ปชน.เปิดตัว’เพียงพนอ บุญกล่ำ’ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ

ปชน.เปิดตัว'เพียงพนอ บุญกล่ำ' ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ

ปชน.เปิดตัว’เพียงพนอ บุญกล่ำ’ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” เปิดตัว “เพียงพนอ บุญกล่ำ”ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ  พร้อมโพสต์ข้อความ ระบุว่า  ปฏิรูปภาครัฐและกฎหมาย ด้วยเจตจำนงการเมือง (Political Will) และเจตจำนงมืออาชีพ (Professional Will)
.
เพิ่งเกษียณจากการทำงานประจำเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เร็วกว่ากำหนดเวลาปกติเก้าเดือน และถือเป็นการจบการทำงานประจำที่รู้สึกดีกับผลงานที่มีส่วนร่วมสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนานักกฎหมายรุ่นหลัง ทั้งสมัยที่อยู่ Law Firm และองค์กรธุรกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทย มีกิจการครอบคลุมทั่วโลก
.
แผนหลังเกษียณที่วางไว้คือจะเดินทางมากขึ้น ยังคงรับบรรยายเรื่องบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ที่ทำมาตลอด รับเป็นเจ้าของวิชาในคณะนิติศาสตร์ เพื่อสร้างและพัฒนาทักษะทางการปฏิบัติงานนักกฎหมายภาคเอกชนให้น้องๆ  จะมีงานเขียนเพื่อแชร์กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในตลาดทุน รวมถึงโครงการทำ Academy อบรมนักกฎหมายกลุ่มเล็กๆ เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา รวมทั้งคาดว่าจะรับเป็นกรรมการในบริษัทจดทะเบียน 2-3 แห่ง
.
ทั้งหมด ยังคงเป็นคำตอบให้ชีวิตว่า เราจะใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สะสมมาให้ดีที่สุด เกิดผลที่เป็นประโยชน์ในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้อย่างไร เหมือนกับเมื่อเก้าปีก่อนที่ตัดสินใจออกจาก Law Firm ที่อยู่มา 23 ปี เพื่อรับบทบาทหัวหน้าทีมกฎหมายให้กับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่
.
การตัดสินใจเข้าร่วมเป็นทีมบริหารของพรรคประชาชน หากพรรคได้รับโอกาสเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากมากที่สุด เมื่อเทียบกับการต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ที่ผ่านมา แม้จะใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน เพราะไม่ต้องการให้เรื่องค้างอยู่ในสมองนานเกินไป และเพราะต้องรีบแจ้งบริษัทที่ทำกระบวนการอนุมัติรับเราเข้าเป็นกรรมการ ฯลฯ 
.
ที่ว่ายากเนื่องจากตระหนักดีว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีต้นทุนที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับ โดยเฉพาะในแง่มุมความสัมพันธ์กับใครหลายคน บางคนก็เป็นที่เคารพนับถือกันมายาวนาน ส่วนสมาชิกในบ้านบางส่วน ที่อยากให้เราใช้เวลาพักผ่อนและท่องเที่ยวมากขึ้น แม้จะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเราตัดสินใจแล้ว ก็สนับสนุนและให้กำลังใจเต็มที่ เช่นเดียวกับหลายคนที่อยู่ในวงในที่ใกล้ชิด
.
แต่เมื่อสังเคราะห์และใคร่ครวญถึงผลที่อาจเกิดขึ้น ที่อย่างไรเสียเราก็ต้องรับผลนั้น กับสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ถ้ามีโอกาสนั้นแล้ว ก็ตัดสินใจตอบรับ ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กับท่านอื่นที่ได้ตอบตกลงเป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน
.
ประการแรก คงเหมือนกับท่านอื่นๆ ในทีมบริหาร คือต้องการส่งมอบสังคมที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป
จากการทำงานมายาวนาน 38 ปีครึ่ง นับจากปี 2529 เราได้ผ่านทุกช่วงเวลา ทั้งช่วงรุ่งเรืองและช่วงวิกฤต ของประเทศและของโลก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและอันตรายของประเทศเท่ากับตอนนี้อีกแล้ว และหากไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
.
หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า สัญญาณถดถอยของประเทศมีมาตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โรคระบาดโควิด แต่ก็ไม่มีสิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมถึงความพยายามแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในขณะที่ปัจจัยภายนอกก็รุมเร้า หลายปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคก็ดูจะลดถอยลงเป็นลำดับ
.
ประโยคหนึ่งที่ได้ยินแล้วก็อึ้งไป มาจากที่ตัวเองได้ถามผู้บริหารกองทุน Venture Capital ที่สิงคโปร์ เมื่อ 2 ปีก่อนว่า ทำไมไม่มีการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยอยู่ในพอร์ตเลย (เขามีทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย จนถึงเมียนมา) เขาตอบว่า Your country is too complicated. ประเทศไทยซับซ้อนเกินไป และคงไม่คุ้มค่าสำหรับเขาที่จะพยายามทำความเข้าใจ ไม่คุ้มกับความเสี่ยง กับความไม่แน่นอน
.
ดัชนีชี้วัดแทบทุกรายการของประเทศ ตั้งแต่ดัชนีการรับรู้เรื่องคอร์รัปชั่น หลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ความสามารถในการแข่งขัน หรือการศึกษา มีแต่จะแย่ลงทุกๆ ปี
จากปัญหาในภาครัฐก็ลามเข้าสู่ตลาดทุน ทั้งเรื่องปั่นหุ้น ฉ้อโกง ทุจริต ฉ้อฉล เอาเปรียบนักลงทุน ฯลฯ เสน่ห์ที่เคยมี ก็หายไปหมด คดีต่างๆ และการติดตามทรัพย์สินมาชดใช้ให้นักลงทุนที่เสียหาย ก็ดูจะไม่ตอบสนองกับความเสียหายที่นักลงทุนต้องแบกรับ
.
ด้านการท่องเที่ยวก็มีประเด็นเรื่องความปลอดภัย สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีไทยเป็นทางผ่านสำคัญ ก็ลุกลามใหญ่โต จนกระทบภาคบริการอันสำคัญนี้
.
การถือครองที่ดินของต่างชาติ หรือกิจการต่างชาติที่มีข้อสงสัยว่าผู้ถือหุ้นไทยที่เป็นหุ้นส่วนนั้นเป็นนอมินีหรือไม่ ก็ทำกิจการต้องห้าม และได้เป็นคู่สัญญาของรัฐจำนวนมาก มีอาคารของรัฐ องค์กรอิสระ และองค์กรกำกับดูแลที่สร้างทิ้งค้าง-ร้างไว้หลายแห่ง เมื่ออาคารไม่ได้ใช้นั้นมีมูลค่ารวมกันกว่าแสนล้านบาท แปลว่าเงินภาษีของเราที่ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กลายเป็นศูนย์ และ ติดลบ หากต้องรื้อถอน
.
การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) เป็นปัญหาใหญ่ของไทยมาตลอด เป็นต้นทุนต่อความเชื่อมั่น
.
เรียกว่า โยนก้อนหินเข้าประเด็นไหนก็เจอปัญหาทั้งสิ้น
.
ประการที่สอง หากนับเวลาที่เหลืออยู่ของเราตามสถิติอายุคนไทย กับวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่ ก็อาจจะทนๆ และปลงๆ ลืมๆ ไปได้อีก 20 ปี แต่เด็กๆ ยุคนี้ (รวมถึงหลานๆ ของเราที่อายุหลากหลายด้วย) น่าจะอยู่ต่อไปอีก 40-70 ปี งานดีๆ มีคุณค่า ค่าตอบแทนเหมาะสม ก็หายากขึ้นทุกวัน ความเหลื่อมล้ำยิ่งมากขึ้นไปอีก
.
โอกาสที่คนจะเปลี่ยนย้ายสถานะด้วยการศึกษา ความขยันขันแข็ง ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ ต่างจากยุคที่เราเติบโตมา คนอายุ 50-85 ปี ที่ทันมีประสบการณ์มาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 จนมาถึงเหตุการณ์รัฐประหาร และความขัดแย้ง แตกแยกทางการเมืองตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุด
.
ประการที่สาม เรื่องที่อยากมีส่วนร่วมทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย  คือการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (efficiency) และมีผลิตภาพ (productivity) ผ่านเรื่องหลักๆ ได้แก่
– กิโยตินกฎหมาย เวียดนามเป็นประเทศล่าสุดในเอเชียที่เป็นตัวอย่าง (หลังจากเกาหลีใต้) จากข้อมูลของ TDRI หลายปีก่อนพบว่า ถ้าทำได้ ก็จะช่วย GDP ถึง 0.8% ประหยัดเงินได้ 1.3 แสนล้านบาท
– การปรับปรุงกฎหมายตามข้อคิดเห็นของ OECD ที่ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิก
– การออกกฎหมายที่สำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เช่น กฎหมายสตาร์ทอัพ (ที่ควรเป็น Fast Track จนตลาดจะวายแล้ว) การทำให้ EEC สามารถเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ (นักลงทุนที่สนใจก็เริ่มถอยไปหลายรายแล้ว) การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีปัญหาทางปฏิบัติ จนกระทบหนักในสถานการณ์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน ข้าราชการกลัวความรับผิดตามมาตรา 157 จนไม่กล้าตัดสินใจ (เรื่องนี้ต้องทำงานร่วมกับอาจารย์มุนินทร์ พงศาปาน แน่นอน) รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีปัญหาเสียหาย ไม่คุ้มค่า ไม่ได้ใช้งาน ใช้งานไม่ได้ ฯลฯ กับคำตอบมาตรฐานว่า การจัดจ้างเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ซึ่งยังไม่น่าพอใจ ในเชิงของ Governance ต้องถามหาความรับผิดรับชอบ (accountability) ให้ได้
.
เราเห็นว่าเจตจำนงทางการเมือง หรือ Political Will ที่จะแก้ปัญหาที่ยากมากๆ นี้ ต้องแน่วแน่ชัดเจน เราได้เห็นสิ่งนี้ในข้อบังคับและนโยบายของพรรคประชาชน รวมถึงการแสดงออกถึงเจตจำนงนั้นผ่านการทำงานตลอดแปดปีที่ผ่านมา
.
นอกจาก Political Will แล้ว สิ่งที่เราจะนำมาประสานกันคือ เจตจำนงอันแน่วแน่ในฐานะของมืออาชีพ นั่นคือ Professional Will
.
หากมีโอกาสได้ลงมือทำ งานนี้จะเป็นงานที่ยากที่สุดและท้าทายที่สุดในชีวิตการทำงานเลยทีเดียว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการรวมพลังทั้งสอง และอีกหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน เป็น One Team for Thailand ที่แท้จริง
.
ประสบการณ์การทำงานเกือบ 40 ปี ที่ผ่านมา ที่ต้องมีการทำงานกับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานตรวจสอบ เอกชน และผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย ทั้งในและต่างประเทศ ได้ช่วยให้เห็นปัญหา อุปสรรค ทางแก้ไข และได้ข้อสรุปว่า การแก้ไขปัญหาที่ยากอย่างนี้ แค่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้า และความกล้าหาญ (Courage) ในการตัดสินใจ ในการลงมือทำอีกด้วย ที่สำคัญคือต้องมีความเป็นมืออาชีพ ยึดถือประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่มีประโยชน์ขัดแย้งส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง สิ่งของ หรือการยึดติดกับอำนาจ
.
ประการสุดท้ายคือ การทำงานร่วมกันของทีมต่างกระทรวง ต่างหน่วยงาน
ได้เห็นข้อมูลทีมงาน ทีมบริหารของพรรค ที่มีผู้เชี่ยวชาญสายเทคโนโลยีและข้อมูลหลายท่าน การจะทำเรื่องที่กล่าวไปทั้งหมด จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วนและมีคุณภาพ เพราะหลักการของธรรมาภิบาลหรือบรรษัทภิบาลล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ โดยมีสาระสำคัญเหนือรูปแบบ (Substance over Form)
.
คำตอบสำหรับการตัดสินใจในวันนี้ จึงเหมือนกับเมื่อเก้าปีก่อนที่ย้ายงาน คือ ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ในฐานะเป็นมืออาชีพ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ภายใต้เวลาและข้อจำกัดที่มีอยู่
.
สุดท้าย เราเคารพความเห็น ความชอบ ความพึงพอใจทางการเมืองและพรรคการเมืองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลเสมอ และหากเรายอมรับความจริงว่า ประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่แก้ไขในตอนนี้ ไม่ได้แล้ว ประโยชน์ของการแก้ไขปัญหาก็จะเกิดกับส่วนรวม กับประเทศ
.
สังคมที่ดีขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อทุกคน
.
เพียงพนอ บุญกล่ำ
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ

– 006

‘พรรคเป็นธรรม’ชูโมเดล การเมืองอิสระ ไม่ติดหนี้บุญคุณการเมือง

'พรรคเป็นธรรม'ชูโมเดล การเมืองอิสระ ไม่ติดหนี้บุญคุณการเมือง

‘พรรคเป็นธรรม’ชูโมเดล การเมืองอิสระ ไม่ติดหนี้บุญคุณการเมือง

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“พรรคเป็นธรรม”ชูโมเดล “การเมืองอิสระ” ไม่ติดหนี้บุญคุณการเมือง ลั่นสู้สามสงครามใหญ่ ทุนสีเทา–สแกมเมอร์–ปัญหาปากท้องประชาชน ย้ำไม่เล่นประชานิยมฉาบฉวย ขอเป็นทางเลือกใหม่ แก้โครงสร้างประเทศระยะยาว

9 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม  กล่าวถึงวิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถก้าวข้ามวิกฤตไปได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เกิดจากโครงสร้างทางการเมืองที่ผู้บริหารประเทศมักเป็น “นักการเมืองอาชีพ” หรือ “นักการทหาร” ขาดนักบริหารมืออาชีพที่เข้าใจระบบอย่างแท้จริง พร้อมเปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจในฐานะลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ว่าแนวทางการสร้างพรรคเป็นธรรมถอดแบบมาจากหลักการที่อาจารย์ปรีดีวางรากฐานไว้ โดยเฉพาะการยึดมั่นใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 อย่างเคร่งครัด ที่ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

“หลักนิตธรรมต้องถูกนำมาใช้ปกครองประเทศอย่างแท้จริง นี่คือหลักการเดียวที่จะทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และเป็นแนวทางที่ผมยึดถือมาตลอดในฐานะลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี”  นายปิติพงศ์ กล่าว

นายปิติพงศ์  กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเมืองที่จะแก้วิกฤตประเทศได้ คือความเป็นอิสระ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคมักมี “ต้นทุนทางการเมือง” ที่ต้องแบกรับ ทำให้เมื่อเข้าไปมีอำนาจบริหาร จึงไม่สามารถพูดความจริงหรือแก้ปัญหาได้อย่างเต็มปาก เพราะติดเงื่อนไขของกลุ่มทุนผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

“พรรคใหญ่พูดไม่ได้หลายเรื่อง เพราะมีต้นทุนทางการเมืองต้องปกป้อง แต่พรรคเป็นธรรมไม่มี เราเป็นพรรคอิสระ ใช้ทุนของพรรคเอง ไม่ยึดโยงผลประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งทุนสีเทา หรือทุนการพนัน ทำให้เรากล้าชนทุกปัญหา” นายปิติพงศ์กล่าว

หัวหน้าพรรคเป็นธรรมยังกล่าวว่าประเทศไทยกำลังเผชิญสงครามใหญ่ภายในประเทศที่ต้องเร่งจัดการ คือ สงครามทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์ ที่แทรกซึมเข้าสู่ระบบการเมือง และ สงครามปากท้องของพี่น้องประชาชน ซึ่งพรรคเป็นธรรมได้รวบรวมทีมงานที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ ทั้งจากสถาบันระดับโลกอย่าง MIT และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่ออาสาเข้ามาจัดการวิกฤตเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

นายปิติพงศ์ ยังได้เปรียบเทียบแนวทางของพรรคไว้อย่างน่าสนใจว่า หากพรรคการเมืองใหญ่คือข้าวสารหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ประชาชนจำใจต้องกินเพื่อให้อิ่มท้องไปวันๆ พรรคเป็นธรรมขออาสาเป็น “กับข้าวปลอดสารพิษ” ที่อาจจะไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย แต่เน้นคุณภาพและสุขภาพที่ดีของโครงสร้างประเทศในระยะยาว

“เราไม่เน้นประชานิยม แต่เน้นคุณภาพ ขออาสาเป็นวัตถุดิบให้ประชาชนมาปรุงอนาคตของประเทศ ฝากเบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม ไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” นายปิติพงศ์ ก

‘นายกฯ’สั่งการ 3 ข้อ สางปัญหาทุนเทา เน้นอุดรอยรั่วด้านธุรกรรม’ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’

'นายกฯ'สั่งการ 3 ข้อ สางปัญหาทุนเทา เน้นอุดรอยรั่วด้านธุรกรรม'ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล'

‘นายกฯ’สั่งการ 3 ข้อ สางปัญหาทุนเทา เน้นอุดรอยรั่วด้านธุรกรรม’ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล’

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“นายกฯ”สั่งการ 3 ข้อ สางปัญหาทุนเทา เน้นอุดรอยรั่วด้านธุรกรรม”ทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล” มอบ”ปปง.”ยกระดับหลักเกณฑ์ปรับลดวงเงินร้านค้าทองคำที่ต้องรายงานส่วนราชการ หวังเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย-นานาประเทศเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) ว่า การประชุมวันนี้ เพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลธุรกรรมต่างๆ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ Data Hub เพื่อสามารถนำไปใช้ในการติดตามธุรกรรมทางการเงินได้ แต่ตัวกลางทางการเงินบางประเภทอย่างเช่นทองคำ ยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บข้อมูลทางธุรกรรม จึงได้สั่งการ 3 ข้อ ดังนี้ 1.ในส่วนของทองคำ ขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล ในฐานะหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์ และวางมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินของผู้ประกอบการค้าทองคำ และพิจารณายกระดับหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินของร้านค้าทองคำที่ต้องมารายงานต่อปปง.หรือกรมสรรพากร ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ขอให้พิจารณาปรับลดลงว่าจะปรับลดลงมาเป็นจำนวนเท่าไหร่ และทำเป็นขั้นบันได

2.ทองคำที่ผ่านการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขอให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง ที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินที่กำหนดการซื้อขายทองคำโดยที่ไม่มีการส่งทองคำจริง จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดจัดทำบัญชีพิเศษ โดยให้ผู้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าว ให้แก่กรมสรรพากร และให้ศึกษาแนวทางภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำร่วมกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

