ชัชชาติ เตรียมต้อนรับนายกฯ เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก 13 ก.ค.นี้

ชัชชาติ เตรียมต้อนรับนายกฯ  เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก 13 ก.ค.นี้

ชัชชาติ เตรียมต้อนรับนายกฯ เปิดประชุมสภา กทม.นัดแรก 13 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“นายกฯ“ เตรียมเปิดประชุมสภากทม. นัดแรก 13 ก.ค.นี้ เลือก ‘เนอส’ นั่งประธาน ‘เนติภูมิ-นริสสร’ รองปธ.

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดประชุมสภากรุงเทพมหานคร นัดแรก

โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ชุดใหม่ เข้าร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานคร ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง ซึ่งตนและปลัดกรุงเทพมหานคร จะรอให้การต้อนรับ

นายชัชชาติ กล่าวว่า นอกเหนือจากการประชุมสภากทม. จะหารือกับนายกฯ กรณีนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS  รวมทั้งเรื่องโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้จะทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง นอกจากนี้อาจจะขอใช้ที่ว่างของกระทรวงคมนาคม ปลูกต้นไม้ และที่ทำมาหากินหาบเร่แผงลอย ซึ่งคิดว่าตอบโจทย์ รัฐบาลอยู่แล้ว 

รายงานข่าวแจ้งว่า วาระการประชุมสภากรุงเทพมหานคร จะมีการเลือกประธานสภา กรุงเทพมหานคร และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และ คนที่ 2 คน ตามที่พรรคประชาชน(ปชน.) กลุ่มคนทำงาน กลุ่ม Better Bangkok ประกาศจับมือกันได้ 37 เสียง คือ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก. เขตบางซื่อ พรรคปชน. นั่งเป็นประธานสภา กทม. นายเนติภูมิ มุ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม นั่งประธานสภา กทม.คนที่ 1 และนายนริสสร แสงแก้ว ส.ก.เขตบางเขน นั่งประธานสภา กทม.คนที่ 2

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

“นายกฯ” ขอบคุณ ตุลาการศาล รธน.หลังวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดต่อกฎหมาย ยืนยันจะใช้ให้คุ้มทุกบาท หวัง นำมาสร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระค่าพลังงาน 

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 วลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งเร็งกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ว่า  ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน 

ส่วนรัฐบาลจะทำงานสบายใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้งว่า “เงินกู้” ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2 % ดังนั้นเมื่อทีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้ เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลาย ๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ของประชาชนลดลง ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น 

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘ ขอรอ ’ครม.‘เคาะตัดสินใจ หากต้องเปิดประชุมวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา14.15น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยสส.ในฝั่งวิปรัฐบาล ร่วมกันแถลงสรุปผลงานการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า ภาพรวมตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค รวมถึงการประสานงานกับฝ่ายค้าน เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยตลอด ต้องขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานที่สำคัญทางฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านจากการพิจารณาของสภาฯ และมีกระทู้สดหลายกระทู้ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ได้รับความร่วมมือจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาตอบกระทู้ และมีญัตติที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ รวมถึงมีการรับทราบที่เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากที่จะขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านด้วย ที่ในช่วงหนึ่งสมัยประชุมที่ผ่านมา ถือว่าการประสานงานเราประสานงานกันได้ค่อนข้างราบรื่น อาจจะมีสิ่งที่เห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกฝ่ายก็เคารพกรอบกติกา และใช้ระเบียบข้อบังคับตามข้อกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ทุกอย่าง ฉะนั้น ในภาพรวมเราทำงานกันได้ค่อนข้างดี ส่วนในรายละเอียดถ้าในด้านของกฎหมาย ในระยะเวลาไม่กี่เดือนสภาฯ พวกเราผ่านการพิจารณากฎหมายมากถึง 94 ฉบับ และในบางกฎหมายบางเรื่องอาจจะมีร่างที่เสนอประกอบกันหลายร่าง แต่รวมทั้งหมดแล้วมี 94 ร่าง ที่มีทั้งร่างครม. ยืนยันกลับมา 34 ฉบับ ล่าสุดวันนี้มีประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ต่อเนื่องมาจากสมัยที่แล้วต้องยกเครดิตให้กับพรรคเพื่อไทย และพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ 

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เรารับหลักการแล้วและยังอยู่ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการอีกหลายฉบับ แน่นอนว่ากฎหมายทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาทันทีหลังจากหลังจากที่เปิดสมัยประชุมสภาในสมัยพิจารณาหน้า รวมทั้งกฎหมายที่ประชาชนให้ความสำคัญและจับตาดูอยู่ เช่น ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ล่าสุดทางวุฒิสภาจะพิจารณาเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และได้การพิจารณาเข้าสู่การพิจารณาร่วมกันของสภาฯ หลังจากที่เปิดสมัยประชุมหน้า นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว เรามีเรื่องของการเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ รวมทั้งหมด 5 ฉบับ และยังมีเรื่องการตอบกระทู้สดในสภาฯ มี 34 กระทู้สดมีรัฐมนตรีมาตอบถึง 33 กะทู้ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขสูงมากต้องขอขอบพระคุณทางครม.  โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำครม. ที่ได้กำชับและมอบให้เป็นนโยบายกับรัฐมนตรีทุกท่านว่าต้องให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านโดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการประสานงานเพื่อดูว่าประเด็นร้อนหรือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเร่งด่วนมีเรื่องใดบ้าง และจะมีรัฐมนตรีท่านใดมาตอบได้บ้าง ด้วยการทำงานแบบนี้ จึงทำให้กระทู้ที่รัฐมนตรีมาตอบค่อนข้างสูง สุดท้ายแล้วไม่ใช่เป็นผลงานของฝั่งรัฐบาลหรือครม. แต่เป็นผลงานร่วมกันของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะคนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่พรรคการเมือง แต่คือประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการติดตามและตรวจสอบการทำงานผ่านกระทู้สด

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากกระทู้สด มีเรื่องกระทู้ทั่วไปซึ่ง ตนในนามประธานวิปรัฐบาลก็ได้รับข้อเสนอ และข้อสังเกตของฝ่ายค้านว่ากระทู้สดที่ตอบเยอะ แต่กระทู้ทั่วไปรัฐมนตรีมีการเลื่อนตอบกระทู้ค่อนข้างมาก เรื่องนี้หลังจากหลังจากที่ปิดสมัยประชุม ตนได้ทำสรุปตัวเลขสถิติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า มีกระทู้ถามรัฐมนตรีท่านใดกี่ครั้งและท่านมาตอบกี่ครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ตนจะนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีการวัดผลประเมินผลการทำงานของครม. ที่มีหน้าที่หลักที่มาตอบกระทู้และให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติด้วย นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล 

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องญัตติที่มีปัญหาสำคัญของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ เป็นจำนวนมาก เช่น ฝุ่นควัน PM 2.5 วิกฤตพลังงาน การก่อสร้างแลนด์บริดจ์ การแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายรัฐบาลแต่ส่วนใหญ่เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายค้าน หมายความว่า การทำงานของสภาฯ เราไม่คำนึงแต่เพียงว่าเราอยู่ฝั่งรัฐบาล และมีเสียงข้างมาก เราคำนึงถึงเสียงทุกเสียง คำนึงถึงเสียงของฝ่ายค้าน เพราะเราทราบว่าทุกปัญหาที่นำเสนอนั้นคือปัญหาของประชาชน ประเด็นสุดท้ายเรื่องของรับทราบ   โดยปกติหากใครติดตามช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี จะมีเรื่องรับทราบ บ่อยครั้งที่มีเรื่องรับทราบจากหลายปีก่อน มีค้างการพิจารณารับทราบของสภาเป็นจำนวนมาก เราใช้เวลาสมัยประชุมเดียวเพื่อที่จะจัดการ และเร่งเอาเรื่องรับทราบที่ค้างอยู่มาเคลียร์ให้หมด ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นในประชุมหน้าคือจะไม่มีรายงานที่ค้างจากปีก่อนๆ ซึ่งจะมีการพิจารณาปีต่อปี จะได้เป็นปัญหาปัจจุบันก็จะทำให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อเสนอแนะของฝั่งการเมือง หรือทุกพรรคการเมืองนำไปปรับปรับปรุงในการทำงานต่อไปได้ 

“ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านด้วยในการให้ร่วมมือในการประสานงานร่วมกันโดยที่บางครั้งระหว่างจะเห็นไม่ตรงกันแต่สุดท้ายเป้าหมายเราเหมือนกันคือเคลื่อนงานสภาเพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาและเอากฎหมายต่างๆให้กับประชาชน” นายกรวีร์ กล่าว 

เมื่อถามว่าได้หารือเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีการเปิดวิสามัญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า เราทราบจากข่าวหน้าสื่อ วันนี้ที่สภาฯ เรายังไม่ได้รับเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าทางศาลรัฐธรรมนูญคงจะส่งคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการมาที่สภาฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น คงต้องเป็นเรื่องที่ทางสภาฯ ต้องหารือกับครม. เพราะกฎหมายฉบับนี้ทางครม. ได้เสนอเข้ามา คงต้องรอดูว่าจะมีแนวทางในการขอให้เปิดวิสามัญหรือไม่ ต้องพิจารณากันต่อไป

เมื่อถามว่า ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาก่อนจะกลับมาเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือนส.ค. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าเป็นเรื่องของครม. ถ้าครม. เห็นว่าช้าเกินไปกว่าจะรอให้เปิดสมัยประชุมหน้า ก็อาจจะมีการพิจารณาขอให้เปิดวิสามัญในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมสภาฯ 

เมื่อถามย้ำว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเปิดในสมัยประชุมนี้ นายกรวีร์ กล่าวว่า สมัยนี้น่าจะไม่ทันแล้ว เพราะประธานได้ประสานมาว่าช่วงเย็นจะมีการอ่านพระบรมราชโองการในการปิดสมัยประชุมสภาฯ ช่วงเย็นวันนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ทันในสมัยประชุมนี้แน่นอน 

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมืองปูตราจายา ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ในทุกด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยและรัฐภาคเหนือของมาเลเซีย ผ่านการสร้างเสริมความเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง การค้าชายแดน และการพัฒนาเศรษฐกิจของสองฝั่งชายแดน ควบคู่กับความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  

ต่อมา รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือเต็มคณะที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพ และจะฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย ในปีหน้า ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ในฐานะที่มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในอาเซียน เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด และมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในด้าน AI และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน

ภายหลังการหารือ รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ที่ย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความเชื่อมโยงไร้รอยต่อบริเวณชายแดน ผ่านการพัฒนาและอำนวยความสะดวกในการสัญจรและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะทางถนนและทางราง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ทั้งยังกล่าวถึงพิธีเปิดใช้งานถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัม ที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองจะเป็นประธานในวันรุ่งขึ้น (10 กรกฎาคม) นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

“สุริยะ” ลงนาม MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา พร้อมผนึกกำลังเร่งขับเคลื่อนการค้าทั้งสองประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิด เผยว่า ภายในวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ได้เดินทางมายังประเทศมาเลเซีย ณ เมืองปูตราจายา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยได้เข้าพบ นายดาโต๊ะ เซอรี โมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย (Datuk Seri Mohamad Sabu) พร้อมร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (Memorandum of Understanding: MOU on Agricultural Cooperation) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย 

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการประสานงานและการหารือระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร รวมถึงการหารือเพื่อแก้ไขประเด็นด้านการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้มีการหารือในระดับเทคนิคแล้ว ทั้งในด้านประมงและด้านปศุสัตว์ โดยในประเด็นด้านประมง ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการเดินทางไปตรวจประเมินระบบที่เกี่ยวข้องภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ หน่วยงานด้านเทคนิคของไทยและมาเลเซียจะดำเนินการหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการแก้ไขประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

'อนุทิน-อันวาร์' ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ที่ดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร นายอันวาร์ได้เชิญนายอนุทินขึ้นไปเล่นดนตรีและได้เดินไปส่งถึงเวที ก่อนที่นายอันวาร์จะหยิบไมโครโฟนเดินลงจากเวทีมานั่งร้องเพลงที่โต๊ะอาหาร ขณะที่นายอนุทินได้เดินตามลงมาเป่าแซกโซโฟนข้างๆ ก่อนที่นายอันวาร์จะกอดคอนายอนุทิน ร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เพื่อนรักต่างวัย นายกฯอนุทินเป่า Sax ให้นายกอันวาร์ “My way” ของ Frank Sinatra..งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังจากประชุมสองฝ่ายในช่วงเช้า..โดยตอนก่อนเริ่มบรรเลง นายกฯอันวาร์เดินขึ้นเวทีไปดูความเรียบร้อยด้วยตัวเอง”

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี “กุลวลี”ลั่น ที่ดินถูกกฎหมายของชาวบ้าน ต้องไม่ถูกริบเพราะเส้นบนแผนที่” กำชับตั้งเกราะคุ้มครองสิทธิที่ดินคนไทย พร้อมกลไกเยียวยาผู้เดือดร้อน

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ หรือ “One Map” และการแก้ปัญหากรณีเส้นเขตของรัฐไปทับที่ดินทำกินของประชาชน โดยเรียกหน่วยงานส่วนกลางและผู้ว่าราชการจังหวัด 6 จังหวัด มาชี้แจงและเร่งรัดการทำงาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดินของรัฐแต่ละประเภท ทั้งป่าสงวน อุทยาน ที่ ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุ ต่างมีแผนที่ของตัวเองคนละมาตราส่วน ทำให้เส้นเขตทับซ้อนกันเอง และหลายจุดยังทับกับที่ดินที่ชาวบ้านทำกินหรือมีเอกสารสิทธิ กลายเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ซึ่งโครงการ One Map คือการรวมแผนที่ทั้งหมดให้เป็นเส้นเดียวที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้หลักคิด “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ” เพื่อยุติปัญหาการทับซ้อนและความขัดแย้งเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการเน้นย้ำหนักแน่นที่สุด คือ การทำ One Map ไม่ใช่การยกเลิกหรือริบเอกสารสิทธิและสิทธิทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีคุ้มครองไว้ หากพื้นที่ใดเส้นเขตของรัฐไปทับกับที่ดินที่ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิหรือครอบครองทำกินอยู่ก่อน หน่วยงานต้องร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์สิทธิ และหาทางเยียวยาช่วยเหลือให้เป็นธรรม
ซึ่งที่ประชุมได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ สุรินทร์ จันทบุรีราชบุรี และนครศรีธรรมราช   รายงานปัญหาการทับซ้อนในพื้นที่ของตน และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จัดทำสถานะความคืบหน้ารายจังหวัด พร้อมวางกลไกรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาประชาชนที่ชัดเจน และรายงานกลับคณะกรรมาธิการตามกำหนด

“One Map ต้องทำให้เสร็จโดยเร็วเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน แต่ต้องยึดหลักว่า สิทธิในที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ต้องไม่ถูกริบไป เพราะเส้นบนแผนที่ ใครเดือดร้อนต้องได้รับการดูแล” 

ทั้งนี้เมื่อแนวเขตที่ดินของรัฐชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันปัญหาการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เช่น กรณีภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำ เช่นกรณีไชยปราการ ที่พิจารณาไปเมื่อวาน ไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต โดยประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และขอให้หน่วยงานรายงานผลเป็นระยะ เพื่อให้การจัดการที่ดินของประเทศมีความชัดเจน เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสองประเทศ

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.10 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะ กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ – บัตเตอร์เวิร์ธ ให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาค

ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยและมาเลเซียจะร่วมกันส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการสร้างสันติภาพต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมอบหมายรัฐมนตรีเกษตรของทั้งสองประเทศหาทางออกร่วมกันในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมงให้เร็วที่สุด

ในโอกาสเดียวกัน ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ปี 2570 จะครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจะขับเคลื่อน MOU ที่อยู่ระหว่างการจัดทำระหว่างหน่วยงานของไทยและมาเลเซียให้เสร็จสิ้นโดยเร็วพร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังชื่นชมบทบาทของไทยในประเด็นเมียนมา โดยมาเลเซียและไทยต่างมองว่าปัญหาเมียนมาจะแก้ไขได้ด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาก็ได้มีความพยายามในการแก้ไขความไม่สงบในเมียนมา รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนประเด็นกุ้งและปลากระพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศ ได้หาทางออกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเร่งผลักดันให้การปฏิบัติเกิดขี้นโดยเร็วเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกร

สำหรับคณะรัฐมนตรีที่ร่วมหารือเต็มคณะ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนายฉัตรชัย บางชวด  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด หลังถกมาราธอน 3 วัน พบการแก้ไขต้องส่งให้สภาฯลงมติ

9 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 9 ก.ค.เนื่องจากเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่มีจำนวนมาตราถึง 273 มาตรา และ กมธ.มีการแก้ไข จากเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาฯ จำนวนมาก ขณะที่มี กมธ.ที่สงวนความเห็น และ สว.เสนอคำแปรญัตติ

โดยหลังจากที่พิจารณาในวาระสอง เรียงลำดับรายมาตราแล้วเสร็จ เมื่อเวลา 13.40 น.ของวันที่ 9 ก.ค.ได้ลงมติในวาระสาม เห็นชอบ 145 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 งดออกเสียง 11 เสียง และจากนี้จะต้องส่งให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้งว่าจะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกับข้อสังเกตท้ายรายงาน โดยตอนหนึ่ง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.อภิปรายเพิ่มเติมว่าหลังจากที่ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ ขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นระยะๆ เพราะจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเวลา 3 วัน พบว่ากฎหมายมีความซับซ้อน ทั้งในส่วนของกรรมการ บทกำหนดโทษ ทั้งนี้เชื่อว่าจะผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายต่อปะชาชน ทั้งส่วนบุคคล ธุรกิจเอกชน ขณะที่การแก้ปัญหาเปิดช่องทางให้เจ้าหนาที่ใช้ดุลยพินิจมากขึ้น เลี่ยงไม่ได้ที่อาจทำให้เกิดการทุจริตที่เพิ่มมาก

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

9 กรกฎาคม 2569 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีสำคัญ คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2569)

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

สำหรับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน ประกอบด้วย

– นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์

– นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม

– นายวิรุฬห์ แสงเทียน

– นายนภดล เทพพิทักษ์

– นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์

– นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

– นายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว วงเงิน 200,000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ)