ทภ.1 เด้ง ผบ.รจ.มทบ.12 ช่วยราชการชั่วคราว เซ่นปมพลทหารเพชรรัตน์ เสียชีวิต

ทภ.1 เด้ง ผบ.รจ.มทบ.12 ช่วยราชการชั่วคราว เซ่นปมพลทหารเพชรรัตน์ เสียชีวิต

ทภ.1 เด้ง ผบ.รจ.มทบ.12 ช่วยราชการชั่วคราว เซ่นปมพลทหารเพชรรัตน์ เสียชีวิต

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.53 น.

ทภ.1 เด้ง ผบ.รจ.มทบ.12 ช่วยราชการชั่วคราว เซ่นปมพลทหารเพชรรัตน์ เสียชีวิต ตั้งกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมจากส่วนกลาง พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2569 จากกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี เมื่อ 10 พ.ย.2568 ผลจากการตรวจชันสูตรพลิกศพ พบว่าไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำหรือเลือดออกในสมอง แพทย์ลงความเห็นถึงสาเหตุการเสียชีวิตเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จากกล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติและอุดตัน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการตามปกติ มีข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตามอาจมีบางประเด็นที่ญาติและครอบครัวยังมีความสงสัยไม่เข้าใจและมีความกังวลใจ 

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 ในฐานะหน่วยรับผิดชอบ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว โดย แม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมครอบคลุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งหน่วยต้นสังกัดและญาติผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินการปรับย้าย ผบ.รจ.มทบ.12 ไปช่วยราชการ บก.มทบ.12 เป็นการชั่วคราวในระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม  

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของพลทหารเพชรรัตน์ฯ ต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ ไม่มีนโยบายสนับสนุนหรือปกป้องการกระทำผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กำชับให้ทุกกระบวนการสอบสวนโปร่งใส และตรงไปตรงมา เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นจะเรียนให้ทราบต่อไป

จับพิรุธบัตรเลือกตั้งใหม่! สมชัยชี้ต้นขั้วไร้หมายเลข หวั่นเปิดช่องทุจริต-บัตรเขย่ง

จับพิรุธบัตรเลือกตั้งใหม่! สมชัยชี้ต้นขั้วไร้หมายเลข หวั่นเปิดช่องทุจริต-บัตรเขย่ง

จับพิรุธบัตรเลือกตั้งใหม่! สมชัยชี้ต้นขั้วไร้หมายเลข หวั่นเปิดช่องทุจริต-บัตรเขย่ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.08 น.

23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บัตรเลือกตั้งที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว เป็นบัตรที่ผิดระเบียบของ กกต.

ในระเบียบของ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ได้แสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส. ต้องมีหมายเลขของบัตรที่ต้นขั้ว เพื่อประโยชน์ในการตรวจนับจำนวนบัตรเลือกตั้งในแต่ละเล่ม ที่ต้องตรงกับจำนวนและหมายเลขที่ระบุในปกของแต่ละเล่ม

การไม่มีหมายเลขบัตรแต่ละใบ เป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริต เช่น อาจพิมพ์เกินจำนวน 20 ใบต่อเล่ม หรือ อาจแจกจ่ายบัตรให้ผู้มีสิทธิแนบไปพร้อมกันครั้งละมากกว่า 1 ใบ ซึ่งเป็นสาเหตุของบัตรเขย่ง คือ จำนวนบัตรเกินกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ

1. หาก กกต.พิมพ์บัตรที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว เท่ากับ กกต. ทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบที่ตนวางไว้ สามารถฟ้องเอาผิด กกต. ทั้งคณะได้

2. หาก กกต. อ้างว่า มีการพิมพ์หมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว แต่ซุกซ่อนไว้ด้วยวิธีพิเศษ เช่น ใช้หมึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือ พิมพ์ในตำแหน่งด้านหลังต้นขั้ว ตอนนี้ หลักฐานทั้งหมดอยู่ในหีบบัตรที่ปิดผนึกแล้ว ประชาชนสามารถขอตรวจสอบได้โดยใช้คำสั่งศาลหลังจากการฟ้อง 157 กรณีที่ กกต.ส่อทำผิดระเบียบของตนเอง

จุลพันธ์ ยันไม่มีนัดคุยจัดสรรเก้าอี้ ครม. ปัดข่าว กธ. จับมือพท. ปชน. ตั้งรัฐบาลไฟจราจร

จุลพันธ์ ยันไม่มีนัดคุยจัดสรรเก้าอี้ ครม. ปัดข่าว กธ. จับมือพท. ปชน. ตั้งรัฐบาลไฟจราจร

จุลพันธ์ ยันไม่มีนัดคุยจัดสรรเก้าอี้ ครม. ปัดข่าว กธ. จับมือพท. ปชน. ตั้งรัฐบาลไฟจราจร

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.28 น.

จุลพันธ์ ยันไม่มีนัดคุยจัดสรรเก้าอี้ ครม. ย้ำนโยบายเพื่อไทยกระจายอยู่ทุกกระทรวงพร้อมร่วมผลักดัน ปัดข่าว กธ. จับมือพท. ปชน. ตั้งรัฐบาลไฟจราจร ยันยืดหลักตามกลไกประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีข่าวการนัดหารือพรรคภูมิใจไทยเรื่องการจัดสรรเก้าอี้ ครม. ว่า ยืนยันว่าไม่มี และไม่ได้มีการนัดหมายกัน การเดินทางไปพบปะพูดคุยจากการนัดหมายมาก่อน ช่วงนั้นพอดีตนป่วย หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันอีก ซึ่งได้มีข้อสรุปเบื้องต้นไปแล้ว ขณะนี้รอเรื่องการรับรองผลของทาง กกต. ให้เรียบร้อย รอจำนวนให้ชัดเจน หลังจากนั้นคงจะได้มีการพบปะพูดคุยกันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า หากทางแกนนำพรรครัฐบาลประสานมา ก็พร้อมที่จะพูดคุยพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการประสานมา

เมื่อถามเรื่องตำแหน่งกระทรวงต่าง ๆ ที่มีรายงานข่าวออกมาเบื้องต้น จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่สวว่า ข้อเท็จจริงเป็นการพูดคุยกันในเรื่องของสิ่งที่ผ่านมา และการทำงานต่อไปข้างหน้า แต่ไม่ได้มีการลงรายละเอียดในเรื่องของกระทรวงใด ๆ ที่เป็นข่าว เป็นเพียงข่าวตามหน้าสื่อ จากการพูดคุยเราไม่ได้มีการลงรายละเอียดเรื่องพวกนี้

เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐบาล 300 เสียง มองว่ามีเสถียรภาพเพื่อไทยมองอย่างไร นายจุลพันธ์กล่าวว่า ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดวิเคราะห์ เพราะอย่างที่ได้ยืนยัน ขณะนี้เป็นเรื่องของพรรคที่ได้รับเสียงอันดับ 1 ในการไปรวบรวมเสียงเพื่อให้เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จากการพูดคุยในเบื้องต้น นาทีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าเสียงเกินครึ่งแน่นอน ส่วนจะมีจำนวนเท่าใดที่จะเป็นจุดที่พรรคแกนนำจะรู้สึกว่ามีความเหมาะสม ก็เป็นสิทธิและอำนาจของพรรคภูมิใจไทยพิจารณา

เมื่อถามว่า เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ เพราะอยากสานงานต่อจากงานที่เคยทำ อยากสานต่องานกระทรวงใดที่ทำไว้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยืนยันไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของกระทรวง และคงไม่ใช้เวทีสื่อตรงนี้ไปสื่อสาร สำหรับพรรคเพื่อไทยเอง เรามีนโยบายของพรรคที่กระจายตัวอยู่ในทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงอยู่แล้ว ที่เป็นนโยบายเรือธง สามารถขับเคลื่อนให้เป็นประโยชน์ได้ ก็คงต้องมีการมาพูดคุยกันต่อ คงไม่จบเพียงแค่นี้ คงจะต้องมาคุยกันในเรื่องตัวนโยบายต่าง ๆ ของพรรคหลักก่อน และนโยบายของเพื่อไทยเองที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน และพอที่จะผลักดันร่วมกันได้ คงต้องคุยในรายละเอียดเพิ่มเติมในวันสองวันนี้

เมื่อถามว่า มีข่าวการพูดเรื่องการตั้งรัฐบาล “ไฟจราจร” ที่พรรคกล้าธรรมจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายค้าน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุย อาจจะมีการคิดหรืออะไรแล้วแต่ สำหรับตัวพรรคเองไม่มีการพูดคุยในประเด็นนี้ พรรคยืนยันในหลักการ ขณะนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และจากผลการเลือกตั้งก็ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องพรรคแกนหลักที่มีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่น ๆ เพราะฉะนั้นเวลานี้ก็เป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคเพื่อไทยก็ต้องให้พรรคแกนหลักไปดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน เป็นกลไกตามหลักการประชาธิปไตยซึ่งเรายึดมั่นมาโดยตลอด ก็ต้องให้เวลา ขณะนี้ยังรอผลอยู่ ตนเชื่อว่าการประกาศผลของ กกต. ยังใช้เวลาอยู่

นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่งในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้ง พรรคดำเนินการหลายอย่าง โดยเฉพาะในส่วนของคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบการเลือกตั้ง มีการส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามากว่า 200 เรื่อง ดำเนินการส่งต่อไปยัง กกต. กว่า 100 เรื่อง เป็นสิ่งที่เราดำเนินการเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด อีกส่วนคือการเรียกร้องไปยัง กกต. ขณะนี้มีข้อสงสัยและข้อห่วงใยในหลายประเด็น เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะไปตอบคำถามของสังคมและของประชาชน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรมที่สุด

อย่างการเลือกตั้งเมื่อวาน บัตรเลือกตั้งของวันที่ 8 กับเมื่อวานนี้ต่างกันในเรื่องของบาร์โค้ดและเลขบัตร ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทาง กกต. ต้องไปให้คำตอบสังคม การเปลี่ยนลักษณะของบัตรเลือกตั้งยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยต่อการดำเนินการในครั้งก่อนหน้าว่ามีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจุดนี้พรรคไม่มีอำนาจไปชี้ชัดว่าถูกหรือไม่ หรือชอบหรือไม่อย่างไร แต่พรรคได้ส่งข้อสงสัยไปยัง กกต. ผ่านทั้งช่องทางที่เป็นทางการ และสื่อสารผ่านสื่อมวลชน เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด และถูกต้องที่สุด เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย เพราะประชาชนไปเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว เราก็อยากเห็นประเทศเดินหน้าได้โดยไม่มีข้อท้วงติงใด ๆ

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เพื่อไทยเองเคยติดตามเรื่องของบาร์โค้ด ซึ่งเห็นชัดเจนว่ารอบนี้มีการเปลี่ยนรูปแบบบัตร จะมีการยื่นหน่วยงานเพื่อตรวจสอบหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีข้อสรุป ขออนุญาตไปหารือฝ่ายกฎหมายก่อน

ขณะที่บรรยากาศที่พรรคเพื้อไทย ในเวลา 13.42 น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคแวะทักทายสื่อมวลชนที่รอทำข่าว โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไร 

กกต.เร่งขยายผลหาตัวคนนำเอกสารเลือกตั้งสมุทรปราการ เขต6 ทิ้งกองขยะ

กกต.เร่งขยายผลหาตัวคนนำเอกสารเลือกตั้งสมุทรปราการ เขต6 ทิ้งกองขยะ

กกต.เร่งขยายผลหาตัวคนนำเอกสารเลือกตั้งสมุทรปราการ เขต6 ทิ้งกองขยะ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.13 น.

กกต.เร่งขยายผลสอบหาผู้ก่อเหตุนำเอกสารเลือกตั้งสมุทรปราการ เขต6 ไปทิ้งกองขยะที่พระประแดง หลังสอบพบว่าก่อนหน้านี้เอกสารทั้งหมดจัดเก็บในสถานที่ที่ กกต.เขตเลือกตั้งกำหนด 

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีรายงานว่าสำนักงาน กกต.กำลังเร่งสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพบเอกสารเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งสส.สมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 6 และเอกสารเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ถูกพบอยู่ในบ่อขยะที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ หลังจากก่อนหน้านี้ กกต.มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. และทีมสอบสวนลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่าเอกสารดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารที่ใช้ ณ หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งข้อมูลเอกสารตามข่าว เจ้าหน้าที่ได้ใช้ในการเลือกตั้งจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และรายงานผลการนับคะแนนไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อคะแนนการเลือกตั้ง หรือความสุจริตเที่ยงธรรมอีกทั้ง กรณีเอกสารที่ปรากฏตามข่าวนั้นอยู่ในระหว่างขั้นตอนการจัดเก็บ โดยคณะกรรมการเขตการเลือกตั้งที่ 6 ในสถานที่ที่กำหนดไว้   

รายงานข่าวระบุอีกว่าขณะนี้ สำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการสอบสวน ว่าเอกสารไปปรากฏ ณ ที่เกิดเหตุได้อย่างไรนั้น และมีบุคคลใด ทำให้เกิดการกระทำการดังกล่าว เนื่องจากจากการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น ทำให้ต้องมีการขยายผลการสอบสวนเป็นรายบุคคลเพิ่มเติม ว่า มีใครนำเอกสารออกจากสถานที่จัดเก็บไปทิ้งที่กองขยะ เพื่อที่สำนักงานกกต.จะดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลดังกล่าวต่อไป 

เจษฎ์ เตือน กกต.ระวังคุก! ชี้เสี่ยงทำเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.ต้องมีคำตอบ

เจษฎ์ เตือน กกต.ระวังคุก! ชี้เสี่ยงทำเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.ต้องมีคำตอบ

เจษฎ์ เตือน กกต.ระวังคุก! ชี้เสี่ยงทำเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.ต้องมีคำตอบ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.10 น.

23 กุมภาพันธ์ 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากกรณีการบริหารจัดการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำและการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน โดยเฉพาะประเด็น “บัตรเลือกตั้ง” ที่ไร้คำชี้แจงที่ชัดเจน พร้อมคำเตือน “คุกตารางรอกินหัว” หากยังดื้อแพ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายเจษฎ์ กล่าวว่า กกต.ชุดนี้ดูจะขยันเป็นพิเศษในการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ เช่น รูปแบบบัตรเลือกตั้ง แต่กลับสอบตกเรื่องการให้คำอธิบายแก่ประชาชน ถ้า กกต.ชี้แจงตั้งแต่แรก ที่บอกว่าบัตรเลือกตั้งมีกี่แบบ สีเขียว สีชมพู หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ละอันมีไว้เพื่อทำแบบไหน บัตรสีเหลือง ประชามติทำเพื่ออะไร และล่าสุดเปลี่ยนบัตรอีก

นายเจษฎ์ ยังเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงทางกฎหมาย หาก กกต.ยังไม่สามารถเคลียร์ข้อสงสัยเรื่องการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ” ซึ่งจะสร้างความเสียหายมหาศาล เพราะไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อมบางจุด แต่หมายถึงการรื้อทิ้งทั้งระบบที่ทำมาทั้งหมด จึงอยากให้ กกต.ออกมาตอบคำถามให้ชัดเจนในระดับที่ “เด็กก็ต้องเข้าใจ” เพื่อพาประเทศออกจากปลักทางการเมืองที่เน่าเฟะ และก้าวไปสู่การเลือกตั้งที่สากลยอมรับเสียที

รัฐ ดัน มันสำปะหลัง บุกญี่ปุ่น สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

รัฐ ดัน มันสำปะหลัง บุกญี่ปุ่น สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

รัฐ ดัน มันสำปะหลัง บุกญี่ปุ่น สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569  นางสาว ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศ เร่งขับเคลื่อนนโยบายผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เตรียมนำคณะผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน เดินทางไปขยายโอกาสทางการค้าสินค้ามันสำปะหลัง ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25–26 กุมภาพันธ์ 2569 มุ่งเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค พร้อมยกระดับการส่งออกสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงตลาดเดียว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ในปี 2569 กรมการค้าต่างประเทศมีแผนเดินหน้าขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปยังต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปมูลค่าสูง อาทิ มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังดัดแปร และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าไทยในการขยายตลาดเชิงลึก และต่อยอดจากความสำเร็จการเจรจาการค้าเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ล่าสุด บริษัทญี่ปุ่นด้านนวัตกรรมสินค้าเกษตรและที่ปรึกษาการผลิตอาหาร แสดงความสนใจนำเข้าสินค้าเม็ดไข่มุก (Tapioca Pearl) และเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช (Thermoplastic Starch) ที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังไทย สะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยในฐานะวัตถุดิบอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า มันสำปะหลังไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและมาตรฐานการผลิต เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ดัดแปลงพันธุกรรม (Non-GMO) และปราศจากกลูเตน (Non-Gluten) สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยผู้บริโภค ทำให้สามารถพัฒนาไปสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังอันดับ 2 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นรวม 394,742 ตัน มูลค่า 261.64 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าหลักคือแป้งมันสำปะหลังแปรรูป คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 84 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

รองโฆษกฯ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในตลาดโลก เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

อรรถวิชช์ แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4%

อรรถวิชช์ แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4%

อรรถวิชช์ แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4%

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.45 น.

“อรรถวิชช์”แนะผู้ส่งออกไทย เร่งเจรจาคู่ค้าสหรัฐฯ ทวงคืนส่วนต่างกำไร 4% หลัง”ทรัมป์”ใช้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีทั่วโลก 15%

23 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงสถานการณ์การค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ จากกรณีก่อนหน้านี้นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 19% นั้น ส่งผลให้บริษัทผู้ส่งออกของไทยหลายแห่งต้องยอมปรับลดราคาสินค้าของตนเองลง เพื่อเป็นการช่วยเหลือและลดภาระต้นทุนให้แก่คู่ค้าหรือผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นการพึ่งพาอาศัยกันในการทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการเรียกเก็บภาษีในอัตราดังกล่าว ส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องปรับกลยุทธ์โดยใช้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 15% แทน ซึ่งอำนาจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น หากไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่อัตราภาษีปรับลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15% ทำให้เกิดส่วนต่างของภาษีอยู่ที่ 4% ซึ่งในทางปฏิบัติ หากมีการคืนเงินภาษีในส่วนนี้ เม็ดเงินจะตกไปอยู่ในกระเป๋าของผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกฝั่งไทยในขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้ทำการปรับลดราคาสินค้าให้ไปแล้วก่อนหน้านี้

“ผมขอฝากข้อเสนอแนะไปยังผู้ส่งออกฝั่งไทย อย่าลืมทำสัญญากับคู่ค้าฝั่งสหรัฐที่ซื้อสินค้าจากท่านขอส่วนต่างเงินภาษี 4% ถ้ารัฐบาลสหรัฐยอมคืนให้นะครับ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย” นายอรรถวิชช์ กล่าว

เตือน คนขับแอป รับผู้โดยสาร ต้องจดทะเบียน รย 17/18 ภายใน 28 กพ นี้

เตือน คนขับแอป รับผู้โดยสาร ต้องจดทะเบียน รย 17/18 ภายใน 28 กพ นี้

เตือน คนขับแอป รับผู้โดยสาร ต้องจดทะเบียน รย 17/18 ภายใน 28 กพ นี้

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบการให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride Sharing) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและทำให้การรับผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย โดยกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปฯ ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา คนขับจำนวนหนึ่งใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ โดยยังไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ขณะนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ดำเนินการจัดระบบผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน โดยเปิดระบบ Driver Verify เพื่อให้ผู้ขับขี่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งล่าสุดมีผู้ขับขี่ลงทะเบียนผ่านระบบแล้วจำนวน 34,434 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ให้บริการในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง

คนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอป

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับใบรับรองผ่านระบบดังกล่าว ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 กับ กรมการขนส่งทางบก ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1–30 มีนาคม 2569 ก่อนที่ประกาศเกี่ยวกับ Ride Sharing Platform จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากยังมีการใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสาร จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการขับรถสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และหากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนข้อกำหนด อาจถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน จะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และยานพาหนะ มีระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) และมีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้บริการ

“การจัดระเบียบครั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในระยะยาว” รองโฆษกฯ กล่าว

‘นรเศรษฐ์’ เล็งเรียก กกต. แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ปมเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่รันเลขบนบัตร

'นรเศรษฐ์' เล็งเรียก กกต. แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ปมเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่รันเลขบนบัตร

‘นรเศรษฐ์’ เล็งเรียก กกต. แจง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ปมเลือกตั้ง 22 ก.พ.ไม่รันเลขบนบัตร

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.10 น.

‘นรเศรษฐ์’ ขอรอฟัง ‘กกต.’ แจงปมไม่รันเลขบนบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ก่อนเชิญสอบใน’กมธ.พัฒนาการเมืองฯ‘ ชี้มีโอกาสเลือกตั้งใหม่ หากกระบวนการผิดพลาด จนเจตนารมณ์ปชช.คลาดเคลื่อน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน  สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงการเข้าสังเกตการณ์การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า มีประเด็นที่ตรวจพบว่าบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งไม่มีการกำหนดหมายเลข ซึ่งต่างจากบัตรเลือกตั้งที่ใช้เมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงไม่ใช่บัตรที่รันหมายเลข ที่มีประเด็นถูกตรวจสอบได้ว่าการออกเสียงไม่เป็นความลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นลงคะแนนให้ผู้ใดได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวตนยังรอคำชี้แจงอย่างชัดเจนจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนต่างๆ และนำเข้ากมธ.เพื่อพิจารณาศึกษาต่อไป

เมื่อถามว่ามองว่ามาตรฐานบัตรเลือกตั้งที่ต่างกัน มองว่าจะนำไปสู่การลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดได้หรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ในกรณีดักงล่าวต้องพิจารณาในหลายขั้นตอน ซึ่งกรณีปัญหาของคิวอาร์โค้ด หรือ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ทำให้การออกเสียงเป็นความลับหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ตนมองว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนหากสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 

“ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักการว่าหากการเลือกตั้งไม่เป็นไปในทางลับจะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ หากเจตนารมณ์ของประชาชนไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากพบข้อสังเกตเรื่องบัตรเขย่งหรือความผิดพลาดที่ส่งผลให้เจตนารมณ์ของประชาชนเปลี่ยนไป ก็อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ได้” นายนรเศรษฐ์ กล่าว 

รมว.กลาโหม ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก พลทหารเพชรรัตน์

รมว.กลาโหม ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก พลทหารเพชรรัตน์

รมว.กลาโหม ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก พลทหารเพชรรัตน์

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.06 น.

“รมว.กลาโหม” ยันพร้อมตรวจสอบปมช้อนในเถ้ากระดูก “พลทหารเพชรรัตน์” ลั่นผิดว่าไปตามผิด ย้ำหากสงสัยเพิ่มเปิดทางพิสูจน์ได้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.35 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าช้อนที่พบในเถ้ากระดูกภายหลังฌาปนกิจ “พลทหาร เพชรรัตน์ กำลังยิ่ง” กรมทหารสังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ พรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี อาจอยู่ภายในร่างกายไม่ได้อยู่ในเสื้อผ้าตามที่ชี้แจงก่อนหน้านี้ ว่า ทางหน่วยได้รายงานมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมที่จะให้คำชี้แจงพร้อมให้การตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าโดยปกติการอยู่ในห้องคุมขังจะไม่อนุญาตให้พกช้อนเข้าไปได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่ทหารปกติพกช้อนได้อยู่แล้วเพราะเป็นช้อนประจำตัว ซึ่งบางหน่วยพกทั้งช้อนและแก้ว

เมื่อถามว่าแต่กรณีอยู่ในเรือนจำช้อนสามารถใช้เป็นอาวุธทำร้ายตัวเองได้นั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปตรวจสอบกับหน่วยอีกที เพราะเบื้องต้นได้รับชี้แจงมาไม่ได้มีปัญหาอะไรทางการชันสูตรทางการแพทย์นั้นไม่มีปัญหาอะไรภายในร่างกาย เสียงเหมือนกับ ตนก็ฟังแพทย์ก่อน แตหากญาติยังไม่พอใจก็พร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งก็ได้มีการเน้นย้ำเรื่องนี้ไปแล้ว แม้การปฎิบัติการทางการทหารที่ผ่านมาจะได้รับความชื่นชม จากประชาชนแต่เมื่อกลับมาอยู่ในหน่วยปกติก็มีอีกหลายเรื่องที่อาจเป็นปัญหา ทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ก็ฝากผู้บัญชาการเหล่าทัพให้ได้ลงไปดูในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร ทหารพราน พนักงานราชการ หรือแม้แต่นายสิบก็ตาม แม้จะได้รับคำชมแต่หากมีปัญหาเข้ามาก็ทำให้เสียหายได้ และในยุคนี้บอกได้เลยว่าพร้อมตรวจสอบผิดก็ว่าไปตามผิด แล้วถ้าหากมีการซักซ้อมก็ต้องว่ากันตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องเห็นใจผู้บังคับบัญชา มิฉะนั้นผู้บังคับบัญชาก็ไม่สามารถชี้แจงสังคมได้ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงว่ากันตามกฏหมายได้เลย ย้ำหากสงสัยเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้