และ 3.สินทรัพย์ดิจิทัลขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณากำหนดการใช้หลักการกฎเกณฑ์ด้านข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) เพื่อให้ผู้บริหารสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย ได้รวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม ของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลหรือวอลเลตต่างๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนได้ และเป้าหมายสุดท้ายของข้อมูลธุรกรรมทางการเงินนี้ เราจะทำให้มีการจัดเก็บได้อย่างครบถ้วนมีคุณภาพ และต้องสร้างระบบป้องกัน เพราะช่วงนี้มีการแฮ็กข้อมูลกันง่ายมาก รวมถึงเพื่อให้เกิดการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที

รวมถึงการจำกัดวงเงินธุรกรรมตามระดับความเสี่ยงของลิสต์โปรไฟล์ด้วย จึงขอให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ประสานการทำงานแบบบูรณาการทุกระดับ และทำงานร่วมกันด้วยความเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับกรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งพวกเราทุกคนต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงได้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าสิ่งที่ประชุมในวันนี้จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว และสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้ รวมถึงสกัดกั้นป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินทุกรูปแบบ วันนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องเฉพาะดิจิทัลเท่านั้น แต่พูดถึงระบบอนาล็อคด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบโบราณดั้งเดิมก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆมีความระมัดระวังอย่าคิดว่าหมดไปแล้ว หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์มหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจ และสถานะของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นจากนานาประเทศได้ในทุกมิติ

‘ผบ.ทอ.’แจง22ผู้ช่วยทูตทหาร ปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นเป้าหมายทหาร-เลี่ยงพลเรือน

'ผบ.ทอ.'แจง22ผู้ช่วยทูตทหาร ปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นเป้าหมายทหาร-เลี่ยงพลเรือน

‘ผบ.ทอ.’แจง22ผู้ช่วยทูตทหาร ปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นเป้าหมายทหาร-เลี่ยงพลเรือน

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

ผบ.ทอ.แจง 22 ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ สถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา ยืนยันเป็นการปฏิบัติที่ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด และคำนึงถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

9 มกราคม 2569 ที่กองทัพอากาศ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในการแถลงถึงปฏิบัติการของกองทัพอากาศ ต่อความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ต่อผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำประเทศไทย จำนวน 29 คน จาก 22 ประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อปฏิบัติการทางทหารของไทย โดยเฉพาะปฏิบัติการทางอากาศ รวมทั้งเป็นการสื่อสารถึงประชาคมโลกให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง

โดย ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ชี้แจงและยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทยเกิดขึ้นเนื่องจากการถูกละเมิดพื้นที่อธิปไตยในบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นำไปสู่ปฏิบัติการทางอากาศเพื่อปกป้อง ลดความสูญเสียต่อประชาชนและพื้นที่อธิปไตยไทย ทั้งนี้ ยืนยันว่าปฏิบัติการของกองทัพอากาศมีความเป็นมืออาชีพ และเป็นไปด้วยความยับยั้งชั่งใจอย่างสูง เป็นไปตามแนวทางการป้องกันตนเอง และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งยังปฏิบัติการโดยเน้นการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารให้หมดศักยภาพ และปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง ใช้ความแม่นยำอย่างสูง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนน้อยที่สุด โดยย้ำว่า พันธกิจในการคุ้มครองพลเรือน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพของกองทัพอากาศ (This commitment to civillians protection is at the heart of our professional conduct.)

พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยืนยันว่า แม้ในขณะนี้ กองทัพอากาศยังคงดำรงความพร้อมในการปฏิบัติหากเกิดความตึงเครียดใด ๆ เพิ่มเติม และเปิดพื้นที่ให้ พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ และพลอากาศเอก ประภาส  สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้นำเสนอถึงภารกิจของกองทัพอากาศโดยละเอียด ต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารที่เข้ารับฟังในวันนี้ และยืนยันว่าทุกท่านสามารถสอบถาม ถึงข้อสงสัยต่อปฏิบัติการต่างๆได้อย่างอิสระ

‘นายกฯ’บอก’ไม่มีการเมือง’ หลังสื่อถามเข้มปราบ’ทุนเทา’ ย้ำ’ปิดชื่อถือพฤติกรรม’

'นายกฯ'บอก'ไม่มีการเมือง' หลังสื่อถามเข้มปราบ'ทุนเทา' ย้ำ'ปิดชื่อถือพฤติกรรม'

‘นายกฯ’บอก’ไม่มีการเมือง’ หลังสื่อถามเข้มปราบ’ทุนเทา’ ย้ำ’ปิดชื่อถือพฤติกรรม’

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่กระทรวงการคลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่านายกฯ ตรวจสอบเรื่องทุนสีเทาในช่วงนี้เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือไม่ ว่า “ไม่มี” เมื่อถามว่า ตอนนี้มีรายชื่อของนักการเมืองหลุดออกมา 10 ชื่อ นายกฯ ตอบว่า “ก็บอกแล้วไงว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ให้พูดหลายทีอีกแล้ว”

‘ศรีสุวรรณ’ร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรมร้ายแรง กรรมการ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ 246 บาท

'ศรีสุวรรณ'ร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรมร้ายแรง กรรมการ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ 246 บาท

‘ศรีสุวรรณ’ร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรมร้ายแรง กรรมการ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ 246 บาท

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนทองคำ 246 บาท เพื่อวิ่งเต้นคดีจากอดีตรอง ผบ.ตร.ชื่อดังคนหนึ่งหรือไม่ อันอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 (1) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้อง กันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 87 บัญญัติไว้

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน ได้นำสำนวนการสอบ สวนและพยานหลักฐานสำคัญ เข้ายื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินการกับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจากการสืบสวนพบพฤติการณ์การให้สินบนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือทางคดี โดยระบุรายละเอียดของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย ข้าราช การปัจจุบัน 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.และอดีตข้าราชการ 2 ราย รวมทั้งพลเรือนอีก 2 ราย

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอเสียงสนทนา และภาพที่บันทึกเหตุ การณ์การส่งมอบทองคำ 246 บาท เอาไว้หลายช่วงที่สำคัญ อันชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการติดสินบนทั้งการตรวจนับ การตรวจสอบทองคำแท่ง และนาทีส่งมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช.ผู้ถูกกล่าวหาท่านหนึ่งที่ตกเป็นข่าวด้วย

กรณีที่เกิดขึ้นข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ออกมาแสดงจุดยืนผ่านคำแถลงการณ์บางตอนที่ระบุว่าตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.มิใช่ตำแหน่งทางการเมือง และไม่อาจยึดมาตรฐานแบบนักการเมืองที่ยื้อเก้าอี้ด้วยข้ออ้างว่ายังไม่ถูกตัดสินได้ ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ต้องยืนอยู่บนมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่า ต้องปราศจากข้อเคลือบแคลง และต้องกล้ารับผิดชอบต่อองค์กรก่อนประโยชน์ส่วนตน การคงอยู่ในตำแหน่งท่ามกลางข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ย่อมบั่น ทอนความเป็นอิสระของกระบวนการตรวจสอบ และทำลายศรัทธาของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อประธาน ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงว่าพฤติการณ์หรือการกระทำของกรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 17 ข้อ 19 ข้อ 21 ประกอบข้อ 23 หรือไม่ หากฝ่าฝืนให้มีมติส่งไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยลงโทษตามครรลองของกฎหมาย เฉกเช่นนักการเมืองอื่นๆ ที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงต่อไป

กกต.-ไปรษณีย์-ตร.-กต.แถลงส่งบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามตินอกราชฯ

กกต.-ไปรษณีย์-ตร.-กต.แถลงส่งบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามตินอกราชฯ

กกต.-ไปรษณีย์-ตร.-กต.แถลงส่งบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามตินอกราชฯ

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.53 น.

กกต.-ไปรษณีย์-ตร.-กต.แถลงส่งบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามตินอกราชฯ วางแผนส่งกลับถึงไทย 5 ก.พ.ใช้เจ้าหน้าที่สถานทูตขนส่งตรง ป้องกันบัตรตกค้าง ย้ำสถานการณ์ชายแดนไม่ทำเลือกตั้ง-ออกเสียงสะดุด

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) , บริษัท ไปรษณีย์ไทย , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการกงสุล แถลงความพร้อมในการจัดส่งอุปกรณ์ออกเสียงเลือกตั้งและประชามติ สำหรับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยทุกหน่วยงานได้ย้ำถึงความพร้อมในการจัดส่งบัตร ดูแลความปลอดภัยรวมถึงการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

นายแสวง บุญมี เลขา กกต.กล่าวว่าการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กกต.และพันธมิตร มีความพร้อมในการขนส่งบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ในการออกเสียงประชามติไปนอกราชอาณาจักร ย้ำว่า กกต.มีความพร้อมจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งอีกประมาณ 30 วัน โดยภาพรวมมีความพร้อมดูแลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ทั้งการขนส่งหีบบัตรและบัตรเลือกตั้ง ถึงการดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริตเที่ยงธรรม

พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผช.ผบ.ตร.กล่าวถึงมาตรการการดูแลความปลอดภัยในการขนส่งบัตรเลือกตั้งและการดูแลความเรียบร้อย ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมและได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องในมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการขนส่งบัตรเลือกตั้งที่จะส่งไปเขตต่างๆทั่วราชอาณาจักร โดยใช้ตำรวจหลายหน่วยร่วมกัน มีการจัดเตรียมกำลัง ตชด.นั่งประกบการขนส่งบัตรเลือกตั้ง อำนวยความสะดวกจราจร มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงและชุดรักษาความปลอด ภัยประกบขบวนขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจากนี้ก็จะส่งบัตรเลือกตั้งส่งไป 400 เขต โดยตำรวจมีแผนหลักและแผนสำรองในการเตรียมความพร้อมเชื่อว่าก่อนวันที่ 1 ก.พ.ที่จะมีการออกเสียงล่วงหน้าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยได้มีการเตรียมกำลังตำรวจไว้ประมาณ 130,000 นาย ดูแลจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจมั่นใจว่าจะสามารถดูแลความเรียบร้อยได้

นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุลกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการได้รับภารกิจดูแลการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประสมมตินอกราชอาณาจักร ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะมีประชาชนลงทะเบียนค่อนข้างสูง โดยมีตัวเลขทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเกือบ 140,000 คนขณะที่ประชามตินอกราชอาณาจักร มีผู้ลงทะเบียนเกือบ 100,000 คน ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความท้าทายที่สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่กว่า 50 แห่งทั่วโลกจะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใสและส่งบัตรเลือกตั้งกลับมานับคะแนนเสียงที่ประเทศไทย ส่วนการออกเสียงประชามติสถานทูตและสถานกงสุลมีภารกิจในการนับคะแนนเสียงก่อนส่งคะแนนมายังประเทศไทยให้ได้รับทราบ

ส่วนการเตรียมความพร้อมในการจัดส่งอุปกรณ์ในการเลือกตั้งในวันนี้จะรวบรวมเอกสารให้เรียบร้อยและพร้อมส่งออกได้ภายในคืนนี้ ที่จะมีการลำเลียงอุปกรณ์และบัตรเลือกตั้งจากศูนย์ขนส่งไปยังสนามบินและเริ่มต้นส่งออกตั้งแต่วันพรุ่งนี้เช้าการขนส่งทางอากาศเพื่อให้บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติส่งไปยังสถานทูตและสถานกงสุลในต่างประ เทศโดยเร็วส่วนประเทศเพื่อนบ้านก็จะใช้การขนส่งทางรถ โดยจะส่งมอบอุปกรณ์และบัตรเลือกตั้งบัตรออกเสียงประชามติ ส่วนบางประเทศที่มีเงื่อนไขและการจำกัดทางศุลกากรการนำของออกอาจจะไม่ได้เป็นไปด้วยความสะดวก ก็จะให้เจ้าหน้าที่สถานทูตเดินทางมารับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติที่ประเทศไทย เพื่อนำไปดำเนินการ ส่วนภารกิจที่สถานทูตจะต้องรับผิดชอบให้ครบวงจรคือการส่งบัตรกลับมาก็ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและไปรษณีย์ไทยในการขนส่งบัตรจากจุดต่างๆทั้งสนามบินหรือการขนส่งทางคาร์โก้หรือการให้เจ้าหน้าที่ทางสถานทูตถือบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเข้ามาด้วยตนเองเพื่อนำมาคัดแยกที่ศูนย์ก่อนกระจายไปตามหน่วยเลือกตั้งทั้ง 200 หน่วย ซึ่งกว่าภารกิจจะสิ้นสุดก็เป็นห้วงเวลาของการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

“เรากำหนดเวลาไว้แล้ว วันสุดท้ายที่เราจะรับบัตรที่ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วกลับมาจากต่างประเทศ จะเป็นวันที่ 5 ก.พ.2569 เพื่อให้ไปรษณีย์ไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาในการคัดแยกบัตรและกระจายส่งไปยังหน่วยต่างๆ ได้ตามเวลาที่กำหนด”

ส่วนของประเทศกัมพูชา ก็ใช้วิธีเดียวกัน ประเทศที่อยู่ใกล้ๆ ไม่น่ามีปัญหาเรื่องระยะเวลา มีแต่ประเทศที่อยู่ไกลที่ต้องใช้สายการบินในการต่อเครื่อง ส่วนนี้เราตระหนักถึงปัญหาความล่าช้าในการขนส่งบัตร จึงจะจัดเจ้าหน้าที่จำนวน 40 สถานทูตทั่วโลกขนส่งบัตรมาด้วยตัวเอง โดยจะนำขึ้นเครื่องด้วยตัวเองเพื่อรักษาความปลอดภัย โดยทางท่าอากาศยาน และกระทรวงการต่างประเทศ หรือ กกต.จะไปรับที่หน้าประตูเครื่องบิน และนำบัตรขนส่งมาที่ศูนย์คัดแยกบัตร เพื่อให้มั่นใจว่าบัตรเลือกตั้งกลับมาทันเพื่อนับคะแนนพร้อมกัน

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันจะไม่มีบัตรตกค้างเหมือนการเลือกตั้งครั้งที่แล้วใช่หรือไม่ นายมังกร กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน 1.จะมีบัตรที่เลยเวลาไปแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นบัตรที่ตกค้าง 2.สำหรับบัตรที่ค้างคาตามที่ต่างๆ เราจะบริหารจัดการให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้มีบัตรที่ไปตกค้างจากกระบวนการขนส่งตามจุดไหนเลย เพราะเราได้จัดทำระบบติดตามทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง

เมื่อถามว่า สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทย – กัมพูชา จะมีผลกระทบต่อการขนส่งบัตรเลือกตั้งหรือไม่ นายมังกร กล่าวว่า ไม่มี เพราะเราไม่ได้ขนส่งผ่านชายแดน สำหรับคนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ก็สามารถมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกเสียงประชา มติได้ที่สถานทูตตามปกติ โดยผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราช มีจำนวนแค่หลักร้อยคน ส่วนประเทศเวเนซุเอลาซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา ก็ไม่มีคนไทยที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

ด้าน นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัดกล่าวว่าการขนส่งและการดูแลความปลอดภัย กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีความพร้อมในการดำเนินภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้ในการจัดส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ โดยจัดเตรียมทรัพยากรเฉพาะสำหรับภารกิจนี้โดยผ่านรถขนส่งไม่น้อยกว่า 600 คันและบุคลากรกว่า 9,000 คน จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งในวันนีัก็จะจัดส่งบัตรเลือกตั้งออกไป 95 ปลายทาง 67 ประเทศ ย้ำว่าไปรษณีย์ไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่รวมถึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในระบบการขนส่งมีความปลอดภัยขนส่งได้และมีระบบติดตามในรถขนส่งทั้งหมดรวม การซีลseal ถีบบัตรเลือกตั้งเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกเปิดก่อนถึงจุดหมายปลายทาง และสามารถ monitor รถขนส่งได้แบบ real time และมีตำรวจนำขบวนตลอดการขนส่ง ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากระบวนการจะส่งบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติจะเป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้และเป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้

– 006

แถลงการณ์’กองบรรณาธิการแนวหน้า’ กรณีถูกแอบอ้าง’รับประชาสัมพันธ์ข่าวพรรคการเมือง’

แถลงการณ์'กองบรรณาธิการแนวหน้า' กรณีถูกแอบอ้าง'รับประชาสัมพันธ์ข่าวพรรคการเมือง'

แถลงการณ์’กองบรรณาธิการแนวหน้า’ กรณีถูกแอบอ้าง’รับประชาสัมพันธ์ข่าวพรรคการเมือง’

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

จากกรณีการเผยแพร่ข้อความ “แผนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เนื้อหาข่าวและภาพนิ่ง ผ่านช่องทางเว็บไซต์ข่าวยอดนิยม เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว” และมีการระบุอัตราค่าตอบแทนในการเผยแพร่ข่าว โดยมีการอ้างถึง “แนวหน้า” ด้วยนั้น

กองบรรณาธิการแนวหน้า ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวทันทีที่ปรากฎเป็นข่าว ผลการตรวจสอบไม่ปรากฎว่ามีผู้สื่อข่าว หรือเจ้าหน้าที่คนใดของแนวหน้าไปดำเนินการ หรือร่วมดำเนินการตามที่มีการแอบอ้าง โดยในเรื่องของการลงข่าวนั้น ทางกองบรรณาธิการแนวหน้า ยืนยันว่า กองบรรณาธิการแนวหน้า ยึดมั่นใจจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด มีการคัดเลือกข่าวที่เป็นความจริง มีประโยชน์กับสังคมมานำเสนอ และไม่มีการเรียกเก็บรายได้จากการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด ส่วนในเรื่องการโฆษณา บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด มีฝ่ายโฆษณาเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาข่าวโดยกองบรรณาธิการฯ

อย่างไรก็ตาม หากปรากฎข้อมูล หรือหลักฐานว่า มีผู้สื่อข่าว หรือเจ้าหน้าที่แนวหน้าไปดำเนิน หรือร่วมดำเนินการแอบอ้างจริง ทางกองบรรณาธิการแนวหน้าจะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาด

สำหรับในการนำเสนอข้อมูล ซึ่งเป็นการแอบอ้างดังกล่าวนั้น กองบรรณาธิการแนวหน้า ขอเรียกร้องให้ผู้ที่แอบอ้าง หรือเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้กองบรรณาธิการแนวหน้าได้รับความเสียหาย ออกมารับผิดชอบโดยเร็ว หากไม่มีการดำเนินการอย่างเหมาะสม ทางกองบรรณาธิการแนวหน้าจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปจนถึงที่สุด

กองบรรณาธิการแนวหน้า
วันที่ 9 มกราคม 2569

‘วิโรจน์’เผยนโยบายพรรคส้ม ทุ่มปีละ6หมื่นล้าน จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ

'วิโรจน์'เผยนโยบายพรรคส้ม ทุ่มปีละ6หมื่นล้าน จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ

‘วิโรจน์’เผยนโยบายพรรคส้ม ทุ่มปีละ6หมื่นล้าน จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.48 น.

“วิโรจน์” เผยนโยบายพรรคส้ม ทุ่มปีละ 6 หมื่นล้าน จัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ จ่ายค่าเสียโอกาสทุ่งรับน้ำเป็นรายเดือน หนุนงบดีดบ้านพ้นน้ำ เพิ่มทางระบายน้ำลงอ่าวไทย

9 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เผยระหว่างลงพื้นที่หาเสียงใน จ.สุโขทัย ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการปัญหาน้ำท่วมหลายลุ่มน้ำ บูรณาการหลายจังหวัด จัดสรรงบประมาณปีละ 60,000 ล้านบาท แก้น้ำท่วม-ภัยแล้งซ้ำซาก ตั้งแต่ลุ่มน้ำยมจนถึงพื้นที่ลุ่มภาคกลางทั้งหมด

ลงทุนแก้ปัญหาต่อเนื่องจริงจัง แล้วยังมีงบประมาณอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการขุดลอกคูคลอง ซ่อมพนังกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ รวมทั้งบำรุงรักษา หรือสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆด้วย

รวมทั้งมียุทธศาสตร์รับมือน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยจะจ่ายค่าเสียโอกาสทุ่งรับน้ำเป็นรายเดือน หนุนงบดีดบ้านพ้นน้ำ เพิ่มทางระบายน้ำลงอ่าวไทย จ้างงานฟื้นฟูชุมชน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมเป็นชีวิตที่มั่นคง และขับเคลื่อนนโยบายใช้กลไกการเยียวยาเชิงรุก และการบริหารจัดการเชิงวิศวกรรม ดังนี้

มาตรการระยะสั้น (มีนาคม-กันยายน 2569) เยียวยา ฟื้นฟู และเตรียมรับน้ำ มุ่งเน้นการอัดฉีดสภาพคล่อง ปรับปรุงกายภาพชุมชนให้พร้อมเผชิญเหตุ จ่ายเงินช่วยเหลือเผชิญเหตุ 3,000 บาท/เดือน ตลอดช่วงน้ำท่วม ค่าเสียโอกาสเกษตรกรรม 1,000 บาท/เดือน/ไร่ ชดเชยค่าซ่อมแซมบ้านตามจริง และค่าปลงศพอัตรามาตรฐาน พักชำระหนี้/ดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน และให้สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ 0% สำหรับ SMEs และเกษตรกร

สนับสนุนงบประมาณยกพื้นบ้าน และสาธารณูปโภค (หม้อแปลง/ประปา) ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด ขุดลอกคลองครั้งใหญ่ช่วงหน้าแล้ง ตรวจสอบประตูระบายน้ำให้เสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม และติดตั้งระบบเตือนภัยถึงมือถือประชาชน

มาตรการระยะยาว (ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป) ปฏิรูปโครงสร้างจัดการน้ำลุ่มน้ำ มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างภายใน 4 ปี ปฏิรูปจัดการน้ำลุ่มน้ำยม-น่าน เพิ่มประสิทธิภาพการระบาย เพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องผันเข้าทุ่งบางระกำ และป้องกันเขตเศรษฐกิจสุโขทัย อย่างน้อย 400 ลบ.ม./วินาที เพิ่มช่องทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่นอกคันกั้นน้ำและทุ่งรับน้ำ เพื่อให้การนำน้ำเข้า-ออกรวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาท่วมขังในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาท และในปี 2573 จะขยับขึ้นเป็น 1,500 บาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเงินเหล่านี้เอาไปจับจ่ายใช้สอย ก็จะทำให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย

‘วิโรจน์’ลงพื้นที่ประเวศ ช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียง หวังรักษาเขตได้

‘วิโรจน์’ลงพื้นที่ประเวศ ช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียง หวังรักษาเขตได้

‘วิโรจน์’ลงพื้นที่ประเวศ ช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียง หวังรักษาเขตได้

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

‘วิโรจน์’ลงพื้นที่ประเวศ ช่วยผู้สมัคร สส.หาเสียง หวังรักษาเขตได้ ขอพี่น้องเข้าคูหากาเบอร์ สส.เขต และกาพรรคประชาชน เลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ส่งให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลประชาชน

9 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคประชาชน ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เขตประเวศ สะพานสูง กรุงเทพฯ ลงพื้นที่บริเวณพัฒนาการ 74

บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยรถสัญจรไปมาตลอดทาง มีประชาชนเข้ามาทักทายให้กำลังใจพร้อมขอถ่ายรูปบ้าง เข้ามามอบขนม อาหารและเครื่องดื่มให้ด้วย

ขณะขึ้นรถแห่เพื่อพบปะพี่น้องชาวประเวศ นายวิโรจน์ กล่าวว่า พรรคประชาชนมีนโนบายกว่า 200 ข้อ โดยนโยบายเพิ่มสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ จะปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท ปรับทันทีในเดือนตุลาคม จากนั้นก็จะปรับเป็น 1,500 บาทภายใน 4 ปี

วันนี้ตนอยู่กับนายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. เบอร์ 8 จากพรรคประชาชน อดีต สส.เขตประเวศ สะพานสูง (ประเวศ ดอกไม้ ทับช้าง) ขอให้พี่น้องประชาชนเลือก สส. คนเดิม เพื่อไปสานงานต่อ ก่องานใหม่ ขอให้พี่น้องในพื้นที่ประเวศเข้าคูหา กาเบอร์ 8 เลือก สส. เขตคนเดิม กาเบอร์ 46 เลือกพรรคประชาชนไปเป็นรัฐบาล ส่งณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิไปเป็นนายกรัฐมนตรี

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถึงเวลาจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งสแกมเมอร์ และทุนเทา หมดเวลาทนฟังอุบายเก่าๆ ที่จะเข้ามาหลอกเงินพ่อแม่พี่น้อง ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องระแวงอีกต่อไป ได้เวลาจัดการข้อมูลเชื่อมโยงโครงข่ายหน่วยงานและสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งศูนย์บัญชาการในการปรับสแกมเมอร์ และร่วมมือกับหลายประเทศในโลกเพื่อจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ ปราบทุนเทา ได้แล้ว

ด้านนายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กล่าวทักทายพี่น้องชาวประเวศ ให้พ่อแม่พี่น้องออกมาใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหา กาเบอร์ 8 การเลือกตั้งครั้งนี้ ชี้ชะตาอนาคต ไม่มีเสียง สว. มาเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ขอพ่อแม่พี่น้องเลือกพรรคประชาชน กาเบอร์ 46 เลือก สส. เขตประเวศ กาเบอร์ 8 พรรคประชาชนมีกว่า 200 นโยบายดูแลพ่อแม่พี่น้องตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ดูแลประชาชนทั่วถึงไม่ต้องพิสูจน์ความจนอีกต่อไป

จากนั้น นายวิโรจน์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวถึงบรรยากาศการช่วยหาเสียงในช่วงเช้า รถสัญจรไปมาตามวิถีชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร โดยช่วงประมาณ 7 โมเช้า รถหนาแน่นเพราะประชาชนชาวประเวศต้องขับรถส่งลูกไปโรงเรียน เป็นช่วงเวลาที่ได้ออกมาพบปะประชาชน ระหว่างที่รถติดไฟแดงก็มีการทักทายกัน

สำหรับคำถามเรื่องกระแสตอบรับหลังมีผลโพลวัดคะแนนความนิยมพรรคการเมืองต่างๆ นั้น นายวิโรจน์กล่าวว่าไม่ได้มีเวลาติดตามโพลดังกล่าวมากนัก และเห็นว่าพรรคประชาชนยังมีเวลาทำงานอีกมาก โดยตนเอง พรรคประชาชนและผู้สมัคร สส. ก็พยายามพบปะประชาชนให้มากที่สุดและพยายามเสนอนโยบายสวัสดิการการปรับเบี้ยผู้สูงอายุ ปรับจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาทและทำให้ค่าไฟเป็นค่าใช้จ่ายที่มีความเป็นธรรมต่อทุกคนมากขึ้น

นอกจากนี้ การจัดการแก๊ง Call Center แก๊งสแกมเมอร์ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลจริงจัง เพื่อไม่ให้พ่อแม่พี่น้องต้องยกเป็นเหยื่อแก๊งทุนเทาเหล่านี้อีกต่อไป

ส่วนเรื่องบัตรทองซึ่งประชาชนชาวกรุงเทพไ ด้รับผลกระทบพอสมควร ทั้งตอนบาดเจ็บซึ่งประชาชนต้องรอดูต้องรอเรื่องการส่งตัวคนไข้ที่ต้องมีการยื่นเอกสารจำนวนมาก กระบวนการเหล่านี้ต้องลดลง พ่อแม่พี่น้องต้องไม่เสียเวลารอคอยยื่นเอกสารจำวนมากอีกต่อไป เรื่องการเบิกจ่ายยา เช่น การรักษาตัวของผู้ป่วยมะเร็ง ยังมียาที่ไม่อยู่ในบัญชีหลักแห่งชาติ ก็ต้องพยายามเอางบประมาณมาปรับปรุงตรงนี้เพื่อทำให้ประชาชนชาวไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลและคนเจ็บป่วยรักษาได้เร็ว เพราะคนเจ็บป่วย 1 คน ก็กระทบกันทั้งบ้าน

นายวิโรจน์ ยืนยัน พรรคประชาชนทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนพร้อมรักษาคะแนนเสียงเขตเดิม เพิ่มเติมเขตใหม่ด้วย ส่วนประเด็นการจัดการธุรกิจฟอกเงิน ธุรกิจศูนย์เหรียญที่ไม่ยอมเสียภาษีให้ไทยสักบาทเดียว พรรคประชาชนพร้อมเดินหน้าจัดการเรื่องนี้และดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้เพิ่มขึ้น นานแค่ไหนแล้วที่ไทยไม่มีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นานแค่ไหนแล้วที่ไทยไม่มีนวัตกรรมสร้างแรงงานทักษะสูง เพื่อให้ลูกหลานคนไทยของเรามีเงินเดือนดีๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้คนไทยสามารถนำรายได้ไปสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้

สำหรับคำถามเรื่องจุดยืนของพรรคเกี่ยวกับมาตรา 112 และจุดยืนของพรรคต่อกองทัพนั้น  นายวิโรจน์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้หาเสียงเรื่องนี้เลยเพราะว่าประชาชนที่เข้าใจส่วนใหญ่ก็เข้าใจดีอยู่แล้วทั้งนั้น ส่วนมาตรา 112 นั้น เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วไม่สามารถนำมาเป็นนโยบายในการหาเสียงได้อีกต่อไป ส่วนเรื่องของทหารหรือกองทัพนั้น ตนได้เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหาร หากพบเจอเรื่องทุจริตก็ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่มีความโปร่งใส ขาดประสิทธิภาพ ก็ต้องจัดการ แต่ในด้านการลงทุนด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และนโยบายการจัดซื้อที่มีการชดเชยไม่ใช่แค่การเอาเงินไปแลกอาวุธก็ต้องเป็นไปตามความเหมาะสม ตนไม่เห็นด้วยที่มีการนำพลทหารชั้นผู้น้อยไปซ้อมทรมาน เรื่องนี้เราต้องให้ความสำคัญ ไม่เคยปล่อยปละละเลย ตนคิดว่าอะไรดีก็ส่งเสริม อะไรไม่ดีก็จัดการไม่ได้มีการเปลี่ยนจุดยืนแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นที่พรรคบัตรประชาชนถูกโจมตีนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตามจริงแล้วถูกโจมตีมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน ตนมองว่าเนื่องจากพรรคได้รับความนิยมสูงจึงต้องถูกเพ่งเล็งเป็นธรรมดา ก็ขอให้พี่น้องประชาชนเข้าคูหากาให้เบอร์ สส. เขต จากพรรคประชาชน และกาให้เบอร์พรรคประชาชน กาทั้งสองใบ เพื่อส่งให้พรรคประชาชนกลายเป็นรัฐบาลประชาชน เพื่อส่งให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิเป็นนายกรัฐมนตรี