อนุทิน เปิดทำเนียบฯ คุย โทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ ด้าน ผบ.ทร. ขึ้นตึกไทยฯ ขอบคุณไฟเขียวเรือฟริเกต

14 กันยายน 2569 เวลา 09:49 น.

อนุทิน เปิดทำเนียบฯ คุย โทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ ด้าน ผบ.ตร. เผย ปราบนอมินีต่อเนื่อง ขณะที่ ผบ.ทร. ขึ้นตึกไทยฯ ขอบคุณไฟเขียวเรือฟริเกต

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ที่เดินทางมาร่วมงาน Gastech Bangkok 2026 โดยเข้าหารือเป็นการส่วนตัว มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เข้าร่วมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือครั้งนี้เป็นการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด ก่อนที่ในเวลา 10.00 น. นายกฯจะไปเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน Gastech Bangkok 2026 ที่ศูนย์การประชุมไบเทคบางนา โดยมีผู้ผลิตก๊าซ LNG บริษัทพลังงานระดับโลก ผู้ซื้อ ผู้ค้า นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงพัฒนา AI และพลังงานคาร์บอนต่ำ เข้าร่วม

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางมาที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพบนายกฯ เช่นกัน

โดยเวลา 08.27 น.พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายกฯ ว่า วันนี้ไม่ได้มารายงานอะไรเพียง แต่มาสวัสดีตามปกติ ส่วนการดำเนินการปราบปราม กลุ่มนอมินีต่างชาตินั้น ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด และได้มอบนโยบายให้กับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ใกล้เข้าสู่การเกษียณอายุราชการแล้ว ได้มีการส่งต่องานให้กับ ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่แล้วใช่หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันในเรื่องนโยบายหลายเรื่อง ทั้งที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนไซเบอร์ และหน่วยที่มีความสำคัญในด้านความมั่นคง ซึ่งได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สำราญเรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านั้นไม่นาน พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผช.ผบ.ทร. ได้เกินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้าในเวลาไล่เลี่ยกับพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

จากนั้นในเวลา 08.45 น. พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เดินทางเข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมกับเปิดเผยสั้นๆ ว่า มาพบนายกฯ เพื่อขอบคุณ

เมื่อถามย้ำว่า มาหารือกรณีการจัดซื้อเรือฟริเกตใช่หรือไม่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ ตอบเพียงว่า “ครับผม”

เขย่าก่อนเริ่มประชุม กกต.! สมชัย เฉลยพยานรหัส 16 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีตลูกพรรคภท.เคยให้การมัด เนวิน-อนุทิน-สส. บงการฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 09:26 น.

เขย่าก่อนเริ่มประชุม กกต.! สมชัย เฉลยพยานรหัส 16 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีตลูกพรรคภท.เคยให้การมัด เนวิน-อนุทิน-สส. บงการฮั้ว สว. ชี้เข้าข่าย ผิดม.76 ก่อนกลับลำ เพื่อปูทางสู่มติกกต.วันนี้ช่วย 21+1 ไม่ผิด

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความก่อนการประชุมกกต.เพื่อพิจารณาลงมติคดีฮั้ว สว. 229 คน โดยเปิดชื่อของพยานรหัสที่ 16 ที่มีหนังสือถึงประธานกกต. ขอกลับคำให้การที่เคยให้ไว้กับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสว. ว่า คือนายเอกราช ช่างเหลา โดยนายสมชัย ระบุว่า

พยานรหัส 16 คือใคร ทำไมต้องปล่อยเอกสารกลับคำให้การในโค้งสุดท้าย 3 วันก่อนการลงมติ

1. พยานรหัส 16 คือใคร พลิกดูละเอียด ในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 พบว่า บางช่วงของการบันทึก มีวงเล็บชื่อพยานรหัส 16 ว่า เอกราช ช่างเหลา

สืบค้นจากเอไอ ได้ความว่า

“เอกราช ช่างเหลา เป็นนักการเมืองจากจังหวัดขอนแก่น อดีต ส.ส. และอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น” ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 พรรคภูมิใจไทย

ต่อมาเมื่อ 17 เมษายน 2568 ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุก 5 ปี 93 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่สหกรณ์ประมาณ 405 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 18 เมษายน 2568 พรรคภูมิใจไทยมีมติให้พ้นจากสมาชิกพรรค

ซึ่งข้อมูลจากการสืบค้น พบว่า ตรงกับที่ระบุในรายงานการประชุม อนุ ฯ ชุด 36 ที่ว่า “เป็น อดีต สส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อถูกขับออกจากพรรคก็มาให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ต่อมาได้มีหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมดที่ตนให้ไว้” และ “จึงมีข้อพิจารณาถึงความน่าเชื่อของพยานรายนี้ โดยเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ”

2. ทำไมต้องมาปล่อยเอกสารหลุดในโค้งสุดท้าย คำตอบ คือ คำให้การส่วนใหญ่ของพยานรหัส 16 เป็นการพาดพิง สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า มีการประชุมกันที่สำนักงานพรรค ระหว่างวันทึ่ 16 มิถุนายน 2567 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 หลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด และพบเห็น สส. กรรมการบริหารพรรค และนายเนวิน ชิดชอบ เข้าร่วมประชุม และ การประชุมของ สว. ที่โรงแรมคิงพาวเวอร์ โนโวเทล (ซอยรางน้ำ) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 พบเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ สส. พรรค มาที่โรงแรม และพบนายเนวิน ชิดชอบ ในห้องประชุมใหญ่

คำให้การของ พยานรหัส 16 ในครั้งแรกก่อนกลับการให้การ จึงเป็นเรื่องการที่ ฝ่ายการเมือง ได้แก่ สส. กรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี กระทำความผิด ตาม มาตรา 76 วรรคแรก ของ พ.ร.ป. สว.

เมื่อมีการกลับคำให้การ ว่า ถูกชายไม่ทราบชื่อ บังคับข่มขู่ และ เลขาธิการ กกต. ลงความเห็นว่า ไม่น่าเชื่อถือ จึงอาจเป็นการปูเรื่องไปสู่มติ กกต. ในวันนี้ว่า 21+1 คน ที่ อยู่ใน สำนวนชุด 26 ไม่เป็นความผิด

มติในวันนี้ จึงมีข่าวลือออกมาก่อนว่า ยกคำร้องทั้งหมดในส่วนฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 76 วรรคแรก อ๋อ หรือยังครับ”

จับตา! กกต. ถกเดือดวันนี้ ชี้ชะตาลงมติคดีฮั้ว สว. 229 คน ก่อนเปิดห้องแถลงบ่าย 3

14 กันยายน 2569 เวลา 08:46 น.

14 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมจัดการประชุมนัดสำคัญเพื่อพิจารณาลงมติสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 คน โดยมีกำหนดการและรายละเอียดสำหรับสื่อมวลชนและผู้สนใจ ดังนี้

เวลา 10.00 น. : กกต.เริ่มประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาลงมติคดีดังกล่าว

เวลา 15.00 น. : แถลงข่าวผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม 201 อาคารสำนักงาน กกต.

แนวทางปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชน

สื่อมวลชนที่ลงทะเบียนไว้ : สามารถรับบัตรเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่เวลา 13.30 น.เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. ประตู 1 (ทิศตะวันออก)

สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน : สามารถติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งจัดเตรียมไว้บริเวณภายนอกสำนักงาน กกต. ประตู 1 (ทิศตะวันออก)

เริ่มแล้ว! ขบวนการเอาคืน คนสอบคดีฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง และอดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เริ่มแล้ว!!!ขบวนการเอาคืน คนสอบคดีฮั้วส.ว.

สำหรับความเคลื่อนไหวของคดีฮั้วส.ว. หลังจากกลุ่มไอลอว์และคณะทำงานวิปฝ่ายค้าน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเปิดโปงเอกสารที่เกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว.มาตามลำดับ ตั้งแต่เปิดรายชื่อ 229 คน พฤติกรรมการจ่ายเงิน การใช้โทรศัพท์ การใช้เครือข่ายในการฮั้วการเลือกตั้ง รวมไปถึงสถานที่นัดประชุม และเอกสารที่เกี่ยวกับการฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.เป็นจำนวนมาก

จนมาถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของรัฐบาล จะเห็นมีการตอบโต้กันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างพรรคฝ่ายค้าน2พรรคคือ สมาชิกพรรคประชาชนและสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ตอบโต้กันไปมากับสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำหน้าที่ปกป้องคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ถูกอภิปรายพาดพิงในสภาผู้แทนราษฎร

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ฝ่ายกกต.และฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดประเด็นตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เห็นได้จากการอภิปรายของนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาแก้ข้อกล่าวหาให้กับอนุกรรมการชุดที่ 36 และยังพูดต่อไปว่า อาจจะมีเซอร์ไพรส์ในวันที่ 14 กันยายนนี้ก็ได้

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเอกสารหลุดออกมา เป็นหนังสือเกี่ยวกับการกลับคำให้การของพยานรหัส16 ซึ่งเป็นอดีตส.ส.พรรคภูมิใจไทย ว่าการให้การต่อคณะกรรมการสอบสวน เพราะได้รับการข่มขู่ จนทำให้การวิเคราะห์กันว่า การปล่อยข่าวเรื่องการกลับคำให้การของพยาน น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พยานของอนุกรรมการชุดที่ 26 ขาดความน่าเชื่อถือ อาจเป็นสาเหตุทำให้มติของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ยกคำร้องทั้งหมด คือไม่ฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้วส.ว.

จนล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทย หรือกกต. กำลังเล่นงานเอาคืนการทำหน้าที่ของอนุกรรมการ 26 โดยมีการยื่นสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการระดับผู้อำนวยการ หรือผอ.ของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนวนคดีฮั้วส.ว. โดยอ้างสาเหตุการร้องเรียนว่า ผอ.คนนี้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ หรือเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 26 และมีข้อกล่าวหาว่าข่มขู่พยาน และสร้างหลักฐานเท็จ เนื่องจากพยานที่เป็นนักการเมืองระดับชาติ ได้หนังสือถึงประธานกกต. ขอกลับคำให้การ และอีกข้อกล่าวหาหนึ่งคือ มีการคัดลอกสำนวน หรือปล่อยเอกสารในการสอบสวนให้กับบุคคลภายนอก และประเด็นสุดท้ายคือ มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรืออดีตบิ๊กดีเอสไอ หรือข้าราชการของดีเอสไอในอดีต ที่ลงสมัครส.ว.ด้วย จึงทำหน้าที่ในการช่วยเหลือและเล่นงานกกต.และพรรคภูมิใจไทย

แม้ว่าวันนี้(วันที่ 14 กันยายน 2569) ไม่ว่าคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) จะมีมติออกมาเช่นใดก็ตาม แต่เชื่อว่าขบวนการเอาคืนอนุกรรมการชุดที่ 26 จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ต้องจับตาดูว่า จุดจบของคดีฮั้วส.ว. ระหว่างอนุกรรมการชุดที่ 26 กับอนุกรรมการชุดที่ 36 ใครจะโดนเล่นงานมากกว่ากัน”

จุดยืนถูก แต่ยืนผิดที่ ปู จิตกร สะกิด เนเน่ รัดเกล้า เจ้าตัวโผล่เคลียร์ ยันไปหอศิลป์เชิงสัญลักษณ์ ต้านฮั้ว สว.

14 กันยายน 2569 เวลา 08:12 น.

14 กันยายน 2569 จากกรณีที่วานนี้ (13 ก.ย.) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มไอลอว์ ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมและลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 ก.ย.ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คือเชื่อว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง กกต.เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญและเป็นหัวใจในการปกป้องประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่วันนี้เราเห็นกันแล้วว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้า ล่าสุดพบว่า ในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด กกต.เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสต่ำที่สุด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าวประกอบ : รัดเกล้า จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้ว สว. ให้ศาลฯ ชี้ต้องฟื้นศรัทธา ปชช. เตือนหากยังฝืนระวังเจอ ม. 157)

ล่าสุด ปู จิตกร บุษบา พิธีกรชื่อดัง ออกมาโพสต์ถึงกรณีดีงกล่าวว่า “จุดยืนถูก แต่ยืนผิดที่”

ต่อมา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เข้าโพสต์ในคอมเมนต์ ว่า ขออนุญาตชี้แจงค่ะพี่ปู

เนเน่ไม่ได้ไปเดินตาม iLaw ค่ะ ไปที่หอศิลป์ในเชิงสัญลักษณ์เฉยๆ เพราะ แต่ไหนแต่ไร เนเน่ก็ต่อต้านกระบวนการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อการที่ประเทศไทยจะมีหลปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาโดยตลอดค่ะ

ซึ่ง เนเน่เชื่อว่ากรณี #ฮั้วสว คือหนึ่งในนั้น… หากเราปล่อยเรื่องนี้ให้ลอยนวล คำว่า “ประชาธิปไตย” ในประเทศไทยคงเป็นเพียงแค่คำพูดค่ะ

ปล. ไม่ว่าจะเป็น iLaw หรือใครก็ตาม หากกระทำผิดทางกฎหมาย หากขายชาติ หากประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ …เนเน่ก็จะออกมาต่อสู้ ให้ผู้มีอำนาจและรัฐบาลจัดการเรื่องเหล่านี้ให้เด็ดขาดแน่นอนค่ะ จุดยืนตรงนี้ มั่นคง ไม่มีวันเปลี่ยน อย่างแน่นอนค่ะ

รักและเคารพพี่ปูเสมอไปค่ะ

ขณะที่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ “ตรงไหนที่คือการเเสดงออกในประเด็นที่ต้องการเสนอ คือที่ที่ถูกต้องค่ะ , ขุด!! น้องเนเน่ เคยถ่ายรูป เซลฟี่ คู่พิธาลงไอจี เอาไงดีฮะ , มั่นใจใน ปชป , คำคมวันนี้ แต่ก็เกิดความคิดว่าแล้วทำไมไม่ยืนให้ถูกที่ , น่าจะมีปุ่ม ไม่ไลค์ , หลักการไม่ก้มหัวให้ความไม่เป็นธรรมและทุจริต ควรแสดงออกให้ชัดเจนและคนรับรู้ จะยืนอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ หลักการหนักแน่น ไม่หวั่นไหว คือสิ่งที่ต้องยึดมั่น เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี วิธีการสามารถแตกต่างได้ค่ะ อย่าท้อแท้ค่ะ , มั่นใจประชาธิปัตย์ค่ะ , เห็นด้วยครับ ! ,

วันข้างหน้าอาจต้องร่วมมือกัน แต่เชื่อใจคุณอภิสิทธิ์คงต้องคุยในหลักการการทำงานด้วย มันมีอยู่แค่นี้เองแต่คงไม่ร่วมเขียวแน่นอน , ต้องรีบกระโดดออกมานะครับ บริเวณรอบๆอาจมีเปลวไฟน้อยๆกำลังจะลุกโชนขึ้น 555 , เหยียบเรือสองแคม , ต้องให้ ปชป ไปยืนที่ไหนถึงจะเรียกว่า ยืนถูกที่ ครับ? , ทำท่าจะฟื้นตอนได้มาร์คกลับมา แต่หลังจากนั้นคือเหี้ยลงทุกวัน , ชัดเจนเลยค่ะ น่าผิดหวังจริงๆ , ยืนตรงไหนก็ได้ที่ถูกต้อง , อคติบังตา เกลียดฝั่งหนึ่ง…เสียจนมองโจรเป็นพระอรหันต์ บอดที่ใจ เห็นไปเพียงใด ไม่มีวันงาม … น่ามสาน , ไม่ถูกที่ถูกทางมานานแระ.. เป็นต้น

เปิด 3 แนวทางสางคดีฮั้ว สว. 67! “วัส ติงสมิตร” ชี้ช่อง กกต. ต้องแยกคดีเลือกตั้ง-อาญา-ยุบพรรคให้ชัดเจน

14 กันยายน 2569 เวลา 08:06 น.

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงทรรศนะถึงแนวทางการพิจารณาคดีทุจริตฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย โดยระบุว่าหากตนดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตัดสินคดีนี้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนและรักษาความโปร่งใส

พฤติการณ์ที่เข้าข่ายการทุจริต

นายวัส ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ซึ่งรวมถึง สว. ปัจจุบัน 136 คน (หักผู้ที่ถูกศาลเพิกถอนสิทธิไปแล้ว 2 คน) กรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 โดยสามารถแบ่งพฤติการณ์ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

  • การตั้งนอมินี การลงสมัครโดยไม่มีเจตนาเป็น สว. แต่ทำเพื่อรับผลประโยชน์แลกกับการโหวตตามโพย
  • การจูงใจด้วยทรัพย์สิน การจัดหาเงิน ค่าเดินทาง หรือที่พัก เพื่อซื้อเสียงผู้สมัคร
  • การแทรกแซงทางการเมือง การที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองเข้ามาจัดระบบช่วยเหลือผู้สมัคร
  • การสมยอมคะแนน (Block Vote) การตกลงแลกเปลี่ยนคะแนนกันเองจนเกิดความผิดธรรมชาติ

เสนอหลักการพิจารณา 3 แนวทาง

เพื่อความถูกต้องตามหลักกฎหมาย นายวัสเสนอให้ กกต. แยกลักษณะคดีออกจากกันอย่างเด็ดขาด ดังนี้

  • คดีเลือกตั้ง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา โดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากศาลตัดสินว่าผิดจริง สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลง
  • คดีอาญา ควรส่งสำนวนให้อัยการหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญา เพื่อเอาผิดตามมาตรา 76, 77, 79 และ 81 ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก สูงสุด 10 ปี โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองสูงสุด 20 ปี
  • คดียุบพรรค ไม่ควรนำมาพิจารณาปะปนกับคดีฮั้ว สว. หากนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ตั้งเรื่องขึ้นมาตามขั้นตอน ก็ต้องแยกไปดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองต่างหาก

นายวัสเน้นย้ำในตอนท้ายว่า การตัดสินใจของ กกต. ในคดีนี้ ถือเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญที่จะสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ และเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้งไทย

9 ล้านคำสั่ง! 1.5 ล้านผู้ใช้! ภูมิใจไทยโชว์สถิติ TH-AI Passport ดันคนไทยสู่โลกดิจิทัล

14 กันยายน 2569 เวลา 07:29 น.

พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสถิติความสำเร็จล่าสุดของแพลตฟอร์ม TH-AI Passport โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่าตัวเลขการเข้าใช้งานและการเรียนรู้เติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนไทยที่พร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ทางพรรคได้เปิดเผยข้อมูลสถิติการใช้งานที่สำคัญบนแพลตฟอร์ม ดังนี้

  • ผู้ใช้งานลงทะเบียน: ทะลุ 1,524,053 คน
  • การสั่งงาน AI (Prompt): สูงถึง 9,100,913 คำสั่ง
  • ผู้ใช้งาน (ระดับสร้างสรรค์): จำนวน 621,006 คน
  • บทเรียนที่เรียนจบ: รวมทั้งสิ้น 1,194,917 บทเรียน
  • คอร์สที่เรียนจบ: จำนวน 198,593 คอร์ส
  • การออกใบประกาศนียบัตร (Certificate): ออกแล้ว 144,879 ฉบับ

จากสถิติดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความสนใจอย่างล้นหลามของประชาชน ในการเรียนรู้และนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การพัฒนาระบบการทำงาน รวมถึงการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

พรรคภูมิใจไทย ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการ TH-AI Passport จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ AI เท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดจนช่วยยกระดับทักษะทางดิจิทัลของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานแจกันดอกไม้ อนุทิน เนื่องในวันเกิดอายุครบ 60 ปี

14 กันยายน 2569 เวลา 07:16 น.

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 13 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะรับแจกันดอกไม้พระราชทาน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมระบุข้อความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศโทภักดี แสงชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ เป็นผู้อัญเชิญแจกันดอกไม้มาพระราชทานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบหกสิบปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น หาที่สุดมิได้และเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลอันสูงสุดแก่วงศ์ตระกูล ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม กราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทและขอถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระผู้เป็นดั่งเจ้ามหาชีวิตและต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ตราบจนชีวิตจะหาไม่ ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

ไฟฉายเดือด ทัพเรือโต้ส้มไม่แพง สเปกสูงใช้กับเรือรบ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

ทร.โต้เดือดพรรคประชาชน ซัดไฟฉายแพงเว่อร์ 3 หมื่น แจงยิบของเรือหลวงช้าง สเปกขั้นเทพทนละอองเกลือ-ทนกระแทก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 เรือโทหญิงปรียาดา บัวสมบุญ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ รายการงบประมาณในการ จัดหาอุปกรณ์รับ–ส่งอากาศยาน และอุปกรณ์ประจำเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือ และมีการนำชื่อรายการ ภาพประกอบ รวมถึงราคาของอุปกรณ์บางประเภทไปเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดนั้น

กองทัพเรือขอชี้แจงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการจัดหาอย่างถูกต้องว่า การจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศ บนเรือหลวงช้าง ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานที่มีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะการรับ–ส่งอากาศยานบนดาดฟ้าเรือ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางทะเลที่มีทั้งน้ำทะเล ละอองเกลือ ความชื้น ลม แรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน รวมถึงเป็นการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของอากาศยานและกำลังพล

ดังนั้น อุปกรณ์ที่นำมาใช้จึงต้องมีคุณลักษณะ ความแข็งแรง ความทนทาน และสมรรถนะที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ มิใช่พิจารณาเพียงว่าสามารถใช้งานทั่วไปได้หรือไม่

อุปกรณ์หลายรายการ แม้จะมีชื่อเรียกที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น ไฟฉาย เสื้อ หมวก ถุงมือ หรืออุปกรณ์ประจำตัวเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อนำมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศและภารกิจทางทหาร ย่อมมีข้อกำหนดทางเทคนิคและสมรรถนะที่ต้องสอดคล้องกับภารกิจเฉพาะ จึงไม่สามารถพิจารณาเปรียบเทียบจาก “ชื่อเรียก” หรือ “รูปลักษณ์ภายนอก” เพียงอย่างเดียวได้

ยกตัวอย่าง เช่น “ไฟฉายขนาดใหญ่” ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะชื่ออาจทำให้เข้าใจว่า เป็นไฟฉายที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่คุณลักษณะที่กำหนดสำหรับการใช้งานตามภารกิจนั้นแตกต่างออกไป โดยกำหนดให้ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมอัลลอยเกรดอากาศยาน เคลือบแข็งเพื่อป้องกันรอย เลนส์เป็นกระจกมิเนอรัลใสพิเศษ เคลือบสารป้องกันการสะท้อนและทนต่อรอยขีดข่วน พร้อมคุณสมบัติป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP56 ในด้านสมรรถนะ กำหนดให้มีความสว่างสูงสุดไม่น้อยกว่า 200,000 ลูเมน ความเข้มแสงสูงสุดไม่น้อยกว่า 655,000 แคนเดลา และมีระยะส่องไกลไม่น้อยกว่า 1,600 เมตร พร้อมหน้าจอ OLED สำหรับตรวจสอบโหมดการทำงาน ระยะเวลาการใช้งาน แรงดันแบตเตอรี่ และสถานะการชาร์จ รวมถึงมีระบบระบายความร้อนแบบ Active ด้วยพัดลม 3 ตัวและแผงระบายความร้อนทองแดง ตลอดจนสามารถทนต่อการตกกระแทกที่ระดับความสูง 0.5 เมตร

คุณลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาอุปกรณ์สำหรับภารกิจทางทหารจำเป็นต้องพิจารณา “สิ่งที่อุปกรณ์ต้องทำได้ในการปฏิบัติภารกิจจริง” ไม่ใช่พิจารณาจากชื่อหรือภาพว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทเดียวกับสินค้าที่มีจำหน่ายทั่วไปเท่านั้น เพราะในภารกิจรับ–ส่งอากาศยาน ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับทั้งประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและความปลอดภัยของกำลังพลและอากาศยาน

สำหรับแบบ รูป และรายการที่ปรากฏในเอกสารประกอบการชี้แจงงบประมาณ ซึ่งมีการนำข้อมูลบางส่วนมาเผยแพร่ในขณะนี้ กองทัพเรือขอเรียนว่า เอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณางบประมาณในขั้นตอนแรกเท่านั้น และหากได้รับจัดสรรงบประมาณ เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการจัดหา กองทัพเรือจะต้องจัดทำรายละเอียดและคุณลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และความเหมาะสมต่อภารกิจ

รวมทั้งมีการตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ดังนั้น การนำราคาของสินค้าทั่วไปในท้องตลาดมาเปรียบเทียบกับตัวเลขในเอกสารงบประมาณโดยพิจารณาเฉพาะชื่อรายการ จึงอาจยังไม่สะท้อนถึงคุณลักษณะ สมรรถนะ อุปกรณ์ประกอบ และเงื่อนไขการจัดหาที่จะใช้ในการปฏิบัติภารกิจจริงได้อย่างครบถ้วน

กองทัพเรือ เข้าใจดีว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญ และประชาชนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามและตรวจสอบ

กองทัพเรือจึงพร้อมชี้แจงข้อมูลตามข้อเท็จจริงในทุกขั้นตอนและยืนยันว่า การจัดหาอุปกรณ์ทุกประเภทจะดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ โดยยึดหลักความจำเป็นต่อภารกิจ ความเหมาะสม ความคุ้มค่าของงบประมาณ ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ แม้อุปกรณ์บางรายการอาจมีชื่อเรียกคล้ายกับสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อนำมาใช้ในภารกิจทางทหาร ย่อมมีข้อกำหนดด้านคุณสมบัติ มาตรฐาน และความปลอดภัยที่แตกต่างกัน การพิจารณาจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมต่อภารกิจจริง ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และการดำเนินการที่สามารถตรวจสอบได้

ไทยยังไม่เลิก โทษประหาร เล็งปรับเกณฑ์ นอนคุกขั้นต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

โฆษกราชทัณฑ์ย้ำไทยยังไม่ยกเลิกโทษประหาร แม้ไม่มีการบังคับโทษครบ 10 ปี ชี้กฎหมายอาญายังบัญญัติโทษไว้ ขณะที่ “ราชทัณฑ์”เดินหน้าทบทวนเกณฑ์บริหารโทษคดีร้ายแรง เตรียมปรับเกณฑ์ใหม่รับโทษขั้นต่ำ เคาะปลาย ก.ย.นักโทษประหารต้องติด25ปี โทษตลอดชีวิตต้องติด20ปี ก่อนเลื่อนชั้นนักโทษชั้นเยี่ยม

จากกรณีเกิดเหตุอาชญากรรมสะเทือน ขวัญต่อเนื่อง ตั้งแต่ “ฑนา เกิดทอง” หรือ ป๋อง อดีตผู้ต้องขังคดีพยายามฆ่า อาวุธปืน และยาเสพติด ซึ่งพ้นโทษเพียง 2 เดือน ก็ก่อเหตุอุ้มฆ่าอำพรางต่อเนื่อง 5 ศพ ใน จ.ชลบุรี รวมถึงกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ที่ได้รับการปล่อยตัวหลังได้รับพระราชทานอภัย โทษและลดโทษหลายครั้ง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการบริหารโทษและการปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีร้ายแรง จนเป็นที่มาล่าสุดกรมราชทัณฑ์กำลังทบทวนหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดครั้งใหญ่ โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต โทษสูง เตรียมเสนอกำหนด“ระยะเวลาความปลอดภัยของสังคม” ให้รับโทษขั้นต่ำ 20-25 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการลดวันต้องโทษหรือได้รับประโยชน์จากการเลื่อนชั้นนักโทษ เพื่อสร้างหลักประกันว่า การคืนคนสู่สังคมลดความเสี่ยงการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นควบคู่กับความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 13กันยายน2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมราชทัณฑ์ ได้จัดโครงการสื่อมวล ชนสัญจร (Press Tour) Beyond the walls เปิดมุมมองการทำงานภายใต้แนวคิด “ก้าวข้ามกำแพงสู่โอกาสใหม่” ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เมื่อวันที่ 11 ก.ย.69โดยเน้นพัฒนาผู้ต้องขังควบคู่การควบคุม เพื่อคืนคนสู่สังคมและลดการกระทำผิดซ้ำ โดยดำเนินการควบคู่พร้อมการเตรียมปรับหลักเกณฑ์ได้รับประโยชน์ของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ คดีร้ายแรงและคดีโทษสูงนั้น

นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีนายฑนา เกิดทอง หรือ “ป๋อง” ผู้พ้นโทษแล้วกลับมาก่อเหตุอุกฉกรรจ์ 5 ศพ ท่ามกลางคำถามเรื่องการประเมินความเสี่ยงผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัว โดยยอมรับว่าการดูแลผู้ต้องขังมีทั้งผู้ที่สามารถแก้ไขพฤติกรรมได้และผู้ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ซึ่งกรณี “ป๋อง”การต้องโทษครั้งแรกไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายJSOC และได้รับโทษ 6 ปีครบกำหนด ก่อนพ้นโทษเรือนจำได้ประเมินตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือกฎหมาย JSOC และเสนอให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้กลับไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการเป็นอำนาจของศาล ซึ่งกรณีนี้ศาลกำหนดให้นายฑนารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ จ.ชลบุรี เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่ได้ติดกำไล EM แต่เจ้าตัวเข้ารายงานตัวเพียงครั้งเดียว ก่อนก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว

สำหรับแนวคิดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการพิจารณาลดวันต้องโทษหรือการอภัย โทษ นายยุทธนา มองว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะช่วยสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล โดยยกตัวอย่างกระบวนการตามกฎหมาย JSOC ซึ่งมีการกลั่นกรองหลายขั้น ทั้งระดับเรือนจำ คณะกรรมการตามมาตรา 16 อัยการ และศาล ก่อนกำหนดมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ ส่วนกรณี“เล่าต๋า แสนลี่”อดีตราชายาเสพติด ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษจนพ้นโทษเร็วกว่าที่สังคมคาดหวังนั้น โฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่าเจ้าตัวรับโทษมาตั้งแต่ก่อนปี 2562 และเป็นผู้ต้องขังสูงวัย อายุเกิน 70ปี ไม่เคยทำผิดวินัย จึงมีคุณ สมบัติได้รับการเลื่อนชั้นและลดโทษตามหลักเกณฑ์ในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมจึงอยู่ระหว่างหารือแนวทางกำหนด“ระยะเวลารับโทษขั้นต่ำ” สำหรับผู้ต้องขังคดีร้ายแรง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลื่อนชั้นเพื่อให้มีคุณสมบัติรับการพระราช ทานอภัยโทษ โดยเบื้องต้นเสนอว่า ผู้ต้องขังโทษประหารอาจต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 25 ปี โทษจำคุกตลอดชีวิตไม่น้อยกว่า 20ปีและคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีโทษสูงไม่น้อยกว่า 12ปี

ขณะที่ น.ส.วิยดา จั่นทอง ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ และรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ร่างกฎกระทรวงปรับเกณฑ์ดังกล่าวเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการราชทัณฑ์ภายในสิ้นเดือน ก.ย. 2569 โดยหลักการเบื้องต้นกำหนดให้ผู้ต้องขังโทษประหารต้องรับโทษอย่างน้อย 25 ปี โทษจำคุกตลอดชีวิต 20 ปี และคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีตามท้ายประกาศอย่างน้อย 12 ปี จึงจะมีสิทธิเลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายด้าน ทั้งความแออัดในเรือนจำและโอกาสในการพัฒนาพฤตินิสัย

ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ. นิรโทษกรรม ทางกรมราชทัณฑ์ได้แจ้งเรือนจำทั่วประเทศประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องขังรับทราบแล้ว แต่ยังไม่สามารถประเมินจำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์ได้ เนื่องจากต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกำหนดองค์ประกอบและหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะการตีความคำว่า “เกี่ยวเนื่อง” ซึ่งยังต้องวินิจฉัยรายละเอียด ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่เห็นว่าคดีของตนเข้าข่ายสามารถยื่นคำร้องผ่านเรือนจำได้

สำหรับประเด็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้น นายยุทธนา ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่าในทางปฏิบัติหากประเทศไทยไม่มีการบังคับโทษประหารครบ 10 ปี ว่า ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกโทษประหารโดยอัตโนมัติ เพราะประมวลกฎหมายอาญายังคงกำหนดโทษประหารไว้ และหากฎีกาถูกยกต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนการพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจ และเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการตรวจสอบความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากความผิดพลาดในการประหารชีวิตไม่สามารถชดเชยย้อนหลังได้ ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ยังเดินหน้าพัฒนาทักษะผู้ต้องขัง โดย นายขวัญไชย สันติภราภพ ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ระบุว่า จะเน้นการฝึกอาชีพให้ได้มาตรฐาน รวมถึงหลักสูตรด้าน AI เพื่อให้ผู้ต้องขังที่ต้องโทษเป็นเวลานานสามารถปรับตัวกับโลกการทำงานหลังพ้นโทษ พร้อมย้ำว่าหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานและคุณสมบัติของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย