ศิริกัญญา ชงตัดงบกลาง 5 หมื่นล้าน ชี้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม-รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

7 กันยายน 2569 เวลา 14:20 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันแรก

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 6 เกี่ยวกับงบกลาง มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยเสนอขอปรับลด 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ ก้อนแรก ปรับลดในส่วนเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน และจำเป็น จำนวน 38,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 คือ รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน จำนวน 12,000 ล้านบาท

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงงบกลางในส่วนก้อนที่ 2 ว่า หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลมีการให้กำเนิดรายการใหม่ในงบกลางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด ที่มีการแตกรายการในลักษณะแบบนี้ และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งเริ่มมีการทำลักษณะซ้ำๆ กันมาหลายปี จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะในหมวดที่อยู่ในงบกลาง สามารถโยกย้ายในระหว่างรายการได้ ไม่จำเป็นต้องขอจากสภาอีกรอบหนึ่ง และที่สำคัญก่อนที่เราจะมาพิจารณาในวาระที่ 2 เราเพิ่งพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไป ซึ่งเราได้มีการจัดสรรงบประมาณตามหลักที่จะใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ในก้อนนั้นแล้ว จึงคิดว่าอาจจะเกิดความซ้ำซ้อนกันหรือไม่กับเงิน 12,000 ล้านบาท ของเงินแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจของแผนการนี้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของแผนงาน 1.2 หมื่นล้านบาท กับเหตุผลแนบท้ายของ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ว่า มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก และกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งในชั้นกรรมาธิการฯ สำนักงบประมาณ ก็ได้เข้ามาชี้แจงแต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร บอกเพียงแค่ว่ามีแนวทางที่จะจัดสรร และบอกว่าจะเป็นการออกกันคนละครึ่ง ระหว่างรัฐบาลที่เป็นส่วนกลาง กับหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่มีเงินสะสมของตนเอง ถือเป็นไอเดียที่ดี แต่ตนไม่เข้าใจทำไมต้องมาจัดสรรไว้ในงบกลาง ซึ่งเราสามารถทำให้เป็นโครงการอยู่ในหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ และเปิดให้มีการเข้ามาสนับสนุนได้เช่นกันโดยที่ไม่ต้องอยู่ในงบกลาง หรือการแตกรายการใหม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่มีความซ้ำซ้อนของตัวงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เราเพิ่งจะอนุมัติผ่านสภา เราจะต้องตัดอันใดอันหนึ่ง ฉะนั้น ตนขอปรับเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไป 12,000 ล้านบาท ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ตนขอตัดลดงบประมาณของงบกลางในก้อนที่ 2 นี้ จำนวน 12,000 ล้านบาท และอีกอีก 38,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่ได้มีการพูดถึงในมาตรา 4 ในภาพรวมไปแล้ว

ศิริกัญญา ตันสกุล,พรรคประชาชน,ประชุมสภา,งบประมาณ,

ณัฐวุฒิ จี้ ผบ.ตร. เร่งออกหมายจับ สมชัย-ยิ่งชีพ หลังเปิดรับระดมทุนสู้คดีกกต. รับไม่เกี่ยวข้องสุชาติแล้ว

7 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

ณัฐวุฒิ ร้อง ผบ.ตร. เร่งออกหมายจับ “สมชัย-ยิ่งชีพ” พร้อมพวกรวม 6 คนหลังเปิดรับ ระดมทุนสู้คดีกกต. เกรงทั้งหมดจะหลบหนีนอกประเทศ อ้างเป็นผู้เสียหาย หลังร่วมโอน 2,000 บาท ปฏิเสธตอบเจตนาการโอนเห็นชอบช่วยเหลือพูดถูกกกต. ฟ้องร้องใช่หรือไม่ พร้อมระบุเหตุการณ์หน้าสน. ทองหล่อไม่ใช่ภาพจริงเป็นภาพตัดต่อโดย AI ลั่นพร้อมเข้าแจ้งความสมชัยคดีแจ้งความเท็จที่ตนเองถูกดำเนินคดีทำร้ายร่างกาย

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ประกอบด้วย 1. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร 2. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล 3. นายยิ่งชีพ อัชฌาชานนท์ 4. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม 5. นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน และ 6. นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์

โดยขอให้ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

นายณัฐวุฒิระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ใช่นักร้อง แต่ตัวเองเป็นผู้เสียหาย โดยนายณัฐวุฒิอ้างว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายสมใจพร้อมพวก ได้มีการโพสต์รับบริจาคผ่านช่องทาง Facebook เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูก กกต. ดำเนินคดี โดยนายณัฐวุฒิอ้างว่าตัวเองโอนไปทั้งหมด 2 บัญชี บัญชีละ 1,000 บาท ซึ่งตอนนั้นมีการโพสต์ระดมทุน ยังไม่มีปัญหาอะไรกับเขา พอเห็นจึงโอนไปด้วย หลังจากนั้นตนก็ได้ไปตรวจสอบกับอธิบดีกรมการปกครอง ปรากฏว่า ได้ไปตรวจสอบกับอธิบดีกรมการปกครอง และกรรมการควบคุมการเรี่ยไร เบื้องต้นได้รับข้อมูลว่า การเปิด รับบริจาคดังกล่าวได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการ ในมาตรา 4 คือ ห้ามเรี่ยไรเงิน เป็นวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายในการที่นายสมชัยไปโพสต์เป็นการเผยแพร่ข้อความ ก็เป็นการฉ้อโกงประชาชน

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ตนเองต้องการให้ ผบ.ตร. ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหกคนโดยเร็ว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะมีการหลบหนีออกทางช่องทางธรรมชาติ ส่วนปมของคดีเกี่ยวข้องกับการระดมทุนเปิดรับเงินบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรและอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเห็นว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน และมีผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 คน หรือ 2,000 กรรม

อย่างไรก็ตาม หลักฐานการโอนเงินตนได้ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ แล้ว 2 คดี และเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งตรงกับวันที่พบกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จึงทำให้เป็นการเจอกันโดยบังเอิญที่หน้า สน.ทองหล่อ

เมื่อถามถึงเจตนาในการโอนเงินครั้งนั้น นายณัฐวุฒิ อ้างว่า คนอื่นยังโอนเลย 2,000 คน ยังโอนเลย แล้วทำไมผมถึงจะไม่โอน ตอนนั้นผมไม่ได้มีปัญหากับเขา เห็นคนอื่นบริจาคก็เลยอยากทำบุญ ก่อนอุทานว่า “โอ้ย เศษเงินผม!”

เมื่อผู้สื่อข่าวย้อนถามถึงรายละเอียดใน Press ที่แจกสื่อตั้งแต่เมื่อวานนี้ (7 ก.ย.2569) ที่ระบุว่า “โดยผู้ต้องหาที่ 1 ทำหน้าที่โพสต์ เพจ ปั่นไปไหน- สมชัย ศรีสุทธิยากร โดยโพสต์ข้อความระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.” ซึ่งทีมข่าวสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเจตนา ว่า ตอนที่โอนเพราะเห็นด้วยกับการต่อสู้คดีของนายสมชัย และพวกใช่หรือไม่?

นายณัฐวุฒิ บอกว่า ไม่ใช่ๆ คุณเข้าใจผิด ก่อนร่ายยาวระเบียบการเรี่ยไร  จากนั้นนักข่าวอีกคนถามย้ำ ว่า ที่นักข่าวถามเพราะอยากรู้เจตนาการโอน ณ ตอนนั้น รู้แต่แรกใช่หรือไม่ว่าจะนำไปต่อสู้คดี กกต. นายณัฐวุฒิ บอกกับนักข่าวคนนี้ว่า “คุณไม่ต้องถามผมประเด็นนี้หรอกเพราะมันอยู่ในสำนวน”

นักข่าวเลยถามย้ำว่า แต่ตัวนายณัฐวุฒิเอง ส่งเอกสารข่าวให้นักข่าวผ่านทางไลน์ชื่อ Peter W. ซึ่งนักข่าวอ่านข้อความนั้นให้นายณัฐวุฒิฟัง ว่า“ระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.” นายณัฐวุฒิ ปฏิเสธว่า “ไม่ใช่ ผมไม่เคยส่ง” นักข่าวย้ำว่า ”ส่ง“ นายณัฐวุฒิ ปฏิเสธอีกว่า “ไม่ได้ส่ง“ ก่อนถามว่าคุณเห็นเอกสารจริงหรือไม่ เอกสารฉบับจริงไม่เคยเผยแพร่ อันนั้นแค่ร่าง แค่ร่างๆๆๆ แค่สับขาหลอก”

นักข่าวยังคงถามย้ำถึงเจตนาที่โอนเงิน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า “นี่ๆ เดี๋ยวก่อน คุณฟังผม ผมจะโอนเงินไปที่ไหนก็เป็นสิทธิ์ของผม คุณไม่รู้เจตนาผมหรอก ไปเบิกความต่อศาลผมเบิกความแน่ อยู่ในสำนวนทั้งหมด“

นักข่าวยังคงอธิบายให้นายณัฐวุฒิฟังอีกว่าเจตนาที่ถามถึงเหตุผลในการโอนเงินเนื่องจากมีระบบในเอกสาร ที่ส่งมาให้ผู้สื่อข่าว ระบุ ”โดยผู้ต้องหาที่ 1 ทำหน้าที่โพสต์ เพจ ปั่นไปไหน- สมชัย ศรีสุทธิยากร โดยโพสต์ข้อความระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.” ครั้งนี้นายณัฐวุฒิ ย้ำว่า เป็นแค่ร่าง ไม่ใช่ Final มีชื่อผมไหม มีลายเซ็นผมไหม ไปดูมีไหม?

นักข่าวเลยตอบไปว่าแล้วเอกสารที่ส่งมาหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือ? นายณัฐวุฒิ บอกว่า “อ้าว มันไม่ใช่ต้นฉบับไง ไม่มีลายเซ็น = ยกร่าง“

นอกจากนี้นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์หน้า สน. ทองหล่อ โดยเจ้าตัวบอกว่า
ถ้าไม่มีการตัดทอนข้อความ ปัญหามันก็ไม่เกิด ยืนยันว่าตนไม่เคยใช้ความรุนแรง ยืนยันว่าตัวเองเพียงแค่จั๊กจี้จากการถูกแฮนด์จักรยานของนายสมชัยชนเข้าที่เอว และเป็นข้อหาเบา เป็นลหุโทษที่ปฏิเสธไว้ก่อน มันแค่ลีลาเฉย ๆ ลูกเล่น เหลี่ยม เป็นแค่โทษปรับ เรื่องอะไรจะให้ปรับง่าย ๆ ต้องมีลูกเล่น มันเป็นเหลี่ยมของกฎหมาย และยืนยันว่าที่หน้า สน.ทองหล่อเป็นเพียงภาพ AI

