ฝ่ายไทยนำAOT ดูฐานโอร์เสม็ด ผงะสแกมเมอร์ ตบหน้ากัมพูชา

8 กันยายน 2569 เวลา 06:02 น.

ผอ.JIC-กต. นำคณะ AOT สื่อไทย-เทศ ลงพื้นที่สำรวจฐานสแกมเมอร์เมืองโอร์เสม็ด กัมพูชา ย้ำไทยไม่คิดยึดดินแดนกัมพูชา ชี้เป็นภัยคุกคามทั่วโลก แถมถูกใช้เป็นฐานทหารโจมตีไทย แฉทหารเขมรปลอมเป็นชาวบ้าน เนียนย่องเข้าพื้นที่ก่อนถูกจับ ด้านกระทรวงการต่างประเทศ จัดเวทีคู่ขนานแก้ปัญหาสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 7 กันยายน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ.ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ประกอบด้วย ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย พร้อมด้วยสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน ได้เห็นสถานการณ์จริง รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยไทยเชื่อว่าความโปร่งใสและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เป็นพื้นฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือ

สำหรับพื้นที่สำคัญที่ต้องการให้สื่อมวลชน ได้เห็น คือบริเวณเมืองโอว์เสม็ด–ช่องจอม รวมถึงสิ่งปลูกสร้างและร่องรอยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้สื่อมวลชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สามารถนำข้อมูลจากพื้นที่ ไปประกอบการรายงานข่าว และประเมินสถานการณ์ได้อย่างเป็นอิสระ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มาในนามรัฐบาล และกระทรวงกลาโหม เพื่อสื่อสารความจริง ว่าเราไม่ได้ต้องการยึดดินแดนของกัมพูชา เพราะเหตุผลสแกมเมอร์ เพียงแต่กัมพูชา ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวโจมตีทหารไทย เช่น เป็นที่ตั้งโดรน และอาวุธ รวมถึงศูนย์บัญชาการอื่นๆ มากมาย ซึ่งก็เห็นแล้วว่า สแกมเมอร์ เป็นภัยคุกคาม และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ใช่แค่ประชุมแล้วตกลงกันว่าจะทำ 1-2-3 ต้องมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ เข้าไปตรวจสอบ และประเทศเจ้าบ้านต้องให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้พื้นที่ของกัมพูชา เป็นที่ตั้งของสแกมเมอร์ หรือที่เรียกว่า “Scambodia” ต่อไปในอนาคต

 “ที่ผ่านมามีหลายหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เข้ามาเก็บข้อมูลแล้ว เพื่อดำเนินการต่อในเรื่องของการยึดทรัพย์ การตัดเส้นทางการเงิน ไม่ให้มีการลงทุน ซึ่งเป็นหลักฐานของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรป เอเชีย หรือหลายๆ ประเทศ ที่จะนำไปขยายผลการดำเนินการต่อ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า ได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชา พยายามบุกเข้ามาในพื้นที่ มีการตัดรั้วลวดหนามประมาณ 2-3 จุด แต่เราสามารถจับเชลยที่พยายามแฝงตัวเป็นชาวบ้าน แต่ความจริงเป็นทหารกัมพูชา เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง ทหารไทยต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง เพราะหากไม่ดำเนินการ ทหารกัมพูชาจะตั้งฐานบริเวณนั้น

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศ มีความพร้อม หากทหารกัมพูชาเข้ามาโจมตี ทำลายรั้วลวดหนาม และเข้ามาทำร้ายทหารไทย แสดงว่าเปิดแล้วใช่หรือไม่ เราก็จะต้องตอบโต้เต็มรูปแบบ ทั้งกำลังภาคพื้น ทางอากาศ และปืนใหญ่ ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะระยะใกล้กันมาก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดควรต้องลดระดับการยั่วยุ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และมาพูดคุยผ่านทวิภาคี ขณะที่เวทีต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ก็พยายามจะชี้แจงข้อเท็จจริง และไทม์ไลน์เหตุการณ์ ที่ฝ่ายกัมพูชา นำไปบิดเบือน แต่เชื่อว่าชาวโลกจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง

ส่วนการที่ผู้นำกัมพูชา อ้างว่าประเทศไทย ใช้เรื่องสแกมเมอร์ มาอ้างในการยึดครองพื้นที่ดังกล่าวนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สแกมเมอร์คือภัยคุกคามทั่วโลก แม้แต่องค์กรระหว่างประเทศ ก็ระบุว่าเป็น Scambodia การที่เขาไปพูดลักษณะเช่นนั้น เพื่อหวังโจมตีประเทศไทย ซึ่งตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปอยเปต ที่ติดกับ จ.สระแก้ว หรือจังหวัดไพลิน ที่ติดอยู่กับ จ.จันทบุรี หรือทมอดา ที่ติดกับ จ.ตราด มีสแกมเมอร์ กาสิโนที่เรียกว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ตลอดแนวอยู่แล้ว ยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้เรื่องนี้เพื่อหวังควบคุมพื้นที่ของกัมพูชา เราก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องสแกมเมอร์ในพื้นที่นี้ เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชา ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมพื้นที่ และหากมีการเจรจาผ่านทวิภาคี และบรรยากาศมีความเอื้ออำนวย ถึงจะมาพูดคุยกันได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลกัมพูชา ถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ก็พูดเองอยู่แล้วนี่ เพราะพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีหลาย 100 อาคาร หากส่วนราชการของกัมพูชาไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไรแล้ว คนที่มาดำเนินการ น่าจะเป็นนายทุนมาจากที่อื่น การนำคณะ AOT ลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อให้เห็นพื้นที่ซึ่งเราควบคุม ซึ่งไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และย้ำว่า AOT แค่สังเกตการณ์ เข้ามาดูพื้นที่การปะทะ และคณะ AOT ก็เป็นทหาร หากไม่เข้าพื้นที่ แสดงว่ากังวลกับบางสิ่งบางอย่าง

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่บริเวณฐานสแกมเมอร์เมืองโอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้มีความสำคัญและมีประโยชน์ เพราะจากการลงพื้นที่เมื่อครั้งก่อน เรามีรายละเอียดเพิ่มเติมที่จะสะท้อนให้กับสื่อต่างประเทศเป็นการเฉพาะ รวมทั้งสะท้อนกลับประชาคมระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปีที่แล้วกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดประชุมสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เมื่อเดือนธันวาคม 2568 เป็นเวทีคู่ขนาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประชุมกับประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป และยังมีอีกหลายวงประชุมระหว่างประเทศ

สำหรับการลงพื้นที่ในวันเดียวกันนี้ ได้ข้อมูลการปฏิบัติการของกลุ่มสแกม เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าฝ่ายรัฐไม่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ดังกล่าว โดยในเดือนกันยายนนี้ กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมีคณะผู้แทนไทยถาวรประจำกรุงเจนีวา จัดกิจกรรมคู่ขนาน เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นความรับผิดชอบของรัฐ ในการแก้ปัญหาออนไลน์สแกม

รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวย้ำว่าการหยุดยิง ไม่ได้หมายความว่าแนวชายแดนจะมีความมั่นคง เราต้องเก็บกู้ทุนระเบิด พร้อมทั้งการต่อต้านออนไลน์สแกม ตามถ้อยแถลงร่วม ซึ่งยังมีอีกหลายข้อที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะใช้เวทีที่ฝรั่งเศส พูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทางเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไทยไม่มีการล็อบบี้ ไม่มีการบังคับ ไม่มีการโน้มน้าวประเทศที่ 3 ที่เป็นสมาชิกของกรอบ OIF หรือประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส ห้ามหยิบยกประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นมาพูดบนเวทีดังกล่าว

อีกทั้งตอนที่ผู้นำของไทยและกัมพูชาพบกันในการประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ได้พูดคุยกัน ซึ่งในถ้อยแถลงร่วมฯ จะต้องหยุดการยั่วยุ ผ่านการพูดบนเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเป้าหมาย หรือวาระของการประชุมของเวทีนั้นๆ ดังนั้นทูตไทย จึงไม่จำเป็นต้องไปล็อบบี้ประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย ก็ไม่ได้เป็นสมาชิก OIF แต่เป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ ซึ่งจะติดตามแน่นอน พร้อมย้ำว่าคนไทยไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าจะเวทีใดก็ตามที่มีการกล่าวหาประเทศไทย ถ้าไทยเป็นสมาชิก และสามารถใช้เวทีนั้นชี้แจงได้ ก็จะทำตอนนั้นเลย แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ก็จะออกข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

เนรเทศฝรั่งเศสพ้นไทย ตะเพิดคนที่2 เป็นภัยต่อความสงบ มท.ลุยสอบยิวแปดริ้ว

8 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นายกฯ เนรเทศชาวฝรั่งเศส พบเป็นต่างชาติ รายที่ 2 พ้นประเทศไทย หลังจากศาลฯมีคำพิพากษาคดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย ลั่นมีกฎหมายก็ต้องใช้ ด้านพลพีร์เผยสุสานชาวยิว ที่ฉะเชิงเทรา ไร้ใบอนุญาต เร่งตรวจสอบทั่วประเทศ ในทุกข้อกังวล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) สัญชาติฝรั่งเศส ออกนอกราชอาณาจักร ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), (8) และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30พร้อมริบของกลาง

ทั้งนี้ พฤติกรรมดังกล่าว ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 รมว.มหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หากนายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกฯ เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันซึ่งทราบคำสั่งนี้

นายกฯ กล่าวว่า การเนรเทศชาวฝรั่งเศส เป็นชาวต่างชาติรายที่ 2 ที่ถูกให้ออกนอกประเทศ จากระเบียบใหม่ของกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า “กฎหมายมีแล้วก็ต้องใช้”

มีรายงานข่าวว่า คำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติรายนี้ เป็นคำสั่งที่ 2 ต่อจากคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ โอยะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ชาวอิสราเอล ออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งนายยาคอฟ มีพฤติกรรมส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหาย ว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความตกใจกลัว เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาว่านายยาคอฟ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัว โดยการขู่เข็ญ พิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ผู้สื่อข่าวถามว่าชาวต่างชาติที่ถูกเนรเทศ มีการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสืออุทธรณ์ เมื่อถามต่อว่าจะมีรายอื่นๆ ที่อยู่ในรายชื่อถูกเนรเทศอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใครทำความประพฤติไม่ดี ก็ถือว่าประเทศไทย ไม่ประสงค์ให้คนเหล่านี้อยู่ในประเทศ

ต่อข้อถามว่าได้รับรายงานเรื่องสุสานชาวยิว ใน จ.ฉะเชิงเทรา แล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ยืนยันว่าไม่มีและไม่ต่อใบอนุญาต เมื่อถามว่าสามารถสร้างสุสานชาวต่างชาติบนแผ่นดินไทยได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มั่นใจในรายละเอียด ส่วนปัญหาชาวต่างชาติในประเทศไทย เริ่มกลับมาเยอะขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว

ขณะที่นายพลพีร์ กล่าวถึงกรณีพบสุสานชาวต่างชาติ ใน จ.ฉะเชิงเทรา ว่าจากการตรวจสอบพบว่าได้ขออนุญาตตั้งแต่ปี 2564 และได้อนุญาตในปีเดียวกัน แต่เมื่อปี 2566ใบอนุญาตได้หมดอายุ เขาก็มีเจตนารมณ์จะมายื่นขอต่อใบอนุญาต จากนั้นนายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงไปสำรวจ พบว่าเป็นการก่อสร้างที่ผิดมาตรฐาน หรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น เรื่องของระยะห่างจากถนน และแม่น้ำ เขาก็ทำไม่ถึงเพราะฉะนั้นจึงไม่มีการต่อใบอนุญาตให้ แม้เขายื่นอุทธรณ์ถึง รมว.มหาดไทย ยุคนั้น ก็ไม่ได้รับคำอุทธรณ์ ก่อนที่จะยื่นศาลปกครอง ซึ่งอยู่ระหว่างรับพิจารณาอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ นาทีนี้ถือว่าไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นสุสาน หรืออะไรก็แล้วแต่

ต่อข้อถามว่าปัญหาที่เกิดจากชาวอิสราเอล ได้ลุกลามบานปลายไปทั่วประเทศ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องคนสัญชาติอิสราเอล เป็นประเด็นในประเทศไทยมาโดยตลอด ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉย อย่างที่ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน ที่เราไปจับ อาจบังเอิญหรือไม่ ตนไม่ทราบ ที่เป็นของชาวอิสราเอล แต่เรียน รมว.ยุติธรรม แล้ว หลังจากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังพิจารณาว่าจะนำเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะมีมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 300 ล้านบาท

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้คิดว่าปัญหาของชาวต่างชาติในประเทศไทยเยอะหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายก็เยอะ มีทั้งบริษัทนิติบุคคล ที่ถือครองที่ดินผิดกฎหมาย กว่า 1,500 บริษัท และยังมีบริษัทต่างชาติ ที่เราสงสัยอีกประมาณ 14,000 บริษัท ถือครองที่ดินประมาณ 5,800 กว่าแปลง มูลค่าประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ได้เน้นย้ำไปที่กรมที่ดิน และกระทรวงพาณิชย์ ว่าต้องทำงานร่วมกันในส่วนที่บริษัทที่กระทำผิดกฎหมายกว่า 1,500 แห่งนั้น จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำเรื่องบังคับจำหน่ายออกทันที ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยนั้นขอเวลาตรวจสอบประมาณ 15 วัน ถ้าพบว่าผิดจะต้องดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

‘วปอ.’ชงยาแรงรัฐบาล รื้อที่มาสภาสูง จี้กางปฏิทินแก้ไขรธน. ‘นครินทร์’ชี้เลือกกันเอง คือความผิดพลาดที่สุด สนธิเปิดแผนปลุกม็อบ ลั่นเอาคืนประเทศไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯนำครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 Resilient Thailand ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน” ปลุกวปอ. หลายปท.สร้างอาวุธเอง ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ลั่นปัญหาชายแดน พร้อมสู้กลับหากโดนเปิดก่อน ด้านนักศึกษา วปอ.68 แถลงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ชง “สว.เลือกตั้ง-ยุบอบจ.-เพิ่มอำนาจประชาชน” ด้าน“สนธิ”ประกาศ“ทวงคืนประเทศไทย” 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว จับตากกต.จะมีมติ 5 ต่อ2 ปมฮั้ว สว.ขีดเส้น 14 ก.ย. หากมีตัดตอน เตรียมยกระดับชุมนุม“จตุพร”ชี้ลงถนนช่วงนี้ยังไม่สุกงอม ลุ้น 2วันชี้ชะตา 14 ก.ย.กกต. ลงมติคดีฮั้ว สว.รวมถึง 28 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินคดีบัตรเลือกตั้ง อาจถูกกวาดทั้งกระดาน

เมื่อเวลา 08.30  น. วันที่ 7 กันยายน 2569  ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร   นายอนุทิน  ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium  ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68  โดยมีพล.ท.อดุลย์   บุญธรรมเจริญ  รมว.กลาโหม  นายเอกนัฏ   พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน   พล.อ.ธราพงษ์   มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม   พล.อ.อุกฤษฏ์   บุญตานนท์   ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ

ดีใจวปอ.68กับรัฐบาลคิดตรงกัน

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม  ส่วน “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง คำว่า Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้นและด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา

ชู3หลักคิดเปลี่ยนประเทศ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ปลุกสร้างอาวุธเอง

นายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งว่าในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคงเราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหนหรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาวปอ.หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งรมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตนได้รับการป้อนมา เนื่องจากรัฐบาลที่ตนเข้ามาในช่วงที่ทุกท่านก็คงทราบว่า มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อม ของกองทัพ

หากถูกกระทำก็ต้องสู้กลับ

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะท่านไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย

‘นครินทร์’อดีต ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายหลักสูตร วปอ.68ชี้อำนาจ สว. ความชอบธรรมต่ำ เผยมี’กรธ.ปี60’สารภาพ ระบบการเลือก ‘สว. 67’เป็นความผิดพลาดที่สุด แต่ต้องรับชะตากรรม ย้ำรธน.ใหม่ ต้องเป็นของทุกสี ไม่ใช่สีใดสี หนึ่ง เตือนแม้ให้ผู้เชี่ยวชาญร่าง อาจพาลงเหวได้เหมือนกัน

‘นครินทร์’ชี้สว.ความชอบธรรมต่ำ

ขณะที่ นายนครินทร์  เมฆไตรรัตน์   อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ  บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ NDC’68 Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ โดยบรรยายไล่เลียงพัฒนาการทางการเมืองไทยในช่วงต่างๆ ตามประวัติ ศาสตร์ดยชี้ว่า ช่วงปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูปการเมืองใหม่ที่นำมาสู่ฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และออกแบบการเมืองใหม่ตลอดเวลา มีรัฐธรรมนูญปี 2540, 2549, 2550, 2557, 2558 และ 2560 ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศ ไทยมีปัญหาเรื่องระบอบการปกครองประเทศ เราสร้างบ้านแล้ว ไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างเดิมไปโดยตลอด มีการรีโนเวทตลอดเวลา หรือต่อเติมบ้านตามอำเภอใจ

 “การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่า (ความชอบธรรม) ไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือการเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้” นายนครินทร์ กล่าว

สังคมไทยคาดหวัง-ข้อเรียกร้องสูง

นายนครินทร์ กล่าวว่า ตนมองว่าสังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียว กันก็มีความขัดแย้ง (cleavages) ที่เกิดจากความหลากหลายมิติทั้งเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา ทัศนคติ นำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตนเองเชื่อว่าไม่น่าจะจบในช่วงชีวิตของตนเอง

นายนครินทร์ ระบุว่ารัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคมต่างๆ มีความชอบธรรม อำนาจในการดำเนินการต่างๆ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน เช่นเดียวกับความไว้วางใจซึ่งเป็นคุณค่าอย่างสูงมากในทางการเมือง ปัญหา คือรัฐธรรมนูญไทย มีทั้ง 2 ประการอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่น ความไว้วางใจต่อการจัดการเลือกตั้งค่อนข้างต่ำ รวมถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรม นูญฉบับใหม่ 2 ครั้งก่อนหน้า เพื่อให้ประชาชนยอมรับ

อนาคตการเมืองไทยยังไม่แน่นอน

สำหรับอนาคตของการเมืองไทย นายนครินทร์ มองว่ายังมีความพร่ามัวไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดก็ได้ หรืออาจไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอิหลักอีเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น แต่การยกระดับนั้นจะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย เพราะคนไทยความหวังไม่ตรงกัน

 “หากเรากระจัดกระจายแบบไม่มีทิศทาง จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคตเลย” นายนครินทร์ กล่าว

เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของปัญหา

นอกจากนี้ นายนครินทร์ ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ หนี้สาธารณะ ที่จะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของการเมืองไทย จนมีการวิเคราะห์กันโดยผู้เชี่ยวชาญว่า ต่อไปก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ. รวมถึงการมีสังคมย่อยๆ อยู่ภายในสังคมไทยโดยรวม แบ่งแยกคนออกเป็นหลายชนชั้นอย่างตายตัว ปัญหาที่ตามมาจะชัดมาก เพราะการขยับข้ามสังคมจะมีความยากลำบากได้ การศึกษาก็คาดหวังไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษ ในการขยับเคลื่อนสถานะ

 “พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา สังคมและการเมืองไทยพัฒนาไปตามนิสัยใจคอของคนไทย หรือพูดแบบหยาบๆ ก็คือ สันดานของคนไทยเอง”

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. 68 สอบถาม โดย รศ.ดร. ธนพร ศรียากูล ตั้งคำถามว่า มีแนวคิดของนักวิชาการอาวุโสมองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองแบบคุมเชิง ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปด้วย มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงคุมเชิงกันอยู่หรือไม่ คือไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในวันหน้าอาจยังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ เราจะอยู่กันอย่างไร

ยังต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ

นายนครินทร์ ตอบว่า เราอยู่กันแบบนี้เพราะเราอุปนิสัยใจคอเป็นแบบนี้ เราก็คงต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ และช่วงชิงโอกาส จังหวะ หากช่วงไหนทำได้ก็ทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่า คนอื่นยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อทำแล้วยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ หรือตกอยู่กับเพียงพวกพ้อง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว

 “ผมก็สงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตนเอง เรื่องนิสัยใจคออาจจะพอเปลี่ยนกันได้บ้าง เพราะผู้นำที่มีบารมีจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกหลาน เช่นเจ้าพ่อที่ส่งต่ออำนาจให้กับรุ่นลูก ซึ่งจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรหรือหน่วยงาน”นายธนพร กล่าว

พร้อมกันนี้ นายธนพร ตั้งคำถามอีกว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่า จะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้มหรือไม่

รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี

นายนครินทร์ย้ำว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกเหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำจริงหรือไม่ หรือให้ใครยกร่าง ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกัน

นายนครินทร์ กล่าวด้วยว่า เคยได้รับฟังจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ที่ระบุว่า มีความเสียใจมากที่สุด ไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดของ กรธ. คือระบบการเลือก สว. ถือเป็นความผิดพลาดที่สุด เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญควรเป็นของทุกคน

นศ.วปอ.แถลงข้อเสนอเชิงนโยบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ.รุ่นที่ 68 ภายใต้กรอบแนวคิด “Resilient Thailand” พลิกฟื้นประเทศไทยสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับฟังข้อเสนอ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพ

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อแวดวงการเมืองไทยอย่างมากคือข้อเสนอต่อรัฐบาลในส่วนของ “การสร้างการเมืองแห่งพื้นที่เสรีภาพ การต่อรอง และรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน” (Resilient Institutionalization of Political Power)ซึ่งระบุว่า “การเมืองคือพื้นที่แห่งเสรีภาพในการต่อรอง และความรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน ภายใต้กติกาที่เสมอภาค”

ผ่า4สภาพปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศ

คณะศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 ได้ฉายภาพปัญหาสำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบันออกเป็น 4 มิติหลัก ประกอบด้วย

  1. กติกาสูงสุด : ปัญหาจากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
  2. สถาบันนิติบัญญัติ : ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเปลี่ยนจากระบบเลือกตั้งสู่ระบบผสม (ปี 2550) และระบบเลือกกันเอง (ปี 2560) จนกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ปัญหาด้านความชอบธรรมทางการเมือง
  3. การกระจายอำนาจ : โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ที่มีความซ้ำซ้อนกันในเชิงพื้นที่ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อีกทั้งการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางยังคงไม่มีความชัดเจน
  4. การมีส่วนร่วมของประชาชน : ภาคประชาชนถูกลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบและถอดถอน ในขณะที่กระบวนการจัดทำประชาคมในปัจจุบันกลายสภาพเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ยื่น‘ข้อเสนอตามกรอบ 3R’

เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว วปอ.รุ่นที่ 68 ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่านสูตร 3R อย่างเป็นระบบ คือ RETHINK (คิดโจทย์ใหม่ – 4 หมุดหมาย) -จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตจำนงร่วมที่ผ่านประชามติ พร้อมสถาปนาอำนาจการตรวจสอบถอดถอนให้เป็นของประชาชน -ปฏิรูปวุฒิสภาให้มีความอิสระ โดยกำหนดให้ที่มาของสมาชิกยึดโยงใกล้ชิดกับประชาชน -ขจัดความซ้ำซ้อนของ อปท. ให้อำนาจและงบประมาณไหลตรงสู่ อปท. ฐานราก -เปลี่ยน “พิธีกรรมประชาคม” ให้กลายเป็นอำนาจที่ยั่งยืนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

REBOOT(ปรับปรุงระบบเดิม) -จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมติมหาชน เพื่อสร้างข้อตกลงทางสังคมที่มั่นคง -สร้างวุฒิสภาให้มีความชอบธรรมทางการเมือง และสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ -ยุบ อบจ. เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนเชิงพื้นที่ แล้วทำการถ่ายโอนอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรลงสู่เทศบาล และ อบต. โดยตรง -เปลี่ยนผ่านระบบประชาคมแบบเดิม สู่ระบบคราวด์ซอร์สซิง (Crowdsourcing) ออกกฎหมายให้ประชาชนเข้าชื่อยับยั้งได้ง่ายขึ้นและมีผลผูกพันหน่วยงานรัฐ

REINVENT(พลิกโฉมกลไก) -สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน –กำหนดให้การถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นเป็น “มาตรการที่ต้องปฏิบัติ” -สถาปนาอำนาจประชาชนในการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงยับยั้งการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐ

มาตรการด่วนที่สุดที่ต้องเริ่มทันที

สิ่งที่ วปอ.68 เน้นย้ำว่าเป็น “สิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มทำทันที” เพื่อพลิกโฉมการเมืองไทย มี 2 ข้อเสนอหลัก คือ  1. แก้รัฐธรรมนูญ – สว.ต้องเลือกตั้ง : ให้รัฐบาลและพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลประกาศ “ปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เพื่อเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยทันที

  1. ติดเบรกโครงการรัฐ : เร่งยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของประชาชนในการ “ยับยั้งโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่” โดยกำหนดให้ผลการคัดค้านนั้น มีผลผูกพันในทางกฎหมาย ต่อหน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการ หรือผู้ออกใบอนุญาตทันที

ทั้งนี้ รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมแนวคิดของนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 พร้อมยืนยันว่าจะรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายชุดนี้ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาอย่างละเอียด เพื่อนำไปต่อยอดปฏิบัติจริงในการปฏิรูประบบราชการและขับเคลื่อนประเทศต่อไป

‘สนธิ’ประกาศ‘ทวงคืนประเทศไทย’

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิธิธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

โดยนายสนธิ กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา( สว.)ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ2ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

นัดบุกสถานทูตอิสราเอล10ก.ย.

นายสนธิ ยังเปิดเผยกำหนดการเบื้องต้นว่า ในวันที่ 10 ก.ย.2569 เวลา 09.30น.จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เพื่อขอให้ดำเนินการเนรเทศบุคคลสัญชาติอิสราเอลที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทยและหลังจากนั้นจะจับตาสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวันที่ 14 กันยายน ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหว ต้องการวัดให้เห็นว่าประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาล มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม

 “ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”นายสนธิกล่าวย้ำ

‘อนุทิน’ไม่ได้ฟัง‘สนธิ’ทวงคืนปท.

เวลา 14.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ว่า “ ไม่ได้ฟังครับ”

เมื่อถามว่า นายสนธิระบุว่าหลังวันที่ 14 กันยายนจะยกระดับ หากประเด็นการฮั้วสว. มีความเคลื่อนไหว นายกฯ ที่กำลังเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าได้หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า”อ๋อครับ”เมื่อถามว่านายสนธิได้ท้าให้นายกฯดีเบตด้วยผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า”ครับ” และเดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

‘จตุพร’ชี้ลงถนนช่วงนี้ยังไม่สุกงอม

วันเดียวกัน  นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีนายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทยว่า มองการลงถนนในสถานการณ์ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในลักษณะคล้ายๆกับเมืองไทยรายสัปดาห์สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เพราะนายสนธิ ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาไล่รัฐบาล ไม่ได้มาเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก แต่มาจัดการเรื่องสีเทา ยิวเทา รัสเซียเทา อินเดียเทา และไทยเทา และจะไปสถานทูตอิสราเอล ทำเนียบรัฐบาล ยังไม่ได้เปิดค่ายเต็ม และจะเรียงลูกระนาดตามลำดับ การไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล หรือทำเนียบรัฐบาล จะมีคนจำนวนหนึ่งไปร่วม แต่ไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เหมือนสงครามสีเสื้อช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

จับตา14ก.ย.แง้มอาจฟันเกิน100

 “และต้องดูผลของวันที่ 14 ก.ย. ที่กกต.จะลงมติคดีฮั้ว สว. ผมยังเชื่อว่า กกต.จะไม่เลือกทั้งแนวทางคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 การข่าวของผมเขาน่าจะสั่งฟ้องเกิน 100 คน เพียงแต่ว่าเอกสารมันหลุดทั้ง 2 ชุดนั้น ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็ล้วนแต่มีผลข้างเคียงทุกรูปแบบ”

เมื่อถามว่าทำไมประเมินว่า กกต. จะส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกาเกิน 100 คน นายจตุพร กล่าวว่า “เนื่องจากเอกสารทั้งคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 และ กกต.ปล่อยเอกสารหลุด ก็มีเจตนาพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่า กกต.ชุดนี้จะมีที่มาอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งนั้น ถ้าจัดการอะไรที่มันผิดกฎหมาย 157 อย่างชัดเจนเขาก็คงเห็นเส้นทาง กกต.ก่อนหน้านี้ชุดที่มีเสียชีวิต 2 ติดคุก 2 ลาออก 1 ว่าบั้นปลายนั้นไม่มีใครสามารถไปคุ้มครองใครได้”

อาจไม่ถึงนักการเมืองตัวเป้ง

เมื่อถามว่า ยอดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เป็น สว.100 กว่าคน ถ้าส่งศาลฎีกาเกิน 100 คน คาดว่าส่วนที่ส่งศาลฎีกาน่าจะเป็น สว.ทั้งหมดไหม หรือมีเครือข่ายพรรคการเมืองผสมด้วย นายจตุพร กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะถึงคนในรัฐบาล หรือคนที่เป็นนักการเมืองตัวเป้ง แต่ในส่วนของ สว.และกระบวนการที่เกี่ยวข้องบางคน ไม่ครบทุกคน เกิน 100 คน แต่จะเกินไปเท่าไหร่ขึ้นกับ กกต.จะตัดสินใจสุดท้าย เพราะถ้าเอกสารไม่หลุดออกมา เขาจะเดินวิธีการอย่างไรก็ได้ แต่พอเอกสารหลุดออกมาทั้ง 2 ฉบับ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะให้หลุดทั้งหมด

ปูดคนที่ปล่อยเอกสารคนในกกต.

เมื่อถามว่า ถ้าตัดสินใจแบบนั้นจะไม่กระทบกับฐานอำนาจของบางพรรคการเมืองหรือ เพราะส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ในรัฐสภา นายจตุพร กล่าวว่า ในการทำสำนวนสั่งฟ้อง ท้ายที่สุดก็ทำเฉพาะสายสีน้ำเงิน 229คน ไม่ไปแตะการเมืองอีก 3 สาย ซึ่งอนุฯชุดที่ 26 ถ้ามีสติดีเอสไอทำให้ครบทุกสายการเมืองและพิจารณาทีเดียว แต่ก็ปล่อยเลยเถิดจนมติคณะอนุฯชุดที่ 26 ออกมา แล้วใช้วิธีเป่าโดยคณะอนุฯชุดที่ 36 มันก็ถึงคราววินาศ

 “คนที่ปล่อยเอกสารเป็นคนใน กกต. แหล่งข่าวผมก็เป็นตัวการสำคัญ แต่เขาใช้วิธีมาวางเอกสารเอง เป็นคนใน กกต.ที่ใครๆก็รู้จัก”

เมื่อถามว่าเขาปล่อยเอกสารหลุดทำไม นายจตุพร กล่าวว่า “เพราะมันเดินไปไม่ไหวแล้ว และท้ายที่สุดอย่างที่ผมบอก ก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งสิ้น มีลักษณะไถ่โทษหรือแสดงเจตนาบางอย่าง คนมองเพียงแค่ที่มาอย่างไร แต่ว่าแต่ละคนมองว่าที่ไปอย่างไร”

28ก.ย.อาจจะกระทบสส.500คน

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่จับตาดูคือ วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ผมมองว่ายัง 50 – 50 ซึ่งเป็นประเด็นที่ใครไม่คิดว่า จะกวาดเกลี้ยงทั้ง 500 คน ลองดูลีลาของศาลรัฐธรรมนูญที่เดินเกมเรื่องนี้อย่างแยบยลที่สุด แม้กระทั่งวันที่ไต่สวนพยาน 5 ปาก ประธาน กกต.ซึ่งไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน ศาลให้เข้าฟังด้วย หลังจากนั้น เดินเผชิญสืบครั้งแรก คนทั่วไปมองว่าเรื่องไม่มีอะไร แต่ผมตามและเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา โอกาสที่จะพลิกคว่ำเท่าๆกับรอด

เตือน“สีน้ำเงิน”อย่าใหญ่เกินไป

เมื่อถามว่า สีน้ำเงินเป็นความหวังเดียวของอนุรักษ์นิยม จะยอมให้รีเซ็ตหรือ นายจตุพร กล่าวว่า “ลองศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าสีน้ำเงินเขาต้องคิดระมัดระวังว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรจีรัง มันขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าไม่มีอะไรผูกขาดและมีความเชื่อเด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นกับบริบทและสถานการณ์ ณ ขณะนั้น”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “นายพลตำรวจ” 131 ราย เช็กรายชื่อที่นี่!

7 กันยายน 2569 เวลา 21:56 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (7 ก.ย.) เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่ทางราชการ จำนวน 131 ราย โดยมีรายนามสำคัญ อาทิ

Facebook

วีระ ชงฟรีซเงินเดือน ขรก. 1-2 ปี รับข้าราชการอาจไม่พอใจ แต่พูดความจริง ประเทศกำลังวิกฤต ต้องเสียสละ

7 กันยายน 2569 เวลา 21:40 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 เป็นวันแรก

โดย นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ตอนที่พิจารณางบรายจ่ายมีรายการที่ไม่สามารถตัดทอนได้เยอะมาก ทั้งรายการที่เป็นค่ารักษาพยาบาลพนักงานลูกจ้างรัฐก้อนใหญ่ประมาณ 90,000 กว่าล้านบาท รายการเงินเบี้ยวัดบำเหน็จบำนาญ ประมาณ 389,000 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม และรองรับจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 12,000 ล้านบาท ทุกคนรู้ว่าเป็นรายการที่ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท

นายวีระ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการสอบถามพบว่า สำนักงบประมาณเป็นผู้ของบประมาณก้อนนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานราชการที่ขอใช้งบกลาง 12,000 ล้านบาท เอาเงินนอกงบประมาณของตัวเองมาสมทบ ซึ่งในแง่ไอเดียถือว่าดีที่เอาเงินนอกงบประมาณมาใช้ แต่การเลือกโครงการที่ทำคิดว่าเป็นปัญหา เพราะทำซ้ำกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ตนเสนอตัดทั้งก้อน

นายวีระ กล่าวอีกว่า ส่วนเงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท ตนเข้าใจว่าไม่สามารถตัดได้จริง เพราะข้าราชการมีระบบการคิดเงินเดือนและการปรับวุฒิ ซึ่งสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางต้องตั้งงบเผื่อเอาไว้ในการขึ้นเงินเดือนและปรับวุฒิตามเกณฑ์ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเหมือนปีที่ผ่านๆ มา จะไม่มีปัญหาเลย แต่ที่เสนอตัดทั้งก้อน 13,000 ล้านบาท บวกกับเสนอตัดรายการที่สำนักงบประมาณเสนอมา 12,000 ล้านบาท รวม 25,000 ล้านบาท ในงบกลาง เพราะเห็นว่าเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ฝ่ายราชการก็ควรใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

“ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 หน่วยราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ แต่ครั้งต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ผมเสนอให้ฟรีซการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด เมื่อผมพูดแบบนี้ข้าราชการคงไม่พอใจ แต่ผมพูดความจริง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็ต้องเสียสละ เชื่อตอนลงมติท่านก็เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ดีซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราเหมือนกัน” นายวีระ กล่าว

“สีหศักดิ์” ดันสร้างรั้วความมั่นคงร่วมมาเลเซีย รอลุ้นเปิดตัวผู้อำนวยความสะดวกเจรจาสันติสุข

7 กันยายน 2569 เวลา 21:17 น.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของมาเลเซีย เพื่อต่อยอดข้อตกลงระดับผู้นำประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นมาตรการตอบโต้เหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ผ่านความร่วมมือหลัก ได้แก่

  • บูรณาการแนวรั้วความมั่นคง ผสานแผนก่อสร้างรั้วชายแดนของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน โดยพุ่งเป้าไปที่การสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติดในพื้นที่จุดเสี่ยง
  • เจาะลึกงานข่าวกรอง เน้นแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและฉับไว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและระงับเหตุ
  • การลาดตระเวนร่วม มอบหมายให้ฝ่ายทหารขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดน (RBC และ GBC)

เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืน รัฐบาลเตรียมนำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบราง สะพาน และถนน เข้าหารือในเวทีคณะกรรมการร่วม (JC) ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ เป้าหมายหลักคือการลดความซ้ำซ้อนของโครงการ และเชื่อมโยงเส้นทางการค้าชายแดนให้ลื่นไหลไร้รอยต่อ

ทิศทางกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข

สำหรับการเจรจาสันติภาพ ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมเต็มที่โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นผู้นำคณะ ขณะที่ทางการมาเลเซียกำลังเร่งคัดเลือก ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) ท่านใหม่เข้ามาทำหน้าที่

  • เงื่อนไขสำคัญของไทย การพูดคุยจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ในพื้นที่สงบลง โดยเรียกร้องให้กลุ่ม BRN ทุกฝ่ายมีเอกภาพในการยุติความรุนแรง
  • ขยายการมีส่วนร่วม เตรียมเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีเสียงบนโต๊ะเจรจามากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดเหตุรุนแรงภายในปี 2570
  • คำมั่นจากมาเลเซีย มาเลเซียส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้กลุ่มก่อความไม่สงบใช้พื้นที่ของตนเป็นฐานปฏิบัติการบั่นทอนความมั่นคงของไทยอย่างเด็ดขาด

นโยบายรัฐบาลกับการแก้ปัญหาระยะยาว

นายสีหศักดิ์ เน้นย้ำว่ารัฐบาลยังคงยึดมั่นในหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยบูรณาการทุกมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สำหรับข้อเสนอเรื่องการปกครองตนเองนั้น แม้รัฐบาลจะเปิดกว้างรับฟังแนวคิดระยะยาว แต่เป้าหมายเร่งด่วนในขณะนี้คือการสร้างความมั่นใจ คืนความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก

ฝ่ายค้าน ฮึ่มปรับลดงบฯ กลาโหม ขอไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ สร้าง สถูปเจดีย์-ทำถนน-ทำเกษตร

7 กันยายน 2569 เวลา 19:18 น.

ฝ่ายค้าน ฮึ่มปรับลดงบฯ กลาโหม ขอไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ สร้าง สถูปเจดีย์-ทำถนน-ทำเกษตร ซัดซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่กรรมาธิการฯพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ2 วันแรก ในส่วนของมาตรา 8 งบกระทรวงกลาโหม ซึ่งกมธ.แก้ไข ปรับลดงบประมาณเหลือ 9.07หมื่นล้านบาท

โดยน.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ขอปรับลดงบกระทรวงกลาโหม ที่เอาไปทำงานในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ เช่น กองทัพอากาศ มีรายการสร้างสถูปเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นรายการผูกพันใหม่ งบประมาณปี2570 วงเงิน 41.7ล้านบาท และปี2571 ขอรับการจัดสรรอีก 236.2ล้านบาท รวมทั้งหมด 277.9ล้านบาท รวมถึงมีโครงการกองบัญชาการกองทัพไทย อีก 3โครงการที่แย่งงานหน่วยงานอี่นทำคือ 1.โครงการก่อสร้างปรับปรุงทางชนบท 466รายการ วงเงิน 850ล้านบาท อ้างเป็นภารกิจในพื้นที่ชายแดน แต่พบเป็นการใช้วิธีประสานแผนงานร่วมกับแผนพัฒนาจังหวัด และบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ต่างจากการทำงานของกรมทางหลวงชนบท 2.โครงการส่งเสริมด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และสหกรณ์ วงเงิน 22.88ล้านบาท ให้ทหารไปผลิตพันธ์พืช พันธุ์สัตว์ รีดน้ำเชื้อปศุสัตว์ เป็นภารกิจทหารหรือไม่ 3.โครงการประมงหมู่บ้าน 3.6ล้านบาท เอาทหารไปเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น

ด้านน.ท. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนเห็นด้วยที่กองทัพบกต้องพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ แต่ตนขอปรับลดงบโครงการจัดหาระบบจรวดหลายลำกล้อง วงเงินผูกพัน 4,200 ล้านบาท โดยงวดแรก ใช้งบประมาณปี 2570 วงเงิน 420 ล้านบาท เพื่อจัดหากระสุนเพิ่มเติมแต่การจัดซื้อกระสุนและองค์ประกอบยังอยู่ภายใต้การอนุมัติของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้หากเกิดวิกฤติจะได้ของในจำนวนและเวลาที่ต้องการหรือไม่ ต่อให้ประเทศไทยมีเงินพร้อมซื้อ แต่ไม่หมายความว่าประเทศไทยจะสามารถเพิ่มกำลังรบได้ทันทีในวันเวลาที่ที่ต้องการ

“ไทยกำลังจะซื้อจรวดหลายลำกล้องหรือซื้อขีดความสามารถเพราะ HIMARS เป็นเพียงฐานยิง และการซื้อมาพร้อมกับจรวดประเภทใดมีระยะยิงไกลเท่าไหร่มีเงื่อนไขในการใช้งานอย่างไรที่กองทัพบกจะต้องชี้แจง ทั้งนี้ประเทศไทยมีทางเลือกอื่นที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับกองทัพบกและบริษัทเอกชนพัฒนาจรวดหลายลำกล้องเอนกประสงค์ D11A ที่สามารถยิงได้ไกลสุด 300 กิโลเมตร ซึ่งหากเทียบกับ HIMARS แทบไม่เห็นความแตกต่าง และไม่แน่ชัดว่าสหรัฐอเมริกาจะอนุมัติจรวดยิงระยะใดให้กับประเทศไทย แต่เมื่อเปรียบเทียบ จรวดหลายลำกล้อง D11A มีราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว” น.ท. กิตติพงษ์ อภิปราย

ขณะที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า กองบัญชาการกองทัพไทย มีงบประมาณที่ทำภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น เครื่องกรองน้ำ งานปศุสัตว์ ทำสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อละ 3 แสนบาท ทั้งนี้ในชั้นอนุกมธ. พบคำขู่ ว่าหากไม่ทำจะมีปัญหา และเมื่อตรวจสอบซื้อครุภัณฑ์ พบว่าจัดซื้อเครื่องจักรใหม่ในการก่อสร้าง มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เช่น รถบด เป็นต้น

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ วอนสภาฯ เดินหน้า พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว

7 กันยายน 2569 เวลา 19:01 น.

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย พบ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” ประธานวิปรัฐบาล วอนสภาฯ เร่งเดินหน้า ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว และเรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชน เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้กฎหมายให้ครอบคลุม  คุ้มครองผู้เสียหายได้จริง ขณะที่ “กรวีร์” รับลูก พร้อมหนุน เร่งนำกฏหมายพิจารณาให้เร็วที่สุด

วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ ‘เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย’ กว่า 30 คน เข้าพบนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปรัฐบาล) และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน ในชั้นรับหลักการวาระ 1 และขอให้ สส. ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ให้การสนับสนุนและลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชน ให้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนฯ เพื่อให้มีสัดส่วนของกรรมาธิการจากภาคประชาชนเข้าร่วมในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่อไป ทั้งนี้ มีทางสส.ภูมิใจไทยมาร่วมรับหนังสือ 17 คน

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทยกล่าวว่า เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน โดยมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายดังกล่าวเป็นจำนวน 23,989 คน และเครือข่ายฯ ได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภาผู้แทนฯ ตั้งแต่ปลายปี 2568 และได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนฯ แล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และขณะนี้ทั้งคณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้เสนอร่างกฎหมายเรื่องเดียวกันนี้ของแต่ละฝ่ายต่อสภาผู้แทนฯ แล้วเช่นกัน สภาผู้แทนฯ จึงควรเร่งรัดให้มีการพิจารณากฎหมายดังกล่าวโดยเร็ว

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะไปเน้นไกล่เกลี่ยให้คู่กรณียอมความและคืนดีกันแทนที่จะเน้นคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ และดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความรุนแรงอย่างจริงจัง เป็นการผลักให้ผู้ถูกกระทำต้องกลับเข้าสู่วงจรความรุนแรง โดยรัฐไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายอย่างจริงจังการแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำและหยุดยั้งความรุนแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

“ที่ผ่านมากระบวนการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีความล่าช้าในหลายขั้นตอน วันนี้ ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวของฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งร่างของภาคประชาชน มาอยู่ในมือของสภาผู้แทนฯ แล้ว เราจึงขอเรียกร้องให้วิปรัฐบาลเร่งนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ โดยเร็ว และขอให้ สส. พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียง สส. มากที่สุดในฝั่งรัฐบาล ให้การสนับสนุนโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชนด้วย เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปร่วมพิจารณาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้กฎหมายที่จะผ่านออกมามีความรัดกุม รอบคอบ สอดคล้องกับหลักสากล และคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้จริง” ดร. วราภรณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวปัจจุบันมีความร้ายแรงมากขึ้น ทั้งในแง่จำนวนเหตุการณ์และระดับความร้ายแรงของปัญหา โดยข้อมูลการศึกษาข่าวความรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิฯ พบว่า ในปี 2568 มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 1,021 ข่าว ในจำนวนนี้ เป็นกรณีการฆ่ากันตายถึง 383 ข่าว หรือร้อยละ 37.51 ซึ่งถือว่าสูงมาก และความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคู่สามีภรรยาเท่านั้น แต่ข่าวความรุนแรงที่กระทำโดยแฟนหรือคู่รักก็มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25.53 หรือหนึ่งในสี่ของข่าวความรุนแรงทั้งหมด

“จริง ๆ แล้ว ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีแต่เฉพาะ ‘เหตุสะเทือนขวัญ’ ที่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้นในการทำงานกับผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิฯ เราพบว่าความรุนแรงในครอบครัวมักเริ่มจากระดับที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่เมื่อไม่มีมาตรการทางสังคมหรือกฎหมายเข้าไปคุ้มครองผู้ถูกกระทำและหยุดยั้งพฤติกรรมความรุนแรงในช่วงต้น ความรุนแรงก็จะไต่ระดับขึ้นจนกลายเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างที่เราเห็นในข่าว ในฐานะคนทำงาน เรามองว่าการมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่มีประสิทธิภาพและใช้บังคับได้จริง จะช่วยหยุดยั้งความรุนแรงได้ตั้งแต่ในช่วงต้นก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลาม และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวให้ได้ผลจริง จึงอยากวิงวอนให้สภารับร่าง พ.ร.บ.ของภาคประชาชน ตั้งกรรมาธิการให้ภาคประชาชนที่ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เข้าไปร่วมกันพิจารณา ให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ป้องกันและแก้ไขปัญหาได้จริง” นางสาวอังคณา กล่าว

ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังรับหนังสือว่า วิปรัฐบาลขานรับข้อเรียกร้องจากเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้ายื่นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยกฎหมายดังกล่าวมีค้างอยู่ในระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว และทุกพรรคการเมืองมีความเห็นตรงกันที่จะเร่งผลักดันเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในสังคม ทั้งนี้ วิปรัฐบาลเตรียมหารือเพื่อจัดลำดับและหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด ขณะที่ฝ่ายบริหารทั้งคณะรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายนิกร จำนง ได้ร่วมกับ สส.สตรีของพรรค เร่งยกร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อเสนอประกบคู่กัน  ตอกย้ำความตั้งใจในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความสงบเรียบร้อยในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม 

“การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิคนในครอบครัวเพื่อยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกัน ทุกพรรคการเมืองอยากเห็นความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะ ความรุนแรงในครอบครัวลดลงหรือหมดไป ในฐานะที่ผมเป็นประธานวิปรัฐบาลขอรับเรื่องนี้และไปหารือกับวิปรัฐบาลเพื่อจัดระเบียบวาระเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ก็ต้องบอกว่าเราดีใจที่ได้เห็นความเข้มแข็งของเครือข่ายและภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆรวมถึงการนำเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด” นายกรวีร์  กล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์

7 กันยายน 2569 เวลา 18:20 น.

7 กันยายน 2569 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ โดยมีกำหนดเดินทางไปราชอาณาจักรนอร์เวย์ ในค่ำวันนี้ (7 ก.ย.2569) โดยพระราชพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 9 ก.ย.2569 เวลา 13.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ อาสนวิหารกรุงออสโล

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า จากภารกิจในครั้งนี้ ทำให้นายกรัฐมนตรีในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถร่วมพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 และ 3 ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับร่างงบประมาณปี 2570 และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะรัฐมนตรี ชี้แจงประเด็นสำคัญต่อสภาฯ อย่างต่อเนื่องและครบถ้วน

สิริพงศ์ ไม่ขัด สนธิ จ่อลงถนน ไม่ปิดกั้นคนเห็นต่าง ยันเอาจริงปราบทุนเทา โต้ข้อครหาเขากระโดง-ฮั้ว สว. ย้ำ รบ.ไม่ได้ประวิงเวลา ทุกอย่างทำเต็มที่

7 กันยายน 2569 เวลา 17:34 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวถึงทิศทางการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ในส่วนของการดำเนินงานของรัฐบาลว่า การชุมนุมการเห็นแตกต่างทางความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติเป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ตนในฐานะเป็นรัฐมนตรี ต้องขอทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในภาพรวมว่าในปัจจุบันรัฐบาลมีการดำเนินการในประเด็นเรื่องทุนเทาตนคิดว่าคนไทยทุกคนสร้างกันดีว่าการมีทุนเทาไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แต่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ประชาชนได้เห็นคือรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินดำเนินการปราบปรามทุนเทาวันนี้เราได้เนรเทศชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยไปแล้วสองรายคือชาวอิสราเอลและชาวฝรั่งเศส แต่การเนรเทศเป็นเรื่องส่วนตัวปัจเจกบุคคลจะไปเหมารวมประเทศไม่ได้ ทุกๆ ประเทศล้วนมีคนไทยไปทำงานอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้นเรื่องการดำเนินการจึงเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นคลาสสิกที่ในทุกครั้งถ้ารัฐบาลกำลังมีผลงานอยู่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาประจำคือเรื่องเขากระโดงและฮั้ว สว. ในกรณีเขากระโดงตอนนี้การรถไฟได้ดำเนินการฟ้องศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งสิ้น 24 คดี จำนวน 108 แปลง ประมาณ 800 ไร่ ซึ่งล้วนเป็นแปลงใหญ่ส่วนแปลงที่ยังไม่ได้ฟ้องคือประเภท น.ส.3 เป็นที่แปลงเล็กยิบย่อย ซึ่งศาลจะนัดต่อไปในวันที่ 22 ก.ย.นี้

“นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มีการประวิงเวลาหรือว่าเอื้อในกรณีที่รัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแล เราทำงานอย่างเต็มที่ ” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นเรื่อง ฮั้ว สว. นั้น วันนี้ในการวินิจฉัยต่างๆเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ หน้าที่ของเราเมื่อถูกกล่าวหา ก็มีหน้าที่ชี้แจงเพิ่มเติมในกรณีที่ กกต.ขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่ในหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 หรือ36 ก็เป็นการรวบรวมเอกสารหลักฐาน โดย กกต.เองทั้งสิ้น เรายังไม่มีโอกาส แม้กระทั่งตนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็ยังไม่เคยถูกเรียกเข้าไปแล้วให้ถ้อยคำอะไรเลย แม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้นในการดำเนินการคิดว่าเป็นเรื่องของกกต. ที่เป็นองค์กรอิสระ

“แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องฝากวิงวอน คือเมื่อเราหวังให้เขาทำงานอย่างอิสระ ก็อย่าไปกดดันในการทำงาน ในส่วนของรัฐบาลในส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรในทุกคดีเราพร้อมยอมรับหมด” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ก็ขอให้ติดตามในการทำงานของรัฐบาลที่พยายามขับเคลื่อนอยู่ เช่น กรณีการโกงสอบท้องถิ่น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคที่นายอนุทิน มาเป็นนายกฯ แต่การสอบท้องถิ่นมีการดำเนิน มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2562 ด้วยซ้ำ สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้คือให้อำนาจหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปตามจับ ซึ่งจะเห็นว่าวันนี้มีตัวแปรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา และยืนยันว่าไม่มีการตัดตอน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลหลังจากเลือกตั้งเสร็จเราเพิ่งทำงานมาสู่เดือนที่ 5 หลายอย่างที่เราพยายามเร่ง ทำผลงานให้กับประชาชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เช่น วันที่ 14 ก.ย.ที่จะถึงนี้ให้ลองดูในบิลค่าไฟว่าถูกลงหรือไม่ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลว่า 200 หน่วยแรก ค่าไฟ 3 บาท จะลดลงอีก 10 สตางค์ หลังหักค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลพยายามเร่งดำเนินการอยู่ ขอยืนยันว่าในการกล่าวหาหรือให้ร้ายรัฐบาล เป็นสิ่งที่คนมีความเห็นต่างสามารถดำเนินการได้

“การชุมนุมต่างๆ ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าถามว่ามีความกังวลหรือไม่ก็ต้องบอกว่ามีความกังวลอย่างเดียวคือกังวลว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน จึงเป็นหน้าที่ที่ผมต้องออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับทราบข้อมูลในอีกมุมหนึ่ง” นายสิริพงศ์ กล่าว