อดีตรองอธิการฯมธ. เชื่อดีลตั้งรัฐบาลยังไม่จบ ชี้ภูมิใจไทยไม่น่าทิ้งกล้าธรรม

อดีตรองอธิการฯมธ. เชื่อดีลตั้งรัฐบาลยังไม่จบ ชี้ภูมิใจไทยไม่น่าทิ้งกล้าธรรม

อดีตรองอธิการฯมธ. เชื่อดีลตั้งรัฐบาลยังไม่จบ ชี้ภูมิใจไทยไม่น่าทิ้งกล้าธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.44 น.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข่าวการจัดตั้งรัฐบาลเกือบทุกสำนักรายงานว่า ปิดดีลแล้ว พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้าน นั่นหมายความว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมี พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กๆอื่นๆ รวมแล้วรัฐบาลจะมีเสียงมากถึง 300 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่เหลือเฟือเลยทีเดียว

สัปดาห์ที่แล้ว เราแปลกใจมากอยู่แล้วเมื่อเห็นข่าว พรรคภูมิใจไทยรับพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล เห็นคุณภูมิธรรม เวชยชัย ลงจากรถที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ยิ้มแย้มและตรงเข้าจับแขนคุณอนุทินที่มารอต้อนรับ แล้วเป็นภาพที่ทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างไรไม่ทราบ แต่แปลกใจยิ่งกว่าที่เห็นข่าวพรรคกล้าธรรมถูกปัดให้ไปเป็นฝ่ายค้าน แม้คุณไผ่ ลิกค์ จะกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า พรรคกล้าธรรมไม่มีเงื่อนไขอะไรแล้วก็ตาม แต่มาถึงวันนี้ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เร่ิมให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ปิดดีล แต่ไม่พูดถึงพรรคกล้าธรรม

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอบอกว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยจะทิ้งพรรคกล้าธรรม เพราะหากคุณธรรมนัสและพรรคกล้าธรรม ไม่หักกับพรรคเพื่อไทยเพื่อมาลงคะแนนให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะชื่อ ชัยเกษม นิติศิริ ไม่ใช่อนุทิน ชาญวีรกูล อีกทั้งพรรคเพื่อไทยเมื่อร่วมรัฐบาลกัน สร้างความแค้นให้พรรคภูมิใจไทยเกินกว่าประโยคที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”

ผู้ที่ลงคะแนนเลือกพรรคภูมิใจไทยจำนวนมากจึงเสียความรู้สึก จนทำท่าว่าจะไม่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยอีกหากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

ด้วยเหตุนี้ เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆตามที่เป็นข่าว แต่ต้องมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านี้แน่ๆ การที่คุณธรรมนัสโพสต์ภาพตัวเองพร้อมข้อความว่า

“เจอแล้วครับ แสงสีเขียว ฝันดี ราตรีสวัสดิ์”

จึงน่าจะเป็นนัยอะไรบางอย่างที่เราจะต้องติดตามดูต่อไป

นายกฯ ปราศรัยวันศิลปินแห่งชาติ 2569 ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ

นายกฯ ปราศรัยวันศิลปินแห่งชาติ 2569 ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ

นายกฯ ปราศรัยวันศิลปินแห่งชาติ 2569 ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.58 น.

นายกรัฐมนตรี กล่าวคำปราศรัยเนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และส่งต่อให้คนรุ่นหลัง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยเนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า 

เนื่องในโอกาส “วันศิลปินแห่งชาติ” ประจำปี 2569 ขอส่งความระลึกถึง และความปรารถนาดีมายังศิลปินแห่งชาติ ศิลปินทุกสาขา ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์งานศิลปะของชาติ รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นวันศิลปินแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ด้วยเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้ทรงพระปรีชาล้ำเลิศในศิลปะแขนงต่าง ๆ อีกทั้งเพื่อร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีคุณูปการอย่างอเนกอนันต์ต่องานศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติเหล่าศิลปินผู้รังสรรค์ ผลงานศิลปะของชาติให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในประเทศและนานาชาติ 

ศิลปินแห่งชาติคือ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เป็นปราชญ์ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในด้านศิลปะหลากหลายแขนง และได้อุทิศตนสร้างสรรค์ และถ่ายทอดผลงานศิลปะอันล้ำค่า และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และมวลมนุษยชาติ การส่งเสริม สนับสนุนสร้างขวัญกำลังใจแก่ศิลปินแห่งชาติ จึงเป็นการประกาศคุณค่าของศิลปิน ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และส่งต่อให้คนรุ่นหลัง

ในวาระนี้ ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ล้วนมีความปลื้มปีติยินดียิ่งที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้มีมติถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ” แด่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และประกาศพระนามให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปีพุทธศักราช 2567

ในโอกาส “วันศิลปินแห่งชาติ” วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ในนามของรัฐบาลและปวงชนชาวไทย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยแด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ” ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระองค์ทรงพระเจริญด้วย จตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญแห่งปวงพสกนิกร ตราบกาลนาน 

“ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ศิลปินทุกสาขา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะทุกท่านที่ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าไว้ให้แก่ชาติไทย เป็นการสืบสานมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ให้ดำรงอยู่เป็นสมบัติอันล้ำค่า และเป็นเกียรติภูมิอันสง่างามของชาติไทยสืบไป”

ยากมาก!!! เทพไท ฟันธง สูตรตั้งรัฐบาลแก้เผ็ด แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้

ยากมาก!!! เทพไท ฟันธง สูตรตั้งรัฐบาลแก้เผ็ด แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้

ยากมาก!!! เทพไท ฟันธง สูตรตั้งรัฐบาลแก้เผ็ด แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.30 น.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า  รัฐบาลสูตร แดง-ส้ม-เขียว เป็นไปไม่ได้

มีการเสนอสูตรจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแก้เผ็ดพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเล่นตัวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้สิทธิ์พรรคอันดับหนึ่ง ที่มีคะแนนเสียง 193 เสียง สามารถจัดตั้งรัฐบาล และเลือกพรรคร่วมรัฐบาลได้ ประเภทหล่อเลือกได้ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอสูตรเพื่อชิ่งจัดตั้งรัฐบาลอีกขั้วหนึ่ง คือ สูตรแดง-ส้ม-เขียว เป็นการรวมตัวของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยตกไปเป็นฝ่ายค้าน 

ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าหากว่าเป็นการเมืองยุคเก่าๆ ก็มีความเป็นไปได้ เช่นการเมืองในยุคปี 2518 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงมากที่สุด 114 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีส.ส.อยู่ 18 เสียง สามารถรวบรวมส.ส.ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่การเมืองยุคนี้ เป็นการเมืองยุคใหม่ และมีการประกาศจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ถ้าบิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนจุดยืน ก็จะมีดิจิทัลฟุตพริ้นท์เป็นหลักฐาน และยืนยันว่า สิ่งที่พรรคการเมืองต่างๆพูดไว้เป็นอย่างไรบ้าง 

การเสนอสูตรตั้งรัฐบาลแดง-ส้ม-เขียว ซึ่งจะเป็นปัญหาสำคัญของพรรคประชาชนซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะพรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนในแต่ละครั้ง ก็ไม่เคยบิดพลิ้ว เช่นในสมัยรัฐบาลที่แล้ว หรือสภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้ประกาศต่อสาธารณะชนว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลในสมัยสภาชุดนี้  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี จากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคประชาชนก็ยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลตามคำที่ประกาศไว้ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ระหว่างที่มีการหาเสียง มีการดีเบตกันบนเวที นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ประกาศว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

ดังนั้นหลังจากการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ถ้าหากจะมีการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จะเป็นการผิดคำพูด หรือคำที่ประกาศไว้ต่อสาธารณะชน และอีกประการหนึ่งคือ พรรคประชาชนได้ประประกาศเรื่องมารยาททางการเมือง และแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลว่า ต้องให้เกียรติพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากที่สุด ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าหากว่าพรรคการเมืองได้คะแนนอันดับหนึ่ง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองถัดไป

แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองที่ได้ส.ส.มากที่สุด คือพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยกำลังดำเนินการรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่ถึงทางตัน ยังไม่หมดโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาล การที่จะเอาสาเหตุความหมั่นไส้  ความโกรธแค้น หรือการไม่ชอบใจกันมาชิงจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะชนได้

จึงเชื่อว่าถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาล3พรรค และจะไปรวบรวมหรือนำเอาพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่ง ยิ่งเป็นไปไม่ได้มากกว่าเดิมอีก เพราะทางพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็ประกาศจุดยืนบนเวทีดีเบตมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ถ้าจะมาจับมือร่วมรัฐบาลกันเองที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ก็ถือว่าเป็นการเสียสัจจะ ซึ่งทางพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็รักษาสัจจะเป็นสำคัญ

จึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่มีการวิจารณ์วิเคราะห์กัน หรือมีการโยนหินถามทางว่า จะจัดตั้งรัฐบาล3พรรค เพื่อแก้เผ็ดหรือเอาคืนพรรคภูมิใจไทยนั้น เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลสูตรนี้เป็นไปไม่ได้เลย

จาตุรนต์ ฉะ ไอโอปชต ระรานไปทั่ว เตือน ไร้แนวร่วมเปลี่ยนประเทศไม่ได้

จาตุรนต์ ฉะ ไอโอปชต ระรานไปทั่ว เตือน ไร้แนวร่วมเปลี่ยนประเทศไม่ได้

จาตุรนต์ ฉะ ไอโอปชต ระรานไปทั่ว เตือน ไร้แนวร่วมเปลี่ยนประเทศไม่ได้

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.19 น.

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เกิดเป็นประเด็นเผ็ดร้อนต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) เมื่อ นาย จาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงพฤติกรรมการเมืองของบางกลุ่มที่เน้นการแซะและโจมตีผู้อื่น จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุ ว่า “หนึ่งคือไม่ค่อยคิดเรื่องการหามิตรหรือแนวร่วม ทำให้ระรานเขาไปทั่ว ทั้งๆที่เขาพูดไปทางเดียวกับคุณ แต่ถ้าไม่ใช่สีเดียวกันหรือพรรคเดียวกันก็ต้องแซะต้องถล่มเขา แล้วจะไปทำงานใหญ่ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศได้อย่างไร ผมเจอบ่อย จนชินแล้ว แต่ด้วยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมก็อดแสดงความเห็นนี้ไม่ได้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างครับ ใครจะโต้ก็เรียงหน้าเข้ามาเลยครับ อย่าช้าอยู่”

จาตุรนต์ ฉายแสง

ภายหลังโพสต์ของนาย จาตุรนต์ ฉายแสง เผยแพร่ลงบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นอย่างมากมายในประเด็นนี้ เช่น

“นี่ค่ะนางแบก ไม่ต้องถึงกับจะได้เปลี่ยนโครงสร้างหรอก แค่ตั้งคำถามการทำงานภาครัฐยังโดนด่า ทุจริตคอร์รัปชั่นก็แบก อย่าลืมเพื่อไทยมี io ถ้าอยากรู้จะขุดมาให้”

“แหมๆๆๆๆๆๆ อย่ามาหลอกตัวเองเลยครับ นางแบกภัยสังคม กองเชียร์พรรคคุณนี่มีแต่แอคที่หยาบคาย ไปหาระรานคนอื่นไปทั่ว ไม่เห็นเลยเหรอครับ จนนางแบกมีฉายาว่านางแบกเพื่อไทยภัยสังคม ลองดูในแฮชแท็ก #นางแบกเพื่อไทยภัยสังคม ดูครับ”

“เอางี้นะลุง เกาหลีใต้เขาเอาอดีตประธานาธิปดีเขาเข้าคุกไปแล้วเพราะพยายามทำรัฐประหาร ในเมื่อพรรคลุงมีอำนาจในมือแล้ว จะถึงคิวคนทำรัฐประหารเมื่อไหร่ครับ? คนทั้งประเทศอยากรู้คำตอบนี้มากกว่า ไม่คุยเรื่องioนะ ไร้สาระ”

“คุณอ๋อย ช่วยตรวจสอบ IO ที่เป็นมิตรกับพรรคเพื่อไทยหน่อย บางทีก็ไปลงพรรคส้มเช่นกัน แอคนี้รวบรวม IO เพื่อไทยคับ”

จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก X@chaturon

นักวิชาการเปิดบทสนทนา จี้ใจดำถามตรงๆ พี่ปู่จิ้น พ่อนายกฯอนุทิน

นักวิชาการเปิดบทสนทนา จี้ใจดำถามตรงๆ พี่ปู่จิ้น พ่อนายกฯอนุทิน

นักวิชาการเปิดบทสนทนา จี้ใจดำถามตรงๆ พี่ปู่จิ้น พ่อนายกฯอนุทิน

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.06 น.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ประธานบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

โดยระบุว่า  ทำไมเจ้าสัวชิโนไทยมาเล่นการเมืองเอง ขณะที่เจ้าสัวเมืองไทยรายอื่นๆล้วนแล้วอยู่หลังฉาก

หลังได้รับเสียงโหวตจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกฯคนที่32 เสี่ยหนูก็รุดไปกราบคุณพ่อ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มีโมเมนต์อันงดงาม โดยได้บอกลูกชายว่า“ดีใจที่ได้เห็นวันนี้ หนูก็ทำตัวให้ดีๆนะ”

พี่ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เคยเป็นอะไรมาหลายอย่างทั้งเจ้าของบริษัทเครือซิโน-ไทย (STECON) รัฐมนตรีมหาดไทย รองนายกฯอันดับ1 ยังเหลือแต่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นพ่อเสี่ยหนู นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศ

ผมได้ไปเรียนหลักสูตรเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงกับพี่ปู่จิ้น ท่านก็เลยกรุณานับญาติให้ผมเป็นเพื่อนร่วมรุ่น และเอ็นดูผมเสมอมา 

ในคราวหนึ่งบนโต๊ะกินข้าวกันสองคน ที่ท่านมีแก่ใจชวนไปสนทนาที่อาคารชิโนไทย ผมก็โพล่งคำถามที่ไม่ควรจะถามขึ้นมาว่า “ไม่มีเจ้าสัวคนไหนที่เขาเข้ามาเล่นการเมืองเปิดหน้าเต็มตัวเหมือนท่าน และลูกชาย ท่านไม่ห่วงใครจะนินทาเหรอว่ามาเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของซิโน-ไทย?!” 

พี่ปู่จิ้นไม่ได้ลุกขึ้นมาเตะผม หรือทำท่าว่าขัดเคือง ที่ทำให้เสียรสในการกินข้าว เพียงแต่รวบช้อนแล้วตั้งใจอธิบายว่า “ถามมาข้อนี้ก็ดี เพราะไม่มีใครมาจี้ใจดำถามผมตรงๆแบบนี้เลย ได้แต่ซุบซิบนินทาว่ากล่าว ผมขอตอบตามสัตย์จริงว่า คนอื่นที่คุณเอ่ยและไม่เอ่ยถึงนั้น เขาเล่นการเมืองทั้งนั้น แต่ผ่านคนอื่น ส่วนผมและครอบครัวเรารักประเทศชาติ ก็เข้ามาตามทำนองคลองธรรมระบบประชาธิปไตย ตั้งพรรคการเมืองให้ประชาชนเลือก และเข้ามาบริหารบ้านเมืองตามฉันทามติประชาชน และผมกับครอบครัวมีข้อกำหนดแน่ชัดว่า เพื่อป้องกันปัญหาConflict of interest หากกิจการงานใดเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน กระทรวงที่เข้าไปบริหาร เราจะไม่รับงาน หรือธุรกิจที่มีผลประโยชน์กับหน่วยงานที่ว่านั้น

เราทำเช่นนี้ จะว่าเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์จึงไม่ใช่เลย ว่าไปเราต่างหากที่ต้องเสียผลประโยชน์อันพึงได้จากการเข้ามาเล่นการเมืองเปิดหน้าแบบคุณว่า ซึ่งหากเราเพียงแต่ทำแบบเจ้าสัวรายอื่นๆเขาทำ เราก็ไม่มีเสียประโยชน์อันพึงได้นั้น คุณณัฐวุฒิถามตรง ผมก็ตอบจริงตามนี้”

พี่ปู่จิ้น กถาธิบายเสร็จ วงข้าวของเราก็ดำเนินต่อไป และคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศอื่นๆกันเป็นที่คึกครื้น
..
นำเสนอครั้งแรก 29 กรกฎาคม 2564 บทความเดิมชื่อ“พี่ปู่จิ้นที่ผม(ไม่ค่อย)รู้จัก
https://www.facebook.com/share/16uVXV5zts/?mibextid=wwXIfr

ขอบคุณภาพ : ผศ.ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ 

อ อ้อย ฟาด อาสาส้ม ถอดแบบ เรดการ์ด ล้างสมองล้มการปกครอง

อ อ้อย ฟาด อาสาส้ม ถอดแบบ เรดการ์ด ล้างสมองล้มการปกครอง

อ อ้อย ฟาด อาสาส้ม ถอดแบบ เรดการ์ด ล้างสมองล้มการปกครอง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.28 น.

เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียลสืบเนื่องจากกรณีที่ นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ถึงทิศทางพรรคที่เตรียมจัดตั้งเครือข่าย อาสาส้ม ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาและทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น จนทำให้ชาวเน็ตหลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโลกโซเชียลในประเด็นนี้

ล่าสุดวานนี้ 23 กุมภาพันธ์ 2569 อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล หรือ อ.อ้อย ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า อินฟลูเอนเซอร์สายธรรมะและรักชาติชื่อดัง ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พูดกล่าวถึงทิศทางพรรคประชาชนที่มีเตรียมจัดตั้งเครือข่าย กลุ่มอาสาส้ม อย่างดุเดือด หยิบยกบทเรียนประวัติศาสตร์การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนมาเปรียบเทียบ โดยมีข้อความระบุว่า “กลุ่มเรดการ์ด คือกระบวนการกวาดล้างผู้เห็นต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีพฤติกรรมสุดโหด จนทำให้คนจีนตายไปกว่า 8 ล้านคนในระยะเวลา 10 ปี เมื่อใดที่มีกลุ่มอาสาส้มเกิดขึ้น จงอย่าไว้ใจให้เข้ามาคลุกคลีในชุมชนเป็นอันขาด!!! เพราะพฤติกรรมของเจ้าของพรรค ที่อ้างว่าเป็นแนวทางก้าวหน้า มีแนวทางสอดคล้องกับระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ ในยุคที่เหมา เจ๋อตุงเป็นประธานพรรค ด้วยการมุ่งทำลายของเก่าภายใต้การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ปธน.เหมาสร้าง “กองทัพพิทักษ์แดง” หรือ Red Guards จากเยาวชนตามสถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมไปจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อกำจัด 4 เก่าในชุมชนทุกหนแห่ง ไม่ให้คนจีนศรัทธาสวามิภักดิ์ต่อประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะต้องการทำลายล้างความผูกพันต่อความเป็นชาติในระบอบเก่า รวมถึงห้ามไม่ให้มีศาสนา เพราะเกรงว่าจะเปิดช่องให้มีการรวมตัวลุกฮือขึ้นต่อต้านพรรค

“สี่เก่า” ประกอบไปด้วย อุดมคติ, จารีต, วัฒนธรรม และสันดาน ที่พรรคคอมมิวนิสต์อ้างว่าเป็น “ระบอบเก่า” ซี่งเป็นอุปสรรคต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ปธน.เป็นผู้สร้างกองกำลังนี้ขึ้นมาและ พวกเรดการ์ดจบสิ้นลงด้วยน้ำมือของเหมา เจ๋อตุงเช่นกัน เพราะเมื่อใช้ประโยชน์จากเด็กๆ เหล่านี้สมใจแล้ว ก็กำจัดเสี้ยนหนามสำคัญของกลุ่มหัวหน้าทิ้ง เพราะเกรงจะเป็นภัยต่อตัวเหมาเอง

อัจฉราวดี วงศ์สกล

พฤติกรรมช่างสอดคล้องกับการปลุกปั่นเด็ก 3 นิ้วให้มาเป็นเบี้ยลงถนนแล้วเขี่ยทิ้งสุดท้ายกองทัพปลดปล่อยประชาชน ก็เข้ามาสลายกลุ่มเรดการ์ดที่มีสมาชิกถึง 20 ล้านคน ด้วยการจับพวกนี้ไปใช้ชีวิตในไร่นา เรดการ์ดจบลงในปี 1976 รวมเวลา 10 ปี ที่เยาวชนเรดการ์ดเข่นฆ่าคนจีนเพื่อทำลาย “ของเก่า” การทำลาย 4 เก่า เป็นสิ่งพรรคเองยอมรับความผิดพลาด แต่ก็ไม่อยากให้มีการรื้อฟื้น ที่ทางเข้าพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เมืองซัวเถา มีคำประกาศเขียนไว้ว่า “ประวัติศาสตร์เป็นดั่งเงาสะท้อนของเรา เราจงอย่าปล่อยให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้นซ้ำอีก” คนจีนเองก็กล่าวว่า “พรรคเสียหน้าอย่างมาก พวกเขารู้สึกอับอายจากการปฏิวัติวัฒนธรรม” แต่บัดนี้คำเขียนนี้ถูกบดบังไปแล้วเช่นกัน

ไม่น่าเชื่อว่า ยุคพ.ศ. 2560 ประเทศไทย มีขบวนการทำลายจารีต วัฒนธรรม ปกปิดและบิดเบือนประวัติศาสตร์ มุ่งทำลายสถาบันกษัติรย์ ปลุกปั่นให้คนชังชาติ ไม่ให้มีศาสนา ล้างสมองให้ทำลายของเก่าทิ้ง กระนั้นก็ยังมีผู้หลงสนับสนุน คงไม่รู้ตัวว่ากำลังจะร่วมมือทำให้ประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ตอนนี้ส้มมามุกใหม่ จะแปลงร่างสาวกในนามของอาสาเพื่อให้แทรกซึมเข้าไปในชุมชน ในนามของการไปสอดส่องปัญหาเพื่อดูแลช่วยเหลือ คนไทยทุกคนต้องกีดกันและปกป้องชุมชน อย่าให้ผู้ที่มีพฤติกรรมเหมือนสมาชิกเรดการ์ด เข้าไปในพื้นที่ได้

อัจฉราวดี วงศ์สกล

จำไว้ว่า เสี้ยนก็คือเสี้ยน หามีดีอะไรไม่ตราบใดที่ผู้นำทางจิตวิญญาณยังคงเสี้ยมสาวกได้ต่อไป สิ่งใดที่ออกมาจากคนเหล่านี้ ล้วนมีจุดหมายเพื่อล้มล้างการปกครองทั้งสิ้น อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

บางส่วนข้อมูลประวัติศาสตร์จาก Silpa-mag.com”

อัจฉราวดี วงศ์สกล

ภายหลังโพสต์ของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล ถูกเผยแพร่ ชาวเน็ตต่างตบเท้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม เช่น

“ความเป็นจริงพฤติกรรมต่างๆก็เห็นมานานแล้วว่าแนวโน้มเป็นอย่างที่ว่า แต่ทำไมฝ่ายปกครองของประเทศไม่จัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปล่อยให้เป็นเสี้ยนคอยยุแหย่และทำลายประเทศอยู่”

“เกิดสงครามที่พึ่งคือทหารและกษัตริย์มีคนตาสว่างไปเยอะ แต่พวกศีลเสมอก็ยังพร่ำเพ้อหาความเจริญจากพรรคศูนย์รวมคดี”

“ปลุกปั่น55555555ตลกอ่ะ เอาจิงๆนะผมเลื่อนๆเฟส2-3วันนี้ ผมเห็นของ อ.นี้แหละครับปลุกปั่นที่สุดละ เป็นเรื่องเป็นราวยิ่งอันนี้ผมว่าไกลตัวไปนะครับ”

“แทรกซึมอย่างน่ากลัวมาก ๆ ค่ะ”

“เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอาไงชัดเจนแล้วรออะไรทำลายเสียก่อนมันจะมีกำลังและประชาชนจะหลงผิดนะ”

“แบบนี้คงต้องระวังบุคคลากรที่เป็นผู้นำเยาวชนเช่นครูอาจารย์ ด้วยเช่นกันเพราะคนเหล่านี้มีอิทธิพลกับความคิดของเด็กๆมาก ควรมีการสังคายนาพวกครูอาจารย์ที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อสถาบันด้วยนะคะ การเข้าถึงเด็กๆ ตามโรงเรียนหรือมหาลัยอย่างที่แม่ทัพกุ้งทำก็ดีมากเลยนะคะ เป็นการปลูกฝังความรักชาติได้ดีมากเลยค่ะ รวมถึงการอบรมผู้นำหมู่บ้านให้รักชาติเข็มแข็ง เชื่อมั่นว่าพลังของคนรักชาติจะขจัดเสี้ยนหนามแผ่นดินได้”

อัจฉราวดี วงศ์สกล
อัจฉราวดี วงศ์สกล
อัจฉราวดี วงศ์สกล
อัจฉราวดี วงศ์สกล
อัจฉราวดี วงศ์สกล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล, เฟซบุ๊ก The MalaengtaD

เช็ก 5 มาตรการเข้มกลาโหม! ปรับกลยุทธ์รักษาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

เช็ก 5 มาตรการเข้มกลาโหม! ปรับกลยุทธ์รักษาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

เช็ก 5 มาตรการเข้มกลาโหม! ปรับกลยุทธ์รักษาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.00 น.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความระบุว่า มติสภากลาโหม ครั้งที่ 2/2569 ณ 23 ก.พ.69

ยกระดับ…มาตรการควบคุมและรักษาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน

1) คงกำลังตามความจำเป็น สอดคล้องสถานการณ์
2) สร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ และใช้ระบบกล้องวงจรปิด
3) สร้างรั้วถาวร ในพื้นที่ที่มีความชัดเจนของเส้นเขตแดน
4) จัดสรรพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกเข้าไปทำกิน และช่วยดูแลรักษาพื้นที่
5) พัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ทั้ง 5 มาตรการดังกล่าว เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาพื้นที่ชายแดน จากเดิม ที่มุ่งใช้กำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว ไปสู่…การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความมั่นคงพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว

โดยให้ความเร่งด่วนกับพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นลำดับแรก สำหรับในพื้นที่อื่นให้ดำเนินการได้เมื่อมีความพร้อม

ลุยจับพิรุธ‘บัตรเลือกตั้งใหม่’ ‘สภาสูง’สอบกกต. ปมไร้‘เลขต้นขั้ว-บาร์โค้ด’

ลุยจับพิรุธ‘บัตรเลือกตั้งใหม่’ ‘สภาสูง’สอบกกต. ปมไร้‘เลขต้นขั้ว-บาร์โค้ด’

ลุยจับพิรุธ‘บัตรเลือกตั้งใหม่’ ‘สภาสูง’สอบกกต. ปมไร้‘เลขต้นขั้ว-บาร์โค้ด’

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยจับพิรุธ‘บัตรเลือกตั้งใหม่’ ‘สภาสูง’สอบกกต. ปมไร้‘เลขต้นขั้ว-บาร์โค้ด’ เสี่ยงโมฆะลงคะแนนใหม่ ‘เท้ง’ขู่ฟ่อขอ2วันฟ้องม.157 ‘สมชัย’ฟันฉับผิดระเบียบชัด

ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สภาสูง อุ่นเครื่องเตรียมสอบ กกต.ชี้จุดสลบบัตรเลือกตั้งใหม่ มาตรฐานเพี้ยน มีบาร์โค้ด แต่ไร้หมายเลขรหัส ย้อนศรบัตรเดิมวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จี้ดันเลือกตั้งใหม่ยกแผง ด้าน “สมชัย”ให้ฉายาบัตรมรณะ “เท้ง- ณัฐพงษ์”แย้ม 1-2 วันชัดเจน พรรคปชน.เตรียมยื่นฟ้อง กกต.เอาผิดมาตรา 157 ลูกหาบเร่งตีปี๊บบัตรเขย่ง3 แสนใบ ขณะที่ ‘เพื่อไทย’สั่งเบรกลูกพรรค อย่าไปผสมโรงกับพวกนักร้อง หลังมีโอกาสซุกปีก‘อนุทิน’

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงการเข้าสังเกตการณ์การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า มีประเด็นที่ตรวจพบว่าบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งไม่มีการกำหนดหมายเลข ซึ่งต่างจากบัตรเลือกตั้งที่ใช้เมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงไม่ใช่บัตรที่รันหมายเลข ที่มีประเด็นถูกตรวจสอบได้ว่าการออกเสียงไม่เป็นความลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นลงคะแนนให้ผู้ใดได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวตนยังรอคำชี้แจงอย่างชัดเจนจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ และนำเข้ากมธ.เพื่อพิจารณาศึกษาต่อไป

ถ้าผิดก็ต้องเลือกตั้งใหม่

เมื่อถามว่ามองว่ามาตรฐานบัตรเลือกตั้งที่ต่างกัน มองว่าจะนำไปสู่การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดได้หรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในกรณีดักงล่าวต้องพิจารณาในหลายขั้นตอน ซึ่งกรณีปัญหาของคิวอาร์โค้ด หรือ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ทำให้การออกเสียงเป็นความลับหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ตนมองว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนหากสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

“ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักการว่าหากการเลือกตั้งไม่เป็นไปในทางลับจะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ หากเจตนารมณ์ของประชาชนไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากพบข้อสังเกตเรื่องบัตรเขย่งหรือความผิดพลาดที่ส่งผลให้เจตนารมณ์ของประชาชนเปลี่ยนไป ก็อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ได้” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

เท้ง’แย้ม2วันชัดฟ้องม.157

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางมายังที่ทำการพรรค อาคารอนาคตใหม่ ย่านรามคำแหง โดยได้ทักทายผู้สื่อข่าว และกล่าวตอบสั้นๆ ถึงความคืบหน้าในการยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สืบเนื่องจากการจัดเลือกตั้ง ว่า อีก 1-2 วันจะมีความชัดเจน ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าอาคารไป.

นายธีระ สุธีวรางกูร ทีมเฉพาะกิจตรวจสอบการนับคะแนนเลือกตั้ง และทีมกฎหมายพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี การเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา บัตรเลือกตั้งสีชมพูไม่มีการระบุหมายเลขที่ต้นขั้วบัตร แต่ยังสามารถสแกนบาร์โค้ดได้อยู่ ว่า บัตรใหม่ไม่มีต้นขั้วจะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ทำให้อนุมานได้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงตัวผู้ออกเสียงเลือกตั้งในบัตรนั้นๆ จึงถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ในการฟ้องคดีต่อศาลว่าเป็นการแสดงเจตนาว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 มีปัญหาจริงๆ

นายธีระ กล่าวถึงปัญหาบัตรเขย่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เป็นจำนวนมาก ว่า ถ้ากกต.อธิบายไม่ได้ก็สามารถอนุมานได้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ซึ่งหากบัตรเขย่งที่เกิดขึ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเจตจำนงของผู้มาใช้สิทธิ์ แต่เกิดจากการเขย่งของบัตรที่ไม่รู้ว่าใครไปกาแทนให้

ย้ำบัตรเขย่ง 3 แสนใบ

เมื่อถามย้ำว่าจากการเก็บข้อมูลของนักวิชาการพบว่ามีจำนวนบัตรเขย่งทั่วประเทศ 3 แสนใบ มีความผิดปกติที่จะทำให้กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ นายธีระ กล่าวว่า จะต้องไปดูบัตรเขย่งในแต่ละเขต เพราะบางหน่วยอาจจะเขย่งหลักร้อย บางเขตหลักพัน แต่ต้องยอมรับว่าในภาพรวมเขย่ง 3 แสนใบเป็นยอดที่ผิดปกติมาก เพราะการเลือกตั้งครั้งก่อนก็มีบัตรเขย่งไม่มาก ซึ่งหากส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองจำนวนบัตรเขย่งในภาพรวมทั้งประเทศก็สามารถอนุมานได้ว่าการเลือกตั้งนอกจากจะไม่เป็นไปโดยลับแล้ว ยังไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจริงๆ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเด็นมันบานปลายอาจไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองด้วย จึงไม่มั่นใจว่าในทางปฏิบัติกกต.จะต้องรอความชัดเจนว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาลหรือไม่ เพราะหากไปถึงศาลคงต้องรอว่าศาลจะมองว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยลับหรือไม่ ถ้าศาลมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนกับการเลือกตั้งเมื่อ 2549 ก็จะได้จัดการเลือกตั้งใหม่ทีเดียว ไม่ต้องจัดใหม่เป็นรายเขต

เตือนบัตรมรณะถึงติดคุก

นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ ตำหนิกกต.ว่า

ขยันในการปรับนู่นเปลี่ยนนี่ แล้วก็ไม่มีคำอธิบาย ถ้าเกิดท่านชี้แจง ตั้งแต่แรก ที่บอกว่าบัตรเลือกตั้งมีกี่แบบ สีเขียว สีชมพู หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ละอันมีไว้เพื่อทำแบบไหน บัตรสีเหลือง ประชามติทำเพื่ออะไร วันนี้ท่านเปลี่ยนบัตรอีก ท่านไม่นึกเลยเหรอครับ คำอธิบายที่ท่านบอกอยู่ ว่าคิวอาร์ บาร์โค้ด มีไว้ทำไม

นายเจษฎ์ ยังเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงทางกฎหมาย หาก กกต. ยังไม่สามารถเคลียร์ข้อสงสัยเรื่องการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ซึ่งจะสร้างความเสียหายมหาศาล เพราะไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อมบางจุด แต่หมายถึงการรื้อทิ้งทั้งระบบที่ทำมาทั้งหมด

“วันนี้ สิ่งที่ท่านอธิบายไว้เดิมหายไปไหนล่ะครับ คนเขาก็ไปยื่นแล้ว ว่าท่านละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเขา จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การนับคะแนนใหม่ บางหน่วยก็ยังมีปัญหาอยู่ ถ้าท่านจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนการเลือกตั้งใหม่ ท่านดูแลแบบนี้ มันก็จะไปรื้อสิ่งที่ท่านทำไว้ทั้งหมดแต่เดิม เพราะคำอธิบายไม่สอดคล้องกันครับ และตัวท่านเองก็เหมือนกัน ไม่มีใครอยากเอาผิดเอาโทษท่านหรอก แต่ถ้าเกิดท่านทำแบบนี้ แล้วมันกลายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คุกตารางก็จะรอท่านอยู่อีก” นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์ ยังอยากให้ กกต. ออกมาตอบคำถามให้ชัดเจนในระดับที่เด็กก็ต้องเข้าใจเพื่อพาประเทศ

ออกจากปลักทางการเมืองที่เน่าเฟะ และก้าวไปสู่การเลือกตั้งที่สากลยอมรับเสียที

สมชัย” สับบัตรเลือกตั้งมรณะ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จบครับ นักสืบปัวโรท์ ดร.เรือบิน กับ โคนัน ธนารัตน์ เฉลยคดีปริศนาบัตรมรณะ เป็นที่เรียบร้อย คดีนี้ แม้ กกต. พยายามซ่อนเร้น ลบตัวเลขในต้นขั้วบัตรทิ้ง แต่สองนักสืบ gen X ที่สกิลขั้นเทพยังทำให้ปรมาจารย์ baby boomer ได้อายทีเดียว

บัตรสีเขียวทุกใบที่ใช้ มี QR Code เหมือนเดิม สแกนแล้ว เจอความแตกต่างเป็นกลุ่มรหัส กลุ่มรหัสละไม่เกิน 20 ใบ เท่ากับจำนวนบัตรใน 1 เล่ม รหัส QR Code ในบัตรสีเขียวจึงไม่ใช่รหัสมรณะ เพราะโยงกลับได้แค่เล่ม

บัตรชมพูใหม่ ยังมี Bar Code อยู่ข้างใต้ แต่ต้นขั้วไม่มีหมายเลขบัตร หรืออาจมีแต่ใช้เทคโนโลยีพิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็น ซึ่ง กกต. คิดว่า การไม่แสดงหมายเลขที่ต้นขั้วบัตร จะช่วยปิดบังอำพราง ไม่มีใครสืบย้อนกลับได้ว่า ใครเลือกใคร ดังนั้น การเลือกตั้งก็จะสุจริตและเที่ยงธรรม

สองนักสืบตามสแกนบัตรทุกใบตอนนับคะแนนพบว่า ทุกใบ มีรหัส Bar Code ที่ต่างกัน ถอดเป็นรหัส 9 หลัก ตัวแรกขึ้นต้นด้วย A ตามด้วยเลข 8 ตัว จึงเท่ากับเป็นหมายเลขบัตรแต่ละใบที่อาจพิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็นที่ต้นขั้วบัตร

ส่วนการเฉลยว่าใครเลือกใครในหน่วยเลือกตั้งนี้ สองนักสืบไปไกลเกินกว่า กกต. อีกขั้น โดยไม่ง้อตัวเลขล่องหนที่ต้นขั้วแล้ว สามารถระบุได้เป๊ะ ๆ ว่า แต่ละคนที่มาใช้สิทธิทั้ง 300 กว่าคนเลือกใคร หนังตื่นเต้นแบบนี้ รออ่านตอนจบภาคสองครับ To be continue……

พท.เบรคลูกพรรครุกกกต.

ประเด็นดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องชี้แจง

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเคยติดตามเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อวานที่ผ่านมาก็เห็นชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบบัตรเลือกตั้ง จะมีการยื่นเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีข้อสรุปในส่วนนี้ ต้องหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อน

กกต.จัดประชุมเครียด

บ่ายวันเดียวกันมีการประชุม กกต.ยกคณะ คาดว่าจะพิจารณาเรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 กพ.รวมทั้งรวมถึงอาจจะมีการพิจารณาถึงประเด็นข้อถกเถียงของสังคมเรื่องบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่ ซึ่งมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏว่าบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ บริเวณด้านล่างบัตรยังคงมีการพิมพ์บาร์โคดเช่นเดิม แต่ไม่ปรากฏหมายเลขต้นขั้วบัตรเลือกตั้งเหมือนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 และ 8 ก.พ.69 รวมถึงความคืบหน้าการประกาศคะแนน และประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

สำหรับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่นั้น มีรายงานจากวงในสำนักงาน กกต.พบว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่นั้น มีการจัดพิมพ์ใหม่ เป็นไปตามระเบียบกกต.เนื่องจากบัตรที่เหลือจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. นั้น ถูกเจาะทำลายหมดแล้วเป็นไปตามแนวระเบียบทุกครั้งที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้น ซึงก็ได้มีการพูดคุยกันถึงความพยายามที่จะตรวจสอบการบัตรเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการลงคะแนนใหม่

สีหศักดิ์ หารือ ผอ.ยูเนสโก แจงสถานการณ์ชายแดน พร้อมดัน ชุดไทย สู่มรดกโลก

สีหศักดิ์ หารือ ผอ.ยูเนสโก แจงสถานการณ์ชายแดน พร้อมดัน ชุดไทย สู่มรดกโลก

สีหศักดิ์ หารือ ผอ.ยูเนสโก แจงสถานการณ์ชายแดน พร้อมดัน ชุดไทย สู่มรดกโลก

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.03 น.

“สีหศักดิ์”พบหารือทวิภาคีกับผู้อำนวยการฯยูเนสโก พร้อมชี้แจงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเสนอขึ้นทะเบียน”ชุดไทย”

23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับ นาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ในโอกาสที่รัฐมนตรีฯ เดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังทั้งสองฝ่ายเข้ารับตำแหน่ง

รัฐมนตรีฯ ได้แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของผู้อำนวยการใหญ่ฯ พร้อมทั้งเชิญเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อระบบพหุภาคี ตลอดจนแนวทางการบริหารและปฏิรูปองค์กรของยูเนสโก

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ชี้แจงพัฒนาการสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และหารือการเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569

ขณะที่ฝ่ายยูเนสโกได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและวิสัยทัศน์การบริหารองค์กร พร้อมสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยรัฐมนตรีฯ ได้ใช้โอกาสชี้แจงสถานการณ์ให้ฝ่ายยูเนสโกได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านด้วย

ไทยเข้าเป็นสมาชิกยูเนสโกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2492 และมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคของยูเนสโกในไทย เมื่อปี 2504 ทั้งนี้ ไทยมีแหล่งมรดกโลก 8 แหล่ง และรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 6 รายการ สะท้อนความร่วมมือที่เข้มแข็งและความมุ่งมั่นของไทยในการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในเวทีพหุภาคีอย่างต่อเนื่อง

– 006

ปริญญา กางระเบียบเลือกตั้ง หลังกกต.อ้างทำลายบัตรเลือกตั้งเก่าหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่

ปริญญา กางระเบียบเลือกตั้ง หลังกกต.อ้างทำลายบัตรเลือกตั้งเก่าหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่

ปริญญา กางระเบียบเลือกตั้ง หลังกกต.อ้างทำลายบัตรเลือกตั้งเก่าหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.43 น.

ปริญญา กางระเบียบเลือกตั้ง หลังกกต.อ้างทำลายบัตรเลือกตั้งเก่าหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่ อัดต้องแจงให้คนหายสงสัย หรือสงสัยน้อยลง ไม่ใช่ทำให้สงสัยมากขึ้น

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2569 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กางระเบียบเลือกตั้งเกี่ยวกับการทำลายบัตรเลือกตั้ง: บัตรเลือกตั้งที่เหลือทำลายหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่ ถูกระเบียบหรือไม่? 

ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กกต. ได้ใช้บัตรเลือกตั้งที่ยังมีบาร์โค้ด แต่ต้นขั้วไม่มีเลขเล่มและเลขบัตร โดยให้เหตุผลว่า บัตรเลือกตั้งที่เหลือทำลายหมดแล้ว จึงต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ใหม่
ผมสงสัยว่า บัตรเลือกตั้งทั้งสีชมพูและสีเขียวพิมพ์ทั้งหมดอย่างละ 56.1 ล้านใบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าคนไปเลือกตั้ง 65% (หรืออย่างมาก 69% ถ้านับครบ 100% ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่รู้ว่ามีคนไปเลือกตั้งกี่คน) จะมีบัตรเลือกตั้งเหลือ 20 ล้านใบ ทำไมไม่เอาบัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่มมาใช้ อยู่ดีๆ จะทำลายหมด แล้วพิมพ์ใหม่ (แบบต้นขั้วไม่มีเลขเล่มและเลขบัตรเพื่อเลี่ยงปัญหา) เลยได้หรือ?

ผมจึงไปเปิดดูระเบียบเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2566 เรื่องการทำลายบัตรเลือกตั้ง ปรากฏว่า ข้อ 252 กำหนดว่า ทั้งบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว และ ”บัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่ม“ จะทำลายได้ต้องเป็นไปตามที่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคสอง คือ

“(1) เป็นบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วและไม่มีเรื่องร้องคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนน และ

(2) เป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่มีกรณีร้องคัดค้านในความผิดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งหรือมีแต่เรื่องร้องคัดค้านนั้นคณะกรรมการหรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี วินิจฉัยแล้วเสร็จ และ

(3) เป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่มีกรณีการฟ้องคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีปกครองในความผิดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง การออกเสียงลงคะแนน หรือเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการนับคะแนนเลือกตั้ง หรือมีกรณีการฟ้องคดีต่อศาลในความผิดดังกล่าวแต่คดีถึงที่สุดแล้ว”

การเลือกตั้งคราวนี้มีการร้องคัดค้านการนับคะแนน ร้องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งมากมาย ถึงต้องมีการนับคะแนนใหม่ และเลือกตั้งใหม่เมื่อวานนี้ในหลายหน่วย ผลการเลือกตั้งก็ยังไม่ประกาศ (ที่ กกต. ประกาศคือ ใบคะแนนรายหน่วยเลือกตั้งที่เป็นลายมือถ่ายเป็น PDF ไม่ใช่การประกาศผลการเลือกตั้งนะครับ) ระยะเวลาในการคัดค้านการเลือกตั้งก็ยังไม่ผ่านไป (30 วันนับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้ง) ทั้งยังมีการฟ้องศาลหลายศาล ทำไม กกต. จึงทำลายบัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่มทิ้งได้?

ที่สำคัญคือต่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อ 252 วรรคสองแล้ว ข้อ 253 ก็ยังกำหนดไว้ว่า “ให้เลขาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายบัตรเลือกตั้งส่วนกลาง ..“ เพื่อดำเนินการทำลายบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่นึกจะทำลายก็ทำลายได้เลย

ไม่ทราบได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายบัตรเลือกตั้งส่วนกลางแล้วหรือไม่ กกต.ควรต้องแถลงต่อสาธารณชน รวมถึงชี้แจงด้วยว่าการทำลาย “บัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่ม” ได้ทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามระเบียบเลือกตั้งข้อ 252 แล้วหรือไม่? ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ไปทำลายบัตรเลือกตั้งที่เหลือแล้วพิมพ์ใหม่มาใช้เลยแบบนี้นะครับ

กกต. ต้องทำให้คนหายสงสัยในเรื่องไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย หรืออย่างน้อยต้องทำให้คนสงสัยน้อยลง ไม่ใช่ทำให้คนสงสัยมากขึ้นแบบนี้ครับ! ”