“ผมมีหลักฐานต้นฉบับ ผมมีหลักฐานยืนยันว่ามันเป็นการแจ้งความเท็จและเป็นภาพตัดต่อ โดยทีมกฎหมายของผมได้มีการตั้งกล้องไว้ตั้งแต่เริ่ม การตัดต่อมันเลยออกมาดูรุนแรง แต่ความจริงมันไม่ใช่ พร้อมถามสื่อย้อนกลับว่าการที่ถามแบบนี้จะต้องมีความเป็นกลาง ผมมาในฐานะผู้เสียหาย คุณสะกดคำว่าผู้เสียหายเป็นหรือไม่“

เมื่อถามว่าแล้วจะนำหลักฐานออกมาเปิดเผยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ บอกว่า จะไม่นำหลักฐานตรงนี้เปิดเผย เนื่องจากจะนำไปใช้ในการแจ้งความ และจะเข้าแจ้งความกับนายสมชัยภายในอาทิตย์นี้ ในข้อหาแจ้งความเท็จ

นายณัฐวุฒิ ยังบอกอีกว่า อย่าเรียกนายสมชายว่า “อาจารย์ ไม่ใช่อาจารย์ เป็นผู้ต้องหา ไอ้สมชัย ผู้ต้องหามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

เมื่อถามว่าหลังจากนี้ หากต้องพบเจอนายสมชัยอีก จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกหรือไม่ นายณัฐวุฒิระบุว่า ถ้าเขายังเกี่ยวข้องกับครอบครัวของตน หรือเอารูปของตนไปแขวนไว้ที่ไหน ก็จะเจอตนทุกที่ รับรองจั๊กจี้แน่ / นักข่าวเลยถามว่าจั๊กจี้อย่างไร จากนั้นนายณัฐวุฒิ ได้ทำท่าจั๊กจี้ให้นักข่าวดู พร้อมถามนักข่าวว่า ” คุณอยากลองไหมล่ะ เอาไหมล่ะ”

นอกจากนี้นักข่าวยังสอบถามอีกว่า ล่าสุดนายณัฐวุฒิยังเป็นมือกฎหมาย และทีมที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่หรือไม่ นายณัฐวุฒิยืนยันว่าปัจจุบันตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว ตนไม่ใช่คนของ กกต.ไม่ใช่คนของรัฐบาล และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนายสุชาติ ชมกลิ่น ตนเป็นมือกฎหมายให้หลายคน ใครจ้างมาตนก็ทำให้หมด เพราะตนเป็นนักลงทุนและนักธุรกิจ อะไรที่สุจริตตนทำหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังได้พูดคุยกับนายสุชาติหรือไม่หลังออกมาประกาศตัดสัมพันธ์ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกันแล้ว ผมจะไปคุยกับเขาทำไม เพราะตนเป็นนักธุรกิจ เป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ จะพูดคุยแต่กับนักธุรกิจ ไม่คุยและไม่ยุ่งเรื่องการเมือง ไม่ได้มีความสนิทสนมกับนายสุชาติแล้ว จะไปสนิทอะไรไม่เคยยุ่งการเมือง ไม่ได้เป็นพี่น้องเป็นญาติของนายสุชาติ นายณัฐวุฒิกล่าว

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมยิ่งชีพสมชัย

อนุทิน ลั่นมีกฎหมายก็ต้องใช้ หลังเนรเทศคนฝรั่งเศสต่อจากอิสราเอล ยันปัญหาต่างชาติในไทยไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว

7 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

นายกฯ ลั่น ”มีกฎหมาย ก็ต้องใช้“ หลัง เนรเทศชาวฝรั่งเศส อีกรายต่อจากชาวอิสราเอล ปัด ยังไม่เห็นคำขออุทธรณ์ ชี้ หากจะอุทธรณ์ต้องมาขอที่นายกฯ บอก “ปัญหาต่างชาติในไทยไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว”

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.35 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเนรเทศชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชาวต่างชาติรายที่ 2 ที่ถูกให้ออกนอกประเทศ จากระเบียบใหม่ของกระทรวงมหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรี พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวว่า “กฎหมายมีแล้วก็ต้องใช้”

เมื่อถามว่า รายแรกที่เป็นชาวอิสราเอล ได้มีการยื่นอุทธรณ์มาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า เขาต้องยื่นอุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี

ส่วนหนังสืออุทธรณ์นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่เห็น แต่สิทธิในการอุทธรณ์ ก็ต้องอุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่ลงนามในการเนรเทศก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือเป็นขั้นตอน และต้องรอให้เขายื่นมาที่นายกรัฐมนตรี

ถามต่อว่า จะมีรายอื่นๆ ที่อยู่ในรายชื่อจะถูกเนรเทศอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครทำความประพฤติไม่ดี ก็ถือว่าประเทศไทยไม่ประสงค์ให้คนเหล่านี้อยู่ในประเทศ

เมื่อถามว่าได้รับรายงานเรื่องสุสานชาวอิสราเอล ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งยืนยันว่าไม่มี และไม่ต่อ

เมื่อถามว่าจะสามารถสร้างสุสานชาวต่างชาติบนแผ่นดินไทยได้หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจในรายละเอียด แต่ต้องเข้าใจในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทยก่อน

เมื่อถามอีกว่า ตอนนี้ปัญหาของชาวต่างชาติในประเทศไทยเริ่มกลับมาเยอะขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ”ไม่เยอะครับ คำถามผิดครับ ไม่ได้เยอะครับ แก้ไขหมดแล้วครับ“

สำหรับใบอนุญาตในการตั้งสุสานชาวต่างชาติในประเทศไทยนั้นสามารถทำได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ถามรายละเอียดกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลเนรเทศต่างชาติ

อภิสิทธิ์-กรณ์ ประสานเสียงขย่มงบฯ 70 เตือนรัฐบาลจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดักกู้เงิน

7 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘อภิสิทธิ์’ ขอจับตา ‘รัฐบาล’ เสี่ยงทำผิดรัฐธรรมนูญ ‘จัดงบลงทุน’ น้อยกว่ากฎหมายกำหนด ’กรณ์‘ ชงหั่นงบปี 70 ทั้งกระดาน 10% เปิดทาง ‘ครม.’ จัดสรรใหม่ แก้โครงสร้าง 5 ด้าน เตือน ‘รัฐบาล’ หากยังจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดัก

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเสนอตัดงบในภาพรวม จำนวน1.5แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาล ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงสถานะของประเทศในประเด็นหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน และยังมีหนี้ที่ค้างในรัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคารของรัฐอีก เป็นเรื่องอันตราย ตนผิดหวังที่ กมธ. ไม่พยายามรีดไขมัน เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างรับมือสถานการณ์วิกฤติที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ย้ำว่ายังมีวิกฤติที่ยังไม่สิ้นสุด

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า หากอยากสะสางโครงสร้างงบประมาณ และหากกังวลต่อกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการทำงานและพูดความจริง ทั้งนี้เมื่อมีรายละเอียดงบประมาณปรากฎ พบว่างบประมาณปีนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีเสถียรภาพ มั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุล เกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท

“กมธ.เห็นรายละเอียดงบแล้ว ไม่ตั้งคำถามหรือ ที่นับเป็นรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ เพราะที่ผมเห็นใน 2 รายการ ที่ไม่น่าจะใช่ คือ งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตั้งไว้ 1แสนล้านบาท บอกว่ามี 6หมื่นล้าน คือ รายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ บอกว่า 60% ของยอดที่นายกฯ หรือ ครม. อนุมัติเป็นงบลงทุน ผมไม่เชื่อ เพราะหากดูตัวเลขใช้จ่ายงบฉุกเฉินปีผ่านมาเติมโคงการไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดสวนที่สูงมาก และ นับค่าบริการคลาวน์ภาครัฐ ค่าเช่าอีก 4.5พันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ผมมองว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเรื่องคลาวน์ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีกฎหมายใช้ต้องบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้หากรัฐบาลจัดไม่ได้ต้องแถลงต่อสภา แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา หรือบังคับใช้กฎหมายเที่ยงธรรม ตนยืนยันว่าควรตัดลดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายที่ไม่จำเป็นสุ่มเสี่ยงทุจริตและจัดเพิ่มงบลงทุนและให้มีพื้นที่การคลังเพื่อแก้ปัญหา เรื่องดังกล่าวตนจะติดตาม เพราะงบแสนล้านที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่ แปลว่าผิดกฎหมาย ตนมีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงโดยยืนยันว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 4 งบรายจ่ายปี 70 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า ตนได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณโดยรวม 10% เจตนาไม่ใช่เพื่อลดวงเงินโดยรวมของรัฐบาล แต่เพื่อเปิดช่องให้ ครม.นำเงินส่วนที่ปรับลดไปนั้น กลับไปจัดสรรใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งโจทย์สำคัญที่เราหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณในการแก้ไขมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การศึกษา 2.สังคมสูงอายุ 3.หนี้ครัวเรือน 4. ประสิทธิภาพการผลิต 5.การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นายกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้โทษรัฐบาลทั้งหมด แต่วันนี้เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีปัญหาสองส่วน คือการจัดสรรงบฯ และรายได้ วันนี้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เงินไม่พอที่จะมาจัดสรร และแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะอ้างไม่ได้ว่า จัดสรรงบประมาณให้ไม่ได้เพราะเงินไม่พอ เพราะรัฐบาลเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ตัวเอง โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็เอาไปใช้กับโครงการเดิมๆ ไม่ได้แจกโดยตรงให้กับประชาชน แต่นำไปจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่ได้นำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยยกตัวเลขการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพี อยู่ที่ 14% ซึ่งถือว่าลดลงมาเรื่อยๆ จากปีที่ผ่านมา ทซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ทนอกจากนี้การจัดเก็บรายได้กว่า 99% มาจากการจัดเก็บภาษีจากคนทำงาน มีเพียง 1% ที่จัดเก็บจากอภิมหาเศรษฐีหรือกลุ่มคนร่ำรวย ทสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการจัดเก็บภาษี ที่ต้องมีการแก้ไข ททอีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ 2% ททซึ่งถือว่าต่ำมาก ดังนั้นเราต้องมีการคิดว่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน ผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ จึงอยากกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า เรามีภาระหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็ว

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า หากยังยึดความคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี บทบาทของต่างชาติในระบบเศรษฐกิจ จุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถืออยู่ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เราจะหวังผลแบบใหม่ไม่ได้ เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในอนาคตต่อไป

งบปี 70ประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ‘โชติ–สุพจน์–ธีร’ นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์

7 กันยายน 2569 เวลา 13:16 น.

เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ–สุพจน์–ธีร” นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีมกำกับการลงทุน มีอำนาจเสนอ ครม. กำหนดนโยบาย มาตรฐาน ติดตามผลกระทบ

วันที่ 7 กันยายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้แก่ 1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

การแต่งตั้งดังกล่าวได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมประชุม 2 คน คือ นายสุพจน์ และนายธีร ส่วน นายโชติ ติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ

หลังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ทำให้บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีกรรมการรวม 21 คน ประกอบด้วยรองประธานกรรมการ 3 คน ได้แก่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานคนที่ 1 รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2 และ รมว.พลังงาน เป็นรองประธานคนที่ 3

นอกจากนี้ มีกรรมการโดยตำแหน่ง 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการบีโอไอ เลขาธิการ กกพ. เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ สทนช. ผู้อำนวยการ สนพ. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลกระทบจากการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อ ครม. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ กรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยตามระเบียบดังกล่าว ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ

หากหน่วยงานรัฐพบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม. ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อแก้ไข ขณะที่เมื่อ ครม.เห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีความต่อเนื่องและตรวจสอบได้

ดาต้าเซ็นเตอร์อนุทิน ชาญวีรกูล

‘สุรเชษฐ์’ ซัด ‘รัฐบาล’ จัดงบลงทุน ไม่ถึง 20% จงใจเล่นคำ ‘บิดเบือน-เลี่ยงกฎหมาย’

7 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

‘สุรเชษฐ์’ ซัด ‘รัฐบาล’ จัดงบลงทุน ไม่ถึง 20% จงใจเล่นคำ ‘บิดเบือน-เลี่ยงกฎหมาย’ แฉยับ ‘นักการเมือง-ขรก.’ ปั้นโครงการสนองผู้รับเหมาชั้นพิเศษ เพื่อแบ่งฮั้ว

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา09.50น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก โดยในการพิจารณามาตรา 4 ภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายช่วงหนึ่งของ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่ให้ปรับลดงบประมาณลง พบว่า นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ภาพรวมงบลงทุนที่มีปัญหา นอกจากการลดงบรายจ่ายลงทุนแล้วยังพบความบิดเบือน จงใจเลี่ยงข้อกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่กำหนดให้ต้องมีงบประมาณรายจ่ายเพื่อลงทุนมีอย่างน้อย 20% แต่รัฐบาลใช้การเล่นคำเพื่อเลี่ยงกฎหมาย บางจุดใช้คำว่ารายจ่ายลงทุน รายจ่ายเพื่อการลงทุน ซึ่งไม่เท่ากับงบลงทุน หากนับเฉพาะส่วนที่นิยามชัดเจนว่าเป็นงบลงทุน มีเพียง 13% ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ขณะเดียวกันเมื่อเทียบงบลงทุนเมื่อปี2569 พบว่ามีสัดส่วนลดลง 13%

“งบลงทุนปี2570 ต่ำมาและยังพบการเล่นคำนับบางรายการเพิ่ม เรียกว่าเป็นรายจ่ายลงทุน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย คือ ผ่านตามกฎหมายสไตล์ศรีธนญชัย นอกจากนั้นแล้วยังพบว่างบลงทุนส่วนใหญ่ยังใช้กับโครงการถนน และโครงการน้ำจำนวนมาก ซึ่งผมมองว่างบปีนี้ถูกจัดสรรแบบไม่เห็นอนาคต นอกจากนั้นยังพบว่าผู้รับเหมาชนชั้นพิเศษได้โครงการมากขึ้นเพื่อเพียงพอต่อการแบ่งฮั้ว และพบว่า นักการเมืองและข้าราชการปั้นโครงการเพื่อจัดสรรให้กับผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ขณะที่ผู้รับเหมาชั้นธรรมดา หรือผู้ประกอบการตายเรียบ” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงานที่งบลงทุนจำนวนมากอยู่ใน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง และที่หนักที่สุดคือกรมทางหลวง (ทล.) ที่ได้งบแสนล้านบาท ซึ่งจงใจจัดมาให้พอต่อการฮั้ว ปี2569 มี 69 โครงการ ปี2570 มี 70 โครงการ ทั้งที่ภาพรวมงบลงทุนลดลง 13% อย่างไรก็ดีงบที่สร้างอนาคต เช่น งบกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสต์ วิจัยและนวัตกรรม ถูกปรับลดลง 32% เหลือ 1.3 หมื่นล้านบาท แม้กมธ.จะคืนให้ 4,000 ล้านบาท แต่สวนทางกับการพัฒนา

“การจัดงบเพื่อลงทุน ไม่ควรเป็นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่ควรชั่งน้ำหนักในความจำเป็น นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ สั่งการให้ข้าราชการตอบคำถามกับตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบงบประมาณ โดยเฉพาะข้าราชการที่จัดงบส่อไปในทางมิชอบ เลือกไม่ส่งเอกสาร หรือส่งแบบขอไปที เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แม้ตอบกลับเอกสาร แต่ตอบว่าไม่ให้เพราะเอกสารลับ ดังนั้นขอให้กมธ. ทำหนังสือไปยัง ครม. เพื่อขอให้ส่งเอกสารที่กมธ.ทวงถามแม้ กมธ.จะหมดวาระไปแล้ว“ นายสุรเชษฐ์ กล่าว

พรรคประชาชนสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

นายกฯ ลั่น ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ขอวางใจอุตสาหกรรมป้องกันปท. ศัตรูต้องยำเกรง

7 กันยายน 2569 เวลา 12:29 น.

‘นายกฯ’ปลุก วปอ. หลายปท.สร้างอาวุธเอง ไม่อยากเลือกข้าง ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ขอวางใจอุตสาหกรรมป้องกันปท. ศัตรูต้องยำเกรง ลั่นปัญหาชายแดนเตรียมพร้อมเสมอ ทุกรอยเท้าที่ย่ำ จะไม่เป๋ บอกดูคนต้องดูที่รอยเท้า พร้อมสู้กลับ หากโดนเปิดก่อน

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยนายกฯ กล่าวว่า ในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคงเราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหนหรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร​ แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาวปอ.​หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งรมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตนได้รับการป้อนมา เนื่องจากรัฐบาลที่ตนเข้ามาในช่วงที่ทุกท่านก็คงทราบว่า มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อม ของกองทัพ ตนต้องเปลี่ยนบริบทความคิด ว่า ทุกวันนี้จะไปรบกับใคร​ ต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ เพราะเรามีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและจะเกิดสงครามน้อยมาก การที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปเพื่อการเตรียมความพร้อมของยุทโธปกรณ์ต่างๆ​ ไม่น่าสำคัญเท่ากับการที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรามีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน ซึ่งเคยคิดอย่างนั้น และ​ ณ ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถูกต้อง

นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือความพรั่งพร้อมของกองทัพ ซึ่งนี่ต้องยอมรับจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้แม้แต่ความตั้งสงบต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ​ กลับขึ้นมา ที่จะต้องมาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ในการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพก็ได้หารือกันตลอด และเห็นพร้องต้องการว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น​ นอกจากที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด​ แต่ต้องทำให้เขาเห็นว่าอย่าทำอีก​ ถ้าเขาทำอีก​ เราก็ต้องตอบสนอง และเขาตัดสินใจผิดที่จะมาวุ่นวาย​ หรือรุกรานประเทศไทย ทั้งนี้ ตนขอให้ความมั่นใจ กับนักศึกษาวปอ.​68 สิ่งรัฐบาลได้ร่วมกันปกป้องประเทศมาโดยตลอด​ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ทั้งสิ้น แล้วเราก็ยังคงต้องเตรียมความพร้อมเช่นนี้ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่ถูกสถาปนากลับมาอีกครั้ง และความพร้อมเหล่านี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว และทุกคนก็สามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกอย่าง ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ​ ประเทศไทยของเราทุกวันนี้พร้อมที่จะเดินหน้า ด้วยพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและมั่นคง รอยเท้าที่ประทับไปแต่ละรอย จะไม่เป๋ หรือความมั่นใจทุกการกระทำที่ย่ำไปจะต้องย่ำด้วยความมั่นคง ดูคนต้องดูที่รอยเท้าว่าเขาเดินอย่างไร

“ตั้งแต่ผมได้เข้ามาบริหารประเทศในรัฐบาลอนุทิน 1 ตั้งแต่เดือนก.ย. และขาดตอนเดือนธ.ค. สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือ ความพร้อมของกองทัพ ต้องยอมรับจริงๆเพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้คำว่า แม้หวังตั้งสงบ ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ ที่ต้องกลับมาที่นโยบายหลักของรัฐบาลอีกครั้ง ในเรื่องการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพได้หารือกันตลอดเวลา และมีความเห็นตรงกันว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะท่านไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย

”ความพร้อมหลังจากนี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเราทุกคนสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกๆอย่างในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งฝั่งภาคเอกชนก็ดำเนินการวางแผนในการขยายกิจการธุรกิจของท่าน ท่านเปรียบเสมือนบ้าน หากบ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ ท่านที่อยู่ในแวดวงราชการท่านก็วางแผนพัฒนาระบบการทำงาน สามารถวางแผนได้โดยตั้งสมมุติฐานว่ามีความเป็นปกติ เพราะไม่มีศัตรูของประเทศจากที่ไหนก็ตามที่จะเข้ามาทำร้าย หรือเข้ามาทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายจากการคุกคาม ทำร้ายลูกหลานของพวกเขาได้ นี่คือสิ่งที่อยากเน้นย้ำให้ทุกคนได้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยของเราทุกวันนี้พร้อมที่จะเดินหน้ารีซิเลียนไทยแลนด์ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มั่นคง แข็งแกร่ง รอยร้าวแต่รอยจะสามารถย้ำไปด้วยความมั่นคง ดูคนดูที่รอยร้าวได้ว่าเค้าเดินอย่างไร“นายกฯ กล่าว

วปอ.68อนุทิน ชาญวีรกูล

สนธิ ลั่นกลองรบ 10 ก.ย. นี้ บุกสถานทูตยิว จับตา กกต. ปมฮั้ว สว. หากมีตัดตอน ยกระดับชุมนุม

7 กันยายน 2569 เวลา 12:24 น.

สนธิ

วันที่ 7 ก.ย.69 เวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

ทั้งนี้ นายสนธิ ยังได้ระบุเพิ่มเติมถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า ประเทศไทยในเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองมีลักษณะเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ตนมองว่ามีความฉลาดและเจ้าเล่ห์ แอบอ้างเรื่องการปกป้องสถาบันฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งตัวเองเข้าสู่อำนาจการบริหาร ซึ่งตัวเขากับนายอนุทินมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้นายอนุทินจะเคยกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องทวงคืนประเทศไทยเพราะแผ่นดินนี้เป็นของทุกคน แต่ภาคประชาชนที่ตนกำลังนำเคลื่อนไหว คือกลุ่มคนที่มุ่งหวังอยากเห็นรัฐบาลที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และพร้อมจะเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งถือเป็นศักดิ์ศรีของประเทศที่ไม่อาจหาได้จากรัฐบาลชุดนี้

สนธิ

นอกจากนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้อำนาจรัฐในการปิดบังข้อมูลหลายด้าน ทั้งกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง และประเด็นเรื่องอธิปไตยของชาติ ซึ่งหากในอดีตไม่มี พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ขณะดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาทวงคืนพื้นที่โดยยึดแนวเขตตามแผนที่ 1:50,000 ไทยคงต้องเสียเปรียบไปแล้ว ทว่าพรรคภูมิใจไทยกลับมีท่าทีบิดพลิ้ว ไม่ยอมรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU43 และไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ว่าทำไมยังคงยึดถือแนวแผนที่ 1:200,000 อยู่อีก

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคยออกมาต่อสู้กับรัฐบาลและระบอบทักษิณ เพราะไม่เห็นด้วยกับการทุจริต การใช้อำนาจ และการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม แต่ในปัจจุบันกลับมองเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองชุดปัจจุบัน จึงเห็นว่าประชาชนไม่ควรเลือกปฏิบัติในการตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

สนธิ

นายสนธิ กล่าว “ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน”

นายสนธิ ยังกล่าว ถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

สนธิ

“วันที่ 14 กันยายนนี้ต้องจับตา ถ้า กกต.มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงตัวเลขงบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านเทคโนโลยีและ AI โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ หากเป็นเพียงการเช่าระบบหรือเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้งาน และเมื่อหมดสัญญาจะต้องใช้งบประมาณเช่าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวมาพัฒนาบุคลากรและสร้างเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยเอง

สนธิ

ด้วยเหตุที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนหมดความเชื่อถือในตัวรัฐบาลและศูนย์ดำรงธรรม นายสนธิ จึงประกาศเตรียมปักหมุดเริ่มต้นเคลื่อนพล โดยจะเริ่มจากการประท้วงกลุ่มชาวยิว และต่อต้านกลุ่มทุนจีนเทาในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จากนั้นจะออกเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนไทยกลับคืนมา โดยย้ำว่าในวัย 79 ปี หากต้องเสียชีวิตระหว่างการสู้ครั้งนี้ก็พร้อมยอมรับโดยไม่หวาดกลัว และไม่สนใจคำด้อยค่าว่าเป็นเพียง “ม็อบน้ำหมาก” เพราะหากมีความศรัทธาและความเชื่อมั่น ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อนเคยมีคนถามว่าจะมีมวลชนมาร่วมด้วยหรือไม่ ตนก็ตอบไปว่าต่อให้เหลือตัวคนเดียวก็จะต่อสู้

สำหรับปฏิทินการเคลื่อนไหว นัดหมายแรกจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. โดยจะนำมวลชนเดินทางไปยื่นหนังสือ ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนสุขุมวิท พร้อมอ่านแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาเข้มข้น หลังจากนั้นจะทำการสื่อสารไปยังประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อสอบถามจุดยืนว่าเห็นด้วยกับการสู้ครั้งนี้หรือไม่ โดยเป้าหมายหลักไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข จนกว่าจะยอมหยุดพฤติกรรมเรื่อยเปื่อยและหันมาตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างเด็ดขาด

สนธิ

“ผมต้องการวัดให้เห็นว่า ประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยยกประเด็นราคาพลังงาน ปัญหาการกักตุนน้ำมัน การเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการทุจริตในระบบราชการ รวมถึงปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยมองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาอธิปไตยและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชื่นชมบทบาทของฝ่ายทหารที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย และไม่ดำเนินนโยบายที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศเสียหาย

สนธิ

นายสนธิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว โดยจะเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ก็พร้อมพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ นายสนธิระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศ และต้องการให้รัฐบาลตระหนักว่าประชาชนสามารถตรวจสอบและกดดันผู้มีอำนาจได้

“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”

สนธิ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ

การเมืองสถานทูตยิวสนธิ ลิ้มทองกุลเอาประเทศไทยของเราคืนมา

หมอวรงค์ เสนอ ตัดลดงบฯ 70 ลง 10% หวั่นงบถูกนำไปทุจริตคอร์รัปชัน

7 กันยายน 2569 เวลา 12:10 น.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่รัฐสภานพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ลุกกล่าวอภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบประมาณ มาตรา 4 ลงรวม 10% ในภาพรวม เพราะกังวลว่าการตั้งงบประมาณจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก่อนนี้ ตนไม่เชื่อว่าประเทศนี้ไม่มีการโกง แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าโครงการไหนที่ถูกบรรจุในงบฯเล่มขาวคาดแดง แม้จะแจ้งว่าอยู่ในชั้นวาระแรก แต่ก็มีการจ่ายเงินกันไปแล้ว มีหลักคือ แม้ราคาต้นทุน 100 บาท แต่เมื่ออยู่ในเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะมีราคาสูงกว่าปกติ 300-400 บาท โดยเขาต้องจ่ายเงินให้ส่วนราชการ 30% และราชการจ่ายต่ออย่างไรเป็นอีกเรื่อง สำหรับต้นทุน 30% ต้องกันไว้เป็นจ่ายรายทางหลายอย่าง ซึ่งเขาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว พอมาดูถึงรู้ว่า ทำงบฯกันแบบนี้ก็ส่อเอื้อ เพราะมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่ต้องพูดถึงงบการประชาสัมพันธ์ของแต่ละกระทรวง หน่วยงาน, งบจ้างเหมาบริการ,งบคุรุภัณฑ์หคือแม้แต่งบโครงการของรัฐล้วนตั้งราคาสูงกว่าปกติทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะไม่ส่อว่างบรั่วไหลได้อย่างไร ตนจึงขอตัดภาพรวมที่ 10% ทั้งหมด

“ตั้งราคา 300-400 บาท ทั้งที่ต้นทุน 100 บาท จ่าย 30% ที่สำคัญคือ งบโครงการที่รัฐบาลจะทำเป็นอันตราย และมีสิ่งที่ไม่สบายใจ คือ เงินแบงค์พัน หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งพัวพันกับเงินเทา เงินพนัน เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ และเงินซื้อเสียงนักการเมือง กมธ.ได้หารือหรือปล่อยให้หมักหมม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ที่สุดประเทศจะไปไม่รอด” นพ.วรงค์ กล่าว

งบฯ 7พรรคไทยภักดีหมอวรงค์

อนุทิน นำ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน’

7 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

นายกฯนำทัพ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ’Resilient Thailand‘ ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน’ ยัน วปอ. ไม่มีการเมืองแทรกแซง ขอใช้เครือข่ายช่วยรัฐบาล ย้ำ ความมั่นคงปท.สำคัญเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็ว แต่ปท.ต้องแข็งแรงพอ ก่อนมอบเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา​ 08.30 น.​ที่​วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร​ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยมี​พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมว.กลาโหม​ นายเอกนัฏ​ พร้อม​พันธุ์​ รมว.พลังงาน​ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ​ปลัดกระทรวงกลาโหม​ พล.อ.อุกฤษฏ์​ บุญ​ตา​นนท์​ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)​ พล.อ.พนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)​พล.ต.อ.กิตติ​์รัฐ​ พันธุ์​เพ็ชร์​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ

โดยทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึงได้รับมอบหนังสือ​จากหุ่นยนต์​กู้ภัย “โอลิเวอร์” ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการงานวิจัย​ ถ่ายรูปร่วมกัน​กับนักเรียนวปอ.รุ่นที่​ 68 และการรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ​ อาทิ​ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ​ ที่ต้องชัดเจนและเหมาะสมกับศักยภาพ​ พร้อมกับพัฒนาทักษะของบุคลากรไปพร้อมกัน​

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก​ วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม และเป็นวปอ.ชุดแรกที่นำคนออกไปแล้วกลับเข้ามา ไม่ให้มีเรื่องของการเมือง​ หรือเรื่องของอารมณ์ใดๆที่จะมาทำให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของวปอ. ถูกกระทบ พอๆเป็นเรื่องของความมั่นคง​ คือเรื่องที่คณะกรรมการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ได้คัดกรองมาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องใดๆก็ตาม ที่นอกเหนือจากนี้ คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเราต้องให้เกียรติกับผู้ที่ทำการกลั่นกรองมา​ สิ่งที่เราได้จากการศึกษาที่นี้ นอกจากความรู้ในห้องเรียนหรือการที่ได้เห็นประเทศไทยจากหลายมุม ได้รู้จักและเข้าใจคนจากหลายภาคส่วน หรือแม้กระทั่งว่าการที่เรามีเพื่อนในวัยที่เรากำลังจะ เติบโตมาแล้วมากมายทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของการมีเพื่อน ในอายุขนาดนี้ มีความหมาย

นายกฯ​ กล่าวว่า​ “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้​ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง​ คำว่า​ Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ​ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก​ แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆ ซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้น และด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา ภาษานักบินกองทัพอากาศเขาสอนขับเครื่องบิน​ไม่ใช่มองไปข้างหน้า​เฉยๆ​ มองซ้ายมองขวา​ มองความสวยงามของท้องฟ้าเท่านั้น​ แต่คุณต้องมองทางพื้นดิน​ ข้างหน้า​ ข้างบน​ ว่ามันมีเมฆอยู่หรือไม่และต้องมองข้างล่างว่าทำอย่างไรให้เห็นเมฆที่ทำให้เครื่องบิน ลดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอันตราย เพราะฉะนั้นคำว่า​ Resilient รวมหลายๆอย่างเอาไว้เมื่อเรามีปัญหาแล้วจะต้องเดินหน้าด้วยการปรับตัวบทเรียนต่างๆถอดบทเรียน และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความรอบรู้ และเป็นสิ่งที่จะทำให้เรา รู้จักคำว่า​ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” Resilient ของนักศึกษาวปอ. 68 จะมีความหมายมากที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพวกท่าน​ ขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงแข็งแกร่ง รอบรู้และด้วยประสบการณ์และบทเรียนที่เราได้ประสบมา​

นายก​ฯ กล่าวย้ำว่า​ ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ​ เพราะโลกไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง​ แต่เปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์​ นี่คืออีกหนึ่งคำ ที่ทุกอาเจนด้าที่มีการพูดคุย ในวงนานาชาติ จะมีคำนี้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา Geopolitics กติกาการค้าเอไอพลังงานโครงสร้างประชากร ทำให้สามารถสรุปได้ว่าในบริบทของนโยบายรัฐบาล และการรับทราบรับรู้ได้ของนักศึกษาวปอ.รุ่น 68 มีทิศทางที่ตรงกัน สำหรับตนความมั่นคงในโลก วันนี้ไม่ใช่แค่การป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่จะมาคุกคามประเทศเรา ความมั่นคงสำหรับประเทศไทยคือการสร้างประเทศที่แข็งแกร่งมีความพร้อมจากภายใน ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก ปัจจัยจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรา และเราต้องพร้อมที่จะรับการรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและทุกอิทธิพลจากภายนอก ที่ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็วหรือรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วมาแก้ปัญหา แต่ก็ต้องทำให้ประเทศแข็งแรงพอ​ ที่จะเปลี่ยนแปลงมีการเตรียมตัวอย่างเนิ่นๆ และทั่วโลกได้เปลี่ยนไปแล้วเราก็สามารถเปลี่ยนความท้าทายทั้งหลาย ให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้

นายกญ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน​ ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์​ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ​ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกฯซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68 โดยที่แถบด้านขวาได้ติดแถบสัญลักษณ์ วปอ.61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ของนายอนุทิน สังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ.61

วปอ.68อนุทิน ชาญวีรกูล