า สร้างรายได้ให้กับประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนมาอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาถือว่าเป็น 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความสนใจและมีความสำคัญ สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวของมาเลเซียในปัจจุบัน ซึ่งคนมาเลเซียมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงเรื่องการลงทุนก็เป็นระดับต้นๆ สำหรับมูลค่าการค้าขายทั้ง 2 ประเทศเราตั้งเป้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ หากเกิดปัญหาอะไรในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากเราจะเสียโอกาสต่างๆไป ทำให้ประชาชนเสียรายได้ ก็อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย เมื่อมีโอกาสเราต้องไม่ปิดช่องทางที่จะทำให้เกิดโอกาส เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี การค้าเพิ่มมากขึ้น การลงทุนมากขึ้น ซึ่งรัฐมีความสามารถในการป้องกันในเรื่องของความมั่นคง เรื่องยาเสพติด เรื่องอาวุธที่ผิดกฎหมาย เรื่องการค้ามนุษย์การลักลอบสินค้าที่ผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน เครือข่ายพวกอิทธิพล ฉะนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดนภาคใต้ต้องเดินไปพร้อมกัน

นายกฯ กล่าวในช่วงท้ายด้วยว่า ในการนี้ตนขอเรียนย้ำต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ นายอำเภอ ว่าทุกปัญหาเราต้องร่วมกัน ทุกคนต้องเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับผิดชอบ ประการแรกเราต้องรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างสูงสุด สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเหตุรุนแรง การลอบทำร้าย ลอบสังหารหรือการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความเสียหาย ความหวาดกลัวทุกรูปแบบต่อพี่น้องประชาชนของเรา รัฐบาลไม่สามารถที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้ จึงขอให้ทุกจังหวัดที่เกี่ยวข้องได้ทำหน้าที่ประสานทุกหน่วยงานให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคประชาชน อย่าให้เกิดภาพต่างคนต่างทำ อย่าให้ข้อมูลอยู่กันคนละระบบ ต้องสามารถเชื่อมต่อกันได้

อนุทิน ชาญวีรกูล

ยศชนัน จับมือกลาโหม เดินเครื่อง ไทยทำ กองทัพใช้ ตั้งเป้า 4 ปี ลดพึ่งพาต่างชาติ

ยศชนัน จับมือกลาโหม เดินเครื่อง ไทยทำ กองทัพใช้ ตั้งเป้า 4 ปี ลดพึ่งพาต่างชาติ

ยศชนัน จับมือกลาโหม เดินเครื่อง ไทยทำ กองทัพใช้ ตั้งเป้า 4 ปี ลดพึ่งพาต่างชาติ

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“ยศชนัน” จับมือกลาโหม เดินเครื่อง “ไทยทำ กองทัพใช้” ยกเครื่องทุนวิจัยความมั่นคงทั้งระบบ ปั้น Startup ไทยผลิตของจริงระดับ Military Grade ตั้งเป้า 4 ปี ลดพึ่งพาต่างชาติ เปลี่ยนงบความมั่นคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมอัปเกรดกองทัพให้ก้าวล้ำ ทันสมัย และเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกวิกฤต

10 ก.ค.69 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย (THAIDEF-EX 2026) และประกาศบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงกลาโหม โดยจะบูรณาการงบประมาณวิจัยจาก วช., NIA และ สกสว. เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย” ให้เป็นรูปธรรมภายใน 4 ปี มีข้าราชการทหาร เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าร่วมกว่า1,000คน สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยด้านความมั่นคง จากหน่วยให้ทุน (Granting Agency) ที่มักตัดสิทธิ์โครงการที่ยังไม่พร้อม มาเป็นหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ที่ร่วมพัฒนาโครงการกับนักวิจัยจนสามารถส่งมอบผลงานได้จริง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

 ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า การพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องสามารถยืนหยัดได้บนลำแข้งของตัวเองในยามที่ประเทศเดือดร้อน ที่ผ่านมามีคนไทยจำนวนมากที่มีความรู้ความสามารถ แต่กลับไม่ทราบว่าตนเองสามารถเข้ามาร่วมงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อช่วยปกป้องประเทศได้ ดังนั้น ภารกิจสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 4 ปีนับจากนี้ คือการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย”

ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามในยุคปัจจุบันว่า เมื่อพูดถึงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภัยคุกคามจะมาใน 2 รูปแบบ คือ ภัยคุกคามทางกายภาพ (Physical War) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า “สมมติวันนี้เราใช้โดรนที่ความถี่แบบนี้ แสดงว่าเรายึดโยงกับชิปตัวเดียวที่ใช้ความถี่ตรงนี้ได้ อยู่ดีๆ เกิดคนอื่นสามารถทำได้และแจมเรื่องนี้ได้ เครื่องของเราก็คือนอนนิ่งๆ แบบนี้เลย และในขณะเดียวกัน ถ้าเขาบอกว่าเกิดดิสรัปชันทางด้านแบตเตอรี่ ทำได้เบากว่าเรา ทำให้อยู่ได้นานกว่าเรา อยู่ได้นานก็ชนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องลงไปที่พื้นฐานเลยว่า ประเทศไทยเราพร้อมในเรื่องพื้นฐานตรงนี้มากน้อยแค่ไหน” ซึ่งหากประเทศไทยขาดความมั่นคงและอำนาจต่อรองในส่วนนี้ ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (GDP) ให้เติบโต รัฐบาลจำเป็นต้องมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) โดยยกระดับจากกลุ่ม Startup ที่เราทำกันมาร่วม 10 ปี สู่การเป็น Scale-up Company หรือบริษัทที่พร้อมใช้งานจริง โดยจะนำแนวคิดการใช้งานแบบสองทาง (Dual-use) มาเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง “โลกของเศรษฐกิจ” และ “โลกของความมั่นคง” เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการทำงานระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงกลาโหม (โดยกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม) ที่จะบูรณาการงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ เช่น วช., NIA หรือ สกสว. เข้าด้วยกัน และเปลี่ยนรูปแบบการให้ทุนจากการเป็นเพียงหน่วยงานให้เปล่า (Granting Agency) ที่มักจะตัดสิทธิ์โครงการที่ไม่พร้อม มาเป็นรูปแบบหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU – Program Management Unit)

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“คำว่า PMU กับคำว่าที่ให้ทุนไม่เหมือนกัน ที่ให้ทุนคือให้มาแล้วเรากรอง แต่ PMU คือเราปั้นไปพร้อมๆ กับคนเขียน Proposal ถ้าเขายังไม่พร้อม เราก็พยายามทำให้เขาพร้อม… PMU จะช่วยให้คุณสามารถส่งงานได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว ซึ่งกลไกนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว

ในมิติของการพัฒนาเทคโนโลยี ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า เทคโนโลยีสำหรับพลเรือนและพาณิชย์ กับเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น AI, เซนเซอร์, ดาวเทียม, หุ่นยนต์, ไซเบอร์ซีเคียวริตี้, แบตเตอรี่, การสื่อสาร 6G, เซมิคอนดักเตอร์ หรือโฟโตนิกส์ แท้จริงแล้ว “คือเรื่องเดียวกัน” สิ่งที่ต้องทำคือการยกระดับมาตรฐานจาก Medical Grade หรือ Industrial Grade ขึ้นไปสู่ Military Grade โดยได้ยกตัวอย่างโมเดลของ DARPA (หน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) ที่สร้างอินเทอร์เน็ตขึ้นมาใช้ในยามสงคราม ก่อนจะขยายผลมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งประเทศไทยก็สามารถทำในทิศทางกลับกันได้ คือการนำนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ไปประยุกต์ใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างแท้จริง จำเป็นต้องสร้าง “Ecosystem Platform” ที่เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย โรงงาน หรือวิศวกรที่มีไอเดีย สามารถพูดคุยและนำเสนอผลงานต่อกองทัพได้โดยตรง โดยไม่ต้องกระเสือกกระสนไปหาการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ด้วยตนเอง

“เราอย่ามองอาวุธยุทโธปกรณ์เป็น 1 ชิ้น แต่ให้แยกออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วเราสามารถที่จะดูแลคนไทยได้หมด อุปกรณ์ที่โชว์อยู่ในงานนี้ ชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดคืออะไร แล้วเราทำเองได้ไหม อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเลย เราบอกว่าเราใช้ชิ้นส่วนจากประเทศไทย 70% อีก 30% คือสิ่งที่ไม่มั่นคงแล้วนะ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถทำอะไรเลยได้ แต่ถ้าเราไปยึดจุดที่ถ้าเรามีแล้ว เราสามารถไปเอาซัพพลายเชนที่อื่นเพื่อมาประกอบให้เป็น 100% อันนี้โอเค… ถ้าชิ้นนี้มีประเทศเดียว อันนั้นท่านเกิดความเสี่ยง” รองนายกฯ ย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบแบบ Modular และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรัดกุม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ในด้านการระดมทุน บริษัทขนาดใหญ่อาจไม่กล้าลงทุนในองค์ความรู้ใหม่ๆ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการ (Entrepreneur) และ Startup โดยดึงเม็ดเงินจาก VC (Venture Capital) หรือ Angel Fund เข้ามาช่วยขับเคลื่อน นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดทำ Defense Grand Challenge เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ หรือคนในพื้นที่ชายแดน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา “เด็กคนหนึ่งที่อยู่ชายแดน อาจจะรู้ก็ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีความจำเป็นต้องใช้ในบ้านเกิดของเขา แล้วพวกเราเป็นคนทำ”

ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมป้องกันประเทศที่พัฒนาโดยสถาบันการศึกษาไทยไว้อย่างน่าสนใจมากมาย อาทิ ม.เทคโนโลยีมหานคร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, จุฬาฯ, ม.มหิดล และ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีครอบคลุมตั้งแต่ ระบบตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ, หุ่นยนต์กู้ภัย, โดรน (UAV) ทั้งขนาดเล็ก 1 กิโลกรัมไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 10 กิโลกรัมที่สามารถติดอาวุธและหลบหลีกได้, ระบบต่อต้านโดรน (Anti-Drone Jammer) หลายความถี่, ระบบเซนเซอร์ตรวจจับการบุกรุกแนวชายแดนโดยไม่ต้องใช้คน, แบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับรถถัง, สถานีไฟฟ้าเคลื่อนที่ (Power Station), ชุดเกราะ, การนำเซลลูโลสจากฝ้ายไทยมาทำเป็นดินส่งกระสุน ไปจนถึงเครื่องกรองอากาศป้องกันก๊าซพิษ และระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“เราเป็นประเทศที่มีสถาบันหลัก เพราะฉะนั้นผมในฐานะรัฐมนตรี อว. รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กำลังคน เราจะทำให้ดีที่สุดเพื่อประเทศไทยครับ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว 

อนุทิน นำทัพ รมต.พบชาวสงขลา ย้ำถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ให้ ปชช.เดือดร้อนอีก

อนุทิน นำทัพ รมต.พบชาวสงขลา ย้ำถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ให้ ปชช.เดือดร้อนอีก

อนุทิน นำทัพ รมต.พบชาวสงขลา ย้ำถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ให้ ปชช.เดือดร้อนอีก

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

“อนุทิน”นำทัพ รมต.พบชาวสงขลา ลั่นรัฐบาลบูรณาการทุกกระทรวง เตรียมพร้อมรับมืออีกไม่กี่เดือนถึงหน้าน้ำ ย้ำถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนอีก

10 กรกฎาคม 2569 ที่วัดท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางพบปะประชาชนในพื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ โดยกล่าวว่า วันนี้ได้ใช้โอกาสอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วงเช้าอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนมาที่พรมแดนสะเดาพบกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ และถนนเชื่อมให้การสัญจรข้ามพรมแดนระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศไทยมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น วันนี้ทุกคนคงกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม เพราะนอกจากตนแล้ว ยังมีรัฐมนตรีหลายท่านมาร่วมพบปะกับพี่น้องประชาชนด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า วันนี้ไม่ใช่แค่มาพบปะทักทายกัน แต่มาพูดถึงการเตรียมความพร้อมในการป้องกันภัยธรรมชาติ ซึ่งอีกไม่กี่เดือนหน้าน้ำจะมาถึง โดยปีที่แล้วเกิดความเสียหายมากในพื้นที่จังหวัดสงขลา รัฐบาลถอดบทเรียนต่างๆ และเตรียมตัวอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ความเสียหายเกิดซ้ำขึ้นอีก ประชาชนจะได้ไม่ประสบความยากลำบาก วันนี้ทุกคนคงเห็นว่าถ้ารัฐบาลไม่ตั้งใจ และอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนสิ้นปี คงไม่พร้อมหน้าพร้อมตากันมาพบกับทุกคน

แม้ว่าวันนี้เรามาด้วยความกลัวว่าถ้าหากทำไม่ได้จะทำอย่างไร ตนจึงนำจำเลยทั้งหมดมาด้วยกันกับตน ตนเป็นจำเลยที่ 1 แน่นอนอยู่แล้ว แต่วันนี้ต้องมีจำเลยร่วมด้วยกัน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งหมด เช่น กระทรวงคมนาคมดูเรื่องการสัญจร กระทรวงการคลังดูเรื่องงบประมาณต่างๆ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาดูว่าทำอย่างไรที่จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่น้อยลง รวมถึงหาวิถีทางที่ให้คนมาเที่ยวหาดใหญ่ด้วยความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุขที่ปีที่แล้วมีปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาล เพราะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ รัฐบาลจึงมาเตรียมตัวทุกด้านไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และให้เกิดความพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ปีที่ผ่านมาทุกคนได้ลงพื้นที่ เห็นสภาพความเสียหายเกิดขึ้นก็กลับไปบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คิดแผนงานการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นมาทำร้ายพวกเราอีก เราป้องกันไม่ให้ฝนตกไม่ได้ เรารู้ว่าน้ำหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ แต่ไม่ว่าน้ำจะมามากขนาดไหน เราต้องบอกประชาชนได้ว่าเราได้วางแผนการป้องกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องระบบให้การช่วยเหลือประขาชนที่จะต้องไม่ขาดเหลือ และต้องไม่ล่าช้าอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนขอความเห็นใจให้คนทำงานในช่วงที่เกิดเหตุ ยืนยันได้ว่าทหารตำรวจข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมที่อยู่ในพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ท้องถิ่นทุกคน สุมหัวกันอยู่ที่นี่เพื่อแก้ปัญหา ตนจำได้วันเสาร์ตอนเช้ายังอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น แต่หลังรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จลูกน้องมาบอกว่าตอนนี้น้ำท่วมที่สงขลาค่อนข้างรุนแรง ตนรีบบินจากขอนแก่นลงมาถึงที่หาดใหญ่ และได้ลงพื้นที่ทันทีก็ได้เห็นสภาพ สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปคืออาหาร พวกเราตกใจมากว่าทำไมอาหารแม้แต่ก๋วยเตี๋ยวสักชามยังไม่มี เพราะทุกคนเร่งตุนไว้ในบ้าน รวมถึงบางส่วนเกิดความเสียหาย ทั้งหมดนี้เราจะจัดลำดับความสำคัญ และเตรียมการไว้แล้วว่าจะช่วยเหลือประชาชนอย่างไร

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานใหญ่หลังน้ำท่วมคือการปัดกวาดทำความสะอาดหลังน้ำลด ซึ่งใช้เวลา 1-2 เดือน หาดใหญ่ก็กลับสู่สภาพปกติ ย้ำว่า ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง และระดมทรัพยากรต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือแก้ไขให้กับประชาชนทุกคน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบคลอง ร.1 ว่ายังพบความเสียหายอยู่ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะกรมชลประทานจะดำเนินการซ่อมแซม รวมถึงกรมทางหลวงจะซ่อมถนน โดยใช้งบกลางที่จะนำมาให้กับพี่น้องชาวสงขลา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำที่อาจเกิดขึ้นช่วงสิ้นปีนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความเชื่อมั่นว่าจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญของประเทศ ยิ่งตนได้ไปเยือนประเทศมาเลเซียพบว่าการค้าขายของทั้งสองประเทศ มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท เราตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2570 จะต้องถึง 1 ล้านล้านบาท ฉะนั้น ถ้าเทียบแล้วสงขลาคือส่วนสำคัญที่ทำให้การค้าขายของประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายต่างๆทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแถบจังหวัดภาคใต้ รวมถึงจังหวัดสงขลามากที่สุด คือนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ดังนั้น ต้องอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้านเพื่อที่จะได้มีโอกาสสร้างรายได้ สร้างโอกาสต่างๆ ในการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญเรื่องการสร้างความสงบสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ซึ่งรัฐบาลนี้โชคดีที่ได้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา มาเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถใช้ใช้ประสบการณ์ของท่านในการหาทุกวิถีทางให้เกิดสันติสุขให้เร็วที่สุด เรารบกันไปทำลายข้าวของกันก็เดือดร้อนทั้งคู่ ญาติของทั้งสองฝั่งต้องบาดเจ็บ และเสียชีวิตไม่มีใครได้ประโยชน์ เราจึงต้องเร่งสร้างสันติสุขให้ได้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันต้องสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกคนด้วย

“ส่วนที่ผมอนุมัติได้ถ้าอยู่ที่โต๊ะผมไม่เกินครึ่งวัน ขออ่านหน่อยรับรองว่าอนุมัติอย่างแน่นอน ส่วนที่ต้องใช้คณะรัฐมนตรีร่วมกันพิจารณาอนุมัติผมก็แนะนำรัฐมนตรีทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ให้ลงมาได้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการอนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือพี่น้อฝชาวสงขลา รวมถึงจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทุกจังหวัด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยถามประชาชนว่า “เดือนนี้ใช้หมดแล้วหรือยัง” ก่อนประชาชนตอบว่าหมดแล้ว นายกฯ จึงกล่าวว่า โอ้โห เศรษฐกิจดีใช้หมดแล้ว และไม่ต้องห่วงยังมีอีก 2 เดือนให้ได้ใช้ โครงการนี้มีระยะเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินอัดเข้าไปในระบบ สร้างรายได้ให้กับประชาชนทั่วไปในวงวงกว้าง และรัฐบาลได้ในส่วนที่เป็นภาษีกลับคืนมาเพื่อพัฒนาประเทศต่อไปด้วย ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนระบายได้เต็มที่ไม่มีปัญหา ดุด่าว่ากล่าวได้ พวกผมมาตรงนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ตรงไหนที่อยากให้รัฐบาลได้แก้ไขด้วยเหตุด้วยผล เราพร้อมรับฟัง