เลเซอร์ไอดี… บ่วงพันคอที่พรรคส้มดิ้นไม่หลุด!

เลเซอร์ไอดี... บ่วงพันคอที่พรรคส้มดิ้นไม่หลุด!

เลเซอร์ไอดี… บ่วงพันคอที่พรรคส้มดิ้นไม่หลุด!

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ประเด็นเลเซอร์ไอดีของพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ไม่ได้อยู่ที่ว่าได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครอง เพราะเอกสารลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบุชัดว่าอนุญาตให้ใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลแล้ว

หัวใจของเรื่องจึงไม่ใช่เรื่อง “อนุญาตหรือไม่อนุญาต”

แต่คือการจัดการข้อมูลหลังจากนั้น ว่ามีการเก็บรวบรวม ใช้ ส่งต่อ หรือลบเลเซอร์ไอดีของสมาชิกอย่างไร และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่

พรรคส้มกำหนดให้ผู้สมัครสมาชิกกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก พร้อมรหัส 12 หลักหลังบัตร หรือเลเซอร์ไอดี และกำหนดให้อัปโหลดภาพถ่ายตนเองถือบัตรเข้าสู่ระบบออนไลน์ เมื่อรวมกันแล้ว ข้อมูลชุดนี้สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ครบถ้วนในระดับสูงกว่าการสมัครสมาชิกทั่วไป

การร้องขอข้อมูลระดับนี้จึงต้องอธิบายให้ชัด ว่ามีความจำเป็นเพียงใด และสัดส่วนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามกฎหมายหรือไม่

กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกพรรค เช่น ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติ พร้อมกำหนดให้พรรคจัดทำและดูแลทะเบียนสมาชิกแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าการรับสมาชิกต้องใช้ “เลเซอร์ไอดี” เป็นเงื่อนไขบังคับ

กล่าวให้ชัดยิ่งขึ้น กฎหมายกำหนด “คุณสมบัติของบุคคล” และ “หน้าที่ของพรรคในการจัดทำทะเบียน” แต่ไม่ได้กำหนดรูปแบบทางเทคนิคว่าต้องใช้ข้อมูลระดับเลเซอร์ไอดีในการยืนยันตัวตน การเลือกใช้ข้อมูลประเภทใดจึงเป็นวิธีการที่พรรคกำหนดขึ้นเอง

ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองจำนวนมากรับสมัครสมาชิกทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด และตรวจสอบความถูกต้องในกรอบที่เห็นว่าเพียงพอ โดยไม่ได้กำหนดเลเซอร์ไอดีเป็นเงื่อนไขทั่วไปในการสมัครสมาชิก

แนวปฏิบัติของกรมการปกครองระบุว่า หากจะตรวจสอบตัวบุคคลผ่านระบบสมาร์ทการ์ด ต้องส่งข้อมูล 5 รายการ ได้แก่ เลขบัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด และเลขหลังบัตร เพื่อให้กรมตอบกลับเพียงว่า “ถูกต้อง” หรือ “ไม่ถูกต้อง” เท่านั้น และไม่ได้กำหนดให้พรรคต้องจัดเก็บเลขหลังบัตรหรือเลเซอร์ไอดีไว้เป็นฐานข้อมูลถาวร

จึงแยกได้ชัดว่า การ “ส่งตรวจสอบ” เป็นขั้นตอนทางเทคนิคของการยืนยันตัวตน ส่วนการ “เก็บรักษาข้อมูลหลังจากตรวจสอบแล้ว” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเป็นความรับผิดชอบของพรรคโดยตรงว่าจะจัดการอย่างไรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พรรคส้มระบุเองในเอกสารนโยบายความเป็นส่วนตัวว่า พรรคเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ส่วนบริษัท Spectre C เป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล”

สถานะนี้มีความหมายทางกฎหมายชัดเจน ผู้ควบคุมข้อมูลเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้ข้อมูล และต้องรับผิดหากการเก็บหรือประมวลผลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

ในพื้นที่สาธารณะมีการตั้งข้อสังเกตต่อ Spectre C ว่าอาจเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือที่เรียกว่า “ไอโอ” เมื่อบริษัทเดียวกันถูกระบุว่าเป็นผู้ประมวลผลข้อมูลสมาชิกพรรค ความคาดหวังเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใสของข้อมูลจึงถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ

อีกจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ หน้าเว็บไซต์สมัครสมาชิกออนไลน์ไม่มีช่องติ๊ก “ยินยอม” แยกเฉพาะการให้เลเซอร์ไอดีเหมือนที่สถาบันการเงินปฏิบัติ ทั้งที่การใช้ข้อมูลประเภทนี้ต้องอาศัยความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล

ความยินยอมตามกฎหมายต้องแสดงเจตนาอย่างชัดเจน แยกจากเงื่อนไขทั่วไป และเจ้าของข้อมูลต้องรับรู้วัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้ หากขั้นตอนนี้ไม่รัดกุมเพียงพอ ย่อมเปิดช่องให้ถูกตั้งคำถามในทางกฎหมายได้

นอกจากประเด็นเรื่องฐานกฎหมายและความยินยอมแล้ว ลำดับเหตุการณ์ของการดำเนินการก็เป็นอีกจุดที่ต้องพิจารณา

เอกสารของกรมการปกครองลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบุว่าอนุญาตให้พรรคส้มใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลได้แล้ว นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่าสองปี

ตลอดช่วงเวลาหลังจากมีหนังสืออนุญาต พรรคเปิดให้สมาชิกสมัครผ่านระบบออนไลน์ พร้อมให้กรอกเลเซอร์ไอดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้บนหน้าเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้พรรคชี้แจงว่า “ระบบยังอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อ” จึงได้ปรับหน้าเว็บไซต์และนำช่องกรอกเลเซอร์ไอดีออกไปก่อน พร้อมระบุว่าจะเปิดใช้อีกครั้งเมื่อการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์

เมื่อข้อเท็จจริงทั้งสองส่วนวางคู่กัน คือมีหนังสืออนุญาตตั้งแต่ 16 กันยายน 2567 แต่เพิ่งชี้แจงว่าระบบยังไม่เชื่อมต่อ คำถามจึงเกิดขึ้นชัดเจนขึ้น

ระหว่างเดือนกันยายน 2567 จนถึงวันที่มีการปรับหน้าเว็บไซต์ มีสมาชิกสมัครผ่านระบบออนไลน์ไปแล้วกี่ราย และในช่วงที่พรรคระบุว่า “ระบบยังอยู่ระหว่างการเชื่อมต่อ” นั้น มีการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองได้อย่างไร ตรวจสอบผ่านช่องทางใด หรือยังไม่ได้เชื่อมต่อระบบตามที่ระบุจริง

หากระบบยังไม่เชื่อมต่อเต็มรูปแบบ ข้อมูลที่สมาชิกกรอกเข้าสู่ระบบในช่วงเวลาดังกล่าวถูกจัดการอย่างไร อยู่ในสถานะใด และมีการส่งต่อหรือสำรองข้อมูลไว้หรือไม่

พรรคส้มระบุว่า “ไม่ได้เก็บ” เลเซอร์ไอดี แต่ในทางกฎหมาย การรับข้อมูลเข้าสู่ระบบ การตรวจสอบ และการลบภายหลัง ล้วนถือเป็นการประมวลผลข้อมูล ไม่ได้พิจารณาเฉพาะการเก็บถาวรเท่านั้น

คำชี้แจงจึงควรมีหลักฐานประกอบให้ตรวจสอบได้ เช่น บันทึกการลบ บันทึกการเข้าถึง หรือรายละเอียดการทำงานของระบบในช่วงเวลานั้น มิฉะนั้นประเด็นนี้ย่อมยังคงเป็นคำถามที่สังคมรอคำตอบอย่างชัดเจน

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหลักความจำเป็นและสัดส่วน หากเก็บหรือใช้ข้อมูลเกินกว่าความจำเป็น หรือไม่มีความยินยอมที่ถูกต้อง ผู้ควบคุมข้อมูลอาจถูกลงโทษปรับทางปกครองในระดับสูงหลายล้านบาท ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และในบางกรณีอาจมีโทษจำคุกและปรับทางอาญา

เมื่อข้อมูลที่ร้องขอมีทั้งเลขบัตร เลเซอร์ไอดี และภาพถ่ายใบหน้าคู่บัตร ระดับความละเอียดจึงสูงกว่าข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ความรับผิดก็สูงตามไปด้วย

ก่อนหน้านี้ ผู้สมัคร สส. ของพรรคส้มสองรายถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวแม้อาจไม่เกี่ยวโดยตรงกับเลเซอร์ไอดี แต่ย่อมทำให้สังคมจับตาระบบตรวจสอบและการจัดการข้อมูลของพรรคมากขึ้น

เมื่อพรรคส้มประกาศชัดว่าตนเป็นผู้ควบคุมข้อมูล และมอบหมายให้ Spectre C เป็นผู้ประมวลผล ภาระความรับผิดตามกฎหมายจึงตกอยู่ที่พรรคโดยตรง หากการเก็บ ใช้ หรือประมวลผลข้อมูลใดขัดต่อหลักความจำเป็น หรือความยินยอมไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ควบคุมข้อมูลต้องรับผิดตาม PDPA ทั้งโทษปรับทางปกครอง ความรับผิดทางแพ่ง และในบางกรณีอาจมีโทษอาญา

ในมิติทางการเมือง หากมีข้อเท็จจริงภายหลังว่าการจัดการข้อมูลสมาชิกเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจถูกนำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งผลกระทบไม่จำกัดเพียงค่าปรับ แต่กระทบถึงสถานะของพรรคโดยตรง

สองปีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน เอกสารลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบบที่ยังไม่เชื่อมต่อเต็มรูปแบบ การปรับหน้าเว็บไซต์ และคำยืนยันว่า “ไม่ได้เก็บ” จึงเป็นลำดับเหตุการณ์ที่พรรคต้องอธิบายให้ครบ

หากหลักฐานยังไม่ชัดเจน ผลที่ตามมาย่อมไม่หยุดอยู่แค่แรงกดดันทางการเมือง หากแต่อาจลุกลามไปถึงความรับผิดตามกฎหมายที่พรรคส้มไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.58 น.

นายกฯ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดกอ.รมน. เบี่ยงตอบคืบหน้าตั้งรบ.ย้ำรอกกต.รับรองผล 

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 19 ก.พ.2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมีพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ร่วมพิธี 

เมื่อนายกฯ เดินทางมาถึงได้สักการะศาลท้าวสุเทพเทพารักษ์ และศาลท่านท้าวกุเวธิราช (ศาลเจ้าพ่อหนูเผือก) ซึ่งมีความเชื่อว่าทั้ง 2 ศาลนี้ หากสักการะบูชาจะมีความร่มเย็นเป็นสุข เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง จากนั้นได้เดินเข้าพระตำหนักเพชรรัตน์ เพื่อสักการะสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และนายกรัฐมนตรีเข้าอาคารรื่นฤดีเพื่อทำพิธีสงฆ์ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายอนุทิน ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ว่าได้คุยกับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือยัง แต่นายอนุทิน ตอบคำถามเพียงสั้นๆว่า รอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตนพูดหลายครั้งว่าตอนนี้ต้องรอการรับรองเพราะตอนนี้เรายังไม่ทราบเลยว่าจะรับรองเมื่อไหร่ ทุกอย่างต้องมีผลอย่างเป็นทางการ 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมีการนำเลเซอร์ไอดี หลังบัตรประชาชนยืนยันตัวตนสำหรับการสมัครสมาชิกพรรค กระทรวงมหาดไทย เข้าไปดูแลเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าทุกอย่าวงเป็นไปตามกฎหมาย  

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ให้สัมภาษณ์โจมตีกองทัพไทยว่าไทยรุกล่ำดินแดนกัมพูชา นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบอะไรกลับมา 

เสธ.ทบ.เชื่อมือ กต. ตอบโต้ ฮุน มาเนต ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่

เสธ.ทบ.เชื่อมือ กต. ตอบโต้ ฮุน มาเนต ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่

เสธ.ทบ.เชื่อมือ กต. ตอบโต้ ฮุน มาเนต ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.52 น.

“เสธ.ทบ.”เชื่อมือ”กต.” ตอบโต้”ฮุน มาเนต”ใส่ร้ายไทย ย้ำการทหารดูแลเต็มที่ ซัด”ทหารกัมพูชา”ไร้วินัย ถูกส่งเข้าพื้นที่โดยไม่ได้เตรียมตัว

19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า เรียบร้อยดี แต่ก็ต้องเฝ้าระวังในทุกพื้นที่อยู่แล้ว และใช้เครื่องมือที่มีอยู่เฝ้านะวังพื้นที่ ทั้งเครื่องมือและบุคลากร ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ลดความพร้อมในการดำเนินการ จึงคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนกรณี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศกล่าวหาไทยรุกล้ำแดนกัมพูชา จะเป็นการยั่วยุสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ก็จะตอบโต้ตามกระบวนการ จึงไม่ต้องกังวล เมื่อเขาต่อสู้ทางการทูต เราก็ต้องต่อสู้ทางการทูต แต่ในทางการทหารเราก็ดูแลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า การกระทำดังกล่าวจะเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วม หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เขาก็พยายาม หน่วยในพื้นที่ก็เป็นกำลังใหม่ๆ อาจไม่ทราบถึงสถานการณ์ ภายหลังมีทหารหลายส่วนเข้ามาในพื้นที่ โดยยังไม่ได้เตรียมตัว หากจะบอกว่าไม่มีวินัย ก็คงพูดได้ ส่วนทหารของเรามีวินัย เราเตรียมพร้อมมีความพร้อมอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาใด

อนุทิน ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอาธรรมนัส?

อนุทิน ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอาธรรมนัส?

อนุทิน ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบกล้าธรรมร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอาธรรมนัส?

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.35 น.

“อนุทิน”ปัดตอบปมร้อน! ดีลจบ”กล้าธรรม”ร่วมรัฐบาล แต่ไม่เอา”ธรรมนัส” ย้ำคำเดิม รอ กกต.รับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ บอกยึดกฎหมายหลัง ปชน.ใช้เลเซอร์ไอดีสมัครสมาชิกพรรค

19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) เกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลจบแล้ว ว่า ขอให้รอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเรื่องนี้ตนได้พูดหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า จะให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า รอการรับรองจาก กกต. และเรายังไม่ทราบว่าจะมีการรับรอง สส.เมื่อไหร่ ซึ่งทุกอย่างต้องมีผลอย่างเป็นทางการออกมาก่อน

ส่วนที่มีการระบุว่าจะเอาพรรคกล้าธรรม แต่ไม่เอา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าทำ นั้น จริงหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

และเมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีการนำเลเซอร์ไอดีบัตรประชาชน เพื่อใช้ในการสมัครสมาชิกพรรค ในฐานะที่เป็น รมว.มหาดไทย จะดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

วิษณุ มาเอง! ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ

วิษณุ มาเอง! ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ

วิษณุ มาเอง! ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.09 น.

วิษณุ ตีความปมบาร์โค้ด เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ ได้เลือกตั้งใหม่ เหตุผลลงคะแนนไม่ลับ อาจขัดรธน.มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เสี่ยงเลือกตั้งเป็นโมฆะ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปบรรยายที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ”ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย” ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยช่วงหนึ่งหลังจบการบรรยาย นายวิษณุ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนหลักสูตรดังกล่าว ได้ซักถาม ซึ่งมีหลายคำถามแสดงถึงความห่วงใยสถานการณ์การเมือง หลังการเลือกตั้งที่ยังไม่นิ่งในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่อาจเป็นโมฆะจากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายวิษณุ ได้ตอบคำถามประเด็นนี้ว่า การตีความกฎหมายเรื่องนี้แบ่งได้ 2 แนวทาง คือ

1. ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” กกต.ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ซึ่งถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ และ 2. ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทาง “ลับ” เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่า “ไม่ได้ลับ” เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่า ต้องเป็นความลับตลอดเวลาคือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว ซึ่งต้องขอย้ำว่า สิ่งที่ตนพูถือเป็นความเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจจะผิดก็ได้

จากนั้นมีผู้เรียนถามต่อว่า หากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสจะเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย” ซึ่งคนที่ถามตนเมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ตนก็ตอบไปแล้วว่า ส่วนตัวเห็นว่ามัน “ไม่ลับ” หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่ กกต. ว่าจะสั่งอย่างไร หาก กกต. เห็นว่า “ไม่ลับ” ก็ออกได้ทางเดียว คือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะเลือกเฉพาะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ

นายวิษณุ กล่าวว่าเมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้วครั้งหนึ่ง จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ซึ่งครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต. ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ ดังนั้นถ้า กกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึง “ลับ” ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ตนได้ตอบไป

“ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต. รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และ กกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะให้ กกต. ติดคุกหรือไม่ แต่ก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจาก กกต. แล้ว เพราะฉะนั้น จะเอาคุณแสวง(เลขาฯกกต.) ไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดี”

นายวิษณุ ยังคาดการณ์ว่า ไม่ใช่แค่ความชุลมุนเฉพาะหน้าเรื่องบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่ความวุ่นวายที่รัฐบาลชุดต่อไปจะต้องเผชิญ คือความขัดแย้งในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งที่เกิดจากสนิมเนื้อใน หรือ การทะเลาะแย่งชิงตำแหน่งกันเองภายในรัฐบาล และความขัดแย้งที่จะเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลออกเสียงประชามติ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งหนึ่งที่มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนจากหลายขั้วความคิดและความหลากหลายในสังคม

รองโฆษกรบ. แจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น ขออย่ากังวล

รองโฆษกรบ. แจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น ขออย่ากังวล

รองโฆษกรบ. แจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น ขออย่ากังวล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.13 น.

อัยรินทร์ รองโฆษกรัฐบาลแจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ต้องผ่านการพิจารณาและการสั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่ ยืนยันไม่กระทบสมาคมฌาปนกิจอื่น เผยปัจจุบันยังเหลือกว่า 3,839 แห่ง ขอประชาชนอย่ากังวล

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีการแชร์ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สร้างความกังวลให้ประชาชนหลายคนที่จ่ายเงินสมทบสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในพื้นที่อื่น ๆ นั้น ขอชี้แจงว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลหลายคน เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกฯ ที่ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้หากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน

ซึ่งการพิจารณารับจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ และการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้น ๆ โดยต้องทำคำสั่งเลิกปิดประกาศไว้ที่สมาคมฯ และส่งคำสั่งเลิกนั้นให้นายทะเบียนกลาง ซึ่งเป็นอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้นายทะเบียนกลางออกประกาศการเลิกสมาคมฯ ตามคำสั่งของนายทะเบียนท้องที่ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในการลงประกาศราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศแล้วจะส่งประกาศราชกิจจาฯ นั้น กลับคืนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เพื่อประกาศให้ประชาชนทราบว่าสมาคมฯ มีการยกเลิกแล้ว และดำเนินการชำระบัญชีตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป ดังนั้น นายทะเบียนกลาง จึงไม่มีอำนาจในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

สำหรับเหตุในการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องที่นั้นๆ พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พศ 2545 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ 1) ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิก 2) นายทะเบียนท้องที่สั่งให้เลิกตามมาตรา 52 ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นั้นเป็นไปโดยทุจริต และนายทะเบียนท้องที่ได้สอบสวนพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว มีเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการดำเนินกิจการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าโดยเพราะเหตุใดๆ และ 3) ศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา 54 ทั้งนี้ หากนายทะเบียนท้องที่เพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 52 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอศาลอาจสั่งให้เลิกสมาคมชำระสงเคราะห์นั้นได้

“จากข้อมูลพบว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศมีกว่า 4,874 แห่ง ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ 3,839 แห่งขอประชาชนอย่าเป็นกังวล ซึ่งการยกเลิกสมาคมฌาปนกิจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และไม่ส่งผลกระทบกับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์อื่น ๆ ทั้งนี้ การยกเลิกสมาคมฌาปนกิจจะต้องผ่านการพิจารณาและสั่งเลิกจากนายทะเบียนท่องที่” น.ส.อัยรินทร์ ย้ำ

สู้เพื่อเด็กไทย! หมอวี เผยกมธ.สธ.เรียก สปสช.แจง 6 ประเด็นร้อนปมวัคซีน IPD ในเด็กเล็ก

สู้เพื่อเด็กไทย! หมอวี เผยกมธ.สธ.เรียก สปสช.แจง 6 ประเด็นร้อนปมวัคซีน IPD ในเด็กเล็ก

สู้เพื่อเด็กไทย! หมอวี เผยกมธ.สธ.เรียก สปสช.แจง 6 ประเด็นร้อนปมวัคซีน IPD ในเด็กเล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.46 น.

สู้เพื่อเด็กไทย! หมอวี เผยกมธ.สธ.เรียก สปสช.แจง 6 ประเด็นร้อนปมวัคซีน IPD ในเด็กเล็ก

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai  โดยระบุว่า “ได้ไม่ได้ผมไม่รู้ แต่สู้ให้เด็กไทยแล้วนะครับ! สรุปจากการประชุมกรรมาธิการสาธารณสุข เรื่อง วัคซีน IPD (PCV) ใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก เรียกท่านเลขา สปสช. เข้าชี้แจง พร้อมบันทึกการประชุมบอร์ด สปสช. วันที่ 2 กพ. 2569

1. ประเด็นกระบวนการและความโปร่งใส

การประชุมวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเผยแพร่เฉพาะ “มติที่ประชุม” โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการอภิปราย ทั้งที่มีกฎหมายให้อำนาจเรียกและชี้แจงข้อมูล แต่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มิได้ชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ มีข้อกังวลเกี่ยวกับ

– การกีดกันผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชศาสตร์จากการเข้าร่วมประชุม
– ชุดข้อมูลที่นำเสนอต่อบอร์ดถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ถูกต้อง (invalid)
– กระบวนการประชาพิจารณ์มีคำถาม–คำตอบที่กำกวม และไม่อ้างอิงชุดข้อมูลที่ครบถ้วน

ประเด็นดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมของมติที่ออกมา

2. ประเด็นสาระของมติ (“นำร่อง”)

มติให้ดำเนินการ “นำร่อง” เฉพาะบางจังหวัด/บางเขตสุขภาพ

โดยมอบหมายให้ สปสช. ประสานกับ

– สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
– กรมควบคุมโรค
– กระทรวงสาธารณสุข

เพื่อออกแบบการวิจัยเพิ่มเติมภายใน 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่า

– หลักฐานทางวิชาการและฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้ว
– ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลใหม่
– การใช้คำว่า “นำร่อง” อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีน

3. ประเด็นงบประมาณและความพร้อมของประเทศ

– ท่านเลขายืนยันว่าเตรียมงบ 225 ล้านไว้แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มีข้อมูลว่างบประมาณสามารถรองรับการฉีดวัคซีนได้ครอบคลุม

– ประเทศไทยเคยมีการดำเนินงานและงานวิจัยในพื้นที่นำร่อง (เช่น มหาสารคาม) แล้ว

– ในระดับภูมิภาค ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ยังไม่มีความชัดเจนในการบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์

– ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า เช่น กัมพูชา ยังสามารถให้วัคซีนครอบคลุมทั้งประเทศได้

– ผมได้ขอให้บอร์ดนำเงินซื้อวัคซีนทั้งหมด อย่าเอาไปใช้งบอื่น อย่าซื้อแค่ 20 ล้านเพื่อฉีดบางพื้นที่

4. ตัวแทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ , สมาคมโรคติดเชื้อ นำเสนอความร้ายแรงของโรคนี้และอุบัติการณ์ ที่สูงยิ่ง ควรรีบดำเนินการฉีดโดยเร็วที่สุด เพราะทุกเวลานาที มีเด็กติดเชื้อเพิ่ม

5. HITAP แจ้งว่าวัคซีนมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะคิดที่ราคาต่ำสุดหรือสูงสุดที่มีการต่อรองราคาไว้แล้ว

6. กรมควบคุมโรค เสนอฉีดทั่วประเทศ เพราะทุกพื้นที่คือเสี่ยงหมด

ข้อเสนอเพื่อ สปสช. พิจารณา

1. ทบทวนถ้อยคำในมติ โดยพิจารณาตัดคำว่า “นำร่องบางจังหวัด”

2. ใช้ฐานข้อมูลและหลักฐานที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานการตัดสินใจ

3. เปิดเผยข้อมูลการประชุมอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

4. รับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างครบถ้วนก่อนการกำหนดนโยบาย

5. พิจารณาหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงวัคซีนของเด็กไทยทั่วประเทศ

6. ใช้งบประมาณ 225 ล้านให้หมดในปี 2569 ในการซื้อวัคซีน อย่าโยกไปโครงการอื่น

ท้ายที่สุด ท่านประธาน อ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล กล่าวปิดประชุม โดยเน้นย้ำเรื่อง พ.ร.บ. อำนาจเรียกและขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการอีกครั้งหนึ่ง

เน้นให้ลด ฐิทิ และคุยกันด้วยหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง

พฤหัสหน้าเชิญมาอีก แต่จะไม่ใช้อำนาจเรียก

เลขา สปสช รับปากจะนำสิ่งที่ในที่ประชุมพูดคุยกัน กลับมาแจ้งผลตอบรับในการประชุมครั้งต่อไป

ประชุมครั้งถัดไป พฤหัส 26 กพ. 13.30 น.

กาง 4 ผลกระทบใหญ่! เทพไท วิเคราะห์ หากเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ

กาง 4 ผลกระทบใหญ่! เทพไท วิเคราะห์ หากเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ

กาง 4 ผลกระทบใหญ่! เทพไท วิเคราะห์ หากเลือกตั้ง 69 เป็นโมฆะ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.41 น.

19 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถ้าเลือกตั้งเป็นโมฆะ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง

แม้ว่าคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ได้ประกาศผลการเลือกตั้งส.ส.ในระบบเขต 400 เขต และในระบบบัญชีรายชื่อ 100 คนอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม คำถามที่ตามมา คือ กกต.ได้จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และทำไมถึงได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการล่าช้า โดยใช้เวลานานถึง 10 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งของประเทศญี่ปุ่น ที่มีการเลือกตั้งพร้อมกับประเทศไทย คือในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นได้ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ประเทศไทยเพิ่งประกาศผลอย่างเป็นทางการ และยังมีการร้องเรียนยื่นคำร้อง มีการฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ รวมถึงการฟ้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินคดีกับกกต.ที่การจัดการเลือกตั้ง มีการกระทำความผิดตามมาตรา 157 และการยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ

ถ้าหากว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโมฆะจริงตามที่หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า ถ้าหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะมีผลกระทบต่อภาคส่วนใดบ้าง สำหรับผมเห็นว่า ถ้าหากศาลได้พิจารณาว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือการจัดการเลือกตั้งของ กกต.ประเด็นใหญ่ คือการมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และมีประเด็นเดียวเท่านั้น ที่สุ่มเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และถ้าหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะจริง ก็จะกระทบกับภาคส่วนต่างๆ ใน 4 ส่วน คือ

1.คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ต้องใช้งบประมาณอีกจำนวน 7.8 พันล้านบาท และจะต้องจัดการการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อไม่ให้มีความผิดซ้ำซ้อนหรือความผิดซ้ำซาก หรือไม่ให้การเลือกตั้งครั้งใหม่สุ่มเสี่ยงเป็นโมฆะ หรือกระทำผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญอีก

2.พรรคการเมืองต่างๆ ต้องลงเลือกตั้งใหม่ ต้องระดมทุน ต้องหาทุน หาผู้สนับสนุน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้เงินกันเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยมี3พรรคที่ใช้เงินเงินทุนในการหาเสียง ยอดเงินนับพันล้านถึงหมื่นล้านก็มี

3.เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการตั้งแต่ปลัดกระทรวงลงไป ต้องสนองนโยบายฝ่ายการเมือง ในจังหวัดต่างๆผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้อานิสงส์จากการโยกย้ายแต่งตั้งของรัฐบาลชุดนี้ ก็ต้องดำเนินการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค มีผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด ได้สั่งการไปยังนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองท้องถิ่น อสม.เพื่ออำนวยความสะดวก และเป็นหัวคะแนนซื้อเสียงให้พรรคการเมืองบางพรรค

4.ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งกำลังวิตกกันว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมือง หัวคะแนนจะจ่ายเงินซื้อเสียงอีกหรือไม่ ถ้าหากจะใช้วิธีการหรือข้ออ้างว่า เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่จ่ายเงินเพิ่มอีก ก็จะเป็นปัญหาสำหรับการใช้สิทธิ์ของประชาชน ที่ประชาชนอาจจะไปใช้สิทธิ์ หรืออาจจะเบื่อการเลือกตั้ง ทำให้ใช้สิทธิ์น้อยลง แต่ถ้าหากว่าการซื้อเสียงครั้งที่ผ่านมาถือว่าจบกันไป เมื่อเลือกตั้งใหม่ก็จ่ายเงินอีก จะได้กระตุ้นให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงหัวคะแนนที่ซื้อเสียงให้กับผู้สมัคร จะมีการคิดบัญชีย้อนหลังจากความล้มเหลวหรือความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่

ถ้าหากว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ ก็จะเกิดความวุ่นวายไม่น้อย และจะทำให้ได้รัฐบาลชุดใหม่ล่าช้าออกไปอีก และสิ่งสำคัญก็คือ เกรงว่าจะมีการซื้อเสียงกันอีกอย่างมโหฬาร เว้นแต่พรรคการเมืองที่มีเงินทุนจำกัด ถ้าหากว่ามีการเลือกตั้งใหม่จะทำให้พรรคการเมืองที่ซื้อเสียง หรือนักการเมืองชื่อเสียงอาจจะหมดเงิน ก็เป็นโอกาสของพรรคการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง และผู้สมัครที่หาเสียงตามกระแสนิยม จะได้เปรียบพวกใช้กระสุน

ทบ.โต้กลับ ฮุน มาเนต ชาวกัมพูชา 8 หมื่นคน ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น แต่คือผู้รุกล้ำอธิปไตยไทย

ทบ.โต้กลับ ฮุน มาเนต ชาวกัมพูชา 8 หมื่นคน ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น แต่คือผู้รุกล้ำอธิปไตยไทย

ทบ.โต้กลับ ฮุน มาเนต ชาวกัมพูชา 8 หมื่นคน ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น แต่คือผู้รุกล้ำอธิปไตยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.09 น.

ทบ.โต้กลับ ฮุน มาเนต ย้ำคนกัมพูชา 80,000 คน ไม่ใช้ผู้พลัดถิ่น แต่คือผู้รุกล้ำอธิปไตยไทย ยกข้อตกลง GBC ระบุชัด ใครอยู่พื้นที่ไหน อยู่พื้นที่นั้น หลังหยุดยิง

19 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ เมื่อ 17 ก.พ.69 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย และข้อตกลงหยุดยิง ในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันไว้ เมื่อ 27 ธ.ค.68 ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ดังนี้

ประเด็นแรกกรณีที่ นายฮุน มาเนต ระบุว่า “กองทัพไทยกำลังยึดครองดินแดนกัมพูชาอยู่ พร้อมทั้งได้ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม ส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นราว 80,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้”

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า “กัมพูชาทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังมีการขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ได้มีการเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่างๆ มาตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ไขปัญหาในการนำประชาชนกลับไป ยังพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชา

ดังนั้น กลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่น ดังที่นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาได้กล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และกระทำการรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้ประชาชนชาวไทยเสียประโยชน์ในการเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว”

ประเด็นต่อมาที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวอ้างถึงการยึดครองดินแดนของไทย รวมถึงการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ควบคุมอยู่นั้น โฆษกกองทัพบกกล่าวยืนยันว่า “ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ทั้งสองฝ่ายคงวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันหลังการสู้รบ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม ซึ่งข้อเท็จจริงคือทุกพื้นที่เหล่านั้น กองทัพไทยจำเป็นต้องเข้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อยับยั้งการถูกโจมตี การถูกคุกคามต่อชีวิตของทหารและประชาชนคนไทย จึงถือเป็นสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศใด สุดท้ายเมื่อมีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น การคงกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว จึงชอบธรรมตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่กัมพูชาก็ทราบและเข้าใจดี

ส่วนการวางตู้คอนเทนเนอร์ และลวดหนาม เพื่อใช้เป็นเครื่องกีดขวางสำหรับในบางพื้นที่นั้น เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชั่วคราว ในการรักษาความปลอดภัยให้กับพื้นที่ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้า และการกระทบกระทั่งกันได้ ทั้งในส่วนทหารและประชาชน เพราะที่ผ่านมา ในพื้นที่บริเวณนั้น กัมพูชามักจะใช้ประชาชนให้มาออกหน้า แสดงการยั่วยุ ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวต่อฝ่ายไทย”

ประเด็นสุดท้าย สำหรับประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้ไทยเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการชายแดนกัมพูชา – ไทย (JBC) เริ่มดำเนินการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนนั้น โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า “ฝ่ายไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีจุดยืนชัดเจน ที่พร้อมดำเนินการและยินดีที่จะใช้กลไกทวิภาคีทุกระดับมาแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและเสริมสร้างความร่วมมือในพื้นที่ เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม ซึ่งประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งการลดระดับความตึงเครียดด้านทางทหาร ความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนจากทุ่นระเบิด รวมถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยที่อยู่ในระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่”

กองทัพบกขอยืนยันในความพร้อมเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกันโดยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมต่อทุกสถานการณ์ เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมขอให้ฝ่ายกัมพูชาทบทวนข้อกำหนดในถ้อยแถลงร่วมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อันจะนำไปสู่ทิศทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและส่งเสริมความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน

หมอตุลย์ กางเป็นข้อๆ ปชน.ทำผิดอะไร? ถึงน่าจะถูกยุบพรรค กรณี Spectre C

หมอตุลย์ กางเป็นข้อๆ ปชน.ทำผิดอะไร? ถึงน่าจะถูกยุบพรรค กรณี Spectre C

หมอตุลย์ กางเป็นข้อๆ ปชน.ทำผิดอะไร? ถึงน่าจะถูกยุบพรรค กรณี Spectre C

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.06 น.

19 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องบริษัท Spectre C ที่มีข่าวเกี่ยวพันกับพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า พรรคประชาชนทำผิดอะไรถึงน่าจะถูกยุบพรรค กรณี Spectre C

1.เจตนารมณ์ของ รธน.คือ ไม่ต้องการให้ สส.และพรรคการเมืองเป็นเจ้าของ ครอบงำ และบงการสื่อใดสื่อหนึ่งได้ เพราะถ้าสส.และพรรคเป็นเจ้าของสื่อ ก็จะสามารถใช้สื่อนั้นสื่อสารข้อมูลของสส.และพรรคในทางสนับสนุน หรือโต้ตอบได้ จึงตรากฎหมายว่า ห้าม สส.ถือหุ้นสื่อ

2.ดังนั้น ถ้ามีการพิสูจน์ทราบว่า 2.1 บริษัท Spectre C เป็นบริษัทสื่อ 2.2 พรรคประชาชนและกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรคเป็นเจ้าของ ครอบงำ บงการ บ.Spectre C ได้ ถ้าพิสูจน์ครบ 2 ข้อนี้ กกต.ก็ต้องรับคำร้องของ คุณศรีสุวรรณ จรรยา และยื่นศาล รธน.เพื่อทำการยุบพรรคต่อไป

3.บ. Spectre C จดทะเบียนเป็นที่ปรึกษากฎหมาย แต่ในความเป็นจริง บ. Spectre C ทำหน้าที่ผลิตสื่อออนไลน์ให้พรรคประชาชนเป็นหลัก (จะเป็น IO หรือไม่ ไม่สำคัญ)

4.พรรคประชาชนทำการ “อำพราง” ความเป็นเจ้าของ บ. Spectre C โดยการโอน/ขาย หุ้นให้กับบุคคลอื่น แต่ผู้ถือหุ้นใหม่ก็มีความเกี่ยวโยงกับพรรคการเมือง (อนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน) ที่เห็นได้ชัดคือการที่นายศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (อดีตผู้อำนวยการพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล) ผู้ร่วมก่อตั้ง บ. Spectre C และเคยถือหุ้น 74% ได้โอนขายหุ้นให้กับนายนันทพร อาศิรพจนกุล ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาชน และภรรยาของยายนันนทพร ก็เป็นอดีตสส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

5.หลักฐานที่ยืนยันว่าพรรคประชาชนมีความเป็นเจ้าของ บ. Spectre C โดยพฤตินัย

5.1 ภายหลังที่ คุณธิษะณา ชุณหะวัณ แฉเรื่อง บ. Spectre C ผลิตสื่ออละเป็น IO ให้กับพรรคประชาชน แทนที่กรรมการหรือผู้ถือหุ้น บ.Spectre C จะเป็นผู้ชี้แจง และนำชม ที่ทำการบริษัท แต่กลายเป็นไอติม สส.พรรคประชาชน เป็นคนชี้แจงและนำสื่อมวลชนเข้าชมที่ทำการบริษัทแทน (เข้าทำนองกินปูนร้อนท้อง วัวสันหลังหวะ) เท่านั้นยังไม่พอ ช่อ อดีตกรรมการบ.พรรคอนาคตใหม่ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ก็ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มด้วยตัวเอง (แต่ยิ่งพูดยิ่งเข้าเนื้อ)

5.2 ที่ทำการของ บ. Spectre C อยู่ที่ชั้น 4 และ 5 ของอาคารอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ทำการของพรรคประชาชน โดยอ้างว่า บ. “เช่า” ที่อาคารนี้ ซึ่งอาคารนี้น่าจะมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเจ้าของ (บ. Spectre C เคยอยู่ที่ตึก Thai Summit Tower ของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ)

5.3 จากการที่ช่อชี้แจงข้อมูลเรื่องบ. Spectre C (ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นใหญ่) ได้ความว่า พนักงานของบ. Spectre C ก็เป็นจนท.ของพรรคประชาชน (อนาคตใหม่-ก้าวไกลในอดีต) ที่ทำเช่นนี้ เพราะเมื่อพรรคถูกยุบ จนท.ก็เดือดร้อน อีกทั้งสถานะ จนท.พรรคไม่มั่นคง ไม่สามารถเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ จึงให้ จนท.พรรค มาทำงานเป็นพนักงาน บ. Spectre C (เชื่อมโยงชัดมาก ขอบคุณนะช่อ) นอกจากนี้ มีข้อมูลว่าพนักงานบางคน ทำหน้าที่ผู้ช่วย สส.พรรคประชาชน ( รับเงินเดือน อ้าวนี่เอาภาษีกูมาใช้นี่หว่า ด้อมส้มรู้ยัง) ซึ่งจุดนี้ กกต.คงตรวจสอบได้ไม่ยาก

จากข้อมูลดังดล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า พรรคประชาชนมีความเป็นเจ้าของ บ. Spectre C โดยพฤตินัย เข้าข่ายขัด รธน.อย่างชัดเจน และ กกต.ต้องดำเนินการยื่นศาล รธน.เพื่อวินิจฉัยยุบพรรคประชาชนต่อไป

ปล. ขอบคุณ คุณธิษะณา ชุณหะวัน ที่เป็นผู้จุดประกายเรื่องนี้ ขอบคุณ ช่อ ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม จนนำไปสู่การยุบพรรค กำเสี่ย กำเสี่ย 555