ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

ปชน.ประกาศเดินหน้าต่อ โชว์ 120 สส.พรรค ลั่นเราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า “พรรคประชาชนพร้อมเดินหน้าต่อ เราพร้อมเริ่มบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง แนะนำ 120 สส. ผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ

ในการเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนได้ประกาศภารกิจตั้งรัฐบาลประชาชน โดยมีเป้าหมายในการสร้างประเทศไทยที่ไม่เทา ประเทศไทยที่เท่ากัน และประเทศไทยที่ทันโลก ถึงแม้ผลการเลือกตั้งจะทำให้เราไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั่วประเทศมากกว่า 10.97 ล้านเสียงจาก 398 เขตที่ กกต. ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ และได้ สส.เขตมากถึง 88 คน จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยวิธีการทำงานการเมืองแบบพรรคประชาชนที่ไม่ใช้เงินซื้อเสียง นั่นแสดงว่าทุกหยาดเหงื่อแรงงานที่เราได้ทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่สูญเปล่า

การทำงาน สส. แบบพรรคประชาชน ไม่มีเงินทองของแจก แต่จะแลกด้วยการทำงาน นำปัญหาที่อยู่ตรงหน้าของประชาชนประสานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้รีบเข้าไปแก้ไข ปัญหาอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ก็พร้อมที่จะไปแก้ให้ถึงระดับโครงสร้าง และในระดับประเทศก็พร้อมจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยของเราดีขึ้น นี่คือ สส. ของประชาชน

ในสมัยประชุมสภาที่ผ่านมา เพียงแค่ 2 ปี 6 เดือนของอดีตพรรคก้าวไกล-พรรคประชาชน พวกเราเสนอร่างกฎหมายที่ก้าวหน้าไปกว่า 100 ฉบับ และหลายฉบับนำไปสู่การผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้าในสังคม ไม่ว่าจะเป็น สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า คุ้มครองแรงงาน ฯลฯ

ในสภาชุดที่ 27 ที่กำลังจะมาถึง พรรคประชาชนขอสัญญาว่าผู้แทนราษฎรของเราจะเดินหน้าใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองระดับประเทศเพียงแห่งเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในการเสนอร่างกฎหมายที่ก้าวหน้า สะท้อนปัญหาในพื้นที่ ทำงานเชิงรุกในกลไกกรรมาธิการ เพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาของประชาชน

ขอบคุณประชาชนทุกท่านที่ยังไว้วางใจและเดินทางร่วมไปกับเรา

สู้ต่อไปด้วยกัน

ทำความรู้จักผู้แทนราษฎรของท่านได้ที่ https://peoplesparty.or.th/person/parliament/

เทพไท อัดยับ กกต. รับรอง สส.ปล่อยผียกเข่ง ไม่กล้าสอยคนโกง?

เทพไท อัดยับ กกต. รับรอง สส.ปล่อยผียกเข่ง ไม่กล้าสอยคนโกง?

เทพไท อัดยับ กกต. รับรอง สส.ปล่อยผียกเข่ง ไม่กล้าสอยคนโกง?

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.20 น.

5 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เหตุ กกต.รับรอง ส.ส.แบบปล่อยผี

นับว่าเป็นไปตามกระแสข่าว ที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.จะประกาศรับรองส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และรับรองส.ส.เขตที่เหลืออยู่อีก4เขต ในที่สุดคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ประกาศรับรองส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ครบ 100 คนจริง ส่วนส.ส.ในระบบเขต รับรองเพียง3คนหรือ3เขต อีก1เขตคือเขต2 สุพรรณบุรี ยังไม่ประกาศรับรอง จึงทำให้มีส.ส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว ทั้ง2ระบบจำนวน 499 คน เกิน 95% ซึ่งรัฐสภาสามารถเปิดการประชุมได้ภายในเวลา 15 วัน เพื่อประกอบรัฐพิธี และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก2ท่าน

นับว่าเป็นการประกาศรับรองส.ส.ได้อย่างรวดเร็ว ของคณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. ชุดนี้ ทั้งที่กฎหมายให้ระยะเวลา2เดือน ยังเหลือเวลาอีก1เดือน ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง สามารถจะพิจารณาดำเนินการรับรองส.ส.ภายในกรอบของกฎหมายได้ แต่คณะกรรมการเลือกตั้ง เลือกจะใช้วิธีการรับรองทั้งหมดหรือที่เรียกกันว่า ปล่อยผีหรือรับรองยกเข่ง ถ้าหากเขตเลือกตั้งที่2 จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่มีปัญหาเรื่องการนับคะแนนก็เชื่อว่า คณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. คงจะประกาศรับรองครบ 500 คนไปแล้ว

สิ่งที่อยากจะตั้งข้อสังเกต ก็คือการทำหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้งหรือกกต. เปรียบเสมือนแค่ผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ แม้ว่าก่อนการเลือกตั้งจะมีปรากฏการณ์ให้เห็นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง มีกระแสข่าวพูดถึงการซื้อเสียงกันอย่างกว้างขวาง และพูดได้ว่า มีการซื้อเสียงทุกเขตเลือกตั้งด้วยซ้ำไป

แต่กกต.ไม่ได้ใช้กลไกทางกฎหมายจัดการบุคคล หรือผู้สมัครที่ซื้อเสียงได้เลย และไม่สามารถพิจารณาในรายละเอียดของผู้สมัคร หรือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งบ้างหรือไม่ ทั้งที่กฎหมายได้เปิดช่องให้พิจารณาโดยใช้หลักว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้ใดกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง ก็สามารถให้ใบเหลือง ใบส้ม หรือใบแดงได้ แต่กกต.ก็ไม่เลือกที่จะทำเช่นนั้น กลับเลือกวิธีการ รับรองเหมารวมหรือเหมาเข่ง เพื่อไปพิจารณาความผิด หรือที่เรียกกันว่าสอยภายหลัง ในระยะระยะเวลา1ปี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กกต.ไม่กล้าจะให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ก่อนการรับรองได้ ก็น่าจะมาจากเหตุการณ์เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 ที่กกต.เคยให้ใบส้มผู้สมัครส.ส.รายหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ และในที่สุดผู้สมัครส.ส.รายนั้น ยื่นฟ้องศาล จนศาลมีคำตัดสินว่า ไม่เป็นความผิดและให้กกต.ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงินจำนวน 70 ล้านบาท จึงทำให้กกต.ชุดหลัง เกิดอาการเกรงกลัว หรือหวาดผวา หรือแหยงขยาด ไม่กล้าให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงกับผู้สมัครส.ส. หรือผู้ได้รับการเลือกตั้งคนใด เพราะเกรงว่าจะเกิดความผิด และจะต้องชดใช้ภายหลัง จึงใช้วิธีการรับรองไปก่อนแล้วค่อยสอยภายหลัง ค่อยรวบรวมพยานหลักฐาน เสนอยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง พิจารณาให้ใบเหลือง ใบส้ม หรือใบแดง เพราะถ้าหากเป็นคำตัดสินของศาล ผู้เสียหายก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับกกต.ได้

จึงเป็นทางออกของกกต. ที่เลือกเอาวิธีเซฟตัวเอง หรือเอาตัวรอดไว้ก่อน จึงเป็นที่มาของการทำงานของกกต.เหมือนกับฝ่ายธุรการ ไม่กล้าวินิจฉัย ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่กล้าจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเลย จึงทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยที่สังคมสิ้นหวัง และไม่ได้ทำหน้าที่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง และไม่สามารถอำนวยการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้ นับว่าผิดเจตนารมณ์ของการมีกกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หมอเกศ’จบเห่หลุดสว. ศาลเพิกถอนสิทธิ์10ปี ปมใช้วุฒิฯเก๊ลงสมัคร

