นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ กระชับสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมหารือกระชับความร่วมมือไทย–สหราชอาณาจักร ด้านการศึกษา บทบาทสตรี และความมั่นคงด้านสุขภาพ

16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร (Her Royal Highness The Princess Royal) และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ (Sir Timothy Laurence) เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15 – 18 กรกฎาคม 2569

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–สหราชอาณาจักร และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน การส่งเสริมการศึกษาและการมีส่วนร่วมของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) 

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เฝ้ารับเสด็จฯ และชื่นชมพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมกล่าวว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยได้เสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และมีกำหนดการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ของทั้งสองประเทศ 

พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมีพระดำรัสขอบคุณรัฐบาลสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทรงรำลึกถึงความประทับใจจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยครั้งก่อน และทรงกล่าวชื่นชมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่าทรงสร้างความประทับใจอย่างยิ่งและทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังทรงแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมทรงชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทรงมอบสาส์นแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ให้กับนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เอง

ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาและการเพิ่มบทบาทของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) โดยพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรทรงเห็นว่าความสำเร็จของการส่งเสริมสตรีเข้าสู่สาขาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัวและครูผู้สอน ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมเน้นย้ำว่าการศึกษา การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และทักษะการวิเคราะห์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการเตรียมความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดในอนาคต โดยต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบสาธารณสุข การวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นในเอเชีย นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมศักยภาพของสหราชอาณาจักรด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสามารถขยายความร่วมมือในด้านสาธารณสุขและความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะระหว่างสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

รองปลัดฯ เซมเบ้ รับ รู้จัก ดร.วิน ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

“รองปลัดฯ เซมเบ้”รับ รู้จัก”ดร.วิน” ผู้ต้องหาโกงสอบท้องถิ่น แต่ไม่สนิท-ไม่เคยจ้างงาน ยันพรุ่งนี้ฟันล็อตแรก ผู้ทุจริตสอบ 3,000 กว่าคน

16 กรกฎาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.69) ตนจะเดินทางไปเข้าร่วมประชุมการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ.เมื่อถามว่า พรุ่งนี้จะมีการเพิกถอนข้าราชการที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่มีการแก้ไขคะแนนให้เพิ่มขึ้น จำนวน 3,000 กว่าคน ใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เซ็นแต่งตั้งคำสั่ง และสั่งให้ทำงานวันนี้เลย เราก็ทำเลย

เมื่อถามย้ำว่า ข้าราชการล็อตแรกจำนวน 3,000 กว่าคน สามารถเพิกถอนได้ทันทีเลยใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า หากตรวจแล้วและมีความผิดที่ชัดเจน เราก็ต้องดำเนินการ

ส่วนที่มีเพจ ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ออกมาแฉว่า รองปลัด มท.เซมเบ้ สนิทกับ ดร.วิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบนั้น นายนิรัตน์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เรียนอะไรกับ ดร.วิน เลย ซึ่งยอมรัยว่ารู้จักกับ ดร.วิน เพราะเป็นคนที่รู้จักคนเยอะอยู่แล้ว และอัธยาศัยดี แต่ตนไม่เคยจ้างงาน ดร.วิน และ ดร.วิน ก็ไม่เคยมาของานตน ตนไม่เคยเป็นอธิบดีที่มีงบประมาณให้เขาไปขอให้จัดจ้างงานอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนมองว่าพูดเกินไป ตนรู้จักในฐานะที่มาทำความรู้จักกัน เป็นการมาแนะนำตัวและแนะนำบริษัทกันเป็นเรื่องธรรมดา

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

หลักฐานเด็ด! หมอสุภัทร จ่อยื่นฟัน นพ.สรณ ซัดขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“หมอสุภัทร”เตรียมยื่นหลักฐานฟัน”นพ.สรณ” รับงานแพทย์รายชั่วโมง-เป็นกรรมการอิสระ ธ.กรุงเทพ ซัดขาดคุณสมบัตินั่ง”ประธาน กสทช.”

16 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนเตรียมยื่นหลักฐานและหนังสือฉบับที่ 3 ถึงคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ หลังจากที่ตนได้ติดตามสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มาโดยตลอด เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาอย่างยากลำบาก เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี และธนาคารกรุงเทพ

นพ.สุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญของหลักฐานตามข้อเท็จจริงนั้น นพ.สรณ จะต้องลาออกจากตำแหน่งอื่นใดทั้งหมดเพื่อมารับตำแหน่งประธาน กสทช.ตั้งแต่ 11 มกราคม 2565 ซึ่ง นพ.สรณ ได้ลาออกจากพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 จริง แต่หลังจากนั้น นพ.สรณ ยังได้กลับไปทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงของคลินิกพรีเมียมพิเศษของโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลนิยามลูกจ้างชั่วคราว ยังหมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมงด้วย ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.กสทช.

นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า นพ.สรณ ยังได้สมัครเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งได้มีการเลือกกันเมื่อ 12 เมษายน ที่ผ่านมา และในการชี้ชวนลงคะแนน นพ.สรณ ก็ระบุว่าตัวเองเป็นประธาน กสทช.ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ควรไปสมัครเข้าสรรหา และได้รับการแต่งตั้งในวันรุ่งขึ้น นพ.สรณ ก็ไม่ได้แจ้งการลาออกการเป็นกรรมการอิสระ แต่แจ้งธนาคารกรุงเทพ ขอชะลอการรับตำแหน่งกรรมการอิสระ เพื่อสอบถามกฤษฎีกาว่า สามารถรับตำแหน่งได้หรือไม่ และแจ้งต่อที่ประชุมบอร์ด กสทช.ว่า ขอหารือคณะกรรรมการกฤษฎีกาก่อน

นพ.สุภัทร กล่าวด้วยว่า นพ.สรณ มีเจตนาไม่ลาออก ทั้งจากตำแหน่งกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ และยังมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ไม่ว่าเหตุใดก็ตาม แต่ผิดตาม พ.ร.บ.กสทช.ที่ต้องการให้ลาออกทุกตำแหน่ง เพื่อความเป็นกลาง ความถูกต้อง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่ ซึ่งตนจะยื่นหลักฐานให้คณะกรรมการสรรหาในวันที่ 17 กรกฎาคม

เมื่อถามถึง กรณีที่ นพ.สรณ ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น นพ.สุภัทร กล่าวว่า นพ.สรณ ลาออกมหาวิทยาลัยจริง แต่การเป็นแพทย์รายชั่วโมง ตามระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดล ลูกจ้างชั่วคราว หมายรวมถึงลูกจ้างรายชั่วโมง และยังได้รับเงินจากมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย จึงถือว่า ไม่ใช่งานจิตอาสา และเงินที่รับยังปรากฏในรายการเสียภาษีด้วย

นพ.สุภัทร กล่าวต่อว่า ในการชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหา กสทช.นั้น จะต้องเป็นการลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งก็เป็นที่คาดหวังของสังคม แต่หลักฐานที่ออกมา ตนมั่นใจว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ ซึ่งหากคณะกรรมการสรรหา เห็นว่า นพ.สรณยังคงมีคุณสมบัติตนก็จะเปิดเผยรายละเอียดหลักฐานให้สังคมได้ร่วมกันตรวจสอบต่อไป

เปิดภารกิจนายกฯ อนุทิน นำทีมไทยแลนด์เยือนจีน ลุยถกผู้นำระดับสูง-ลงนามความตกลง 6 ฉบับ

เปิดภารกิจนายกฯ อนุทิน นำทีมไทยแลนด์เยือนจีน ลุยถกผู้นำระดับสูง-ลงนามความตกลง 6 ฉบับ

เปิดภารกิจนายกฯ อนุทิน นำทีมไทยแลนด์เยือนจีน ลุยถกผู้นำระดับสูง-ลงนามความตกลง 6 ฉบับ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

เปิดภารกิจนายกฯ “อนุทิน”นำทีมไทยแลนด์เยือนจีนอย่างเป็นทางการ ลุยถกผู้นำระดับสูง-ลงนามความตกลง 6 ฉบับ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดฐานผลิตเทคโนโลยีในไทย 16-20 ก.ค.นี้

16 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ดึงดูดการลงทุน และส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน ใน 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ของจีนเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และฐานผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ

โดย นายกฯ เริ่มต้นภารกิจแรกในวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรี และคณะ จะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) รวมถึงพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน ในวันเดียวกัน คณะของนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยี่ยมชมนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สำนักงานใหญ่บริษัท AgiBot ก่อนเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติ

ถัดมาในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 คณะของนายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมพบปะหารือกับภาคเอกชนไทย และเป็นประธานเปิดงานสัมมนาการลงทุน “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” พร้อมเปิดสำนักงานฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ไฮไลต์สำคัญในวันเดียวกันนี้คือการเปิดโต๊ะหารือแบบตัวต่อตัว (One-on-one) กับผู้บริหารระดับสูงจาก 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn Automobile, InnoLight Technology, Eoptolink Technology, สายการบิน China Sichuan Airlines และ Meituan ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองซึ่งจัดโดยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน

สำหรับในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 คณะของนายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง โดยจะเข้าเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมและหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติซึ่งมีเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เป็นเจ้าภาพ ก่อนเข้าสู่กำหนดการระดับรัฐพิธีในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเริ่มต้นภารกิจสำคัญตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยการวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน จากนั้นจะเข้าพบหารือกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน และเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการพร้อมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนจะเปิดการหารือทวิภาคีเต็มคณะ (Plenary) กับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามและรับรองเอกสารสำคัญรวม 6 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบไว้แล้ว เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและอุปทาน มุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมสีเขียว, MOU ด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในตลาดปกติและแพลตฟอร์มออนไลน์, MOU ด้านความร่วมมือชั่งตวงวัด เพื่อยกระดับมาตรฐานภาคเกษตรและเศรษฐกิจดิจิทัล, MOU ด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างมั่นคงปลอดภัย, พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภค เพื่ออำนวยความสะดวกการส่งออกของไทย และร่างถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เพื่อกระชับหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจีนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีไทยและภริยา

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางการระดับประเทศในวันเดียวกัน คณะของนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่พร้อมหารือกับผู้บริหารของ Alibaba Group รวมถึงเยี่ยมชมสำนักงาน CP Center ในกรุงปักกิ่ง ก่อนที่จะเดินทางออกจากกรุงปักกิ่งและกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพในช่วงดึกของวันนั้น

ตำรวจ ออกหมายเรียก ไอซ์ รักชนก รับทราบข้อกล่าว 2 คดีรวด ปมกล่าวหา สุชาติ

ตำรวจ ออกหมายเรียก ไอซ์ รักชนก รับทราบข้อกล่าว 2 คดีรวด ปมกล่าวหา สุชาติ

ตำรวจ ออกหมายเรียก ไอซ์ รักชนก รับทราบข้อกล่าว 2 คดีรวด ปมกล่าวหา สุชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

ตำรวจ ออกหมายเรียก “ไอซ์” รักชนก สส.ปชน. ให้รับทราบข้อกล่าว ปมกล่าวหา “สุชาติ” ปมโพสต์กล่าวหา “สุชาติ” ทุจริตรับสินบน ปิดสมัยประชุม ไม่มีเอกสิทธิคุ้มครอง ตาม รธน.

วันที่ 16 กรฎาคม 2569  ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ภายหลังปิดดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ตาม พรฏ ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนี่ง พ.ศ.2569 โดยประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ส่งผลทำให้เอกสิทธิไม่คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในช่วงปิดสมัยประชุมสภา ตาม รธน.มาตรา 125 วรรคหนึ่ง

มีรายงานจาก สน.ทองหล่อ ภายหลังปิดประชุมและเปิดทำการ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน สน.ทองหล่อ ได้เสนอความเห็นและขอหมายเรียกนางสาวรักชนกศรีนอก หรือไอซ์ ผู้ต้องหา ครั้งที่ 1  รวมจำนวน 2 คดี โดยเสนอต่อผู้บังคับบัญชาและเห็นชอบให้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ 1

โดยทั้งสองคดี พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน สน.ทองหล่อ จะออกหมายเรียกให้มาพบในคราวเดียวกัน โดยเป็นข้อหานำเข้าข้อความเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อความในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จก่อให้ตื่นตระหนกตกใจแก่ประชาชน โดยเผยแพร่ข้อความในระบบคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นความเท็จ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) และ (5) และความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,91

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ปมกล่าวหาว่า “เป็นอันธพาลครองเมือง และกล่าวหาว่าทุจริตเรียกรับสินบน” และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569  ปมกล่าวหา “คนถ่อย คนชั่ว คนต่ำช้า คนสันดานหลายคาย มีอำนาจในที่สาธารณะยังถ่อยขนาดนี้”

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า คณะทีมทนาย ในสัปดาห์หน้าไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาตลิ่งชัน เพื่อยกคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ ในคดีดำที่ 527/2569 ระหว่างนายสุชาติ ชมกลิ่นฯ โจทก์ นางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย โดยนางสาวรักชนกฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการถอนฟ้องคดี โดยไม่มีเงื่อนไข โดยในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางสาวรักชนกฯจะต้อง “แชร์ข้อความขอโทษลงในโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊กของตัวจำเลย เพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายของโจทก์” แต่ปรากฏว่า นางสาวรักชนกฯไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จึงเป็นเหตุให้ยกคดีขึ้นมาพิจารณาคดีอาญาใหม่ โดยในการถอนฟ้องมีเงือนไข ทำให้คดีไม่เสร็จเด็ดขาด ทำให้นายสึชาติฯโจทก์ยกคดีขึ้นมาพิจารณาต่อไปได้ภายในอายุความ ตามคำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาโดยมีเงื่อนไข ฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569  เทคนิคการถอนฟ้องมีเงื่อนไข ถือเป็นความเขี้ยว เก่งกาจและประสบการณ์สูงของทีมทนายความ โดยวิธีดัดหลังนางสาวรักชนก ฯ หากตุกติก ในภายหลังและไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไข สามารถยกฟ้องคดีใหม่ได้

ทนายแจม ป้องผู้ช่วย สส. เงินเดือนน้อย งานหนักเกินกำลัง

ทนายแจม ป้องผู้ช่วย สส. เงินเดือนน้อย งานหนักเกินกำลัง

ทนายแจม ป้องผู้ช่วย สส. เงินเดือนน้อย งานหนักเกินกำลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

16 กรกฎาคม 2569 น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ ผู้ช่วย สส. ไม่ได้ต้องการ “อภิสิทธิ์” แต่ต้องการ “ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม” ]

ข่าวการยกเลิกการปรับขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. 20% โดยให้เหตุผลว่าไม่สอดคล้องกับบริบททางการเงินของประเทศ ทำให้ดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เรากำลังประหยัดในจุดที่ไม่ควรประหยัดหรือไม่

หลายคนอาจคิดว่าผู้ช่วย สส. คือคนคอยติดตามนักการเมือง แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้คือกำลังหลักของงานผู้แทนราษฎร

เขาต้องรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ลงพื้นที่ ประสานหน่วยงาน ศึกษากฎหมาย ทำข้อมูล เตรียมการประชุม เตรียมอภิปราย ทำงานวันหยุด ทำงานกลางคืน และหลายครั้งต้องพร้อมรับโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ค่าตอบแทนเริ่มต้นอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแทบไม่สอดคล้องกับภาระงาน ความรับผิดชอบ และค่าครองชีพในปัจจุบัน

เมื่อค่าตอบแทนต่ำ แต่ความคาดหวังสูง เราก็ไม่อาจมองข้ามความเสี่ยงที่ระบบจะเปิดช่องให้เกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นการลาออกของคนที่มีความสามารถ การดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพได้ยาก หรือแม้แต่แรงจูงใจให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง ซึ่งไม่มีใครอยากเห็น

การป้องกันการทุจริต ไม่ได้ทำได้แค่การเพิ่มการตรวจสอบ แต่ต้องออกแบบระบบให้คนทำงานสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีด้วย

ในขณะเดียวกัน ผู้ช่วย สส. ยังแทบไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสม ทั้งที่ทำงานการเมืองซึ่งมีความกดดันสูง ความมั่นคงต่ำ และหลายคนต้องเสียสละชีวิตส่วนตัวอย่างมาก

หากเราต้องการให้การเมืองมีคนรุ่นใหม่ คนเก่ง และคนซื่อสัตย์เข้ามาทำงาน เราต้องทำให้ระบบนี้น่าอยู่ ไม่ใช่คาดหวังให้ทุกคนทำงานหนักเกินกำลังด้วยค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับความจริง

การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การลงทุนกับ “คน” ที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ก็เป็นการลงทุนที่สำคัญไม่แพ้กัน

ถึงเวลาที่เราควรพูดคุยกันอย่างจริงจังว่า เราอยากได้ระบบการเมืองแบบไหน และเราจะสร้างเงื่อนไขให้คนทำงานการเมืองอย่างสุจริตอยู่ในระบบได้อย่างไร

การดี เผยทดลอง TH-AI Passport คล้ายเวอร์ชั่นฟรีในต่างประเทศ จี้เปิดรายละเอียดสัญญา

การดี เผยทดลอง TH-AI Passport คล้ายเวอร์ชั่นฟรีในต่างประเทศ จี้เปิดรายละเอียดสัญญา

การดี เผยทดลอง TH-AI Passport คล้ายเวอร์ชั่นฟรีในต่างประเทศ จี้เปิดรายละเอียดสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

’การดี‘ เผยชิมลางใช้ TH-AI Passport แล้ว ฟังก์ชันหลายส่วนคล้าย AI ฟรีต่างประเทศ พบมีการปรับสัญญาจาก Pay per Use เป็น Pay per Active User ตรวจสอบผู้ใช้งานจริงง่ายขึ้น จี้เปิดสูตรคำนวณราคา-ความโปร่งใสการเบิกจ่าย พร้อมขอปชช. ร่วมติดตาม งบการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงความคืบหน้าการติดตามโครงการ TH-AI Passport ว่า ขณะนี้ยังมีข้อมูลสำคัญที่อยู่ระหว่างรอการเปิดเผยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น ได้แก่ 1. สัญญาจ้างฉบับที่มีการแก้ไข ซึ่งเข้าใจว่ายังอยู่ในกระบวนการดำเนินการและยังไม่ได้รับเอกสาร 2. รายชื่อคณะกรรมการตรวจรับโครงการทั้งหมด ซึ่งยังไม่ได้รับเช่นกัน และ 3. คำชี้แจงเกี่ยวกับตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ (KPI) และแนวทางการประมวลผลข้อมูล ซึ่งยังรอคำตอบอยู่
เหตุผลที่ติดตามทั้ง 3 ประเด็นนี้ เพราะเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ ได้แก่ การใช้เงินภาษีประชาชนให้คุ้มค่า การทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการดำเนินงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้

นางการดี เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้รับอีเมลจากบริษัทผู้พัฒนาโครงการ เพื่อเข้าไปทดลองใช้งาน TH-AI Passport ในเวอร์ชันเริ่มต้น จึงขอขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ได้ทดลองใช้งาน โดยจากการทดลองเบื้องต้นพบว่า หน้าตาการใช้งาน (UI) มีความสวยงาม มีฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงระบบการเรียนรู้ด้าน AI ที่ดูครบถ้วน แม้ว่ายังไม่ได้ทดลองใช้ทุกฟังก์ชันก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือเมื่อได้หารือกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พบว่า ฟังก์ชันหลายอย่างที่มีอยู่ในระบบนั้น คล้ายกับบริการ AI เวอร์ชันฟรีที่มีให้ใช้งานอยู่แล้วในต่างประเทศ จึงยังไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงการเปิดให้มีการทดสอบใช้งานในวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าของโครงการได้อย่างรอบด้าน

นางการดี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มเข้าไปทดลองใช้งานระบบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการได้ชัดเจนขึ้น โดยประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อสงสัยสำคัญที่ต้องได้รับคำอธิบาย ต้องขอบคุณหน่วยงานที่รับฟังข้อเสนอแนะจากภาควิชาชีพ หลังจากที่ผ่านมาได้รวบรวมความคิดเห็นจากสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ และจัดส่งเป็นข้อเสนอแนะอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งพบว่ามีการปรับปรุงรายละเอียดบางส่วนของโครงการแล้ว

ซึ่งหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ได้รับทราบ คือ รูปแบบสัญญาจะมีการปรับจาก Pay per Use มาเป็น Pay per Active User ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะระบบ Pay per Use จะคำนวณจากการใช้งานหรือโทเคน ซึ่งตรวจสอบได้ยาก ขณะที่ Pay per Active User จะคิดตามจำนวนผู้ใช้งานจริง จึงทำให้เกิดคำถามต่อว่า กระบวนการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายงบประมาณจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด รวมถึงจะกำหนดอัตราค่าบริการอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ รูปแบบของระบบที่รวมทั้งส่วนการเรียนรู้และการใช้งานไว้ด้วยกัน จึงต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าไปใช้งานได้อย่างคุ้มค่า เพราะหากประชาชนจำนวนมากไม่เลือกใช้งานตั้งแต่ต้น ก็จะยิ่งสะท้อนคำถามสำคัญว่า การใช้งบประมาณจำนวนมากจะก่อให้เกิดความคุ้มค่าได้อย่างไร

สำหรับการวัดผลความสำเร็จของโครงการ ดร.การดี ระบุว่า ควรเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศอย่างชัดเจน โดยขณะนี้ยังไม่เห็นเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่โครงการใช้งบประมาณระดับหลายร้อยล้านถึงกว่าพันล้านบาท
หากหน่วยงานเห็นว่าการกำหนด KPI ในช่วงเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก และจะรอวัดผลเมื่อโครงการสิ้นสุด ก็อาจทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ได้อย่างถูกต้อง เพราะการประเมินควรมีทั้งข้อมูลก่อนเริ่มโครงการและหลังสิ้นสุดโครงการ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

นางการดี เสนอให้หน่วยงานใช้ข้อมูลจากรายงานด้าน AI Adoption ของผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Gemini และ Microsoft ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย มาเป็นค่าอ้างอิงพื้นฐาน หรือ Baseline เพื่อใช้วัดผลว่า เมื่อใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนาด้าน AI เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด จุดยืนของตนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียังคงเหมือนเดิม คือ หากตั้งแต่ต้นโครงการยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้งบประมาณมีความคุ้มค่า ก็ย่อมเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ติดตามมาตั้งแต่เริ่มโครงการ และจะติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่า ระบบ Pay per Active User มีข้อดีกว่า Pay per Use อย่างไร นางการดี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแบบใดดีกว่ากัน แต่ในทางปฏิบัติมองว่า Pay per Active User จะสามารถจัดเก็บข้อมูลและตรวจสอบได้ตรงประเด็นมากกว่า เพราะสามารถกำหนดนิยามของคำว่า Active User ได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น จะนับผู้ใช้งานรายวัน Daily Active User หรือรายเดือน Monthly Active User รวมถึงวิธีการคำนวณราคาให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานจริง

ส่วนระบบ Pay per Use ที่คิดค่าบริการตามจำนวนโทเคนนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมีความกังวลว่า จะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า มีการใช้โทเคนไปในปริมาณเท่าใด หรือใช้กับงานประเภทใด จึงอาจทำให้การตรวจสอบทำได้ยากกว่า แต่การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Pay per Active User อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า งบประมาณในส่วนของระบบ Generative AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้เต็มวงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท หากมีการใช้งานจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ และหากกระบวนการตรวจสอบและการคำนวณค่าใช้จ่ายมีความชัดเจน โปร่งใส ก็อาจทำให้ใช้งบประมาณต่ำกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ได้

ทั้งนี้ นางการดี กล่าวย้ำว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบ และตนพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญจะติดตามโครงการนี้ต่อไป เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ส่วนเรื่องต่อมาอยากให้ประชาชนร่วมกันติดตาม ช่องทางการทุจริตอย่างถูกระเบียบ เพราะวันนี้สิ่งที่เราเฝ้าจับตาการทำงาน หรือการไหลของงบประมาณที่จะไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสภา คือในพ.ร.บ. เงินกู้ 200,000 บาท และบัญชีนวัตกรรม แล้วตนเองได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารของสำนักงานนวัตกรรม ก็ให้ความยืนยันว่า ประเด็นนี้เรากำลังแก้ไขในเรื่องของกระบวนการ การที่จะข้อมูลมาใส่ในบัญชีประจำ ให้เป็นนวัตกรรมจริงๆ มีการแจ้งว่าจะทำให้การตรวจสอบนั้นโปร่งใส และไม่ขาดธรรมาภิบาล แต่อย่างไรเราก็ต้องติดตามกันต่อ รวมถึงเรื่องที่มีการพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ข้อมูลที่เห็นเป็นข้อผิดสังเกต มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ LED เข้ามาเยอะผิดปกติในปี 2026 เมื่อไปดูจะเป็นการเปรียบเทียบได้ยากว่า มีนวัตกรรมอย่างไร เพราะฉะนั้นเราพูดถึงว่าการใช้นวัตกรรมที่เกินความจำเป็น กับการใช้ไฟถนน ไหหมู่บ้าน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องจับตาต่อ สุดท้ายก็จะไปเกี่ยวข้องกับ การใช้เงินภาษีประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า จึงอยากให้ร่วมกันติดตาม เพราะเราไม่อยากให้มีการทุจริตคอรัปชั่น

นายกฯ ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

นายกฯ เผย ถกกองทัพล่วงหน้า ก่อนเยือนจีน ถามจะฝากประเด็นหารือผู้นำหรือไม่-​ไม่ปิดกั้นจีนเคลียร์ปมชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเดินหน้าถกเมียนมาแก้ปัญหาน้ำกกปนเปื้อน-ชนกลุ่มน้อย​-ยาเสพติด ย้ำทุกอย่างยึดประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงมหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับกองทัพของไทยก่อนเดินทางหรือไม่ ว่า ได้หารือกันหลายเรื่อง เพราะตนต้องไปพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี​ของจีน มีตั้งแต่ประเด็นทางการค้า เศรษฐกิจ ความร่วมมือและความมั่นคง และการที่ตนเดินทางมาในวันนี้ก็ได้ถามกองทัพ ว่า มีประเด็นใดที่อยากจะฝากไปหารือกับผู้นำระดับสูงของจีนหรือไม่ แต่ในสัปดาห์หน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน จะเดินทางมาเยือนไทย เรื่องที่พูดคุยก็จะมีความต่อเนื่องกัน 

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ในการปกป้องชายแดนไทยกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้เป็นเรื่องของความมั่นคง ไม่สามารถมาพูดสาธารณะได้ 

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสเปิดอกพูดคุยกับผู้นำจีน จะมาคุยเรื่องประเด็นชายแดนไทยกัมพูชาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนเป็นมหามิตร สนับสนุนเกื้อกูล พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาตลอดเวลาอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากทางการจีน อยากจะเป็นตัวกลางพูดคุยระหว่างไทยกับกัมพูชา จะทำอย่างไร นายกรัฐมนตรี​ ตอบเพียงแค่ว่า “เราก็ไม่ปิดกั้น” 

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องมีการพูดคุยกันทุกเรื่อง และเรื่องนี้ก็ต้องพูดคุยกับทางเมียนมาด้วย  โดยในต้นเดือนสิงหาคมนี้ ผู้นำเมียนมาก็จะเดินทางมาเยือนไทย และเมื่อวานก็ได้มีการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมา ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาหารือด้วย ทั้งเรื่องของการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่นควัน เรื่องมลพิษ ชนกลุ่มน้อย และยาเสพติด​ ไปจนถึงความร่วมมือด้านความมั่นคง ในการขจัดยาเสพติด ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ

เมื่อถามว่าจะมีการพูดคุยกับ มิน อ่อง หล่าย ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ทุกอย่างจะอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ ของประเทศไทย เพิ่งหากนำไปสู่ผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกัน ก็จะหาบทสรุปและบรรลุผลข้อตกลงด้วยความรวดเร็ว 

ปลัด มท. เผย กสถ. นัดประชุมพรุ่งนี้ เพิกถอนบรรจุขรก.ท้องถิ่นล็อตแรก 3,621 ราย

ปลัด มท. เผย กสถ. นัดประชุมพรุ่งนี้ เพิกถอนบรรจุขรก.ท้องถิ่นล็อตแรก 3,621 ราย

ปลัด มท. เผย กสถ. นัดประชุมพรุ่งนี้ เพิกถอนบรรจุขรก.ท้องถิ่นล็อตแรก 3,621 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

’ปลัดมท.‘ แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น เชือดไก่ให้ลิงดูทันที ไม่รอช้า! ดันเข้าที่ประชุม ’กสถ.‘ ด่วนพรุ่งนี้ ชงฟันเพิกถอนบรรจุกลุ่มแรก 3,621 ราย พฤติการณ์ชัดคะแนนพุ่งผิดปกติ ก่อนส่งไปยังแต่ละจังหวัดที่ลงบรรจุ เตรียมรื้อนับคะแนนใหม่ทั้งหมดทั้งกลุ่ม2-3 พ่วง 9,174 คนที่ผ่านเข้าไปแบบคลีนๆให้หายทุกข์ใจ ประสานดึง ‘หน่วยงานกลาง‘ ร่วมตรวจสอบ ลั่นยึดโปร่งใส เป็นธรรมที่สุด ใครผูกก็ต้องแก้เอง ขออดใจรออีกหน่อย เคลียร์กระจ่างกับสังคม

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา11.10 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) เขตดุสิต กทม. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงความคืบหน้าผลสอบของ สถ. กรณีการทุจริตสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568 ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) มีมติส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับการบรรจุฯ จำนวน 5,814 คน ที่พบคะแนนมีความผิดปกติโดยแบ่งเป็น3กลุ่ม ไปยังคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) พิจารณาเพิกถอนการบรรจุฯในการประชุม ก.กลาง วันที่23ก.ค.นี้ว่า วันนี้ รมว.มหาดไทย มีคำสั่งแต่งตั้งนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทั้งนี้ตั้งแต่วันนี้(16ก.ค.)เป็นต้นไป เนื่องจากส่วนราชการดังกล่าวที่กำลังมีปัญหา ต้องมีหัวสำหรับการบริหารจัดการเรื่องนี้ให้บรรลุล่วงสำเร็จ ทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดความถูกต้องให้เร็วที่สุด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่วานนี้(15ก.ค.)กสถ.มีมติ สำหรับผู้ที่มีคะแนนผิดปกติ จำนวน 5,814 คน แบ่งเป็น3กลุ่ม ซึ่งทุกคนทราบดี และทุกคนเชื่อมั่นว่าต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเป็นการดำเนินการที่อุกอาจ มีการประกาศผลคะแนนแล้ว เกิดความผิดไม่ถูกต้อง ดังนั้นจากที่ตนได้ปรึกษากับนายนิรัตน์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เห็นควรว่าต้องเพิกถอนให้เร็วที่สุด โดยกลุ่มแรก ที่คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนประมาณ 3,621 ราย จะมีการประชุม กสถ. ในวันพรุ่งนี้(17ก.ค.) ช่วงบ่าย เพื่อที่จะมีมติในการพิจารณาเพิกถอนการบรรจุ เราไม่รออะไรแล้ว อีกทั้งยังเป็นการให้ผู้ที่บริสุทธิ์ที่สอบมาได้ด้วยความถูกต้องจำนวน 9,174คน ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่อาจถูกสังคมเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ ได้มาพิสูจน์ตัวเอง ขอให้คนกลุ่มนี้อย่าทุกข์ใจ ขอให้เป็นปกติสุข เขาก็ต้องทำงานต่อไป เพราะเขาเข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ถูกต้อง โปร่งใส ดังนั้นเราต้องทำสิ่งนี้ให้กระจ่างแจ้งที่สุด ยืนยันว่าเราจะดำเนินการให้ถูกต้อง โปร่งใสที่สุด

“เมื่อคนบริสุทธิ์9,174คน ไม่ได้ถูกเพิกถอน และในวันพรุ่งนี้หากมีมติให้มีการเพิกถอนการบรรจุกลุ่มแรกที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 3,000 กว่าคน หลังจากนั้นเราจะตรวจคะแนนใหม่ทั้งหมด เมื่อกลุ่มคนถูกเพิกถอนการบรรจุไปแล้ว คนที่จะขึ้นมาใหม่จะต้องถูกนับคะแนนใหม่ทั้งหมด ทั้ง400,000กว่าคน เพื่อจัดลำดับใหม่ของผู้ที่สอบแข่งขันได้ ที่จะได้รับการบรรจุในลำดับถัดไป โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ตรวจสอบคะแนนใหม่เพื่อดำเนินการแล้ว” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นจุดหนึ่งของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่ผ่านมาพอเกิดปัญหา แล้วส่งมาให้ส่วนกลางสอบ พอส่วนกลางสอบ ยิ่งมีปัญหาเข้าไปใหญ่ ก็ต้องมีการสังคายนายกใหญ่ เชื่อมั่นว่านายนิรัตน์   จะบริหารเรื่องนี้ได้อย่างดี ด้วยประสบการณ์ยาวนาน มีความอาวุโสสูงสุดในกระทรวงมหาดไทย วันนี้เราต้องการความโปร่งใส ต้องการคนที่ยืนหยัดความถูกต้องมาทำงาน สำหรับผู้ที่มีความผิด กำลังถูกสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการพาดพิงไปยังบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะมีการประกาศไปเรื่อยๆหากมีหลักฐานชัดเจน ขณะที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาต(ป.ป.ช.) ก็จะมีการแถลงด้วย เป็นสิ่งที่จะมาประกอบกันหมด วันนี้ต้องเรียนว่า ผู้ที่ผูกก็ต้องเป็นผู้แก้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการส่งรายชื่อ5,814คน ให้ก.กลาง พิจารณาเพิกถอนในวันที่23ก.ค.นี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ก.กลางมีกำหนดประชุมอยู่แล้วในวันที่23ก.ค. แต่วันนี้เราต้องเพิกถอนให้เร็วที่สุด เพราะเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามีความผิดปกติ คนที่ดำเนินการเรื่องนี้คือกสถ. ที่มีการประชุมวานนี้(15ก.ค.) แล้วทางรองอธิบดีสถ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กสถ. ก็ไม่ได้เสนอให้กสถ.เพิกถอนสิ่งที่ตัวเองประกาศไป เพราะฉะนั้นตนจึงเสนอว่าคนที่ผูกก็ต้องแก้ ต้องรับผิดชอบ ต้องสแกนความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วย เพราะท่านเป็นคนประกาศรายชื่อเหล่านั้น ก็ต้องแก้รายชื่อเหล่านั้น 

“ผมเป็นคนเสนอให้กลุ่มแรก3,621คนต้องเพิกถอนการบรรจุเลย ต้องไปให้เร็วที่สุด เพราะคนที่บริสุทธิ์มันทุกข์ร้อนอยู่ คนที่เขาเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะโดนหรือไม่ เป็นความกลุ้มใจที่สุด สื่อก็ยังไม่ค่อยได้พูดถึง9,174คน ผมก็อยากให้ความเชื่อมั่นกลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้รับความเป็นธรรมที่สุด ส่วนกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม เราจะมีการนับคะแนนใหม่เพื่อมาจัดลำดับใหม่ทั้งหมด เพื่อดูว่าถ้าเขาคะแนนดีอยู่แล้วแล้วถูกอัพขึ้นมา พอนับคะแนนใหม่ เขาอาจจะตกมาก็ได้ แต่ว่าถ้าเขาอยู่ในกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ทางคดีอาญาถ้าสาวถึงก็จะไปถึงตัวเขาเอง ตอนนี้ถ้าเขาทำคะแนนดีอยู่แล้วอยู่ๆมีคนไปอัพให้เขาขึ้น อยู่ๆเราจะให้เขาตก มันต้องมีการสืบสวนและพิสูจน์กันอีก หากตรวจสอบคะแนนใหม่ แล้วมีการจัดลำดับใหม่ แล้วเสร็จคนเหล่านี้ที่ได้รับการจัดลำดับใหม่ก็จะบรรจุแทน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการกสถ. กล่าวเสริมว่า ในขั้นตอนการตรวจนับคะแนนใหม่ขณะนี้ เนื่องจากกระดาษคำตอบข้อเท็จจริงอยู่กับ ป.ป.ช. เราก็จะตรวจสอบจากหลักฐานของ สถ.ที่มี คือจากแฟลชไดร์ฟที่มีการแสดงคำตอบทั้งสิ้นที่มีการสแกนไว้ทั้งหมด ก็จะนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างทั้งหมด โดยจะมีคณะกรรมการในการตรวจสอบที่มีความเป็นกลางเข้ามาตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้ง800,000แผ่น

ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ทาง สถ.จะเป็นแม่งานในการตรวจสอบ โดยอาจจะนำคนกลางที่อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยอื่นเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใสเป็นธรรมที่สุดกับคนที่อยู่ในบัญชีทั้ง4000,00คน เราต้องดูจากคะแนนดิบทั้งหมด ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯประสานไปยังหน่วยงานกลางที่จะเข้ามาตรวจสอบแล้ว ดังนั้นในวันพรุ่งนี้(17ก.ค.) จะประชุมหลายๆเรื่อง ทั้งการเพิกถอนการบรรจุ การนับคะแนนใหม่ จะดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อให้ได้หน่วยงานกลางเข้ามาร่วมนับคะแนนใหม่ ยืนยันว่าจำเป็นต้องนับใหม่ มิฉะนั้นจะคาราคาซังอยู่แบบนี้ ทุกคนก็ถามว่าจะเป็นอย่างไร จะมีการบรรจุหรือไม่ ตำแหน่งว่างทำอย่างไร ตำแหน่งว่างก็ต้องว่าง เมื่อคนมันไม่ถูกต้องเราจะให้อยู่ต่อไปมันก็ลำบาก กสถ.ในฐานะกรรมการที่เคยประกาศรายชื่อไปก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หนีความรับผิดชอบไม่ได้ 

เมื่อถามถึงขึ้นตอนการดำเนินการเพิกถอนการบรรจุกลุ่มแรกจำนวน3,621คน นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า หากมีการเพิกถอนการบรรจุแล้ว จะมีการแจ้งรายชื่อไปยังแต่ละจังหวัดที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวที่ได้รับการบรรจุว่ามีใครบ้าง เพื่อดำเนินการเพิกถอนการบรรจุ ส่วนจะต้องมีการดำเนินคดีทางอาญากับ3,621คนที่ขณะนี้บรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว และทำให้กระทรวงมหาดไทย สถ. เสียเวลา เสียงบประมาณหรือไม่นั้น ทางป.ป.ช.สอบสวนอยู่ เชื่อมั่นว่าถ้าอยู่ในความผิดต้องรับโทษทางอาญาควบคู่ ไม่มีใครหนีพ้น หากกระทำความผิด ขณะที่เรื่องเงินเดือนของทั้ง3,621คน จะต้องมีการพิจารณาตามพฤติกรรมว่าการดำเนินการมีบทลงโทษอย่างไร

ส่วนนายนิรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทน อธิบดี สถ. กล่าวว่า ยืนยันว่าจะดำเนินการตรงไปตรงมา กลุ่มบุคคล3,621คน จะมีการประสานกับป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบว่ามีรายไหนที่รับเป็นคดีไปแล้ว หรืออยู่ในกระบวนการ ส่วนรายไหนที่ตรวจพบใหม่ก็จะประสานข้อมูลว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร ส่วนรายละเอียดของทั้ง3,621พบว่าอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคไหนมากที่สุดนั้น ขอยังไม่ตอบในขณะนี้ เนื่องจากต้องไปแยกย่อยก่อน 

เมื่อถามถึงกลุ่มที่ไม่ได้มารายงานตัวจำนวน520คน จะถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตามกระบวนการราชการ หากเขาไม่มารายงาน ก็ถือว่าไม่ได้อยู่ในกระบวนการของเรา แต่จะถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่อยู่ในชั้นกานสอบสวนของ ป.ป.ช. ตำรวจสอบสวนกลางว่า ทำไมสอบได้ถึงไม่มารายงานตัว แต่ถ้ามีเหตุผลอื่น เช่นได้งานอื่น มันก็ตอบได้ อยู่ที่ตัวเขาเอง ทาง กสถ.จะดูเรื่องการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เมื่อมีคะแนนผิดพลาดเราต้องเลิกบรรจุ ส่วนคนอื่นๆที่ไม่มารายงานตัวมันนอกเหนือจาก กสถ.

เมื่อถามว่าในกลุ่มของ3,621คน จะต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่ เนื่องจากปรากฎหลักฐานชัดว่าผิดปกติ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ก็ในจำนวนนี้ เมื่อมีมติแล้ว ต้องแจ้งไปยังแต่ละจังหวัดตามที่ตนกล่าวไป จากนั้นทางจังหวัดจะแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ที่เขาได้รับบรรจุ ส่วนที่สังคมข้องใจว่าเหตุใดไม่ประกาศรายชื่อผู้ที่ถูกเพิกถอนผ่านสาธารณะนั้น กฎหมายบอกให้เราแจ้งไปที่จังหวัดที่เขาบรรจุ แต่สื่อมวลชนก็ต้องได้ทราบอยู่แล้วในจำนวน3,621คน ถึงวันนั้นก็จะได้รู้กัน 

เมื่อถามว่ามีบุคคลร้องเรียนเข้ามาว่าในกระบวนการสอบสัมภาษณ์ ภาค ค. มีการกดคะแนนคนอื่นเพื่อให้ผู้ที่จ่ายเงินได้เข้าไป ทางคณะกรรมการภาค ค. อาจรับเงินมาหรือไม่ นายสมประสงศ์ กล่าวว่า ต้องไปดูในข้อเท็จจริงในกระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยไม่นิ่งนอนใจ เราจะไม่ยอมเสียเกียรติภูมิ เราตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบวินัยร้ายแรงภายใน7วัน ไม่ใช่ตรวจสอบแค่5บุคคลที่เป็นผู้บริหารระดับสูบ แต่จะตรวจสอบทั้งกระบวนการว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร เราจะเรียกมาสอบหมด เพราะเรื่องนี้อยู่ในความสนใจ ไม่มีตรงไหนที่ความสงสัยของประชาชนจะเกินกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงของทางกระทรวง เขาก็สงสัยเหมือนกัน ก็ต้องเป็นที่พึ่งประชาชน เพราะทุกคนต้องการความมั่นใจ ตนมีหน้าที่ทำให้ทุกอย่างจบโดยเร็ว ให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทำงานอย่างสบายใจ ได้รู้ว่าถูกต้องเป็นธรรมที่สุด และได้รับการบรรจุต่อไป ขอให้อดใจรออีกหน่อย แต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและรวดเร็ว

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย ย้ำบูรณาการความมั่นคงชายแดน รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“นายกฯ” ตรวจเยี่ยม”กองทัพไทย” รับมอบ เครื่องหมายต่อต้านการก่อการร้าย ติดตามคืบหน้านโยบายความมั่นคง รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ  

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์  บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้การต้อนรับ 

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบภารกิจ การดำเนินงานที่สำคัญของกองทัพไทย และมอบนโยบายเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ลงนามสมุดตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปบทบาท หน้าที่ และการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทัพไทยในการเตรียมกำลังกองทัพไทย การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการพัฒนาเสริมสร้างความพร้อมในทุกด้าน ให้สามารถเผชิญภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ ทุกมิติ ทุกระดับความขัดแย้ง พร้อมปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพ ด้วยความประสานสอดคล้อง และมีความทันสมัย สอดรับเทคโนโลยีทางทหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลในฐานะของศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.)ในการบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฏหมายตามแนวชายแดน ทั้งทางบก น่านน้ำภายใน และทะเลอาณาเขตของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล เป็นตราสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ อันหล่อหลอมจากความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม และการอุทิศตนเพื่อชาติ ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบสูงสุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณกองทัพไทย ผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ วิริยะอุตสาหะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นบูรณาการการทำงานทั้งภายในหน่วยงานสังกัดกองทัพไทย และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ และดำรงความต่อเนื่องในการเป็นแกนกลางเพื่อบูรณาการความมั่นคง ทั้งในมิติภายในประเทศและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ขอให้ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีฯ ที่ได้มาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ และได้ยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพไทย ในการปกป้องรักษาเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งมีความพร้อมในการใช้ศักยภาพของกองทัพเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการเป็นกลไกของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ เพื่อการเป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่น และเป็นที่พึ่งของประชาชน กองทัพไทยจะมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชนสืบไป