คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

31 พฤษภาคม 2569 คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่?

ซึ่งผมขออธิบาย ดังนี้ครับ

เพราะมีการศึกษามาแล้ว และมีข้อสรุปพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว และได้ศึกษาครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเป็นการศึกษาที่เพิ่งทำเสร็จในปี 2567

รายงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที

ล่าสุด รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุด เพื่อศึกษาและพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย โดยให้มีการศึกษาแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

ดังนั้น การที่ สส.ส่วนใหญ่มีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใหม่

ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจสอบ

ไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังความคิดเห็น

และไม่ได้หมายความว่าเร่งรัดให้โครงการเดินหน้าโดยไม่ฟังประชาชน

แต่หมายความว่า…

เราไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการศึกษาซ้ำในเรื่องที่เคยศึกษาไปแล้ว

เพราะหากตั้งกรรมาธิการขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพื่อศึกษาในประเด็นที่มีรายงานและข้อสรุปอยู่แล้ว

สิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือการนำข้อคิดเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้ทุกความเห็นถูกนำไปประกอบการตัดสินใจ

ผมยืนยันว่า…

แลนด์บริดจ์ต้องเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

ไม่ใช่เพียงเพื่อคนระนองหรือชุมพรเท่านั้น

แต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งประเทศ

และหากโครงการจะเดินหน้าได้จริง ก็ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การศึกษาให้จบอีกครั้ง

แต่คือการนำสิ่งที่ศึกษาไว้แล้ว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

และตามที่ผมได้อภิปรายไว้ครับ

“สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในจังหวัดระนองด้วยครับ“

———————————

เข้าถึง จริงใจ พร้อมอัปเกรดระนอง ไปด้วยกัน
#สสเอ #คงกฤษฉัตรมาลีรัตน์
#ภูมิใจไทย #พูดแล้วทำพลัส
#ระนองอัปเกรด
#พูดแล้วทำ #ภูมิใจระนอง
#ก้าวไปด้วยกัน #รักนะระนอง
#ระนอง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.03 น.

31 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมา วันที่ 4 มิถุนายน 2560 ขณะที่ร้อยตำรวจโท ร.ได้ออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจตามคำสั่งดังกล่าว โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ของทางราชการมาปฏิบัติหน้าที่สายตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงความตายในเวลาต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องผ่านสถานีตำรวจ ผ. ที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อขอรับสิทธิตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521

คณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเกิดขึ้นในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายของร้อยตำรวจโท ร. สูงถึง 88.97 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ของ ข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 พฤติกรรมจึงยังไม่สมควรที่จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ ตามข้อ 9 (3 ) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 จึงเห็นควรไม่อนุมัติเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ประสบอุบัติเหตุในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ร้อยตำรวจโท ร. ขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบกับข้อ 3(1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เมื่อร้อยตำรวจโท ร. เป็นข้าราชการตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย กลับเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง โดยการขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุรา จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลที่มีหน้าที่ในการออกตรวจพื้นที่และต้องขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นจะต้องมี ซึ่งร้อยตำรวจโท ร. สามารถที่จะใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินหน้าลดค่าครองชีพ ดันMRT4สายเข้าร่วม

ปิดฉากลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยอดรวมกว่า 26 ล้านรายเหลือ 3.96 ล้านสิทธิ ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 4.8 แสน กลุ่มถือบัตรสวัสดิการฯ มากสุด ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ด้านคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพ รัฐบาลดัน MRT 4 สาย เข้าร่วมโครงการฯ โดยช่วยจ่ายค่าโดยสารให้ประชาชน 60% เริ่ม 1 มิถุนายน-30 กันยายนนี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.30 น. ภายหลังปิดรับลงทะเบียน มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26,524,940 คน แบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 7,624,461 คน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 26 ล้านราย สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

ร้านค้าใหม่ลงทะเบียนได้ถึง31ก.ค.

ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และผ่านการอนุมัติแล้ว สามารถกดรับข้อตกลงและเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ”ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น “พลัส” ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ไม่ผ่านคุณสมบัติกว่า4.8แสนคน

รายงานข่าวจากสำนักข่าวมติชนแจ้งว่า สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ผ่านการตรวจสอบและลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 7,140,144 คน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 484,317 คน โดยส่วนใหญ่จำนวน 481,604 คน เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของโครงการ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเนื่องจากเป็น ผู้เสียชีวิตหรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 2,505 คน และอีก 208 คน เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่งในอดีต ส่งผลให้จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและได้รับสิทธิสำเร็จรวมทั้งสิ้น 26,040,623 คน แบ่งเป็น ผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ 7,140,144 คน

ทั้งนี้ จากกรอบสิทธิที่รัฐบาลกำหนดไว้ 30 ล้านสิทธิ ทำให้ยังมีสิทธิคงเหลืออีกประมาณ 3.96 ล้านสิทธิแม้ว่าการลงทะเบียนจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยสิทธิส่วนที่เหลือมาจากผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด

ดันMRT4สายร่วมไทยช่วยไทยพลัส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง และสายสีชมพู เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้ประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัด

ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนชำระเอง 40% วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

มุ่งขยายมาตรการช่วยค่าครองชีพ

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket)ผ่านแอป “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น.พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

‘สุขุม’ชี้รบ.ใช้เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาลซึ่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ผ่านทั้งการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ 60:40 ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วในขณะนี้ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้มาตรการเศรษฐกิจเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองกลับคืนมา

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า โครงการ 60:40 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน หลังมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิกว่า 25 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการลักษณะนี้ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระลดค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน

“จำนวนคนลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ถือว่าเยอะมากสำหรับโครงการเดียว มันสะท้อนว่าคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และมองว่าโครงการแบบนี้ช่วยเขาได้จริง แม้แต่ลูกของตนเองก็ยังลงทะเบียนรับสิทธิด้วย” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ตอกย้ำสโลแกนพูดแล้วทำของ ภท.

พร้อมมองว่า ในทางการเมืองแล้ว ผู้ที่ได้รับเครดิตจากโครงการนี้ ย่อมหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมา พยายามสร้างภาพจำในเรื่อง “พูดแล้วทำ” ผ่านนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริง และเห็นผลในทางปฏิบัติ

รศ.ดร.สุขุม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นผลงานของรัฐบาลโดยรวม แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงถือเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สำคัญของพรรคในช่วงเวลานี้

“เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับสโลแกนพูดแล้วทำ เพราะเมื่อหาเสียงไว้แล้ว วันนี้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนก็ย่อมจดจำ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมองว่า ผลเชิงบวกของโครงการจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ผ่านบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ

“ทุกคนที่ใช้สิทธิ์ ต้องนึกถึงรัฐบาล และภูมิใจไทย ทางการเมืองถือว่าสำเร็จแล้วส่วนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากนี้ต้องติดตาม”

ออกนโยบายต่อยอดรักษาคะแนนนิยม

รศ.ดร.สุขุม ยังประเมินว่า จากนี้รัฐบาลอาจเดินหน้าต่อยอดมาตรการหรือออกนโยบายใหม่เพิ่มเติม เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและต่อยอดคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใช้สร้างแรงส่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไปในช่วงครึ่งปีหลัง

‘พร้อมพงศ์’ชี้คนตื่นตัวจากปัญหาศก.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าหลังจากรัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

ต้องทำให้ปชช.รู้สึกถึงศก.ที่ดีจริง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้ รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

ต้องยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ

“ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพโดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ผุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาดและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศรัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 กรกฎาคมนี้ ชี้หากกมธ.ถกไม่ล่าช้า ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม บอกไม่รู้ปมแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ย้ำแยกบทบาทชัด หลังนั่งประธานสภาฯ กล่าวติดตลก ภูมิใจไทยไม่ใช่ตำบลกระสุนตก เป็นแค่หมู่บ้าน ย้อนสื่อฯ ใครเป็นรัฐบาลยุคไหนก็โดน ฝ่าย“ศรีสุวรรณ” ร้อง “ป.ป.ช.” สอบ “อธิบดีกรมปกครอง” ปมแชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ชอบหรือ

เมื่อเวลา 10.51 น. วันที่ 30พ.ค. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำเข้าสู่วาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ว่า ตนได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 ก.ค. นี้ เพื่อประชุมร่วมกันประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1

เมื่อถามว่า ขั้นตอนหลังจากวาระ 1 จะใช้เวลานานหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาพอสมควร จึงหวังว่าคณะกรรมาธิการจะปรึกษาและหารือกันอย่างโดยไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก เพราะหลายฝ่ายจับตาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้หากกรรมาธิการพิจารณาได้เร็ว ขั้นตอนทุกอย่างก็จะรวดเร็ว

ย้ำทุกอย่างไปได้สวย

เมื่อถามถึงบรรยากาศ ความขัดแย้งระหว่างสส.และสว. ที่มีการกล่าวหาถึงระบอบสีน้ำเงิน นายโสภณกล่าวว่า อยู่ที่การหารือ ตนเชื่อว่าประชาชนออกเสียงประชามติว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชื่อว่าทุกฝ่ายจะรับฟังเสียงนั้น ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ไม่ว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การพูดคุย แต่เชื่อว่าต้องมีการเคารพเสียงของประชาชนอย่างแน่นอน

เมื่อถามย้ำว่าการกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินจะไม่เป็นประเด็นปัญหาใช่หรือไม่ นายโสภณ
กล่าวว่า อย่าว่าโจมตี เพราะเป็นแค่การพูดให้ความเห็นบางครั้งอาจกระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย จริงๆ เรื่องสีว่ากันมานานแล้ว แต่เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้ สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ไม่รู้แชตช่วยสีน้ำเงิน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สส.บุรีรัมย์ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ และคณะได้ยืนหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยบทสนทนาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์และมีการกล่าวอ้างว่า เป็นบทสนทนาของอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับแกนนำภายในพรรคบ้างหรือไม่ถึงกรณีดังกล่าว นายโสภณ กล่าวว่าตนไม่เกี่ยว เพราะตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคยไปพูดคุยเกี่ยวกับกิจการของพรรคภูมิใจไทย และย้ำว่าทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการรักษาระยะ และทำงานด้านนิติบัญญัติตนก็มีลิมิต ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและพรรคการเมือง

เมื่อถามว่ามองว่าพรรคภูมิใจไทยขณะนี้เป็นตำบลกระสุนตกใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวติดตลกว่า “เอาใหญ่กว่าหมู่บ้าน เขาเรียกหมู่บ้านกระสุนตก คุณไปบอกตำบลกระสุนตก มันใหญ่กว่า” ก่อนกล่าวว่า ไม่หรอก ไม่ว่าการเมืองยุคไหนใครเป็นรัฐบาล ก็จะโดนแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราอย่าไปใส่ใจมาก แต่เราไม่อยากเห็นการสร้างความไม่เข้าใจให้กับประชาชน เพราะประเด็นที่ควรมุ่งไปคือเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ อย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนกัน นิติบัญญัติฝ่ายบริหารก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ นิติบัญญัติก็เป็นเรื่องกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต้องแยกกันให้ออก

ร้องป.ป.ช.สอบแชตสีน้ำเงิน

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยว่า อธิบดีกรมการปกครอง กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีการเผยแพร่ข้อความแชทไลน์ที่ระบุข้อความว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย”ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ปอ.มาตรา 157 และฝ่าฝืนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 และระเบียบของข้าราชการที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาร้องเรียนว่าได้รับความไม่เป็นธรรมจากการถูกย้ายไปช่วยราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแรงจูงใจทาง การเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยมีการเผยแพร่ข้อความแชตไลน์ที่ระบุข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกหลายๆแชตไลน์จนนำไปสู่การตั้งคำถามของสังคมถึงความเป็นกลางของอธิบดีกรมการปกครอง

ซึ่งตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 82(9) กำหนดว่าข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้อ 2.7 และข้อ 2.9 ที่กำหนดห้ามบังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทําการในทางให้คุณให้โทษและไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ให้เป็นการเปิดเผย หากฝ่าฝืนก็อาจมีโทษทางวินัย และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ได้

ต้องหาความจริงให้ครบ

กรณีที่เกิดขึ้น อธิบดีกรมการปกครอง ออกมาชี้แจงว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบที่มาของข้อความที่ถูกนำมาเผยแพร่ โดยยืนยันว่าบัญชีไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และมีการเชื่อมต่อใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายเครื่องไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวเครื่องเดียว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นจากใครหรืออุปกรณ์ใด แต่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน และจะขอใช้สิทธิทางกฎหมาย
ในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวไม่เป็นข้อยุ่งยากเพราะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ในเครื่องต่างๆ ข้อมูลการแชตหรือข้อมูลต่างๆ แต่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด แม้จะมีการลบออกไปแล้วหรือไม่ก็ตาม เพราะข้อมูลบัญชีไลน์และหมายเลขโทรศัพท์ยังสามารถเชื่อมโยงกันได้ ต่อให้ลบไปเท่าไหร่ก็รื้อกลับมาได้ ที่สำคัญอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตก็ยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์ของอธิบดีกรมการปกครองกับของปลัดฯ นั้น เคยติดต่อกันจริง

ดังนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวได้โดยตรง สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกอดีตปลัดภูเก็ตและอธิบดีมาสอบพร้อมเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้แชตไลน์กันกับเครื่องของอธิบดีมาตรวจสอบได้เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าแชตไลน์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเท็จ และการที่นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งตั้งกรรมการขึ้นมาสอบนั้น ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะเป็นหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินที่เป็นกรณีในแชตไลน์ดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185-186 ได้

หนูชมงานมหกรรมอาหาร

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2026 ซึ่งเป็นการรวบรวมร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตกรรมด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย ซึ่งวันนี้ (30 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายในการจัดงาน

โดยนายกรัฐมนตรี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ลายขนนกสีน้ำเงิน ร่วมประกอบอาหารที่บูธ foodiva thailand บริษัทจำหน่วยเนื้อวัวเกรดพรีเมียม โดยทำเมนูสเต็กเนื้อ ขณะที่มีผู้ร่วมงานยืนชมด้านนอกก่อนจะกล่าวว่า “นี่แหละเชฟ ครับเชฟ” จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประกอบอาหารเมนูข้าวผัดมันเนื้อเจียวด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญ

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่าภายในงานมหกรรมอาหารครั้งนี้ คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจด้านอาหารกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการประกอบอาหารอยู่แล้ว มักจะร่วมทำอาหารในช่วงที่ลงพื้นที่พบผู้ประสบภัยเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงทำอาหารอยู่ที่บ้านพักในช่วงโควิด-19 ตามที่มีภาพเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

หาเสียงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก ทั้ง “ชัชชาติ–ดร.โจ ชัยวัฒน์” ต่างลงพื้นที่ไปพบกันที่ตลาดเอซี เขตสายไหม จับมือให้กำลังใจ มีปชช.แห่ขอถ่ายภาพ ขณะที่ “ชัชชาติ” ลั่นพร้อมทำงานร่วมกันได้ แข่งกันเสนอนโยบายให้คนกทม. ฝ่าย “ดร.โจ” ชี้ปัญหากทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ต้องช่วยกัน ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ควง “อนุชา” ลุยตลาดตรอกหม้อ ช่วยผู้สมัครสก.ชี้สตรีทฟู้ดคือเสน่ห์เมืองไทย ส่วนด้าน “ดร.มัลลิกา” ลั่นเป็นผู้ว่าฯ ตั้ง “ทีมสุดจัด”พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียง พบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม ที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดยิ่งเจริญ พร้อมแจกแผ่นพับนโยบาย 250 นโยบายให้กับประชาชน ได้รับการตอบรับอย่างดี มีประชาชนกล่าวทักทาย เข้ามาขอถ่ายรูปและกอดให้กำลังใจเป็นระยะ

นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าวันนี้ตนได้ลงพื้นที่เขตสายไหมถือว่าเป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 215,000 คน เป็นคนที่ย้ายออกจากในเมืองเข้ามาอาศัยอยู่

นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงปัญหาการจราจรในพื้นที่เขตสายไหมว่า เขตนี้มีเส้นเลือดใหญ่มีรถไฟฟ้ามาถึงคูคต มีทางด่วนมาถึงสุขาภิบาล 5และจตุโชติ แต่จะต้องมีการพัฒนาเส้นเลือดฝอยที่กระจายไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสะดวก อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่จะต้องทำ feeder และที่จอดรถที่เชื่อมกับรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้แต่ไม่อยากแย่งเอกชนในการจัดทำ จึงอาจจะหาเส้นทางที่ไม่มีคนทำ และหากมีลูกค้าเยอะก็จะส่งต่อให้กับเอกชน

ต้องทำต่อทำเสริมแก้ทุกปัญหา

ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม ปัญหาเรื่องการให้บริการประชาชน ได้มีการขยายบริการโดยสร้างโรงพยาบาลสายไหม ทำศูนย์ดับเพลิง พัฒนาถนนหนทาง รวมถึงพัฒนาจุดบริการด่วนมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเขต ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องน้ำท่วมมีการปรับปรุงเขื่อนและระบบระบายน้ำอยู่ตลอดซึ่งการเดินพบปะกับพี่น้องประชาชนวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และเชื่อว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากเส้นเลือดฝอย เพราะหากไม่ได้รับประโยชน์ ก็คงไม่ดีใจที่เรามา ซึ่งนี่คือหัวใจที่ทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง เป็นรูปแบบที่เราจะต้องทำต่อและทำเสริม

แม่ค้าเชียร์เตือนอย่าประมาท

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญเมื่อช่วงเวลา 07.00 น.ที่ผ่านมาว่า แม่ค้าในตลาดได้บอกว่าอย่าประมาท ซึ่งตนยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน ต้องทำงานให้หนักขึ้น คิดนโยบายตอบสนองพี่น้องประชาชน และจากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ตนได้พบกับผู้สูงอายุนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราจะรวบรวมสกิลของผู้สูงอายุ โดยกทม.จะเป็นตัวกลางหาตลาดและคาดว่าจะสามารถหางานให้กับผู้สูงอายุได้ 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมีศูนย์ศึกษาเด็กพิเศษและนโยบาย Care giver ที่จะมีค่าตอบแทนในการดูแลผู้สูงอายุ โดยการลงพื้นที่ทำให้เราเห็นนโยบายที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ลั่นเดินหน้ามุ่งแก้ปัญหาขยะ

ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาเรื่องขยะในพื้นที่เขตสายไหม นายชัชชาติกล่าวว่าปัญหาเรื่องการเก็บขยะเป็นปัญหาที่ประชาชนชาวสายไหมร้องเรียนมากที่สุด ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการเก็บไม่ครอบคลุมถึง 20% จึงได้มีการพัฒนาใช้ GPS เข้ามา ขณะที่สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย พื้นที่เขตสายไหมนั้นปัญหาไม่ได้เยอะเท่ากับที่จุดอื่นมีเพียงปัญหาที่น้ำขยะไหลออกมาบนท้องถนนจนทำให้ถนนลื่น จึงต้องคอยดูแลไม่ให้มีน้ำขยะไหลออกมา แล้วเดิมทีมีโครงการที่จะจัดทำเตาเผาขยะในพื้นที่ แต่เนื่องจากมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบจึงทำให้โครงการนี้ชะลอไปก่อน เหลือเพียงสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย

ยันพร้อมจะทำงานกับทุกคน

นายชัชชาติกล่าวยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดเอซีในวันนี้ที่ได้พบกับนายชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน ว่า ดีเลยได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เขามีนโยบายดีๆ จำนวนมากและละเอียดเหมือนกัน ถือเป็นการแข่งการเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน สุดท้าย หากนายชัยวัฒน์ได้เป็นผู้ว่าฯ ก็พร้อมที่จะไปช่วยงานและพร้อมที่จะทำงานกับทุกคน แต่หากตนไม่เป็นก็ได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครสก.ของพรรคประชาชนว่าเราพร้อมทำงานร่วมกัน เพราะไม่ได้ดูเรื่องพรรคการเมืองอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา การเจอกันเป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันและสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร

ส่งทีมอดีตรองผู้ว่าฯกระจายรับฟังปัญหา

“ยืนยันว่าในการหาเสียงครั้งนี้จะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 50 เขตเพราะทุกเขตมีความหมาย ไม่น้อยกว่ากัน ต้องพยายามดูแลซึ่งการลงพื้นที่ถือเป็นการคอนเฟิร์มนโยบาย ขณะนี้มีมากถึง 253 นโยบายแล้ว”นายชัชชาติ ย้ำ

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการที่ให้อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กระจายกำลังลงพื้นที่พบปะกับประชาชนในหลากหลายเขต ก็เพื่อให้ไปรับฟังปัญหา อัปเดตนโยบายซึ่งนโยบายเริ่มแรกที่เราเริ่มไว้คือ 251 สุดท้ายอาจจะจบที่ 300 นโยบาย ก็ได้

‘โจ ชัยวัฒน์’ลุยหาเสียงเขตสายไหม

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน เบอร์ 10 เดินหาเสียงเข้าพื้นที่สายไหมซอย 15 พร้อมกับ“อ๊อฟ”นายภมร พลจันทร์ ผู้สมัครสก.เขตสายไหม เบอร์ 5 ช่วงเช้าได้ร่วมสภากาแฟของชุมชน รับฟังการสะท้อนปัญหาจากผู้สูงอายุและนำเสนอวาระรายเขตของพรรคประชาชนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

นายชัยวัฒน์เผยว่า หลายปัญหาที่ประชาชนสะท้อนมา พรรคประชาชนออกแบบ นโยบาย 4 ง่ายไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเดินทางง่าย ค้าขายง่าย เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย โดยสิ่งที่เห็นจากชุมชนสายไหมแห่งนี้ คือชุมชนมีพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนในชุมชนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อพัฒนาชุมชน ตนคิดว่า กทม. ควรเข้ามาสนับสนุนให้มีพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น โดยพรรคประชาชนมีนโยบาย เพิ่มงบกลางต่อเขต 7-13 ล้านบาท ทั้งหมด 50 เขต และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบงบประมาณ (Participatory Budgeting) เพื่อให้แต่ละเขตสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาพื้นที่จริง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในชุมชนซึ่งจะสามารถบรรเทาได้ส่วนหนึ่งได้ด้วยนโยบายลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น

หาเสียงตลาดเอซีสายไหมคึกคัก

จากนั้น นายชัยวัฒน์หาเสียงต่อที่ตลาดเอซีสายไหม พร้อมด้วยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนระหว่างหาเสียงได้พบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ซึ่งนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปจับมือทักทาย

บรรยากาศการหาเสียง ที่ตลาดเอซีสายไหมเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพและให้กำลังใจ บอกว่าเลือกมาตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล ขณะนายชัยวัฒน์ได้สอบถามถึงปัญหาการค้าขาย และย้ำว่าพรรคประชาชนจะเข้ามาทำงานเป็นทีม นอกจากผู้ว่าฯยังมีทีมบริหารและผู้สมัครสก.ทั้ง 50 เขต ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพ

ชี้ปัญหากทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า หลายปัญหาใน กทม.เป็นปัญหาเรื้อรังเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างหรือที่เราเรียกว่าเส้นเลือดใหญ่ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ฝ่ายบริหาร คือผู้ว่าฯกทม.รวมถึงองคาพยพ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ซึ่งพรรคประชาชนก็มีนโยบายกระจายอำนาจ อัปเกรดกทม.ให้มีอำนาจบริหารจัดการตัวเองได้มากขึ้น อยากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องคนกรุงเทพฯว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯหนึ่งคน ปัญหาของกทม.มีมากมาย เกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงคนเดียว เราต้องใช้การทำงานเป็นทีมและมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ติดกับข้ออ้างที่ว่า กทม. ไม่มีอำนาจ แต่เดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของคน กทม. เป็นที่ตั้ง

อ้อนเลือกผู้ว่าฯ-สก.ยกทีมสร้างเมืองแคร์คน

พร้อมกันนี้ นายชัยวัฒน์ยังเชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 มีบัตรเลือกตั้งสองใบ บัตรสีเขียวเลือกผู้ว่าฯกาเบอร์ 10 บัตรสีชมพู กาให้ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต เลือกพรรคประชาชนยกทีมเข้าไปสร้างเมืองแคร์คน ดูแลคนกรุงเทพให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกๆ วัน

จากนั้นนายชัยวัฒน์เดินทางไปสำรวจปัญหาสะพานไม้สีส้มจุดรอยต่อ BTS คูคต ริมคลองหกวา ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปหาเสียงที่เขตบางเขนและเขตดอนเมือง พร้อมกับผู้สมัคร สก. ต่อไป

‘ชัชชาติ’หาเสียงเจอ‘โจ ชัยวัฒน์’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดเอซีสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.กทม.เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียงเดินตลาดพบปะพ่อค้า แม่ค้าประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ มีเข้ามาขอถ่ายรูปให้กำลังใจตลอดทาง

ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัชชาติและนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้พบกันขณะหาเสียงเนื่องจากมีคิวการลงพื้นที่ในเขตสายไหมและบางเขนเช่นเดียวกัน โดยนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปทักทายนายชัชชาติซึ่งทันทีที่นายชัชชาติเห็นนายชัยวัฒน์ได้กล่าวว่า“เห้ย โจสบายดีหรือเปล่า”ก่อนจะจับมือกันและนายชัชชาติได้ทักทายกับนายภมร พลจันทร์ ผู้สมัครสก.เขตสายไหม ของพรรคประชาชนด้วย

นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังว่าได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกันนายชัยวัฒน์มีนโยบายดีๆ และละเอียดเยอะ ไม่ได้มีอะไรแข่งกันเสนอสิ่งที่ดีให้กับประชาชน แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ สุดท้ายหากนายชัยวัฒน์ได้ เป็นผู้ว่าฯเราก็พร้อมจะช่วยพร้อมทำงานกับทุกคนไม่มีปัญหา เห็นว่าวันนี้พาผู้สมัคร สก.มาด้วย จึงได้พูดคุยกัน หากเขาได้เป็นเราได้เป็นก็พร้อมทำงานร่วมกัน ไม่ได้ดูเรื่องพรรคอยู่แล้ว

“เป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใครในอนาคต แม้เราไม่ได้เป็นก็พร้อมร่วมมือกับ ดร.โจ หาก ดร.โจได้เป็นผู้ว่าฯ” นายชัชชาติ กล่าว

ปชป.หาเสียงตลาดตรอกหม้อคึกคัก

วันเดียวกัน ที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงที่ตลาดตรอกหม้อ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยทุกคนส่วนใหญ่ต่างใส่เสื้อสีดำหาเสียงทำให้มีประชาชนแซว“เสื้อดำเด้าหน่อย”ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้นายอภิสิทธิ์และนายอนุชา ยังรู้สึกไม่เข้าใจในช่วงแรกเนื่องจากยังไม่รู้ถึงกระแสดังกล่าว ก่อนที่จะรู้หลังผู้สื่อข่าวบอกทำให้นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ ส่วนนายอนุชากับนายสกลธี ได้ชวนกันออกสเต็ปเพียงเล็กน้อย ขณะที่นางการดีบอกว่าขอไปซ้อมก่อน

บรรยากาศการหาเสียงต่างมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปและบอกเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ที่อยากให้แก้ไขในเรื่องของการค้าขาย และจุดจอดรถยนต์

อนุชาชี้สตรีทฟู้ด-คนกรุงอยู่ด้วยกันได้

นายอนุชากล่าวหลังลงพื้นที่ว่าเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในพื้นที่ต้องการให้การจัดระเบียบตลาดและทางเท้าซึ่งเรื่องสตรีทฟู้ด ประชาชนมีความกังวลว่ากรุงเทพฯจะไม่ให้ขายของบนทางเท้า ความจริงตนคิดว่า เรื่องของสตรีทฟู้ดกับคนกรุงเทพฯ สามารถอยู่ด้วยกันได้ เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในพื้นที่ต่างๆ โดยลักษณะในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ที่มีการเดินบนทางเท้าแคบๆก็ต้องเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันในตรอกซอกซอย เช่น ตลาดตรอกหม้อที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการสัญจรและเป็นเสน่ห์ด้วยซ้ำ ซึ่งมาซื้อของเป็นประจำโดยไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย

ซึ่งระหว่างเดินตลาด ตนก็ได้เจอกับชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลาง ชาวอาเซียน รวมถึงชาวยุโรป ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์อยู่แล้ว และสามารถอยู่ร่วมกันได้กับกรุงเทพฯ ระหว่างผู้ค้า กับผู้ซื้อ ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้เคร่งเกินไป เพราะสามารถตรวจสอบกันได้ว่า ใครเป็นเจ้าของแผงตัวจริง และอนาคตอาจจะนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น QR Code มาตรวจสอบว่า เป็นเจ้าของแผงตัวจริงหรือไม่ เพราะปัญหาคือ การเช่าช่วงกันต่อ และไม่ใช่เฉพาะตลาดเล็กๆแต่ตลาดใหญ่ๆ ก็เห็นว่า มีการเช่าช่วงต่อกันซึ่งเราก็ต้องดำเนินการ

สำรวจเส้นทางเรือไฟฟ้าเชื่อมสัญจร

นายอนุชากล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ เรื่องการสัญจร ซึ่งวันนี้ตนและทีมงานพรรคประชาธิปัตย์จะไปสำรวจเส้นทางของเรือไฟฟ้าในคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งจะใช้ระบบ Feeder หรือ ส่วนต่อขยาย เพื่อจะนำไปเชื่อมกับคลองต่างๆเช่น คลองลาดพร้าว หรือคลองภาษีเจริญ ที่จะนำเรือไฟฟ้าเข้ามา เพื่อให้คนสัญจรไปเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะหลัก ทั้งรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น

ขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ลงพื้นที่ ก็อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ แต่ละพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ในลักษณะของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน และเมื่อไปถึงจุดนั้น แล้วจุดต่อไปจะเดินทางไปที่ไหนต่อ มีอะไรอร่อย มีอะไรน่าไปสักการะ ไปเห็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่เพราะสัญลักษณ์ที่เป็นเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ และทั้งหมดนี้ กทม.สามารถทำเองได้ ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

ปลื้มกระแสดีขึ้นปชช.พร้อมหนุน

นอกจากนี้ การลงพื้นที่วันนี้ยังมีประชาชนหรือแฟนคลับ ยังเข้ามาพูดคุย สอบถาม และพร้อมสนับสนุนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกทม.อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการสนับสนุนระดับภาค

ส่วนภายหลังจับได้หมายเลข 5และจากการลงพื้นที่ใน 2 วัน ที่ผ่านมากระแสดีขึ้นหรือไม่นายอนุชากล่าวว่า ถือว่าดี ตอนนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนจำได้แต่หมายเลขแต่ยังจำชื่อได้แล้ว และอยากให้แต่ละพื้นที่จำชื่อผู้สมัคร สก. ของพรรค แต่ละเขตด้วย และนอกจากจำหมายเลข 5 ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้แล้ว ต้องจำหมายเลขของผู้สมัคร สก.ด้วย จึงอยากจะฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

พ่อค้าแม่ค้าสะท้อนแก้ค่าครองชีพ

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ยังระบุว่าจากที่ตนเองลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าฯกทม.และ สก. ตนเองก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่พ่อค้าแม่ค้า ก็ได้มีการพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องก็จะต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลงซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและจากที่เคยนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าการลดค่าการกลั่นแล้ว รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนถึงสูตรในการคำนวณราคาน้ำมันที่ปัจจุบันยังคงยึดกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คือการเก็บ“ภาษีลาภลอย”จากโรงกลั่นน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอมาโดยตลอด

ดร.มัลลิกาประกาศชัดอำนาจผู้ว่าฯ

ขณะที่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 14 ตอบข้อซักถามต่อกรณีถนนบางเส้นของกรุงเทพฯ กลายเป็นมณฑลของประเทศอื่นเพราะมีทุนเทามาตั้งรกรากใช้ระบบ 0 เหรียญและต่างด้าวมาแย่งอาชีพคนไทยจนทำให้ประชาชนทนไม่ไหวนั้น

โดย ดร.มัลลิกา กล่าวว่าตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89และ พ.ร.บ.กระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 ผู้ว่าฯมีฐานอำนาจเต็มมือในการ“จัดระเบียบเมือง”และ“รักษาความสงบเรียบร้อย”และยังไม่นับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกันกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดก็เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตัวเองเช่นกัน

ลั่นเป็นผู้ว่าฯตั้ง‘ทีมสุดจัด’ลุยปราบ

“ถ้าดร.มัลลิกาเป็นผู้ว่าฯดิฉันจะไม่ยอมให้คำว่า“ไม่มีอำนาจ”มาเป็นข้ออ้างบดบังความไร้ประสิทธิภาพเด็ดขาด เรามีกฎหมายและทีมงานที่พร้อมลุยทันทีและถ้าประเทศนี้มีทีมสุดซอย เราก็จะตั้ง“ทีมสุดจัด”โดยใช้ศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่มีความสุจริตโปร่งใสแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยได้ แล้วเราจะปล่อยกรุงเทพฯให้เป็นเหมือนเกาะพะงันที่เต็มไปด้วยยิวไม่ได้”ดร.มัลลิกา ย้ำ

อาสาปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งงาน

ดร.มัลลิกา กล่าวว่ามีฮาวทูรองรับและเป็นแผนปฏิบัติการที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีในเรื่องนี้อยู่ที่ใจ ถ้าไม่ใจเสาะอ่อนข้อให้ผลประโยชน์ทุนเทา ทุกอย่างก็ไม่เกินความสามารถผู้นำ เราทำอย่างเป็นระบบ คือ อย่างน้อย 3 เรื่อง เช่น 1.เจอแรงงานเถื่อนแย่งอาชีพคนไทย เราส่งเทศกิจลุยตรวจกวาดล้างหาบเร่แผงลอยผิดกฎหมาย ตลาดเถื่อน ยึดคืนทางเท้าคืนให้คนกรุงเทพฯ ทันที! 2. เจอแหล่งพักพิงหรือหอพักเถื่อน เรางัดกฎหมายควบคุมอาคารและการสาธารณสุข สั่งตรวจระบบสุขาภิบาล สั่งปิดตึกแออัด และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด 3.เจอจุดเสี่ยงอาชญากรรมในชุมชน เราตั้งศูนย์เฉพาะกิจ บูรณาการร่วมกับตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว ใช้ฐานข้อมูลเมืองไล่บี้พื้นที่เสี่ยง

“ผู้นำเมืองหลวงที่ดีนั้นต้องไม่ใช่คนที่เก่งแต่ท่องกฎหมายเพื่อหาข้อแก้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้เลย แต่คือคนที่เก่งในการใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อปกป้องสิทธิการทำมาหากินและความปลอดภัยของประชาชน คนกรุงเทพฯไม่ต้องการคำอธิบายว่า ทำไมปัญหาถึงแก้ไม่ได้ แต่เขาต้องการผู้บริหารที่กล้าชนแทนเขาและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง” ดร.มัลลิกากล่าว

ดร.มัลลิกาเข้ากราบสมเด็จธงชัย

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 14 เข้ากราบสักการะพระพุทธทองคำสุโขทัย วัดไตรมิตร ซึ่งตั้งอยู่บนพระมหามณฑป ก่อนเข้านมัสการกราบขอพรสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการ เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร

ให้พรเข้มแข็งสร้างการรับรู้เพิ่มอีก

โดยสมเด็จธงชัยได้ให้พรขอให้เข้มแข็ง เดินหน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อประชาชนให้มากยิ่งกว่าเดิมแล้วจะเป็นประโยชน์ยิ่ง พร้อมได้ชื่นชมในความกล้าหาญ และบอกว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเอาอริยสัจ 4 คือ“ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ”ซึ่งเป็นหลักคำสอนแม่บทและหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเหมือนแผนที่นำทางชีวิตให้มนุษย์เข้าใจความจริงทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทั้งหมดอยู่ในสโลแกนที่นำไปเป็นแผนปฏิบัติการ Human Innovationโดยมี Idealism ความคิดสร้างสรรค์ และ Freedom ความอิสระนำไปสู่ความสำเร็จตามอริยสัจสี่

มอบพระพุทธรูปกำแพงศอก

ทั้งนี้ สมเด็จธงชัยได้มอบ“พระกำแพงศอก”ขนาดหนึ่งศอก ซึ่งมีพุทธานุภาพเกี่ยวกับการป้องกันไฟและป้องกันภัยให้กับ ดร.มัลลิกาพร้อมกำชับว่าให้ดูแลตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไป พร้อมมอบเหรียญ“พระนารายณ์ทรงครุฑ”เหรียญ หลวงพ่อเกษมเหรียญหลวงปู่ทวด ยันต์ธงชัย รุ่น Human Innovation เหรียญองค์นรสิงห์ และ เหรียญพระสยามเทวาธิราชให้ด้วย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่า ทุกข้อร้องเรียนที่ได้รับจากการลงพื้นที่ (โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน) จะถูกติดตามผลและผลักดันสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป”

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์

รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง

วันวิชิต จัดหนัก ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้เรียนเวสต์พอยต์

วันวิชิต จัดหนัก  ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้เรียนเวสต์พอยต์

วันวิชิต จัดหนัก ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้เรียนเวสต์พอยต์

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

วันวิชิต สุดทน จัดหนัก ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้ไปเรียนเวสต์ปอยต์ ยันเรื่องจริงไม่ได้ปั่น จปร.1-20 รู้กันทั้งบาง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปรง นักวิชาการ โพสต์เฟซบุ้ก wanwichit boomprong ระบุถึงกรณีที่ นายฮุน มาเน็ต ออกมาโพสต์ถึงการได้ไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกาด้วยเป็นความช่วยเหลือของ รัฐบาลสหรัฐ โดยอ้างว่า ไม่เกี่ยวกับกองทัพบกไทยนั้น ผมอยากจะบอกว่า มัน “แตหลอ” ครับ คนเนรคุณจะพูดอะไรให้ตัวเองดูดีก็ได้ ผมจะไล่เรียงให้ฟัง ว่า ฮุนมาเน็ตไปเรียนที่โน่นได้อย่างไร

1. ชาติมิตรประเทศที่ไปเรียนเวสต์ปอยต์ในอาเซียน ที่เรียกว่า “ขาประจำ” ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ส่วน สิงคโปร์ เพิ่งมาถี่ช่วงหลังได้รับเอกราชแล้ว ดังนั้น เขมรอยากเรียนต้องทำอย่างไร 

1.1 ต้องได้รับความเห็นชอบ และได้รับการ “รับรอง” จากสมาชิกมิตรประเทศ ว่าจะให้ เขมร มีโควต้ามาเรียน จึงจะเรียนได้

1.2 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรักษาการ ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. อนุมัติหลักการเห็นชอบ และ “รับรอง” ฮุน มาเน็ต จึงจะเข้าเรียนได้ 

1.3 เพราะมิตรประเทศ ที่ส่งคนตัวเองไปเรียนเวสต์ปอยต์ ต้องมีพื้นฐานจบโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ สำเร็จการศึกษานายร้อยขั้นปีที่ 1 ในฐานะผู้มีผลการเรียนดีที่สุด เสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิตรงนี้ เพราะสมัยนั้น เขมรไม่มีโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ โรงเรียนนายร้อยเลย  ฮุน มาเน็ต จะมีปัญญาเข้าไปเรียนที่อเมริกาได้ยังไง ถ้า “ลุงจิ๋ว” ไม่กรุณา

2. ฮุน มาเน็ต ปากแจ๋ว เพราะมั่นใจในระบบ “เกียรติศักดิ์” ของเวสต์ปอยต์ ความลับที่มาของตัวเองไม่มีวันรั่วไหล และไม่มีใครออกมาแฉ แต่ผมรู้มาว่าสมัยที่มันเรียนที่โน่นจากนายทหารที่เคยเรียนเวสต์ปอยต์  มีผลการเรียน “ไม่โดดเด่น”  คือถ้าพ่อไม่ได้เป็นนายกจะเข้าได้ยังไง 

3. กองทัพบกไทย แบ่งทุนให้จริง เพราะเชื่อว่า นโยบายรัฐบาลพลเอกชาติชาย ว่า เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า จะทำให้กัมพูชากลับมาสงบสุขในภูมิภาค

4. ไม่อยากจะบูลลี่ ฮุนเซน หรอกครับ  แต่สมัยนั้นผมเคยเห็นรังแคยังเต็มหัว อยู่เลย จะมีช่องทางส่งลูกไปเรียนยังไง ถ้าไม่กราบกรานไืทย

ป.ล. ไม่เคยขอร้องให้เชื่ออะไรเท่าครั้งนี้ว่า เรื่องนี้คือ เรื่องจริง ไม่ได้ปั่น ทหารที่จบ จปร.รุ่น1-20 รู้กันทั้งบาง

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“อนุทิน” ควง “ศุภจี” ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย คาด สร้างยอดเจรจาธุรกิจกว่า 1.3 แสนล้าน  ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’ ท่ามกลางปชช. ขอถ่ายรูปคึกคัก

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมส.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2026 ซึ่งเป็นการรวบรวมร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตรกรรมด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย  ซึ่งวันนี้ (30 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายในการจัดงาน

โดยนายกรัฐมนตรี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ลายขนนกสีน้ำเงิน ร่วมประกอบอาหารที่บูธ foodiva thailand บริษัทจำหน่วยเนื้อวัวเกรดพรีเมี่ยม โดยทำเมนูสเต็กเนื้อ ขณะที่มีผู้ร่วมงานยืนชมด้านนอกก่อนจะกล่าวว่า “นี่แหละเชฟ ครับเชฟ” จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประกอบอาหารเมนูข้าวผัดมันเนื้อเจียวด้งยท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญ 

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่าภายในงานมหกรรมอาหารครั้งนี้คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจด้านอาหารกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการประกอบอาหารอยู่แล้ว มักจะร่วมทำอาหารในช่วงที่ลงพื้นที่พบผู้ประสบภัยเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงทำอาหารอยู่ที่บ้านพักในช่วงโควิด-19 ตามที่มีภาพเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายกฯเดินทางไปเปิดงานเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยวันนั้นนายกฯบอกว่า“เดี๋ยวจะแอบมาเดินอีก”

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆ โดยได้แวะบูธขายเนื้อวัววากิวเกรดพรีเมี่ยม ของแบรนด์ Udom Supply พร้อมทั้งยังได้ลงมือย่างเนื้อวากิว โดยพนักงานในบูธดังกล่าวสอบถามว่า “อร่อยไหม เนื้อนุ่มไหม”  ซึ่งนายอนุทิน พยักหน้า พร้อมชิมเนื้อที่ย่างอย่างอร่อย และเชิญชวนให้ประชาชนที่มายืนถ่ายภาพร่วมชิมเนื้อวากิวด้วย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

จากนั้นนายอนุทินเดินเยี่ยมชมบูธ ภายในงานต่อก่อนจะแวะบูธผัดข้าวผัดมันเนื้อ โดยบอกว่า “ต้องผัดแบบแห้งๆ”  พร้อมสอบถามเจ้าของบูธว่ มีขายที่ไหน โดยเจ้าของบูธบอกว่า “ไม่มีขายหน้าร้าน แต่ส่งตามโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ” ทั้งนี้คาดว่างานดังกล่าวสร้างมูลค่าการค้ารวมที่คาดว่าจะสะพัดสูงถึง 130,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันที่ 31 พ.ค. นายอนุทิน จะเดินทางไปจ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง ร่วมกับชาวจ.กระบี่ โดยมีน.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พร้อม 3 สส.กระบี่ พรรคภท.นายกิตติ กิตติธรกุล นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน และ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมทอดผ้าป่าด้วย

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สมเด็จธงชัยวัดไตรมิตร มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก มีพุทธานุภาพกันไฟและกันภัยให้ดร.มัลลิกา ลุยศึกเลือกตั้ง พร้อมแนะให้เข้มแข็งและสร้างการับรู้เพิ่มอีก 

13.00 น. วันที่ 30 พฤษภาพฤษภาคม 2569 ที่วัดไตรมิตร วิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพ หมายเลข 14 เข้ากราบสักการะพระพุทธทองคำสุโขทัยวัดไตรมิตรซึ่งตั้งอยู่บนพระมหามณฑป พร้อมกันนี้เข้านมัสการกราบขอพรสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี นามเดิม ธงชัย ฉายา ธมฺมธโช เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็น เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ซึ่งนางมัลลิกา

อย่างไรก็ตามสำเร็จธงชัยได้ชื่นชมในความกล้าหาญและบอกว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเอาอริยสัจ 4 คือ “ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ” ซึ่งเป็นหลักคำสอนแม่บทและหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเหมือนแผนที่นำทางชีวิตให้มนุษย์เข้าใจความจริงทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสโลแกนที่นำไปเป็นแผนฏิบัติการ Human Innovation โดยมี Idealism ความคิดสร้างสรรค์  และ Freedom ความอิสระนำไปสู่ความสำเร็จตามอริยสัจสี่ โดยสมเด็จธงชัยให้พร พร้อมบอกให้ให้ หน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อประชาชนให้มากยิ่งกว่าเดิมแล้วเป็นประโยชน์ยิ่ง 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตาม ผู้จะกล่าวรายงานว่ารายการนี้สมเด็จธงชัยได้มอบพระ พระกำแพงศอก ขนาดหนึ่งศอกซึ่งมีพุทธานุภาพเกี่ยวกับการป้องกันไฟและป้องกันภัยให้กับดร.มัลลิกา พร้อมกำชับว่าให้ดูแลตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไปและนอกจากนั้นยังได้มอบเหรียญ พระนารายณ์ทรงครุฑ เหรียญหลวงพ่อเกษม เหรียญหลวงปู่ทวด ยันธงชัยรุ่น Human  Innovation  เหรียญองค์นรสิงห์ และ เหรียญพระสยามเทวาธิราชให้ทั้งหมดด้วย 

นางมัลลิกา กล่าวว่าไม่ว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใดทั้งทางสังคมการเมืองธุรกิจและชีวิตปกติส่วนตัวตนมักจะมาเริ่มต้นที่นี่ทุกครั้งจะได้ทั้งความรู้แนวทางทิศทางและแรงบันดาลใจและไอเดียมากมายจากวัดไตรมิตรโดยสมเด็จธงชัยมาตั้งแต่สมัยท่านยังไม่ได้ขึ้นสมเด็จและตั้งแต่สมัยตนยังทำงานอยู่ที่เป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจนบัดนี้ ปกติก็ชงน้ำชาอยู่ในกุฎินี้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้ทำอะไรมากมายเท่าไร ความรู้มากมายแนวทางหลากหลายรวมทั้งธรรมะที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่มักจะได้รับการแนะนำแนะแนวก่อนเสมอ 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตามรายการนี้ นางมัลลิกา ได้ยกตัวอย่างวัดไตรมิตรเป็นโมเดลสำหรับการชูนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยสามารถทำได้ทุกวัดทุกบ้านทุกโรงเรียนทั่ว 50 เขตของกรุงเทพโดยผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพไม่เพียงแต่ปล่อยให้วัดแต่ละที่ทำกันเองโดยลำพังยกตัวอย่างว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ของวัดไตรมิตรนั้นได้สร้างมูลค่าให้กับกรุงเทพมหานครมหาศาลอย่างยิ่งเนื่องจากว่า เป็นที่มีชื่อเสียงเรื่องระบือไกลดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวอินเดียซึ่งรวมกันมากกว่าประชากรครึ่งโลกมาที่นี่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเข้าไปสู่การท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพด้านอื่นๆ ซึ่งในพระมหามณฑป นั้นจะมีทั้งพุทธประวัติของพระพุทธทองคำ และมีนิทรรศการชีวิตคนจีนเยาวราชเริ่มต้นอย่างไรจึงทำให้ดึงดูดการท่องเที่ยวและเป็นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนจากการท่องเที่ยวเชิงความศรัทธาอย่างยิ่ง

มัลลิกา บุญมีตระกูล
มัลลิกา บุญมีตระกูล