หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางการระดับประเทศในวันเดียวกัน คณะของนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่พร้อมหารือกับผู้บริหารของ Alibaba Group รวมถึงเยี่ยมชมสำนักงาน CP Center ในกรุงปักกิ่ง ก่อนที่จะเดินทางออกจากกรุงปักกิ่งและกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพในช่วงดึกของวันนั้น
’การดี‘ เผยชิมลางใช้ TH-AI Passport แล้ว ฟังก์ชันหลายส่วนคล้าย AI ฟรีต่างประเทศ พบมีการปรับสัญญาจาก Pay per Use เป็น Pay per Active User ตรวจสอบผู้ใช้งานจริงง่ายขึ้น จี้เปิดสูตรคำนวณราคา-ความโปร่งใสการเบิกจ่าย พร้อมขอปชช. ร่วมติดตาม งบการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ซึ่งหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ได้รับทราบ คือ รูปแบบสัญญาจะมีการปรับจาก Pay per Use มาเป็น Pay per Active User ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะระบบ Pay per Use จะคำนวณจากการใช้งานหรือโทเคน ซึ่งตรวจสอบได้ยาก ขณะที่ Pay per Active User จะคิดตามจำนวนผู้ใช้งานจริง จึงทำให้เกิดคำถามต่อว่า กระบวนการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายงบประมาณจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด รวมถึงจะกำหนดอัตราค่าบริการอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด
นางการดี เสนอให้หน่วยงานใช้ข้อมูลจากรายงานด้าน AI Adoption ของผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Gemini และ Microsoft ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย มาเป็นค่าอ้างอิงพื้นฐาน หรือ Baseline เพื่อใช้วัดผลว่า เมื่อใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาด้าน AI เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จุดยืนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียังคงเหมือนเดิม คือ หากตั้งแต่ต้นโครงการยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า ก็ย่อมเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ติดตามมาตั้งแต่เริ่มโครงการ และจะติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่า ระบบ Pay per Active User มีข้อดีกว่า Pay per Use อย่างไร นางการดี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแบบใดดีกว่ากัน แต่ในทางปฏิบัติมองว่า Pay per Active User จะสามารถจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบได้ตรงประเด็นมากกว่า เพราะสามารถกำหนดนิยามของคำว่า Active User ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น จะนับผู้ใช้งานรายวัน Daily Active User หรือรายเดือน Monthly Active User รวมถึงวิธีการคำนวณราคาให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานจริง
ส่วนระบบ Pay per Use ที่คิดค่าบริการตามจำนวนโทเคนนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมีความกังวลว่า จะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า มีการใช้โทเคนไปในปริมาณเท่าใด หรือใช้กับงานประเภทใด จึงอาจทำให้การตรวจสอบทำได้ยากกว่า แต่การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Pay per Active User อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า งบประมาณในส่วนของระบบ Generative AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้เต็มวงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท หากมีการใช้งานจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ และหากกระบวนการตรวจสอบและการคำนวณค่าใช้จ่ายมีความชัดเจน โปร่งใส ก็อาจทำให้ใช้งบประมาณต่ำกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ได้