3 ร่างใน 1 คน เอ็ดดี้ ถอดรหัส หมอวรงค์ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้ ‘ผู้ภักดี-นักตรวจสอบ’

3 ร่างใน 1 คน เอ็ดดี้ ถอดรหัส หมอวรงค์ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้ 'ผู้ภักดี-นักตรวจสอบ'

3 ร่างใน 1 คน เอ็ดดี้ ถอดรหัส หมอวรงค์ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้ ‘ผู้ภักดี-นักตรวจสอบ’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 3 ร่างใน 1 คน ถอดรหัส ‘หมอวรงค์’ ผ่านเงา ซุนฮก-หมันทอง-สุมาอี้” “สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 6“ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

หากเปรียบเทียบ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับตัวละครใน สามก๊ก ในบริบทของ “ผู้ภักดี”, “นักตรวจสอบ” และ “ผู้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการหลังบ้าน”
ตัวละครที่ใกล้เคียงที่สุดคือ “ซุนฮก”

เหตุผลที่เปรียบเป็น ซุนฮก เพราะมีจุดร่วมที่สำคัญ 3 ข้อ 

1. ยึดมั่นใน “ความจงรักภักดีต่อสถาบัน” เหนือสิ่งอื่นใด ซุนฮก ได้รับฉายาว่า “ผู้มีหัวใจให้ราชวงศ์ฮั่น” แม้เขาจะทำงานให้โจโฉ และช่วยโจโฉสร้างบารมี แต่เป้าหมายสูงสุดของซุนฮกไม่ใช่เพื่อตัวโจโฉ แต่เพื่อให้โจโฉเป็นเกราะป้องกันและค้ำจุนราชบัลลังก์ฮั่น (สถาบันหลักของแผ่นดิน) ให้คงอยู่ต่อไป

หมอวรงค์ ชัดเจนที่สุดในจุดยืนเรื่องการปกป้องสถาบันฯ ผ่านพรรคไทยภักดี การเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขามีแกนกลางอยู่ที่การรักษาความมั่นคงของสถาบันหลัก ไม่ต่างจากปณิธานของซุนฮก
2. ผลงานด้าน “ความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจ” ซุนฮก เป็นผู้เสนอและบริหารนโยบาย “ทุนเถียน” หรือการให้ทหารทำนาในยามสงบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเสบียงอาหาร ทำให้ก๊กของโจโฉมีความได้เปรียบด้านเศรษฐกิจและเสบียงเหนือกว่าก๊กอื่น

หมอวรงค์ เชี่ยวชาญเรื่อง “ระบบจำนำข้าว” ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของชาติเช่นกัน การที่หมอวรงค์เจาะลึกเรื่องการทุจริตข้าวหรือการบริหารจัดการพืชผลทางการเกษตร สะท้อนความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจฐานรากเหมือนที่ซุนฮกดูแลเสบียงให้กองทัพ

3. บทบาท “กุนซือฝ่ายบริหารและตรวจสอบ” ซุนฮก ไม่ใช่นักรบที่ถือดาบไล่ฟันศัตรู (ฝ่ายบู๊) แต่เป็น “นักบริหาร” (ฝ่ายบุ๋น) ที่คอยดูแลกิจการภายใน คัดกรองคน และวางระบบระเบียบเมืองหลวงให้เรียบร้อย เพื่อให้แม่ทัพออกไปรบได้อย่างสบายใจ
หมอวรงค์ ทำหน้าที่คล้ายกันคือ การตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายและระเบียบราชการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เป็นการต่อสู้ด้วย “ข้อมูลและข้อกฎหมาย” ไม่ใช่การใช้กำลัง

นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนเหมือนกับ “หมันทอง” หากมองในมุมของความ “ดุดันและยึดถือกฎหมาย” หมอวรงค์ยังมีส่วนคล้าย หมันทอง ด้วย หมันทอง คือขุนนางที่ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉิน ยึดถือกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ใครทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ว่าไปตามผิด จุดนี้เปรียบได้กับการตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆ ของหมอวรงค์ ที่กัดไม่ปล่อยและใช้ข้อกฎหมายเป็นเครื่องมือหลัก

รวมทั้งยังมีบางส่วนเหมือนกับ “สุมาอี้” สุมาอี้ไม่ได้รบเก่งเหมือนจิวยี่ แต่ชนะขงเบ้งได้เพราะ “เข้าใจระบบบริหารจัดการกองทัพ” เขารู้ว่าขงเบ้งมีจุดอ่อนเรื่อง “เสบียง” (เปรียบได้กับงบประมาณ)
เหมือนหมอวรงค์ ที่ล้มโครงการจำนำข้าวได้ ไม่ใช่เพราะไปยืนด่าทอ แต่เพราะ “รู้ทันกลโกงทางบัญชี” และ “เข้าใจระบบระเบียบราชการ” (G2G เก๊) จนจับได้คาหนังคาเขา นี่คือวิสัยทัศน์ของนักบริหารที่มองเห็น “รูรั่ว” ขององค์กรสุมาอี้บริหารราชการวุยก๊กโดยเน้นความมั่นคง ไม่ทำอะไรเกินตัว จนรากฐานปึกแผ่นเหมือนหมอวรงค์ ที่คอยเบรกนโยบายประชานิยมที่ “เสี่ยง” จะทำให้ประเทศล้มละลาย การยับยั้งความเสียหายคืองานถนัดของเขา

คุณหมอวรงค์ คือกุนซือสายบริหารที่ยึดมั่นใน ‘ความจงรักภักดีต่อสถาบัน’ เป็นหัวใจสำคัญ และมีความเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการเสบียง (เศรษฐกิจ/เกษตรกรรม)

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสอบคำให้การคดี เบน สมิธ ฟ้องหมิ่นฯ ลั่นไม่หนักใจ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.38 น.

รังสิมันต์ โรม ขึ้นศาลสู้คดีเบน สมิธ ฟ้องหมิ่นหลังอภิปรายในสภาพาดพิงเป็นแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงินเผยเตรียมพยาน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือเบน สมิธ ไม่หนักใจอะไร ส่วนทนายเบน ติงโรมอ้างครอบครัวมาเป็นพยานฝ่ายตนเองไม่สมควรอย่างยิ่ง พร้อมสู้คดียึดทรัพย์

เมื่อเวลา 9.15 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกศาลนัดสอบคำให้การจำเลยและตรวจหลักฐานคดีที่นายเบน สมิธ หรือMr.Benjamin Mauerberger  นักธุรกิจชาวต่างชาติเป็นโจทก์ฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 100 ล้านบาท 
  จากกรณีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 68นายรังสิมันต์ โรมอภิปรายในสภาฯมีเนื้อหาพาดพิงทำนองว่านายเบน สมิธ มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน ซึ่งล้วนเป็นเท็จเป็นการใส่ความทำให้โจทก์ ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกิดความเสียหายเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง

นายรังสิมันต์ โรมเปิดเผยถึงแนวทางการต่อสู้ในคดีนี้ว่า วันนี้เป็นการสอบคำให้การและนัดตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งในฝ่ายของตนได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลสอบคำให้การในคดีนี้จำนวน 16 ปาก หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ โจทก์ผู้ยื่นฟ้องในคดีนี้ด้วย โดยถือเป็นสิทธิ์ฝ่ายจำเลยที่จะสามารถอ้างโจทก์เป็นพยานได้ สำหรับสาเหตุที่ห้างนายเบน สมิธ เป็นพยานฝ่ายตนด้วยนั้น ก็เพื่อที่ฝ่ายตนจะได้ซักถามข้อเท็จจริงกับนายเบน สมิธด้วย

ทั้งนี้ พยานบุคคลทั้ง 16 ปาก ยังไม่มีรายชื่อของนักการเมืองรายใหญ่หรือบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะนักการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่าสนิทสนมกับนายเบน สมิธ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการเพิ่มรายชื่อนักการเมืองส่วนตรงนี้ แต่ยอมรับว่าอยู่ในวิสัยที่เราจะพิจารณาภายหลังได้นี่เป็นไงป้องกันเมือง

สำหรับคดีนี้ตนไม่ได้หนักใจอะไรเพราะตนยืนยันว่า การที่ถูกฟ้องในคดีนี้เกิดจากการที่ตนทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรและการสัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นแนวทางของการเมืองไทยที่ทำแบบนี้อยู่แล้ว โดยอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า การฟ้องในลักษณะแบบนี้มีเจตนาอะไร ซึ่งประชาชนก็คงจะมองออกและอาจตั้งคำถามว่า แล้วหลังจากนี้คนที่ถูกฟ้องจะกล้าออกมาพูดอะไรหรือไม่ ซึ่งตนกังวลว่าจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีต่อการค้นหาความจริง โดยเฉพาะการขุดคุ้ยเรื่องคดีสแกมเมอร์ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อประเทศชาติอย่างมาก แม้ในวันนี้การพูดถึงคดีสแกมเมอร์จะน้อยลง แต่มูลค่าความเสียหายและการแจ้งความดำเนินคดียังคงมีมากมายมหาศาล เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ได้

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า การถูกฟ้องคดีดังกล่าวในวันนี้ไม่ส่งผลอะไรกับการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรของตนในอนาคต เป็นเพียงเรื่องของบุคคลที่ต้องการใช้สิทธิ์ทางศาล ซึ่งก็ต้องขอให้ประชาชนพิเคราะห์ดูว่า เป็นการใช้สิทธิ์ทางศาลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตหรือไม่

ส่วนกรณีที่คดีนี้จะกระทบกับพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ และจากผลการเลือกตั้ง มีแนวโน้มว่าพรรคการเมืองนี้จะมาร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วย นายรังสิมันต์กล่าวว่า การที่จะมาเป็นฝ่ายค้านมันเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพรรคที่ไม่สามารถจะจัดตั้งหรือร่วมรัฐบาลได้ ก็จะมาอยู่ฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องปกติของกลไกรัฐสภา ซึ่งพรรคฝ่ายค้านยังไงก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจเลย เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน มาทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน ยังไงเราก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปตามกรอบของกฎหมายและกลไกของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจสำหรับพรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นที่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปปง. ได้ส่งสำนวนคดียึดและอายัดทรัพย์ของเครือข่ายนายเบน สมิธ ในคดี น.ส.แตงไทย พร้อมพวก จำนวน 12,123 ล้านบาท ส่งให้สำนักงานอัยการคดีพิเศษ พิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน นายรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเคยนำเสนอมาตลอดว่า ฐานในการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ มีมากกว่าคดีของ น.ส.แตงไทย แต่ยังมีคดี Huione pay ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจสอบสวนกลาง แต่ยังไม่พบการขยายผล ทั้งที่คดีนี้น่าจะมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าที่มีการเปิดโปงกันในเวลานี้ ซึ่งตนเชื่อว่าตำรวจสอบสวนกลางจะสามารถสอบสวนขยายผลได้มากกว่านี้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตนเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงของรัฐ ก็เคยเชิญตำรวจสอบสวนกลางมารับฟังข้อมูลคดีนี้ จึงถือว่าตอนนี้ตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้แล้ว 

ดังนั้น หากมีการขยายผลในคดี Huione pay และนำมาสู่การสืบเส้นทางการเงินพร้อมทั้งยึดทรัพย์ จะได้เงินมากถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าคดี น.ส.แตงไทย ที่ตามยึดทรัพย์ได้เพียงแค่ 12,123 ล้านบาท โดยมองว่า เงิน 3.3 ล้านล้านบาท จะสามารถคืนให้กับผู้เสียหายชาวไทยในคดีสแกมเมอร์ได้เป็นจำนวนมาก

ด้านนายวิฑูรย์ เก่งงาน หนึ่งในทีมทนายความของนายเบน สมิธ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับที่นายรังสิมันต์ อ้างขอนำครอบครอบครัวของนายเบนมาเป็นพยานฝ่ายนายโรมด้วย  เรื่องนี้เป็นการฟ้องส่วนตัวกันค่อนข้างสวนทางกับความเป็นตัวตนของนายรังสิมันต์อย่างมาก ส่วนตัวก็ยังหาสาเหตุไม่ได้และมองไม่ออกว่า ทำไมถึงต้องทำกันแบบนี้ ไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องนำครอบครัวของเขามาเป็นพยานหรือมาขึ้นศาลหากการอภิปรายอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและมีพยานหลักฐาน ก็จะไม่มีการฟ้องร้องใช่หรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า หากจะฟ้องกันจริงก็คงฟ้องร้องยาก แต่การอภิปรายของนายรังสิมันต์นั้น เป็นการเอาแพะมาชนแกะ เอาภาพของบุคคลนั้นบุคคลนี้มาใส่ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง กฎหมายเขียนเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือมุ่งประโยชน์ต่อบุคคลใดหรือไม่ เมื่อเกิดความเสียหายเกิดขึ้น

ส่วนคดีฟอกเงินที่ทาง ปปง. ทำสำนวนยึดอายัดทรัพย์ตอนนี้ได้ส่งเรื่องมายังสำนักงานอัยการคดีพิเศษ  เพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้อายัดทรัพย์เหล่านี้ของนายเบนตกเป็นของแผ่นดินนั้น นายวิฑูรย์กล่าวว่าคดีนี้คงต้องดูที่รายละเอียดพอสมควร แต่อย่างไรฝ่ายตนก็สู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำหน้าที่รับผิดชอบคดีส่วนนี้อยู่แล้ว ตนไม่มีความหนักใจใด ๆ ต่อสู้ตามพยานหลักฐานที่พวกเรามีและมีความมั่นใจ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. คาใจปมเสียชีวิต พลฯเพชรรรัตน์ เตรียมหาสาเหตุ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. คาใจปมเสียชีวิต พลฯเพชรรรัตน์ เตรียมหาสาเหตุ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. คาใจปมเสียชีวิต พลฯเพชรรรัตน์ เตรียมหาสาเหตุ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.’ เตรียมขุดปม ‘พลทหารเพชรรัตน์’ เสียชีวิตขึ้นมาสอบ หวั่นนำไปสู่วัฒนธรรมใช้ความรุนแรงในกองทัพ ยก 15 ปี มีเหตุสูญเสียกว่า 20 เคส

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน  สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัด กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุการเสียชีวิต ว่า เรื่องกล่าว กมธ.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล และเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงต่อกมธ. อย่างไรก็ดีจากการติดตามเหตุการณ์พลทหารที่เสียชีวิตในช่วงที่ผ่านมาพบหลายเหตุการณ์ ทั้งกรณีของพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี สังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ พลทหารราเชน ยวามื่อ สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยฝึกกรมรบพิเศษที่ 4 กรมรบพิเศษที่ 4 จังหวัดพิษณุโลก 

“กมธ.ฯเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญ ที่นำไปสู่วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงในกองทัพได้ ขณะที่การตรวจสอบนั้นในพื้นที่ค่ายทหารไม่มีกล้องวงจรปิดที่ทำให้เกิดการตรวจสอบได้ โดย 15 ปีที่ผ่านมาพบกรณีที่พลทหารเสียชีวิตแล้วกว่า 20 ครั้ง ซึ่งตนมองว่าเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

กมธ.วุฒิสภา บี้ สปส. เปิดผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม ขีดเส้นสัปดาห์นี้

กมธ.วุฒิสภา บี้ สปส. เปิดผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม ขีดเส้นสัปดาห์นี้

กมธ.วุฒิสภา บี้ สปส. เปิดผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม ขีดเส้นสัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

‘ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.’ บี้ ‘ประกันสังคม’ เปิดข้อมูลดิบผลประชาพิจารณ์ แก้กติกาเปลี่ยน ‘บอร์ด สปส.’ ขีดเส้นสัปดาห์นี้ หวังได้ข้อมูลตรวจสอบการตัดสินใจ แก้กฎ เรียกร้อง ‘รมว.แรงงาน’ ปรับรูปแบบบริหารกองทุน ใช้เอกชน- องค์กรพิเศษ เพื่อโปร่งใส

วันที่ 23 กุมภาพันฑ์ 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน  สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงถึงผลการพิจารณาของกมธ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อการปรับแก้กติกาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่ง กมธ. ได้มีข้อสังเกตไปยังหน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมว่า ขอให้เปิดเผยข้อมูลดิบของการทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการปรับแก้กติกาเลือกตั้ง ที่กระบวนการรับฟังความเห็นเสร็จสิ้นไปเมื่อ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่ามีผู้ที่แสดงความเห็นจำนวนเท่าไร เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยรวมถึงเหตุผลที่ประชาชนระบุ เพื่อให้กมธ.ได้นำไปศึกษาในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามในการประชุมนั้น ตัวแทน สปส. ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าจะมีการนำไปวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเสร็จ ซึ่งกมธ.กังวลว่าจะทำให้ไม่เกิดประโยชน์ เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจแล้วว่าจะปรับแก้กติกาหรือไม่

“หากรอให้ สปส. รอผลการวิเคราะห์ผลประชาพิจารณ์ก่อนเผยแพร่ผลทั้งหมด เชื่อว่าประชาชนจะรับไม่ได้ เพราะปิดทางการมีส่วนร่วมและการรับรู้ของประชาชน ขณะเดียวกันทางดีจีเอ ที่รับทำประชาพิจารณ์บอกว่าการเปิดเผยข้อมูลสามารถประมวลได้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมงและเปิดเผยได้ ทำให้ สปส. บอกว่าภายในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือถึงดีจีเอเพื่อขอผล ดังนั้นผมคาดว่าไม่เกินสัปดาห์นี้ สปส. จะเปิดเผยข้อมูลดิบได้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าหากผลประชาพิจารณ์บอกว่าไม่เห็นด้วยในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไร นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า  สปส.ระบุในที่ประชุมว่า ไม่ได้พิจารณาจำนวนผู้ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเหตุผลประกอบ แม้ว่ามีเสียงไม่เห็นด้วยมากกว่าเสียงเห็นด้วย อาจจะแก้กติกาได้ หากได้ชั่งน้ำหนักในเหตุผลแล้ว ดังนั้นจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการทราบถึงเหตุผลในการตัดสินใจ 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่าการปรับแก้กติกาเลือกบอร์ด สปส. นั้น สปส.ได้ยอมรับว่าเป็นผู้เริ่มต้นแก้ไขเอง เพื่อแก้ไขให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งตนมองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่หนักแน่น อีกทั้งตนมองว่าแม้ไม่แก้กติกา หลังจากนี้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมาเพราะรู้ว่าบอร์ดประกันสังคมที่เป็นตัวแทนของผู้ประกันตนได้ปกป้องสิทธิ์ของผู้ประกันตนได้

“ผมขอเรียกร้องให้ รมว.แรงงานคนใหม่ที่จะทำหน้าที่ แก้ปัญหาเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมที่มีปัญหา โดยขอให้พิจารณาปรับรูปแบบบริหารจากที่ใช้ระบบราชการ มาเป็นเอกชน หรือ องค์กรพิเศษ เพื่อบริหารกองทุนให้โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับผู้ประกันตน” นายนรเศรษฐ์ กล่าว 

ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

ยกระดับการศึกษาไทย นฤมล ไฟเขียว หลักเกณฑ์เทียบระดับกรอบคุณวุฒิฯ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาวาระสำคัญในเรื่องของการให้ความเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความสอดคล้องของหลักสูตรและการเทียบระดับตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อกำหนดกรอบ แนวทาง และกระบวนการในการพิจารณารับรองและขึ้นทะเบียนหลักสูตร ที่สอดคล้องตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่เป็นมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้ในการเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้และการสะสมหน่วยกิตในระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีมิติการพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตรและการกำหนดระดับ การวัดและประเมินผล และการประกันคุณภาพ  ทั้งยังได้พิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน ชื่อหลักสูตร/รายวิชา ความเป็นมา/หลักการ (ถ้ามี) วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์การเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร/รายวิชา ความสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามระดับ NQF ความสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ/มาตรฐานอื่น ๆ เป็นต้น 

นฤมล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับแนวทางการเทียบระดับสมรรถนะภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี และภาษาจีน) ตามระดับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางการเทียบเคียงระดับความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ภาษา กับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ พร้อมให้สภาการศึกษารับข้อสังเกตและข้อเสนอของคณะกรรมการ ไปปรับปรุงก่อนนำที่จะแจ้งเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบอีกครั้ง ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนประกาศใช้ต่อไป 

พร้อมทั้งได้รับทราบถึงการคงอยู่ของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบให้คณะกรรมการต่าง ๆที่แต่งตั้งโดยมติ ครม.ชุดเดิมของ ศธ. จำนวน 15 คณะ คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแลงานคุณวุฒิการศึกษาและมาตรฐานอาชีพ) เป็นประธานกรรมการ รมว.ศธ. เป็นรองประธานกรรมการฯ และมีกรรมการอีก 33 คน เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ส่งเสริมพัฒนามาตรฐานอาชีพ ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ และพัฒนาระบบการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนและกำลังคน พัฒนาระบบฐานข้อมูล ตลอดจนผลักดันการเชื่อมโยงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนและสากล 

นฤมล

ในส่วนของการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ของภาคการศึกษา ให้ยึดโยงกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ตลาดแรงงานยอมรับ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่คนที่อยู่ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาได้เทียบโอนประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงรองรับการดำเนินงานตามแนวทางของการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualifications Reference Framework: AQRF) ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตและพัฒนากาลังคนของประเทศให้มีสมรรถนะ (Competency) ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและสากล โดยที่ผ่านมาได้มีการดาเนินงาน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เช่น การกำหนดนโยบายและกลยุทธ์การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความตระหนักถึงประโยชน์ของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ แต่ยังคงพบว่า ไม่มีกฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในการดำเนินงาน ส่วนการเร่งรัดส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานอาชีพที่สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษา พบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมาตรฐานอาชีพมีการทบทวนและพัฒนามาตรฐานให้มีความเป็นสากลและเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนามาตรฐานอาชีพให้เป็นปัจจุบันและครอบคลุมสาขาอาชีพที่มีจัดการศึกษาในประเทศต่อไป 

 “ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนงานภายใต้คณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ได้แก่ การพัฒนาแนวทางการยกระดับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ในฐานะกรอบคุณวุฒิระดับภูมิภาคตามที่ประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมสนทนากลุ่ม ในประเด็นสำคัญ คือ การรับรองคุณวุฒิดิจิทัล การส่งเสริมหลักการประกันคุณภาพ การเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนกับภูมิภาค/ประเทศที่สาม การดาเนินงานขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนตามเกณฑ์ที่ 11 โดยประเทศไทย ได้นำเสนอแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในการระบุระดับ AQRF ในเอกสารรับรองคุณวุฒิระดับชาติ การดำเนินงาน/กิจกรรมที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนเกณฑ์ที่ 11 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ พร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการ AQRF ครั้งที่ 17 ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร เช่นกัน โดยสภาการศึกษาจะได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมฯ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นฤมล
นฤมล
นฤมล

บิ๊กเล็ก ต่อสาย เตีย เซรยฮา โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย

บิ๊กเล็ก ต่อสาย เตีย เซรยฮา โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย

บิ๊กเล็ก ต่อสาย เตีย เซรยฮา โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“พล.อ.ณัฐพล” ต่อสาย “เตีย เซรยฮา” โวยทหารกัมพูชาไร้วินัยเผาป่า หวั่นกระทบกระทั่งบานปลาย ทั้งยังโกหกใส่ร้ายทหารไทย แนะกองทัพ สร้างรั้วถาวรบ้านคลองลึก-ทมอดา

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองทัพอากาศ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภากลาโหม ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้น ว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมสภากลาโหม แต่ตนได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่ต้นการเริ่มเผาครั้งแรก และได้ติดต่อไปยัง พลเอก เตีย เซรยฮา รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ว่าทหารกัมพูชาไม่มีวินัย มีการเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนไม่สบายใจ และแจ้ง รมว.กลาโหมกัมพูชาไปว่า เรื่องเดิมที่ไทยกังวลคือการวางทุ่นระเบิด ล่าสุดก็คือเรื่องทหารกัมพูชาเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ในที่สุด หากกัมพูชาคิดว่าจะแก้ปัญหาโดยสันติจริงๆ ไม่ควรทำวิธีนี้ เพราะถ้าไฟลุกลามมายังฝั่งไทยแล้ว อาจจะทำให้มีปัญหาบานปลายได้ แต่พบว่าเขาก็ยังทำอยู่ และได้ย้ำเตือนไปอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีทหารกัมพูชาชอบโกหก เฟกนิวส์ กล่าวหาทหารไทยกระทำต่อทหารกัมพูชา ล่าสุดที่กล่าวหาว่าทหารไทยไปยิงจนทำให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตามหลักฐาน และด้วยสติปัญญาของวิญญูชน ดูออกว่าไม่ใช่แผลจากการยิง และได้เตือนไปทางฝ่ายกัมพูชาแล้ว

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 798 กิโลเมตร เมื่อเราปฏิบัติการทางทหารครั้งล่าสุดแล้วเรายึดได้ เรามีความจำเป็นต้องยึดต่อไป เพราะทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ส่งมารอบนี้ไม่มีวินัย อาจจะรุกล้ำมาได้ ก็ต้องคงกำลังต่อไป แต่ก็ยอมรับความจริงว่าไม่สามารถคงกำลังอย่างนี้ตลอดไปได้ เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงฝากให้คณะผู้บัญชาการทางทหาร พิจารณาว่าพื้นที่ใดต้องคงกำลังไว้ก็คงไว้ เพราะต้องรักษาพื้นที่ 

ส่วนพื้นที่ไหนที่มีการเข้าออกพลุกพล่าน อย่างเช่น บ้านคลองลึก จ.สระแก้ว , ทมอดา จ.ตราด อาจจำเป็นต้องสร้างรั้วถาวร ก็ต้องสร้าง ผสมกับรั้วอิเล็กทรอนิกส์ในบางพื้นที่ มีกล้องซีซีทีวีโดยรอบ ซึ่งเราพยายามประหยัดงบกองทัพให้มากที่สุด

ส่วนพื้นที่ไหนสามารถสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะจะเป็นภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ , ช่องอ้านม้า และช่องบก จ.อุบลราชธานี หรือสร้างเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้ประชาชนได้ไปท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ว่ามีฝ่ายเพื่อนบ้านมารุกรานหรือไม่ 

พร้อมกันนี้ หาที่ทำกินให้กับทหารผ่านศึก ในลักษณะหมู่บ้านป้องกันตัวเองชายแดน ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เห็นชอบด้วย 

ซึ่งหากทำครบทั้ง 5 ด้าน นี้ก็สามารถถอนกำลังออกมาได้

ไม่ได้โดนหลอกใช้! ‘หยก’ ร่ายยาว โต้นักเขียนดัง

ไม่ได้โดนหลอกใช้! 'หยก' ร่ายยาว โต้นักเขียนดัง

ไม่ได้โดนหลอกใช้! ‘หยก’ ร่ายยาว โต้นักเขียนดัง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.10 น.

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง โพสต์ข้อความ ถึงกรณี หยก นั้น

ล่าสุด หยก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yok Phalanchai พร้อม แท็กชื่อเฟซบุ๊ก Padipon Apinyanku นายปฏิพล อภิญญาณกุล ว่า หากมองไม่เห็นว่าบิดเบือนตรงไหนก็ขอแจงที่บิดเบือนทั้งหมดโดยคร่าวๆ 12 ประการ

ประการที่ 1: เกือบชิบหายเพราะกลุ่มส้ม และหลุดพ้นมาด้วยตนเอง

ตอบ : ไม่ได้หลุดพ้นและไม่ได้รู้สึกเกือบชิบหายเพราะไม่ได้ติดบ่วงติดกลหรือโดนหลอกใช้ใดๆทั้งสิ้น

ประการที่ 2: หลังจากชีวิตการเรียนที่ผ่านมาในระดับมัธยมปลาย เคยมีปัญหากับอุดมการณ์สามนิ้ว

อุดมการณ์ที่เธอหลงเชื่อคำยุยง ปลุกปั่น . เธอเกือบถูกใช้เป็นอาวุธ เพื่อห้ำหั่นสังคมไทย โดยมีผู้ใหญ่ในชุดสีส้มอยู่เบื้องหลัง

ตอบ : ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังทุกอย่างที่หยกทำเป็นความคิดความตั้งใจเจตนารมย์ของหยกเอง

ประการที่ 3  : ตอนนั้นอายุเธอยังน้อย เธอเคยเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่งตัวเรียบร้อย พอมาเข้าแก็งทะลุวัง . มีร้อยก็เรียบทั้งร้อย จากเด็กดีก็มาเป็นเด็กเอาแต่ใจ

ตอบ : เรียนปานกลางมาตลอด สู้ถกเถียงเรื่องเล็กๆน้อยกับอาจารย์มาตลอดตั้งแต่รองเท้าผ้าใบสีดำใส่ไปโรงเรียนแทนรองเท้านักเรียน หรือ ห้องเรียนบังคับให้ซื้อดอกมะลิวันแม่ เอาแต่ใจตั้งแต่เด็กอยู่แล้วแต่เพราะความเอาแต่ใจนี่ละจึงไม่ถูกใครชักจูงเพราะทำตามหัวใจตัวเองไม่ได้ทำตามใคร ไม่เคยเคลื่อนไหวในนามทะลุวังเคยเคลื่อนไหวในนามกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ก่อนจะผันมาเป็นนักกิจกรรมอิสระในตอนนั้น

ประการที่ 4 : เวลานั้นหยก เพิ่งอายุ 14 ปีนิด ๆ  ติดร่างแหในการหมิ่นประมาท ต้องคดี ม. 112 . อันมาจากการโยนข้อมูลหลอกลวงของคนกลุ่มหนึ่ง

ตอบ : หยกเป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ชอบคิดวิเคราะห์โดยนิสัยเป็นพื้นฐาน ไม่มีใครชักจูงหยก หากมีคนชักจูง คงร้องขอให้ประกันตัวตั้งนานแล้วไม่ทนติดโควิดไม่ได้การรักษา ไม่ทนผิวพัง ไม่ทนถูกจำกัดอิสระภาพ ที่ผ่านมาหยกสู้ด้วยอุดมการณ์แล้วสู้ด้วยตัวเองมาตลอดแต่ขอบคุณเพื่อนร่วมทางและพี่น้องประชาชนที่คอยซัพพอรต์กำลังใจและอาหารในยามที่หยกลำบาก

ประการที่ 5 : ครั้นออกมาจากบ้านปราณี เธอสอบเข้า ม.4 สายศิลป์จีน ได้ลำดับที่ 1 ของโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ .. 
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พื้นฐานเธอตั้งแต่ประถม จนถึง ม.3 เธอเรียนเก่ง  แต่เธอหลงทาง 

ตอบ : สอบและผลสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการประกาศก่อนเข้าบ้านปราณี สอบได้ที่ 8 เคยพูดในรายการDaily Topic แล้ว
เรียนพอใช้ และ ไม่เคยหลงทาง พื้นฐานดี ตอนอนุบาล 2เรียน International School อนุบาล 3จนจบประถมศึกษาเรียน English Program 

ประการที่ 6 : มีเสียงชื่นชมจากกลุ่มแก็งสีส้มเคลือบคาราเมล ทำให้เธอเข้าใจผิดว่า การทำเช่นนั้นของเธอ จะทำให้กลายเป็นวีรสตรี

เธอต่อต้านสังคม ย้อมผมสีชมพู เรียกร้องให้แต่งตัวไปรเวทไปเรียนได้ – หยกไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบใด ๆ ทั้งการมอบตัวและอื่น ๆ

หยกไม่รู้ว่า เธอกำลังกลายเป็นกลุ่มเรดการ์ด แบบเยาวชนจีน . ที่ถูกยืมมือออกมาอาละวาด จนแผ่นดินวุ่นวายไปทั่ว . 

เรดการ์ด จบลงด้วยติดคุก และถูกสาปแช่ง

ทุกคนในแก็งสีส้ม ต่างพากันบอกว่า การแสดงออกของหยกคือ สิทธิของเธอ

เธอปีนรั้วโรงเรียน ขวางรถบัสที่จะไปทัศนศึกษาของเพื่อนร่วมชั้น

เธอรักษาสิทธิของเธอ – แต่เธอ “ละเลย” ที่จะเคารพสิทธิคนอื่น

ตอบ : ปฎิบัติตามการมอบตัวค่ะ ไปมอบตัววันศุกร์ที่19 พอดี หลังออกสถานพินิจ 1วัน ไปมอบตัวที่โรงเรียนเลย แล้ววันโรงเรียนก็เอาตำรวจมาด้วยงงมาก ไม่เคยหลงระเริงกับคำชมและไม่ได้เสีย

ประสาทกับคำด่า ฝั่งส้มก็ด่าและวิจารณ์หยกเช่นกัน ไม่เคยคิดอยากเป็นวีรสตรีอยากเด่นอยากดัง ก่อนติดคุกพูดด้วยซ้ำค่ะ ว่าไม่ต้องจำหยกหรอก จำสิ่งหลักการและเหตุผลก็พอ 
ถ้าหากไม่เคารพสิทธิผู้อื่นคงไลฟ์สดแล้วติดหน้าเพื่อนไปแล้ว ในชั้นเรียน อาจารย์เคยวัดกระแสเพื่อนอยากใส่ไปรเวทไหม ปรากฎว่ายกมือกันเยอะมาก

ประการที่ 7 : และแล้ว . สิ่งที่หยกทำมาทั้งหมด ก็จบลง จากการตัดสินใจของตนเอง

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 หยกโพสต์เฟซบุ๊กว่า

“ยุติการเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองแล้วค่า อยู่กับที่บ้านเรียบร้อย สนับสนุนวงการดนตรีและกศน.”

(กศน. คือการศึกษานอกโรงเรียน)

หยก เลิกออกมาประท้วงหรือแสดงออกใด ๆ และเข้าศึกษาในระบบ “การศึกษานอกโรงเรียน” จนจบระดับเทียบมัธยมปลาย

ตอบ : มันไม่จบเพราะสิ่งที่หยกทำ มันได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมาก็ตัดสินใจด้วยตัวเองตลอด 

ใช้คำว่ายุติการเป็นนักกิจกรรม

 หมายถึงการจบลงทั้งชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ 

ที่ผ่านมาหยกได้แสดงออกแสดงความคิดผ่านเฟสบุ๊ค(เก่า)ไอจีตัวเองตลอด ใดๆยุติเพราะว่าเบื่อที่คนจดจำแต่ภาพเดิมๆวุ่นวายชีวิตส่วนตัวจนเกินไป

ประการที่ 8 : หยก เป็นตัวอย่างของคนหลงผิด และคนรู้จักกลับตัว .. ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

ตอบ : หยก ไม่เคยหลงผิด ไม่เคยติดบ่วงไม่เคยกลับตัว

ประการที่ 9: ไม่มีใครมาช่วยหยกได้เลย ในยามที่หยกมีปัญหา , ไม่มีใครจ้างงานหยกแน่ ถ้าหยกไม่จบการศึกษาในระดับที่ดี

ตอบ : ช่วยตัวเองค่ะ ถ้าจนปัญญาก็ขอความช่วยเหลือญาติสนิทมิตรสหาย ไม่ได้แคร์เรื่องงานค่ะ มีไอเดียเต็มหัว ยังไงสุดท้ายหยกก็เป็นลูกเป็นหลานคนเดียว ที่บ้านส่งคาดหวังให้มีความสุขกับ

ตัวเองไม่ได้ส่งเสียเพื่อให้เป็นเสาหลักของบ้าน

ประการที่ 10 : หยกคงเห็นแล้วว่า ..

ไม่มีลูกหรือเมียของพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังม็อบต่าง ๆ  ออกมาเคลื่อนไหว ชูนิ้ว ด่าสถาบัน ให้ถูกจับดำเนินคดี

พวกเขาคงเปิดไวน์คุยกันกับลูกเมียว่า “มีแต่คนฉลาดเท่านั้น ถึงหลอกใช้ให้คนอื่นไปติดคุกแทน”

ลูก ๆ ของพวกผู้ใหญ่เหล่านั้น คงมองดูกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ด้วยความตลกและสมเพช . 

พวกนั้นอยู่ในคุก  ลูก ๆ ฉันเดินเล่นอยู่ต่างประเทศ

ตอบ : ไม่ได้สนใจใครอื่นเพราะสู้ด้วยตัวเองมาโดยตลอดมีจุดยืนมีแนวคิดเป็นของตัวเอง 

ไม่มีใครเป็นเบื้องหลังใดๆทั้งสิ้น

หากอยากไปต่างประเทศก็แค่ซื้อตั๋วไปเที่ยวจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทำไมกัน

ประการที่ 11 : หยก หลุดพ้นได้ ด้วยสำนึกในอนาคตของหยกเอง 

ตอบ : ไม่เคยหลุดพ้นเพราะไม่เคยติดบ่วงใดๆ ไม่เคยสำนึก เพราะรู้จักตัวเองว่าทำไปเพราะอะไร ในขณะนั้นมี emotions แบบนั้นเพราะอะไร มีอะไรต้องปรับแก้พัฒนาจริงๆไหม

ประการที่ 12 : ขอให้อนาคตหนูหยก จงก้าวด้วยขาที่แข็งแรง ใช้ความผิดพลาดในอดีต ไตร่ตรองตน . อย่าเป็นเหยื่อของใครได้อีก

หยก จะเป็นหยกได้ ต้องรู้จักเจียระไน จึงจะมีค่า

อย่าเป็นดินเหนียวไร้ค่า ให้ผู้อื่นเอามาปั้นเล่น

ขอให้โชคดี ในเส้นทางอนาคตนะครับ

ตอบ : ที่ผ่านมาก้าวด้วยขาที่แข็งแรง ด้วยใจและสมองของตัวเองมาโดยตลอด

ในภาพรวมไม่เคยรู้สึกว่าที่ทำเกี่ยวกับการเมืองมาผิดพลาดใดๆเลย หรือถ้าพลาดในบ้างเรื่องก็แค่ปรับปรุง

ไม่เคยเป็นเหยื่อของใครยืนยันมาโดยตลอด

หยกน่ะมันมีค่าในตัวเองอยู่แล้ว คนเอามาปรุงแต่งเองแล้วหากเจียระไนพลาดมันก็จะหมดคุณค่าทันที แต่ลองก็ไม่เสียหาย แต่ใดๆหยกก็คือหยกมันมีคุณค่าในตัวมันเอง  

เวลาใครบอกตัวหยกไม่มีค่า หยกก็มองดูรอยสักที่ตัวก่อน แต่ละลายมีค่าทั้งนั้น55555

ดินเหนียวเองก็มีคุณค่าในแบบของมัน การปั่นเล่นก็เสริมสร้างกล้ามเนื้อทักษะจินตนาการ แต่เข้าใจที่สื่อความหมายให้คนปั้นเล่น แต่ใดๆสิ่งที่ผู้เขียนทำก็พยายามนำเรื่องหยกไปปั้นปรุงแต่งเอง

โดยใช้ความคิดตนเป็นหลักและชักจูงให้ผู้อ่านเห็นว่า พลาด ผิด 

โชคก็เหมือนความสุขเราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเอง ชีวิตมนุษย์ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์แต่ความสุขเราสร้างขึ้นเองได้

เช่นเรามีเพื่อนน้อยแต่เป็นเพื่อนที่ดีเราก็สามารถคิดได้ว่า โชคดีจังที่เรานั้นมรกัลยามิตรที่ดี ถึงจะมีจำนวนไม่มากแต่คุณภาพนั้นย่อมสำคัญกว่าจำนวน

จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

จากคูหาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ‘4 สูตร คำตัดสิน’ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.16 น.

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดในบัตรบัญชีรายชื่อ และ QR Code ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ยังไม่ปิดฉาก เสียงตั้งคำถามค่อย ๆ ขยับจากวงสนทนาทางการเมือง ไปสู่กระบวนการตามกฎหมาย

มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code นั้น กระทบหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาอย่างเป็นทางการ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งถูกขอให้ชี้แจงรายละเอียด ทั้งในเรื่องวัตถุประสงค์ของบาร์โค้ดและ QR Code วิธีจัดเก็บต้นขั้วบัตร ตลอดจนกระบวนการควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เดิมกำหนดให้ส่งข้อมูลภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อมามีการขอขยายเวลา ผู้ตรวจการแผ่นดินอนุญาตให้ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยย้ำว่าหลังจากนั้นจะพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ หากเห็นว่ามีประเด็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน

เส้นตายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จึงกลายเป็นจุดสำคัญ เพราะอาจเป็นก้าวสุดท้ายก่อนเรื่องจะถูกส่งต่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ

คำถามที่รอคำตอบมีเพียงข้อเดียว บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนน “ไม่ลับ” ตามความหมายของกฎหมายหรือไม่

หากผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางคำวินิจฉัยที่ถูกประเมินกันมี 4 สูตร

สูตรแรก ศาลไม่รับคำร้อง เห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่มีมูลเพียงพอ แนวทางนี้ถูกพูดถึงอยู่บ้าง แต่หลายฝ่ายมองว่าน้ำหนักไม่มากนัก เพราะประเด็นเกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง

สูตรที่สอง ศาลรับคำร้อง และวินิจฉัยว่าการมีบาร์โค้ดและ QR Code ไม่ได้กระทบหลักการลงคะแนนลับ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงชอบด้วยกฎหมาย

สูตรที่สาม ศาลรับคำร้อง และเห็นว่ามีจุดที่ควรปรับปรุงในระบบหรือขั้นตอนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องเพิกถอนการเลือกตั้ง

สูตรที่สี่ ศาลรับคำร้อง และวินิจฉัยว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ หากเป็นเช่นนั้น อาจนำไปสู่การเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมดหรือบางส่วน

ทั้ง 4 สูตรสะท้อนมุมมองทางกฎหมายที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะให้น้ำหนักกับประเด็นใดเป็นหลัก

ข้อถกเถียงจำนวนมากวนอยู่กับคำว่า “ในทางทฤษฎี”

ผู้ตั้งข้อสงสัยมองว่า เมื่อบัตรมีบาร์โค้ด มี QR Code และมีต้นขั้วบัตรที่เก็บลำดับไว้ครบถ้วน หากนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ก็อาจเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิได้

แนวคิดเช่นนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สามารถเข้าถึงเอกสารทุกส่วน และนำมาประกบกันได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แต่ในทางปฏิบัติ การจะเปิดหีบบัตรต้องมีอำนาจตามกฎหมายรองรับ ต้องมีเหตุผลที่ตรวจสอบได้ และต้องดำเนินการต่อหน้าคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง การเปิดหีบไม่ใช่เรื่องที่สั่งการกันได้ตามอำเภอใจ

ต้นขั้วบัตร รายชื่อผู้มาใช้สิทธิ และบัตรที่อยู่ในหีบ ถูกเก็บอยู่ต่างขั้นตอน ต่างความรับผิดชอบ การนำข้อมูลแต่ละส่วนมารวมกันต้องผ่านหลายชั้น และต้องมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีข้อมูลปรากฏว่ามีกรณีใดที่สามารถใช้บาร์โค้ดหรือ QR Code ระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้จริง

คำถามจึงกลับมาอยู่ที่น้ำหนักของข้อกล่าวหา ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี เพียงพอหรือไม่ที่จะถือว่าหลักการลงคะแนนลับถูกกระทบจนถึงขั้นต้องเพิกถอนการเลือกตั้ง

เมื่อมองในกรอบรัฐธรรมนูญ หลักการลงคะแนนลับถูกกำหนดไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคว่าห้ามมีรหัสหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร

ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องพิจารณาว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code เป็นเพียงเครื่องมือบริหารจัดการ เช่น ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และติดตามการกระจายบัตร หรือเป็นโครงสร้างที่เปิดช่องให้ละเมิดความลับได้

มาตรฐานที่ใช้วัดตรงนี้มีความสำคัญ หากมองในระดับความเป็นไปได้สูงสุดทุกระบบอาจตั้งข้อสงสัยได้ แต่หากดูจากกลไกที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การแยกเก็บข้อมูล การควบคุมต้นขั้ว การเปิดหีบภายใต้คำสั่งตามกฎหมาย น้ำหนักของข้อกล่าวหาอาจต่างออกไป

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของระบบทั้งชุด ว่าให้หลักประกันเพียงพอต่อการคุ้มครองความลับหรือไม่

การตีความในจุดนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดี

เส้นตายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คือจุดที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะถูกรวบรวมครบถ้วน ก่อนผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจว่าจะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากคำร้องถูกส่งต่อ กระบวนการวินิจฉัยจะเริ่มต้น และ 4 สูตรความเป็นไปได้ที่ถูกพูดถึงก็จะถูกกลั่นกรองเหลือเพียง 1 คำตัดสิน

คำตัดสินนั้นจะตอบชัดว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ กระทบหลักการลงคะแนนลับถึงระดับใด

หากศาลเห็นว่ากลไกที่มีอยู่ยังคุ้มครองความลับได้ตามมาตรฐานของกฎหมาย การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะยังคงสถานะโดยไม่ต้องเพิกถอน

หากศาลเห็นต่าง แนวทางเพิกถอนการเลือกตั้งก็อาจถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา

จากคูหาเลือกตั้งสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เส้นทางของคดีเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวสำคัญแล้ว และคำวินิจฉัยจะเป็นจุดสรุปว่า ข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ดและ QR Code ในครั้งนี้ มีน้ำหนักเพียงใดในทางกฎหมาย และส่งผลต่อสถานะของการเลือกตั้งอย่างไร.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์บ่ายนี้ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์บ่ายนี้ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์บ่ายนี้ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.05 น.

จับตา กกต. ประชุมประจำสัปดาห์ ถกปมบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  มีการประชุมใหญ่ประจำสัปดาห์  ซึ่งจะเริ่มในช่วงบ่ายวันนี้   โดยมีนายณรงค์  กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เป็นประธานการประชุม คาดว่าวาระสำคัญในการพิจารณาความคืบหน้าการประกาศผลคะแนนลงคะแนน สส.และออกเสียงประชามติใหม่  หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตที่ 15 คันนายาว และนับคะแนนใหม่ หน่วยที่ 10 เขตที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร   และการลงคะแนนใหม่ที่ จ.น่าน 1 หน่วยเลือกตั้ง และ จ.อุดรธานี 2 หน่วยเลือกตั้ง  รวมถึงอาจจะมีการพิจารณาถึงประเด็นข้อถกเถียงของสังคมเรื่องบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่ ซึ่งมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏว่าบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ บริเวณด้านล่างบัตรยังคงมีการพิมพ์บาร์โคดเช่นเดิม แต่ไม่ปรากฏหมายเลขต้นขั้วบัตรเลือกตั้งเหมือนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 และ 8 ก.พ.69  รวมถึงความคืบหน้าการประกาศคะแนน และประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
 
สำหรับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่นั้น  มีรายงานจากวงในสำนักงาน กกต.พบว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนใหม่นั้น มีการจัดพิมพ์ใหม่ เป็นไปตามระเบียบกกต.เนื่อง จากบัตรที่เหลือจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. นั้น ถูกเจาะทำลายหมดแล้วเป็นไปตามแนวระเบียบทุกครั้งที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้น ซึงก็ได้มีการพูดคุยกันถึงความพยายามที่จะตรวจสอบการบัตรเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการลงคะแนนใหม่

อัษฎางค์ ชี้ตำนาน 18 ปี! จาก ผู้ค้ำบัลลังก์ สู่ เจ้าของบ้าน เนวิน-ภูมิใจไทย ผงาดกุมอำนาจรัฐ 2569

อัษฎางค์ ชี้ตำนาน 18 ปี! จาก ผู้ค้ำบัลลังก์ สู่ เจ้าของบ้าน เนวิน-ภูมิใจไทย ผงาดกุมอำนาจรัฐ 2569

อัษฎางค์ ชี้ตำนาน 18 ปี! จาก ผู้ค้ำบัลลังก์ สู่ เจ้าของบ้าน เนวิน-ภูมิใจไทย ผงาดกุมอำนาจรัฐ 2569

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.25 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ประวัติศาสตร์การเมือง: เนวิน ชิดชอบ จากเพื่อนเนวิน “ผู้ค้ำบัลลังก์” สู่ “เจ้าของบ้าน“ ภูมิใจไทย

ย้อนไปในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายต้องรีบชิงความได้เปรียบ ขั้วเพื่อไทย (เดิมคือพลังประชาชน) พยายามจะรวมเสียงเพื่อดัน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ขึ้นเป็นนายกฯ แต่ในขณะเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น) ก็เริ่มปฏิบัติการเดินสายเจรจาลับทันที

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้นัดเจรจากับแกนนำกลุ่มต่างๆ ที่เคยร่วมรัฐบาลกับทักษิณ โดยเฉพาะ กลุ่มเพื่อนเนวิน (นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ) และ กลุ่มพรรคร่วมอื่นๆ

การเจรจาคือการขอให้กลุ่มเหล่านี้ “สลับขั้ว” มายกมือโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ

มีรายงานว่าในคืนที่มีการเจรจา มีการโทรศัพท์เช็คชื่อ ส.ส. เป็นรายบุคคลเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงจะพอสำหรับการพลิกขั้ว

จังหวะนี้เองที่เป็นบริบทของคำพูด “มันจบแล้วครับนาย” เมื่อทักษิณพยายามโทรมาล็อบบี้กลับ แต่นายเนวินเลือกข้างชัดเจนแล้ว

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 15 ธันวาคม 2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนเสียง 235 เสียง ชนะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่ได้ 198 เสียง

กำเนิดพรรคภูมิใจไทย

หลังจากที่กลุ่ม “เพื่อนเนวิน” พลิกขั้วมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ช่วงปลายปี 2551 กลุ่มเพื่อนเนวินที่แยกตัวออกมา ได้รวมตัวกันตั้งเป็น “พรรคภูมิใจไทย”

อย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (บิดาของนายอนุทิน) ได้รับการตอบแทนสำคัญ โดยได้คุม “กระทรวงเกรดเอ” อย่างกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนี่คือ “กล่องดวงใจ” ของ

การบริหารราชการแผ่นดิน

การได้คุมกระทรวงเกรดเอทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถแปรสภาพจากกลุ่มการเมือง ให้กลายเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางที่เข้มแข็ง มีทั้งทุนและเครือข่ายหัวคะแนนที่แน่นปึ้ก จนกลายเป็น

ตัวแปรสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ในการจัดตั้งรัฐบาลทุกสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน

จาก “วันนั้น” (2551) สู่วันนี้ (2569)

เนวินในวันนั้นคือ “ผู้ถูกเลือก” ให้เป็นตัวแปร เขาเป็นเพียงหัวหน้ามุ้งการเมือง ที่มีงูเห่าในมือ 20-30 เสียง และเขาจำเป็นต้องพึ่งพา “ภาพลักษณ์” ของอภิสิทธิ์ เพื่อล้างมลทิน

อำนาจของเนวินวันนั้นคือ “อำนาจในการต่อรอง” ยังไม่ใช่คนกำหนดเกมหลักทั้งหมด

แต่วันนี้เขาอยู่ในบทบาท “ผู้กำหนดกติกา” ในฐานะ “ครูใหญ่” ที่ไม่ได้เป็นแค่หัวหน้ามุ้ง แต่เป็นเจ้าของสถาบันทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ วันนี้เนวินไม่ต้องง้อใครมาเป็นหน้าฉากอีกต่อไป

วันนั้น (2551) พันธมิตรเฉพาะกิจ ที่ทั้งคู่ต่างต้องการกันและกัน อภิสิทธิ์ต้องการเสียงเพื่อเป็นนายกฯ ส่วนเนวินต้องการอภิสิทธิ์ เป็นเกราะกำบังทางการเมือง

วันนี้ เนวิน (ผ่านร่างทรงในพรรค) คือ “เจ้าของอำนาจรัฐ” โดยสมบูรณ์ โดยไม่ต้องง้อใครมาเป็นหน้าฉากอีกต่อไป

อภิสิทธิ์ในฐานะ “เสาหลักแห่งมโนธรรม” ในยุคการเมืองเชิงผลประโยชน์ การที่คุณอภิสิทธิ์รักษาจุดยืนไว้ ทำให้เขา (และสิ่งที่เขาเป็นตัวแทน) ยังคงเป็น “ทางเลือก”

อภิสิทธิ์พิสูจน์แล้วว่าเขาเลือกที่จะรักษา “ระบอบ” (ประชาธิปไตยในอุดมคติ) มากกว่ารักษา “อำนาจของตัวเอง” ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ นี่คือวิถีรัฐบุรุษ มากกว่านักเลือกตั้ง

วิถีอภิสิทธิ์ คือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ทิศเหนือเสมอ แม้พายุจะแรงแค่ไหน เข็มทิศจะไม่แกว่ง เพื่อเตือนสติว่า “ทางที่ถูก” คือทางไหน

วิถีเนวิน-อนุทิน คือ “กัปตันเรือและช่างเครื่อง” ที่ยอมลดใบเรือ ยอมเปลี่ยนเส้นทาง หรือยอมทิ้งสัมภาระบางอย่าง เพื่อประคองเรือให้รอดจากพายุ และพาผู้โดยสาร (ประชาชน) ไปถึงฝั่งให้ได้

โดยไม่ยึดติดว่าต้องไปเส้นทางไหน ขอแค่ “ถึงเป้าหมายและรอดตาย”

ดังนั้น ในปี 2569 ที่ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล หากมองในแง่บวก นี่คือชัยชนะของ “กลุ่มคนที่อาจจะเป็นสิ่งที่สังคมไทยในยุคนี้ต้องการมากที่สุด มากกว่าอุดมการณ์ ถ้าอ้างอิงจากผลการเลือกตั้ง

ขอบคุณ : เอ็ดดี้ อัษฎางค์