นฤชา เอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ เล็งฟ้องกลับ ภูมิธรรม ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นฤชา เอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ เล็งฟ้องกลับ ภูมิธรรม ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นฤชา เอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ เล็งฟ้องกลับ ภูมิธรรม ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

ภูมิธรรม สะดุ้งอีกเฮือก! นฤชา ยันเอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ ผนึกเดินหน้าเล็งฟ้องกลับ คืนความเป็นธรรมหลัง ก.พ.ค. ฟันธงคำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำเป็นบรรทัดฐานให้ ขรก.พึงสังวร 

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า  เพิ่งได้รับทราบจากสื่อที่ปรากฏคำแถลงข่าวจาก ก.พ.ค. ถือว่าเป็นการได้รับความเป็นธรรมจาก ก.พ.ค.ซึ่งพิจารณาล่าช้ามาก  ทราบว่ามีการโต้ตอบหนังสือ กลับไปกลับมา ขอขยายเวลาชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นหนังสือจากผู้มีหน้าที่ตั้งหลายครั้ง

สุดท้ายตนต้องทำหนังสือทวงถามผลการพิจารณาเอง เพราะอยากรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นมันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต่อไปก็จะต้องมาพิจารณาว่าขั้นตอนการเสนอเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตนนั้น มีการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาชอบหรือไม่ชอบอย่างไร  มีเหตุผลหรือไม่ กล่าวคือตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนครม.เห็นชอบใครตั้งเรื่อง ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนสั่ง ชอบหรือไม่ เจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนั้นก็ต้องไปชี้แจงต่อศาลเอง  

“เรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้บังคับบัญชา ข้าราชการที่มีอำนาจ แต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย พึงสังวร  การใช้อำนาจต้องคู่กับคุณธรรม นอกจากเคสนี้ยังมีการกระทำเช่นนี้อีกหลายกรณี ทั้งย้ายผู้บริหารส่วนกลางถอยกลับไปเป็นนายอำเภอ ทำให้เสียสิทธิ์ เสียโอกาสในความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น” นายนฤชา กล่าว

นายนฤชา กล่าวด้วยว่า ตนเห็นด้วย กับนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมปกครอง ที่ หลังจากนี้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป และตนก็เอาด้วย

เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จว.ใต้ จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์-ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี

เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จว.ใต้ จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์-ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี

เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จว.ใต้ จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์-ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

7 พฤษภาคม 2569 เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์เรื่อง รัฐบาลต้องทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ดังนี้

นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชล และนักวิชาการ ถึงความไม่คุ้มทุนในการก่อสร้างโครงการ ที่มีงานวิชาการรองรับอย่างชัดเจนว่าวิธีการขนส่งสินค้าแบบถ่ายลำเรือคือวิธีการที่ไม่ได้ดึงความสนในผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และยังความเสี่ยงที่ไร้อนาคต อาจจะกลายเป็นการยกผืนแผ่นดินภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ร่วม 100,000 ไร่ ให้กับนายทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนมากกว่า 99 ปี ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย SEC

ขณะที่พลเมืองไทยจำนวนมากยังไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย และอีกจำนวนไม่น้อยถูกริดรอนสิทธิ์ด้วยการการประกาศเขตป่าไม้ เขตอุทยานแห่งชาติทับที่ จนไม่สามารถออกถือกรรมสิทธิ์ได้อย่างชอบธรรม โดยอ้างกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังระดับชาติที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคมานานหลายปี ที่หลายรัฐบาลไม่กล้าแม้แต่จะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่พอกับนายทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ที่ดินของพวกเราจำนวนมากนับแสนไร่ กลับง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

“พวกเราเครือข่ายขบวนองค์กรสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดฟังเสียงประชาชน และเสียงของนักวิชาการที่กำลังเสนอให้เห็นถึงความเสี่ยงในโครงการนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กำลังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและแผ่นดินผืนใหญ่ของภาคใต้ให้กับนายทุนต่างชาตินานนับร้อยปี ด้วยการทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และยกเลิกแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ในทันที”

จับตา 15 พ.ค.นี้ ประชุมร่วมรัฐสภา เร่งพิจารณา 31 กฎหมายค้างท่อ

จับตา 15 พ.ค.นี้ ประชุมร่วมรัฐสภา เร่งพิจารณา 31 กฎหมายค้างท่อ

จับตา 15 พ.ค.นี้ ประชุมร่วมรัฐสภา เร่งพิจารณา 31 กฎหมายค้างท่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

7 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ตามที่มีร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบค้างพิจารณาอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากมีการยุบสภา วันที่ 12 ธ.ค.2568 และมีการเรียกประชุมสภาตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2569 มาตรา 147 บัญญัติให้กรณียุบสภา ร่างกฎหมายที่รัฐสภายังไม่ให้ความเห็น หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้งร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา พิจารณาต่อไป ถ้าเห็นชอบด้วยก็ให้พิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก หลังการเลือกตั้ง หรือภายในวันที่ 12 พ.ค.2569 โดย ครม.พิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภาและวุฒิสภาแล้ว ลงมติร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาตามรายละเอียดที่ได้แนบมา จำนวน 31 ฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน , ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย , ร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าตอบแทนและค่าค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา , ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ประธานรัฐสภา นัดประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 15 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.เพื่อให้ความเห็นชอบพิจารณาร่างกฎหมายที่ ครม.ยืนยันมา

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

สภาฯ ตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญอดีต สส.-สว. “วรงค์”บี้”ตัดบำนาญ”พ่วง”ทุนการศึกษาบุตรเรียนนานาชาติ” ท้า”สส.-สว.”ปัจจุบันประกาศไม่รับบำนาญ ด้าน”สนอง”ย้อนคืน ทำเป็นตัวอย่างประกาศคนแรกไม่รับเบี้ยยังชีพผู้แทนฯ

7 พฤษภาคาม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 จำนวน 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย , นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย , นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย , นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม , นายประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย , น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว.ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต 2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือ บำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่ทะลุฟ้ามากเกินความจำเป็น

“ช่วงนี้เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม. ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้น อยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุน ให้พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป เช่น ตัดค่าการศึกษาบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนของรัฐ รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส.และ สว.และผมขอเรียกร้องให้ สส.และ สว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน” นพ.วรงค์ กล่าว

ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุน จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ ตนขอพูดด้วยความสัตย์จริง และเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้น เมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนตอนดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงค์ขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

“ที่ทราบมา นพ.วรงค์ เคยเป็น และหยุดพักไปหลายปี แต่ยังได้รับ ดังนั้น ขอให้แจ้งความจำนงได้ว่าต่อไปนี้ไม่รับ จะได้ประกาศให้สังคมชื่นชม ดังนั้น การพูดใดๆ ขอให้คำนึงถึงความเป็นธรรม หากจะพูดเอาหล่อ เอาดีคนเดียวใครก็พูดได้ แต่อยากมองให้เห็นเพื่อนรอบข้างสิ่งที่เหมาะสม ยินดีจะรับไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อปฏิบัติด้วยความเรียบร้อย” นายสนอง กล่าว

ทำให้ นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400 – 500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ สส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะตนไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้น อย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

เท้ง เผย มติพรรคประชาชน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 12 พ.ค.นี้ ย้ำ ประชาธิปัตย์-พรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมได้ แต่ต้องให้ปชน.เขียนคำร้อง ระบุต้องพิจารณารอบคอบไม่ไปขยายขอบเขตอำนาจศาลรธน.

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น คือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี  ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป  

เมื่อถามว่าการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เมื่อถามย้ำว่ามองถึงส่วนที่ 2 ซึ่งมี อากาศเข้าข่ายหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าจริงๆส่วนแรกก็อาจจะมีปัญหาตามที่นางสาวศิริกัญญาตั้งคำถามไปแล้วว่าการเยียวยานั้นเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ไม่ใช่การเยี่ยวยาแบบพุ่งเป้าแบบที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าอำนาจในการตราพระราชกำหนดเป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ กรณีที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่เรากังวลใจว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ของฝ่ายบริหารว่าอาจจะรู้แก่อำนาจไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือเงินกู้ 200,000 ล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แต่ในรายละเอียดก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเยียวยาเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่ารัฐมนตรีเข้ามาชี้แจงว่าส่วนของเงินเยียวยานั้นทุกคนเดือดร้อนกันหมด ฟังขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเราพยายามใช้กลไกในสภาเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบ การตั้งกระทู้ถามก็คาดหวังหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่าได้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้สามสด ไปหลายประเด็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร

เมื่อถามว่าร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯ อื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ตามที่มีการตั้งกระถามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้แทน ว่าเพราะคนเดือดร้อนถ้วนหน้าเลยแจก 30 ล้านคน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ควรจะ แจกแบบถ้วนหน้า ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่าอยากให้เป็นการเยียวยามุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง ซึ่งในสไลด์ที่รัฐบาลส่งให้กับสื่อมวลชน  ก็ยังเน้นย้ำเรื่องเดิมว่าจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย แต่ในรายละเอียดการเยียวยากลับเยียวยาเกือบถ้วนหน้า และถ้าเป็นการเยียวยาแบบเกือบทั่วหน้าจริงก็น่าจะมีตัวเลขแต่เกือบ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ารอบนี้มันก้ำกึ่งเพราะรวมทั้งคนละครึ่งและโครงการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตัวเลขก็ยังอยู่ที่ราวๆ 44 ล้านคน แสดงว่ามีคนส่วนหนึ่งตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ ดังนั้นเราไม่ติดถ้าจะเยียวยาประชาชน แต่อยากให้เลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้าบอกว่าทุกคนเดือดร้อนก็จ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดว่าจ่ายแบบมุ่งเป้า เพราะถ้าอยากจ่ายแบบมุ่งเป้าต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงตกหล่น  

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากรณีเงิน 200,000 ล้านบาท มีการพูดกึ่งยอมรับว่า ไม่ได้มีโครงการ เท่ากับเป็นการยอมรับว่าตีเช็คเปล่าหรือไม่ น.ส.ศิริกันยา กล่าวว่า ใช่ จริงๆ ทางรัฐมนตรี ก็รับเองว่ายังไม่ได้มีตัวโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องขึ้นมา ให้คณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังยอมรับกับเราอีกด้วยว่าสำหรับการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ แล้วในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ก็ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด แต่ในส่วนที่เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนเรื่องจำเป็นหรือไม่ เลี่ยงได้หรือไม่ก็จะใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเห็นชอบแทน

ถามต่อว่าก่อนหน้านี้มีการชี้แจงว่าเงินกู้นี้ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ใช่ และถือเป็นเรื่องตลก เพราะเราพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินการคลังไม่ได้มีแค่เพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีคำตอบเดียวตามโพย ว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุ ซึ่งตนไม่ได้ถาม แต่ก็คงช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทำทุกอย่างแล้วยังโอเค วินัยการเงินการคลังไม่ได้ถูกทำลาย แต่ในใจเราทุกคน หรือวิญญูชนย่อมทราบดีว่า วินัยการเงินการคลังครั้งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงในยามวิกฤตก็ไม่ใช่ยามที่จะมารักษาวินัยการเงินการคลังแบบเคร่งครัดขนาดนั้นอยู่แล้ว ก็กลายเป็นฝั่งรัฐบาลเองที่ต้องกลืนน้ำลายตัวเองว่า พยายามจะรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

อ้างเป็นเรื่องภายใน! หัวหน้าพรรคส้ม เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวโยง ยาเสพติด เรียบร้อยแล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคประชาชนในการพิจารณาลงโทษ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงกำนัน และผู้ใหญ่บ้านเอี่ยวยาเสพติดว่า ในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรคเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าเรามีการดำเนินการทางวินัย เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิล ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ซึ่งตนยืนยันว่าเรามีการดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงออก การแสดงความจริงใจ ต่อพ่อแม่พี่น้องผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

เมื่อถามต่อถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อประสานไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็ดำเนินการจัดการอยู่

สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี

สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี

สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต! สว.ศุภโชค หนุนรัฐบาลกู้ 4 แสนล้านแก้ ปากท้อง-พลังงาน ยันยังไม่ชนกรอบหนี้ 70% ของจีดีพี ชี้ ฝ่ายค้าน ตรวจสอบถ่วงดุลตามบทบาท เชื่อ ครม. มีแนวทางดำเนินการอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายศุภโชค ศาลากิจ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ(อนุกมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ กลุ่มที่3 ในกมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าอาจยังไม่ถึงเวลาที่ต้องกู้เงินจำนวนมากว่า ตนในฐานะประธานอนุกมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา แม้เพิ่งได้รับตำแหน่ง แต่ได้ทำงานด้านนี้มาประมาณปีกว่าแล้ว หน้าที่หลักคือการตรวจติดตามการใช้งบประมาณ เรื่องดังกล่าว อยากให้ประชาชนมองว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะรายได้ของประชาชนไม่เติบโตทันค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาพลังงานและต้นทุนด้านต่าง ๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งนี้ ปัจจุบันเข้าสู่ช่วงกลางปีงบประมาณ 2569 แล้ว งบประมาณหลายส่วนถูกเบิกใช้ไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้เตรียมไว้รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ขณะที่งบประมาณปี 2570 ยังต้องรอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกหลายเดือน จึงมองว่ารัฐบาลน่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วในการหาทางช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน รวมถึงช่วยเหลือภาคเกษตรและภาคเอสเอ็มอี ผ่านการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า หากมองในภาพรวม ขณะนี้ กรอบหนี้สาธารณะจากการกู้ครั้งนี้ยังไม่ถึง 70% ของจีดีพี หากมองอย่างเป็นกลางต้องยอมรับว่าสภาวะปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30% ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในหลายด้าน เช่น ภาคเกษตรกรได้รับผลกระทบ สินค้าเกษตรราคาถูก แต่ต้นทุนกลับแพงขึ้นทั้งหมด หากยังหาเงินมาจัดการปัญหาเหล่านี้ไม่ทัน ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

“เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน อีกส่วนจะนำไปใช้แก้ปัญหาด้านพลังงานทดแทนในระยะยาว ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากไม่ดำเนินการ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายด้านอาจเป็นไปได้ยาก และเกรงว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะย่ำแย่ลงกว่าเดิม” นายศุภโชค กล่าว

นายศุภโชค ยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 172 ว่า รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบ ตนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องไม่ดี เพราะถือเป็นบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุล และมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนเช่นเดียวกัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็น่าจะมีแนวทางดำเนินการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วในเรื่องนี้

‘กรวีร์’ ชี้แจงร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์

‘กรวีร์’ ชี้แจงร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์

‘กรวีร์’ ชี้แจงร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

“กรวีร์” แจง ร่างกฎหมาย SEC เป็นคนละเรื่องกับโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำ ครม. ไม่ส่งกลับสภาฯ เตรียมเสนอ กฎหมายใหม่ พัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้หรือ SEC ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา ว่า

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการยืนยันกฎหมายฉบับนี้เข้ามา และมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน รวมถึงโจมตีพรรคภูมิใจไทยในประเด็นข้อกฎหมายทำให้สังคมเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นการยกที่ดิน 99 ปีให้ต่างชาติถือครอง จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนและเกิดความเข้าใจ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์นายกรัฐมนตรีได้ตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศึกษาข้อมูลต่างๆให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ส่วนร่าง พ.ร.บ. SEC ที่มีการโจมตีพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันกลับมา ซึ่ง สส. ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยหลายคน เห็นตรงกันว่า ศักยภาพของจังหวัดในชายแดนภาคใต้หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลเศรษฐกิจภาคใต้ก็จะสามารถเติบโตได้ ไม่น้อยไปกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 

นายกรวีร์ ยังย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ และ ร่าง พ.ร.บ. SEC เป็นคนละเรื่องกัน และเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. SEC กลับมา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะมีการพิจารณาเสนอกฎหมายใหม่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับภาคใต้ เพื่อยื่นสู่สภาอีกครั้ง 

ส่วนคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งหรือไม่นั้น นายกรวีร์ กล่าวว่า ถือเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี และเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว

ศปปส. บุกยื่นหนังสือ หมอวรงค์ ชงยกเลิก’บำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย’สส.-สว.

ศปปส. บุกยื่นหนังสือ หมอวรงค์ ชงยกเลิก'บำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย'สส.-สว.

ศปปส. บุกยื่นหนังสือ หมอวรงค์ ชงยกเลิก’บำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย’สส.-สว.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“กลุ่มปกป้องสถาบัน” ยื่นหนังสือขอสภาผลักดัน ยกเลิก “เงินบำนาญ-เอกสิทธิ์-จำนวนผู้ช่วย“ สส. และ สว. ด้าน “นพ.วรงค์” ลั่นจะสู้เต็มที่ ชี้ผู้แทนอาสามาดูแล ไม่ใช่ให้ประชาชนมาเลี้ยงดูจนตาย

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน ยื่นหนังสือต่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เพื่อขอช่วยผลักดันให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับสถานะ สิทธิประโยชน์ งบประมาณ และความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 3 ประเด็น คือ 1. ขอให้ยกเลิกบำนาญ 2.ขอให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง และ 3.ลดจำนวนผู้ช่วย ทั้ง สส. และ สว.จาก 8 คน เหลือ 3 คน 

นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน กล่าวว่า เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ประชาชนของประชาชน ประเทศชาติ ซึ่งเห็นว่า สส.และ สว. เป็นตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการมีเงินบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์หลังพ้นตำแหน่ง อาจสร้างความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม ในสายตาประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศ ยังมีภาระงบประมาณ และประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

ขณะที่เรื่องเอกสิทธิ์ ปัจจุบัน สส. และ สว.หลายคน ต้องคดี เช่น คดี ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ซึ่งการมีเอกสิทธิ์ อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย โดยการทำหน้าที่ของ สส. และ สว. ควรอยู่ภายใต้ความกล้าหาญ ความสุจริต และความรับผิดชอบ ไม่ใช่อาศัยเอกสิทธิ์ปกป้องตนเอง จากการตรวจสอบของประชาชน หรือกระบวนการยุติธรรม

ส่วนเรื่องจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. เห็นว่า ควรทบทวนให้เหมาะสม กับภาระงบประมาณของประเทศ จากเดิมที่มีมีอยู่ 8 คนให้เหลือ 3 คน เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ ซึ่งงบประมาณดังกล่าว สามารถประหยัดได้ และควรถูกนำไปใช้ในภารกิจที่จำเป็น เช่น เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งมองว่า จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง 

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวว่า กรณีที่ขอให้ยกเลิกบำนาญทั้งของ สส. และ สว. รวมไปถึงการลดจำนวนผู้ช่วยของ สส. และ สว. เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกองทุนของอดีตผู้ดำรงตำแหน่ง สส. และ สว. ซึ่งไม่เพียงแต่ภาคประชาชนที่มายื่นเรื่องผ่านตนในวันนี้ แต่เชื่อว่า พี่น้องคนไทยก็ไม่มีใครเห็นด้วย ที่จะต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดู ทั้ง สส. และ สว. เมื่อตนเองไม่ได้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต ดังนั้นตนจะรับเรื่องนี้ไว้ และช่วงบ่ายวันนี้จะมีวาระพิจารณาในสภา เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งตนก็จะอภิปราย และฝากสาระสำคัญให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาในการยกเลิกเงินบำนาญ สส. และ สว. แต่การลดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. จาก 8 คน เหลือ 3 คน จะเป็นอีกระเบียบวาระหนึ่ง เช่นเดียวกันกับการยกเลิกเอกสิทธิ์ สส. และ สว. ก็เป็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อถึงวาระยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ตนจะรับเรื่องไว้ทั้งหมด และเมื่อถึงวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนก็จะเป็นปากเป็นเสียง ในการพิจารณาเรื่องเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า ตนจะสู้เต็มที่ เพราะไม่ต้องการให้ผู้แทนของประชาชน มาเอาเปรียบประชาชน ซึ่งตนถือว่า ผู้แทนของประชาชน อาสาเข้ามาดูแลประชาชน ไม่ใช่ต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดูจนตาย ซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนเกินไป 

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

‘หมอวรงค์’ ออกปากชม ‘ทักษิณ’ รับโทษตามกระบวนการ ลั่นหมดหน้าที่ตัวเองแล้ว ไม่ติดใจอดีต ชี้ออกจากคุกลามมีผลการเมืองแน่ รอจับตา ‘เจ้าตัว’ จะรู้บทเรียนหรือไม่

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา11.45น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ และจะออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.นี้ ว่า สิ่งที่เกิดกับนายทักษิณ เป็นการกระทำผิดกฎหมาย และใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน อ้างว่าเจ็บป่วยไม่ยอมติดคุก จนมีการต่อสู้ของภาคประชาชน จนศาลมีคำพิพากษาให้กับไปจำคุก ดังนั้นการที่นายทักษิณได้จำคุกมาแล้ว 8 เดือน ก็ถือว่าเขาได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงแล้ว สามารถได้รับการพักโทษ เป็นสิทธิ์ที่นายทักษิณ และคนอื่นๆควรจะได้รับ ส่วนตนเองโอเค เพราะยึดหลักความถูกต้อง และกฎหมาย ในเมื่อเขารับผิดและติดคุกแล้ว ก็ต้องชื่นชมเขา แต่หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของนายทักษิณที่จะต้องวางแผนอนาคตของตัวเอง

เมื่อถามว่าการที่นายทักษิณออกจากเรือนจำจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ กล่าวว่า หากดูการระดมมวลชน ที่มีการแจกลอตเตอรี่และเชิญชวนให้มาต้อนรับการออกจากคุก เป็นการสะท้อนว่านายทักษิณยังไม่ทิ้งการเมือง แต่เขาก็ไม่ผิดเพราะมีสิทธิ์ที่จะทำ แต่การทำแบบนี้ตนอยากให้ตระหนักถึงอดีตที่ผ่านมา อะไรที่ทำผิดพลาดก็ควรจะรับรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ส่วนจะมีผลต่อการเมืองหรือไม่ หากเคารพกติกา มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา จะทำอะไรก็ทำ แต่เมื่ออายุเยอะกันแล้ว ก็ควรจะรู้บทเรียนว่า ปัญหาเกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย จนเกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้มองว่ามีผลต่อการเมืองแน่นอน แต่จะหนักหรือน้อยอยู่ที่เขายั้งมือแค่ไหน

เมื่อถามว่าตอนนี้มีอะไรติดใจที่จะไปยื่นร้องเรียนหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาให้นายทักษิณต้องจำคุก ตนก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว แทบจะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับนายทักษิณเลย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ตนก็เคารพนายทักษิณที่เคารพคำตัดสินของศาล เขาทำหน้าที่ของเขาได้ดีแล้ว ตนก็ชื่นชม แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอีกในอนาคต ไม่ใช่แค่นายทักษิณแต่รวมถึงรัฐบาลและคนอื่นๆ ตนก็จะต่อสู้เพื่อปกป้องหลักนิติรัฐนิติธรรม