JIC ไทย โต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยทำโบราณสถานเสียหาย ย้ำไทยยึด กม.ระหว่างประเทศ

JIC ไทย โต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยทำโบราณสถานเสียหาย ย้ำไทยยึด กม.ระหว่างประเทศ

JIC ไทย โต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยทำโบราณสถานเสียหาย ย้ำไทยยึด กม.ระหว่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

“JIC ไทย”โต้”ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยทำโบราณสถานเสียหาย ย้ำไทยยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ชี้ใช้ข้อมูลฝ่ายเดียว เรียกร้องเปิดข้อเท็จจริงทางทหาร

10 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างว่าการปฏิบัติการของฝ่ายไทยส่งผลให้โบราณสถานได้รับความเสียหาย โดยระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการนำเสนอข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาเพียงด้านเดียว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด

ผู้อำนวยการ JIC กล่าวว่า การพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่การเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่โบราณสถานหรือพื้นที่เกี่ยวเนื่องเป็นที่ตั้งกำลังพลและฐานปฏิบัติการทางทหาร ตลอดจนใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร และมีการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดโจมตีมายังฝ่ายไทย ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงกำลังพลของไทย

ผอ.JIC กล่าวอีกว่า การกล่าวถึงความเสียหายของโบราณสถานโดยไม่กล่าวถึงบริบททางทหารและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ย่อมไม่ใช่การนำเสนอข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ขอยืนยันว่า ประเทศไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนจากภัยคุกคามทางทหาร โดยการปฏิบัติการของฝ่ายไทยมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหาร ภายใต้หลักความจำเป็นทางทหาร หลักการแยกแยะ หลักความได้สัดส่วน และการใช้ความระมัดระวังเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า JIC ขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการนำเสนอข้อกล่าวหาที่อาศัยข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว และชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวางกำลังและการใช้พื้นที่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวเนื่องกับโบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารอย่างตรงไปตรงมา

“โบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรมไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางทหาร หรือถูกนำมาใช้เป็นประเด็นทางการเมืองและการสื่อสารเพื่อกล่าวหาประเทศอื่น” ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าว

แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.44 น.

10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย โพสต์ภาพและข้อความผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinet โดยระบุว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2026 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบปะกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 3 ท่าน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2001-2006), นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2011-2014) และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2024-2025) ณ อาคารดานันตารา (Danantara) ในกรุงจาการ์ตา

การพบปะหารือครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานที่มีต่อกัน ระหว่างการหารือ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซีย (ดานันตารา) ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานาธิบดีปราโบโว และคณะผู้บริหารของดานันตารา เกี่ยวกับโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการลงทุน กลยุทธ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับผู้นำระดับโลกและบุคคลสำคัญต่างๆ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเดินหน้ากระชับเครือข่ายมิตรภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ ความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถานะของอินโดนีเซียท่ามกลางพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารของดานันตารา ซึ่งประกอบด้วย นายโรซาน โรสลานี (Group CEO), นายโดนี ออสคาเรีย (COO) และนายปันดู ชาห์ริร์ (CIO) ก็ได้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

– 006

นายกฯ ไทย-มาเลย์ ร่วมเปิดด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม พร้อมรับมอบเงิน ADB 2 ล้านเหรียญซับน้ำตาชาวใต้

นายกฯ ไทย-มาเลย์ ร่วมเปิดด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม พร้อมรับมอบเงิน ADB 2 ล้านเหรียญซับน้ำตาชาวใต้

นายกฯ ไทย-มาเลย์ ร่วมเปิดด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม พร้อมรับมอบเงิน ADB 2 ล้านเหรียญซับน้ำตาชาวใต้

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

นายกฯ เป็นสักขีพยานพิธีรับมอบความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจาก ADB  2 ล้านเหรียญสหรัฐ ร่วมฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดสงขลา 

10 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา จ.สงขลาแห่งใหม่ กับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ ของมาเลเซีย ทันที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงที่ด่านสะเดา ได้เดินข้ามมายังด่าน บูกิตกายูฮิตัม  เพื่อเปิดแผ่นจารึก โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยา ให้การต้อนรับ เมื่อนายกฯทั้งสองเจอกันได้กอดกันและจับมือทักทาย 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี และคณะ  โดยมีเมนูอาหารหลัก คือ ข้าวบาสมาตี แกงเนื้อวัวต้นกล้วยแบบดั้งเดิม ไก่อบซัมบัลแปร์ซิก ปลาหมึกผัดพริก ปลากระพงแดงเสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยวหวาน สลัดผักรวมแบบดั้งเดิมท้องถิ่น ของหวานเป็นทุเรียนเซนดอล ของหวานสไตล์มาเลเซีย 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี​ทั้ง 2 ประเทศ ได้ร่วมกันกล่าวเปิดอย่างเป็นทางการ โดยนายอนุทิน​ กล่าวขอบคุณฃนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ

รัฐบาลเชื่อว่า เมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่าด้วยว่า จากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อวานนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ

รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้สองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว

อนึ่ง ไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ ด่านสะเดา ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ มีการจัดช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal รองรับรถบรรทุกเข้า-ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan 2 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า 

ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีร่วมคณะ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้  พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก   พลโทนรธิป โพยนอก ได้ภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4

นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้เป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูความเสียหายจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยกระทรวงการคลังได้ลงนามรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจาก ADB ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รับความช่วยเหลือดังกล่าวในนามรัฐบาลไทย เพื่อนำไปฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดสงขลาเมื่อปี 2568

รัฐบาลเปิดให้ขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือ เปิด พม. CARE ลดเอกสาร เชื่อม ThaiD-ทางรัฐ เข้าถึงสิทธิเร็วขึ้น

รัฐบาลเปิดให้ขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือ เปิด พม. CARE ลดเอกสาร เชื่อม ThaiD-ทางรัฐ เข้าถึงสิทธิเร็วขึ้น

รัฐบาลเปิดให้ขอเงินสงเคราะห์ผ่านมือถือ เปิด พม. CARE ลดเอกสาร เชื่อม ThaiD-ทางรัฐ เข้าถึงสิทธิเร็วขึ้น

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

10 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการให้บริการด้านสวัสดิการสังคมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดให้บริการระบบ “พม. CARE” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์และความช่วยเหลือทางสังคมด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ พร้อมติดตามสถานะการดำเนินการได้แบบครบวงจร ช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสาร และลดภาระการเดินทางมาติดต่อหน่วยงานของรัฐ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบ “พม. CARE” เชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชัน ThaiD แอปพลิเคชันทางรัฐ รวมถึงฐานข้อมูลของกระทรวง พม. ทำให้การตรวจสอบตัวตนและพิจารณาสิทธิมีความถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงาน พร้อมช่วยให้การส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ที่มีสิทธิเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในระยะแรก ประชาชนสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ผ่านระบบได้ 6 ประเภท ได้แก่ เงินช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน เงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวยากจน เงินสงเคราะห์ครอบครัว เงินสงเคราะห์และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ เงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก ขณะที่ผู้ที่ไม่สะดวกใช้สมาร์ตโฟนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยังสามารถรับบริการจากเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ซึ่งพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับการให้บริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบ ‘พม. CARE’ จะช่วยลดภาระการเดินทาง ลดการใช้เอกสาร และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอและติดตามผลได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกันยังช่วยให้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ทำให้การพิจารณาและส่งต่อความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาลปลื้มครึ่งปีแรก! กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน

รัฐบาลปลื้มครึ่งปีแรก! กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน

รัฐบาลปลื้มครึ่งปีแรก! กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

รัฐบาลปลื้ม ครึ่งปีแรก ปี 69 กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สร้างรายได้ 4,025 ล้าน ตอกย้ำไทยเป็นจุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก ลุ้นทำสถิติรายได้สูงอีกครั้ง

10 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตัวเลขการลงทุนจากกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 พบว่ามีกองถ่ายต่างประเทศแจ้งขออนุญาตถ่ายทำกับกรมการท่องเที่ยว จำนวน 302 เรื่อง สร้างมูลค่าการลงทุนในประเทศไทยรวม 4,025 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพและความเชื่อมั่นของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั่วโลกที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการลงทุนตลอดทั้งปี 2568 ทั้งนี้ จากแนวโน้มในช่วง 6 เดือนแรกของปี ประกอบกับโครงการถ่ายทำขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมเข้ามาดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะสามารถทำสถิติใหม่ด้านรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศได้อีกครั้งในปี 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประเภทงานที่สร้างมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่องยาว 21 เรื่อง มูลค่า 1,989 ล้านบาท รายการเกมโชว์และเรียลลิตี้ 22 เรื่อง มูลค่า 811 ล้านบาท และ โฆษณา 152 เรื่อง มูลค่า 710 ล้านบาท สำหรับ 5 ประเทศ/เขตปกครองพิเศษที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จำนวน 1,543 ล้านบาท ฮ่องกง จำนวน 322 ล้านบาท ฟินแลนด์ จำนวน 300 ล้านบาท เยอรมนี จำนวน 297 ล้านบาท และสหราชอาณาจักร จำนวน 230 ล้านบาท

“ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ ทีมงานมืออาชีพ ระบบสนับสนุนการถ่ายทำ และมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Thailand Film Incentive Measures) การคืนเงินกองถ่ายต่างประเทศ สูงสุด 30% ถือเป็นนโยบายส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศของรัฐบาล ที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับนานาชาติของภูมิภาค พร้อมสร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะยาว” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’ เกรียง-เมีย ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’  เกรียง-เมีย  ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’ เกรียง-เมีย ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟันตระกูล‘กัลปตินันท์’ เกรียง-เมีย ปปช.ชี้มูลฮั้วประมูล ทำถนนที่อุบล43ล้าน ส่งให้อัยการฟ้องคดี

ป.ป.ช.ชี้มูล “รจนา กัลป์ตินันท์” กับพวก ฟันอาญา “เกรียง-กานต์ กัลป์ตินันท์” คดีแบ่งจ้างสร้างถนน 26 โครงการ มูลค่า 43.2 ล้านบาท ฮั้วประมูลเลี่ยงประกวดราคาเอื้อเอกชนเครือญาติ ส่งอัยการฟ้องคดี

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ อดีตนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี กับพวก กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายผิวจราจร เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เพื่อขอรับเงินสนับสนุนปีงบประมาณ 2549 จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงิน 43.221 ล้านบาท ออกเป็น 26 โครงการๆ ละไม่เกิน 2 ล้านบาท ช่วงเดือนธันวาคม 2548-มกราคม 2549 เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคา และเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายเข้ารับงานก่อสร้าง

ทั้งนี้ ผลการไต่สวนระบุว่านายเกรียง กัลป์ตินันท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสส.อุบลราชธานี สามีของนางรจนา มีบทบาทสั่งการให้แบ่งโครงการและแทรกแซงการดำเนินงานของเทศบาล รวมถึงกำหนดให้บริษัทของเครือญาติและผู้ใกล้ชิดเข้ารับงาน โดยจัดทำผู้เสนอราคาและคู่เทียบล่วงหน้า ก่อนให้นางรจนาลงนามอนุมัติสัญญาจ้าง

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังพบว่า เงินค่าจ้างจากหลายโครงการถูกโอนไปยังบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนายเกรียง และนางรจนา รวมทั้งเครือญาติ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีโครงการที่จัดจ้างด้วยระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) 11 โครงการ ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีความผิดทางอาญา แต่พบเจ้าหน้าที่เทศบาลบางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง

ทางคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ มูลสาร รองนายกเทศมนตรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี และผู้เกี่ยวข้อง กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้าง โดยเห็นว่ามีมูลความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งมีความผิดตาม พ.ร.บ.เทศบาล ส่วนนายกานต์ กัลป์ตินันท์ ก่อนดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมูลความผิดอาญา ฐานสนับสนุนนางรจนา กับพวก และ พ.ร.บ.ฮั้ว 2542 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งมีความผิดตาม พ.ร.บ.เทศบาล

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังชี้มูลผู้ประกอบการและผู้บริหารห้างหุ้นส่วนหลายราย ฐานสนับสนุนการกระทำความผิด รวมถึงชี้มูลนายเกรียง อดีต สส.(พ้นจาก สส.เนื่องจากยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549) และนายกานต์ สว.มีความผิดอาญาในฐานะผู้สนับสนุนและผู้ร่วมกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ น.ส.รัตติกาและนายวีระ วะสุธาดา ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลมนตรีก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลประเสริฐ นายทิวาพร ดุลย์ชูประภา หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลประเสริฐ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุภาภรณ์อุบลก่อสร้าง นางพัชรีรัตน์ ดีมาก หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุภาพรอุบลก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลก่อสร้าง และนายธีรศักดิ์ บุญจิรัฐติกาล ห้างหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเรืองวิทย์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด

ส่วนเจ้าหน้าที่บางรายถูกชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ขณะเดียวกัน บางนิติบุคคลถูกจำหน่ายคดีเนื่องจากสิ้นสภาพนิติบุคคล และผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ป.ป.ช.เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จึงให้ข้อกล่าวหาตกไป ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับทราบ และส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายต่อไป

รัชดา โต้โซเชียลบิดเบือนข้อมูล ปัดตัดงบ ป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ 99 ล้าน

รัชดา โต้โซเชียลบิดเบือนข้อมูล ปัดตัดงบ ป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ 99 ล้าน

รัชดา โต้โซเชียลบิดเบือนข้อมูล ปัดตัดงบ ป้องน้ำท่วมหาดใหญ่ 99 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

โฆษกรัฐบาลแจงโซเชียลบิดข้อมูลแก้ไขน้ำท่วมหาดใหญ่ ชี้ไม่มีการตัดงบ สทนช. เตรียม 128 โครงการ 4.5 หมื่นล้านลุยแก้ปัญหาระยะยาว นายกฯ เตรียมลงตรวจการซ่อมแซมคลอง ร.1 หลังจบภารกิจเยือนมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ หรือตัดงบประมาณในการป้องกันอุทกภัยนั้น ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามที่มีการกล่าวอ้าง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่อย่างมาก จึงได้นำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน จังหวัด และหน่วยงานปฏิบัติ นำข้อมูลจริงมาพิจารณาร่วมกัน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในการประชุม กรอ. ไม่ได้มีการตัดงบประมาณ แต่เป็นการวางระบบป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งเมือง โดยข้อเสนอวงเงิน 99.5 ล้านบาทที่มีการรายงานนั้น เป็นแผนระยะเร่งด่วน 9 รายการ ที่ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) สงขลาเสนอมา มีบางรายการที่อาจจะ ซ้ำซ้อน กับแผนงานของหน่วยงานหลักอย่างกรมชลประทาน หรือ สทนช. ที่มีการเสนอโครงการงบประมาณไว้ก่อนแล้ว ซึ่งให้มีการนำไปทบทวนและเสนอเข้ามาอีกครั้ง และในระยะต่อไปยัง ขณะที่ยังมีแผนการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวของกรมชลประทานและแผนภาพรวมของ สทนช. 128 โครงการ วงเงินประมาณ 4.57 หมื่นล้านบาทด้วย 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียืนยันในที่ประชุม กรอ. ว่า รัฐบาลไม่ติดขัดเรื่องวงเงิน หากเป็นโครงการที่จำเป็นและแก้ปัญหาได้จริง แต่ต้องตรวจสอบให้โปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการของหน่วยงานอื่น และไม่เปิดช่องให้เกิดการแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือใช้งบผิดวัตถุประสงค์

“การตรวจสอบงบประมาณไม่ใช่การไม่ช่วยประชาชน แต่คือการทำให้เงินทุกบาทถูกใช้เพื่อป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่จริง ๆ และลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้(10 ก.ค. 2569) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีและคณะยังมีกำหนดลงพื้นที่ตรวจคลอง ร.1 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบระบายน้ำหาดใหญ่ และเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการลงทุนปรับปรุง โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณรองรับไว้แล้วด้วย 

นางสาวรัชดากล่าวว่า รัฐบาลต้องการเปลี่ยนการแก้ปัญหาจากการรอให้น้ำท่วมแล้วเยียวยา ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า เพราะบทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความเสียหายต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจเมือง การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจสูงกว่าการลงทุนป้องกันมาก

ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ควรนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปปั่นกระแสทางการเมือง หรือสื่อสารเพียงบางส่วนจนทำให้สังคมเข้าใจผิด เพราะชีวิต ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชนสำคัญเกินกว่าจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

“หาดใหญ่จะเป็นต้นแบบของการใช้ กรอ. แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ เรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนจริง รัฐบาลพร้อมหยิบขึ้นมาเป็นวาระพิเศษ เพื่อแก้ให้ตรงจุดและเกิดผลจริง ขออย่าเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปสร้างความเข้าใจผิดทางการเมือง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน” นางสาวรัชดา กล่าว

‘สภาฯ‘รูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ขอบคุณ สส.ช่วยกันทำงานมี ประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

‘สภาฯ‘รูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ขอบคุณ สส.ช่วยกันทำงานมี ประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

‘สภาฯ‘รูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ขอบคุณ สส.ช่วยกันทำงานมี ประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

สภาฯรูดม่านปิดสมัยประชุมครั้งที่1/69 ’โสภณ‘ ขอบคุณสมาชิกช่วยกันทำงานมีประสิทธิภาพ-คุ้มค่า-รักษาองค์ประชุมตลอดสมัยฯ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังการพิจารณารับทราบรายงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2568 นายโสภณ กล่าวขอบคุณสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ที่ได้ช่วยกันทำงานในสภาฯนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า คือการรักษาองค์ประชุม มาตลอดสมัยประชุม

จากนั้นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่27 ปีที่1 ครั้งที่28 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) พ.ศ.2569 โดยให้สมาชิกทุกคนยืนรับฟังพระบรมราชโองการ ก่อนที่นายโสภณ จะสั่งปิดประชุมในเวลา 19.06 น.

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน เก็งกำไรน้ำมัน

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน เก็งกำไรน้ำมัน

ฐิติภัสร์ เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน เก็งกำไรน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.38 น.

“ฐิติภัสร์” เผย DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ ชี้เป็นคดีที่ 3 เดินหน้าปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมัน

น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เดินหน้าขยายผลการตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในคดีพิเศษที่ 59/2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบความผิดเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมัน ได้ขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกรณีกักตุนและเก็งกำไรน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์

น.ส.ฐิติภัสร์ ระบุด้วยว่า DSI ได้ออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ ถือเป็นคดีที่ 3 ที่ผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย ภายหลังการดำเนินมาตรการเข้มของกระทรวงพลังงานในการปราบปรามการกระทำผิดด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ หากย้อนกลับตั้งแต่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการดำเนินคดีสำคัญแล้วหลายคดี โดยคดีแรก คือ คดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่ง DSI แจ้งข้อกล่าวหานายสุรัตน์และพวกรวมหลายข้อหา ทั้งการปลอมปนน้ำมัน การกระทำผิดเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมัน การกักตุนและเก็งกำไร รวมถึงการจำหน่ายน้ำมันเกินราคาที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยผู้ต้องหาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์

ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดีพิเศษที่ 80-85/2569 เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งผู้ต้องหาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันครบถ้วนแล้ว หลัง DSI ขยายผลจากการตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา และชุมพร และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม

“ปัจจุบันทีมเฉพาะกิจของกระทรวงพลังงานและ DSI ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงคลังน้ำมันอีก 13 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำน้ำมันออกนอกระบบและการกักตุนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด”

ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ-พระครูสัญญาบัตร 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ-พระครูสัญญาบัตร 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ-พระครูสัญญาบัตร 5 รูป

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ และพระครูสัญญาบัตร รวม 5 รูป ดังนี้

1.พระปริยัติวรานุกูล เป็น พระราชปริยัติวัชรานุกูล วิบูลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2.พระศรีสิทธิวิเทศ เป็น พระราชวัชรชัยเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดมหาพฤฒาราม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระสุธีรัตนบัณฑิต เป็น พระราชสุทธิวัชรสุธี ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4.พระอุดมบัณฑิต เป็น พระราชอุดมวัชรเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5.พระมหาวชิระ 9 ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูศรีวชิรสุธี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 9 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน