‘ธรรมนัส’ชี้เลือกตั้งส่อโมฆะ ทิ้งบอมบ์ตั้งรบ. สั่งทีม‘กล้าธรรม’เตรียมสู้ศึก

‘ธรรมนัส’ชี้เลือกตั้งส่อโมฆะ ทิ้งบอมบ์ตั้งรบ. สั่งทีม‘กล้าธรรม’เตรียมสู้ศึก

‘ธรรมนัส’ชี้เลือกตั้งส่อโมฆะ ทิ้งบอมบ์ตั้งรบ. สั่งทีม‘กล้าธรรม’เตรียมสู้ศึก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ธรรมนัส’ชี้เลือกตั้งส่อโมฆะ ทิ้งบอมบ์ตั้งรบ. สั่งทีม‘กล้าธรรม’เตรียมสู้ศึก อ้างสถานการณ์หมิ่นเหม่ ‘พระปกเกล้า’เปิดไทม์ไลน์ คาดต้นพ.ค.โหวตนายกฯ

ธรรมนัสปัดนฤมล-อนุทินถกเครียด ลั่นไม่มีอะไรในกอไผ่ มีแต่หน่อไม้หวั่นเลือกตั้งโมฆะมากกว่าจัดตั้งรัฐบาล ระดมนักกฎหมายรับมือ ย้ำนับใหม่กี่รอบกธ.ก็ชนะ ด้านสถาบันพระปกเกล้า” เปิดไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาล กกต.รับรองผลเลือกตั้งภายใน 9 เมษายน หลังสงกรานต์ประชุมสภาครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภา-รองประธาน ต้นเดือนพฤษภาคมโหวตเลือกนายกฯ คาดกลางมิถุนายนรัฐบาลใหม่ แถลงนโยบายต่อสภา

เมื่อวันที่ 18ก.พ.2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากเมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) มีการปรากฏภาพการพูดคุยระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่ จ.สงขลา ว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้พูดคุยกับนางนฤมล เนื่องจากเมื่อวานนี้ตนติดภารกิจจนดึก ส่วนสัญญาณการเข้าร่วมรัฐบาลยังคงยืนยันว่า ยังไม่มีการพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติมไปกว่าที่ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แถลงไว้ ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคกล้าธรรม วันที่ 19 ก.พ.นัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)และสส.ในสังกัดพรรค ก่อนที่จะเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ยุโรป

ธรรมนัสไม่รีบ-รอให้กกต.ชัดเจน

ส่วนกระแสข่าวที่คาดการณ์ว่า พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคฝ่ายค้านนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องของการคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่จากการร่วมรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมก็ไม่ได้แสดงออกอะไร พรรคอยู่ในที่ตั้งมาโดยตลอด ซึ่งการพูดคุยต่างๆมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และเลขาธิกาพรรค เป็นผู้ดำเนินการ เรื่องรายละเอียดการเข้าร่วมรัฐบาล หากตนเองเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็คงยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมองว่ายังเร็วเกินไป เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและยังไม่ได้รับความชัดเจน ทั้งการรับของ สส.เขตและสส.บัญชีรายชื่อ หากพูดอะไรออกไปในตอนที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง จะส่งผลต่อกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่ยังทำงานอยู่

ไปยุโรปไม่ใช่พักใจ-วางแผนเป็นปี

ส่วนจากภาพที่ปรากฏหลายพรรคแสดงท่าทีเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ทำให้มีข้อสังเกตว่า พรรคกล้าธรรมจะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า พรรคกล้าธรรมกับพรรคภูมิใจไทย ก็เจอกันในการประชุม ครม.ทุกวันอังคาร จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปคุยกันเยอะและทำเหมือนพรรคอื่นและพรรคกล้าธรรมก็ไม่เคยทำเช่นนั้น ซึ่งรัฐบาลขณะนี้ก็เป็นรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม แต่พรรคอื่นๆ ที่ปรากฏในข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ และย้ำว่า สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามองในขณะนี้ กกต.จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเด็นอย่างไรมากกว่า ซึ่งรัฐบาลใหม่จะจัดตั้งได้ไวหรือช้า ยังไม่รู้ แต่ขณะนี้ก็มีรัฐบาลบริหารบ้านเมืองอยู่ ส่วนจะเดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรปในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่งนั้น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ตนเข้าใจสถานการณ์และไม่กังวล และไม่ใช่การไปพักใจ ซึ่งเป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้เป็นปีแล้ว ตอนนี้ก็เปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ตลอดและหลังในวันที่ประชุมพรรคในวันที่ 19ก.พ.นี้ ตนจะเดินทาง คงต้องปิดมือถือ

นฤมลไม่มีอะไรในกอไผ่เว้นหน่อไม้

ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวถึงข้อกังวลการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.ที่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนและมีข้อร้องเรียนจากหลายฝ่ายต่อเนื่อง ซึ่งตนเฝ้าติดตามและสอบถามคนรู้จักที่อยู่ในวงการและมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้ง ยอมรับขณะนี้กังวลในเรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. มากกว่าการพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีความหมิ่นเหม่ว่า จะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ได้ตั้งสมมุติฐาน ว่า หากการเลือกตั้งที่ผ่านมาเกิดโมฆะ ไม่สามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ จะยิ่งสร้างความโกลาหล แล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที แต่ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมมีความพร้อม หากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่หากจะต้องมีการนับคะแนนใหม่มันเสียเวลา

กังวลเลือกตั้งโมฆะมากกว่าตั้งรบ.

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า หากสมมุติว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาเกิดปัญหาจนถึงขั้นเป็นโมฆะ จะเป็นเรื่องใหญ่และสร้างความยุ่งยากอย่างมาก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ พรรคได้ระดมนักกฎหมายของพรรค ปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญและครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยเฉพาะอดีตอัยการสูงสุด อดีตตุลาการศาลและอดีตกรรมการการเลือกตั้งหลายท่าน ซึ่งต่างก็แสดงความเป็นห่วงว่า สถานการณ์ในเวลานี้มีความหมิ่นเหม่ หากเป็นประเด็นที่ทำให้การเลือกตั้งถูกวินิจฉัยเป็นโมฆะ จะเป็นเรื่องใหญ่มาก

กูรูกฎหมายยันโมฆะสุ่มเสี่ยงมาก

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ภายในพรรคกล้าธรรมเองก็มีอดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรค ได้มีการพูดคุยหารือกันอย่างจริงจังในคืนที่ผ่านมา และเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ขณะนี้มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เมื่อถามว่า หากการเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ จะกังวลเรื่องคะแนนเสียงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ได้กังวลเรื่องฐานเสียงของพรรค แต่กังวลเรื่องการต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ เพราะทุกคนเหนื่อยกันมากแล้ว ตั้งแต่วันที่ 12ธันวาคม ที่มีการประกาศยุบสภา จนถึงวันเลือกตั้ง 8กุมภาพันธ์ เป็นช่วงเวลาที่สั้นและต้องทุ่มเทกำลังอย่างหนัก หากต้องเลือกตั้งใหม่ นักการเมืองก็พร้อมอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าเหนื่อยและเป็นความกังวลที่มากกว่าการจัดตั้งรัฐบาล เหตุผลที่ตนเองไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ เพราะไม่อยากพูดจนกลายเป็นการจุดประเด็นใหม่ แต่ยืนยันว่า เป็นความกังวลที่มีอยู่จริงและกังวลมากกว่าประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจน

เชิญอนุดิษฐ์หารือเพราะอาจวิกฤต

สำรับสาเหตุที่วันนี้ได้เชิญ นายอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม เข้ามาพบที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกันในหลายประเด็นและตนให้เกียรติที่เป็นรุ่นพี่ที่เคารพรัก ฉะนั้นช่วงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดวิกฤติ โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง จึงต้องมีการปรึกษาหารือกันเป็นเรื่องปกติ

โวนับใหม่ได้เพิ่ม-ไม่มีอะไรในกอไผ่

ส่วนกรณี กกต.มีมติให้นับคะแนนใหม่ในเขตพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง คือ จ.พะเยา เขต1 ยืนยันว่า ประเด็นนี้ไม่มีเรื่องต้องกังวลอะไรและได้พูดคุยกันหากมีการนับคะแนนในเขตอื่นก็อาจจะได้ สส.เพิ่มอีกหลายเขตและย้ำว่า วันที่ 19ก.พ.69 จะมีการประชุม กก.บห.รวมถึงพบหารือว่า ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคกล้าธรรมที่ชนะในแต่ละเขตพื้นที่ โดยตรงจะเน้นย้ำว่า ระหว่างนี้อย่าทำอะไรที่หมิ่นเหม่ ต่อการผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนกรณี ที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ที่ จ.สงขลาและมีท่าทีเคร่งเครียดนั้น ร้อยเอกธรรมนัส ได้สอบถามไปยัง นางนฤมล แล้ว และได้รับรายงานว่า ไม่มีอะไร ในกอไผ่ มีแต่หน่อไม้

อนุทินยังไม่ชัดเจนดึงกล้าธรรม

เวลา 09.27น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลตามปกติ แม้วันนี้ไม่มีวาระงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่มาถึง นายกฯ ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า และได้ไหว้องค์นรสิงห์ ก่อนปฏิบัติภารกิจประจำวัน ท่ามกลางกระแสการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจนว่า นำพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ จากนั้นเวลา 13.40น.นายกฯเดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยตลอดทั้งวัน นายกฯ ไม่มีภารกิจงานทางการใดๆ ทั้งในทำเนียบรัฐบาลและนอกทำเนียบรัฐบาล เก็บตัวอยู่บนห้องทำงาน บนตึกไทยคู่ฟ้า ตลอดทั้งวัน โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด ท่ามกลางกระแสการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

ทำท่าเจ็บคอ-งดให้สัมภาษณ์สื่อ

เวลา 16.09น.นายอนุทิน เดินทางออกจากทำเนียบฯโดยนายกฯ มีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม และชี้มายังผู้สื่อข่าวที่รอบริเวณด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้าผู้สื่อข่าวจึงพยายามตะโกนขอสัมภาษณ์นายกฯ ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังจากที่ผู้นำกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมประชุม”คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ โดยนายกฯ ได้ยกมือขึ้นมาป้องหู เพื่อฟังว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร ก่อนจะทำท่าโบกมือปฏิเสธและนำมือมาจับที่คอ เพื่อสื่อว่าเจ็บคอ ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ และนำมือขึ้นมาปิดปากทำท่าไอ ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบฯ

ส.พระปกเกล้าฯเปิดไทม์ไลน์ตั้งรบ.

เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันพระปกเกล้า” ได้เปิดเผยถึงปฏิทินไทม์ไลน์หลังการเลือกตั้ง 2569 ตั้งแต่วันเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.และคาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.จนถึงเดือน เม.ย.2569 จะเป็นช่วง กกต.พิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด หรือภายในวันที่ 9 เม.ย.2569 ซึ่งจะต้องรับรองผลการเลือกตั้งอย่างน้อยร้อยละ 95 และคาดการณ์ว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 จะเข้ารายงานตัวได้ในช่วงวันที่ 10 – 16 เม.ย.2569 ก่อนที่จะเปิดสภา และเข้าสู่วาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะเป็นช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง จากนั้นจะกำหนดวันเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

จากนั้นคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่โหมดการจัดตั้งรัฐบาล โดยวางปฏิทินเบื้องต้นว่า ในช่วงต้นเดือน พ.ค.2569 ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนัดวันประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนจากนั้นในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.2569 จะเป็นช่วงของการจัดตั้ง ครม.นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฯ ช่วงเวลาที่ ครม.ใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน โดยไม่มีกำหนดเงื่อนไขเวลาและคาดการณ์ว่าช่วงกลางเดือน มิ.ย.2569 นี้ รัฐบาลใหม่จะเริ่มแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน15วันนับจากวันที่เข้ารับตำแหน่ง

ภูมิธรรมแจงFake Newsคุมกลาโหม

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ชี้แจงกรณี Fake News “ถ้าคุมกลาโหม”ระบุข้อความว่า ข่าวนี้เป็นFake News เพราะนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอเสียงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีการแถลงข่าวร่วมกันแล้วนั้น เรายังไม่มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี หรือการแบ่งกระทรวงใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเป็นภารกิจของพรรคอันดับหนึ่ง ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นรัฐบาลผสมกี่พรรค และจะมีจำนวนเสียงส.ส.สนับสนุนเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อชัดเจนในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงจะมาถึงขั้นตอนการแบ่งกระทรวงและจำนวนรมต.ของแต่ละพรรค ดังนั้น การนำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่สร้างความเข้าใจผิดว่า“ภูมิธรรมลั่นว่าถ้าได้คุมกระทรวงกลาโหมงวดนี้พี่น้องชาวไทย เตรียมดูได้เลย ผมจะจัดหนัก จัดเต็ม….“ เช่นนี้ถือเป็นการกล่าวความเท็จ และเป็นการนำข้อมูลอันเป็นเท็จมาเผยแพร่..สร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นต่อสาธารณะ ขอความกรุณาพี่น้องประชาชนอย่าได้เผยแพร่ข้อความเท็จดังกล่าว ส่วนผู้โพสต์ตั้งต้น ผมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

เรืองไกรโบกมือลาพปชร.อีกราย

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้เดินทางไปยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้แจ้งให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปรึกษาพรรคพปชร.รับทราบในระหว่างรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันว่าจะขอลาออก โดยพล.อ.ประวิตร ได้ถามเหตุผลว่าทำไม จึงตอบไปไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เห็นว่าขนาดของพรรคเล็กลงจากเดิมโดยการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคได้สส.5 คน และไม่ทราบความชัดเจนถึงการบริหารงานในอนาคต ซึ่งพล.อ.ประวิตร รับทราบและไม่ได้ทักท้วงอะไร ส่วนบทบาทของตนจากนี้ จะกลับไปทำหน้าที่นักร้องอิสระ ที่ทำเป็นงานอดิเรก หากพบประเด็นที่น่าสงสัย ส่วนจะไปเล่นการเมืองหรือสังกัดพรรคการเมืองใดนั้น เป็นเรื่องอนาคต

​ปชน.เสี่ยงโดนยุบ ปมเลขหลังบัตรประชาชน หลักฐานมัดฝ่าฝืนกฎหมาย

​ปชน.เสี่ยงโดนยุบ ปมเลขหลังบัตรประชาชน หลักฐานมัดฝ่าฝืนกฎหมาย

​ปชน.เสี่ยงโดนยุบ ปมเลขหลังบัตรประชาชน หลักฐานมัดฝ่าฝืนกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชน.เสี่ยงโดนยุบ ปมเลขหลังบัตรประชาชน หลักฐานมัดฝ่าฝืนกฎหมาย

ปชน.ระทึก!เปิดระเบียบ“กรมการปกครอง”ชี้ชัด พรรคส้ม ส่อผิดกฎหมาย ปมเก็บ Laser ID ปชน.ยอมรับ ฝ่าฝืนคำสั่ง“กรมการปกครอง”ใช้โปรเเกรมตรวจ LaserID ทั้งที่อยู่ระหว่างขออนุญาต แต่รวบรวมเก็บไปแล้วกว่า 1.1 แสนคน โดยกรมการปกครองยังไม่อนุญาต ส่อผิดกฎหมาย – อาจโดนยื่นยุบพรรคได้

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่าพรรคประชาชน (ปชน.)ขอข้อมูลผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคนั้นต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคลจากบัตรประชาชน โดยเฉพาะการขอข้อมูลรหัส 12 หลัก หลังประชาชน ( Laser ID)เพื่อไว้ตรวจสอบ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาชน อาจฝ่าฝืนพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กฎหมาย PDPA)เพราะพ.ร.ป.พรรคการเมืองนั้น วางหลักไว้ว่าพรรคการเมืองไม่ใช่หน่วยงาน/องค์กรภาครัฐ หรือสถาบันการเงิน ที่จะมีสิทธิตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้ แม้พรรคประชาชนจะโพสต์เหตุผลในการขอLaser IDของผู้จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคไว้

แต่เมื่อพิจารณาประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่องการรายงานทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ของสำนักงาน กกต.ข้อ5ระบุว่า เอกสารการรับสมัครสมาชิกพรรคการเมืองประกอบการรายงานตามข้อ 4 ประกอบด้วย (1) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ) (2) สําเนาทะเบียนบ้านด้านหน้า (3) สําเนาหนังสือสําคัญการแปลงสัญชาติกรณีมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีหรือเอกสารอื่นใดที่ใช้ยืนยันแทนได้ (4) สําเนาใบเสร็จรับเงินค่าบํารุงพรรคการเมือง

เท้ง’ยันชัดปชน.อยู่ระหว่างขออนุญาต

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อ้างว่า การเก็บข้อมูลจากLaser ID นั้น พรรคปฏิบัติตาม ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุ แต่มีการยืนยันในชั้นต้นจากแหล่งข่าวในกรมการปกครอง ว่าพรรคประชาชนขออนุญาตจากกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูล Laser ID ใหม่อีกครั้ง และยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมการปกครองว่าจะอนุญาต หรือไม่ และมีรายงานว่ากรมการปกครองชี้แจงชั้นต้นว่า การที่พรรคประชาชนอ้างถึงกระบวนการเก็บรหัสLaser ID หลังบัตรประชาชนนั้น เป็นไปตามขั้นตอนกรมการปกครองที่ให้พรรคการเมืองเก็บเพื่อยืนยันตัวตน/ป้องกันไม่ให้นำคนต่างด้าวมาสมัครสมาชิก โดยการสวมเลขบัตรประชาชน 13หลักว่าเรื่องนี้พรรคประชาชนทำหนังสือถึงกรมการปกครองเพื่อขอใช้ระบบการตรวจสอบรายการบัตรสมาร์ทการ์ดเท่านั้น และเป็นการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลของบุคคลนั้นๆว่าจริงหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการยืนยันว่า เป็นข้อมูลของพรรคเองกรมการปกครอง ไม่ได้มีคำสั่งแบบนั้น ไปยังพรรคประชาชนให้ปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 17ก.พ.ที่ผ่านมา เพจ”Fact Check-พรรคประชาชน”ได้ออกมาเปิดเผยว่าการใช้ Laser ID(รหัสหลังบัตรประชาชน)ในการสมัครสมาชิก เป็นมาตรการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและเป็นสากล เช่นเดียวกับระบบธนาคารเพื่อป้องกันการสวมสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ โดยข้อ 4 ปรากฏข้อความที่น่าพิจารณาว่า 4.ปัจจุบันพรรคประชาชน”อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตจากกรมการปกครองในการตรวจสอบข้อมูล Laser IDใหม่อีกครั้ง เนื่องมาจากการยุบพรรคก้าวไกลโดยระหว่างที่กระบวนการขออนุญาตยังไม่เสร็จสิ้น” พรรคประชาชนไม่มีการเก็บรวบรวม ใช้ เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูล Laser IDแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เพื่อมีกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พรรคได้มีระบบยืนยันตัวตนอื่นๆเช่น ระบบ OCR ในการยืนยันว่าบุคคลผู้ประสงค์สมัครสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของบัตรประชาชนจริง

เปิดระเบียบกรมการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่ทาง เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง(https://www.bora.dopa.go.th/information/activity-news/35807/ )ระบุว่าหลักเกณฑ์การอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ของกรมการปกครอง การขออนุญาตใช้งาน โดยมีขั้นตอน ดังนี้1.หน่วยงานทำหนังสือขออนุญาตใช้งาน เรียน อธิบดีกรมการปกครอง ส่งมาตามที่อยู่ สำนักบริหารการทะเบียน 59 หมู่ 11 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150 (มีตัวอย่างหนังสือและแบบการขออนุญาตฯ) 2.หน่วยงานเข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอใช้งานที่เว็บไซต์ https://digitalid.bora.dopa.go.th (สามารถทำพร้อมกับหนังสือขออนุญาตได้) 3.”เมื่อหน่วยงานได้รับอนุญาตให้ใช้งานระบบได้ กรมการปกครองจะดำเนินการอนุมัติในระบบลงทะเบียน พร้อมจัดส่งหนังสืออนุญาตและคู่มือการพัฒนาระบบให้กับหน่วยงานผู้ขออนุญาต”

ชี้เก็บLaserIDไป1.1เเสนคนส่อผิดกม.

ดังนั้นการที่พรรคประชาชนดำเนินการเก็บข้อมูล Laser ID ของผู้สมัครสมาชิกพรรค ที่ตอนนี้มีสมาชิกพรรคแล้วกว่า1.1แสนคนไปแล้ว โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองนั้นอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พรรคประชาชนไม่ได้นำข้อมูลส่วนบุคคลในบัตรประชาชนของสมาชิกพรรคไปใช้ แม้พรรคประชาชนจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวของพรรคเพื่อป้องกันการสวมสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง พิจารณาประกาศกรมการปกครอง เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตให้ส่วนราชการและหน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับการอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์(สมาร์ทการ์ด) ลงวันที่ 8 ต.ค.2561จำนวน 12ข้อ

ย้ำปชน.ยอมรับฝ่าฝืนคำสั่งกรมปค.

โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ ข้อ 5 กรมการปกครอง จะอนุญาตให้หน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน ตามเงื่อนไข ดังนี้ 5.1 หน่วยงานนั้นจะต้องมีความจำเป็นในการขอตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร โดยเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานเอกชนที่กำหนดให้บุคคลที่ติดต่อขอทำธุรกรรมหรือนิติกรรมกับหน่วยงานต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน 5.2 จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของบัตรให้ตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชน

6.เมื่อกรมการปกครองอนุญาตให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ส่วนราชการหรือหน่วยงานเอกชนนั้นจะต้องมีหนังสือตอบรับการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมการปกครองกำหนดก่อน จึงจะสามารถใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ โดยกรมการปกครองจะกำหนดรหัสข้อมูลที่จะใช้อ้างอิงในการประมวลผลให้เป็นไปตามมาตรฐานกลางเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันและเป็นเอกภาพ

“โดยในข้อที่ 5 และข้อที่ 6 ระบุใจความหลักว่าการอนุญาตใช้โปรแกรมนี้ ต้องได้รับอนุญาต และต้องมีหนังสือตอบรับว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมการปกครองกำหนด”

แต่จากสิ่งที่พรรคประชาชนแจ้งกับสังคมนั้นเป็นการยอมรับว่าได้ขออนุญาตกับกรมการปกครองแล้วแต่กรมการปกครอง”ยังไม่ได้อนุญาต”ให้พรรคในการใช้โปรแกรมนี้ ดังนั้น หากพรรคประชาชนโดยนายทะเบียนสมาชิกพรรค ในฐานะผู้มีหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมข้อมูลของสมาชิกพรรค และต้องรายงานต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานกกต.นั้น

หากความผิดอาจโดนยื่นยุบพรรค

หากพรรคประชาชนกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือกระทำการใดๆในกรณีนี้โดยที่ส่วนราชการ คือ กรมการปกครอง ยังไม่อนุญาตนั้น พรรคอาจมีความผิดด้วยและอาจจะเกิดผลกระทบ คือยุบพรรค ในการไปเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPAของสมาชิกพรรคโดยไม่จำเป็น และกฎหมาย/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง (กรมการปกครอง) ยังไม่อนุญาตให้พรรคดำเนินการ

หากพรรคประชาชน มีความผิดในเรื่องนี้ อาจจะโดนยื่นยุบพรรค เพราะตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง นั้น องค์ประกอบสำคัญของคณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, เลขาธิการพรรค, รองเลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค, นายทะเบียนสมาชิกพรรค, โฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค โดยตอนนี้นายทะเบียนสมาชิกพรรคประชาชน คือ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

ทั้งนี้ พรรคประชาชนนั้น นับเป็นพรรคลำดับที่ 3ที่มีรากฐานและเชื่อมโยงจากพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล โดยสองพรรคข้างต้นนั้น ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคด้วยเหตุผลคือพรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เนื่องจากกรณีเงินกู้ยืมโดยศาลวินิจฉัยว่าการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ให้พรรคกู้ยืมเงินจำนวน 191.2 ล้านบาท เป็นการรับบริจาคเงินหรือประโยชน์อื่นใดอันฝ่าฝืน มาตรา 72แห่งพ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 และพรรคก้าวไกล ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ในกรณีที่พรรคหาเสียงเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง

เรืองไกร’ชี้ขอเลเซอร์ไอดีต้องดูกม.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชนเก็บข้อมูลLaser IDจากผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจส่งผลทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหลหรือไม่ว่า ถ้าเราไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค แล้วถ้าพรรคการเมืองขอเก็บเลเซอร์ไอดีแล้วเราให้ก็จะเป็นความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย คนไม่รู้ก็จะไปบอกว่า เรื่องนี้ไปยินยอมกันได้หรือไม่ ต้องดูว่ากฎหมายครอบคลุมถึงเรื่องนี้หรือเปล่า อย่างถ้าไปที่ธนาคาร เขาจะต้องนำบัตรประชาชนของเราไปเสียบเพื่อยืนยันตัวตนการที่บุคคลที่3 บอกว่าเขาจะไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราพิสูจน์ได้หรือไม่ เวลาขึ้นศาลในหลายๆคดี ศาลอาจจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นการคาดเดาหรือคาดการณ์

ปมสเปคเตอร์ซีถ้าถือหุ้นเสี่ยงยุบพรรค

เมื่อถามว่ามีคนไปเชื่อมโยงกับกรณีบาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งว่าอาจจะทำให้ความลับรั่วไหลหรือไม่ นายเรืองไกร กล่าวว่า”Think to much”คิดมากไป ส่วนมุมมองกรณีบริษัทสเปคเตอร์ซีของพรรคประชาชน นายเรืองไกรกล่าวว่า เรื่องนี้มีมุมที่น่าสนใจ ซึ่งน.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ให้ข้อมูลเยอะไปหน่อย อาจจะมีผลย้อนเข้าตัวได้ ซึ่งตนกำลังเก็บรายละเอียดอยู่ ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงว่าพรรคการเมืองไปถือหุ้นบริษัท สเปคเตอร์ซีหรือไม่ ซึ่งถ้าพรรคประชาชนไปถือหุ้นบริษัทดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายยุบพรรคซึ่งจะเป็นข้อห้ามให้พรรคการเมืองประกอบธุรกิจ

“การพยายามแก้ต่าง การไปคลุมผ้าพานักข่าวไปดูพิธีล้างแอร์ ผมว่าไม่ใช่ ตกใจเร็วไปหน่อย เหมือนพยายามทำให้เรื่องที่ไม่ถูกให้มันถูก ส่วนที่อ้างว่าเอาพนักงานบัญชี พนักงานกฎหมายหรือฝ่ายคอมพิวเตอร์ ไปฝากอีกบริษัทหนึ่ง ผมถามคำเดียวว่า พรรคได้ประโยชน์จากบริษัทนี้หรือไม่ หรือพรรคนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปจ่ายเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าผมเข้าไปตรวจยุ่งเลยนะ” นายเรืองไกร กล่าว

เปิดพิกัดการลงคะแนนใหม่ กกต.ลุยไฟ22ก.พ. ‘คันนายาว-น่าน-อุดรธานี’

เปิดพิกัดการลงคะแนนใหม่ กกต.ลุยไฟ22ก.พ. ‘คันนายาว-น่าน-อุดรธานี’

เปิดพิกัดการลงคะแนนใหม่ กกต.ลุยไฟ22ก.พ. ‘คันนายาว-น่าน-อุดรธานี’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดพิกัดการลงคะแนนใหม่ กกต.ลุยไฟ22ก.พ. ‘คันนายาว-น่าน-อุดรธานี’ แฉเลือกตั้ง‘พะเยา’ กปน.รับจ๊อบกาบัตร

กกต. ประกาศสถานที่การนับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ “คันนายาว-น่าน-อุดรฯ” รอลุ้นใบลงคะแนนจะมีบาร์โค้ทหรือไม่ ขณะเดียวกันมีการสาวลึกการเลือกตั้งในจังหวัดพะเยา กปน.รับจ้างกาบัตรใบละ400 ให้พรรคฉาว

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอประชาสัมพันธ์การนับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

1. การนับคะแนนใหม่ (สส. และประชามติ) ให้นับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ และนับคะแนนการออกเสียงประชามติ ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น.

2. การออกเสียงลงคะแนนใหม่ (สส. และประชามติ) ให้ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อและการออกเสียงประชามติ ใหม่ ของหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติที่ 9 เขตเลือกตั้งและเขตออกเสียงประชามติที่ 15 กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณอาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

3. การออกเสียงลงคะแนนใหม่ (สส. แบบบัญชีรายชื่อ) ให้ออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ของจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอไชยวาน หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลโพนสูง ใหม่ ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 4 ตำบลโพนสูง อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

4. การออกเสียงลงคะแนนใหม่ (สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง) ให้ออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ของจังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน ใหม่ ณ หอประชุมบ้านศรีเกิด ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.

ขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้ง ตามข้อ 2, 3 และ 4 ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงลงคะแนนในวันดังกล่าว

กกต.นัดประชุมสัปดาห์หน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับวันที่ 18 ก.พ.ไม่มีการประชุมกกต.แต่จะมีการประชุมอีกหนในสัปดาห์หน้า

ด้าน ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต. ประจำกรุงเทพมหานคร เปิดเผย กกต.พร้อมแล้ว สำหรับการนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ตามหน่วยต่างๆที่ประกาศเอาไว้ สำหรับวัสดุอุปกรณ์และบัตรเลือกตั้งในหน่วยนี้ ทางบริษัทไปรษณีย์ไทยจะเป็นคนจัดส่งไปยังสำนักงานเขตโดยตรง ส่วนรูปแบบบัตรจะใช้รูปแบบเดิมหรือไม่ ตนยังไม่ทราบและจะเห็นรูปแบบบัตรก็ต่อเมื่อแจกจ่ายไปที่หน่วยเลือกตั้งในเช้าวันที่ 22 ก.พ.

ยังไม่เห็นบัตรเลือกตั้งใหม่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ที่จะใช้ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ตนเองยังไม่เห็นบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้ ขั้นตอนการออกลงคะแนนใหม่และการนับคะแนนประชามติเป็นเหมือนวันที่ 8 ก.พ. คือ จะมีการเบิกจ่ายอุปกรณ์ในวันที่ 22 ก.พ.นี้

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวย้ำว่า ในส่วนของหน่วยเลือกตั้งมีความพร้อม และได้กำชับ กปน. ให้ทำหน้าที่เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมให้พึงระวังการกรอกรายละเอียดแบบฟอร์มต่างๆ ให้มีความรอบคอบมากขึ้น และไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนอยู่แล้ว

ปชป.ตั้งทีมสอบบัตรเลือกตั้ง

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยพูดคุยกับพรรคการเมืองเพื่อชวนร่วมรัฐบาล ว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญเป็นลำดับรอง เพราะต้องการทราบในความชัดเจนต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการรเลือกตั้ง (กกต.) ที่โปร่งใส เป็นธรรม หลังจากที่พบในหลายกรณีว่าการเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ. มีความเคลือบแคลงต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และภาคส่วนต่างๆ เรียกร้องให้ กกต. พิสูจน์ ขณะเดียวกัน กกต. ได้ออกคำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในบางพื้นที่ นับบัตรลงคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ หลังมีปัญหาเรื่องบัตรเขย่ง หรือกรณีของการทำสัญลักษณ์ หรือ บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เป็นต้น จึงทำให้มีข้อกังวลต่อการกระบวนการของการเลือกตั้งที่อาจมีปัญหา

นายชัยวุฒิ กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นการตรวจสอบการเลือกตั้งขณะนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ลงนามตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรค เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาในข้อมูลและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ

“การร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญเป็นลำดับรอง เพราะสิ่งแรกที่ต้องเน้นคือ การตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการเลือกตั้งนั้นถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะหากมีประเด็นที่ทำให้ไม่เกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือ อาจมีผลกระทบทางลบต่อการเมืองไทยได้” นายชัยวุฒิ กล่าว

หึ่งจ้างกปน.ช่วยกาบัตร

มีรายงานเรื่องวุ่นๆในจังหวัดพะเยา ของหน่วยเลือกตั้งหนึ่งที่มีปัญหาโดยแหล่งข่าวจากกกต.ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งรายหนึ่ง แอบกาบัตรให้ลงคะแนนให้พรรคการเมืองดัง(สส.ปัญชีราย) ชื่อ 5ใบ เเละพรรคอื่นๆ พรรคละ1ใบ รวมเจ็ดใบ โดยในช่วงที่จับกุมได้นั้น สอบสวนเบื้องต้นทราบว่ากปน.รายนี้เป็นชาวบ้านที่เข้ามาอบรมเป็นกปน. เเละกปน.รายนี้ยอมรับในเบื้องต้นว่าได้รับค่าจ้างลงคะเเนนใบละ400บาท เเม้ตอนหลังกปน.รายนี้จะกลับคำให้การเเละขอให้การในชั้นศาลก็ตาม

“ตรงนี้น่าพิจารณาว่า ใครในพรรคที่เข้าไปเอี่ยว จ้างกปน.รายนี้ทุจริตเเละกกต.กำลังสอบสวนขยายผล หากพบว่าเเกนนำพรรค/ผู้บริหารพรรคใดว่าจ้างกปน.รายนี้กระทำการทุจริตก็อาจโดนยุบพรรคได้ เพราะสอดรับการเคลื่อนไหวของบางพรรคที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้เเละเรียกร้องให้นับคะเเนนใหม่/เลือกตั้งใหม่นั้น ตรงนี้น่าพิจารณา”เเหล่งข่าวระบุ

สว.ชะลอแต่งตั้งกกต.

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. และน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ร่วมแถลงว่า ตนยื่นญัตติขอให้วุฒิสภาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีก 2 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่ทางวุฒิสภาจะนัดประชุมในวันที่ 26 ก.พ. นี้ เพื่อคัดเลือกบุคคลไปทำหน้าที่ กกต. แทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว เพราะห้วงเวลานี้มีวิกฤตความศรัทธาในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่ สว.ชุดนี้ให้ความเห็นชอบ กกต. ไปแล้ว 3 คน หากให้ความเห็นชอบเพิ่มอีก 2 คน จะกลายเป็น 5 คนจาก 7 คนที่มาจากการให้ความเห็นชอบจาก สว. ชุดนี้ที่มีคดีฮั้วอยู่

ขณะที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า ขณะนี้มี สว.ชุดปัจจุบัน ถึง 138 คน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหากรณีฮั้ว แล้วจะมาให้ความเห็นชอบ กกต. อีก 2 คนซึ่งไม่ชอบธรรม และเป็นการขัดกันด้วยหลักการแห่งผลประโยชน์ทับซ้อน

ร่างคำร้องเลือกตั้งโมฆะ

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าการล่ารายชื่อ 20 สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดเลือกตั้งโมฆะนั้น น.ส.นันทนา กล่าวว่า วันนี้ร่างคำร้องเรียบร้อยแล้ว และเชื่อเป็นนิมิตหมายอันดีเพราะตอนนี้ สว.เสียงข้างน้อย และ สว.อิสระ ได้มีการโทรมาสอบถาม จึงเชื่อว่าครั้งนี้จะรวบรวมได้เร็วและจะรีบยื่นทางประธานวุฒิสภาให้เร็วที่สุด แต่กระบวนการนี้ต้องเรียนว่าประธานวุฒิสภาหากได้รับเรื่องแล้วก็อยากจะให้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับที่รับเรื่องจาก สว.เสียงข้างมากที่รับแล้วรีบยื่นกระบวนการจะได้ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้เร็ว และเราพยายามจะทำให้อยู่ในสัปดาห์หน้า

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

แนวหน้าวาทะเด็ด

“การร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญเป็นลำดับรอง เพราะสิ่งแรกที่ต้องเน้นคือ การตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการเลือกตั้งนั้นถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด”

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี คิงส์เกต ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการ ไทยไม่ต้องจ่ายชดเชย

ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี คิงส์เกต ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการ ไทยไม่ต้องจ่ายชดเชย

ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี คิงส์เกต ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการ ไทยไม่ต้องจ่ายชดเชย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.34 น.

รัฐบาลยืนยัน “คิงส์เกต” ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทเหมืองทองคำอัคราแบบไร้เงื่อนไข ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปี ไทยไม่ต้องจ่ายชดเชย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าการยุติข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท Kingsgate Consolidated Limited กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจ ถือเป็นข่าวดีของประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้รับรายงานจาก นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า บริษัทคิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ และคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้ข้อพิพาทที่ดำเนินมายาวนานกว่า 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ โดยประเทศไทยไม่ต้องชำระค่าชดเชยใด ๆ ตามที่บริษัทเคยเรียกร้อง

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการดำเนินงานเชิงรุกของคณะทำงานระงับข้อพิพาท ที่กำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด ใช้แนวทาง “คู่ขนาน” คือ เตรียมความพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการเจรจาฉันมิตรบนหลักกฎหมาย และยึดหลักสำคัญว่า ต้องไม่สร้างภาระให้กับประเทศไทย จนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

ทั้งนี้ การสิ้นสุดข้อพิพาทดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการคดีระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป

“รัฐบาลขอยืนยันว่า การยุติข้อพิพาทครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างเป็นเอกภาพของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชน และภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ” รองโฆษกฯ กล่าว

กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง

กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง

กกต.แจงปมร้อน ยอดบัตรเขย่ง กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.19 น.

กกต.แจงปมร้อน ‘ยอดบัตรเขย่ง’ กว่า 3.2 แสนใบ 390 เขตเลือกตั้ง ยันไม่เป็นความจริง ยันตรวจสอบผลการนับคะแนน สส.อย่างเป็นทางการได้หน้าเว็บไซต์

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชี้แจงกรณีมีการโพสต์ข้อความ “ยอดบัตรเขย่ง” โดยระบุว่า ตามที่ปรากฎข่าวในสือสังคมออนไลน์ ถึงการโพสต์ข้อความ “ใครช่วยไปบอก กกต. หน่อยว่า 6.6 หมื่นใบนี้แค่ยอดเขย่ง **สุทธิ** (ชมพู > เขียว มาหักลบกับ เขียว > ชมพู) ระดับประเทศค่ะ ยอดบัตรเขย่ง (เขียว-ชมพู) ที่เกียวข้องระดับเขตคือ 324,000 ++ ใบ และเขย่ง 390 จาก 400 เขตเลือกตั้ง” นั้น

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงว่า ข้อความด้วามล่าวไม่เป็นความจริง สามารถตรวจสอบผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (www.ect.go.th) หรือ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect go.th หรือสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444

อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวที่ กกต.ชี้แจง เป็นโพสต์ของ น.ส.สฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระได้ออกมาโพสต์ตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 17 ก.พ.

มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

มท. คุมเข้มอาวุธปืนทั่วประเทศ เตือน ปชช.พกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.16 น.

’มท.‘ กำชับ ‘ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ’ คุมเข้ม ‘อาวุธปืน’ เน้นความปลอดภัยประชาชนเป็นสำคัญ หากเจอฝ่าฝืนทั้งจำทั้งปรับ เตือนประชาชนพกพาโดยไม่มีเหตุสมควร มีความผิดตามกฎหมาย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) กล่าวว่า ได้มีข้อสั่งการด่วนถึงฝ่ายปกครองทั่วประเทศ กำชับการดำเนินมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดในทุกมิติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ให้นายทะเบียนท้องที่ทั่วประเทศ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 อย่างเคร่งครัด พร้อมสอบสวนพฤติการณ์ส่วนตัว ผู้ใกล้ชิด และประวัติการเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายอย่างละเอียด รอบคอบ และรัดกุม

2. ให้นายทะเบียนท้องที่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตรวจตราและสอดส่องดูแลผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ผ่านกลไกเครือข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคประชาชน และส่วนราชการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ได้รับใบอนุญาตดังกล่าว ยังคงมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย หากตรวจพบพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย นายทะเบียนท้องที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งทางปกครองและทางอาญา

3. งดออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน (แบบ ป.12) ชั่วคราว ลดความเสี่ยงอาชญากรรมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มข้น โดยมีคำสั่ง งดการออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการใช้อาวุธปืนก่อเหตุรุนแรงในที่สาธารณะ และสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน โดยห้ามเจ้าพนักงานออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนให้บุคคลทั่วไปอย่างเด็ดขาด

อธิบดีกรมการปกครอฃ กล่าวต่อว่ส การพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นความผิดตามกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ ทั้งนี้ แม้ผู้ใดจะได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) แล้ว ก็ไม่มีสิทธิพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยทั่วไปได้ โดยต้องเก็บรักษาไว้ในที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีความผิดตามกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง

อธิบดีกรมการปกครอง กล้าวด้วยว่า นอกจากนี้ ให้ฝ่ายปกครอง ตรวจตรา การฝ่าฝืนกฎหมายอาวุธปืนในพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยฝ่ายปกครองลงพื้นที่เพื่อบังคับใช้กฎหมาย  ผ่านการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด การสุ่มตรวจสอบในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามการกระทำผิดกฎหมาย และให้เกิดความปลอดภัยให้กับประชาชนมากที่สุด

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอให้มีพลานามัยแข็งแรง ปฏิบัติศาสนกิจลุล่วง

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอให้มีพลานามัยแข็งแรง ปฏิบัติศาสนกิจลุล่วง

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ขอให้มีพลานามัยแข็งแรง ปฏิบัติศาสนกิจลุล่วง

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.23 น.

นายกฯส่งคำอวยพรต้อนรับเดือนรอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ส่งความปรารถนาดี ขอองค์พระอัลเลาะห์อำนวยพรอันประเสริฐแก่พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเนื่องในโอกาสต้อนรับเดือนรอมฎอน ประจำปี พ.ศ. 2569 (ฮ.ศ. 1447) ใจความว่า

สวัสดีพี่น้องมุสลิมชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องในโอกาสเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 ผมในนามรัฐบาล ขอส่งความปรารถนาดีและขอร่วมแสดงความยินดีมายังพี่น้องมุสลิมทุกท่าน ที่จะได้ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจสำคัญในการถือศีลอด 

เดือนรอมฎอน เป็นเดือนแห่งการทดสอบศรัทธาและความอดทนของจิตใจ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งการปลูกฝังความเมตตา การรู้จักแบ่งปัน และการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันทรงคุณค่าของพี่น้องชาวมุสลิมทุกคน

คุณค่าอันงดงามเหล่านี้ นับเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เกื้อกูล เอื้ออาทร และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พร้อมทั้งเป็นโอกาสอันประเสริฐในการน้อมจิตที่เปี่ยมด้วยศรัทธา รำลึกถึงพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ที่องค์พระอัลเลาะห์ทรงประทานแก่พี่น้องชาวมุสลิม เพื่อนำหลักธรรมคำสอนไปยึดถือและปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

“ในวาระอันเป็นมงคลนี้ ผมขอพรอันประเสริฐแห่งองค์พระผู้อภิบาล จงโปรดประทานความเมตตา ความอิ่มเอมใจ และพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์แก่พี่น้องมุสลิมชาวไทยทุกท่าน ให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักศาสนบัญญัติได้อย่างครบถ้วนและลุล่วงตามเจตนารมณ์ เพื่อความสุข ความเจริญแก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติสืบไป ขอความสันติสุข และความสวัสดี จงประสบแก่ทุกท่าน”

ถอยซะแล้ว! พรรคประชาชน ปรับหน้าเว็บเลิกกรอก Laser ID จนกว่าจะได้รับอนุญาต

ถอยซะแล้ว! พรรคประชาชน ปรับหน้าเว็บเลิกกรอก Laser ID จนกว่าจะได้รับอนุญาต

ถอยซะแล้ว! พรรคประชาชน ปรับหน้าเว็บเลิกกรอก Laser ID จนกว่าจะได้รับอนุญาต

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.08 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก Fact Check-พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  พรรคประชาชนยืนยันการขอ Laser ID จากประชาชนผู้สมัครสมาชิกพรรคถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีกระแสข่าวจากหลายแหล่งชี้ว่ากระบวนการการสมัครสมาชิกพรรคประชาชนอาจจะผิดกฎหมาย และส่งผลไปถึงการยุบพรรคได้ พรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “การขอ Laser ID จากประชาชน” และ “การขออนุญาตเชื่อมต่อข้อมูล Laser ID กับกรมการปกครอง” เป็นคนละเรื่องกัน

“การขอ Laser ID จากประชาชน” สามารถทำได้ด้วยการขอความยินยอมทั่วไป เหมือนการขอข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ เช่น ชื่อ ที่อยู่ อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ ไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตไปที่กรมการปกครอง เป็นพันธะระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ขอ(พรรค)

“การขออนุญาตเชื่อมต่อข้องมูล Laser ID กับกรมการปกครอง” ต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง ในกระบวนการนี้พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในอดีตเคยได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อกับระบบของกรมการปกครองอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก่อนที่จะมีการยุบพรรค

สำหรับพรรคประชาชน พรรคได้รับอนุญาตในส่วนของโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card), ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA Digital ID) แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการอนุญาตให้ใช้บริการ Web Service เพื่อตรวจสอบสถานะบัตรประจำตัวประชาชนผ่าน API เท่านั้นก็จะเสร็จสมบูรณ์

แม้จะมีการกำหนดมาตรฐานโดยทั่วไปว่าพรรคการเมืองต้องเก็บรวบรวมและนำส่งข้อมูลใดบ้าง (เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ เลขสมาชิก ฯลฯ) แต่พรรคการเมืองก็สามารถขอข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อใช้สำหรับการยืนยันตัวตนผู้ประสงค์สมัครเป็นสมาชิกพรรคให้มีความถูกต้องครบถ้วน เป็นมาตรฐานการยืนยันตัวตนที่รัดกุมขึ้น เพื่อป้องกันเคสที่อาจอ้างว่าไม่ได้สมัคร โดนสวมสิทธิเอาเลขบัตรประชาชนไปสมัคร ดังนั้นจึงต้องออกแบบระบบให้ต้องยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน เช่น

– การขอ Laser ID เลขยืนยันตัวตนหลังบัตร เพื่อป้องกันการมีแค่ข้อมูลด้านหน้าบัตร เช่น เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ชื่อ ที่อยู่ ฯลฯ แล้วจะสมัครได้เลย ต้องมีการยืนยันตัวตนจากระบบของกรมการปกครองด้วยว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนใบล่าสุดที่ใช้งานได้จริง ข้อมูลตรงกัน

– ระบบ OCR ที่ต้องมีการถ่ายรูปผู้ที่ประสงค์จะสมัครสมาชิกกับบัตรในการสมัคร เพื่อยืนยันว่าผู้นั้นรู้เรื่องและมีความประสงค์จริงๆ ในกระบวนการสมัครสมาชิก

การขอข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนนี้เป็นมาตรฐานขั้นสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ และเป็นมาตรฐานที่ทำมาตลอดตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในอดีต โดยไม่เคยมีปัญหาว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆ

ในกรณีที่มีการให้ข่าวว่า “พรรคประชาชนฝืนคำสั่งกรมการปกครองเก็บ Laser ID อยู่ระหว่างขออนุญาตแต่รวบรวมแล้วกว่า 1.1 แสนคน” พรรคประชาชนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะพรรคไม่ได้เก็บข้อมูล Laser ID และขอชี้แจงว่าถึงจะมีกรณีที่เก็บก็ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายใดๆ เพราะเป็นการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นแล้ว ไม่เกี่ยวกับการต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นว่ากระบวนการสองอย่างนี้เป็นคนละอย่างกัน อย่างไรต้องขอยืนยันอีกครั้งว่า แนวทางของพรรคไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนนี้ตลอดมา ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก็ไม่เคยเก็บ

เพื่อไม่ให้เกิดความกังวล พรรคได้ปรับหน้าเว็บสำหรับสมัครสมาชิกไม่ให้ต้องกรอก Laser ID แล้วจนกว่าจะได้รับการอนุญาตในส่วนของบริการ Web Service เพื่อตรวจสอบสถานะบัตรประจำตัวประชาชนผ่าน API ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?

อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?

อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.38 น.

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า 
เลือกตั้ง 8 ก.พ. 69: “บัตรมี Barcode” เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน? 

เคยสงสัยไหมครับ? ถ้าวันหนึ่งเราเข้าคูหาไปกากบาท แต่ดันเห็น Barcode หรือ QR Code อยู่บนบัตรเลือกตั้ง! จนรู้สึกว่า “เห้ย แบบนี้เขาจะเช็กย้อนหลังได้ไหมว่าเราเลือกใคร?”  ในเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ”

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริง เราจะไปฟ้องใคร? ศาลปกครอง หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ? วันนี้มีคำตอบครับ! 

ทำไม “ศาลปกครอง” ถึงไม่ใช่คำตอบ?

หลายคนอาจนึกถึงศาลปกครองเป็นที่แรก เพราะ กกต. เป็นองค์กรของรัฐ แต่ช้าก่อนครับ!
• รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 ระบุว่า อำนาจศาลปกครอง “ไม่รวมถึง” การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระนั้น ๆ
• การออกระเบียบเรื่อง “รูปแบบบัตรเลือกตั้ง” และการพิมพ์บัตรที่มี Barcode หรือ QR Code เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง เป็นการใช้อำนาจโดยตรงของ กกต. เพื่อจัดการเลือกตั้ง ดังนั้นงานนี้ศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองสูงสุด อาจจะไม่มีอำนาจรับฟ้องครับ 

เส้นทางสู่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” (Roadmap ของผู้ถูกละเมิดสิทธิ)
เมื่อเรื่องนี้เป็นการกำหนดให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยลับในการเลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็น “สิทธิและเสรีภาพ” ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ (มาตรา 83) ช่องทางที่ถูกต้องตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 คือ:

1.ด่านแรก: ยื่นเรื่องต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” 
• เราต้องไปร้องเรียนว่าการกระทำของ กกต. (เรื่อง Barcode/QR Code) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
• ผู้ตรวจการแผ่นดินมีเวลา 60 วัน ในการพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ

2.ด่านสอง: ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ถ้าด่านแรกปฏิเสธหรือนิ่งเฉย)
• ถ้าครบ 60 วันแล้วผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่อง หรือบอกว่าไม่ขัด… 
• เราในฐานะ “ผู้ถูกละเมิดสิทธิ” มีสิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองเลยครับ! 
• จุดสำคัญที่ต้องรู้!  หลายคนอาจเจอ “เกจิอาจารย์กฎหมาย” โต้ว่า จะร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินได้เฉพาะกรณี ‘กฎหมาย’ ขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้นนะ! แต่เรื่องบัตรเลือกตั้งมันคือ ‘การกระทำ’ ไม่ใช่ตัวกฎหมาย… จะร้องได้เหรอ? 

• คำตอบคือ “ร้องได้แน่นอน!”  เพราะกฎหมายเขียนดักไว้แล้วในมาตรา 48 วรรคสามว่า ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยว่า “การกระทำนั้น” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญด้วย! 

สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย
ถ้าบัตรเลือกตั้ง “ไม่ลับ” เพราะเทคโนโลยีรบกวนสิทธิ  ไปหาผู้ตรวจการแผ่นดิน  เพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ 
เพราะความลับในคูหา คือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย ถ้าไม่ลับ… ก็ไม่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่แท้จริง! 

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ
18/2/69