ภราดร แจงงบกลาง เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยันจำเป็นต้องคงไว้

7 กันยายน 2569 เวลา 17:12 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 เป็นวันแรก

โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ. คนที่ 1 ชี้แจงกรณีงบกลางในส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมและรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 12,000 ล้านบาท จะซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ตามที่มีสมาชิกหลายคนอภิปรายแสดงข้อกังวลว่า งบดังกล่าว 12,000 ล้านบาท จะเป็นงบลงทุนทั้ง 100% หมายความว่าหากตัดออกไปอีก งบลงทุนยังไม่ถึงตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด จึงจำเป็นที่ต้องคงไว้ ส่วนเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ยังไม่สามารถใช้ได้เนื่องจาก ระเบียบของคณะกรรมการกระจายอำนาจ ที่กำหนดเอาไว้ค่อนข้างแน่นหนานั้นเห็นด้วย และได้หารือกับนายวรสิทธิ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ว่าจะต้องจำเป็นปลดล็อคให้ท้องถิ่น ส่วนงบประมาณข้อกังวลว่าอาจจะไม่ถึงในจำนวนที่กำหนดไว้เนื่องจากจะต้องกันเอาไว้เป็นเงินเดือน ที่ไม่สามารถนำมาใช้ กว่า 200,000 ล้านบาทจากจำนวน 600,000 ล้านบาททำให้เหลือ 400,000 ล้านบาทสามารถใช้ได้ ต้องไปศึกษาเนื้อหาในระเบียบของคณะกรรมการกระจายอำนาจ

นายภราดร ชี้แจงเรื่องเบี้ยเงินกองทุนประกันภัย วงเงิน 15,500 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะจ่ายให้กับประชาชนทั้งประเทศ หากเอกชนมองว่าคุ้มค่าก็เข้ามารับ รัฐบาลไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเอกชนจะได้ความคุ้มค่าหรือไม่ แต่ในจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นการบริหารความเสี่ยงรัฐบาลคาดการณ์ไว้ว่าในแต่ละปีจะใช้เงินในการเยียวยาปัญหาน้ำท่วม ปัญหาวาตภัย ปัญหาแผ่นดินไหว หรือสึนามิได้แบบใดและต้องจ่ายเท่าไหร่ ส่วนทุนประกัน 75,000 ล้าน ซึ่งมองว่าเงินที่จ่ายในแต่ละปีคุ้มค่าที่จะซื้อความเสี่ยงให้กับประชาชนทั้งประเทศ

“ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลใช้งบกลางในการเยียวยาประชาชนปีที่ผ่านมาจำนวนมากกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากวงเงินในการเยียวยาแตกต่างกัน เพราะพึ่งเพิ่มวงเงิน 9,000 บาท ในยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงทำให้ตัวเลขสูงขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา และไม่มีรัฐบาลใดจะลดเงินเยียวยาให้ประชาชน โดยกรรมาธิการยืนยันการปรับแก้ใน มาตรา6 ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก” นายภราดร กล่าว

พิชิต แจง คปท.จับมือสนธิ เข้าร่วมเชิงยุทธศาสตร์ ย้ำจุดยืนตรวจสอบรัฐบาล ใครไม่พร้อมหยุดก่อนได้

7 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

7 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol ระบุว่า คปท.ก็เดินเสมอ

ที่ผ่านมา คปท.เดินทางการเมืองภาคประชาชน ตรวจสอบทุกรัฐบาล ร่วมมือกับหลายภาคส่วนประชาชน มาโดยตลอด

เราแสดงให้เห็นถึงจุดยืนในการตรวจสอบทุกรัฐบาลมาแล้ว

เราแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ต้องการปราบปรามการทุจริต การคอร์รัปชัน ของนักการเมือง

เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การผดุงไว้ซึ่งการให้ประเทศมีความยุติธรรม นิติรัฐ นิติธรรม และความยุติธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นบททดสอบหนึ่งที่เราจำเป็นต้อง “ใส่รองเท้าผ้าใบ พร้อมใจถึงๆ” เดินบนถนนภาคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลกันต่อไป

จุดยืนเราไม่เคยเปลี่ยนในเรื่องนี้

เราเดินหน้ามาหลายประเด็น ทั้ง ฮั้ว สว. โกงสอบท้องถิ่น ชั้น 14 กรณี ปปช.สวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องพลังงานน้ำมัน จีนเทา อิสราเอลเทา ต่างชาติเทาและไทยเทา

เส้นทาง คปท. ปีนี้มาตรงกับเส้นทางที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดและทำ

คปท. จึงเข้าร่วมในเชิงยุทธศาตร์ ตามประเด็นที่ คปท. ทำมาตลอด กับเส้นทางที่คุณสนธิกำลังจะเดิน

คปท.พูดเสมอว่า “ใครพร้อมก็เดินไปกับเรา ใครไม่พร้อมก็หยุดก่อนได้”

แต่ คปท.ไม่หยุด เราเดินเช่นนี้ทุกรัฐบาล เพราะเรามองบ้านเมืองเป็นประเทศชาติ ไม่ใช่มอง นักการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งเป็นที่ตั้ง

ถ้าพร้อมก็จงเชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งเส้นทางการเมืองภาคประชาชนเพื่อปฎิรูปประเทศไทย

พิชิต ไชยมงคล
คปท.

แก้วตา จี้ใจเจ็บ พรรคส้ม เปรียบเลือกน้ำเงินเหมือนมีคนมาสั่งสินค้า แต่ลืมขอมัดจำ บอกไม่เรียกโง่ไม่รู้เรียกอะไร

7 กันยายน 2569 เวลา 16:16 น.

แก้วตา จี้ใจเจ็บ พรรคส้ม เปรียบเลือกน้ำเงินเหมือนมีคนมาสั่งสินค้า แต่ลืมขอมัดจำ ทำขาดทุน บอกไม่เรียกโง่ไม่รู้เรียกอะไร

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ที่ส้มเลือกน้ำเงินเอาจริงแล้วไม่ได้อะไรกลับมา แม่งเหมือนตัวเองเป็นผู้ประกอบการ แล้วมีคนมาสั่งสินค้าจำนวนมากให้ผลิตให้ สุดท้ายเสียต้นทุนค่าผลิตไปทั้งหมดแล้วลูกค้าเบี้ยวไม่จ่ายเงิน เพราะลืมขอมัดจำต้นทุนการผลิต (30%) ก่อนสั่งผลิตสินค้า ซึ่งในบริบทการเมืองควรเป็นการยึดอำนาจรัฐ (เช่นยึดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่สำคัญ เช่นมหาดไทยเป็นต้นให้โยกย้ายข้าราชการไม่ได้ ฝังรากลึกไม่ได้) 55555555555 ไม่เรียกโง่ไม่รู้เรียกอะไร”

จรัล ดิษฐาอภิชัย ประกาศข้ามทวีป หนุน สนธิ-นกเขา-พิชิต my old friends ทวงคืนประเทศไทย

7 กันยายน 2569 เวลา 16:06 น.

7 กันยายน 2569 นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยในฝรั่งเศสในคดีอาญามาตรา 112 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ระบุว่า “ผมมีท่าทีบวก เข้าร่วมหรือสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆเสมอมา ไม่ขึ้นกับใครเป็นผู้นำ แต่จากความคิดอุดมการณ์ โดยดูเป้าหมาย คำชวัญเป็นหลัก คราวสนธินำไล่ทักษิณชูคำขวัญ “สู้เพื่อในหลวง ” ผมไม่เข้าร่วม ครั้งนี้ ทวงคืนประเทศไทย พอรับได้ ครับ คุณสนธิ นกเขา ชัยพิชิต my old friends”

ผอ.JIC แฉ ทหารเขมร ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เนียนเข้าพื้นที่ 2-3 ครั้ง ก่อนถูกจับตัวได้

7 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

“ผอ.JIC” เผยนำ AOT–สื่อไทย-ต่างชาติ ลงสำรวจพื้นที่ “ช่องจอม” ย้ำไทยไม่คิดยึดดินแดน “กัมพูชา” ชี้เป็นพื้นที่ “Scambodia” ภัยคุกคามทั่วโลก แถมถูกใช้เป็นฐานทหาร–โดรนโจมตีไทย แฉ “ทหารเขมร” ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เนียนเข้าพื้นที่ 2-3 ครั้ง ก่อนถูกจับตัวได้ เลี่ยงตอบรัฐบาลกัมพูชา เป็นน้ำหล่อเลี้ยง “สแกมเมอร์” แต่สงสัยส่วนราชการจะไม่รู้เรื่องได้หรือ ?


วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ พื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้กับจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา (JIC) ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT และคณะสื่อมวลชนทั้งสื่อไทย และต่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จ.สุรินทร์ เพื่อสำรวจอาณาจักรสแกมเมอร์ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มาในนามของรัฐบาล และกระทรวงกลาโหม เพื่อสื่อสารความจริงว่า เราไม่ได้ต้องการที่ยึดดินแดนของกัมพูชา เพราะเหตุผลสแกมเมอร์ เพียงแต่กัมพูชาได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการโจมตีทหารไทย เช่น เป็นที่ตั้งโดรน และอาวุธ รวมถึง ศูนย์บัญชาการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งได้เห็นแล้วว่า สแกมเมอร์ เป็นภัยคุกคาม และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ใช่แค่ประชุม แล้วตกลงกันว่า จะทำ 1-2-3 ต้องมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเข้าไปตรวจสอบ และประเทศเจ้าบ้านต้องให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้พื้นที่ของกัมพูชา เป็นที่ตั้งของสแกมเมอร์ หรือที่เรียกว่า “Scambodia” ต่อไปในอนาคต ซึ่งไม่ใช่การกล่าวอ้าง เพราะมีหลายหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเข้ามาเก็บข้อมูลแล้ว เพื่อดำเนินการต่อในเรื่องของการยึดทรัพย์ การตัดเส้นทางการเงิน ไม่ให้มีการลงทุน ซึ่งเป็นหลักฐานของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรป เอเชีย หรือหลาย ๆ ประเทศ ที่จะนำไปขยายผลการดำเนินการต่อ

พลอากาศเอก ประภาส ยังระบุอีกว่า จากการได้รับรายงานในพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบุกเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งมีการตัดรั้วลวดหนามประมาณ 2-3 จุด แต่ด้วยความเข้มแข็ง เราสามารถจับเชลยได้ด้วย ที่มีความพยายามในการแฝงตัวมาเป็นชาวบ้าน แต่ความจริงคือ เป็นทหารกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2-3 ครั้ง ทำให้ทหารไทยต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง เพราะหากไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทหารกัมพูชาจะตั้งฐานบริเวณนั้น

พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศที่อยู่ข้างหลังก็มีความพร้อม หากทหารกัมพูชาเข้ามาโจมตี ทำลายรั้วลวดหนาม และเข้ามาทำร้ายทหารไทย หลังจากนั้น แสดงว่า เปิดแล้วใช่หรือไม่ และถ้าเปิดแล้ว เราก็ต้องตอบโต้เต็มรูปแบบ ซึ่งทั้งกำลังภาคพื้น, ทางอากาศ และปืนใหญ่ก็อัดเต็ม ซึ่งต้องยอมรับว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะระยะใกล้ชิดกันมาก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดควรต้องลดระดับการยั่วยุ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และมาพูดคุยผ่านทวิภาคี ในขณะที่เวทีต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็พยายามจะชี้แจง เรื่องข้อเท็จจริง และไทม์ไลน์เหตุการณ์ ที่ฝ่ายกัมพูชานำไปบิดเบือน แต่เชื่อว่า ชาวโลกจะเข้าใจเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง

นอกจากนี้ยังได้ไปสำรวจพื้นที่โดยรอบกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลม แต่ขอให้มั่นใจว่า ทหารไทยมีการวางระบบป้องกันไว้อย่างดี ซึ่งรถถังกัมพูชาก็เข้าไม่ได้ เพราะเราได้วางคูเลตป้องกันรถถังเอาไว้แล้ว ส่วนพื้นที่ที่เรียกว่า “ช่องปลิง” ไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ได้โดยใช้ทหารเพียงกองพันเดียว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บวัตถุระเบิด และกระสุน โดยเฉพาะ RPG โดยปัจจุบันไทยได้ทำลายทั้งหมดแล้ว และได้มีการขนอาวุธของกัมพูชา เพื่อนำไปเป็นหลักฐานจำนวน 1 คันรถ ซึ่งนี่คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชามีเจตนา มีการเตรียมการ เพื่อดำเนินการอะไรสักอย่าง

พลอากาศเอก ประภาส ยังย้ำว่า แนวการวางกำลังของทหารไทยปัจจุบันนี้ ไม่ใช่การมุ่งหวังในการวางแนวเส้นเขตแดน เราไม่ได้รุกราน เพื่อยึดพื้นที่กัมพูชามาเป็นของไทย แต่เราแค่การตามแผนจักรพงษ์ภูวนารถเพื่อป้องกันชายแดน และประเทศ รวมถึงการประสานงานระหว่าง 3 เหล่าทัพ ซึ่งขอย้ำว่า แผนจักรพงษ์ภูวนารถ ไม่ใช่แผนการเพื่อไปยึดพื้นที่ของกัมพูชา

“ถ้าจะยึดพื้นที่กัมพูชา ก็ต้องรบกันทั้งประเทศ และจะกลายเป็นสงครามที่ใหญ่พอสมควร ซึ่งต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ถ้าเขายังไม่หยุดยั้ง และไม่ยุติ ซึ่งทราบมาว่า ทหารผีในกัมพูชามีมาก ยอดไม่ตรงกับที่แจ้ง เนื่องจากบางส่วนก็มีความกลัว ซึ่งอยากให้ประชาชนมั่นใจว่า เราไม่ได้นิ่งดูดาย เรามีแนวป้องกันเอาไว้อย่างดี และมียุทโธปกรณ์พร้อมที่จะป้องกันประเทศ“ พลอากาศเอก ประภาส กล่าว

ส่วนที่ผู้นำกัมพูชาอ้างว่า ประเทศไทยใช้เรื่องสแกมเมเยอร์ เพื่อมาอ้างในการยึดครองพื้นที่นั้น พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า สแกมเมอร์คือ ภัยคุกคามของทั่วโลก แม้แต่องค์กรระหว่างประเทศก็ระบุว่า เป็น Scambodia การที่เขาไปพูดในลักษณะเช่นนั้น เพื่อหวังโจมตีประเทศไทย ซึ่งตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปอยเปต ที่ติดจังหวัดสระแก้ว, จัดหวัดไพลิน ที่ติดอยู่กับจังหวัดจันทบุรี หรือทมอดา ที่ติดอยู่กับจังหวัดตราด มีสแกมเมอร์, กาสิโน ที่เรียกว่า เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ตลอดแนวอยู่แล้ว ยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้เรื่องนี้ เพื่อหวังควบคุมพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนว่า มีเรื่องสแกมเมอร์ในพื้นที่นี้ เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่นี้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โจมตีประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าควบคุมพื้นที่ และหากมีการเจรจาผ่านทวิภาคี และบรรยากาศมีความเอื้ออำนวย ถึงจะมาพูดคุยกันได้ เพราะไม่มีประเทศไหน ชี้ว่า คนไทยต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

พลอากาศเอก ประภาส ย้ำอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ระดับประเทศ มีผลประโยชน์ มีเรื่องเศรษฐกิจ แต่ควรต้องตระหนักว่า สิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และประเทศทั่วโลกมาก

เมื่อถามว่า รัฐบาลกัมพูชาถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ พลอากาศเอก ประภาส กล่าวว่า ”ก็พูดเองอยู่แล้วนี่“ เพราะพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีหลาย 100 อาคาร หากส่วนราชการของกัมพูชาไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่า จะว่าอย่างไรแล้ว ซึ่งคนที่มาดำเนินการ น่าจะเป็นนายทุนมาจากที่อื่น

พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า การที่คณะลงวันนี้ ได้จัดเลี้ยงหมูกระทะทั้งกองพัน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจที่ทำงานกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย

พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า การนำคณะ AOT ลงพื้นที่วันนี้ เพื่อให้เห็นพื้นที่ที่เราควบคุม ซึ่งไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และต้องย้ำว่า AOT แค่สังเกตการณ์ ซึ่งต้องเข้ามาดูพื้นที่ที่มีการปะทะ และคณะ AOT ก็เป็นทหาร หากไม่เข้าพื้นที่แสดงว่า กังวลกับบางสิ่งบางอย่าง

ด้านพันโท คญากร โชติพนัส ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 25 กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า พี่น้องทหารทุกคน ยืนหยัดพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตย ตลอดเวลา ส่วนยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เราพร้อมรบ ซึ่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นได้มาตรวจตลอด สิ่งใดที่ขาดเหลือ ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่

เมื่อถามว่า มีเหตุยั่วยุจากฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ หลังสถานการณ์คลี่คลายไปแล้ว พ.ท.คญากร กล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายตรงข้ามมีการยิงยั่วยุตลอดแนวที่เราดูแล

เมื่อถามถึงความต้องการของหน่วยในพื้นที่ได้แจ้งไปยังหน่วยเหนือมีสิ่งใดบ้าง พันโท คญากร กล่าวว่า หน่วยได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ รวมถึงเครื่องมือพิเศษครบถ้วน พร้อมปฎิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขวัญและกำลังใจของกำลังพลดีมาก

ไม่เลื่อน-ไม่ล้ม จุลพันธ์ เคลียร์ชัด เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. แน่นอน

7 กันยายน 2569 เวลา 15:37 น.

7 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงข้อเท็จจริงหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อเรียกร้องต่อการทำหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยกล่าวยืนยันว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) จะยังคงจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน นี้ ตามกำหนดการเดิมอย่างแน่นอน ทั้งตนและกระทรวงแรงงานไม่มีแนวคิดที่จะชะลอ เลื่อน หรือเตะถ่วงวันลงคะแนนออกไปแต่อย่างใด ทุกกลไกกำลังเร่งรัดเตรียมการเพื่อให้วันเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด

สำหรับกรณีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองนั้น นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเพื่อหวังจะสกัดกั้นหรือล้มการเลือกตั้งในช่วงเวลานี้ แต่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายตามปกติที่ได้ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อความรอบคอบและรัดกุมในแง่ของข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการตามกรอบหน้าที่ แต่ในเชิงนโยบายตนได้กำชับชัดเจนว่าเป้าหมายสูงสุดคือการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จตามกำหนดวันที่ 27 กันยายน จึงไม่ใช่การพูดอย่างทำอย่างตามที่มีการกล่าวหา

ส่วนข้อกังวลเรื่องเอกสารและหนังสือมอบอำนาจของนายจ้างนิติบุคคล ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการสร้างภาระหรือเงื่อนไขเพื่อขัดขวางการใช้สิทธิ แต่จำเป็นต้องยึดหลักความรัดกุมเพื่อยืนยันตัวตนของผู้มีอำนาจกระทำการแทนอย่างถูกต้อง ป้องกันการสวมสิทธิ์ และอุดช่องโหว่ทางกฎหมายไม่ให้เกิดข้อพิพาทจนนำไปสู่การฟ้องร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในภายหลัง

ด้านความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งคู่มือการปฏิบัติงานของกรรมการประจำหน่วย แนวทางวินิจฉัยบัตรดีและบัตรเสีย ตลอดจนระบบป้องกันการลงคะแนนซ้ำ คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสรุปรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งจะมีการประชุมเคาะความชัดเจนและจัดทำคู่มือเผยแพร่เสร็จสิ้นทันตามกรอบเวลาอย่างแน่นอน ขอให้มั่นใจว่าบุคลากรทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะคนกลางเพื่อรองรับการเลือกตั้งให้ราบรื่นที่สุด

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่เคยลอยตัวเหนือปัญหาและติดตามการทำงานของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด หน้าที่สำคัญคือการดูแลประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน และทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยที่ไม่มีช่องโหว่ทางกฎหมายให้ใครสามารถร้องเรียนว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ภายหลัง พร้อมขอให้ทุกฝ่ายมองเรื่องนี้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันโดยไม่ต้องนำไปเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมือง

ศิริกัญญา ชงตัดงบกลาง 5 หมื่นล้าน ชี้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม-รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

7 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันแรก

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 6 เกี่ยวกับงบกลาง มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยเสนอขอปรับลด 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ ก้อนแรก ปรับลดในส่วนเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน และจำเป็น จำนวน 38,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 คือ รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน จำนวน 12,000 ล้านบาท

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงงบกลางในส่วนก้อนที่ 2 ว่า หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลมีการให้กำเนิดรายการใหม่ในงบกลางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด ที่มีการแตกรายการในลักษณะแบบนี้ และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งเริ่มมีการทำลักษณะซ้ำๆ กันมาหลายปี จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะในหมวดที่อยู่ในงบกลาง สามารถโยกย้ายในระหว่างรายการได้ ไม่จำเป็นต้องขอจากสภาอีกรอบหนึ่ง และที่สำคัญก่อนที่เราจะมาพิจารณาในวาระที่ 2 เราเพิ่งพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไป ซึ่งเราได้มีการจัดสรรงบประมาณตามหลักที่จะใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ในก้อนนั้นแล้ว จึงคิดว่าอาจจะเกิดความซ้ำซ้อนกันหรือไม่กับเงิน 12,000 ล้านบาท ของเงินแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจของแผนการนี้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของแผนงาน 1.2 หมื่นล้านบาท กับเหตุผลแนบท้ายของ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ว่า มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก และกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งในชั้นกรรมาธิการฯ สำนักงบประมาณ ก็ได้เข้ามาชี้แจงแต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร บอกเพียงแค่ว่ามีแนวทางที่จะจัดสรร และบอกว่าจะเป็นการออกกันคนละครึ่ง ระหว่างรัฐบาลที่เป็นส่วนกลาง กับหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่มีเงินสะสมของตนเอง ถือเป็นไอเดียที่ดี แต่ตนไม่เข้าใจทำไมต้องมาจัดสรรไว้ในงบกลาง ซึ่งเราสามารถทำให้เป็นโครงการอยู่ในหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ และเปิดให้มีการเข้ามาสนับสนุนได้เช่นกันโดยที่ไม่ต้องอยู่ในงบกลาง หรือการแตกรายการใหม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่มีความซ้ำซ้อนของตัวงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เราเพิ่งจะอนุมัติผ่านสภา เราจะต้องตัดอันใดอันหนึ่ง ฉะนั้นตนขอปรับเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไป 12,000 ล้านบาท ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ตนขอตัดลดงบประมาณของงบกลางในก้อนที่ 2 นี้ จำนวน 12,000 ล้านบาท และอีกอีก 38,000 ล้านบาทที่เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่ได้มีการพูดถึงในมาตรา 4 ในภาพรวมไปแล้ว

นายกฯ มอบรางวัล อปท. ลั่นโชคดีในนี้ไม่มีคนโกงข้อสอบ ยันเดินหน้าเอาผิดไม่มีละเว้น

7 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

นายกฯ​ มอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ปีงบประมาณ 69​ ลั่น โชคดี นายกอบจ.ในห้องนี้ ไม่มีคนโกงข้อสอบ​ ยัน​ เดินหน้าเอาผิดไม่มีละเว้น​ ชี้​ หากทำผิดก็ไม่ต่างจากโจร​ ขอท้องถิ่นร่วมคือความเชื่อมั่น​ -​ เป็นที่พึ่งพาให้ปชช.

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายทรง​ศักดิ์​ ทอง​ศรี​ รองนายก​รัฐมนตรี​ นายวรศิษ​ฎ​์​ เลียง​ประสิทธิ์​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 240 แห่งที่ได้รับรางวัลในวันนี้ รางวัลนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องหมายของความสำเร็จในการบริหารงาน แต่เป็นการยืนยันว่า การทำงานที่ดี มีประสิทธิ โปร่งใสและยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นสิ่งที่เราต้องให้คุณค่าและควรได้รับการยกย่อง ให้เป็นแบบอย่าง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเราเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้มแข็งคือ รากฐานของประเทศที่มั่นคง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพการทำงานคือ ความเชื่อมั่นจากประชาชนจากพวกเรา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนขอใช้โอกาสนี้พูดในเรื่องที่สำคัญที่สุดในเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรของรัฐทุกองค์กรย่อมมีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับคำถามหรือเกตุการณ์กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ เราจะตอบคำถามเหล่านั้นอย่างไร​ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นในองค์กรของเราได้อย่างไร ตนเชื่อว่าคำตอบที่ดีที่สุด​ไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่คือการกระทำ ซึ่งเราต้องทำให้ประชาชนได้เห็นว่า บุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น​ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นทั่วประเทศ​ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน​ มีความซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเมื่อมีคนทำดี​ เราก็ต้องช่วยกันยกย่อง เชิดชู​ ทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นแบบอย่างขององค์กร​ เป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชน

นายก​รัฐมนตรี​ กล่าวย้ำว่า​ รางวัลที่ได้รับในวันนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการประกาศว่าองค์กรใด​บริหารจัดการได้ดี​ แต่เป็นการบอกกับสังคมว่า มาตรฐานที่เราต้องการเห็นในระบบราชการของไทย​คืออะไร และคนแบบไหนที่เราต้องการให้เติบโตขึ้นในระบบของเรา

“คนเหล่านั้น​ต้องไม่ซื้อข้อสอบ ต้องไม่ขี้โกงข้อสอบ ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำร้ายประเทศไทย มันเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะอยู่รอดได้ ถ้าข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง​ข้าราชการท้องถิ่น​ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด​ เป็นส่วนแรกที่จะเข้าถึงประชาชน​ เป็นที่พึ่งพาของประชาชน ถ้าคนเหล่านั้นเข้ามาด้วยวิธีการอันเป็นการกระทำที่ทุจริต ประเทศไทยของเราคงไม่มีอนาคตที่ดีได้​ ดังนั้นพวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้ โชคดีเหลือเกิน​ไม่มีนายกอบจ. เกี่ยวข้องซักคนเดียว แต่เป็นคนนอกทั้งนั้น ที่ผมได้รับทราบมาจากการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้น​ ในหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบอยู่“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ติดตามสอบสวนสืบสวนเรื่องนี้อยู่ เป็นหน่วยงานที่พึ่งพา​ได้ ไว้เนื้อเชื่อใจได้​ และที่สำคัญคือ เป็นหน่วยงานที่ปราศจากอิทธิพลใดๆ ของรัฐบาล หรือของหน่วยงานใดในราชการที่จะไปกำกับดูแล หรือไปสั่งการเขาได้ เช่น​ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ​ ป.ป.ช.​เป็นต้น เรื่องนี้หากไม่มั่นใจจริง เราคงไม่สามารถมานั่งรับรางวัลตรงนี้ได้ เพราะคนที่ตรวจสอบ คนที่สอบสวนสืบสวน คนที่จะลากตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ ตามสิ่งที่เขาได้กระทำไว้ คือ ป.ป.ช.​ ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระ​ ส่วนของเรามีหน้าที่ที่จะให้ข้อมูล หรือให้หลักฐานต่างๆ ที่จะหาได้ในส่วนราชการกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนอยู่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ละเว้นผู้ใดแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะมีอิทธิพล​ มีความรู้​ ความสามารถ​ หรือเก่งกาจขนาดไหนก็ตาม​ ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย เขาก็ไม่มีอะไรต่างไปจากโจร จึงขอให้ทุกท่านได้มั่นใจ​ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนด้วยว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพวกเขาทั่วประเทศไทย​ ยังเป็นหน่วยงาน เป็นองค์กรที่ประชาชนให้ความเชื่อถือได้​ เชื่อมั่นได้ว่า เรามีภารกิจอย่างเดียวคือ​ ให้บริการรับใช้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วประเทศ​ เราไม่มีหน้าที่อื่น เพราะเรามาได้จากการคัดสรร​ คัดเลือก​ การตัดสินใจของประชาชน เพราะฉะนั้นตนจึงขอให้องค์กรที่ได้รับรางวัลทุกแห่ง เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยผลงานที่ประชาชนได้เห็น​ และสัมผัสได้จริง ชื่อเสียงขององค์กรไม่ได้เกิดจากตราสัญลักษณ์ หรือรางวัลที่ท่านได้รับ หรือชื่อของหน่วยงานของท่าน แต่ชื่อเสียงเหล่านี้​ ความเชื่อมั่นเหล่านี้​ จะมาได้ก็จากการกระทำของคนในองค์กร​ทุกคนที่มาจากประชาชน​ ที่เราจะทำประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน​ และให้เขาได้รับประโยชน์และการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ขอให้ความสำเร็จในวันนี้เป็นที่ภาคภูมิใจเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่จะร่วมกันยกระดับมาตรฐานในการทำงาน เพื่อประชาชนและเพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราสืบต่อไป

อนุทิน บอกไม่ได้ฟัง สนธิ ประกาศทวงคืนประเทศ ตอบสั้นๆ ครับ หลังถูกท้าดีเบตออกโซเชียล

7 กันยายน 2569 เวลา 14:55 น.

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ว่า “ไม่ได้ฟังครับ”

เมื่อถามว่า นายสนธิ ระบุว่าหลังวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะยกระดับ หากประเด็นการฮั้วสว. มีความเคลื่อนไหว นายกฯ ที่กำลังเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าได้หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “อ๋อครับ”

เมื่อถามว่านายสนธิได้ท้าให้นายกฯ ดีเบตด้วยผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “ครับ”

จากนั้นนายกฯ เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าโดยผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกว่า นายกฯ ไม่ตอบคำถามหรือ โดยนายกฯ ไม่ได้หันมาตอบเพียงแต่เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

รองโฆษกรัฐบาลโต้ สนธิ ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่ ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว

7 กันยายน 2569 เวลา 14:39 น.

รองโฆษกรัฐบาลโต้ “สนธิ” ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่ “ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว” ย้ำอำนาจรัฐยังอยู่ กฎหมายยังคุม–นอมินียังผิด

วันที่ 7 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล วิพากษ์วิจารณ์กฎกระทรวงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยระบุในลักษณะว่ารัฐบาลกำลัง “ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว” ว่า การลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกิจการบางประเภท ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยสละอำนาจในการกำกับเศรษฐกิจให้แก่ต่างชาติ และไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจใดก็ได้โดยเสรี เพราะกฎหมายเฉพาะและอำนาจกำกับตรวจสอบของรัฐยังคงอยู่

“ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน’ กับ ‘ยกอำนาจกำกับให้ต่างชาติ’ เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อธิปไตยทางเศรษฐกิจไม่ได้หายไปเพราะลดใบอนุญาตหนึ่งใบ รัฐไทยยังเป็นผู้กำหนดกติกา ยังมีอำนาจกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติเช่นเดิม” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กับ “ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการกำกับดูแลของรัฐ” การยกเว้นในกิจการที่กำหนดมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือกลไกกำกับของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าคนต่างด้าวสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขหรือปราศจากการควบคุม

“ถ้ารัฐยังเป็นคนออกกฎหมาย กำหนดเงื่อนไข ออกใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ ตรวจสอบ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้ จะเรียกว่าเรายกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าวได้อย่างไร สิ่งที่ถูกตัดออกคือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่อำนาจของรัฐ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือข้อกังวลเรื่อง “นอมินี” การปรับกฎดังกล่าวไม่ได้ทำให้การอำพรางผู้ถือหุ้นต่างชาติกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังคงกำหนดความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนต่างด้าวหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือการถือหุ้นแทนเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ยังไม่ได้รับอนุญาต กฎกระทรวงที่ออกใหม่ไม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว

หากกิจการใดกฎหมายเปิดให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยตรง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นอมินีเพื่ออำพรางสัญชาติผู้ถือหุ้น แต่หากนำบริษัทไปประกอบธุรกิจประเภทอื่นที่กฎหมายยังสงวนหรือมีข้อจำกัด และใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากฎกระทรวงนี้ทำให้นอมินีถูกกฎหมาย เพราะไม่เป็นความจริง อะไรที่ผิดกฎหมายอยู่ก่อนก็ยังผิดเหมือนเดิม การลดขั้นตอนทางธุรกิจไม่ได้ลบกฎหมายที่ใช้ป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของทุนต่างชาติออกไป” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เช่นเดียวกับข้อกังวลเรื่องการฟอกเงิน การโอนกำไร หรือการหลีกเลี่ยงภาษี กฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้ยกเลิกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายภาษี หรืออำนาจตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ได้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายเพียงเพราะมีการลดขั้นตอนการขออนุญาตบางประเภท

สำหรับข้อกังวลว่าการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจบางประเภทจะกระทบผู้ประกอบการ SME ไทย รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง ทั้งผลต่อการแข่งขัน การจ้างงาน และผู้ประกอบการไทย แต่การฟันธงล่วงหน้าว่า SME ด้าน HR และ IT “จะต้องตายทั้งหมด” จำเป็นต้องมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ แบบจำลองผลกระทบ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ไม่ควรนำข้อคาดการณ์มาเสนอเสมือนเป็นผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการพิจารณา รัฐบาลได้รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเคยอยู่ในร่างเดิมได้ถูกตัดออกก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย สะท้อนว่าการพิจารณาไม่ได้เป็นการเปิดทางให้ทุนต่างชาติโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่มีการรับฟังและปรับรายละเอียดก่อนดำเนินการ

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อคือการติดตามผลให้ชัดเจนว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวอย่างไร ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การแข่งขันที่เป็นธรรม ตลอดจนผลกระทบต่อ SME และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

“รัฐบาลไม่ได้บอกว่าทุนต่างชาติไม่ต้องถูกกำกับ และไม่ได้บอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย หน้าที่ของรัฐบาลคือเปิดรับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ พร้อมรักษากติกาและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่การนำเรื่องการลดใบอนุญาตซ้ำซ้อนไปขยายเป็นการ ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ เป็นข้อสรุปที่เกินกว่าสิ่งที่กฎกระทรวงกำหนด” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า การตั้งคำถามเรื่องทุนต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำได้และรัฐบาลพร้อมรับฟัง ทั้งคำถามว่าคนไทยได้ประโยชน์อะไร SME ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือระบบกำกับที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ แต่การอภิปรายควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ควรทำให้คำว่า “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กลายเป็นความหมายว่า “ต่างชาติไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย”

“วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ และถามรัฐบาลได้เต็มที่ แต่ต้องวิจารณ์จากสิ่งที่กฎหมายเขียนจริง การลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่การลดอธิปไตยของประเทศ และการเปิดให้ลงทุนภายใต้กติกา ไม่ใช่การยกอำนาจทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติ รัฐยังเป็นคนกำหนดกติกา รัฐยังเป็นคนกำกับ และกฎหมายไทยยังใช้กับทุกคนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย” นางสาวลลิดากล่าว

นอมินีสนธิ ลิ้มทองกุลเศรษฐกิจใบอนุญาตซ้ำซ้อน