กกต.ประกาศรับรองสส.บัญชีรายชื่อครบ 100 คน ปชน.อันดับ 1 ได้ 32 คน อันดับ 2 “ภูมิใจไทย” 19 คน เพื่อไทย อันดับ 3 ได้ 16 คน ด้าน “ปชป.” ได้มา 11 คนขณะที่ 13 พรรคเล็กได้พรรคละ 1 คน ศาลฎีกาฯเพิกถอนสิทธิ “หมอเกศ” 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ไม่ผ่านการรับรองสมัครสว.ชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดชิงสว.ปี’67

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิเสธกระแสตอบถึงข่าวการวางตัว “บิ๊กแดง” พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพียงแต่ยิ้มเท่านั้น เมื่อถามว่า ชื่อ “ด”ใช่ “บิ๊กโด่ง” พลเอกอุดมเดช สีตบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ แต่นายกฯ ก็ไม่ได้ตอบคำถามเช่นเดียวกัน
‘โสภณ’ลั่นเปิดสภาฯตั้ง‘รบ.’ได้เลย

ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและสส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีชื่อนั่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนไม่รู้แต่ตอนนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการรับรอง สส.แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนของ สส.บัญชีรายชื่อที่จะไปรายงานตัวและขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทำให้หนังสือถึงรัฐบาล เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากมีข่าว กกต.จะประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะดำเนินการได้เร็วแล้วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งได้เลย แต่เราก็ต้องดูกระแสโลกด้วย เมื่อกระแสโลกเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องมีรัฐบาลโดยเร็วไม่ใช่หรือ เมื่อถามถึงเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ตัวเลข 293 ที่นั่งเพียงพอตั้งรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องเสียงตนไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่าตกลงจำเป็นต้องเอาพรรคกล้าธรรม (กธ.)ร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่าตนไม่รู้ๆ เมื่อถามว่า ขณะนี้มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทย (พท.)จะเสนอชื่อ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคฯเป็นรองประธานสภาฯ ในโควตาพรรคเพื่อไทย นายโสภณ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคเขา เราไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่า แต่ทำงานร่วมกันได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ทำงานร่วมกับทุกคนได้ ถ้าตนได้เป็นนะๆ ต้องดูด้วยว่าได้เป็นหรือไม่

‘หมอเกศ’ตัดสิทธิ10ปี-ใช้วุฒิศึกษาปลอม

ศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง นัดฟังคำพิพากษา กรณี นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาที่อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4) โดย กกต.ยื่นคำร้องวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นางสาวเกศกมล ซึ่งศาลฎีการับคำร้องไว้และพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน โดยศาลพิพากษาว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการทุจริตในการเลือกสว.อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 226 และตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา
กมธ.จำลองกาบัตรแบบมีบาร์โค้ด

เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการจำลองการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่า การมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอาทิ ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น


แค่ศึกษาไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต

นายเจษฎ์ กล่าวว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่า ระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1.เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2.ระดับเจ้าหน้าที่
ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่และ 3.ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่า สแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบได้อย่างไร
ขณะที่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ครั้งนี้ของ กมธ.เพื่อศึกษาเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งและขอให้การพิสูจน์ในวันนี้จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะทำอย่างไรในอนาคต
 

กกต.มีมติรับรองสส.บัญชีรายชื่อ100คน

มีรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในช่วงเช้าที่ผ่านมามีมติรับรอง สส. บัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ ครบ 100 คน หลังสำนักงานฯเสนอข้อมูลให้ที่ประชุมพิจารณา หลังมีการ ลงคะแนนและนับคะแนนใหม่ในบางเขต ที่ผ่านมา โดยใน 100 คน เป็นสส.พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม พรรคเพื่อชาติไทย และ พรรครวมไทยสร้างชาติ นอกจากนั้น อีก 13 พรรค เป็นพรรคขนาดเล็ก มี สส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ที่ประชุมยังพิจารณารับรองสส.เขต เพิ่มอีก 3 เขต คือ พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายอัครา พรหมเผ่าพรรคกล้าธรรม, จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย และเขตเลือกตั้งที่ 2 นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย 
ส่วน จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณพรรคภูมิใจไทย กกต.ยังไม่ประกาศรับรอง

ปชน.32คน-ภท.19คน-พท.16คน

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะโฆษกสำนักงาน กกต.แถลงว่า กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ 100 ราย ดังนี้ พรรคประชาชน 32 คน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ / น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล / นายวีระยุทธ กาญจน์ชูวัตร / นายเซีย จำปาทอง / นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ / นางสาวณัฐยา บุญภักดี / นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ / นางรังสิมันต์ โรม / นายพริษฐ์ วัชรสินธุ / นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ / นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล / นายธีระ สุธีวรางกูร / นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล / นายณัฐวุฒิ บัวประทุม / นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ /นายวาโย อัศวรุ่งเรือง / นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ / นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร / นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี / นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ / นายศุภโชติ ไชยสัจ / นายประมวล สุธีจารุวัฒน / นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล / นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ / นางสาวภคมน หนุนอนันต์ / นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ / นายปิยรัฐ จงเทพ / นางสาวรัชนก ศรีนอก / นายรอมฎอน ปันจอ / นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ / นายธีรศักดิ์ จิระตราชู / นางสาวธนพร วิจันทร์

พรรคภูมิใจไทย 19 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล / นายไชยชนก ชิดชอบ /นายวราวุธ ศิลปอาชา / นายสันติ พร้อมพัฒน์ /นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ / นายชลัฐ รัชกิจประการ / นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ /นางสาวศุภมาส อิศรภักดี / นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ / นางสาวไตรศุลี ไตรสนณกุล / นางนันทนา สงฆ์ประชา /นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ / นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ / นางสาวศศิธร กิตติธรกุล / นายศุภชัย ใจสมุทร / นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ / นายเกรียงยศ สุดลาภา / นายธนกร วังบุญคงชนะ / นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ

พรรคเพื่อไทย 16 คน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ / นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ / นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ / นายไพโรจน์ โล่สุนทร / นายประเสริฐ จันทรรวงทอง / นายจาตุรนต์ ฉายแสง / นายชูศักดิ์ ศิรินิล / นายสุทิน คลังแสง / นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ /นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช / นายสุชาติ ตันเจริญ / นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล /นายธงธรรม เวชยชัย / นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน / นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ / นายอดิศร เพียงเกษ
 

ปชป.11คน-เศรษฐกิจ3-พรรคเล็ก13คน

พรรคประชาธิปัตย์ 11 คนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ / นายชวน หลีกภัย /นายกรณ์ จาติกวณิช / นางการดี เลียวไพโรจน์ / นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ / นายอัมพร พินะสา / นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย /นายชขัยชนะ เดชเดโช / นายสกลธี ภัททิยกุล / นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี / นายอิสรา สุนทรวัฒน์ / พรรคเศรษฐกิจ 3 คน นายคริส โปตระนันทน์ / นายพีรพล กนกวลัย / นางสาวอังสณา นิยมวณิชกุล พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล / นายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย พรรคกล้าธรรม 2 คน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า / นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค / นายชัชวาลล์ คงอุดม 

ส่วน 13 พรรคการเมือง พรรคละ 1 คน ประกอบด้วย พรรคใหม่ นางสาว ณวินดา สวัสดิ์เดชดี พรรคไทยทรัพย์ทวี นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายสุรทิน พิจารณ์ พรรคมิติใหม่ นายปรีชา ไข่แก้ว พรรคไทยภักดี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยสร้างไทย นายอุดมเดช รัตนเสถียร พรรครวมพลังประชาชน นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ พรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคทางเลือกใหม่ นายราเชน ตระกูลเวียง พรรคไทรวมพลัง นายวศวรรธน์ พวงพรศรี พรรค
พลังประชารัฐ นายภัครธรณ์ เทียนไชย พรรครวมใจไทย นายบุญรวี ยมจินดา พรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘วราวุธ’รวยอู้ฟู่ เงิน765ล้าน/ที่ดินเพียบ ‘พล.ต.อ.อัศวิน’มี14ล้าน

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สินสส.พ้นตำแหน่งอีกลอต“วราวุธ”รวยอู้ฟู่ 765 ล้าน ที่ดินในสุพรรณบุรี 200 ล้าน นาฬิกา 30 เรือน ส่วน“ภราดร”มี 29 ล้าน“สุรเกียรติ เทียนทอง” 254 ล้าน ภรรยาถือทองคำแท่ง 51 บาท “เกรียง” รวย 102 ล้าน โค-กระบือ 312 ตัว “ฐิติมา” 256 ล้าน สามีมีพระเครื่องทองคำเพียบ “พล.ต.อ.อัศวิน” มี 14 ล้าน แจ้งสถานะหย่า “วุฒินันท์” อดีตสส.ประชาชน 52 ล้าน ปืน 3 กระบอก

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นตำแหน่งสส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดย มีบุคคลที่น่าสนใจ ดังนี้

นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ปัจจุบันพรรคภูมิใจไทย) แจ้งว่า ตนและนางสุวรรณา ศิลปอาชา คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 765,381,990 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวราวุธ 497,067,166 บาท โดยมีรายการที่น่าสนใจ คือ เงินฝาก 156,059,937 บาท ที่ดินมูลค่า 29 แปลง มูลค่ารวม 201,335,322 บาท ทั้งหมดอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวม 34,718,000 บาท ในจำนวนนี้ มีนาฬิกา 30 เรือน นอกจากนี้ เป็นทรัพย์สินของนางสุวรรณา 264,274,072 บาท ในจำนวนนี้เป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มูลค่า 101,746,300 และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4,404,752 บาท ไม่มีหนี้สิน

นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แจ้งสถานะโสด มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 29,986,341 บาท โดยเป็นเงินฝาก 3,984,020 บาท เงินลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด 882 บาท ที่ดิน 2 แปลงที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มูลค่ารวม 2,921,289 บาท บ้านพักอาศัย ตึก 3 ชั้น ที่ อ.วิเศษชัยชาญ มูลค่า 2,875,000 บาท รถยนต์ 3 คัน มูลค่า 1,910,000 บาท และมีหนี้สิน48,018 บาท

นายสุรเกียรติ เทียนทอง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าตน และน.ส.วิลันดา รัตนะพร คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 254,783,638 บาท เป็นทรัพย์สินของนายสุรเกียรติ 133,037,301 บาท โดยมีทรัพย์สินที่น่าสนใจคือ เงินให้กู้ยืม 89,373,060 บาท โดยเป็นการให้ บจก.ฮีโร่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ กู้ยืม 7 สัญญา ให้นายพีรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ กู้ยืม 1 ล้านบาท นอกจากนี้ มีหนี้สินทั้งสิ้น 20,066,707 บาท โดยเป็นเงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่ น.ส.วิลันดา มีทรัพย์สิน 108,438,237 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่า 50,220,000 บาท เป็นที่ดินในเขตบางซื่อ กทม. ทองคำแท่ง น้ำหนัก 51 บาท มูลค่า 3,256,350 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 13,308,100 บาท

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 102,983,043 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยแบ่งเป็นเงินฝาก 39,855,543 บาท ที่ดิน มูลค่า 54,937,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,600,000 บาท และเป็นทรัพย์สินอื่นมูลค่า 6,590,000 บาท ซึ่งเป็นโคและ กระบือ จำนวน 312 ตัว (ราคาถัวเฉลี่ย)

นางฐิติมา ฉายแสง อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย แจ้งว่า ตนเอง และนายปรีชา บุณยกิดา คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 256,614,512บาท เป็นทรัพย์สินของนางฐิติมา 32,815,503 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 3 แปลง มูลค่ารวม 20,165,000 บาท อยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทราและ ปทุมธานี อาวุธปืนลูกโม่ .357 1 กระบอก หลวงพ่อโสธร เนื้อทองคำ มูลค่า 60,000 บาท ครุฑทองคำ พร้อมสร้อยทองคำ 2 บาท ของหลวงพ่อวราห์ มูลค่า 160,000 บาท ครุฑเงินของ หลวงพ่อวราห์ 4,000 บาท รวมถึงมีเครื่องประดับสุภาพสตรีอีกหลายรายการ

ขณะที่ นายปรีชา มีทรัพย์สิน 223,799,009 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 13 แปลง มูลค่ารวม 113,675,000 บาท อยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และเพชรบูรณ์ บ้านพัก  ที่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี มูลค่า 18,000,000 บาท ห้องชุดที่เขตห้วงขวาง กทม. 3,865,403 บาท นอกจากนี้ยังมีพระเครื่องหลายรายการ อาทิ พระบูชาหลวงพ่อโสธร, หลวงพ่อโสธรเนื้อทองคำ, หลวงพ่อโสธรปี 2497 กรอบทอง, พระกริ่งวัดสุทัศน์,ปิดตาหลวงปู่ทิม ทองคำ, พระรอดเลี่ยมทอง, พระสมเด็จวัดระฆัง16 องค์ มูลค่า 8,000,000 บาท, พระวัดปากน้ำรุ่น 1, พระสังกัจจายน์ ทองคำ ปี 2470

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ แจ้งสถานะหย่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2554 มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 14,813,043 บาท ไม่มีหนี้สินทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เป็นเงินฝาก 6,793,243 บาท ที่ดิน จำนวน 6 แปลง 5,788,000 บาท อยู่ที่ จ.ชลบุรีและนครปฐม รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,500,000 บาท ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 10 บาท มูลค่า 633,500 บาท

นายวุฒินันท์ บุญชู อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชนแจ้งว่า ตนเอง และนางสุนิดา บุญชู คู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 52,589,901 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวุฒินันท์ 33,145,878 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่ารวม 19,200,000 บาท อยู่ที่ จ.สมุทรปราการ และตรัง รถยนต์ 4 คัน มูลค่ารวม 1,025,000 บาท อาวุธปืน 3 กระบอก มูลค่ารวม 535,000 บาท ขณะที่นางสุนิดา มีทรัพย์สิน 19,444,023 บาท ในจำนวนนี้มีอาวุธปืน 1 กระบอก มูลค่า 25,000 บาทและมีหนี้สิน 173,726 บาท

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทูตสหรัฐโร่เข้าพบนายกฯ ถกสถานการณ์ เตหะรานประณามอเมริกา ยันคนไทย250ชีวิตปลอดภัย

ทูตสหรัฐฯเข้าทำเนียบฯพบ“อนุทิน”คาดแจงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ขณะทูตอิหร่านประจำประเทศไทยแถลงครั้งแรก ประณาม “สหรัฐ-อิสราเอล” โจมตีอิหร่าน ชี้เป็นก่อการร้ายของคนขลาด ต้องรับผิดชอบ พร้อมแจ้งรัฐบาลไทย คนไทย 250 คน ปลอดภัยไร้บาดเจ็บ พาออกพ้นอิหร่าน ถึงตุรกีแล้ว โดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ด้าน “ผบ.ทสส.” ยันกองทัพพร้อมหนุน กต.อพยพคนไทย พ้นพื้นที่ตะวันออกกลาง รับกังวลความปลอดภัยระหว่างเดินทาง เชื่อทั่วโลกกังวลต่อสถานการณ์ มองยากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่ ย้ำไม่ประมาทด้านข่าวกรอง เฝ้าระวังการก่อการร้าย ด้านตร.ถกเกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่งยกระดับเฝ้าระวัง-รักษาความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 12.19 น. นายฌอน เค. โอ นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เดินทางมาเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะมีการหารือ และชี้แจงสถานการณ์ตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือด้วย

ทูตอิหร่านประณาม‘สหรัฐ-ยิว’

ในช่วงบ่าย ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน นายนาสเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เปิดแถลงครั้งแรกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอิหร่าน ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนไทยและต่างชาติอย่างมากโดยระบุชัดว่าเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอลที่มุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นการกระทำที่เลวร้ายถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นการก่อร้าย

ซัดยับเป็นก่อการร้ายของคนขลาด

เอกอัครราชทูตอิหร่านฯกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐและอิสราเอลในปฏิบัติการที่เกิดขึ้นรวมทั้งการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่บัญญัติไว้เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการก่อการร้ายที่ขลาดเขลาที่ยิ่งกว่าละเมิดหลักการขั้นพื้นฐานความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐที่พึงมีและที่สำคัญจะนำไปสู่หายนะที่ยากจะควบคุม รวมทั้งเป็นการบ่อนทำลายทั้งพื้นฐานความเท่าเทียมทางอธิปไตย และเสถียรภาพของระบบประชาคมโลก

เรียกร้องต้องรับผิดชอบทั้งหมด

“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่เพียงเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลสำคัญทางศาสนาที่ได้รับการเคารพยกย่องจากประชาชนมุสลิมทั้งในประเทศและทั่วโลก การก่อการร้ายต่ออิหร่านนำมา ซึ่งผลอย่างรุนแรง และแน่นอนว่าความรับผิดชอบทั้งหมด จะต้องตกอยู่กับผู้ก่อเหตุอย่างแน่นอน”เอกอัครราชทูตไฮดารี

เอกอัครราชทูตอิหร่านฯยังระบุว่าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นทั้งๆที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐ จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯเป็นเพียง“ปฏิบัติการลวง” เช่นเดียวกับรอบที่ผ่านมา จึงเห็นได้ว่าอีกฝ่ายได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะโจมตีอิหร่าน นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากรัฐบาลว่า ได้เลือกตัวผู้นำสูงสุดคนใหม่ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทั้งนี้สภาผู้เชี่ยวชาญยังอยู่ในกระบวนการคัดสรรผู้นำสูงสุดคนใหม่

แจ้ง250คนไทยปลอดภัย

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับประเทศไทยนั้น เอกอัครราชทูตไฮดารี กล่าวว่า ได้สื่อสารกับกระทรวงการต่างประเทศ และแจ้งให้รัฐบาลไทยทราบแล้วว่าไม่มีคนไทยในอิหร่าน ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี ภารกิจสำคัญอันดับแรกสุดที่ได้รับทราบคือ การนำคนไทย 250 คน ออกมาจากอิหร่านอย่างปลอดภัย โดยขณะนี้คนไทยบางส่วนได้เดินทางออกจากกรุงเตหะรานไปยังตุรกีซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับอิหร่านแล้วโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ แต่ประเด็นที่อิหร่านกำลังกังวลอยู่ในขณะนี้คือ ยัง
ไม่แน่ใจว่าจะนำคนอิหร่าน 160 คน ที่ยังติดค้างอยู่ในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศได้อย่างไร เนื่องจากขณะนี้ไม่มีเที่ยวบินใดที่บินตรงไปยังกรุงเตหะราน ขณะนี้จึงกำลังหาทางออกที่อาจเป็นไปได้เช่นจัดหาเครื่องบินเช่าเหมาลำเพื่อให้คนอิหร่านที่ติดค้างในไทยเหล่านี้เดินทางไปยังตุรกี

กองทัพหนุนกต.อพยพคนไทย

ด้าน พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอพยพคนไทย จากพื้นที่ตะวันออกกลางตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการนั้นโดยเปิดเผยว่า เราได้มีการเตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่แนวทางในการปฏิบัติ ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน

“กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพในการอพยพคนไทยจะมีความยากในคนละมิติกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ซึ่งการใช้เครื่องบินพาณิชย์จะมีความสะดวก แต่เครื่องบินกองทัพก็จะเหมาะอีกบริบทหนึ่งจึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น กรณีประเทศอิสราเอลกับประเทศอิหร่านที่แต่ละประเทศจะมีความเฉพาะเจาะจง ในการเลือกแนวทางปฏิบัติซึ่งการที่จะเลือกใช้อะไรก็อยู่ที่ความเหมาะสม รวมทั้งยังระบุอีกว่าการประสานงานกับประเทศต้นทางในการอพยพคนไทย จะดำเนินการผ่านช่องทางการทูตเป็นหลัก”ผบ.ทสส.ย้ำ

รับห่วงความปลอดภัยการเดินทาง

ส่วนการอพยพจะขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะอพยพและขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเครื่องบินที่ใช้เป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเลือกที่จะอพยพด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำโดยจ้างจากประเทศต้นทางก็อาจจะใช้เพียงลำเดียว หากเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสะดวกต่อการขออนุญาตในการบินผ่านน่านฟ้าด้วย แต่ถ้าใช้เครื่องบินทหารของกองทัพ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งหากมีการอพยพจำนวน 200 คน ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เที่ยวบิน 3-4 เที่ยวบิน และยังยอมรับว่ามีความกังวลเรื่องของการเดินทางจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ไปยังชายแดนของประเทศตุรกีซึ่งมีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร

ไม่ประมาท-กำชับด้านการข่าว

ขณะที่มิติการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศไทย ซึ่งมีชาวอิสราเอลและชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมากจะมีการเฝ้าระวังด้านข่าวกรองเป็นพิเศษหรือไม่อย่างไรนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า มีการเตรียมด้านการข่าวเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งไทยมีการเตรียมพร้อมและไม่ประมาทต่อความเป็นไปได้ ที่อาจมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น โดยได้กำชับให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อม

เชื่อทั่วโลกกังวลต่อสถานการณ์

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ เชื่อว่าทุกประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นหมุดหมายที่สำคัญของโลกซึ่งทุกประเทศ ก็เฝ้าติดตามสถานการณ์และประเมินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในระยะสั้น, กลางและระยะยาว โดยมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่ทุกประเทศเคยเชื่อมั่นก็เปลี่ยนไปจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือ

“น้ำที่มันขุ่นๆ ตอนนี้มันก็คงจะตกตะกอนและก็คงมองอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น ทุกคนก็กำลังประเมินและประมวลทั้งนั้น”ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว

ชี้ประเมินยาก/อยากให้จบโดยเร็ว

ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวว่ากองทัพไทย ไม่ใช่ผู้ออกแบบการปฏิบัติการเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่สิ่งที่คิดและคาดหวังคืออยากให้สถานการณ์นี้ จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรมากเนื่องจากสภาพสภาพแวดล้อมของไทย ยังไม่น่าวิตก แต่ย้ำว่าอย่าประมาท

ตร.สั่งยกระดับเฝ้าระวังคุมเข้ม

วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ด้านความมั่นคง) เป็นประธานการประชุมติดตาม การรายงานการข่าวด้านความมั่นคง และมาตรการป้องกันปราบปรามและรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ อันเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งของประเทศในตะวันออกกลาง โดยมีผู้แทนหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ

โดย พล.ต.อ.สำราญฯสั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในทุกพื้นที่ตามสั่งการผบ.ตร.อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่คิดและคาดหวังคือ อยากให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้”

พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)

ลึกลับในสนามข่าว : 5 มีนาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 5 มีนาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 5 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…ผ่านพ้นการเลือกตั้งไปเรียบร้อย จนถึงการประกาศรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่สำหรับ “เฮียแบด – ภราดร ปริศนานันทกุล” ผู้แทนคนอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ก็กลับเข้าโหมดผู้แทนฯคนอ่างทองตัวจริงเสียงจริง โดยเสาร์อาทิตย์แรกหลังเลือกตั้ง “เรายังได้พบกันเหมือนเดิม วันหยุดหรือวันว่างจากประชุม ก็ยังลงพื้นที่งานเล็ก งานใหญ่ไม่เคยห่าง สุขก็อยู่ เศร้าก็ไป ทุกช่วงเวลา…ไม่ใช่แค่ช่วงหาเสียง”…กลายเป็นเจ้าของสโลแกนตัวจริง “#ภาดร_ตะลอนทุกงาน” …แถมยังได้ไปตะลอนกิน ตะลอนชิมร้านเด็ดร้านลับร้านอร่อยของเมืองอ่างทอง โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยว อาหารเมนูโปรด แฟนคลับก็จะได้กับมาเห็น ภาดร คุณชายสายเตี๋ยว มานั่งซู้ดก๋วยเตี๋ยวให้ชมอีกครั้ง เห็นว่า หลังเลือกตั้งมา ภาดรต้องตะลอนชิมและตะลอนทัวร์งานในชุมชนเยี่ยมชาวบ้าน มีทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานบุญ งานสีชมพู งานสีดำ ฯลฯ วันหนึ่งรวมๆ ไม่ต่ำกว่า 10 งาน แต่เจ้าตัวก็ยังยิ้มแย้มได้ ไม่มีเหน็ดเหนื่อย…ถึงว่า เลือกตั้งกี่ทีกี่หนผู้แทนฯลูกแบดก็ฉลุยเข้าสภาฯ ด้วยคะแนนเสียงที่คนพื้นที่เทใจเทคะแนนให้แบบอื้อซ่า…nn

ภราดร ปริศนานันทกุล

nn…สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันพุธที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นตำแหน่ง สส. เมื่อ 12 ธันวาคม 2568 ที่น่าสนใจ ผู้แทนฯคนรุ่นใหม่ สายเลือดมังกร “ลูกท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา”อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ปัจจุบันย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยไปเรียบร้อย ซึ่งพี่ลูกท็อปแจ้งว่า เจ้าตัวกับศรีภรรยาสุดเลิฟ “สุวรรณา ศิลปอาชา”คู่สมรส มีทรัพย์ สินรวมทั้งสิ้น 765,381,990 บาท เป็นทรัพย์สินของพี่ท็อปเอง 497,067,166 บาท ซึ่งดูๆ มีรายการที่น่าสนใจนอกจากเงินฝาก 156,059,937 บาท ที่ดินมูลค่า 29 แปลง มูลค่ารวม 201,335,322 บาท ทั้งหมดอยู่ที่เมืองสุพรรณฯ พร้อมทรัพย์สินอื่นมูลค่ารวม 34,718,000 บาท ในจำนวนนี้มีนาฬิกามากถึง 30 เรือน  นอกนั้นเป็นทรัพย์สินของศรีภรรยา 264,274,072 บาท ในจำนวนนี้เป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ที่อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มูลค่า 101,746,300 และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 4,404,752 บาท โดยไม่มีหนี้สิน…งานนี้ รู้เลยว่าหนุ่มท็อปชื่นชอบการสะสมนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนจะใส่ครบทุกเรือนหรือไม่ เอฟซีต้องไปไถ่ถามกันเองเด้อ…nn

ไม่สนรบ.แจงมีนํามันเพียงพอ ปชช.ยังแห่กักตน ‘อนุทิน’ย้ำตรึงราคา15วัน

ไม่สนรบ.แจงมีนํามันเพียงพอ ปชช.ยังแห่กักตน ‘อนุทิน’ย้ำตรึงราคา15วัน

ไม่สนรบ.แจงมีนํามันเพียงพอ ปชช.ยังแห่กักตน ‘อนุทิน’ย้ำตรึงราคา15วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่สนรบ.แจงมีนํามันเพียงพอ
ปชช.ยังแห่กักตน
‘อนุทิน’ย้ำตรึงราคา15วัน
มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท.รับมือ
ยึด3มาตรการดูแลคนไทย

ชาวบ้านยังกังวล แห่ตุนน้ำมัน เมินรัฐบาลแจงมีเพียงพอ นายกฯย้ำสั่งตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ลั่นปั๊มไหนขึ้นราคาเกินกรอบ เข้าข่ายผิดกฎหมาย ด้านปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ เข้มมาตรการรับมือผลกระทบ ส่วนปลัดพลังงาน เผยรอประเมินสถานการณ์ ขณะที่ กกร.ห่วงราคาพลังงาน พุ่ง ฉุด GDP ต่ำกว่า 1.6%

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่มีกระแสข่าวว่าน้ำมันจะหมดและจะขึ้นราคา อันเป็นผลจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ต่างแห่กันออกมาเติมน้ำมันและกักตุนน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆ โดยที่ จ.แม่ฮ่องสอน พบว่ามีประชาชน พากันนำรถยนต์และจักรยานยนต์ มาเติมน้ำมันจนทางปั๊มต้องแจ้งว่าน้ำมันหมดเกลี้ยง ต้องรอรถบรรทุกน้ำมัน มาส่งให้ใหม่ ซึ่งปั๊มทุกแห่งได้แจ้งห้ามประชาชนนำแกลลอน หรือภาชนะต่างๆ มาเติมน้ำมันโดยเด็ดขาด

ที่ จ.สิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผวจ.สิงห์บุรี พร้อมด้วย นายอุกฤษฎ์ ขันติวงค์ พลังงานจังหวัดสิงห์บุรี และนางอัจนา ปาลบุตร พาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรีนำคณะ ตรวจสถานบริการน้ำมัน เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาน้ำมัน และกักตุนสินค้า พร้อมกับสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก โดยเน้นย้ำว่าปริมาณน้ำมันสำรองมีเพียงพอ ไม่ได้เกิดภาวะขาดแคลน

ส่วนที่ จ.ยะลา ชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกร ในพื้นที่ อ.เบตง ต่างพากันแห่เข้าคิวเติมน้ำมัน จนบรรยากาศปั๊มน้ำมันต่างๆ เขตเทศบาลเมืองเบตง และปั๊มโดยรอบ เนืองแน่นไปด้วยรถยนต์ จักรยานยนต์ซึ่งปั๊ม ปตท.บนถนนสุขยางค์ ที่เปิดบริการตั้งแต่เวลา 06.00 น.ผ่านไปเพียง 2 ชั่วโมง น้ำมันดีเซล ก็หมดทันที อย่างไรก็ตาม ปั๊มยังมีน้ำมันสำรองที่จะมีรถบรรทุกมาส่งประชาชนยังสามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ สำหรับปั๊มน้ำมัน PT เขตเทศบาลเมืองเบตง ได้ขึ้นป้ายขายน้ำมันดีเซล ให้เฉพาะการเติมใส่ถังของรถยนต์เท่านั้น ไม่ขายในกรณีที่ซื้อใส่แกลลอน และถังสำรอง โดยน้ำมันเบนซิน และน้ำมันชนิดอื่นๆ ยังคงขายตามปกติ ซึ่งมีรถทุกชนิด มาเข้าคิวรอเติมน้ำมันอย่างแน่นขนัด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนมีความกังวลถึงผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเริ่มกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้รับรายงานแล้วหรือไม่ ว่ากระทรวงพลังงาน และตนได้ให้คำยืนยันแล้วว่าเรื่องของราคาพลังงาน น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบไม่ว่าจะบวกหรือลบ เราจะตรึงราคาไว้อย่างน้อย 15 วัน ฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปกักตุนน้ำมัน หรือสินค้าอุปโภค-บริโภค โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค การกักตุนน้ำมันเป็นอันตราย เอาไปเก็บไว้อาจจะเป็นเชื้อเพลิง

เมื่อถามว่า มีปั๊มน้ำมันบางแห่ง ชิงขึ้นราคาน้ำมันแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ปั๊มไหนขึ้น รัฐบาลบอกแล้ว เราได้รับคำยืนยันจาก ปตท.แล้วว่า ไม่ปรับขึ้นราคา ใครจะชิงขึ้นราคาเราก็ต้องดู ถ้าใครปรับราคาขึ้นแล้วผิดกฎหมาย เราก็ต้องดำเนินการ ต่อข้อถามต่อว่า ปั๊มเชลล์ขึ้นราคาน้ำมัน 4 บาท นายกฯ ย้อนถามว่า“ลงมาแล้วไม่ใช่หรือ ลดราคาลงมาแล้วเมื่อเช้านี้”

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนวิตกกังวลน้อยลง เพราะรัฐบาลระบุว่าพลังงานสำรองอาจอยู่ได้ไม่เกิน60 วัน นายกฯตอบว่าก็ทำทุกอย่าง ได้ออกมาตรการหลายอย่าง เรื่องการตรึงราคาน้ำมันก็เป็นมาตรการและเป็นนโยบายที่กระทรวงพลังงาน ดำเนินการไม่ให้เกิดความเดือดร้อน ช่วยประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคที่มีปัญหาในตะวันออกกลาง และติดตาม สถานการณ์ด้วยความเป็นหาห่วง เพราะเรามีพี่น้องประชาชนซึ่งถือว่าเป็นญาติเรา ที่เขามีความเดือดร้อน เราก็เป็นห่วงเขา แต่ต้องไม่ตื่นตระหนก

ด้าน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสั่งการไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ดำเนินการ3 มาตรการ ได้แก่ 1.แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้บริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ โดยป้องกันการฉกฉวยโอกาสการขึ้นราคาและการกักตุน รวมทั้งกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค และราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

2.สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภค-บริโภคยังมีเพียงพอ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจการดำเนินงานของภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้กับประชาชน และ 3.กำกับดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการภายในจังหวัดตามแนวทางและมาตรการของรัฐบาลและของทุกส่วนราชการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอเป็นช่องทางรับแจ้งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนกรณีมีผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นายกฯได้เน้นย้ำในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท เป็นเวลา 15 วัน จากนั้นคงต้องมาประเมินสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร แต่คงไม่ใช่ว่าพ้นเวลา 15 วันแล้ว ราคาขายปลีกจะปรับขึ้นทันที สำหรับมาตรการอื่นๆในขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีเพิ่มเติมอะไร แต่มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลราคาสินค้า โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนที่เกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะๆ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน จะรณรงค์ในการประหยัดพลังงานเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นสิ่งที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้ ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานในตลาดโลกมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ เช่น การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น และการเปิดแอร์
ที่ 26 องศาเซลเซียส เป็นต้น

ส่วน น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวกับแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้มีเพียงพอ ร้านค้า ผู้ประกอบการ ต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องติดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด

ขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศคงราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ไว้ในระดับปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อร่วมบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน สอดรับกับทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการระยะสั้น บนความร่วมมือของ ปตท.และบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ ทั้งนี้ ปตท.ยืนยันว่า พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม

วันเดียวกัน นายเกรียงไกร เธียรนุกุลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้ามีแนวโน้ม
เพิ่มสูงขึ้นและจะยังอยู่ในระดับสูง ช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลาง ถูกยกเลิก

เบื้องต้นสภาพัฒน์ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0%โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า กกร.มองว่าขณะนี้ราคาน้ำมันจากสถานการณ์สงครามยังปรับขึ้นไม่มาก เบื้องต้นกระทรวงพลังงาน ได้ตรึงราคาดีเซลออกไป 15 วัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่าห่วง คือราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เริ่มทยอยปรับขึ้น หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อเชื่อว่าก็จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน แต่ในระยะสั้นเชื่อว่าจะยังไม่ผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย โดยเชื่อว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อภาคเอกชนก็จะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

อีกด้านหนึ่ง ว่าที่ ร.ต.รัฐกร เขียวไพศาล รอง ผอ.รักษาการ ผอ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ระบุว่าสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางสร้างความผันผวนต่อตลาดพลังงาน และต้นทุนการขนส่งทางทะเลระดับสากล อาจเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ กทท.ได้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งทางทะเล ยืนยันว่าการให้บริการท่าเรือภายใต้การกำกับดูแลทุกแห่งยังคงดำเนินงานตามปกติ ทั้งท่าเรือกรุงเทพ, ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน, ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือระนอง โดยมีระบบบริหารจัดการท่าเรือและแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจน รองรับเรือเข้า-ออกและการขนถ่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,384.61 จุด ปรับตัวลดลง 81.90 จุด คิดเป็น -5.58% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 159,372.02 ล้านบาท การลดลงของดัชนีสอดคล้องกับทิศทางตลาดทุนทั่วโลกจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในช่วงเช้าวันนี้ SET Index ปรับตัว ลดลง 8.01% ส่งผลให้มาตรการ Circuit Breaker ทำงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันหยุดเมื่อวานนี้ ขณะที่ตลาดอื่นเปิดทำการและปรับตัว ลงไปแล้ว ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้ 2 วันที่ผ่านมา SET Index จะปรับตัวลดลง แต่นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทน (Index Return) บวกเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.07 น.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 19.30 น. นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายเสกสันฐ์   ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง  ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง เพื่อเป็นศูนย์กลางการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ รวมทั้งประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมแถลงด้วย ซึ่งในวันนี้จะเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของศูนย์ แต่นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป การแถลงข่าวจะมีขึ้นในเวลา 18.10 น. สามารถติดตามได้ทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศ และ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT 

นายปาณิดล กล่าวถึงพัฒนาการของสถานการณ์และความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทย  สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ ยังมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่องโดยอิสราเอล ยังคงโจมตีอิหร่าน ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุต และพื้นที่ทางภาคใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คน ในเลบานอน และเสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน และบาดเจ็บอีกหลาย 100 คน รัฐบาลเลบานอน ได้ประกาศให้พลเมืองอพยพทันที 

ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็ยังคงโจมตีอิสราเอล แต่อิสราเอลยังสามารถสกัดขีปนาวุธส่วนใหญ่ได้ อิหร่านยังคงโจมตียูเออีและกาตาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการรายงานเกี่ยวกับการโจมตีในประเทศอื่นๆ เช่น คูเวต อีกด้วย 

สำหรับในส่วนของอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ได้ออกแถลงการณ์ ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สรุปได้ว่าอาเซียนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความหวงกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน รวมทั้งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติความเป็นปรปักษ์ ใช้ความยับยั้งช่างใจแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ กฎหมายบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำคำมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือพลเมืองของประเทศและสมาชิกอาเซียนด้วย 

ในส่วนของประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ดีในภาพรวมสถานการณ์ยังคงมีความอ่อนไหว กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านโดยเคร่งครัด และพิจารณาเดินทางออกจากประเทศเสี่ยงโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้สามารถติดต่อสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา 

สำหรับเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่  กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ละประเทศมี สถานการณ์ความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของรัฐบาลแต่ละประเทศ 

โดยในลำดับแรกกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับอิหร่านซึ่งความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรี(นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ก็ได้เห็นชอบให้อพยพคนไทยแล้ว ส่วนประเทศอื่นๆที่ความเสี่ยงในระดับรองลงมา สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ ก็พร้อมอย่างยิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวไทยได้เดินทางออกนอกประเทศ 

ในส่วนของ อิหร่าน ทางสถานทูตไทยที่เตหะราน ได้รายงานว่า จะมีการนำชาวไทยออกจากพื้นที่เป็นสองรอบ รอบแรกในวันที่ 7 มีนาคมนี้ ซึ่งจะต้องลงทะเบียนภายในวัน 5 มีนาคม รอบที่สอง ในวันที่ 10 มีนาคม จะปิดลงทะเบียน จึงขอเรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่ลงทะเบียนเดินทางกลับโดยทันทีเพื่อรักษาความปลอดภัยของชีวิต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่ยังคงอ่อนไหว ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนทั้งสองรอบรวมกัน 138 คน ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาและแรงงาน หากท่านใดประสงค์ลงทะเบียนเพิ่มเติมก็ขอให้ติดต่อสถานทูตที่เบอร์ฮอตไลน์ โดยเร็วที่สุด และทางสถานเอกอัครราชทูตจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านเอกสารต่างๆ เช่น  Exit visa และทำหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้ในกรณีที่ผู้นั้นหนังสือเดินทางหมดอายุ

กรณีของ ยูเออี ทางสถานทูตไทยในอาบูดาบีสถานทูตไทยในอาบูดาบี ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีทั้งหมด 63 คน โดยทั้งหมดนี้ได้เดินทางออกมาแล้ว แล้วถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม ขณะนี้ยังตกค้างอยู่หนึ่งคนโดยมีแผนจะเดินทางไปที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองไทย 

ในส่วนของประเทศดูไบ เช่นเดียวกัน ได้มีการอำนวยความสะดวก ให้กับคณะนักเรียน ครู และผู้ปกครองจำนวน 30 คน เดินทางกลับประเทศไทยโดยสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเย็นวันนี้ ขณะนี้สายการบินหลักของยูเออี เช่น สายการบินเอมิเรตส์ ไฟล์ดูไบ สายการบินฟลายดูไบ  สายการบินแอร์อาราเบีย ได้เริ่มเปิดเที่ยวบินไปยังจุดหมายไปทางต่างๆแล้ว โดยให้ความสำคัญกับผู้โดยสารที่ตกค้างเป็นลำดับแรก ซึ่งทางสถานกงสุลใหญ่จะประสานงานกับสายการบินต่างๆเพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ยังตกค้างต่อไป

กรณีของบาห์เรน สถานทูตของไทยที่กรุงมานามา ได้แจ้งว่าได้เตรียมความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับคนไทย ซึ่งในกรณีของบาห์เรนจะต้องเดินทางผ่านไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยวันนี้ก็ได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 9 คน เดินทางเข้าไปในซาอุดิอาระเบีย เรียบร้อยแล้วเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป

ประเทศที่สี่คือ กาตาร์ ขณะนี้น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ทำให้สายการบินต่างๆยังไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ และกาตาร์ก็ยังมีการโจมตีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ละรัฐบาล pat ก็ยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักและหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปัจจุบันทางสถานทูตไทยก็ได้ติดต่อคนไทยได้แล้ว 43 คน จากทั้งหมด 46 คน ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลคนไทยในที่พักที่โรงแรมต่างๆแล้วส่วนใหญ่ขวัญกำลังใจยังดีอยู่ ทางสถานทูตก็จะเร่งประสานหาเที่ยวบินให้คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออก

สำหรับที่ประเทศจอร์แดน ทางสถานทูตแจ้งว่ามีคนไทยตกค้างอยู่จำนวน 13 คน โดยได้อำนวยความสะดวกและหาทางออกไปเรียบร้อยแล้ว 2 คน   ที่เหลืออีก 11 คน และนักท่องเที่ยวคนไทยที่ข้ามแดนมาจากอิสราเอลเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน Royal จอร์แดน ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ 

กรณีที่ประเทศอิรัก สถานทูตได้อำนวยความสะดวกคนไทยที่ตกค้างแล้ว 2 คน ให้เดินทางออกนอกประเทศทางตุรกี ขณะนี้ยังตกค้างอีก 20 คน ที่กรุงแบกแดด และเมืองคาบาล่า ซึ่งอยู่ทางตอนใต้โดยกลุ่มนี้บอกว่ายังจะอยู่ในพื้นที่ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์การเปิดน่านฟ้า หากยังไม่เปิดอาจจะเดินทางทางช่องทางบกไปยังตุรกีหรือซาอุดิอาระเบีย 

สำหรับที่โอมานและเยเมน ซึ่งอยู่ในเขตอาณาสถานทูตที่กรุงมัสกัต มีรายงานว่า ได้ติดต่อแรงงานไทยที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงและในโอมานและเยเมนตลอดเวลา โดยให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศบางส่วนแล้ว

นายปาณิดล กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว อาจจะมีการรายงานข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือ Face News  ซึ่งล่าสุดมีกรณีที่ว่าประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาในกรอบความร่วมมืออินโดแปซิฟิก ซึ่งมีเงื่อนไขอนุญาตให้สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพได้นั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงดังนี้

“ ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอนและขัดกับนโยบายของไทยอย่างชัดเจน ประเทศไทยมีนโยบายที่ ชัดเจนว่า อยากจะให้สถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆคลี่คลายโดยเร็ว เพราะเราเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนทุกท่านตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการ ก่อนการเผยแพร่ต่อไปด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายและจุดยืนของประเทศไทย”

ด้านนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน  ชี้แจงถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ว่า  กระทรวงพลังงาน และทางรัฐบาลมีมาตรการที่จะช่วยดูแล พี่น้องประชาชนไม่ให้เกิดความขาดแคลนทางด้านน้ำมันโดยในเรื่องตัวของปริมาณสำรองนั้น จะเห็นว่าวันนี้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 62 วัน กรณีที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลย และปัจจุบันเรายังมีการจัดหาน้ำมันได้อยู่ ประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดหาน้ำมันของประเทศไทยมาจากตะวันออกกลาง และอีก 40 ถึง 50% มาจากที่อื่น ที่อยู่นอกเหนือจากตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นเรื่องของการจัดหาน้ำมันยังมีการจัดหาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนมีนาคม เรายังมีการจัดหาน้ำมัน เข้ามาได้ตลอด  เพราะฉะนั้นจะไม่มีเรื่องของการขาดแคนน้ำมัน และน้ำมันจะหมด ในส่วนของการดูแลเรื่องราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานก็ได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ โดยปัจจุบันในส่วนของราคาขายปลีก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องของตัวเราช้ำมันไม่ให้การปรับราคาน้ำมัน  และในอนาคตอีก 15 วัน จะดูแลราคาน้ำมันดีเซลจะไม่ให้มีการปรับ เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชนอย่ากังวลและลดการตื่นตระหนก 

ขณะที่ นายเสกสันฐ์   ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงถึงมาตรการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวตกค้างในไทย สมาคมการท่องเที่ยว  กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัทท่าอากาศยานจำกัดมหาชน และกรมท่าอากาศยาน รวมถึงสายการบินต่างๆ ร่วมมือทำงานร่วมกันในการบูรณาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการในมาตรการเชิงรุก ในการดูแล การจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ในวิกฤตภาวะด้านการท่องเที่ยวจากการประสบปัญหาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผลกระทบที่จะมีต่อการท่องเที่ยว รวมถึงการเตรียมแผนฟื้นฟูและมาตรการต่างๆที่จะรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต 

นอกจากนั้น ยังได้เงินการในเชิงรุกในพื้นที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยว และต้องเดินทางออกไปทางภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีต้องการขอรับความช่วยเหลือ       

นอกจากนั้นเรายังได้รับความร่วมมือ จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการมีมาตรการช่วยเหลือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรแต่สิ้นสุดลง หรือโอเวอร์สเตย์ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขได้ 2 กรณีดัง  

กรณีประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนด ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เป็นเป็นต้นมาจะได้รับการยกเว้นค่าปรับ หากเดินทางออกนอกราชอาณาจักร  ส่วนกรณีที่ 2 กรณีขออยู่ต่อชั่วคราว กรณีนี้ก็ต้องทำตามขบวนการขั้นตอนตามกฏหมายไทย และมีแบบฟอร์มในการขออนุญาตอยู่ต่อ ซึ่งจะขออยู่ต่อได้ครั้งละ 30 วัน ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พยายามให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า หากท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือสายด่วน 1178 กรณีที่นักท่องเที่ยวต้องการขอความรับการช่วยเหลือ ได้ที่หมายเลข 1672  ตำรวจท่องเที่ยว 1155  

ขอให้นักท่องเที่ยวสบายใจได้ เพราะภาครัฐภาคเอกชนของไทยทำงานร่วมมือกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในภูมิภาคนี้ เสมือนบ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย 

รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ​ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ​ สั่ง​​คุมเข้ม​ผู้ค้าไม่ขึ้นราคา​

รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ​ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ​ สั่ง​​คุมเข้ม​ผู้ค้าไม่ขึ้นราคา​

รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ​ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ​ สั่ง​​คุมเข้ม​ผู้ค้าไม่ขึ้นราคา​

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“เอกนิติ” สั่ง พณ. คุมเข้มผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา – กักตุนสินค้า เล็งชงครม. ทำสัญญามาเลเซีย จัดหาแหล่งทรัพยากร LNG  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผย เร่งเจรจา-ทำสัญญาเพิ่มเติมแหล่งน้ำมันที่ซื้ออยู่แล้ว

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 18.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ว่า ช่องทางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ช่องทางหลักมาจากน้ำมันเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นเลือดใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก กว่า 20% มาจากแหล่งนั้น ซึ่งถือเป็นช่องทางที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และราคาปรับขึ้นประมาณ 5% ซึ่งวันนี้สถานการณ์พัฒนาไปเร็วมากส่งผลกระทบต่อราคา  ส่วนผลกระทบเรื่องปริมาณน้ำมันสำรอง วันนี้เรายังสามารถอยู่ได้ 60 วัน สบายๆ แต่ไม่ใช่แค่นั้น ยังสามารถนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น โดยได้สั่งการเจรจาให้นำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า จะมีน้ำมันเพียงพอแน่นอนขอให้สบายใจได้ ขณะที่ราคาน้ำมันจะผันผวนตามสถานการณ์ แต่เป็นไปตามกลไกราคา โดยมีกองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG นั้น การผลิตส่วนใหญ่มาจากในประเทศ แต่ที่ประชุมไม่ได้วางใจ มีเล็กน้อยที่ LMG มาจากตะวันออกกลาง และมีเรือติดอยู่ 2 ลำ ยังไม่สามารถออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้ แหล่งก๊าซธรรมชาติ LNG ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทยและมีท่อมาจากเมียนมา ซึ่ง รมว.พลังงานเร่งให้ผลิตมากขึ้น ส่วนแหล่งผลิตอื่นๆ จะเร่งนำเข้าครม. ซึ่งเราทำสัญญากับมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรใหม่ ที่จะเข้ามาไม่เพิ่มผลกระทบภายในประเทศ และมีจะมีการนำเข้าพลังงานทดแทนที่ผลิตจากน้ำจากประเทศลาว ซึ่งก๊าซธรรมชาติไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร

นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงเรื่องราคาสินค้า โดยจะใช้กลไกการค้าภายในป้องกันการฉวยโอกาสในการขึ้นราคา ซึ่งวันนี้ทางรัฐบาลพยายามใช้กลไกต่างๆ ในการไม่ให้ส่งผลกระทบมาสู่ประเทศไทย แต่หากมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์ จะช่วยใช้กฎหมายจัดการผู้ที่กักตุนสินค้าและฉวยโอกาส นอกจากนี้ ได้รับฟังความเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งจากที่มีการติดตามสถานการณ์ภาคเอกชน มีความกังวลถึงปริมาณน้ำมันเพียงพอหรือไม่ ได้ข้อสรุปเดียวกันว่าน้ำมันพอแน่นอน อยู่ได้ 60 วัน และไม่ใช่แค่นั้นจะหาจากแหล่งอื่น รวมไปถึงด้านขนส่งทางเรือที่มีค่าความเสี่ยงสงครามของเรือสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะรับไปพูดคุยกับภาคเอกชนในการดูแล เพื่อให้มีเรือในการขนส่งสินค้าให้เพียงพอในการที่จะมารองรับสินค้าให้การค้าระหว่างประเทศไม่ถูกผลกระทบ 

รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวว่า นอกจากนี้ ในด้านของตลาดทุน ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และรองเลขาธิการ ก.ล.ต.รายงานว่า วันนี้อาจจะมีความตกใจ แต่กลไกเซอร์กิตเบรคเกอร์ ทะลุเกิน 8% คน ก็เข้าใจสถานการณ์ ซึ่งยังมีการซื้อขายของนักทุนต่างชาติ เป็นการสะท้อนความเชื่อมั่น ย้ำว่าเสถียรภาพยังมั่นคง แม้ว่าค่าเงินบาทอ่อนลงตามสถานการณ์ ซึ่งได้เห็นพ้องต้องกันว่าในช่วงนี้ ภาคเอกชนมองว่าค่าเงินอ่อนเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเตรียมสภาพคล่องให้กับภาคเอกชนไว้แล้ว

รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวอีกว่า นายกฯได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานกระทรวงต่างๆและจะแถลงให้ประชาชนรับทราบข้อมูลทุกวันเวลา 18.00 น.จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สงบ เพื่อความไม่ตื่นตระหนกและเป็นการรับทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินไป ทางกระทรวงการคลังจะพูดคุยเพื่อวางระบบดูแลรักษาเสถียรภาพ เพื่อให้มีกลไกที่สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินไป

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองในประเทศอย่างน้อยทั้งสิัน 60 วัน แบ่ง สำรองตามกฎหมาย 25 วัน เวิร์คกิ้งสต๊อก 13 วัน และมีน้ำมัน กรรมสิทธิ์ของประเทศไทยที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีก 22 วัน ส่วนที่ไม่ต้องผ่านช่องแคปฮอร์มุซก็ทยอยเข้ามาเติมทุกวันเช่น

นายสราวุธ กล่าวว่า น้ำมันที่นำส่งเข้ามาในประเทศไทยครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง แต่อีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้มาจากตะวันออกกลางเราก็พยายามจะขยายสัญญาตรงนี้ให้เป็นการรับซื้อเพิ่มเติมจากผู้ค้าเดิมที่มีอยู่ ทั้งแอฟริกาตะวันตกและในภูมิภาคนี้ด้วย

เมื่อถามว่า การหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ประเทศไทยจะสามารถที่จะไปแย่งชิงกับประเทศอื่นได้หรือไม่ และในการเจรจาเราดำเนินการไปถึงไหนแล้ว นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ในเรื่องการหาแหล่งน้ำมันใหม่ เราจะเจรจาเพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อจากแหล่งที่เราซื้ออยู่แล้วที่นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน แหล่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่ในภูมิภาคนี้ เอเชีย หรือประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้กับเราคงจะมีการพิจารณาทำสัญญาเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดเพื่อที่จะต้องการตัวปริมาณน้ำมันตลอดช่วงเวลาข้างหน้า มีเพียงพอที่จะใช้งานในประเทศใดโดยที่ตัวสำรองยังใช้ได้ 60 วันเหมือนเดิมไปเรื่อยเรื่อยพอมีน้ำมันเข้าทุกๆวัน