รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน สั่งเลิกสัญญาชั่วนิรันดร์ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

รัฐบาลเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน “โซลาร์-ลม” สั่งเลิก”สัญญาชั่วนิรันดร์”ต่ออายุอัตโนมัติ หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท เท่าโครงการโซลาร์ชุมชน เตรียมชง กพช.แก้มติเดิม ก่อนให้ 3 การไฟฟ้าทำสัญญาใหม่ หวังดึงค่า FT ค่าไฟรวมลง

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุม ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯพบว่า ปัญหาหลักที่พบคือ สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ที่มีการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติให้กับภาคเอกชนเมื่อหมดสัญญา นอกจากนี้ ราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง เพราะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนคือลมและไฟฟ้า คณะกรรมการจึงพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง โดยอ้างอิงราคาจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กับโรงไฟฟ้าประเภทโซลาร์เซลล์ก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะมีการกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง

นายดนุชา กล่าวว่า ในการดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้คณะกรรมการได้ข้อสรุปที่จะดำเนินการโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกลุ่มนี้เดิมมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดนี้แล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที 2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี ตามสัญญาที่ได้ทำไว้  ซึ่งในส่วนนี้มีประมาณ 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่ขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์) โดยกลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะมีการพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

เมื่อถามว่า ค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่ นายดนุชา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ปรับปรุงชัดเจน แต่การปรับค่า FT ในส่วนนี้ให้ลดลงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงก็จะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน เพราะการปรับโครงสร้างราคาใหม่นี้จะทำการปลดส่วนที่เป็น FT ออกไปเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีราคาถูกลงมากแล้ว โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด โดยการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอให้มีการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนินการต่อไปคณะกรรมการฯจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีการดำเนินการแก้ไขและยกเลิกมติ กพช.ที่เคยมีการอนุมัติมีสัญญาแบบต่ออายุอัตโนมัติ จากนั้นจะให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับเอกชนต่อไป โดยนายปกรณ์ ประธานคณะกรรมการ ย้ำในที่ประชุมว่าภาครัฐต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง และไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชนเนื่องจากเป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

“รองนายกฯ ปกรณ์ ในฐานะประธานที่ประชุมบอกว่าเรามีหน้าที่ในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้มันเป็นธรรมก่อน ให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะงั้นก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชนเพราะเราทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม” นายดนุชา กล่าว

เมื่อถามว่า ในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) รัฐบาลจะเข้าไปดูในเรื่องของสัญญาด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ในส่วนของโรงไฟฟ้า IPP เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการจึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาปรับปรุงค่า AP และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP)  โดยเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน แต่ในส่วนนี้จะเป็นการปรับปรุงสัญญาในส่วนต่อไป โดยในขณะนี้รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สัญญาไม่เป็นธรรมก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขสัญญากับภาคเอกชนจะกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังดึงดูดการลงทุน เช่นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลทำจะไม่กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางรองรับชัดเจน ทั้งการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า (Sub-station) และการส่งเสริม Direct PPA เพื่อให้ผู้ประกอบการซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนในภาพรวม

สกัดซ้ำรอยพระราม 2 พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน

สกัดซ้ำรอยพระราม 2 พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน

สกัดซ้ำรอยพระราม 2 พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

“พิพัฒน์”งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 บอกรัฐบาลเพิ่งทำงานได้แค่ 3 เดือน ยังวัด KPI เป็นรูปธรรมไม่ได้ เหตุโปรเจกต์คมนาคมต้องใช้เวลา

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงร่างกฎกฎกระทรวงเพื่อกำหนดการทิ้งงาน และความปลอดภัยของบริษัทรับเหมาก่อสร้างงานรัฐ ว่า กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้น เป็นการเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาที่ทิ้งงานให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยกระทรวงคมนาคมได้เตรียมพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งต้องนำมาเป็นองค์ประกอบในการชี้วัดสาเหตุที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน

ทั้งนี้ สิ่งที่กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำและให้ความสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยโดยผู้รับเหมาที่จะเข้ามารับงานจะต้องมีการเตรียมแผนด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน และต้องจัดทำประกันภัยเพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ที่ต้องเสี่ยงภัย เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในอดีต เช่น กรณีอุบัติเหตุที่สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หรือถนนพระราม 2 หรือเหตุการณ์ดินสไลด์จนอุโมงค์ทรุดตัว ที่ จ.เชียงราย โดยกฎหมายนี้จะบังคับให้ผู้รับเหมาต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น และบังคับว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีประกันภัยคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมจัดงานสัมมนาเพื่อระดมสมองภายใต้ “MOT New Chapter” โดยมีการแบ่งกลุ่มเวิร์กช็อประดมความคิดเห็ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในวันที่ 13 ก.ค.69 โดยมีการแบ่งกลุ่มเวิร์กช็อประดมความคิดเห็นครอบคลุมทุกเส้นทาง ทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ซึ่งจะมีการสรุปผลการสัมมนาในวันที่ 13 ก.ค.69 หลังจากนั้นจะนำแผนงานทั้งหมดไปมอบหมายให้ สนข.เป็นผู้มอนิเตอร์และติดตามความคืบหน้าการทำงานของแต่ละฝ่าย เพื่อให้ แผนการทำงานของแต่ละฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า จะมีการวัดผลการทำงานของรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการทำงานของตน และรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 คน ต้องมาดูงานของกระทรวงว่า KPI อยู่ตรงไหน ยอมรับว่าสิ่งที่กระทรวงคมนาคมดำเนินการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น จะมาบอกว่าภายใน 3 เดือน จะให้รู้หรือจะให้งานสำเร็จคงไม่ได้ เพราะในโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละชิ้น ล้วนแต่ต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่เราจะมีความคืบหน้าให้ ซึ่งในส่วนของตนและรัฐมนตรีช่วย ก็จะมีการทำงานและรายงานความคืบหน้าให้ทราบ แต่สิ่งที่เรามุ่งเน้น คือภาพรวมของระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ต้องเดินให้ได้

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.53 น.

นายก​ฯ​ นำประชุม กรอ.นัดพิเศษ กำหนดแนวทาง​-มาตรการ​ป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หวังนำไปสู่การปฏิบัติ​ทันทวงที​ โอด​น้ำกันไม่ได้นั่น​คือธรรมชาติ​ แต่ต้องสร้างความพร้อม

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนต รีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน​ เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ​ กรอ.​ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งเป็นการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณา เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา​ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรเกษตรและสหกรณ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนภาครัฐภาคและเอกชนในคณะกรรมการ กรอ.เข้าร่วมประชุม

นายกฯ​ กล่าวก่อนการประชุมว่า​ จากการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการมา 4 คณะ​ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในประเด็นสำคัญต่างๆ และการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา สำหรับการประชุมในวันนี้กรอ.​จะเร่งพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน ในภาคเกษตร​ ภาคธุรกิจ​ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ​ แม้กระทั่งการท่องเที่ยว​ ซึ่งคณะรัฐบาลให้ความสำคัญ กับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีเอกภาพ​ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจกำหนดมาตรการ จึงขอให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาเสนอ​ข้อคิดเห็น​ เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

นายก​ฯ​ ยังกล่าวว่า​ วันนี้เป็นการประชุมคณะพิเศษ​ ที่เราจะเน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหา อุทกภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมา ได้พบกับอุบัติภัยน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่​จังหวัดสงขลา ซึ่งเราได้ถอดบทเรียน และหาแนวทางแผนเผชิญเหตุ อย่างไรก็กันน้ำไม่ได้ นั่นคือธรรมชาติ แต่เราจะต้องสร้างความพร้อมในเรื่องของการป้องกันช่วยเหลือ​ อำนวยความสะดวก และการให้การสนับสนุน เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายกฯ เชิญปชช. ชมงาน THAI DEF-EX 2026 มั่นใจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยศักยภาพสูง

นายกฯ เชิญปชช. ชมงาน THAI DEF-EX 2026 มั่นใจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยศักยภาพสูง

นายกฯ เชิญปชช. ชมงาน THAI DEF-EX 2026 มั่นใจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยศักยภาพสูง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

นายกฯ ปลุกกระแสพึ่งพาตัวเอง! เชิญประชาชน ชมงาน THAI DEF-EX 2026 มั่นใจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยศักยภาพสูง ลั่น พร้อมหนุนกองทัพใช้ยุทโธปกรณ์ฝีมือคนไทย ยึดหลัก แม้หวังตั้งสงบ ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ เผยรู้สึกอบอุ่นท่ามกลางวงล้อมทหาร

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญ​วี​รกูล ​นายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ให้สัมภาษณ์เชิญชวนประชาชนมาร่วมงาน THAI DEF-EX 2026 ซึ่งเป็นนิทรรศการ ที่แสดงถึงศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันของประเทศไทย วันนี้ก็รู้สึกมั่นใจ ว่า ประเทศไทยจะปลอดภัย และป้องกันตนเอง จากการรุกรานของข้าศึกได้ ซึ่งสิ่งสำคัญ คือไทยไม่ต้องพึ่งพาการจัดหา อาวุธยุทโธปกรณ์ จากต่างประเทศ จนยืนอยู่บนขาของตัวเองไม่ได้ เมื่อคนในรัฐบาลได้มาชมก็เห็นถึงความสามารถ ความพร้อมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของต่างประเทศของไทย 

จากนี้ไปรัฐบาล จะต้องให้กองทัพหรือหน่วยงานที่ต้องใช้ยุทโธปกรณ์เหล่านี้ จัดหาของไทยมาใช้เอง ซึ่งผู้ประกอบการจะมีการพัฒนาและยกระดับคุณภาพขึ้นไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการ และทราบว่ามีการส่งออกยุทโธปกรณ์ไปต่างประเทศ แต่บางบริษัทไม่ได้ขายในประเทศไทย ในหลักการจึงควรต้องให้การสนับสนุน เพื่อความมั่นคงของคนไทยด้วย และรัฐบาลต้องดูแลเรื่องงบประมาณเพื่อนำมาสนับสนุน นอกจากมีไทยช่วยไทยที่ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายประชาชน ก็ต้องมีไทยดูแลคนไทยเพื่อป้องกันประเทศ ขณะที่เดินในงานนี้ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็มีความมั่นใจว่า หากมีเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดแต่ก็ต้องเกิดเราก็มีความพร้อม ตามหลักการ “แม้หวังตั้งสงบ ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” 

ส่วนความรู้สึกของนายกรัฐมนตรีภายหลังมาร่วมงานท่ามกลางการแวดล้อมของทหาร นายอนุทิน ระบุว่า รู้สึกอบอุ่น และมั่นใจว่ากองทัพไทย มีความพร้อมในการปกป้องดูแลราชอาณาจักร อธิปไตย และความสงบของประเทศ

ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรีได้ทดลองยิงปืนเลเซอร์ กับเป้ากระดาษ ก่อนจะให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม ทดลองยิงด้วย ซึ่งนายกฯ ให้ความสนใจกับกลไกของปืน เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่คนไทยคิดค้นเอง 

นายกฯ ย้ำชัด ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาล ขอปรับความเข้าใจ วันนอร์ เอง

นายกฯ ย้ำชัด ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาล ขอปรับความเข้าใจ วันนอร์ เอง

นายกฯ ย้ำชัด ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาล ขอปรับความเข้าใจ วันนอร์ เอง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

นายกฯ ย้ำชัด ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาล ประสานกองทัพดูแลความมั่นคง – ทุกข์สุขประชาชน ขอเป็นคนปรับความเข้าใจ วันนอร์ ด้วยตัวเอง ชี้ เจ้าตัวอาจได้รับแรงกดดันในพื้นที่ ไม่ก้าวก่ายคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ปล่อยตำรวจทำงานตามกฎหมาย ผู้ผิดต้องถูกลงโทษ

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่างถึงกรณีที่วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยผู้สื่อข่าวย้ำถามว่ามีความกังวลหรือไม่ ที่มีการเสนอให้มีการปรับโครงสร้างในส่วนของความมั่นคง 

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า เมื่อวานนี้ (7 ก.ค.) ตนก็บอกไปแล้วว่า ไม่ยุบ กอ.รมน. ก็ไม่ต้องกังวล ดังนั้นไม่มีทางยุบ กอ.รมน. เพราะหน่วยงานนี้เป็นกลไกที่สามารถทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนในการดำเนินนโยบายความมั่นคงได้คล่องตัว จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไก ในขณะที่กองทัพจะได้ไปเน้นเรื่องการดูแลป้องกันประเทศ และประชาชน ซึ่ง กอ.รมน.ก็ดูแลทั้งประชาชน และสาธารณูปโภคทุกอย่าง บางครั้งบางคนไปดูอยู่ด้านเดียว จะต้องทำแต่เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว แต่จริงๆ ก็ดูแลไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวัน จึงต้องเป็นอีกหนึ่งกลไกที่รัฐบาลต้องมีไว้ ในการที่จะประสานงานกับกองทัพ ให้สามารถขับเคลื่อนความช่วยเหลือ และบริการต่างๆ ให้กับประชาชนได้

“ผมทราบดีว่าผู้ใหญ่อย่างท่านอาจารย์วันนอร์ แสดงความรู้สึกเพราะท่านอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะได้รับแรงกดดันต่างๆ บางทีเราต้องให้ท่านได้บ่นได้ระบายบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน. ก็เปรียบเสมือนหน่วยงานราชการ เป็นสถาบันความมั่นคงที่เป็นหลักของการดำเนินการด้านความมั่นคงของประเทศมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เดี๋ยวผมไปปรับความเข้าใจ“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่มีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้หลายคน ขณะนี้ได้ทราบเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย เราไม่เข้าไปก้าวก่าย ต้องปล่อยให้พนักงานสอบสวน และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการไป

ส่วนคดีนี้ผ่านมานานแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ทราบแรงจูงใจ นายกรัฐบาล ระบุว่า มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้หลายคนแล้ว เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน เมื่อมีคนไม่เคารพกฎหมาย แต่รัฐต้องเคารพกฎหมาย ไม่ใช่ว่ารัฐจะไม่เคารพกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้กฎหมายที่คนเคารพ ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้ ดังนั้นรัฐจึงต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่รัฐจะไม่มีการยกเว้นหากมีคนกระทำผิดใดๆ ก็ต้องถูกนำตัวมาลงโทษ

ทำได้​-แต่ไม่ง่าย! ปกรณ์ ชี้ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป. ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบ

ทำได้​-แต่ไม่ง่าย! ปกรณ์ ชี้ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป. ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบ

ทำได้​-แต่ไม่ง่าย! ปกรณ์ ชี้ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป. ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

“ปกรณ์”ชี้​ยกเลิกหน่วยงานทำได้​ แต่ไม่ง่าย​ หลังมีข้อเสนอในกรรมาธิการงบฯ 70 ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป.​ ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบดี-ไม่ดี อย่างไร

8 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เสนอในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร​ (กอ.รมน.)​ และนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ เสนอยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า​ ตนไม่ทราบ เห็นเพียงจากข่าว ซึ่งการยกเลิกหน่วย ตามกฎหมายก็ทำได้ แต่ควรยุบหรือไม่ยุบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลในการยุบก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องหาเหตุผลมาว่าเดิมดีไม่ดีอย่างไร จะยกเลิกแล้วจะมีอะไรมาใหม่ มาแทนหรือไม่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาบอกว่าเลิกแล้วเลิก ก่อนหันไปแซวผู้สื่อข่าวว่า เวลาคุณเลิกกับแฟน คุณกล้าพูดไหม มันต้องคิดหน้าคิดหลังก่อนใช่หรือไม่

นายกฯ ขึ้นรถเกราะ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมทัพไทย ชูสโลแกน ‘Make Love, Not War’

นายกฯ ขึ้นรถเกราะ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมทัพไทย ชูสโลแกน ‘Make Love, Not War’

นายกฯ ขึ้นรถเกราะ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมทัพไทย ชูสโลแกน ‘Make Love, Not War’

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

นายกฯ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชูไทยพึ่งพาตนเอง ย้ำ Make Love, Not War

8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 (Thailand Defence Industry Exhibition 2026: THAIDEF-EX 2026)

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมงานด้วยการยืนบนรถยนต์เกราะป้องกันทุ่นระเบิด หรือ “เฟิร์สวิน” พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวศุภมาส อิสระภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า วันนี้มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 หรือ Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม ไม่ใช่เพียงด้านการป้องกันประเทศและการรักษาอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังมีความพร้อมในการพึ่งพาตนเองและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทของโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง หลายคนบอกว่าหมดยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากโลกที่เคยพึ่งพาอาศัยกัน ซื้อขายได้อย่างคล่องตัว การจัดหาวัตถุดิบแทบไม่มีข้อจำกัด แต่วันนี้การค้าและการลงทุนกลับไม่ราบรื่นเหมือนเดิม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศกลับมาแบ่งขั้ว ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเกิดข้อจำกัดในการผลิต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศต้องหันมาพึ่งพาตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการผลิต แทนที่จะรอซื้อสินค้าจากประเทศอื่น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับอุตสาหกรรม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิต และมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ภายในประเทศได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ หลายเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอากาศยานไร้คนขับ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม หรือวัสดุชนิดพิเศษ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยด้านความมั่นคง ก่อนต่อยอดมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของอุตสาหกรรมไทย และเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า ในฐานะรัฐบาลจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบูรณาการความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การวิจัย การพัฒนา และการผลิตของไทยเชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจร ส่วนการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวสำคัญด้านยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ศักยภาพการผลิต และความต้องการใช้งาน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยให้เป็นรูปธรรม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับประเทศไทย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธจัดแสดงอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยบริษัทของคนไทย พร้อมร่วมลงนามแสดงความยินดีด้วยปากกากระสุน โดยเขียนข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จ” ก่อนกล่าวย้ำกับผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า “Make Love, Not War.” 

หลักฐาน Forex ปึ้ก! รุทธพล ลั่นสรุปทันก่อนปิดสภาฯ โยน DSI ชี้ชะตา ภาวุธ

หลักฐาน Forex ปึ้ก! รุทธพล ลั่นสรุปทันก่อนปิดสภาฯ โยน DSI ชี้ชะตา ภาวุธ

หลักฐาน Forex ปึ้ก! รุทธพล ลั่นสรุปทันก่อนปิดสภาฯ โยน DSI ชี้ชะตา ภาวุธ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.12 น.

“รุทธพล”เผยความคืบหน้าคดีฟอเร็กซ์ หลังสอบผู้เสียหาย 100 ปาก “หลักฐาน-ธุรกรรม-เส้นเงิน”เพียงพอ คาดทำทันก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ โยนปม”ภาวุธ”ชี้แจงฟังขึ้นหรือไม่ให้”ดีเอสไอ”ตอบ

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานผลการสอบสวน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงกรณีเกี่ยวข้องกับคดีฟอเร็กซ์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ยังไม่มีการรายงาน แต่ตอนนี้ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายประมาณ 100 ร้อยคนแล้ว ควบคู่กับการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ซึ่งได้มาเยอะแล้ว ตนเชื่อว่า น่าจะทันปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าจะทันปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะปิดในวันที่ 11 ก.ค.นี้ หมายความว่าอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ดีเอสไออาจจะอัพเดตความพร้อมในเรื่องของสอบพยานมีกี่ปาก ข้อมูลที่ได้รับ ส่วนรายละเอียดไม่ได้เข้าไปแทรกแซง หรือก้าวก่าย

เมื่อถามว่า กรณีนายภาวุธ หลังชี้แจงดีเอสไอยังมีข้อสงสัยอะไรหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ได้สอบถามประเด็นนี้ ส่วนรายละเอียดคงให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าอะไรสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้ และอะไรอยู่ในสำนวนที่ไม่สามารถชี้แจงได้

เมื่อถามว่า ดีเอสไอเล็งจะแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องสงสัยได้วันไหนนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ทราบจริงๆ สิ่งที่ทราบคือมีการสอบพยานแล้วประมาณ 100 ปาก ส่วนธุรกรรมเส้นเงินต่างๆ ได้รับมาบางส่วนแล้ว ค่อนข้างที่จะเพียงพอ เรื่องรายละเอียดหลักฐานเส้นเงินเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องของภาพรวม รายละเอียดต่างๆ ขอให้ดีเอสไอเป็นผู้ชี้แจง

เมื่อถามย้ำว่า ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องทำตามระเบียบตามข้อกฎหมาย เชื่อว่าต้องรับทราบอยู่แล้ว

สีหศักดิ์ เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงภูมิภาค

สีหศักดิ์ เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงภูมิภาค

สีหศักดิ์ เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงภูมิภาค

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

“สีหศักดิ์” เยี่ยมชมฐานทัพร่วม เพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิคแคม และวางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานเรือรบ ยูเอสเอส อริโซน่า

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เยี่ยมชมฐานทัพร่วม Pearl Harbor-Hickam โดยพลเรือเอก Samuel J. Paparo ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Pacific Command: USPACOM) ให้การต้อนรับและนำชมสถานที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ USPACOM

ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้วางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานเรือรบ USS Arizona เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2484 โดยมีนายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ผู้บัญชาการ USPACOM ตลอดจนผู้แทนอื่น ๆ ของฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯ ร่วมด้วย

รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เยี่ยมชมกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Pacific Fleet) และกองเรือนานาชาติที่เข้าร่วมการฝึก Rim of the Pacific (RIMPAC) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการฝึกทางทะเลพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวขอบคุณผู้บัญชาการ USPACOM สำหรับการต้อนรับ และย้ำถึงความสำคัญของความเป็นพันธมิตรไทย – สหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และพร้อมจะกระชับความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ต่อไป

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.13 น.

8 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูศักยภาพ สร้างโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ และลดการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้ผู้ต้องขังจะถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ไม่ควรถูกจำกัดโอกาสในการเรียนรู้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงสอดคล้องกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จะนำระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของเรือนจำมาใช้ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังสามารถศึกษาต่อได้ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับปริญญา ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการประกอบอาชีพและกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมั่นคงหลังพ้นโทษ

“รัฐบาลมุ่งสร้างสังคมแห่งโอกาส โดยเชื่อว่าการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ต้องขัง คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะเมื่อผู้พ้นโทษมีความรู้ มีวุฒิการศึกษา และมีทักษะอาชีพ ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว