ไอซ์ เตือน กกต. ระวังถูกเช็กบิล หากไร้อำนาจ-วาสนา คุ้มกะลาหัว ข้องใจส่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ สว.บุรีรัมย์

10 กันยายน 2569 เวลา 17:40 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 ซึ่งพิจารณาต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายขององค์กรอิสะและองค์กรอัยการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของ สส.ฝ่ายค้าน อภิปรายต่องบประมาณของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เชื่อมโยงถึงคดีฮั้ว สว.ที่ กกต.เตรียมวินิจฉัยในวันที่ 14 ก.ย.โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า กกต.ต้องระวังต่อผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สว.บุรีรัมย์ ในปัจจุบัน ช่วงก่อนที่ได้รับเลือกพบว่าโทรศัพท์หา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เป็นเวลา 39 วินาที ซึ่งสังคมสงสัยว่าคุยอะไร ได้แจ้งเบาะแสการโกง สว.หรือไม่ รวมไปถึงกรณีที่ สว.บุรีรัมย์ กรอกใบสมัครไม่ตรงกับคุณสมบัติและอ้างว่า เจ้าหน้าที่เขียนคำว่า อาวุโสให้ และบุคคลนี้ เคยเป็นอดีตคนขับรถให้กับ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาฯ จึงมีประเด็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่ ทั้งที่จะต้องขาดคุณสมบัติตั้งแต่แรก

“กกต.ต้องทบทวนตามข้อสังเกตของ กมธ.คือ ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ประพฤติตัวให้คนสงสัยว่าทำตรงข้ามกับการต่อต้านการทุจริต แต่เป็นส่วนหนึ่งของอาชญากรรมอาชญากรสีน้ำเงิน” น.ส.รักชนก อภิปราย

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนได้รับเอกสารฉบับหนึ่ง ที่ระบุว่าเป็นคำชี้แจงของบุคคล ชื่อขึ้นต้นด้วย น.หนู มีสระ เอ นำหน้า และลงท้ายด้วย บ.ใบไม้ ชี้แจงว่า ประกอบอาชีพ ทำธุรกิจบริหารกิจการ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และสนามช้าง ซึ่งในฐานะประธานบริหาร ต้องทุ่มเทเวลา ดูแล บริหารต่อเนื่อง ซึ่งที่ต้องการบอกคือ คนนี้อยู่ จ.บุรีรัมย์ ไม่ยุ่งกับการโกง สว.

“ขอตั้งข้อสังเกตุจากที่ได้ทราบว่า ใครที่จะรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง หรือ อธิบดี ปลัด หรือ องค์กรอิสระ ที่อยากดำรงตำแหน่งที่หมายปอง ต้องตีตั๋วไปที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อให้ดูหน้าตา ว่าใช้ได้หรือไม่ เรื่องนี้ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่ขอให้ กกต. , ป.ป.ช. เช็กตั๋วบินไปที่ จ.บุรีรัมย์ ของคนที่กำลังแต่งตั้งโยกย้ายในตำแหน่งสูงในระยะเวลา 1 ปี ส่วนว่าที่อธิบดีดีเอสไอ ที่มีภาพสวัสดีนายกฯ อาจไปด้วยอีกเหตุผลก็ได้ ทั้งนี้ คนที่มีอำนาจ มีวาสนา และอยู่ในอำนาจ อย่าคิดว่ามีคนคุ้มกะลาหัว จะใช้อำนาจในสภา นอกสภา และองค์กรอิสระ แบบไม่เห็นหัวประชาชน ต้องระวัง เพราะอำนาจไหลไปได้ และอาจถูกเช็คบิลได้ในอนาคต” น.ส.รักชนก อภิปราย

อภิสิทธิ์ ร่ายยาว ตัดงบ กกต. ยกเหตุคดีฮั้วเลือก สว. ทำลายบรรทัดฐานความน่าเชื่อถือองค์กร

10 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 ซึ่งพิจารณาต่อเนื่อง เป็นวันที่ 4 ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายขององค์กรอิสะและองค์กรอัยการ

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า องค์กรอิสระเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย แต่กระบวนการตรวจสอบทำได้ค่อนข้างยาก โพลของสถาบันพระปกเกล้าเคยระบุ กกต.ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือต่ำสุด และหากคำของบของ กกต.ผูกพันกับคำว่า การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่เหตุใดกลับไม่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการนี้ ในส่วนการเลือก สว.นั้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานเชื่อได้ว่า มีการกระทำทุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น ถือเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องทำ ไม่ต้องพิสูจน์ ให้ส่งศาล และก่อนเลือก สว. เลขาธิการ กกต.คนปัจจุบัน โพสต์เฟซบุ๊กเตือนผู้สมัคร สว. อย่าแลกคะแนน พร้อมยกคำพิพากษาศาลฎีกา 2 คดี ในการเลือก สว.ระบุว่า ลำพังแค่แลกคะแนนก็ผิดแล้ว ถือเป็นบรรทัดฐานท่ศาลฎีกาวางไว้แล้ว และการเลือก สว.ปี 2567 กกต.ส่งเรื่องไปศาลฎีกาเป็นระยะๆ โดยมีบรรทัดฐานศาลฎีการะบุคำพิพากษาว่า การแลกคะแนน ทำให้การเลือก สว.ไม่ได้มาจากเจตจำนงอิสระของผู้เลือก ศาลเคยบอกว่าการแลกคะแนนเป็นเรื่องผิด กกต.เคยเชื่อมาแล้ว แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันใหญ่โตกว่าการส่งไลน์ขอแลกคะแนน มีทั้งการได้คะแนนเหมือนกัน การประชุมกันในโรงแรม แต่กลับมีความพยายามอธิบายว่า ต้องมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดความคลางแคลงใจคดีนี้ตรงไปตรงมาหรือไม่ และเชื่อมโยงนักการเมืองและพรรคการเมืองหรือไม่ จะลังเลอะไรกับสิ่งที่ศาลชี้มาแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีการเลือก สว. กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยตั้งเรื่องความผิดฐานอั้งยี่ ฟอกเงิน แม้สุดท้ายสั่งฟ้องได้แค่ 8 คน แต่ดีเอสไอเห็นว่า ข้อมูลเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อ กกต. จึงส่งเรื่องให้ กกต.ประกอบการพิจารณา แต่ กกต.ไม่รับ รวมถึงดีเอสไอเคยขอข้อมูล กกต.เพื่อนำมาใช้ในคดีอั้งยี่ ฟอกเงิน แต่ กกต.มีมติไม่ส่งให้ จนกระทั่งเกิดกระแสเปิดโปงข้อมูลฮั้ว สว. เลขาธิการ กกต.จึงชี้แจงหลักเกณฑ์ส่งฟ้อง 3 ข้อ เช่น บอกต้องเป็นเฉพาะผู้สมัคร แต่มาตรา 76 พ.ร.บ.การได้มาซึ่งสว.พูดถึงการกระทำความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. ไม่มีตรงไหนที่ระบุว่า ต้องเป็นการกระทผิดเฉพาะผู้สมัคร ความพยายามของคณะอนุกรรมการชุด 36 สวนทางกับข้อเท็จจริงของกกต.ที่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยที่เหตุการณ์ต่างๆ มาเกี่ยวข้องกับนักการเมืองของพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว บอกแค่บังเอิญและบังเอิญเป็นคำตอบ ทั้งที่มีการโอนเงินวันเดียวกัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ กกต. 4 คน ที่จะลงมติตัดสินคดีฮั้ว สว.วันที่ 14 ก.ย.มาจาก สว.ที่ถูกกล่าวหา ถ้าเป็นกฎหมายวิธีพิจารณทางปกครอง จะไม่มีสิทธิตัดสินคดี แต่ความเป็นองค์กรเฉพาะถ้าไม่ครบองค์ประชุมจะวินิจฉัยไม่ได้ ถ้าดูตามหลักธรรมาภิบาล หาก กกต. 4 คน ลงมติเป็นคุณกับผู้มีพระคุณของตัวเอง หนีไม่พ้นข้อหาการมีส่วนได้เสีย เรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน มีผลประโยชน์ทับซ้อน งบ กกต.จึงจำเป็นต้องตัด กกต.ไม่ใช่องค์กรอิสระองค์กรเดียว ยังเสนอให้ตัดงบ ป.ป.ช.ที่น่าเป็นห่วง เชื่อหรือไม่ระหว่างพิจารณากฎมหายนี้เพี่งได้รับจดหมายจาก ป.ป.ช.แจ้งผลการพิจารณาที่ตนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เมื่อ 15 ปีที่แล้วระบุว่า ไม่มีความผิด ทำไมใช้เวลา 15 ปี รวมถึงเคยเสนอต่อ ป.ป.ช.ว่า พวกเรามีภาระมากมายเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ทะเบียนข้อมูลทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในมือรัฐอยู่แล้ว ป.ป.ช.ควรทำข้อตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย กรมการขนส่ง กรมที่ดิน ว่า ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของพวกเราอยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อตรวจสอบ ไม่ต้องเป็นภาระให้พวกเราต้องไปขอเอกสารไปยื่นตรวจสอบ ล่าสุดเพิ่งจัดสัมมนาเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ผู้ใหญ่ในบ้านรเมืองแสดงความเห็นทางเดียวกัน ถ้าระบบนี้ไม่ทำงาน ประชาธิปไตยที่ออกแบบไว้ ไม่อาจจะเกิดผลได้จริง ภารกิจการรักษาประชาธิปไตยเป็นของพวกเรา เริ่มต้นด้วยการส่งสัญญาณตัดงบประมาณหน่ยงานเหล่านี้ 10%

พริษฐ์ จัดหนัก! งบ กกต. 2,700 ล้าน ไม่มีประสิทธิภาพ หวั่นเป็นท่อน้ำเลี้ยง อุ้มอาชญากรรมประชาธิปไตย

10 กันยายน 2569 เวลา 17:03 น.

“พริษฐ์”จัดหนัก! งบ กกต. 2,700 ล้าน ไม่มีประสิทธิภาพ หวั่นเป็นท่อน้ำเลี้ยงอุ้ม”อาชญากรรมประชาธิปไตย” ลั่นถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ด้าน”ศุภชัย”ลุกสวนทันที ไม่อยากเถียงกับเด็ก-อย่าฮึกเหิม ก่อนยอมถอนคำพูด ขณะที่”บุญจง”ยันการได้มาของ สว. อยู่ภายใต้ รธน. ส่วน”ณัฏฐ์ชนน”ยันสภาไม่มีใครเป็นพวก”กกต.” หากพบงบไม่เป็นประโยชน์ พร้อมตัด

10 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระ 2 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณามาตรา 32 องค์กรอิสระ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า สภาแห่งนี้จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานไหนขึ้นอยู่กับว่าสภาแห่งนี้เชื่อมั่นกับหน่วยงานนั้น จะนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่ง กกต.มีการของบประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งระบุไว้ว่าจะใช้ให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ ได้รับความสุจริต เที่ยงธรรม จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ที่ผ่านมา ตนเองไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตยหรือเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย

นายพริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของ กกต.ตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องการโกง สว.ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นที่สังคมกังวลใจว่า กกต.จะลงมติตัดตอนให้เรื่องดังกล่าว ไปไม่ถึงศาล โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ได้รับหลักฐานมา จากเดิมตนเองตั้งคำถามว่า กกต.ปล่อยปละละเลยให้มีการโกง สว.หรือไม่ แต่ขณะนี้กลับกังวลใจว่า บางส่วนของ กกต.รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรก

นายพริษฐ์ ยกตัวอย่าง การเลือก สว.ที่ผ่านมาว่ามีโพย การตรวจคุณสมบัติที่ไม่ครอบคลุมปล่อยปละละเลย อย่างในวันที่มีการเลือก สว.ก็ปล่อยให้มีโพยอยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่เพิ่งมายึดโพยตอนบ่าย ซึ่งบางคนที่ถูกยึดโพยจาก กกต.นั้น กลายมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งประธานวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อนำเอาการโกง สว.และการทำหน้าที่ของ กกต.หลักฐานมันฟ้องว่าสองเส้นทางนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ต่างอะไรกับถนนพระราม 4 และถนนสุขุมวิท ที่มีซอยขนาดใหญ่ และซอยขนาดเล็ก เชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง น่าเสียดายที่จากการเช็คล่าสุด แยกพระโขนง ไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่

นายพริษฐ์ ระบุว่า ตนเองอยากเปิดคลิป ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ก็ไม่อนุญาตให้เปิด ดังนั้น จึงขออ่านข้อความในคลิปที่ระบุว่า อะไรต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่านเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจะดูแลพวกเราเพราะสิ่งที่เราทำนี้ทำเพื่อธุรกิจแต่เราทำเพื่อข้างบน เป็นภารกิจเพื่อข้างบน ตนเองไม่เชื่อว่าข้างบนหมายถึงกกต. แต่ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเราตนเองคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ได้หมายถึงกกต. แล้วเจ้าของเสียงในคลิปนี้หมายถึงใคร

ทำให้ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟัง และจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ตนเองเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า จากการตรวจสอบข้อพิรุธของกกต. จึงต้องตั้งคำถามว่า จะอนุมัติโครงการในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ เช่น โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวนระดับต้นงบประมาณ 11.9 ล้านบาท หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งงบประมาณ 4.8 ล้านบาท

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่าง กกต.และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้า ซึ่งข้อสรุปของคณะนี้มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คน เป็น สส. , รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

จากนั้น นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต.จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่งที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้ว แต่ก่อนเลือก สส.ก็มีแก๊งหนึ่ง เดินสายทั่วประเทศ ดังนั้น การเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้นก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้น จะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมการให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35 คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯ ชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของ กกต.มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิด หรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล

ทำให้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวน ซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉากๆ แบบนี้ไม่ได้

นายพริษฐ์ จึงขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเองไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย

ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริงๆ แล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ ด้านนายพริษฐ์ จึงระบุว่า หากย้อนไปดูก็ได้ ตนเองไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ที่กล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จนั้น ตนเองยืนยันว่าเอกสารที่แถลง บอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดี และต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนเองชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก

นายพริษฐ์ จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของนายศุภชัย ทำให้ นางสาวมัลลิกา วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกันกัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้ว และอภิปรายให้อยู่ในกรอบและอย่าพาดพิงใครอีก

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า หากมี กกต.ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ไปเจอคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ยกคำร้อง หรือปัดตกหลักฐานโดยไม่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับว่างบประมาณก็สูญเปล่า

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์การทำงานของคณะอนุชุดที่ 36 สิ่งที่ตนเองเห็นว่าชัดเจน ว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรจัดสรรงบให้เพราะคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีคำวินิจฉัยว่าการโกง สว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนควรถูกส่งฟ้องที่ศาล ซึ่งคณะชุดนี้ นับเบี้ยประชุมรวมกันกว่า 100,000 บาท แล้วก็เห็นว่าเลขในโพย ก็ไปปรากฏในลำดับเดียวกันในบัตรเลือกตั้ง สว.แต่เขาเชื่อจริงๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต และเห็นว่ามีผู้ช่วย สส.จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ในอำเภอเดียวกันหนึ่งวัน ก่อนการเลือกระดับจังหวัดแต่คณะอนุฯ เชื่อว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

นายพริษฐ์ จึงสรุปว่า หากทำแบบนี้ตนเองเสนอให้ตัดงบทั้งหมด เพราะโครงการในการสืบสวนสอบสวนนั้น หากไปสืบสวนอะไรมา ท้ายที่สุดก็เจอคณะอนุฯ ที่ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้กระทั่งเบี้ยประชุมของคณะอนุฯ ตัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่า 14 กันยายนนี้ กกต.จะไปตัดสินใจตามคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ตนเห็นว่ากกต. ไม่สามารถ ทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่างบประมาณที่สภาจะอนุมัติให้ กกต.นั้นจะไม่กลายเป็นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า การที่นายศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็ก และอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ จึงอยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอน ก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม

นายศุภชัย กล่าวว่า หากประสงค์จะให้ถอนตนเองอยากอธิบายว่าจริงๆ คำว่าเด็กเพราะตนเองคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็ก และตนก็คิดว่าการเป็นเด็กนั้นฮึกเหิม หากจะถอน ตนก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้ว และไม่ฮึกเหิมตนเองก็ถอน

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กล่าวว่า เชื่อว่านายพริษฐ์สบายใจที่ได้พูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาว่า กกต.ไม่ควรได้รับงบประมาณ ประเด็นเรื่องการเลือก สว.ตนเองขอไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ไปที่มาตนเองมั่นใจว่าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกแทนตนเองว่า “ผู้ทรงเกียรติ”

นายบุญจง กล่าวต่อว่า การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และพูดถึงสำนวนของคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขอไม่ก้าวล่วง แต่มีคำถามว่าคณะอนุที่ 36 สอบสวนอย่างไร ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอตอบว่า ตนเองไม่รู้ แต่การดำเนินการทั้งหมดก็เหมือนกระบวนการทั่วไป เมื่อมีการกระทำความผิด ตำรวจก็สอบสวนตามพยานหลักฐาน บางครั้งผู้เสียหายก็ไม่พอใจในการสอบสวนระบุว่า ตำรวจไม่สุจริตได้พยานหลักฐานมาไม่ดี สุดท้ายคนเหล่านี้ก็เข้าสู่กระบวนการถัดไปคือ ชั้นอัยการ ท่านมีคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 สอบเสร็จก็มีกระบวนการของเขา คณะกรรมการบุคคลใดที่เห็นว่าคนนี้ไม่สุจริต เราไม่สามารถตอบได้เพราะทั้งหมดเป็นการอิสระของ กกต.ที่จะทำงาน ต้องรอดูผลงานอีกไม่กี่วัน กกต.ก็จะแถลงข่าว เข้าใจในความรู้สึกของนายพริษฐ์ ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามเรื่องนี้

“ผมจะไม่กล่าวว่าเขาโกง เขาฮั้ว ถือว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฏหมายอยู่ในระเบียบ วันนี้หากบุคคลเหล่านี้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่พ้น ม.157 มีกระบวนการอีกเยอะ ทำอะไรไว้กฎหมายก็มีกระบวนการตรวจสอบ”

นายบุญจง จึงกล่าวต่อว่า ฉะนั้นงบงบประมาณที่ไปฝึกอบรมด้านการสอบสวนอย่างมีคุณภาพ เรามั่นใจว่าเมื่อให้งบประมาณไปแล้ว เขาจะต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันตามเดิม

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ในฐานะคณะกรรมาธิการ กล่าวต่อว่า สภาฯ ไม่มีใครเป็นพวก กกต.แต่เจตนาคือให้ กกต.นำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งก็พร้อมที่จะตัดงบประมาณในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงขอให้มีการเสนอความคิดที่แหลมคม ให้ยืนตามหลักการ เพราะหลายคนอภิปรายตามหัวหน้าฝ่ายค้านหัวหน้าฝ่ายรัฐบาล ตนเองเป็นคนกลางต้องยืนในหลัก

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 เป็นการตั้งคำถามต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราสามารถนำเสนอเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากได้ หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการใช้ในการพิจารณางบประมาณคือ ดู ว่าการให้งบประมาณในแต่ละหน่วยรับงบประมาณมีความเหมาะสมหรือไม่

การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาว่า งบประมาณที่ให้ไปหน่วยงานสามารถทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ สมาชิกสามารถตั้งคำถามและอภิปรายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต.ได้ ตราบใดที่สามารถทำหน้าที่ตั้งคำถามกับ กกต.ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า แต่ไหนแต่การอภิปรายในวาระที่ 2 สิทธิผู้แปรญัตติในการปรับลดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงโครงการเสมอไป เชื่อว่าหากท่านตีความว่าต้องระบุโครงการสภาฯ ก็ทำผิด เพราะให้มากรอกเปอร์เซ็นต์ ในแบบฟอร์มว่ามาตรานี้ปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์

หลักของการตรวจสอบในวาระที่ 2 หากเห็นว่าหน่วยรับงบประมาณไม่สมควรจะได้งบประมาณด้วยเหตุผลใดก็ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ ทุกอย่างอยู่ในกรอบ แต่ถ้าพาดพิงถึงบุคคลภายนอกทำให้เกิดความเสียหายประธานก็มีความชอบธรรมในการควบคุมการประชุม ส่วนคณะกรรมาธิการที่มาทักท้วงว่าจะต้องมาระบุโครงการคงต้องไปต่อว่าสภาฯ ตั้งแต่ต้น

นางสาวมัลลิกา ในฐานะประธานในที่ประชุม จึงกล่าวว่า ไม่ได้จะให้ระบุเป๊ะๆ ว่าปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่การอภิปรายในวาระ 2 ต้องแตกต่างจากวาระแรกที่พูดภาพรวมทั่วไป

ศาลฎีกานัดตรวจหลักฐาน คดี สว.สำรอง ยื่นคำร้องให้ศาล เพิกถอนคำสั่งอดีต ปธ.กกต.กับพวก คดีเลือกตั้ง สว.ส่อไม่สุจริต 27 ต.ค.นี้

10 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่าน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา 2 คดี ประกอบด้วย คดีเลือกตั้งหมายเลขดำ ลต.สว.9/2569 และคดีเลือกตั้งหมายเลขดำ ลต.สว.10/2569

สำหรับคดีแรก เป็นคดีที่ นายภิญโญ บุญเรือง อดีตผู้สมัคร สว. ผู้ร้อง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนคดีที่สอง เป็นคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ผู้ร้อง กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยทั้งสองคดี ศาลฎีกามีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 27 ต.ค.นี้ โดยคดีแรกนัดตรวจพยานหลักฐานเวลา 13.30 น.ส่วนคดีที่สองนัดตรวจหลักฐานเวลา 10.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 5

ด้าน นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา คดีเลขดำที่ ลต.สว.10/2569 กรณีที่ตนยื่นคำร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือก สว.ปี 2567 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้การได้มาซึ่ง สว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

โดยประเด็นที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา สว.และนายสมพาน พละศักดิ์ สว.ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว โดยตามที่ผู้ร้องระบุอาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว.ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการและสัดส่วนตัวแทนประชาชนที่อาจเกิดความผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การได้คะแนนและผลการเลือก สว.เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติจากโพยหรือใบสั่งหรือไม่

ตนขอขอบคุณศาลฎีกาฯ ที่มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา โดยมองว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณี กกต.รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องเรียนว่าลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบการเลือก สว.ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ

สำหรับข้อเรียกร้องหลักของกรณีนี้ เพื่อต้องการคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเลือก สว.โดยขอให้มีการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต.ที่รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าผิดกลุ่มอาชีพ รวมถึงขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ที่ฝ่าฝืน และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 74 กรณีที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับ ผอ.การเลือกตั้งประจำ จ.อำนาจเจริญ ไว้ที่ สน.ชนะสงคราม กรณีที่อาจมีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและคุณสมบัติของผู้สมัครในกลุ่ม 10 เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่ามีเจตนาพิเศษหรือไม่ และตนได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษประกอบไว้ในคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กุลวลี จี้สำนักงบฯ ทบทวนงบช้างป่า มลพิษแม่น้ำกก หวั่นผลกระทบตกกับชาวบ้าน

10 กันยายน 2569 เวลา 15:37 น.

10 กันยายน 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระที่ 2 ในส่วนของมาตรา 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมชื่นชมคณะกรรมาธิการวิสามัญและคณะอนุกรรมาธิการ ที่ร่วมกันพิจารณาและปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นของกระทรวงลงกว่า 3,278 ล้านบาท

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า การปรับลดงบประมาณควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิต ความปลอดภัย สุขภาพ และทรัพย์สินของประชาชน พร้อมฝากข้อสังเกตไปยังสำนักงบประมาณด้วยว่า “ช้างป่ากับคน” ปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้น ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสภาฯ ให้ศึกษาและติดตามปัญหาช้างป่ากับประชาชน ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างจัดทำรายงานเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เสนอของบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า แต่ถูกปรับลดลงอย่างมากบกรณี เงินชดเชยและเยียวยาประชาชน ที่ได้รับความเสียหายจากช้างป่า ทั้งกรณีเสียชีวิต พืชผลทางการเกษตร บ้านเรือน และทรัพย์สิน กรมอุทยานฯ ขอไป 50 ล้านบาท โดยมีการสำรวจความเสียหายแล้ว แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 10 ล้านบาท เท่ากับว่ายังขาดงบประมาณสำหรับเยียวยาประชาชนอีก 40 ล้านบาท

“ชาวบ้านไม่ได้เรียกร้องสิ่งที่เกินความจำเป็น แต่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง มีการสำรวจแล้ว และเขากำลังรอการเยียวยาจากภาครัฐ หากงบไม่พอ คนที่ต้องรอก็คือประชาชน” นางสาวกุลวลี กล่าว

ขณะที่ งบชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ซึ่งเป็นการจ้างคนในพื้นที่ให้เข้ามาช่วยเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และป้องกันช้างป่าเข้าพื้นที่ชุมชน กรมอุทยานฯ ขอไป 776 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 298 ล้านบาท ถูกตัดไปกว่า 478 ล้านบาทนั้น นางสาวกุลวลีกล่าวว่า การแก้ปัญหาช้างป่าไม่ใช่เพียงการส่งคนไปไล่ช้าง แต่ต้องมีการอบรม สร้างเครือข่าย และสร้างคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะคนที่เคยทำหน้าที่จำนวนหนึ่งเริ่มสูงอายุหรือออกจากระบบไปแล้ว

“ถ้าเราไม่สร้างทีมเฝ้าระวังขึ้นมาใหม่ แล้วเราจะให้ใครดูแลความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่” นางสาวกุลวลี กล่าว

นางสาวกุลวลี ยังนำเสนอปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่มีความกังวล และคณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมมลพิษมีแผนจัดตั้ง สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ 11 สถานี เพื่อเฝ้าระวังโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว และเข้าไปตรวจสอบหาต้นตอได้ตรงจุด แต่ปรากฏว่า งบประมาณสำหรับสถานีตรวจทั้ง 11 แห่งถูกตัดออกทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องมือตรวจวัดโลหะหนักของกรมควบคุมมลพิษที่มีอยู่เดิม 5 เครื่อง มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปี ปัจจุบัน ชำรุดไปแล้ว 3 เครื่อง เหลือใช้งานเพียง 2 เครื่อง ทั้งที่แต่ละปีมีตัวอย่างส่งเข้ามาตรวจเป็นจำนวนมากถึงระดับ หลักหมื่นตัวอย่าง ทางกรมควบคุมมลพิษจึงเสนอของบประมาณจัดหาเครื่องมือใหม่ 3 เครื่อง แต่ ถูกตัดออกทั้งหมดเช่นกัน

“เรื่องนี้ดิฉันอยากฝากไปยังสำนักงบประมาณค่ะ การตัดงบควรดูว่าอะไรคือส่วนที่ไม่จำเป็น แต่สำหรับเครื่องมือที่จะใช้ตรวจสอบโลหะหนักในแหล่งน้ำ และสถานีที่จะช่วยเตือนภัยประชาชน หากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วเราไม่มีเครื่องมือเพียงพอ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนมีปัญหา และจะแก้ไขให้ประชาชนได้อย่างไร”

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ตนเองสนับสนุนแนวทางการพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และเห็นด้วยกับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า แต่ขอให้การปรับลดงบคำนึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นสำคัญ

“งบประมาณทุกบาทเป็นเงินของประชาชน การตัดงบจึงต้องตอบให้ได้ว่า ตัดแล้วประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร เพราะท้ายที่สุด คนที่ได้รับผลจากการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ ไม่ใช่แค่หน่วยงาน แต่คือพี่น้องประชาชนในพื้นที่” นางสาวกุลวลี กล่าว

ยงยุทธ สุวรรณบุตร รอลุ้น! ศาล รธน.นัดแถลง-ลงมติ 21 ต.ค.นี้ ปม พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นฯ ขัด รธน.หรือไม่ เหตุเคยต้องคำพิพากษาคดียาเสพติด

10 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

10 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เรื่อง พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 50 (10) ที่บัญญัติให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่

โดยคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้าน (นายยงยุทธ สุวรรณบุตร) ในคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลตหต 1/2569 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 นั้น ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น.

​สำหรับ นายยงยุทธ สุวรรณบุตร นั้น เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ และเคยเป็นผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษา ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ถูก กกต.ตัดสิทธิเนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเจ้าตัวได้ยื่นคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าว จึงต้องมารอลุ้นผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ว่าจะสามารถกลับมาสมัครรับเลือกตั้งในสนามการเมืองท้องถิ่นได้หรือไม่

“ทราย สก๊อต” ร่วมชุมนุม “สนธิ” บุกสถานทูตอิสราเอล จี้รัฐแก้ปัญหาทุนต่างชาติฮุบแผ่นดิน ตัดพ้อ วอนหยุดทำลายบ้านเกิด

10 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

วันที่ 10 กันยายน 2569 “ทราย สก๊อต” หรือ “ทราย สมุทร” (สิรณัฐ สมุทร) นักเคลื่อนไหวและนักอนุรักษ์ทางทะเล ได้เดินทางไปร่วมการชุมนุมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มมวลชน บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ภายใต้กิจกรรมที่มีชื่อว่า “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ และเรียกร้องให้ร่วมกันปกป้องแผ่นดินไทย

ในการชุมนุมครั้งนี้ ทราย สมุทร ได้ขึ้นปราศรัยโดยยืนยันว่า ตนไม่ได้มาในนามของกลุ่มการเมืองใด แต่มาในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งได้ตัดพ้อถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญภาวะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ก่อนกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย จากการที่รัฐปล่อยปละละเลยให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามากว้านซื้อที่ดินและทรัพยากรของชาติอย่างต่อเนื่อง

สรุปข้อเรียกร้องหลักของการชุมนุม

กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • จัดการกลุ่มทุนนอมินี เร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่ใช้ตัวแทน (นอมินี) เข้ามาครอบครองธุรกิจและที่ดินในไทย
  • ทบทวนนโยบายวีซ่า พิจารณาทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า (Free Visa) เพื่อคัดกรองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ
  • จัดระเบียบนักท่องเที่ยว ควบคุมและจัดระเบียบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติบางกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามคนไทยและทำลายทรัพยากรในพื้นที่

ศาล รธน.ตีตก คำร้อง เมธา มาสขาว เลขา ครป. ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ชี้ไม่ถูกละเมิดสิทธิ์โดยตรง ใช้ ม.213 ไม่ได้

10 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

10 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายเมธา มาสขาว รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า การกระทำของ กกต.และเลขาธิการ กกต. ผู้ถูกร้อง ที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 โดยให้มีรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) เป็นการจงใจทำเครื่องหมายไว้ที่บัตรเลือกตั้งเพื่อให้เป็นที่สังเกตได้ระหว่างต้นขั้วและตัวบัตรอันทำให้เกิดการตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการ ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561มาตรา 96 ต้องระวางโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 มาตรา 69 และส่งผลให้บัตรที่มีเครื่องหมายนั้นเป็นบัตรเสียทั้งหมด โดยผลของกฎหมายทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น

ศาลฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำ ของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ การฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 96 และความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560 มาตรา 69 นั้น ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลอื่น ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 213

มนพร ดับฝันสส. ชอบทัวร์ ตปท. บอกต่อไปนี้ กมธ.ทุกคณะหมดโอกาสแล้ว เว้นแต่ ประธาน-รองประธานสภาฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 14:50 น.

มนพร ดับฝันสส. ชอบทัวร์ต่างประเทศ บอกต่อไปนี้ กมธ.ทุกคณะหมดโอกาสแล้ว เว้นแต่ ประธาน-รองประธานสภาฯ ด้าน อดิศร แซะ สว. ซะเจ็บจี๊ด เหมือน ไส้ติ่ง มีก็ได้ไม่มีก็ได้ หวั่นให้ ยาพิษทางประชาธิปไตย แก่ชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยในการพิจารณามาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา จำนวน 3,012,862,700 บาท

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญ พิจารณางบฯ 70 ชี้แจงมาตรา 30 ว่า รัฐสภาได้มีการตั้งคำของบประมาณไว้ทั้งสิ้น 3,060 ล้านบาท มี 3 หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ คือสส.สว. และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีการขอปรับลดงบประมาณ 3- 20% ซึ่งจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการบริหารราชการทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐสภา ซึ่งกมธ.ได้ปรับลด ในวงเงิน 71 ล้านบาท คือการปรับลดค่าใช้จ่ายการเดินทางไปต่างประเทศ

“ดังนั้นสมาชิกทุกท่านโปรดทราบว่าต่อไปนี้คณะกรรมาธิการทุกคณะจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศอีกแล้ว ยกเว้นภารกิจสำคัญของประธานและรองประธานสภาฯ เท่านั้นที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าในปี 2569” นางมนพร กล่าว

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนติดใจในการปรับลดหรือการตั้งงบประมาณของรัฐสภา ระหว่าง 2 สภา คือวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตย ตนห่วงว่า 2 สภา เมื่อได้รับงบไปแล้ว จะไปสอนประชาธิปไตยตำราไหนให้แก่ประชาชน ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรตนไม่ห่วง แต่ห่วงในส่วนของวุฒิสภา ด้วยความเคารพที่มาของท่านไม่เหมือนเรา มีบางคนบอกว่า สว.มีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ เหมือนไส้ติ่ง มีก็ไม่เป็นไร ตัดทิ้งก็ไม่เป็นไร ตนจึงอยากให้ทบทวนว่าการให้งบประมาณแก่องค์กรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ ไปเผยแพร่แก่ประชาชน จะเป็นการให้ยาพิษทางประชาธิปไตยให้แก่ชาวบ้าน

“ขอฝากว่าไม่ใช่ให้งบส่งเดชแล้วไปเผยแพร่ตามทฤษฎีที่ตนเองได้มา มันจะเป็นผลร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย จึงอยากให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่าที่แท้แล้ววุฒิสภาเปรียบเสมือนไส้ติ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้” นายอดิศร กล่าว

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 30 รัฐสภา เห็นชอบ 271 เสียง ไม่เห็นด้วย124 เสียง งดออก 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 7

สุขสมรวย แจงดรามา นั่งดูไลฟ์สดคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ กลางห้องประชุมสภาฯ

10 กันยายน 2569 เวลา 14:46 น.

“สุขสมรวย” ออกโรงเคลียร์ชัด ปมดรามาโผล่นั่งดูไลฟ์สดคอนเสิร์ต “อัสนี-วสันต์” กลางห้องประชุมสภาฯเปิดใจทิ้งตั๋วลงพื้นที่อำนาจเจริญ ก่อนสะดุดตาชุด “นันทิดา” บนไอแพดเพื่อน ส.ส. จึงขยับไปชมความสวยงามเพียงชั่วครู่ยืนยันหนักแน่นไร้การเปิดเสียงดังรบกวน พร้อมน้อมรับทุกคำวิจารณ์และกล่าวขออภัยหากภาพที่ออกไปกระทบความรู้สึกประชาชน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงว่า จากกรณีที่มีภาพปรากฏตามสื่อมวลชนขณะกำลังรับชมคอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์ ผ่านหน้าจอไอแพดในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมนั้น ตนขอเปิดใจและกล่าวขออภัยอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมอธิบายข้อเท็จจริงในมุมที่ยังไม่ถูกนำเสนอ เพื่อให้สังคมได้รับทราบและเกิดความเข้าใจอันดีร่วมกัน

นางสุขสมรวย กล่าวชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าว่า เกิดขึ้นในช่วงการประชุมสภาที่มีความตึงเครียดและใช้ระยะเวลายาวนานจนถึงช่วงดึก โดยกล่าวว่า ตนเป็นแฟนคลับที่ติดตามผลงานศิลปินกลุ่มนี้มาอย่างยาวนานและได้ตั้งใจซื้อบัตรคอนเสิร์ตไว้ล่วงหน้า แต่ในวันงานจำเป็นต้องสละสิทธิ์ไม่ได้ไปชมด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจดูแลพี่น้องประชาชนที่จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อทราบว่าเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ใกล้เคียงกำลังรับชมการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตแบบเสียค่าใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์ไอแพด จึงเกิดความเสียดายและขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยสมัครแพ็กเกจให้เพื่อขอดูภาพบรรยากาศเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน

นางสุขสมรวย กล่าวต่อว่า ภาพที่ปรากฏออกไปสื่อนั้น เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่คุณนันทิดา แก้วบัวสาย ศิลปินในดวงใจขึ้นเวทีแสดงพอดี ตนรู้สึกชื่นชมและสะดุดตาในชุดแต่งกายของศิลปินที่ดูสวยงาม จึงได้ขยับเข้าไปนั่งชมใกล้ๆ หน้าจอไอแพดของเพื่อนสมาชิกด้วยความชื่นชมเพียงชั่วครู่ โดยกล่าวยืนยันว่า ไม่ได้ละทิ้งการทำหน้าที่ในสภาหรือเปิดรับชมอย่างต่อเนื่องแต่อย่างใด

ในส่วนของประเด็นข้อสงสัยเรื่องการเปิดเสียงดังรบกวนนั้น นางสุขสมรวย กล่าวชี้แจงว่า ขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่าไม่ได้มีการเปิดเสียงดังตามที่กังวลกัน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีสมาชิกผู้ทรงเกียรติและผู้ใหญ่ในสภานั่งอยู่รายล้อม หากมีเสียงดังรบกวนการประชุม ย่อมต้องถูกผู้ใหญ่ตักเตือนในทันที อย่างไรก็ตาม ตนมีความเข้าใจและเคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ในการตั้งข้อสังเกตจากภาพที่เห็น และไม่ได้ติดใจต่อการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด

นางสุขสมรวย กล่าวว่า ขอน้อมรับทุกความเห็นและขออภัยพี่น้องประชาชนรวมถึงสื่อมวลชนจากใจจริง หากภาพที่สื่อออกไปทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ โดยถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่จะนำไปปรับปรุงการวางตัวในสภาให้มีความระมัดระวังและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าการดูแลและแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนยังคงเป็นภารกิจที่ตนให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำชี้แจงนี้จะช่วยคลี่คลายความสงสัยและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เจ๊รวย ขอเอ็นจอย เกาะขอบจอชมคอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ ระหว่างอภิปรายงบฯ ปี 70 เสียงดังลั่นไปถึงชั้นลอย