วิกฤตศรัทธาเล่นงาน เทพไท ฟันธง! รัฐบาลอนุทิน 2 ส่อเค้าวิกฤต

วิกฤตศรัทธาเล่นงาน เทพไท ฟันธง! รัฐบาลอนุทิน 2 ส่อเค้าวิกฤต

วิกฤตศรัทธาเล่นงาน เทพไท ฟันธง! รัฐบาลอนุทิน 2 ส่อเค้าวิกฤต

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

6 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สัญญาณอันตราย รัฐบาลอนุทิน2

ถ้าวัดกระแสความนิยมของรัฐบาลอนุทิน2 หลังจากการเลือกตั้งมาเพียงเวลา2เดือนกว่าๆ และจัดตั้งรัฐบาลได้ยังไม่ทันเข้าปฎิบัติหน้าที่ ความนิยมได้ลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าใจหาย ไม่คาดคิดว่า ทำไมความนิยมของรัฐบาลอนุทิน หรือพรรคภูมิใจไทย หรือกรณีบุคคลภายนอกที่เป็นมืออาชีพ หรือเทคโนแครต ที่พรรคภูมิใจไทยชูเป็นประเด็นในการหาเสียง และเรียกนิยมได้จากชนชั้นกลาง และฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้มากพอสมควร

แต่เมื่อเจอกับสภาวะวิกฤตพลังงาน จากเหตุการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับอเมริกา มีผลกระทบต่อพลังงานในประเทศไทย และระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้ เมื่อนิด้าโพล ของบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ไปสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพเอาอยู่หรือไม่” โดยตั้งคำถามเรื่อง ความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก3ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่า

อันดับ1 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ประชาชนมีความมั่นใจสูงสุด 38.85% ไม่มั่นใจ 59.77%

อันดับ2 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประชาชนมั่นใจ 36.26% ไม่มั่นใจ 62.59%

อันดับ3 นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส ประชาชนมั่นใจต่ำสุด 21.22% ไม่มั่นใจ 77.48%

ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า บุคคลภายนอก มืออาชีพหรือเทคโนแครต ทั้ง3คน ที่มีคะแนนนิยมสูงมากในช่วงรณรงค์หาเสียง และเป็นความหวังของประชาชนว่า จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ แต่ยังไม่ทันเข้ารับหน้าที่ในรัฐบาลอนุทิน2 กระแสความนิยม ความเชื่อมั่นตกต่ำมาก จึงเป็นสัญญาณอันตรายต่อความน่าเชื่อถือ ต่อชื่อเสียงเกียรติยศของรัฐมนตรีบุคคลภายนอกทั้ง3คน ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น และในที่สุดจะล้มละลายในความน่าเชื่อถือของประชาชน

ส่วนคำถามที่2 เมื่อถามถึงความเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน2 ในความพยายามแก้ปัญหาพลังงานในภาวะวิกฤต พบว่า ไม่เห็นใจ 66.26% เห็นใจ 33.36% แสดงให้เห็นว่า เริ่มต้นของรัฐบาลอนุทิน3 ประชาชนไม่เชื่อมั่น และไม่มีความเห็นใจ และไม่เอาใจช่วยรัฐบาล ไม่มีความหวังกับความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในช่วงวิกฤตพลังงานสามารถคาดการณ์ได้ว่า เมื่อผลการสำรวจห่างกันครึ่งต่อครึ่งเช่นนี้ จะทำให้รัฐบาลอนุทิน2 ทำงานบนความเชื่อมั่นของประชาชนได้ยาก เริ่มต้นก็ล้มละลายในความน่าเชื่อถือแล้ว ถ้ารัฐบาลอนุทิน2 จะกอบกู้ศรัทธาให้ผ่านพ้นจากวิกฤติศรัทธาในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องออกแรงอย่างมาก และเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์พอสมควร แม้ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลอนุทิน2 ก็ตาม

ในฐานะเป็นนักวิเคราะห์ทางการเมือง ก็ขอเอาใจช่วย เพราะเริ่มต้นของการเป็นรัฐบาล ก็ไม่มีเครดิตเสียแล้ว หวังว่าระยะเวลาที่เหลือ สามารถกอบกู้เครดิตและน่าเชื่อถือกลับมาได้ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน)

เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ชู 5 เรื่องหลัก ขับเคลื่อนประเทศ

เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ชู 5 เรื่องหลัก ขับเคลื่อนประเทศ

เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล อนุทิน 2 ชู 5 เรื่องหลัก ขับเคลื่อนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.15 น.

เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชู 5 นโยบายหลัก รวม 21 หน้า ต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ด้าน”นายกฯ”พร้อมดันขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน-คนไทยตั้งตัวได้-เศรษฐกิจแข่งขันได้-โลกเชื่อมั่นประเทศไทย

6 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าของร่างนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 9 – 10 เม.ย.นี้ ล่าสุด ขณะนี้รัฐบาลที่ได้ร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว มีจำนวน 21 หน้า มีเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

สำหรับคำแถลงนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย มีจำนวน 19 หน้า ดังนี้

1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่าน การบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน  โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ

พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ

3.นโยบายด้านสังคม เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันทีโดยการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างใน เศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อ สร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมายราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อ สภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่างๆ จำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่องด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย

โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ตลอดจนพัฒนากฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

2.ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของโลก

4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการคลังและการคุ้มครองทางสังคม

5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน-ชายแดน-กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่

โดยในช่วงท้ายของคำแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เม.ย.2569  ต่อจากนั้นจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อเห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งวางกำหนดการไว้ ระหว่างวันที่ 9 – 10 เม.ย.นี้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อนโยบายของรัฐบาล ก็จะให้รัฐบาลสามารถเริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

ครม.เข้าถวายสัตย์6เม.ย. อนุทินลุยทันที ถกวิกฤตพลังงาน

ครม.เข้าถวายสัตย์6เม.ย.  อนุทินลุยทันที  ถกวิกฤตพลังงาน

ครม.เข้าถวายสัตย์6เม.ย. อนุทินลุยทันที ถกวิกฤตพลังงาน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครม.เข้าถวายสัตย์6เม.ย. อนุทินลุยทันที ถกวิกฤตพลังงาน แถลงนโยบายรบ. เล็งเลิกเอ็มโอยู44 เปิดรับทหารอาสา

นายกฯได้ฤกษ์ดีนำครม.อนุทิน 2 เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ ปฏิญาณ 6 เมษายนนี้ จับตาถกครม.นัดพิเศษทันที หารือมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 9-10 เมษายน เผยเดินหน้ายกเลิกเอ็มโอยู 44 และโครงการทหารอาสา 1 แสนนาย สัญญาจ้าง 4 ปี ปูทางสู่ระบบสมัครใจ ขณะที่นิด้าโพลกางผลสำรวจปชช.ไม่เชื่อมั่น 3 รมต.มืออาชีพ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ”

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 6 เมษายนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนรับหน้าที่โดยจะเดินทางมาพร้อมกันที่ตึกสันติไมตรี เวลาประมาณ15.00 น.เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี และตรวจคัดกรองโควิด-19

เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ

จากนั้น ครม. จะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลา17.00 น. ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนการประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่อหารือมาตรการรองรับจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้

เปิดร่างนโยบายยกเลิกMOU44

ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่ร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้ในการแถลงนโยบายต่อสภาฯ โดยมีเนื้อหาแบ่งเป็นด้านต่างๆ หนึ่งในนั้นคือด้านความมั่นคงซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งที่ขึ้นผ่านมา มีเรื่องที่น่าสนใจ เช่น ข้อ 9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไภทวิภาคีที่มีอยู่

รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

เดินหน้าทหารอาสา1แสนนาย

และข้อ1.2 พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษา ต่อในโรงเรียนนายสิบ

ควบคู่กับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว เสริมศักยภาพอาสารักษาดินแดนทั้งการฝึกทักษะและการประสานงานร่วมกับกองทัพ โดยเฉพาะกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สว.ขอเพิ่มเวลาถล่มนโยบาย

ด้าน น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4นาที ทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย

“ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง”น.ส.นันทนากล่าว

วางคิวอภิปรายเป็นหมวดๆ

เมื่อถามว่า ส.ว.พันธุ์ใหม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง น.ส.นันทนากล่าวว่า เราก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร

ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลาย เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

‘นพ.ประพนธ์’จี้รื้อระบบสปสช.

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ส.ว.ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวถึงความพร้อมอภิปรายแถลงนโยบายของปีกสาธารณสุข วุฒิสภาว่า ประเด็นหลักของเราคือเรื่องสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่จะเป็นปัญหาอยู่ เนื่องจากขณะนี้ ภาพรวมของโรงพยาบาลติดลบ เงินในระบบของโรงพยาบาลหายจาก 80,000ล้านบาท เหลืออยู่ 20,000ล้านบาท

“ถือว่าเยอะมาก หายไป 60,000ล้านบาทซึ่งสอดคล้องกับโรงพยาบาลเป็นหนี้อุตสาหกรรมยา 60,000ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาเหมือนเดิม เนื่องจากว่า ค่าหนึ่งหน่วยน้ำหนักมันต่ำกว่าความเป็นจริงของต้นทุนโรงพยาบาล จ่ายประมาณครึ่งหนึ่ง ต้องแบกต้นทุนอยู่ครึ่งหนึ่ง ก็เป็นปัญหา”นพ.ประพนธ์

ซัดการบริหารขาดความโปร่งใส

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า อันดับแรก การบริหารของ สปสช. ขาดความโปร่งใส ไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเอาเงินส่วนที่อื่นๆ ไปทำอะไรแค่ไหน เช่น การไปเพิ่มสิทธิ์โดยไม่มีเงินรองรับ ในโครงการ 7 นางฟ้าหรือหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท ของ สปสช.ซึ่งเป็นความร่วมมือคลินิกเอกชน ร้านยาเพื่อยกระดับบริการบัตรทอง30บาทรักษาทุกที่ ซึ่งก็ต้องใช้เงินไปอีกหลายพันล้านบาท

“ตอนนี้ใช้ไปแล้ว 3,700 ล้านบาท แล้วที่เหลือยังไม่มีเงิน ก็ต้องเอาเงินจากกองอื่น ซึ่งก็คือกองโรงพยาบาล ไปสำรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเสนอให้การบริหารของ สปสช.มีความโปร่งใส ให้ความเป็นธรรมในกองทุนต่างๆ นะ แล้วถ้าหากว่ามันต่ำกว่าความเป็นจริงต้องเสนอรัฐบาลเพื่อที่จะขอค่าหนึ่งหน่วยน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพื่อให้โรงพยาบาลอยู่ได้” นพ.ประพนธ์ กล่าว

ชี้ถ้ารพ.อยู่ไม่ได้ก็ล้มทั้งระบบ

นพ.ประพนธ์ ย้ำว่า ถ้าโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ระบบก็จะล้ม โดยรัฐบาลต้องไปดูว่าที่เขาบริหารมา 20 กว่าปี ตรงไหนที่เป็นปัญหาก็ต้องไปรื้อ ประการที่สอง ถ้ารื้อไปแล้ว ฝั่งโรงพยาบาลเงินน้อยก็ต้องเอาจากที่เอาเงินไปเกินมาชดเชยให้โรงพยาบาลก่อน ไม่เช่นนั้น ก็จะไปขอแต่งบประมาณ แล้วในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย ต้องใช้เงินไปทำอย่างอื่น ดังนั้น ต้องไปดูความเป็นธรรมของการบริหาร สปสช.ก่อน ถ้าหากว่าเงินไม่พอจริง ต้องเสนอรัฐบาล

โพลชี้ไม่มั่นใจฝีมือ’รมต.3แม่ครัว’

วันเดียวกันศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า 1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก

2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และ3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก

ปชช.ไม่เห็นใจนายกฯลุยแก้วิกฤต

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

งดเที่ยวสงกรานต์-ใช้เงินออม

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569พบว่า จากสถานการณ์ของต่างๆแพงขึ้น ทำให้ร้อยละ 55.66ปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ส่วนร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94

สะท้อนปชช.เริ่มแบกรับไม่ไหว

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหวจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงของแพงช่วงเทศกาลแต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป

มองอีกมุมจะช่วยกระตุ้นศก.

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองสรุปวิเคราะห์ผลโพลว่า ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

“ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด”ผศ.สรศักดิ์ ระบุ

อดีตสส.ขอนแก่น ตัดสินใจยิงตัวตาย

อดีตสส.ขอนแก่น  ตัดสินใจยิงตัวตาย

อดีตสส.ขอนแก่น ตัดสินใจยิงตัวตาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อดีตสส.ขอนแก่น ตัดสินใจยิงตัวตาย คาดสาเหตุเครียด ป่วยโรคมะเร็งตับ

“ฐิตินันท์” อดีตสส.ขอนแก่น พรรคอนาคตใหม่ ยิงตัวเองดับ บริเวณบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น คาดปมเครียดปัญหาสุขภาพ ป่วยเป็นมะเร็งตับ ก่อเหตุสลดภรรยา-ญาติ ไม่ติดใจสาเหตุ เร่งส่งศพชันสูตร

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 5 เมษายน ร.ต.อ.ปัญญา ถินกลั่น รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น รับแจ้งจากศูนย์วิทยุแก่นนครว่าพบศพผู้เสียชีวิตอยู่ที่บริเวณลานไหริมบึงแก่นนคร เขตเทศบาลนครขอนแก่น ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนจะเข้าตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.เมืองขอนแก่นพ.ต.ท.ขจรศักดิ์ ดาระภา รอง ผกก.สส.สภ.เมืองขอนแก่นพ.ต.ท.เมธี ศรีวันนา รอง ผกก.ป.สภ.เมืองขอนแก่นตำรวจฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ขอนแก่น แพทย์และกู้ภัย

ในที่เกิดเหตุบริเวณลานไหริมบึงแก่นนคร พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย สวมเสื้อแขนยาว มีฮู้ด ใส่กางเกงขายาวสีขาว และรองเท้าผ้าใบ อยู่ในสภาพนอนหงายจมกองเลือด โดยที่บริเวณขมับขวามีบาดแผลถูกยิง 1 นัด และที่มือขวาจับอาวุธปืนขนาด 9มม.ยี่ห้อ Sig Sauer รุ่น P365 อยู่ เจ้าหน้าที่จึงตรวจอาวุธปืนไว้เป็นหลักฐาน และกันพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุ

พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวภายหลังตรวจสอบที่เกิดเหตุในเบื้องต้น ว่าทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายฐิตินันท์ แสงนาค อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 999/2 หมู่ 2ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีประวัติเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 1จ.ขอนแก่น สังกัดพรรคอนาคตใหม่ เมื่อปี 2562 ก่อนจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่ 2 เมื่อปี 2566 แต่พ่ายแพ้คะแนนเสียง ไม่ได้รับเลือกตั้ง

จากการสอบสวนน.ส.ภูษณิศา (สงวนนามสกุล) ภรรยาผู้เสียชีวิตรวมถึงญาติ ทราบว่าผู้เสียชีวิตจะมาวิ่งออกกำลังกายที่บึงแก่นนครเป็นประจำ ปัจจุบันมีปัญหาด้านสุขภาพ โดยป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ และมีภาวะความเครียด ซึ่งคาดว่าเป็นสาเหตุของการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง โดยก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิต ออกจากบ้านตามปกติเหมือนทุกวัน ซึ่งภรรยา ก็ไม่ได้เอะใจว่าสามีจะก่อเหตุดังกล่าว เบื้องต้นทางภรรยาและญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต

ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นของผู้เสียชีวิตเอง ทั้งนี้ ภายหลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนสภ.เมืองขอนแก่น จะส่งศพผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่นิติเวช โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อให้แพทย์สรุปสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ก่อนจะมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

สำหรับนายฐิตินันท์ หลังจากได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต1 พรรคอนาคตใหม่ ได้ตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยเมื่อปี 2562 ก่อนจะถูกชายรายหนึ่งไม่พอใจที่ย้ายพรรค ได้นำพวงหรีดไปวางไว้ที่หน้าบ้านของนายฐิตินันท์ กระทั่งถูกตำรวจติดตามจับกุมตัวไปดำเนินคดี ก่อนที่นายฐิตินันท์ จะลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2566 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และเงียบหายจากแวดวงการเมือง ก่อนจะเกิดเหตุดังกล่าว

หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน

หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว  ฟันคลังน้ำมัน

หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน บริษัทแจงไม่ได้กักตุน จับตารบ.รื้อสูตรราคา

“พิพัฒน์” ชงข้อมูลหั่นต้นทุนทิพย์โรงกลั่นน้ำมันเข้าครม.6เมษายน ด้านพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี หอบหลักฐานแจ้งความเอาผิด บริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ หลังพบพฤติการณ์กักตุนสินค้าเกินกำหนด ผู้ถูกกล่าวหาโต้กลับปัดแสวงหาผลประโยชน์ จากสถานการณ์สู้รบ

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมขอขอบคุณและเคารพทุกเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนครับ ทุกความคิดเห็นและข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพในขณะนี้ ผมรับฟังอย่างใกล้ชิดและไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ก่อนช่วงสงกรานต์นี้

เดินหน้าลดค่าการกลั่น

ผมและคณะกรรมการ ศบก.ได้รวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ค่าการกลั่น” และ “โครงสร้างราคา” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง และวันนี้ได้ถูกส่งต่อยอดในระดับนโยบาย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม.วันที่ 6เมษายนนี้ แนวทางสำคัญคือการทบทวนต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และ War Premium เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นเพราะ “ราคาน้ำมัน” คือ ต้นทุนหลักของระบบขนส่ง และเชื่อมโยงโดยตรงกับ “ค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน”

ในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน โดยยึดหลักสำคัญ ค่าโดยสารต้องเป็นธรรม ประชาชนต้องไม่แบกรับต้นทุนเกินจำเป็น มีน้ำมันเพียงพอ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาล ผมและท่านนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ระบบขนส่งของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าครองชีพ #คมนาคมเพื่อประชาชน

แจ้งความกักตุดน้ำมันสุราษฎร์ฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 4เมษายนที่ผ่านมา นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ให้ดำเนินคดีกับ บริษัท พี.ซี สยามปิโตรเลียม จำกัด (สำนักงานใหญ่) เลขที่ 91/1 หมู่ 1 ถนนกาญจนวิถี ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานกักตุนสินค้าควบคุม โดยมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะกรรมการตามมาตรา 25 (12) หรือเก็บสินค้าควบคุมไว้ ณ สถานที่อื่นนอกจากสถานที่เก็บตามที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 25 (5) หรือไม่นำสินค้าควบคุมที่มีไว้เพื่อจำหน่ายออกจำหน่าย หรือเสนอขายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการจำหน่ายหรือการส่งมอบสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เหตุเกิดระหว่างห้วงเดือนมีนาคม 2569 วันเวลาต่อเนื่องกัน โดยภายหลังพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้วและจะได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานติดตามตัวผู้กระทำผิดในคดีนี้มา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

แถลงการโต้ไม่ได้กักตุน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 เมษายน บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังนี้ บริษัทฯ เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ประกอบกิจการด้านรับซื้อ จำหน่าย และจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีสถานะเป็นผู้บริหารจัดการคลังน้ำมันเฉพาะในส่วนที่บริษัทฯ รับผิดชอบเท่านั้น

สำหรับประเด็นที่ปรากฏในข่าวเกี่ยวกับการ “กักตุนน้ำมัน” นั้น บริษัทฯขอเรียนว่าการดำเนินงานด้านการจัดเก็บและบริหารสต๊อกน้ำมันของบริษัทฯ เป็นไปตามแผนการจัดส่งและสำรองน้ำมันตามปกติ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยไม่มีนโยบายหรือพฤติการณ์ในการกักตุนสินค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์แต่อย่างใด

พร้อมรับการตรวจสอบ

บริษัทฯ มีระบบบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันที่สามารถตรวจสอบได้ มีการแยกเก็บอย่างชัดเจน และไม่มีการปะปนกับสินค้าของผู้ประกอบการรายอื่น ทั้งนี้ กระบวนการรับเข้า-จ่ายออกน้ำมันยังคงดำเนินการตามปกติโปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่หน่วยงานราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด

บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพร้อมสนับสนุนข้อมูล เอกสาร หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

จี้นายกฯช่วยกลุ่มเปราะบาง

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เร่งออกมาตรการรับมือวิกฤติราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนจนทนไม่ไหว  เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและขอให้ทุกภาค รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันสะท้อนปัญหานำเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรงจุด เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบาย จะได้กำหนดนโยบายและแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน 

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่น ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด จึงเสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน

แจกคูปองลดราคาสินค้า

เบื้องต้น อาทิ การแจกคูปองส่วนลด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียมสินค้าราคาพิเศษ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำทันที โดยเฉพาะการหาเงินเข้ามาจะจากการกู้หรือการอะไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ และขอให้ดูแลและเยียวยากลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งดูแลกระทรวงพลังงาน ไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ก่อนที่ปัญหาวิกฤติจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

เทพไทเสนอแนะทางออก

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หนุน อนุทิน เดินตลาด ฟังเสียงประชาชน ผมเห็นภาพข่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่งตัวแบบสบายๆ ใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำ เดินห้างโลตัสบางกะปิ เพื่อตรวจราคาสินค้าของโครงการไทยช่วยไทย ได้เจอกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าในห้างโลตัส จึงเห็นท่าทีของประชาชนที่มีความรู้สึกต่อการบริหารราชการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน ได้เข้ามาพูดคุยกับนายอนุทิน โดยถามถึงคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว หมายถึงใครรวย หมายถึงประชาชนหรือนายทุนรวยกันแน่

ส่วนอีกคนก็เข้ามาขอร้องว่า น้ำมันแพง ช่วยหน่อย ปล่อยแบบนี้ตายแน่ ซึ่งมีอีกหลายความรู้สึกของประชาชน ที่สะท้อนความรู้สึกมายังตัวนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพง ผมอยากให้นายกอนุทิน ได้ใช้เวลาว่างในวันหยุดหรือวันไหนก็ได้ ลงพื้นที่เดินตลาด เดินห้าง เพื่อจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของประชาชน และความยากลำบาก เพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งได้สะท้อนปัญหาทางสื่อโซเชียล ซึ่งเห็นกันอย่างมากมายว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว และราคาน้ำมันแพงน้ำมันขาดตลาด ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างไร และจะได้รู้ถึงความรู้สึกของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้เล่นสื่อโซเชียล หรือไม่ได้ระบายความรู้สึกผ่านสื่อโซเชียล จะได้ระบายความรู้สึกผ่านตัวนายอนุทินโดยตรง

ผมสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

เติมคนละครึ่งหัวละ5พัน

ส่วนสิ่งที่นายกอนุทินพยายามชี้แจงกับประชาชน ถึงโครงการช่วยเหลือประชาชน คือนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายยาวิเศษ หรือนโยบายเรือธงของรัฐบาลอนุทิน1 จนมาถึงรัฐบาลอนุทิน2 ที่ได้รับอนิสงฆ์จากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่โครงการคนละครึ่งพลัส การช่วยเหลือประชาชนเท่าเดิม คือคนละ 2000 บาท อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่น้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จึงอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินงบประมาณ โครงการคนละครึ่งเป็น 5000 บาท เพื่อช่วยเหลือทุกคนทุกกลุ่ม ไม่ต้องให้มีการลงทะเบียนในการใช้สิทธิ์ เพราะจะเป็นการช่วยเหลืออย่างไม่ทั่วถึง จึงฝากรัฐบาลให้คิดทบทวน เรื่องวงเงิน 2000 บาท และการลงทะเบียนการใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง เป็นวงเงินคนละ 5000 บาท โดยไม่จำกัดสิทธิ์

ขายแก๊สหุงต้มไม่เต็มถึง

น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมัน การซื้อสินค้าแล้วได้รับปริมาณไม่ครบตามที่จ่ายเงิน ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม กรมฯ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแล “ปริมาณสินค้า” ควบคู่กับการดูแลด้านราคา เพราะแม้จำหน่ายในราคาปกติ แต่หากได้สินค้าไม่ครบถ้วน ก็ถือเป็นพฤติกรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคเช่นเดียวกัน จากการสุ่มตรวจร้านจำหน่ายก๊าซ LPG ในพื้นที่ อ.เมือง จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติจากการสุ่มชั่งน้ำหนักถังก๊าซบางส่วน มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถังและคลาดเคลื่อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับ พร้อมสั่งให้แจ้งโรงบรรจุแก้ไขการบรรจุให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนจำหน่าย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ สายตรวจพิเศษของกรมการค้าภายในยังตรวจพบกรณีโรงบรรจุก๊าซใน จ.นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา บรรจุก๊าซไม่เต็มถัง รวม 57 ถัง มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง จึงดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ที่ สภ.บางบัวทอง และสภ.วังน้อย

ตรวจสอบหลายจังหวัด

ขณะที่การตรวจสอบในจังหวัดยโสธร ขอนแก่น และชลบุรี พบผู้จำหน่ายรายใหญ่จำหน่ายก๊าซหุงต้มไม่เต็มถัง เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่จึงเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัดก๊าซหุงต้มดังกล่าว และสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขก่อนจำหน่ายต่อไป ในระดับร้านค้าปลีก พบการกระทำผิดในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสตูล โดยจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับรายละ 10,000 บาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นทั้งการดำเนินงานตามแผนตรวจสอบปกติ ควบคู่กับการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของประชาชนและการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้การจำหน่ายก๊าซหุงต้มมีความถูกต้อง โปร่งใส และประชาชนได้รับปริมาณครบถ้วนตามที่จ่ายเงิน โดย

กรมฯ จะยังคงสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมกำชับโรงบรรจุและร้านจำหน่ายให้ตรวจสอบน้ำหนักก๊าซก่อนส่งต่อหรือจำหน่ายทุกครั้ง “ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรม กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” ที่ขยายจุดจำหน่ายจากเดิมราว 60 จุด เพิ่มเป็นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงวัตถุดิบสู่ร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ ช่วยให้สามารถจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสมและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้

น.ส.ญาณี กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมหรือสงสัยว่าก๊าซหุงต้มมีปริมาณไม่ครบถ้วน เช่น ใช้แล้วหมดเร็วกว่าปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” โดยสามารถแนบภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็วต่อไป

ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป

ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป

ชัยชนะ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาล แก้ปัญหามันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

ลดได้ลิตรละ10บาท! ‘ชัยชนะ’ ชง 3 แนวทางให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง ขอเลิกอ้างสถานการณ์สงครามมากเกินไป 

5 เม.ย.69 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันว่า รัฐบาลต้องเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยตนขอเสนอ 3 แนวทางให้รัฐบาล เพื่อสามารถปรับลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณลิตรละ 10 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ 1.ปรับลดเงินภาษีกำไรส่วนเกิน หรือ ภาษีลาภลอย ลิตรละ 3 บาท 2.งดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 6 บาท และ 3.ขอความร่วมมือองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ทั่วประเทศงดจัดเก็บภาษีอีกลิตรละ 0.69 บาท

นายชัยชนะ กล่าวว่า หากรัฐบาลดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการอ้างปัจจัยจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศมากเกินไป ย้ำว่ารัฐบาลมีเครื่องมือในการบริหารจัดการภายในประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้มีประสิทธิภาพ

กระชับมิตรไมตรี! นายกฯ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ฉลองปีใหม่ลาว ณ สถานทูต สปป.ลาว

กระชับมิตรไมตรี! นายกฯ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ฉลองปีใหม่ลาว ณ สถานทูต สปป.ลาว

กระชับมิตรไมตรี! นายกฯ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ฉลองปีใหม่ลาว ณ สถานทูต สปป.ลาว

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

นายกฯ ร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว กระชับความสัมพันธ์ไทย–สปป.ลาว ผ่านวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม

5 เม.ย.69 เวลา 17.00 น. ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เข้าร่วมงานบุญสงกรานต์ปีใหม่ลาว ประจำปี 2569 โดยมีนายทองสะหวัน พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว พร้อมนางวาดสะหนา พมวิหาน ภริยา และนายสีสะหวาด อินพะจัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ก่อนเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ห้องโถงสโมสร ซึ่งเป็นพิธีสำคัญตามขนบธรรมเนียมลาว โดยมีพิธีสวดเรียกขวัญ การเจิมและทำน้ำมนต์ และผูกสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเนื่องในเทศกาลปีใหม่ลาว ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยเอกอัครราชทูต สปป.ลาว กล่าวต้อนรับ และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว กล่าวอวยพรเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมลาวจำนวน 8 ชุด อาทิ การรำอวยพร การแสดงพื้นบ้าน และการขับร้องเพลงลาว ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมลาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตรและอบอุ่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทูตานุทูต และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความร่วมมือไทย–สปป.ลาว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมรำวงปีใหม่ลาวกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความใกล้ชิดและความเป็นกันเอง ก่อนที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สปป.ลาว มอบช่อดอกไม้แก่คณะนักแสดง และเชิญนายกรัฐมนตรีขึ้นเวทีถ่ายภาพร่วมกับแขกผู้มีเกียรติ

อนึ่ง พิธีบายศรีสู่ขวัญและงานเลี้ยงปีใหม่ลาวในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วยคณะทูตานุทูตและผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนที่มีความร่วมมือกับ สปป.ลาว สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในทุกมิติ ทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ ระหว่างทั้งสองประเทศ 

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเข้าใจ ‘น้ำมันแพง’เพราะปัจจัยโลก แต่จี้รัฐเปิดข้อมูลเรียลไทม์ หยุดกักตุน!

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเข้าใจ 'น้ำมันแพง'เพราะปัจจัยโลก แต่จี้รัฐเปิดข้อมูลเรียลไทม์ หยุดกักตุน!

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเข้าใจ ‘น้ำมันแพง’เพราะปัจจัยโลก แต่จี้รัฐเปิดข้อมูลเรียลไทม์ หยุดกักตุน!

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.44 น.

ซูเปอร์โพล ชี้คนไทยมอง ‘น้ำมันแพง’ เกิดจากปัจจัยโลก มากกว่ารัฐบาล วอนเปิดข้อมูลราคาเรียลไทม์-ปราบกักตุน สร้างความมั่นใจ ‘น้ำมันมีพอและเป็นธรรม‘

5 เม.ย.2569 สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ปัญหาน้ำมันแพง อะไรคือต้นเหตุและทางแก้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมจำนวนตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งสิ้น 1,238 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 – 4 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยใช้วิธีสัมภาษณ์และออนไลน์ และมีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ ±2.8% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

1) “สาเหตุหลัก” ที่ทำให้น้ำมันแพงในขณะนี้คืออะไร

เมื่อถามประชาชนว่า “ท่านคิดว่า “สาเหตุหลัก” ที่ทำให้น้ำมันแพงในขณะนี้คืออะไร” พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอกประเทศมากกว่าปัจจัยเชิงตัวบุคคล โดยร้อยละ 34.8 ระบุว่า “สงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันตลาดโลก” เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสะท้อนการรับรู้ในระดับมหภาคว่าราคาพลังงานในประเทศผูกโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ รองลงมา ร้อยละ 23.6 เห็นว่า “โครงสร้างราคาพลังงานของไทย เช่น ภาษี กองทุน และต้นทุนสะสม” เป็นปัจจัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าประชาชนตระหนักถึงบทบาทของกลไกเชิงสถาบันและนโยบายภายในประเทศ ขณะที่ร้อยละ 17.9 ระบุว่า “การบริหารจัดการของรัฐบาล” เป็นสาเหตุหลัก สะท้อนมิติของความคาดหวังต่อรัฐ แม้จะไม่ใช่ปัจจัยอันดับหนึ่ง แต่ยังมีน้ำหนักเชิงการเมืองและนโยบายที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 12.4 มองว่า “ผู้ค้าน้ำมัน/โรงกลั่น/กลไกธุรกิจพลังงาน” เป็นสาเหตุหลัก บ่งชี้ถึงการรับรู้บทบาทของภาคเอกชนและโครงสร้างตลาดในระบบพลังงาน ส่วนร้อยละ 6.3 ที่ระบุ “ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจไทย” สะท้อนการเชื่อมโยงกับตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค แม้จะอยู่ในระดับรอง และร้อยละ 5.0 ที่ระบุ “ข่าวลือ/ความตื่นตระหนกของสังคม” ซึ่งมีสัดส่วนต่ำสุด ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มองปัจจัยเชิงจิตวิทยาสังคมเป็นต้นเหตุหลัก เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมสามารถจัดกลุ่มการรับรู้ได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปัจจัยภายนอก (34.8%) ปัจจัยเชิงโครงสร้างภายใน (23.6%) และปัจจัยเชิงตัวแสดง ได้แก่ รัฐ (17.9%) และภาคธุรกิจ (12.4%) ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (6.3%) และข่าวลือ (5.0%) มีบทบาทรอง ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การรับรู้ของประชาชนมีลักษณะเชิงระบบ (systemic perception) มากกว่าการชี้โทษเชิงบุคคล และมีนัยสำคัญต่อการออกแบบนโยบายและการสื่อสารสาธารณะของรัฐในภาวะวิกฤตพลังงาน

2) ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าราคาน้ำมันปัจจุบันสะท้อนต้นทุนจริง

ประชาชนร้อยละ 9.7 ระบุว่าเชื่อมั่นมากที่สุด และร้อยละ 18.5 เชื่อมั่นมาก รวม ร้อยละ 28.2 ที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูง ขณะที่ ร้อยละ 31.4 ระบุว่าปานกลาง ส่วน ร้อยละ 22.6 เชื่อมั่นน้อย และ ร้อยละ 17.8 เชื่อมั่นน้อยที่สุด รวม ร้อยละ 40.4 ที่ยังมีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสของโครงสร้างราคา

ผลข้อนี้ชี้ว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ได้โทษรัฐบาลโดยตรง แต่ยังมีช่องว่างด้านความเชื่อมั่นเรื่อง “ราคาสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่” ซึ่งเป็นโจทย์ของการสื่อสารและความโปร่งใสเชิงนโยบาย

3) หากรัฐบาลต้องเลือกมาตรการเร่งด่วนที่สุดเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง ควรทำอะไร

ประชาชนเห็นว่า มาตรการอันดับแรกที่รัฐบาลควรทำคือ เปิดเผยโครงสร้างราคาทั้งหมดให้ตรวจสอบได้ ร้อยละ 29.1 รองลงมา ลดภาษีหรือปรับกลไกกองทุนน้ำมันร้อยละ 23.8 และ ตรวจสอบและปราบปรามการกักตุน/เอาเปรียบ ร้อยละ 18.7 ส่วน ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ร้อยละ 11.2 ควบคุมราคาชั่วคราว ร้อยละ 9.6 และ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ร้อยละ 7.6

ภาพรวมสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้คาดหวังแค่ “ให้รัฐลดราคาทันที” แต่ต้องการทั้งความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบมากกว่าและมองว่ารัฐบาลไม่ได้มีอำนาจควบคุมราคาน้ำมันโดยตรงทั้งหมด

4) ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการเปิดข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนตรวจสอบได้

ประชาชน ร้อยละ 47.9 เห็นด้วยมาก และ ร้อยละ 33.5 เห็นด้วย รวมเป็น ร้อยละ 81.4 ที่สนับสนุนการเปิดข้อมูลแบบเรียลไทม์ ขณะที่ ร้อยละ 10.2 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 4.9 ไม่เห็นด้วย และ ร้อยละ 3.5 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ผลนี้ชี้ชัดว่า ทางออกที่ได้รับแรงสนับสนุนสูงที่สุดคือ “ความโปร่งใส” ให้ประชาชนสามารถเกาะติดความจริงแบบเป็นปัจจุบันด้วยกระดานข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

5) หากเกิดสถานการณ์น้ำมันไม่พอใช้ สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคืออะไร

เมื่อเผชิญสมมติฐานวิกฤต “น้ำมันไม่พอใช้” กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงระบบและการบริหารจัดการทรัพยากรเป็นอันดับแรก โดยร้อยละ 30.6 ระบุว่า รัฐบาลควร “จัดสรรน้ำมันให้เพียงพอและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ” สะท้อนความคาดหวังต่อบทบาทรัฐในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพของทรัพยากรพื้นฐาน ขณะที่ร้อยละ 21.7 เห็นว่า “การสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อลดความตื่นตระหนก” เป็นสิ่งสำคัญ แสดงให้เห็นว่ามิติด้านข้อมูลข่าวสารและการบริหารการรับรู้ (information management) มีบทบาทรองลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ใกล้เคียงกับร้อยละ 20.9 ที่ให้ความสำคัญกับ “การปราบปรามการกักตุนและการตรวจเข้มทั่วประเทศ” ซึ่งสะท้อนความต้องการให้รัฐสร้างความเป็นธรรมและป้องกันพฤติกรรมฉวยโอกาสในภาวะวิกฤต

ในขณะที่มาตรการแทรกแซงเชิงราคาและการควบคุมการบริโภคได้รับการสนับสนุนในระดับรอง โดยร้อยละ 14.3 เห็นว่าควร “ควบคุมราคาไม่ให้สูงเกินไป” และร้อยละ 8.8 เสนอให้ “จำกัดการซื้อ เช่น การกำหนดโควตาหรือวันเติมน้ำมัน” ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนมิได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเชิงปริมาณหรือราคาเป็นอันดับแรก ส่วนร้อยละ 3.7 ที่ระบุ “การสนับสนุนพลังงานทางเลือก” เป็นสัดส่วนต่ำสุด บ่งชี้ว่ามาตรการระยะยาวยังไม่ถูกมองว่าเป็นคำตอบเร่งด่วนในภาวะวิกฤตเฉพาะหน้า เมื่อสังเคราะห์ภาพรวมสามารถจัดลำดับความสำคัญได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการทรัพยากรให้เพียงพอ (30.6%) (2) การสื่อสารและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมพฤติกรรมสังคม (21.7% และ 20.9%) และ (3) มาตรการแทรกแซงตลาดและแนวทางระยะยาว (14.3%, 8.8% และ 3.7%) ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนคาดหวังให้รัฐเน้น “เสถียรภาพและความเป็นธรรมของระบบ” มากกว่าการใช้นโยบายเชิงควบคุมราคาเพียงอย่างเดียวในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน

6) หากน้ำมันขาดแคลน ประชาชนควรทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก

ประชาชน ร้อยละ 32.8 เห็นว่า สิ่งแรกที่ประชาชนควรทำคือ ปรับพฤติกรรมการเดินทาง/การใช้ชีวิต รองลงมา ใช้น้ำมันเท่าที่จำเป็นร้อยละ 24.9 ใช้ขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกันร้อยละ 18.1 ติดตามข้อมูลจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดร้อยละ 12.0 ในขณะที่ ร้อยละ 10.7 ไม่กักตุน และร้อยละ 1.5 ระบุอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน และ ต้องทำทุกทางให้พ้นวิกฤต

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมองแนวทางรับมือภาวะน้ำมันขาดแคลนในลักษณะ “การปรับพฤติกรรมเชิงรุก” มากกว่าการรอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนวิถีชีวิต (32.8%) การใช้น้ำมันอย่างจำเป็น (24.9%) และการใช้ทางเลือกในการเดินทาง (18.1%) เป็นแกนหลักของการปรับตัวทางสังคมในภาวะวิกฤตพลังงาน

สรุปภาพรวมเชิงนโยบาย

ผลสำรวจตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า “รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเป็นต้นเหตุหลักของน้ำมันแพง” แต่เห็นว่าปัญหาเกิดจากราคาตลาดโลก โครงสร้างพลังงาน และกลไกธุรกิจที่ซับซ้อนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลยังสูงมากใน 3 เรื่อง คือ การเปิดข้อมูลให้โปร่งใส การจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอ และการปราบปรามการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค

กล่าวอีกอย่างคือ ประชาชนอาจยอมรับได้ว่ารัฐบาล “ไม่ได้คุมทุกอย่าง” แต่รัฐบาลยังต้อง “ทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐกำลังคุมสถานการณ์อยู่” ซึ่งสังคมกำลังมองว่าวิกฤตนี้ไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่เป็นเรื่องการเมืองและความเข้าใจของสังคมด้วย

ข้อเสนอแนะการใช้ผลสำรวจในงานสื่อสารกับสังคมว่า “ประชาชนส่วนใหญ่มองน้ำมันแพงเป็นผลจากปัจจัยโลกและโครงสร้างพลังงาน มากกว่าความผิดของรัฐบาลโดยตรง แต่รัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบการเอาเปรียบ และบริหารปริมาณน้ำมันให้มั่นใจว่าเพียงพอ”

โจทย์ของประเทศไทยวันนี้ คือ ไม่ให้คนไปติดอยู่ที่ “แพง” อย่างเดียว แต่ให้เห็นว่า “มีพอ + ต้องปรับตัว + ต้องเข้าใจระบบ”

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล จึงขอเสนอทุกฝ่ายหันหน้ามาช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ว่า “วันนี้ น้ำมันอาจ ‘แพง’ แต่ยัง ‘พอ’ และคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ถามว่า เราจะทำให้น้ำมันถูกลงทันทีได้อย่างไรแต่คือ…เราจะทำอย่างไรให้ประเทศ ‘อยู่ได้อย่างมั่นคง’ ในวันที่น้ำมันยังพอ แต่ราคาไม่เหมือนเดิม”

นั่นคือ ต้องทำ 3 เรื่องพร้อมกัน

1) คุม “ระบบ” ให้พอ

2) ลด “แรงกระแทก” ต่อประชาชน และ

3) ปรับ “พฤติกรรมประเทศ” ระยะยาว

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

5 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ปมร้อน หลัง “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ในฝีมือการทำงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอกโควตาพรรคอนุทิน (ภูมิใจไทย) ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ระบุว่า “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม่ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
เนื้อหายาว แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คุณจะพลาด และคล้อยตามโพลที่สะท้อนเสียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ฟังเหมือนเป็นเสียงคนทั้งประเทศ

ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เห็นกันอยู่นี้ ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการเมือง” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวของตัวบุคคลหรือตัวเทคโนแครต
จุดยืนของผม ในการจะเขียนบทวิเคราะห์หรือทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายความจริงที่ซับซ้อนแบบนี้ให้คนทั่วไปเข้าใจและแยกแยะได้ โดยไม่ถูกโจมตีกลับว่าสื่อกำลัง “แก้ตัวแทนรัฐบาล” เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีคติและมีสติปัญญาพอสมควรก็จะเห็นจุดประสงค์และจุดยืนของผม

นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น
แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า
หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก
วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก
การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน
ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา
ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย
เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ
ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง
• อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building)
ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI
ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว
• ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ
ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน
• ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง
ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน
ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง
คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง
ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”
หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้
1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ
ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน
2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง
นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก
กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้
กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่
4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

สรุปภาพรวม
คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก
คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน”

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

ศรชล.โต้เพจดัง! แจงภาพจุดแดงพรึ่บคือแท่นผลิตพลังงาน ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ศรชล.โต้เพจดังแพร่ข้อมูลคาดเคลื่อน แจงเป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันนับร้อยลอยลำ

5 เมษายน 2569 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ภาพสัญลักษณ์ในระบบติดตามเรือทางทะเล ตีความว่า “เป็นเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากลอยลำรวมกันในพื้นที่เดียวกัน” นั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงว่า การเผยแพร่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยข้อเท็จจริงภาพดังกล่าวเป็นการแสดงผลจากระบบ AIS (Automatic Identification System) หรือ UAIS (Universal Automatic Identification System) ในการแสดงตนอัตโนมัติของเรือและวัตถุทางทะเล ใช้เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ International Maritime Organization (IMO)

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลในระบบอย่างละเอียดจากภาพจุดที่ได้อ้างนั้น เป็นแท่นผลิตพลังงานในทะเล และเรือที่ปรากฏในบริเวณเป็นเรือที่ได้รับอนุญาตเฉพาะในการปฏิบัติการขนส่งวัตถุดิบจากกระบวนการผลิต (Fossil Resources) เท่านั้น มิใช่สถานีเติมน้ำมันหรือก๊าซเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการวาบไฟ จึงมีข้อกำหนดเข้มงวดควบคุมเรือที่เข้า-ออก โดยอนุญาตเฉพาะเรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตเท่านั้น ทั้งนี้ ศรชล.ขอความร่วมมือประชาชน รู้เท่าทันข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ก่อนการเชื่อหรือเผยแพร่

– 006