ขนเชื้อเพลิงขายเขมร ‘อนุทิน’ด่าเลว ซัดหนักพวกขายชาติ

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร  ‘อนุทิน’ด่าเลว  ซัดหนักพวกขายชาติ

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร ‘อนุทิน’ด่าเลว ซัดหนักพวกขายชาติ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขนเชื้อเพลิงขายเขมร ‘อนุทิน’ด่าเลว ซัดหนักพวกขายชาติ ตั้งหน่วยไล่ล่าจับกุม ชี้ทำในรูปแบบบริษัท ‘DSI’บี้ตรวจสต๊อกใต้

“อนุทิน” ยันหาทุกช่องทางช่วยลดภาระประชาชน ลั่นไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน อัดขบวนการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชา ด่า “เลว” พวกขายชาติ ย้ำเดินหน้าลุยไล่ล่าพวกกักตุน-ลักลอบขาย บอกไม่ต้องให้กำลังใจ “พิพัฒน์” มาถึงสถานะนี้ได้ต้องทำงานอย่างเดียว ป้อง “โบว์” แจงตามข้อมูล ศบก.ไม่ได้คิดเอง ด้านดีเอสไอพร้อมพนักงานสอบสวน ลงตรวจสอบคลังน้ำมันรายใหญ่ พื้นที่ภาคใต้ตอนบน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบความผิดปกตินำน้ำมันดีเซลเข้าคลังจำนวนมากเดือนมี.ค. 10 ล้านลิตร ขายเกินยอดปกติไป 100%

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจับกุมเรือที่อยู่ในกระบวนการลักลอบขนน้ำมันไปขายยังกัมพูชาว่าขณะนี้เราตั้งหน่วยไล่ล่าพวกกักตุนที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา และลักลอบนำออกไปขาย ซึ่งก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีอยู่เยอะขณะเดียวกันหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงขอยืนยันว่าเราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เดินหน้าเร่งลุยปราบปราม

เมื่อถามต่อถึงกรณีการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชารู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นใคร นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแล้ว เพื่อปราบปรามดำเนินคดี โดยเป็นในรูปแบบบริษัท ซึ่งช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะมารายงานให้ตนทราบ เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้มีการสนธิกำลังระหว่างตำรวจและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงทหารในการทำงานร่วมกัน

ด่าเลวขนน้ำมันขายเขมร

เมื่อถามว่าการลักลอบนำน้ำมันไปขายต่อที่กัมพูชาถือว่าเป็นข้อหาหนักหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า“ก็เลวอ่ะครับ”เมื่อถามย้ำว่าเรียกว่าขายชาติได้หรือไม่ นายกฯพยักหน้ารับ 

เมื่อถามอีกว่าปริมาณที่ลักลอบออกไปเยอะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องขอดูก่อน และต้องใช้เวลา เพราะตัวเลขที่มาแต่ละที่ต้องมานั่งปรับจูนกัน เพื่อให้ตัวเลขเหมือนกันให้ได้ ก่อนที่จะไปดำเนินการ ซึ่งตนไม่ได้ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวตัดสินใจผิดพลาด

รับฟังทุกคำวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อถามต่อว่าขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกฯ ค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกฯ เป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้

เมื่อถามอีกว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ

ไม่ต้องให้กำลังใจ‘พิพัฒน์’ทำเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊ม PT นายกฯกล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่าซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

เมื่อถามถึงการทำงานของ น.ส.ณัฏฐามหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) สอบผ่านหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุม ศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ

ไม่มีใครในรบ.มีผลปย.ทับซ้อน

เมื่อถามย้ำว่ามีคนตำหนิเรื่องของการตอบคำถาม นายกฯ กล่าวว่าท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด และจริงๆ ของบางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ตนยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายพิพัฒน์ จะมารายงานงานอื่นๆ ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์น้ำมันด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่เรียกเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อช่วงเช้า ที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า เป็นการสรุปสถานการณ์ในภาคใต้ เนื่องจากพอเปลี่ยนรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนคณะเจรจาต่างๆ รวมถึงพูดคุยสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การรับมือผลกระทบต่างๆ และสถานะของประเทศไทยว่าต้องปฏิบัติอย่างไร จึงถือเป็นการรับทราบข้อมูล

ดีเอสไอลงสอบคลังน้ำมันรายใหญ่

เมื่อวันที่ 2เม.ย.2569เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพนักงาสอบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เตรียมเข้าตรวจสอบหลักฐาน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตาปี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี หลังจากที่ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ร่วมกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ รอง ผบช.ภ.8พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผูบก.ภ.จว.สุราษฎร์ฯ สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 2569 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พบผิดปกตินำน้ำมันเข้าคลังจำนวนมาก

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบความผิดปกติของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับยอดขายเบนซิน คือ เดือน มี.ค. ที่มียอดขายราว 400,000 ลิตร ซึ่งต่ำกว่ายอดขายในเดือน ก.พ.ที่มีราว 1,700,000 ลิตร ขณะที่ยอดขายดีเซล เดือน มี.ค.ซึ่งมีราว 10,000,000 ลิตร เป็นยอดขายที่สูงกว่าเดือน ก.พ.ที่มีอยู่ราว 4,800,000 ลิตรเท่านั้น เป็นการขายเกินยอดปกติไป 100% ในขณะที่ยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศ เดือนมี.ค.สูงกว่าก.พ ประมาณ 20%เท่านั้น

หากพบความผิดโอนคดีDSIเชือด

อย่างไรก็ตามข้อมูลระบุด้วยว่าสำหรับคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานีนั้น เป็นคลังน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 กระจายน้ำมันให้กับผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และในช่วงที่รัฐบาลยังมีนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน ทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดอย่างรุนแรง และในทางที่กลับกัน ยังพบการสั่งซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นตามปกติ

เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูล และสืบสวนสอบสวน ซึ่งหากพบหลักฐานความผิดจะมีการโอนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักและขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน  ‘เอกนิติ’สั่งลุย  ปรับคำนวณราคาขายส่ง

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง หั่นค่าการกลั่นการตลาด

“เอกนิติ” สั่งกระทรวงพลังงานรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันด่วน จ่อตัดค่าขนส่ง-ประกันภัย พร้อมเล็งทบทวนค่าความเสี่ยงช่วงสงครามเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เตรียมชงเข้าที่ประชุมครม. นัดแรก 6 เม.ย. นี้ มั่นใจช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนได้ทันทีนายกฯ ลั่น ไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่“พิพัฒน์”แจงไม่เคยเอาข้อมูลขึ้นราคาน้ำมันไปแจ้งบริษัท ลั่นรอดูผลประกอบการไตรมาสแรกเครื่องพิสูจน์บขส.เคาะปรับค่าโดยสารรถตู้-มินิบัส5สตางค์ต่อกิโลเมตร เริ่ม6เม.ย.นี้ด้านม็อบแรงงานรวมตัวบุกทำเนียบ ยื่น7ข้อแก้น้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.45น.วันที่ 2เมษายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ว่าขณะนี้อยู่ที่การนำเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐบาลพยายามหาทุกช่องทางที่จะลดภาระของประชาชน ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่าจะดูแลไม่ให้เกิดการกักตุน เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยด้านราคาน้ำมัน ที่พอถูกกว่ามาเลเซียในระดับหนึ่งจะเกิดการกักตุนและมีการนำน้ำมันไปใช้ในพื้นที่อื่น ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลที่ดี

ลั่นเป้าหมายคือประชาชน

ส่วนในสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทาง แต่ต้องดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง รายได้รัฐ สวัสดิภาพ และค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนด้วย ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ โดยมีเป้าหมายคือประชาชน ซึ่งต้องมั่นใจก่อนว่าที่มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอุ้มนายทุน หรือ อุ้มธุรกิจ ฉะนั้นขอยืนยันว่าตนสำนึกอยู่เสมอ ว่าที่มาได้เพราะประชาชน ไม่มีทางแม้แต่จะคิดว่าจะเห็นคนอื่นดีกว่าประชาชน ไม่มีทางที่จะคิดปกป้องคนไหนก็ตามมากกว่าคนที่เลือกตนมา ตรงนี้ต้องขอพูดให้ชัดก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคนพูดเยอะแยะไปหมด เอาไปโพสต์ทำให้เกิดความสับสนในกระแสสื่อต่างๆ ขอย้ำว่าเราสำนึกเป็นอย่างดี ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใครเลือกเรา และให้ความไว้วางใจเรามา จำไว้เลยว่าไม่มีทางที่ตนจะเห็นใครดีกว่าประชาชน

รับฟังเสียงวิจารณ์ทั้งหมด

สำหรับที่ขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกรัฐมนตรีค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้

เมื่อถามว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุเพียงว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ

ไม่ต้องให้กำลังใจ‘พิพัฒน์’

ส่วนได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊มพีที นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่า ซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

เมื่อถามถึงการทำงานของ นางสาวณัฏฐามหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. สอบผ่านหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุมศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ

ย้ำไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ส่วนที่มีคนตำหนิเรื่องของการตอบคำถาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐฯ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด

“จริงๆของบางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรีมีผลทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ตนยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น” นายอนุทิน กล่าว

‘พิพัฒน์’ยันไม่เคยแจ้งข้อมูลเอกชน

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการ พี่ก๊องMorning ดำเนินรายการโดยนายปรเมษฐ์ ภู่โต ออกอาการทางแนวหน้าออนไลน์ โดยได้ชี้แจงเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ หรือการล่วงรู้ข้อมูลภายใน กรณีน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท ว่าตอนขึ้น 6 บาทนั้น น้ำมันที่สถานีบริการไม่มี ดังนั้นไม่มีบริษัทใดได้

“นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสถานีบริการที่ขึ้นป้ายน้ำมันหมด โดยนายอำเภอ และพลังงานจังหวัดไปดำเนินการ ผลคือ สถานีบริการเหล่านั้นไม่มีน้ำมันจริง ดังนั้นเมื่อไม่มีน้ำมันอยู่แล้วจะมีรายได้จาการขึ้นราคาน้ำมันตรงไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับเรื่องการข้ดกันผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารบริษัทพีที แต่ยอมรับว่ามีส่วนได้ส่วนเสียเพราะถือหุ้นก็ได้เงินปันผล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการทำหน้าที่ประธานศบก.ไม่เคยโทรศัพท์ไปบอกบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตนยึดมั่นว่าในฐานะที่กินเงินเดือนรัฐบาล มีหน้าที่ต้องรักษาความลับ “ผมพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน ดังนั้นขอให้ดูจากผลประกอบการของบริษัทไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งจะเปิดเผยกันประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ไปดูตรงนั้นดีกว่า ผลประกอบการจะเป็นเครื่องพิสูจน์” นายพิพัฒน์ กล่าว

รอครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 1 บาทว่า ยังไม่ได้ทำโครงรายละเอียด เพราะกระทรวงการคลังเสนอมาในหลักการว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเขาต้องไปทำคำขอและรายละเอียดเสนอมาอีกที แต่หากต้องไปขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นเรื่องการใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เพราะอีกไม่กี่วัน

เมื่อถามว่า ได้เห็นร่างคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลแล้วหรือยัง นายปกรณ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าทางพรรคทำไว้แล้ว แต่ได้ให้แนวทางไปในส่วนการพัฒนากฎหมาย และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งพรรคคงจะไปปรับข้อความต่างๆ โดยตนจะใช้วิสัยทัศน์เดิมจากที่เคยทำงานในคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บขส.ปรับค่าโดยสารรถตู้-มินิบัส

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับอัตราค่าบริการรถโดยสารสาธารณะ ว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง เตรียมอนุญาตให้ผู้ประกอบการขึ้นค่าโดยสาร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน กลุ่มแรก ที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนราคา คือ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ทุกเส้นทางรวมประมาณ 3,000 คัน จะปรับขึ้นในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ บขส. ยืนยันว่า จะยังคงตรึงราคาเดิมไปจนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน โดยรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถทัวร์) ทั้งของ บขส. และรถร่วมบริการรวมประมาณ 6,000 คัน จะเริ่มปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงการเดินทางกลับภูมิลำเนา

เปิด4มาตรการช่วยเหลือรถร่วมฯ

ต่อมา นายอรรถวิทเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) และ รถตู้ เพื่อชี้แจงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ จากผลกระทบราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประมาณ 50 คน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 โดย บขส. มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ ดังนี้1. “ตรึงราคาค่าโดยสาร” กระทรวงคมนาคม ขอให้รถสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) ตรึงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 – 19เม.ย.25692. รถมินิบัส และรถตู้ เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราใหม่ 2 บาท ต่อ 100 ก.ม. ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นต้นไป3. บขส.หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อจัดเตรียมสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้

4. บขส. มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถร่วมฯ ตามการเดินรถจริง

‘เรือเจ้าพระยา-คลองแสนแสบ’ขึ้นราคา

นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เจ้าของ เรือคลองแสนแสบ เปิดเผยว่า เนื่องจากอัตราต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจึงขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นอัตรา 15-25 บาท โดยคิดอัตราราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 37.01-39.00 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลที่ 44.24 บาท/ลิตร ส่วนจะขึ้นอัตราค่าโดยสารอีกหรือไม่ ขอพิจารณาภายในวันที่ 16 เม.ย.นี้อีกครั้ง หากราคาน้ำมันดีเซลลดลงบริษัทจะปรับค่าโดยสารลงทันที

ด้านนาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร กล่าวว่า เรือด่วนเจ้าพระยาจึงขอปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทอีกครั้งขึ้น 2 บาทจากอัตราเดิม โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันอังคารที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป สำหรับเรือธงส้ม จะปรับจาก 18 บาท เป็น 20 บาท เรือธงเหลืองปรับจาก 23 เป็น 25 บาท เรือธงเขียว ปรับจาก 16-35 บาทเป็น 18-37 บาท เรือธงแดง ปรับจาก 32 เป็น 34 บาท

ม็อบแรงงานรวมตัวบุกทำเนียบ

เวลา 11.00น.ที่บริเวณ ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) ยอดมวลชน 100คน นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำมันขาดแคลนราคาแพง และค่าไฟฟ้า สินค้า ราคาแพง

ยื่น7ข้อแก้น้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง

โดยมีข้อเสนอแนวทางดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรี จำนวน 7ข้อ ได้แก่1.ขอให้รัฐบาลควบคุมราคาพลังงาน ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ยกเลิกการเก็บ ภาษีที่ซ้ำซ้อน 2. หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการเพื่อนำ ปตท. และกิจการโรงกลั่นน้ำมัน กลับคืน มาเป็นของรัฐ 3. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตและการกลั่นน้ำมันในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศ 4. รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคล ที่มีการกักตุนน้ำมัน รวมทั้งการปรับ ขึ้นราคาทั้งๆ ที่เป็นน้ำมันสต๊อกเก่าอย่างเร่งด่วน 5. ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษในการบริหารกิจการพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ประชาชนได้เข้าถึง อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 6.รัฐต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้น 7.ในกิจการไฟฟ้ารัฐต้องยกเลิกสัญญาทาสการซื้อไฟฟ้าที่แพงจากกลุ่มทุนเอกชน และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกลับมาเป็นองค์กร หลักในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประเทศชาติและประชาชน

‘เอกนิติ’เรียกประชุมคตร.นัดแรก

รายงานจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า วาระงานด่วนวันที่ 2 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ณ กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายเอกนิติ เป็นประธาน คตร.โดยมีคณะกรรมการ ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทพลังงานร่วมเป็นกรรมการ

สั่งหั่นค่าการกลั่น-การตลาด

ต่อมา นายเอกนิติ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คตร. นัดแรก ว่า ได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายเอกนิติ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งในส่วนของ “ค่าการกลั่น” และ “ค่าการตลาด” เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายน 2569 นี้

จากการพิจารณาสูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันพบว่า อาจสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากมีการนำค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้ามารวมในราคาขายส่งด้วย ที่ประชุมจึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

เล็งทบทวน War Premium

นอกจากนี้ ยังให้ศึกษาการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยงส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม หรือ War Premium แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างอิงถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่ในข้อเท็จจริงพบว่า โรงกลั่นในไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว มีการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมด้วย จึงต้องตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำมาคำนวณค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสม ป้องกันการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ได้กำหนดให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายน 2569 เพื่อให้ คตร. ประชุมหารืออีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อ ครม. นัดแรก ซึ่งเชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน

พลังงานแจงค่าการตลาด-การกลั่นพุ่ง

ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ย (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 2 เม.ย. 2569) อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงพลังงานได้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกินระดับดังกล่าว ส่วนกรณีที่ตัวเลขค่าการกลั่นในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาทนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย หากเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าการตลาด

สว.เอาด้วยเลิกข้าวฟรี ลงขันจ่ายเดือนละหมื่น

สว.เอาด้วยเลิกข้าวฟรี  ลงขันจ่ายเดือนละหมื่น

สว.เอาด้วยเลิกข้าวฟรี ลงขันจ่ายเดือนละหมื่น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มงคล สุระสัจจะ” นำทีมวิปวุฒิสภาประกาศจุดยืนประหยัดงบแผ่นดินสั่งสำนักเลขาฯ จัดอาหารเหมือนเดิมแต่ สว. 200 ชีวิต พร้อมใจควักจ่ายเอง เหมาคนละ1หมื่นบาท หักจากเงินเดือนทันที เริ่มสมัยประชุมปี’69 พร้อมจับตาวาระร้อนเตรียมรับฟังแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 2 เมษายน2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เมื่อวันที่1เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ ๆ อาทิ ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา วันที่ 7 เมษายน 2569 การเตรียมการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญฯ ในวันที่ 9-10เมษายน 2569 และการเตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรม ทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 9 ราย

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงระเบียบวุฒิสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการขอปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ สว.ได้มีโอกาสปรึกษาหารือได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง สำหรับการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งมี สว.อภิปรายแสดงความคิดเห็น ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมาธิการนั้นในการนำประเด็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมใส่ไว้ในรายงานหรือไม่ ก่อนส่งไปยังคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้แก่ สว.ในวันที่มีการประชุมวุฒิสภา โดยที่ประชุมมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดอาหารกลางวันให้สำหรับในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2569 โดย สว.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าอาหารเองคนละ10,000บาท โดยอาจหักจากเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มของ สว.

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอขอบคุณท่านสว.ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่รบกวนประชาชน ด้วยการมีมติจัดหาอาหารทานเอง ขอขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนครับ”

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติกิจกรรมในพื้นที่ทางทะเลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์

โฆษกกองทัพเรือ

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี  ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น  เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

ลั่นจะอยู่ครบเทอม4ปี ‘หนู-เชน’หารือชื่นมื่น เคลียร์ใจเรื่องในอดีต

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทำเนียบฯเตรียมพร้อมที่ประชุมครม.นัดพิเศษ 6 เมษายนนี้ ภายหลังเข้าถวายสัตย์ฯ วงมื้อเที่ยง “หนู-เชน-หนิม” ชื่นมื่นเสิร์ฟ“อนุทิน” บอกไม่ใช่คนไกลคุ้นกันตั้งแต่ช่วยงานช่วงโควิด เคลียร์ใจไปถึงเรื่องอดีตย้ำมีอะไรโทรคุยได้ตลอด“ยศชนัน”ชี้เวลานี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่เวลาการเมือง โวทำงานร่วมกันซัพพอตซึ่งกันและกัน มั่นใจอยู่ครบ4ปี ร่วมรักษาเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน”รองฯปกรณ์”เผยเหตุร่วม”ครม.หนู2” ลั่นขอสนองงานเพื่อประเทศชาติ-ไม่สนองการเมือง ไม่สังกัดพรรค-ไม่ยุ่งการเมือง-คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล มีการเตรียมความพร้อมในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในวันที่ 6 เม.ย.นี้ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ ภายในตึกสันติไมตรี สำหรับใช้ในการประชุม รวมถึงห้องรับรอง และห้องสำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีแล้ว 

ทั้งนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลค.) เตรียมแจ้งครม.ชุดใหม่ ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี และตรวจคัดกรองโควิด-19 เวลา 15.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี โดยก่อนไปเข้าเฝ้าฯจะถ่ายรูปหมู่ ครม.คณะใหม่ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าก่อนที่ เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี นำ ครม.ชุดใหม่ เดินทางไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นนายกฯจะเป็นประธานการประชุม ครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี เพื่อขอมติรับรองร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เบื้องต้นคาดว่าจะมีการแถลงนโยบาย ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้

‘เชน-หนิม’มาตามนัดคำเชิญนายกฯ

เมื่อเวลา11.30น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล และขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตามคำเชิญ เพื่อพูดคุยถึงการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

เวลา 11.35 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน ก่อนเดินเข้าไปสมทบภายในตึกไทยคู่ฟ้าโดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รอต้อนรับ

วงมื้อเที่ยง”หนู-เชน-หนิม”ชื่นมื่น

ต่อมาเวลา 12.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายอนุทิน กล่าวว่าวันนี้นัดกันมาหารือแนวทางการทำงานร่วมกันโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ได้พูดกันหลายเรื่องและทั้งพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยเคยมีพื้นฐานการทำงานร่วมกันมา คิดว่าเมื่อรัฐบาลชุดใหม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณและเริ่มทำงาน การทำงานก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อถามว่าบรรยากาศการทานอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน หันไปอมยิ้มให้กับนายจุลพันธ์ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนที่นายจุลพันธ์และนายยศชนันจะพร้อมใจกันยิ้มจากนั้นนายอนุทิน กล่าวว่า“ก็ยืนไหล่ชนไหล่กันอย่างนี้แล้ว”

หนูบอกคุ้นเคยช่วยงานช่วงโควิด

เมื่อถามว่าในการพูดคุยได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และนายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ มีความคุ้นเคยกันมาก่อน สมัยตนเป็นรมว.สาธารณสุข สู้กับโควิด ก็ได้นายยศชนันมาให้คำแนะนำหลายอย่างจึงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เมื่อถามว่านโยบายไหนจะเป็นนโยบายเร่งด่วนหลังเข้าทำหน้าที่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกเรื่อง นโยบายของแต่ละพรรคเป็นเรื่องที่เราต้องทำด้วยกัน

เคลียร์ใจย้ำมีอะไรโทรคุยได้ตลอด

เมื่อถามว่าการทำงานหลังจากนี้จะทำงานร่วมกันในนามคณะรัฐมนตรี โดยไม่ยึดถือความเป็นพรรคใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้พูดคุยกันและพูดไปถึงขนาดว่าก่อนหน้านี้เคยมีอะไรที่ไม่เข้าใจกันในการทำงานเพราะมีปัญหาใจอะไรต่างๆ แต่จากนี้ไปหวังว่าคงจะไม่มีเพราะตอนนี้เปิดเส้นทางตรง นายยศชนัน นายจุลพันธ์หรือใครก็ตามที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยสามารถมาคุยกับตนได้ตลอด เราไม่ได้เจอกันเฉพาะตอนประชุมคณะรัฐมนตรีตนบอกนายยศชนันว่ามีอะไรไม่ต้องไลท์ให้โทรศัพท์มา หรือมาหากันเลย จะมาหาหรือให้ตนไปหาเป็นเรื่องปกติ เราทำงานแบบเอาผลของงานเป็นเป้าหมาย

โวทำงานต้องซัพพอตซึ่งกันและกัน

มั่นใจอยู่ครบ4ปีมีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน

เมื่อถามว่านายยศชนัน จะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าครับ คุมกระทรวงทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแลและยังมีหน่วยงานต่างๆในสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่าการลงพื้นที่จะชวนรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงพื้นที่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ระหว่างทานอาหารได้แจ้งนายยศชนันว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทุกวันจันทร์รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้งแรงงาน เกษตรและสหกรณ์และอว.ต่างมีความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจก็ต้องมาร่วมประชุม

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าการจับมือทำงานร่วมกันครั้งนี้รัฐบาลจะอยู่ถึง4 ปี นายอนุทินหัวเราะไม่ตอบคำถาม เช่นเดียวกับนายยศชนันที่หัวเราะแล้วกล่าวว่า”เราต้องซัพพอร์ทกัน ผมว่ารัฐบาลต้องการเสถียรภาพ ตอนนี้ประชาชนสำคัญมาก และเสถียรภาพทางการเมืองจะทำให้หลายประเทศเชื่อมั่นเข้ามาลงทุนฉะนั้นตอนนี้เราต้องร่วมกันรักษาเสถียรภาพไว้ให้ประเทศเดินก้าวหน้าไปให้ได้“

ภาวะวิกฤตต้องพร้อมทำงานทันที

ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะวิกฤติมีหลายเรื่องเราไม่สามารถทำงานแบ่งกระทรวงได้บางเรื่องจำเป็นต้องหารือในภาพรวม เพราะความเดือดร้อนเมื่อรัฐบาลพร้อมทำงานเมื่อไหร่วันแรกต้องพร้อมทำงานทันทีจึงอยากหารือแนวทางให้ชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมว่าวันนี้เมื่อเข้ามาทำงานทุกกระทรวงสามารถทำงานสอดรับกันได้และเป็นไปในแนวทางที่แถลงต่อรัฐสภา เพราะสิ่งที่แถลงเป็นมติของทุกคนที่พร้อมทำงานไปข้างหน้าให้บ้านเมืองและประชาชน โดยนายอนุทิน ได้ชวนคุยทิศทางและแนวทาง เพื่อให้เวลาที่เราสื่อสารออกไปจะได้เป็นเนื้อเดียวกันและเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากเรื่องความขัดแย้งแล้วมุ่งหน้าไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน เมื่อถามว่าจากการพูดคุยวันนี้เรื่องใดที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นายยศชนัน ตอบว่า “ผมคิดว่าเป็นเรื่องความอ่อนไหวของสถานการณ์โลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ต้องช่วยกันบริหารจัดการให้ดี”

ยศชนันชี้ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง

นายยศชนัน กล่าวว่า เราต้องแยกการเมืองกับการบริหารบ้านเมืองเพราะตอนนี้ความมั่นใจของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญมาก พอเรารับจะบริหารบ้านเมืองต้องแยกเรื่องการเมืองออกไปเพื่อทำให้บ้านเมืองกลับมา เรื่องการเมืองเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองฉะนั้นเวลาเราทำงานในโหมดของรัฐบาล นี้คือภาษีของประชาชนและการทำงานไม่สามารถที่จะขัดแย้งแล้วเอาการเมืองมาผสมได้ ฉะนั้นเวลาตอบคำถามในหลายประเด็นต้องตอบในโหมดเกี่ยวกับรัฐบาล เรามีหน้าที่ในเดือนนี้ ในสัปดาห์นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประชาชนในหลายเรื่องตรงนี้เป็นสิ่งที่คุยกับนายอนุทินว่า เราพร้อมเดินหน้าทันทีและก้าวข้ามสิ่งที่เป็นอุปสรรคไปให้ได้

ยอมรับเศรษฐีเงินล้านไปยาก

เมื่อถามว่านโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ9คนจะดำเนินการหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่าเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นรายละเอียดเกินไป แน่นอนว่าเรื่องนี้เราหาเสียงไว้แต่สุดท้ายต้องเป็นไปตามคำแถลงนโยบายที่แถลงต่อสภาฯ รวมถึงเรื่องงบประมาณซึ่งในปัจจุบันเราไม่ได้เป็นพรรคแกนนำเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงต้องเคารพสิทธิ์ของทุกฝ่าย

ย้ำครม.นัดพิเศษเพื่อเคาะนโยบาย

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยใช่หรือไม่ถึงการยกเลิกMOU44 นายยศชนันตอบว่าเป็นเรื่องที่ต้องหารือในองค์รวมเพราะเป็นเรื่องเปาะบางสำหรับประชาชนด้านนายอนุทินกล่าวเสริมว่าเป็นเรื่องนโยบาย ที่เราจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯก็ต้องหารือกัน ถ้าเรามาอยู่ในรัฐบาลร่วมกันแล้วนโยบายพรรคร่วมเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วย

เมื่อถามว่าสำหรับวันแถลงนโยบายประสานไปทางประธานรัฐสภาฯแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าประสานเบื้องต้นไปแล้วโดยจะมีขึ้นก่อนสงกรานต์ เมื่อเราถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่ 6เม.ย.แล้วจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลก่อนส่งต่อไปยังสภาฯ

‘รองฯปกรณ์’เผยเหตุร่วมครม.หนู2

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจร่วม”รัฐบาลอนุทิน2”ว่าหลังจากที่มีข่าวว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงความประสงค์ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯได้มาทาบทามให้มาช่วยทำงานยอมรับว่าเมื่อถูกทาบทามตนคิดหนักเพราะเป็นข้าราชการมา 30 กว่าปี มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ดำรงตำแหน่งเลขากฤษฎีกา 6 ปีและตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกาก็ไม่ได้มีการกำหนดวาระด้วย ช่วงแรกยืนยันกับนายกฯว่าขอช่วยในฐานะเลขากฤษฎีกา แต่ได้รับคำตอบกลับจากนายกฯว่าควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่างๆที่ยังคงต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่าง หากอยู่เฉพาะกฤษฎีกาคงผลักดันเรื่องต่างๆได้น้อย จากนั้นจึงมานั่งไตร่ตรองกับครอบครัวว่าหากจะผลักดันงานด้านกฎหมายของประเทศต่างๆก็ต้องลงมือทำเอง จึงได้ตอบตกลง

“ทั้งนี้ผมได้ยืนยันกับนายกรัฐมนตรีว่าไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคและปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะส่วนตัวไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองอย่างเดียวผมขอเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่สังกัดพรรค” นายปกรณ์ กล่าว

เป้าดันก.ม.ไทยเป็นที่ยอมรับสากล

นายปกรณ์กล่าวอีกว่าส่วนสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำคือ เรื่องการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ให้สำเร็จ เพราะจะเป็นการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับเพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในจอเรดาร์โลก

ส่วนหลักการทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งรองนายกฯ นั้น นายปกรณ์ ระบุว่า ตนก็ยังคงทำเหมือนเดิม และตั้งใจมาผลักดันงานที่ยังค้างอยู่ รวมถึงดูแลทางด้านกฎหมายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียนหรืออยากเสนออะไรก็เสนออันนี้มันผิดหลัก แต่ก็จะพยามเท่าที่ทำได้ให้เต็มที่ไป

ทำงานเพื่อชาติไม่สนองการเมือง

เมื่อถามว่าจะเป็นเนติบริกรเพื่อทำงานสนองภาคการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ ระบุว่า “ผมสนองอย่างเดียวคือประเทศชาติ ผมไม่ได้สนองการเมืองเพราะเป็นนักการเมือง ผมเป็นข้าราชการการเมือง คือข้าราชการประเภทหนึ่งแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง และทำหน้าที่เหมือนกับข้าราชการในการผลักดันแต่จะมีส่วนในการกำหนดร่วมในการกำหนดนโยบายทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน แทนที่จะทำตามคำสั่งฝ่ายการเมืองหรือนโยบายอย่างเดียว คราวนี้ก็จะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่างๆ แต่ยืนยันว่า ผมไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและไม่มีใบสั่ง ผมยังคงเป็นผม”

ลั่นไม่ยุ่งคดีฮั้วสว.-เขากระโดง

เมื่อถามถึงหลักการทำงานต่อคดีฮั้วเลือกสว.,คดีเขากระโดงหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ แม้กระทั่งตอนที่เป็นข้าราชการประจำตนก็ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมตรงไปตรงมา หากเรื่องอยู่ในกระบวนการศาลก็ต้องรอคำวินิจฉัย หากไปให้สัมภาษณ์อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะทำให้สังคมเกิดความสับสน และจะเป็นการชี้นำสังคม ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ตนจะไม่ทำ “หน้าที่ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีใดๆ”

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต!  ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ช่อง คนละครึ่ง ยามวิกฤต! ต้อง ประคอง ไม่ใช่ กระตุ้น เพื่อความรอดมหภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนละครึ่ง ควรเป็นอย่างไรในยามวิกฤต

ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ  ประชาชนควรจะประหยัดด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นรายได้ที่แท้จริงย่อมลดลง 
การที่รัฐบาลจะออกนโยบายคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการใช้สอยและบริโภคมากขึ้น จะเป็นการย้อนแย้งขัดกันในนโยบายหรือไม่?

ขณะเดียวกันการที่รัฐนำเงินภาษีมาจ่ายให้กับการบริโภคครึ่งหนึ่ง ก็เท่ากับช่วยลดภาระประชาชน

หากรัฐบาลจะมีมาตรการคนละครึ่ง ควรมีวัตถุประสงค์อย่างไร ควรจะใช้กับกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือควรให้เฉพาะกลุ่มบุคคลใด เน้นที่การบริโภคหรือการผลิตอะไร 

แนวนโยบายคนละครึ่งในยามวิกฤตนี้ เป็นการปะทะกันระหว่าง “การประหยัดในระดับปัจเจก” กับ “ความอยู่รอดในระดับมหภาค” ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่ามีความย้อนแย้งและคำตอบที่ควรจะเป็นดังนี้:

1. ความย้อนแย้งของนโยบาย: ช่วยลดภาระ หรือ กระตุ้นการใช้จ่าย?

ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์ที่ทุกคนแห่กันประหยัดพร้อมกัน  คือถ้าทุกคนหยุดใช้จ่ายเพราะสินค้าแพง ร้านค้าจะขายไม่ได้ โรงงานจะลดการผลิต และสุดท้ายคนจะตกงาน รายได้รวมของประเทศก็จะยิ่งลดลงไปอีก
ดังนั้น นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสภาวะเงินเฟ้อสูงจากสงคราม จึงทำหน้าที่ “สองขั้ว” ในเวลาเดียวกัน:

• ในมุมการคลัง: เป็นการจ่ายเงินอุดหนุน (Subsidy) เพื่อเพิ่มรายได้ที่แท้จริง (Real Income) ให้ประชาชนมีกำลังซื้อของจำเป็น (เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช) ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการประคองค่าครองชีพ

• ในมุมการบริโภค: หากรัฐบาลไม่ออกแบบเกณฑ์ให้ดี เงินนี้อาจถูกนำไปใช้กับ “สินค้าฟุ่มเฟือย” หรือการบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้สูงขึ้นไปอีก เพราะมีความต้องการซื้อ (Demand) มากเกินไปในขณะที่ของมีน้อย

สรุป: นโยบายนี้จะย้อนแย้งทันทีหากรัฐบาลเน้น “การกระตุ้น” (Stimulus) เพื่อความคึกคัก แต่จะสมเหตุสมผลหากปรับจุดประสงค์เป็นการ “บรรเทาทุกข์” (Relief) เพื่อการดำรงชีพพื้นฐาน

2. หากจะทำ “คนละครึ่ง” ในยามนี้ ควรทำกับกลุ่มใด?

ในสภาวะที่งบประมาณมีจำกัดและต้องรักษาความมั่นคงทางคลัง การทำแบบ “ถ้วนหน้า” อาจไม่ตอบโจทย์และสิ้นเปลืองเกินไป รัฐบาลควรพิจารณา Targeted Policy หรือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้

กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ (Target Group)

1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ซึ่ง เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย เงินทุกบาทที่ได้มาจะถูกนำไปซื้อของอุปโภคบริโภคทันที ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

2. กลุ่มแรงงานนอกระบบ/อาชีพอิสระที่มีรายได้น้อย: กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโดยตรง (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้าแผงลอย) เพื่อให้เขาสามารถรักษาสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้

กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องให้

• กลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับกลาง-สูง: 

กลุ่มนี้ยังมีเงินออมและสามารถปรับตัวได้ การให้เงินอุดหนุนกลุ่มนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นการบริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการนำภาษีไปช่วยคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

3. ควรเน้น “กระตุ้นเศรษฐกิจ” หรือไม่ในยามนี้?

คำตอบคือ “ไม่ควรเน้นการกระตุ้นเพื่อความเติบโต (Growth) แต่ควรเน้นการประคอง (Stability)” 

รัฐบาลควรเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้นการใช้จ่ายทั่วไป มาเป็นการ “ลงทุนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว” แทน เช่น:

• แทนที่จะนำเงินภาษีไปจ่ายค่ากับข้าวครึ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว    ควรแบ่งงบส่วนหนึ่งมาทำ “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น ช่วยอุดหนุนค่าปุ๋ยชีวภาพหรือโซลาร์เซลล์สำหรับเกษตรกรและ SMEs

• การสร้างงานในชุมชน: เน้นโครงการที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ (เช่น การจ้างงานปรับปรุงสาธารณูปโภคในระดับตำบล) แทนการแจกเงินเพื่อไปซื้อของเพียงอย่างเดียว

• คนละครึ่งเพื่อการฝึกทักษะอาชีพสำรอง เตรียมไว้ในยุคสังคมสูงวัยเพื่อใช้ในช่วงสูงอายุ หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

หากรัฐบาลจะเดินหน้า “คนละครึ่ง” หรือนโยบายอุดหนุนในลักษณะนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในยามที่สงครามยืดเยื้อ ควรพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก

1. การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Targeting)

• ใช้ฐานข้อมูลภาษี (PND) + ประกันสังคม  ใช้ระบบ “Digital Wallet” หรือแอปพลิเคชันเดิมที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว มาเชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้ที่แท้จริง จะช่วยอุดช่องโหว่เรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้ดี
คัดกรองผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ออกไป เพื่อประหยัดงบประมาณและนำเงินไปช่วยกลุ่ม “เส้นเลือดฝอย” (แรงงานอิสระ, ลูกจ้างรายวัน) ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพหนักที่สุด

• กลุ่มเปราะบาง: เน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้คงที่แต่ค่าใช้จ่ายผันผวนตามราคาสินค้า

2. การจำกัดประเภทสินค้า (Scope of Subsidy)

• แทนที่จะซื้ออะไรก็ได้ ควรเน้นไปที่ “สินค้าจำเป็นพื้นฐาน” (Food & Essential Goods) เพื่อลดภาระค่าครองชีพจริง ๆ
• ลดการกระตุ้นสินค้าฟุ่มเฟือย: เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Demand-pull Inflation) ในขณะที่ราคาสินค้าแพงอยู่แล้ว

3. การเปลี่ยน “การบริโภค” เป็น“การผลิต“ เพือเพิ่มรายได้ (Productive Support) โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย

ขอเน้นย้ำ หากสงครามยืดเยื้อ รัฐบาลควรเปลี่ยนงบส่วนหนึ่งจาก “คนละครึ่งเพื่อกินใช้” มาเป็น “คนละครึ่งเพื่อการผลิต” เช่น อุดหนุนค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ หรือค่าพลังงานสะอาดสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดได้ด้วยตนเองในระยะยาว

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

2 เมษายน 2569

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 2 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 2 ราย ดังนี้

ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า

1. นางสาวระวีวรรณ คำซู

2. ร้อยตรีหญิง กิตนัดดา กองคำ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2569  เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

ปกรณ์วุฒิ แจงเดินเข้าหา คริส ชี้เป็นเรื่องปกติ แต่อีกฝ่าย เล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.28 น.

ปกรณ์วุฒิ โต้คริส ยันเดินไปคุยในฐานะวิปฝ่ายค้าน อีกฝ่ายเล่นใหญ่-ให้ข้อมูลเท็จ ปัดข่มขู่ ‘ระวังตัวไว้ให้ดี’

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ชี้แจงกรณีนายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงกล่าวหาว่าถูกเข้าไปชี้นิ้ว คุกคามในห้องประชุมสภาฯ ว่าในฐานะที่ตนเป็นวิป การเดินเข้าไปคุยกับพรรคอื่น ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ปกติมากๆ ที่ตนก็ทำอยู่ตลอด แทบจะทุกวันที่มีการประชุมสภา  และในหลายๆ ครั้ง ที่มีการประท้วงกันไปมา หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจกัน หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลง  ทุกครั้งตนก็ใช้วิธีเดินไปถาม และบอกแบบตรงไปตรงมา และถามว่าทำไมถึงต้องมาประท้วงกันประเด็นหยุมหยิมแบบนี้ หรือทำไมถึงไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่คุยกันในวิป เพราะตนคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้เวลาสภามาตอบโต้กัน การเดินไปคุยกันส่วนตัว พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และทำความเข้าใจกัน หลายครั้งก็จบด้วยการขอโทษขอโพยกัน หลังมีการปะทะคารมกัน ด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เกิดขึ้นในสภาเช่นกัน  

ประเด็นในวันนี้ ที่เดินไปคุยด้วย คือต้องการทำความเข้าใจว่า ในเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่ทางพรรคดังกล่าว พยายามจะตั้งใจขัดจังหวะ  พรรคประชาชน โดยเฉพาะ  และไม่เคยประท้วงในลักษณะเดียวกันกับ สส พรรคอื่นๆเลย ตนจึงพยายาม ที่จะเข้าไปบอกว่า การตั้งใจประท้วงขัดจังหวะ เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่งแบบนี้ จะทำให้การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น และ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก จะเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี และบอกว่า ถ้าหากคุณตั้งใจทำแบบนี้ แล้วทางพรรคประชาชน ทำแบบนี้กับทางพวกคุณทุกครั้งที่คุณอภิปรายบ้าง คุณก็คงไม่พอใจเช่นกัน ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ chat GPT หรือประเด็นเนื้อหาการอภิปรายใดๆเลยทั้งสิ้น  

“การเดินไปหาทาง สส.กลุ่มดังกล่าว ผมเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1แถว เพื่อพูดคุย สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้น คือ ทาง สส.ทั้ง3คน ลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากที่นั่ง  และพยายามส่งเสียงโวยวาย จึงทำให้มีเพื่อนๆ สส.ท่านอื่น เดินเข้ามาห้ามปรามทั้งทางผม และ ทาง 3คนนั้น ทั้งที่จริงๆยังไม่มีเหตุการณ์ที่จะใกล้เคียงการปะทะใดๆกันเลย . ซึ่งภาพที่ปรากฎออกมา อาจทำให้หลายๆคนเข้าใจไปอีกแบบ ผมต้องย้ำว่า การเดินไปคุยกับพรรคใดๆ ถึงที่นั่งของพรรคนั้นๆ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสภา” นายปกรณ์วุฒิ ระบุ

นายปกรณ์วุฒิ ระบุอีกว่า สิ่งที่คิดว่าทำให้เสียหาย คือการกล่าวหาว่าตนพูดว่า “ระวังตัวไว้ให้ดี” และกล่าวหาอีกด้วยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดคำนี้  ซึ่งการกล่าวหานี้ เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง สำหรับตนเหตุการณ์นี้ไม่มีสาระอะไร เพราะเป็นสิ่งที่คนเป็นวิป ทำกันเป็นปกติ แต่มีคนพยายามจะ “เล่นใหญ่” เท่านั้นเอง และจากนี้ จะได้รับทราบว่า ทางพรรคดังกล่าวไม่ยินดีที่จะมีการพูดคุยเจรจาใด ๆ กัน ทางวิปจะได้ยึดถือแนวทางนี้ในการทำงาน แต่เราก็ยังยินดี ที่จะเดินไปสอบถาม เจรจา หรือ พูดคุยทำความเข้าใจกับพรรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เช่นเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ChatGPT เป็นเหตุ สภาหวิดวางมวย ปม สส. อ่านรายงานจาก AI

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

เอกนิติ ย้ำคนละครึ่งเฟส 2 มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“เอกนิติ”ย้ำคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม.เร็วๆนี้ ด้าน”รัชดา”แจงข่าวในโซเชียลฯคลาดเคลื่อน ขอรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล เร็วๆ นี้ 

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 18.05 น.นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2  ในสื่อโซเซียลฯ ว่า  ข้อเท็จจริง ขณะนี้ โครงการคนละครึ่ง เฟส 2  ซึ่งได้มีการเตรียมไว้แล้วนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีใหม่  โดยรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง  ขอให้รอการชี้แจงจากรัฐบาลเท่านั้น   รวมทั้งรัฐบาล ยังมีแนวคิดที่จะออกมาตรการอื่นๆ  ควบคู่กัน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ผันผวนอีกด้วย  

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์สี่อ ล่าสุด โดย ยืนยัน โครงการคนละครึ่งเฟส 2  มาแน่ ขณะนี้กำลังออกแบบรายละเอียด พร้อมเสนอ ครม. 

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.24 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย. 2569

ทั้งนี้ เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปเร่งศึกษาเพื่อดูข้อมูลจริงในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมา พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอตัวเลขมา อาจจะยังสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันอาจส่งผลให้ค่า War Premiun ของน้ำมันดิบในตลาดตะวันออกกลางสูงขึ้นตามความเป็นจริงมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นส่วนใหญ่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีการหาตลาดอื่นเพื่อทำให้น้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศไทย จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น

“วันนี้ได้มีการเชิญโรงกลั่นมาชี้แจง ประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่าง ๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่าง ๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร. ซึ่งเราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาดที่ต้องยอมรับว่ายังมีการคำนวณที่อาจจะสูงและต่ำในบางช่วง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณว่าราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนในราคาที่ลดลง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาและเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องข้อศึกษารูปแบบการกำหนดเพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) สำหรับค่าการกลั่น โดยมองว่าควรมีรูปแบบนี้ในกลไก แต่ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจนเพื่อมากำหนด Ceiling และ Floor ที่ชัดเจน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่ง ขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

“ในปี 2568 มีการศึกษาว่าค่าการตลาดควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยได้มีการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาคิดทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ที่ปั๊มต้องใช้ และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาคิด แล้วพบว่าค่าการตลาดควรจะเป็น 2.45 บาทต่อลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน และตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี ค่าการกลั่นก็อยู่ระดับใกล้เคียงที่ 2.45 บาทต่อลิตร เช่นกัน ตัวเลขนี้เป็นระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ แต่พอมีเหตุการณ์ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 2.45 บาทต่อลิตรที่เคยทำ แต่ช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าการตลาดอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าค่าการตลาดไม่ได้สูงเลขถ้าดูเลขเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และกระทรวงพลังงานได้ดูแลไม่ให้เกินค่าที่เราศึกษามา และเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ให้นโยบายไว้” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ

สำหรับค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อบิตร ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่าง (Difference) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ได้หารือกับโรงกลั่นแล้ว และขอให้โรงกลั่นสำแดงราคาต้นทุน (Declare) ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติสงครามว่าต้นทุน และกำไรคงเหลือเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณากำหนด Ceiling และ Floor ที่เหมาะสมต่อไป