ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ชาวบ้านยังคงแห่ต่อคิวลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันสุดท้ายอย่างเนืองแน่น แต่ก็มีบางรายพบปัญหาทางเทคนิคสมาร์ทโฟนเก่า-สแกนหน้าไม่ผ่านทำวุ่น ขณะที่รัฐบาลปลื้ม“ไทยช่วยไทย พลัส”กระแสตอบรับแรงต่อเนื่อง เผยประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 26.2 ล้านราย ได้รับสิทธิทะลุ 25 ล้านคน ร้านค้าพร้อมใช้ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ ชี้สัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ขณะที่ ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5%

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายหลังเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 26,207,092 คน และลงทะเบียนสำเร็จได้รับสิทธิแล้ว 25,480,764 คน

ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 18,840,065 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ขณะที่เป็นผู้ลงทะเบียนรายใหม่จำนวน 6,640,699 คน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากจำแนกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31–45 ปี เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุด จำนวนกว่า 8.2 ล้านคน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 46–60 ปี จำนวน 7.2 ล้านคน และกลุ่มอายุ 21–30 ปี จำนวน 4.7 ล้านคน ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้หญิงลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 14.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 และผู้ชายจำนวน 11.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 44

ร้านค้าพร้อมใช้งาน6.5แสนราย

ส่วนร้านค้าปัจจุบัน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 1,029,161 รายโดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,025,038 รายและมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้วกว่า 652,980 ราย

ทั้งนี้ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยังคงเป็นกลุ่มกิจการที่เข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 581,210 ราย รองลงมา ได้แก่ ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ 270,732 ราย ร้านธงฟ้า 160,611 ราย ร้าน OTOP 10,571 ราย รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชนสาธารณะอีกกว่า 1,900 ราย

สำหรับการกระจายตัวในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 199,900 ราย คิดเป็นร้อยละ 19 รองลงมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 153,581 ราย ภาคใต้ 150,333 ราย ภาคกลาง 132,881 ราย และภาคตะวันออก 108,124 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี

ฟุ้งคนไทยเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นศก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“ตัวเลขการลงทะเบียนทั้งในส่วนประชาชนและร้านค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ประกอบการพร้อมเข้าร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกฯ ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ชาวหล่มศักดิ์ต่อคิวล้นธนาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการช่วยเหลือภาครัฐภายใต้ชื่อ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการเปิดให้ประชาชนรายใหม่และผู้มีปัญหาระบบเดินทางมาลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ส่งผลให้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชาชนจากหลากหลายตำบลเดินทางมารอเข้าคิวอย่างเนืองแน่นมากกว่า 300 คน ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเวลาทำการของธนาคาร

จากปริมาณคนที่หนาแน่น ดันให้แถวคิวล้นออกมาด้านนอกอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทยต้องเร่งระดมกำลังเข้ามาจัดการจราจรและอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิว ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน

หลายปัญหาทำให้เกิดความล่าช้า

ทว่าจากการสังเกตการณ์พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ขั้นตอนการยืนยันตัวตนเกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคของผู้สูงอายุรวมถึงประชาชนจำนวนไม่น้อย คือปัญหาทางด้านเทคโนโลยีและข้อจำกัดของระบบ อาทิ ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition) ไม่ผ่าน, การเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ที่ไม่ตรงกับระบบฐานข้อมูลเดิม ตลอดจนปัญหาเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของประชาชนบางรายเป็นรุ่นเก่าเกินไป ทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับสิทธิ์ได้ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและเสียดายโอกาส

อดทนรอได้เพราะโครงการมีประโยชน์

จากการสอบถามหนึ่งในประชาชนที่เดินทางมาร่วมต่อคิวในวันสุดท้ายนี้ เปิดเผยว่า ตนเองตั้งใจเดินทางมาจากบ้านต่าง ในเขตพื้นที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก ซึ่งมีระยะทางค่อนข้างไกลและลำบากพอสมควร เมื่อมาถึงธนาคารแล้วเห็นจำนวนคนที่มารอคิวยาวเหยียดหลายร้อยคนก็เกือบจะตัดสินใจถอดใจเดินทางกลับบ้านเช่นกัน แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเลือกที่จะอดทนรอต่อไป เพราะมองว่าโครงการนี้เป็นผลประโยชน์และสิทธิ์ที่ประชาชนควรจะได้รับ “เห็นคิวแล้วก็เกือบจะถอยแล้วค่ะ แต่ก็นะ มันเป็นสิทธิ์ของเรา ก็ต้องมารับสิทธิ์และขอลองดูให้ถึงที่สุด”

ชาวบ้านรายเดิมระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยติดตั้งแอปพลิเคชันของโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะมีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมาใหม่ จึงทำให้ระบบล็อกเอาต์และจำเป็นต้องเดินทางมาทำการยืนยันตัวตนและยืนยันสิทธิ์ใหม่อีกครั้งที่ธนาคารในวันนี้ และยังคงมีความหวังว่าจะสามารถผ่านขั้นตอนทางเทคนิคทั้งหมดเพื่อรับสิทธิ์เยียวยาในโครงการไทยช่วยไทยครั้งนี้ได้สำเร็จก่อนปิดระบบลงทะเบียน

ชาวอุทัยฯแห่รับสิทธิ์คึกคัก

ส่วนบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการกดรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ตลอดทั้งวันยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาปักหลักจับบัตรคิว เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน เป๋าตัง กันอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับทุกวันที่ผ่านมา ภายในพื้นที่ยังคงมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้งแพทย์ประจำตำบล รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางมารอคิวจำนวนมาก

พ่อค้าหิ้วไข่ไก่ราคาถูกมาขาย

ขณะเดียวกัน ช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่า ได้มีพ่อค้าขายไข่ไก่หิ้วไข่ไก่มาจำหน่ายให้กับประชาชนถึงบริเวณหน้าธนาคาร ในราคาประหยัดเพียงแผงละ 59 บาทเท่านั้น ทำให้ประชาชนที่มารอคิวต่างพากันแห่ซื้อคนละ 1-2 แผง เพื่อนำกลับไปประกอบอาหารภายในครอบครัว โดยหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาไข่ไก่ดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะปกติไข่ไก่ทั่วไปจะมีราคาสูงกว่า 100 บาทต่อแผง ขึ้นอยู่กับขนาดและไซส์ของไข่

โดย นายโกศล นาดำ อายุ 42 ปี เจ้าของร้าน เล็กไข่สด เปิดเผยว่า ไข่ไก่ที่นำมาจำหน่ายในราคาแผงละ 59 บาทนั้น เป็นไข่ไก่สาว ซึ่งขนาดฟองจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย โดยตนเห็นว่าช่วงนี้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและคนที่มารอคิวที่ธนาคาร ต่างต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ตนจึงอยากนำไข่ไก่มาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้บ้างไม่มากก็น้อย ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการช่วยเหลือกันในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้

ยอดคงเหลืออีก4ล้านสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ทางการ ไทยช่วยไทยพลัส.th พบว่ามียอดสิทธิคงเหลืออยู่ที่ 4,049,731 สิทธิ จากโควตาเป้าหมาย 30 ล้านคนทั่วไทย

ส.อ.ท.คาดหนุนGDPพุ่ง0.5%

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

ช่วยให้เม็ดเงินหมุนระบบเศรษฐกิจ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

ดัน25โครงการมูลค่า2.23แสนล้าน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

คำชี้แจงพรก.กู้เงินถึงศาลรธน.แล้ว

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า รัฐบาลได้รวบรวมรายละเอียดและยื่นคำชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเนื้อหาเป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่มีการแก้ไขประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม

นายปกรณ์ ยังชี้แจงถึงขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายหลังจากนี้ว่า ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดการบังคับใช้ไว้ก่อน ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไป สามารถเป็นไปได้หลายแนวทาง เช่น กรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลเพียงพอเนื่องจากกรณีนี้เป็นปัญหาใน “ข้อกฎหมาย” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน หรือกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า

เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกล้นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง

(๑) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
(๒) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
(๓) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น

ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1

(๑) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี
(๒) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(๓) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย
(๔) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด
(๕) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี
(๖) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง

ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้

ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้

ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย

ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้

ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุบเกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 1,684 ราย ดังนี้

เช็กรายชื่อทั้งหมด : คลิก 

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง ชื่นชมบทบาทไทยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ–ยาเสพติด หนุนธรรมาภิบาล เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสอำลาตำแหน่งก่อนพ้นหน้าที่

ทั้งสองฝ่ายหารือกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ สำหรับบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง และการพัฒนาประชาชน

ในด้านความมั่นคง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ชื่นชมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและออสเตรเลียที่ดำเนินมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกร่วมทางทหาร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการฝึกรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงในอนาคต

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ยังกล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ และยาเสพติด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ฝ่ายออสเตรเลียแสดงความยินดีต่อความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าของไทย ทั้งในด้านการปฏิรูปกฎหมายภายในประเทศ การปราบปรามการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาล ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนออสเตรเลียในไทยด้วย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศในอนาคต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ 

ขณะที่ฝ่ายออสเตรเลียยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนความร่วมมือกับไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ ประสบความสำเร็จในหน้าที่ใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับออสเตรเลียจะได้รับการสานต่อและพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชน มีพัฒนาการทางวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ”ไปถึง “องค์กรอิสระ” จนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”?

วาทกรรมหลักคือการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าไม่ใช่กติกากลางของประเทศ แต่เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจ” ของ คสช. และระบอบประยุทธ์ เริ่มมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่

ต่อมาพรรคก้าวไกลยังรับกรอบนี้ไว้โดยตรง โดยในนโยบายเลือกตั้ง 2566 ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มา กระบวนการ และเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ออกแบบมาเพื่อ “สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารและระบอบประยุทธ์” และขยายอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ “ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน”  

นี่คือจุดตั้งต้นสำคัญ เพราะวาทกรรมไม่ได้โจมตีแค่รัฐบาลประยุทธ์ แต่โจมตี “กติกาที่ให้กำเนิดอำนาจ” ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ อนาคตใหม่ไม่ได้บอกแค่ว่า “รัฐบาลไม่ดี” แต่บอกว่า “สนามแข่งขันถูกออกแบบมาให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบตั้งแต่ต้น”

หลังอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 จากคดีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นกรณีเข้าข่ายรับบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดเกินเพดานและเป็นเหตุให้ยุบพรรค   วาทกรรมของฝ่ายนี้ยิ่งเปลี่ยนจาก “ต่อต้านรัฐประหาร” ไปสู่ “ต่อต้านโครงข่ายอำนาจที่รัฐประหารทิ้งไว้”

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะศัตรูทางวาทกรรมไม่ได้เป็นแค่ คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์ อีกต่อไป แต่ขยายไปเป็น ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. และองค์กรอิสระอื่น ๆ

เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคประชาชน วาทกรรม “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอ เพราะ คสช. ไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยตรงแบบเดิมแล้ว และพรรคภูมิใจไทย/เครือข่าย ส.ว./องค์กรอิสระ กลายเป็นเป้าทางการเมืองใหม่

จึงเกิดคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

คำนี้ทำหน้าที่เป็น “กล่องรวมศัตรู” ทางวาทกรรม คือรวมรัฐธรรมนูญ 2560, ส.ว., องค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ, กลไกตรวจสอบ, พรรคภูมิใจไทย และอำนาจที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ยึดโยงประชาชน เข้าไว้ในคำเดียว

ในปี 2569 พรรคประชาชนและภาคประชาชนยังผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ ส.ว.   

พริษฐ์ วัชรสินธุ สรุปว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นช่องทางรวบอำนาจ และถ้าฝ่ายการเมืองคุมเสียงวุฒิสภา ก็อาจคุมองค์กรอิสระได้ด้วย ก่อนเชื่อมไปสู่ข้อกล่าวหาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เติบโต  

ความสำคัญของคำว่า “สีน้ำเงิน”

คำว่า “สีน้ำเงิน” มีพลังทางวาทกรรมสูง เพราะมันกำกวมได้หลายชั้น

ชั้นแรก มันพุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งรีแบรนด์ด้วยสีน้ำเงิน

ชั้นที่สอง มันพุ่งไปที่ ส.ว. กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน”

ชั้นที่สาม อันนี้อ่อนไหวที่สุด คือคำว่า “สีน้ำเงิน” ในบริบทการเมืองไทยเคยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย โดย iLaw อธิบายว่า “สีน้ำเงิน” เดิมหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนจะถูกใช้กับพรรคภูมิใจไทยหลังการรีแบรนด์  นี่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมที่อันตรายทางการเมือง เพราะมันสามารถพูดเหมือนโจมตีภูมิใจไทย แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังบางส่วนเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างรัฐและพระมหากษัตริย์ได้พร้อมกัน

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

อัพเดทยอดผู้สมัครฯ วันที่2 ผู้ว่าฯกทม. 16 คนเท่าวันแรก ส.ก. 50 เขต รวม 246 คน 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรงเทพมหานครรายงานยอดผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. 

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 246 คน โดยมี 5 อันดับเขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ดังนี้ คลองสามวา จำนวน 10 คน , คันนายาว จำนวน 9 คน , ภาษีเจริญ จำนวน 9 คน , ยานนาวา จำนวน 8 คน และ พญาไท จำนวน 7 คน

ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังคงมีจำนวน 16 คน เท่ากับวันแรก

นายกฯ อารมณ์ดี ส่งจูบ แจกหัวใจ ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

นายกฯ อารมณ์ดี ส่งจูบ แจกหัวใจ ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

นายกฯ อารมณ์ดี ส่งจูบ แจกหัวใจ ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“นายกฯ” อารมณ์ดี “ส่งจูบ – แจกหัวใจ” ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เสร็จสิ้นจากภารกิจการเข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสอำลาตำแหน่งก่อนพ้นหน้าที่ของนายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และนางสาวแอนเจลา เจน แม็กดอนัลด์ (H.E. Ms. Angela Jane Macdonald) เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 
      
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินลงมาส่ง นางสาวแอนเจลา ได้หันมาเห็นสื่อมวลชน จึงโบกมือทักทายอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับส่งจูบ และยกมือทำสัญลักษณ์รูปหัวใจให้สื่อมวลชน ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปยังห้องทำงาน เพื่อเซ็นแฟ้มเอกสารต่างๆ และเตรียมวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 2 พ.ค.นี้ เนื่องจากมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน

ชาวจีนเพียบ ชัยชนะ เผย ตร. บุกค้น ร้านยำ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุน 400 ล้าน

ชาวจีนเพียบ ชัยชนะ เผย ตร. บุกค้น ร้านยำ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุน 400 ล้าน

ชาวจีนเพียบ ชัยชนะ เผย ตร. บุกค้น ร้านยำ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุน 400 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.22 น.

‘ชัยชนะ’ เผยตร.คลองหลวงค้น ‘ร้านยำ’ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุนเวียน 400 ล้าน ข้องใจเอี่ยวโยง ‘สแกมเมอร์-พนันออนไลน์’ เร่งขยายเส้นเงิน เตรียมลุยต่อตรวจ ‘บ่อตกกุ้ง’ กลางกรุง – ปริมณฑล เปิดเล่นพนัน ชาวจีนเพียบ

29 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากการที่ตนได้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนชาวกำแพงเพชรและ และบุคคลหนึ่งที่ อยู่คลองฟลวง จังหวัดปทุมธานี ให้ตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง เนื่องจากได้ข้อมูลมาว่า บ้านหลังนี้ได้รับการโอนเงินจากบริษัทแห่งหนึ่ง สงสัยว่าเป็นสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในพื้นที่คลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ซึ่งทราบว่าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. คลองหลวงได้เข้าค้นบ้านหลังดังกล่าว บ้านที่เป็นร้านยำมีเงินหมุนเวียน 400 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจค้นวันนี้เป็นที่น่าแปลกมาก ร้านขายยำเหล่านี้ไม่ได้มีสภาพเป็นร้านขายยำเลย ไม่พบผลไม้ ไม่พบมะนาว ไม่พบอะไรเลย ซ้ำยังพบบริษัทเพิ่มอีกบริษัทหนึ่ง ชื่อเคเอส และพาสปอร์ตชาวต่างชาติมาเลเซีย ที่เจ้าของบ้านซึ่งเป็นคนไทย อ้างว่าบุคคลดังกล่าวเป็นสามีของตนเอง และอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย 

ชัยชนะ เดชเดโช

ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าที่เรามีข้อมูล กับเจ้าหน้าที่ตำรวจรับไปดำเนินการก็ตรงกัน หลังจากนี้ทางตำรวจจะต้องมีการขยายผล ตรวจสอบเส้นเงิน ว่ามีความเชื่อมโยงใคร ว่าบริษัทดังกล่าวมีการเชื่อมโยงกับบริษัทอะไรบ้างมีการเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หรือพนันออนไลน์อย่างไรหรือไม่ เพราะวันนี้ชัดเจน ว่าสถานที่ตั้งบริษัททุนจดทะเบียนแค่ 100,000 บาท เป็นไปไม่ได้ที่จะมีวันหมุนเวียนถึง 400 ล้านบาท และเรื่องนี้ยังอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้วก็จะส่งให้กับคณะกรรมาป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถ้าหากผิดก็จะต้องสั่งอายัดทรัพย์สินต่อไป

นายชัยชนะ ยังเปิดเผยอีกว่า ในเร็วๆนี้ ตนจะลงพื้นที่บ่อตกกุ้ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากจะมีการพนันคู่หรือคี่ เจ้าของร้านจะมีส่วนต่าง 10% ในการเล่นการพนันทุกครั้ง คนที่ไปเล่นส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ตนคิดว่าการกระทำความผิดซึ่งหน้าแบบนี้ทำไมถึงอยู่ได้ในสังคมนี้ ดังนั้นย้ำว่า กรุงเทพมหานครควรไปตรวจว่า เป็นไปตามพรบอาคารหรือไม่ กระทรวงสาธารณสุขกรมควบคุมโรคและไปตรวจสอบ ควบคุมโรคหรือไม่เนื่องจากมีการรวมตัวกันเยอะ มีมาตรกสรป้องกันอย่างไร และ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดังกล่าวต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง.

ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช

ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพ ยศชนัน นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร

ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพ ยศชนัน นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร

ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพ ยศชนัน นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

“ยศชนัน” นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร ปลดล็อกงานวิจัย นวัตกรรมเฮลธ์เทคใหม่สู่เชิงพาณิชย์ ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพของภูมิภาค

วันที่ 29 พ.ค. 2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาโครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน ระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เพื่อเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA คณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. รวมทั้งผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วม ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต้องอาศัยกลไกการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบและศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ เนื่องจากเรามีความแข็งแกร่งด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล มีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีทุนทางวัฒนธรรมที่จะดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการ โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คือการตั้งโจทย์วิจัยที่ตอบโจทย์ตลาด การพัฒนานวัตกรรมไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องอาศัยการรวมกลุ่มและสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชน โดยมีผู้ประกอบการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง 

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ยังต้องการการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งจากภาครัฐ และหน่วยทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการทดสอบ โดยเฉพาะมาตรฐานห้องปฏิบัติการ การสนับสนุนกระบวนการทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการจดสิทธิบัตร และการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม นอกจากนี้ ยังต้องผลักดันการสร้างพื้นที่ทดสอบ (Sandbox) และการเปิดโอกาสให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีโอกาสในการนำนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ของไทยได้มาใช้งานจริงในประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก่อนขยายผลสู่ตลาดโลกต่อไป

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยไทยได้มีพื้นที่ในการพัฒนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดธุรกิจร่วมกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA ได้ผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้องและสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง การบูรณาการความร่วมมือรครั้งนี้จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค รวมทั้งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว NIA ได้รับความร่วมมือจาก 32 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน และสมาคมและองค์กรภาคเอกชนประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรุงเทพมหานคร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ชีวาศรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย สมาคมไทยผู้ประกอบ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน สมาคมเฮลท์เทคไทย และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา โรม เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา โรม เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา โรม เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา! ‘โรม’ เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ หวั่นเอื้อ สส.เอี่ยวผิดกฏหมายลามอนาคต เตือน ‘รัฐบาล-ตม.’ คุมเข้ม ป้องอาจหลบหนีออกนอกประเทศ

29 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติไม่อนุญาต ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำ ในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรมนูญ มาตรา 125 ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าตนคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าประชาชนคงจะรู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสภาแน่นอน คือแน่นอนว่า เราคงไม่ได้ไปตัดสินว่านายชนนพัฒฐ์ผิดหรือไม่ผิด แต่ว่าถ้าดูข้อหา คดีที่อาจจะมีมูลอะไรบางอย่าง แล้วการที่รัฐสภาใช้มาตรฐานแบบที่ผ่านมา นั่นก็คือการไม่ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้กับฝ่ายบ้านเมืองได้ดำเนินคดี ก็เหมือนเป็นการปกป้องคนที่ถูกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ หรือข้อข้อกล่าวหาร้ายแรงอื่นๆ  

รังสิมันต์ โรม

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประการที่สอง ตนคิดว่าเรื่องนี้ ไม่ควรนำไปเทียบเคียงกับกรณีอื่นๆ ที่สภาจะสามารถใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาว่าจะอนุมัติตามคำร้องขอของฝ่ายบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร จะอ้างเป็นหลักปฏิบัติแบบนี้ต่อไป ตลอดชั่วกัลปวสานไม่ได้ แต่ควรดูจากความร้ายแรง ดูว่าเป็นเรื่องที่มีมูลไหม กรณีแบบนี้กับแบบอื่นแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้มีบางคนอ้างถึงกรณีนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่เรื่องผิด ดังนั้นในเมื่อข้อเท็จจริงแตกต่างกัน การใช้ดุลพินิจของสภาก็ควรจะมีความแตกต่างกัน

“สถานการณ์วันนี้ที่นักการเมืองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ยังถือหลักปฏิบัติแบบนี้ ผมเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นเพราะว่า ก็รู้กันดีหรือเปล่า ว่ามีนักการเมืองหลายๆ คนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาหลายๆ คน หากให้ สภายอมให้ฝ่ายบ้านเมืองเขาสามารถดำเนินการ ต่างๆ ได้ เกรงว่าในไม่ช้า มันจะลุกลามบานปลายไปถึงคนอื่นหรือเปล่า อันนี้ผมก็ได้แต่สันนิษฐาน แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันน่าผิดหวัง และมันทำลายความเชื่อ น่าเชื่อถือของสภา” นายรังสิมันต์ กล่าว

รังสิมันต์ โรม

 เมื่อถามว่า ตามที่คุณรังสิมันต์ได้โพสต์ข้อความไว้เช่น ให้สภาสั่งไปทาง รมว. หรือว่าฝ่ายความมั่นคงตามช่องทางธรรมชาติ แสดงว่ามันมีสัญญาณ หรือว่ามีอะไรบอกเหตุอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า  ก็ต้องยอมรับว่า “กันไว้ก่อน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีมติอะไรทำนองนี้ แล้วปรากฏว่าในภายหลัง แล้วตามจับไม่ได้ บางกรณีศาลพิพากษาแล้วด้วยซ้ำ จนถึงวันนี้ยังตามจับไม่ได้ ดังนั้นเราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ จะหนีไปที่ต่างประเทศหรือไม่ แต่สิ่งที่ควรจะทำคือ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ DSI หรือรัฐบาลอาจจะมีการสั่งการไปยังหน่วยงานตำรวจ ให้เฝ้าระวัง ซึ่งตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำ ดังนั้นเราควรการเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ 

ทั้งนี้ นายชนนพัฒฐ์ เป็น ส.ส. ภาคใต้ มันก็ไม่ค่อยไกลจากชายแดนเท่าไหร่ ตนคิดว่า พื้นที่ตรงนั้นก็ต้องเฝ้าระวัง หากปรากฏว่า มีการหลบหนีจริง ซึ่งหวังว่าคงจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีการหลบหนีก็ต้องมีการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่หละหลวมปล่อยให้มีการหลบหนี วันนี้ สิ่งที่เราควรจะทำได้ให้เป็นเยี่ยงอย่างคือต้องไม่มีนักการเมืองคนใดที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาสามารถหลุดรอดจากกา ดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมืองไปได้ และถ้าอนาคตนายชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดีต่อไปในวันข้างหน้า ตนคิดว่า สภาแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรมที่จะเอานักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทามาลงโทษ

รังสิมันต์ โรม

เมื่อถามว่ามองว่านายชนนพัฒฐ์ พร้อมเข้าสู่กระบวนการจริงๆ หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็มีการชี้แจงไม่กี่นาที นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเป็นกังวล เนื่องจากตอนที่ตนเป็นประธาน คณะกรรมาธิการความมั่นคง เคยเชิญนายชนนพัฒฐ์ ช่วงปิดสมัยประชุมแต่นายชนนพัฒฐ์ ไม่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีหนังสือส่งมาที่กรรมาธิการด้วยซ้ำไป ดังนั้นตนตอบไม่ได้ว่า นายชนนพัฒฐ์จะให้ความร่วมมือสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ แต่สิ่งที่ตอบได้คือ วันนี้สิ่งที่สภาได้ทำลงไป ผ่านเสียงข้างมากที่ยกมือโหวตนั้น ถ้าสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสภาก็ปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ไม่ได้เลยว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำเนินคดีเอาผิดกับนักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ 

รังสิมันต์ โรม
รังสิมันต์ โรม