ด่วน!!! สภาฯลงมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

ด่วน!!! สภาฯลงมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

ด่วน!!! สภาฯลงมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

ตามคาด! เสียงข้างมากขวางตั้ง”กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์” แค่ส่งข้อเสนอไปให้”ครม.”พิจารณา ด้าน”อภิสิทธิ์”ติงหนักๆระวังลามกระทบ”มั่นคง” หาก”ทะเลจีนใต้”กลายเป็น”สมรภูมิขัดแย้ง” ด้าน”เท้ง”ขอศึกษา”ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้”แทน หวังพัฒนาพื้นตรงไทป์”คนใต้”

29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส.เสนอรวม 5 ญัตติ ต่อเนื่อง เป็นวันที่ 2 ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ได้ให้ผู้เสนอญัตติอภิปรายสรุป ทั้งนี้ สส.และผู้เสนอญัตติในฟากฝั่งของ สส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย อภิปราย และสรุปญัตติไปในแนวทางเดียวกันคือควรส่งข้อเสนอ หรือข้อคิดเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความคิดเห็นแตกต่างไปในเชิงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเห็นควรให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสรุปญัตติตอนหนึ่งว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นมายาคติที่คิดว่าจะได้แต่กลับไม่ได้อะไร ทั้งกรณีเรือขนส่งสินค้า ส่วนที่มองว่าหากไม่มีโครงการดังกล่าว คนพื้นที่ภาคใต้จะลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะพื้นที่ถูกใช้เป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้า จะมีคนได้ประโยชน์ผู้รับเหมาและผู้ที่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร หากจะพัฒนาความเป็นอยู่ของคนทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้สามารถพัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น พัฒนาท่าเรือ สร้างระบบที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่า

“ภาคใต้ต้องพัฒนา และเจริญกว่านี้ โดยทรัพยากรที่มี ใช่เป็นทางผ่านของชาวต่างชาติ หากดึงดันทำโครงการไม่มีคนใช้ สิ่งที่ถูกทิ้งค้างเหมือนเป็นอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า หากคิดจะทำโครงการดังกล่าวบนความไม่คุ้มค่ามีสิ่งที่น่ากลัว คือ ปัญหาความมั่นคง หากดันให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนพูดถึงคลองสุเอซ คลองปานามา และปัจจุบันพูดถึงช่องแคบฮอร์มุซ หากดูประวัติศาสตร์กลายเป็นสมรภูมิการรบ และหากให้โครงการดังกล่าวทดแทนแนวคิดขุดคลอง สถานการณ์ปัจจุบันล่อแหลมกว่ามาก เพราะมีประเทศมหาอำนาจที่ คือสหรัฐอเมริกา และจีน มีความขัดแย้ง และพื้นที่ที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงขัดแย้ง คือ ทะเลจีนใต้ หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนได้ เชื่อได้ว่า 2 มหาอำนาจต้องมายึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาจมายึดตั้งแต่ทำ พีพีพี เพราะมีข่าวต่างประเทศ ระบุว่า สหรัฐฯ และ จีน ขัดข้อเรื่องคลองปานามา เพราะบริษัทจีนควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ จนมีความขัดแย้งและกดดันปานามาในที่สุด

“ทั้งนี้ ผมสับสนกับคนที่บอกว่าอยากให้เราเป็นฮอร์มุช ทรัพยากรที่ใช้ เช่น อิหร่าน หากอิหร่านยืนยันจะเก็บเงินการต่อสู้ ความขัดแย้ง สงครามที่จะเกิดขึ้นมีมหาศาล ประเทศไทยอยากเป็นอย่างนั้นหรือ ทั้งนี้ผมมองว่าควรตั้งหลักใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวใต้ การปฏิเสธตั้ง กมธ.เท่ากับตอกย้ำความพิรุธ ความไม่ชอบาพากล ความพยายามรวบรัด โดยให้ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวอ้างการศึกษาเดียวดันเรื่องนี้ จะให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อให้คนที่เกี่ยวข้องและคนที่เตรียมการแสวงหาประโยชน์ ทังที่เป็นการแสวงประโยชน์บนการทำลายทุน และทรัพยาก รวมถึงโอกาสของคนใต้ และสุ่มเสี่ยงทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อยากให้ผู้แทนประชาชนทุกคนมีโอกาสศึกษาและติดตาม ตั้ง กมธ.วิสามัญ” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายปิดญัตติ ตอนหนึ่งว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ และตนขอเสนอให้ใช้การพัฒนาพื้นที่ผ่านระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ เป็นฐานและกรอบการพัฒนา ทั้งยกระดับเกษตรกให้มีความมั่นคง และลงทุนพร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่รับใช้ชีวิต เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้น ขอสภาฯ ได้ตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างการเสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ กับส่งข้อคิดเห็นไปให้ ครม.พิจารณา นายโสภณ ประธานการประชุมจึงให้มีการลงมติ ผลพบว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม.พิจารณา ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง

ถูกฝั่งตรงข้ามดิสเครดิต! อธิบดีปกครอง ปัดส่งแชทไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย

ถูกฝั่งตรงข้ามดิสเครดิต! อธิบดีปกครอง ปัดส่งแชทไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย

ถูกฝั่งตรงข้ามดิสเครดิต! อธิบดีปกครอง ปัดส่งแชทไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

“อธิบดีปกครอง”ปัดส่งแชทไลน์”ช่วยน้ำเงินด้วย” เชื่อถูกดิสเครดิตจากฝั่งตรงข้าม แจงปมย้าย”5 จนท.ฝ่ายปกครอง” 4 นายอำเภอเข้าใจดี มีแค่”ปลัดจังหวัดภูเก็ต”ที่เดือดร้อน

29 พฤษภาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ และ สส.พรรคประชาชน รับเรื่องร้องเรียนจาก นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่อ้างถูกย้ายไปช่วยราชการอย่างไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองงานการเมือง หลังมีข้อความแชทไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า ตนไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบเรื่อง ขณะที่ไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และเชื่อมต่ออยู่ในหลายอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ได้อยู่เพียงในโทรศัพท์มือถือของตนเครื่องเดียว จึงไม่ทราบว่าอาจมีผู้ใดเขียนข้อความดังกล่าวหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อความ ดังกล่าวอย่างแน่นอน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดทางการเมือง และเชื่อว่าสิ่งที่ นายภัทรพงศ์ และนายรุ่งเรือง นำมาอ้างนั้น เป็นความพยายามดิสเครดิตตน ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายรายอย่างเข้มข้น

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้ง 5 คน ถูกย้ายเพราะไม่สนองงานการเมืองนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะในจำนวนดังกล่าว 4 คน ที่เป็นนายอำเภอ รับทราบดีว่าเป็นการย้ายมาช่วยราชการเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง และทราบระยะเวลาชัดเจนว่าจะได้ย้ายกลับ มีเพียงปลัดจังหวัดภูเก็ต เท่านั้นที่แสดงความไม่พอใจ

ปกรณ์ กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 71 เข้าสมาชิก OECD

ปกรณ์ กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 71 เข้าสมาชิก OECD

ปกรณ์ กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 71 เข้าสมาชิก OECD

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“ปกรณ์”กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 2571 เข้าเป็นสมาชิก OECD ตามนโยบายรัฐบาล พัฒนาระบบ”TH2OECD” ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยปฎิรูปกฎหมาย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน-สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก

29 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้า และทิศทางของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ว่าภารกิจนี้ของรัฐบาลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล โดยรัฐบาลกำหนดเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2571

ทั้งนี้ การเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงการเข้าสู่ “คลับของประเทศพัฒนาแล้ว” แต่ยังครอบคลุมไปถึงเป้าหมายสำคัญคือการมีกฎระเบียบที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน หรือ Better Regulation for Better Life ซึ่งหากประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นักลงทุนและประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศจะให้ความเชื่อมั่นในมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ไทยสามารถค้าขาย และดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้นโดยไม่ต้องทำข้อตกลงทวิภาคีเป็นรายประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล (Trust in Government) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ในระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เริ่มต้นการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ความท้าทายคือจากกฎหมายไทยที่มีจำนวนมหาศาล ได้แก่กฎหมายที่เป็น พ.ร.บ.กว่า 900 ฉบับ กฎหมายลำดับรองกว่า 7,000 ฉบับ และมีกระบวนงานที่ต้องดำเนินตามกฎหมายกว่า 21,000 กระบวนงาน ให้สอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD ที่มีตราสารทางกฎหมาย (Legal Instruments) ประมาณ 260 ฉบับ

นายปกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบที่เรียกว่า TH2OECD ขึ้นมา โดยใช้เทคโนโลยี Agentic AI และ Graph RAG มาช่วยประมวลผล ระบบนี้ทำหน้าที่แปลกฎหมายไทยเป็นภาษาอังกฤษ และตรวจสอบกับตราสาร OECD เพื่อวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) และให้ข้อแนะนำในการปิดช่องว่างนั้น

“เรารื้อฐานข้อมูลใหม่หมด จากไฟล์ PDF ให้เป็น Machine Readable Format เพื่อให้ AI อ่านได้ อย่างไรก็ตามแม้ AI จะฉลาดขึ้นมากแค่ไหนแต่เราก็ยังต้องมีเจ้าหน้าที่กฤษฎีกาตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย หรือเรียกว่า Human in the loop เพื่อความแม่นยำสูงสุด” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายด้านกฎหมาย (Regulatory Policy Committee) ของ OECD ได้เริ่มกระบวนการประเมินด้านกฎหมายของไทยแล้ว ซึ่งหากมิติด้านกฎหมายผ่านการประเมิน จะเป็นบันไดขั้นแรกที่ช่วยให้มิติอื่นๆ ทั้งด้านดิจิทัล สังคม และสิ่งแวดล้อม ดำเนินการได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีต้นแบบการทำงานอยู่แล้ว

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของไทยให้ไปสู่ระบบสากลมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากระบบกฎหมายแบบเดิมที่ใช้การควบคุมผ่านการอนุมัติอนุญาต (Pre-audit) ที่เน้นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และสร้างภาระให้ภาคเอกชน ไปสู่มาตรฐาน OECD เน้นระบบการตรวจสอบภายหลัง (Post-audit) และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Consultation) โดยจะทำควบคู่ไปกับปรับปรุง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อเปลี่ยนจากการขอใบอนุญาตแยกส่วน เป็นการขอเพียงครั้งเดียวแต่ครอบคลุมหลายกิจกรรม (Super License) เช่น การเปิดร้านกาแฟหรือโรงแรม สามารถขออนุญาตครั้งเดียวและได้ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนทางธุรกิจ รวมทั้งดำเนินการการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง โดยรัฐบาลเตรียมรับข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อระบุรายชื่อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเสนอแก้ไขต่อ ครม.ทันทีโดยไม่ต้องรอหน่วยงานเจ้าของกฎหมายเสนอ

“การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงมาก หากเราไม่เปลี่ยนกฎหมายซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ เราก็จะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้” นายปกรณ์กล่าว

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “#อย่าบิดเบือน ประเทศนี้ไม่มี #ระบอบสีน้ำเงิน การเมืองรู้ดีอาจมี #ระบอบทักษิณ #ระบอบธนาธร #ระบอบเนวิน ?

การเมืองควรรบสู้กันเองในสนาม อย่าริอ่าน! โหนดึงสถาบัน” 

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 6:00 น. ประชาชนผู้สัญจรไปมาทั่วกรุงเทพมหานคร ได้พบป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่หลายจุดทั่วกรุงเทพฯ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามพารากอน และสามเหลี่ยมดินแดง ปรากฏข้อความหาเสียงของ โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ว่า “เมืองแคร์คน” โดยแต่ละป้ายมีนโยบายที่แตกต่างกันจำนวน 10 นโยบาย ตามหมายเลขประจำตัวของชัยวัฒน์ เบอร์ 10 โดยนโยบายที่ปรากฏในป้าย 10 นโยบาย ได้แก่

เราจะเพิ่มเส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้า มีหลังคาหลบแดดฝน

เราจะแก้ปัญหาใบส่วนตัว ใช้สฝบัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน 

เราจะลอกท่อ 100% ทุกปี จบปัญหาน้ำรอระบาย 

ป้องกันอาชญากรรม 24 ชม. เราจะเชื่อม CCTV รัฐ-เอกชน ใช้ AI

เราการันตีค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย 

เราจะดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี จ้างคนดูแล 5,000+ ตำแหน่ง

เราจะทำเรือเมล์ในคลอง การสัญจรทางน้ำต้องกลับมาฮิต

เราจะเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัย 10 แห่งใกล้ชุมชน

เราจะเพิ่มเส้นทางรถเมล์ เชื่อมรถไฟฟ้า มีหลังคาหลบแดดฝน

เราจะลอกท่อ 100% ทุกปี จบปัญหาน้ำรอระบาย

เราจะสนับสนุน SMEs ซื้อของร้านค้ารายย่อย ได้ลุ้นรางวัล

เราจะให้เช่าที่พักราคาถูกในเมือง

โดยทุกป้ายจะปรากฏภาพและเบอร์ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เบอร์ 10 พร้อมสโลแกน สร้างเมืองที่แคร์คน 

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าการหาเสียงครั้งนี้ แม้จะยังต้องมีป้าย สก. แต่จะติดในจำนวนจำกัด และไม่มีการติดป้ายเบอร์ผู้ว่าฯ ตามถนนและเสาไฟฟ้า เพื่อให้คนกรุงเทพใช้ชีวิตง่ายขึ้น ลดปัญหาป้ายกีดขวางทางจราจร และลดการใช้ทรัพยากร โดยจะใช้สื่ออื่นๆ แทน เช่น ไวนิลผ้าใบติดตามตลาดและชุมชน แผ่นพับ ใบปลิว บิลบอร์ด รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย
 

รัฐบาลเดินหน้าปั้น อาสาพยาบาลชุมชน 1 หมื่นคน เสริมทัพ อสม. ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก

รัฐบาลเดินหน้าปั้น อาสาพยาบาลชุมชน 1 หมื่นคน เสริมทัพ อสม. ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก

รัฐบาลเดินหน้าปั้น อาสาพยาบาลชุมชน 1 หมื่นคน เสริมทัพ อสม. ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข เตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับ อสม. ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

29 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข ผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หน้าที่หลักของ อสพ. คือ ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่คัดกรองโรคเบื้องต้น รณรงค์สาธารณสุข และประสานงานกับ อสม. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อเชื่อมโยงการรักษา โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด โดย อสพ. 1 คน จะดูแลกลุ่มเป้าหมาย 24 ราย ออกเยี่ยมบ้านตามแผนการดูแล (Care Plan) รายละ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมจำนวนกิจกรรมเยี่ยมบ้านสะสมไม่ต่ำกว่า 80-100 ครั้งต่อเดือน (เฉลี่ยวันละ 4-5 ราย) และให้การดูแลในการตรวจวัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) ประเมินอาการเบื้องต้น อาทิ ทำหัตถการพื้นฐาน เช่น ทำแผล ป้องกันแผลกดทับ ติดตามการใช้ยาในกลุ่ม NCDs และจิตเวช ประเมินพัฒนาการเด็ก และติดตามหญิงตั้งครรภ์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแนวทางในการผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ) โดยจะเปิดรับสมัครผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเว็บไซต์สถาบันพระบรมราชชนก ในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี พ.ศ. 2569 โดยผู้สมัครจะต้องอยู่ในช่วงอายุ 22-70 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งจะมีการสอบสัมภาษณ์ และจิตวิทยาก่อนจึงทำการเซ็นสัญญา 2 ปี และนำผู้สมัครเข้ารับการอบรมจากศูนย์ฝึกฯ ระดับเขต จำแนกตามคุณวุฒิซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีด้านสุขภาพ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 2 เดือน/240 ชั่วโมง  2) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีสาขาอื่นๆ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 4 เดือน/480 ชั่วโมง และ 3) พยาบาลวิชาชีพเกษียณ (อายุไม่เกิน 70 ปี) จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์/30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นสัดส่วนเวลาเรียนเป็นภาคทฤษฎี ร้อยละ 30 ภาคปฏิบัติ ร้อยละ 50 และภาคสนาม ร้อยละ 20 ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเกณฑ์การประเมินไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 จึงถือว่าผ่านการอบรม

“รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” 10,000 คน ไม่กระทบ Care Giver เดิม แต่เป็นการเพิ่มทักษะและเสริมระบบดูแลผู้ป่วยในชุมชน ขออย่าเป็นกังวล รัฐบาลพร้อมตรวจสอบรายละเอียดและรับฟังทุกข้อเสนอ รัฐบาลต้องการให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพคนทำงานในระบบสุขภาพ โดยการอัปสกิลอาจมีหลายระดับตามบทบาทและทักษะที่เพิ่มขึ้น สำหรับ Care Giver ก็ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

“รัฐบาล”เผยสัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ดัน 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท ลงทุนจริงเร็ว

29 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

ดันไทยสู่ World Pride 2030 รัฐบาลชวนฉลอง Bangkok Pride 2026 ตอกย้ำสมรสเท่าเทียม

ดันไทยสู่ World Pride 2030 รัฐบาลชวนฉลอง Bangkok Pride 2026 ตอกย้ำสมรสเท่าเทียม

ดันไทยสู่ World Pride 2030 รัฐบาลชวนฉลอง Bangkok Pride 2026 ตอกย้ำสมรสเท่าเทียม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

รัฐบาล เชิญชวนคนไทยร่วมงาน Bangkok Pride 2026 วันที่ 31 พ.ค.นี้ ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030

29 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Bangkok Pride Festival 2026” ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคมนี้ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ” และเป็นการเดินหน้าครั้งสำคัญที่จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก “World Pride 2030”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ในการส่งเสริมประเด็นความเท่าเทียมระหว่างเพศ และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ผ่านกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ในปีนี้ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนและสนับสนุนการจัดงานเทศกาล Pride Festival ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังได้ร่วมมือกับ Bangkok Pride จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) จำนวน 58 จังหวัด เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทยด้วย

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงศักยภาพเชิงพื้นที่ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งระบบในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสร้างเครือข่ายขยายไประดับท้องถิ่นด้วย เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและระบบเศรษฐกิจสีรุ้งในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมมาโดยตลอด และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จนทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมบังคับใช้ ซึ่งงาน “Bangkok Pride Festival 2026” ปีนี้ นอกจากจะมีขบวนพาเหรดของชาวสีรุ้งที่ยิ่งใหญ่ ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร ระยะทางตั้งแต่สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี มุ่งหน้าสู่ถนนสีลมและพระราม 1 แล้ว ยังมีการนำวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานมาแสดงด้วย โดยไฮไลท์สำคัญคือ วงหมอลำ “ระเบียบวาทศิลป์” วงหมอลำระดับตำนาน ที่จะมาร่วมแสดงบนเวที Pride Stage ณ สนามเทพหัสดิน ด้วย

ความจริงสองชั้น! อัษฎางค์ วิเคราะห์คำพิพากษายกฟ้อง ธนาธร คดีวัคซีนพระราชทาน

ความจริงสองชั้น! อัษฎางค์ วิเคราะห์คำพิพากษายกฟ้อง ธนาธร คดีวัคซีนพระราชทาน

ความจริงสองชั้น! อัษฎางค์ วิเคราะห์คำพิพากษายกฟ้อง ธนาธร คดีวัคซีนพระราชทาน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คำพิพากษายกฟ้องคือจุดจบของคดี ไม่ใช่จุดจบของคำถาม

ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง 28 พฤษภาคม 2569 วินิจฉัยว่าไลฟ์ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” ของธนาธรโดยรวมเป็นการวิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถึงระดับองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112

อย่างไรก็ตาม ศาลบอกว่า “ยังไม่เพียงพอจะลงโทษ” ไม่ได้บอกว่า “ไม่มีการโยงถึงสถาบันเลย” เพราะในข้อเท็จจริงของคดี มีการพูดถึงสยามไบโอไซเอนซ์และความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์อยู่จริง ซึ่ง Reuters บันทึกไว้ชัดเจน

นอกจากนี้ คดียังไม่สิ้นสุด อัยการมีกรอบเวลา 30 วันในการอุทธรณ์

ความจริงของคดีนี้มีสองชั้น และทั้งสองชั้นเป็นความจริงพร้อมกัน

ชั้นแรก — ความจริงทางกฎหมายคือ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

ชั้นที่สอง — ความจริงทางการเมืองคือ หัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน” บวกกับการตั้งคำถามเรื่องสยามไบโอไซเอนซ์และโครงสร้างผลประโยชน์ ไม่ใช่ชุดคำที่คนไทยจะได้ยินแล้วตีความว่าเป็น “การวิจารณ์นโยบายสาธารณสุขธรรมดา”

การพูดถึงสยามไบโอไซเอนซ์ และการตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ ย่อมทำให้ผู้ฟังจำนวนมากเข้าใจว่า นี่คือการโยงประเด็นวัคซีนไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

และการรับรู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่มีวันที่จะถูกลบออกจากความจำของสังคมโดยคำพิพากษา

ศาลมีอำนาจชี้ขาดว่าจะลงโทษหรือไม่

ไม่บอกสังคมว่าต้องรู้สึกอย่างไร

คุณคนไทยเห็นด้วยกับผมหรือไม่?

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรุงเทพมหานครตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ์ให้สูงกว่าร้อยละ 60.7 ซึ่งอยากให้ทำให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามความต้องการของประชาชน”

นายณรงค์ เรืองศรี

ปลัดกรุงเทพมหานคร

ผอ.การเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร