อนุทิน เดินสายมูสักการะ ‘ตราแผ่นดิน-หลวงปู่ดำ’เสริมอำนาจบารมี

อนุทิน เดินสายมูสักการะ ‘ตราแผ่นดิน-หลวงปู่ดำ’เสริมอำนาจบารมี

อนุทิน เดินสายมูสักการะ ‘ตราแผ่นดิน-หลวงปู่ดำ’เสริมอำนาจบารมี

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.26 น.

’อนุทิน‘เดินสายมูสักการะ ‘ตราแผ่นดิน’ที่สน.ราชวัง เสริมอำนาจบารมี  ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่อาคาร Saint Louis-Marie Memorial Building โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นนายอนุทิน ได้เดินทางไปที่ สน.พระราชวัง เพื่อสักการะตราแผ่นดินและ หลวงปู่ดำ  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ ความเป็นชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะตราแผ่นดินที่สถานีตำรวจนครบาล พระราชวัง หรือ สน.พระราชวัง  จากนั้น นายอนุทินได้สักการะรูปหล่อเหมือนหลวงปู่ศิลาฯ บริเวณหลัง สน.พระราชวังด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่ได้มาสักการะสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับตราแผ่นดิน ถือเป็นการเสริมพลังอำนาจ เสริมบารมี และขอพรให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน รวมถึงการปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตรายต่างๆ ความเชื่อเหล่านี้ได้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และยังคงเป็นที่ยึดมั่นของผู้คนจำนวนมาก

ยุทธพร กาง 3 มิติ อนุทิน ส่งสารถึงประชาชน เทียบเท่า ประกาศชัยชนะ

ยุทธพร กาง 3 มิติ อนุทิน ส่งสารถึงประชาชน เทียบเท่า ประกาศชัยชนะ

ยุทธพร กาง 3 มิติ อนุทิน ส่งสารถึงประชาชน เทียบเท่า ประกาศชัยชนะ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.21 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวให้ความเห็นต่อการสื่อสารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เปิดเผยแนวทางบริหารประเทศว่า เนื้อหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงการขอบคุณคะแนนเสียง แต่มีลักษณะเป็น “คำประกาศชัยชนะ” (Declaration of Victory) และเป็นการแสดงเจตจำนงจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน พร้อมวาง “พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์” ของประเทศในระยะถัดไป

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าต่อว่า ข้อความดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และการปรับกระบวนทัศน์การบริหารประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ 3 มิติหลัก 1. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบชาตินิยม
ประเด็นที่ชัดที่สุดคือการประกาศจุดยืนด้านความมั่นคงที่แข็งกร้าวมากขึ้น ทั้งแนวคิดสร้างกำแพงความมั่นคงและการปิดด่านชายแดน สะท้อนแนวคิดความมั่นคงแบบดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญต่ออธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งอาจกระทบต่อการค้าชายแดนและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการประกาศยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็นกรอบเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านการทูตและพลังงาน สะท้อนแนวคิด “Resource Nationalism” หรือการปกป้องทรัพยากรชาติ และอาจหมายถึงการเจรจาใหม่ด้วยท่าทีที่แข็งขึ้น อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงบทบาทของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แสดงให้เห็นความพยายามสร้างสมดุล เพราะเป็นบุคลากรสายการทูตมืออาชีพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศบนเวทีโลก ไม่ใช่การปิดประเทศ

ยุทธพร

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวต่อว่า 2.โมเดลเศรษฐกิจแบบผสมการเมือง–เทคโนแครต รศ.ดร.ยุทธพร เห็นว่า การเปิดชื่อทีมเศรษฐกิจ เช่น อนุทิน เอกนิติ ศุภจี และสีหศักดิ์ เป็นการส่งสัญญาณสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่อภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนรูปแบบบริหารที่ผสมผสานนักการเมืองกับผู้เชี่ยวชาญ นัยสำคัญคือรัฐบาลต้องการยืนยันว่า การบริหารเศรษฐกิจจะไม่อิงประชานิยมเพียงอย่างเดียว แต่มีมืออาชีพเข้ากำกับโครงสร้างภาษี การลงทุน และภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ พร้อมทั้งวิพากษ์ว่าเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในภาวะซบเซามานาน จึงมีโจทย์สำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และ3.วาทศิลป์และภาวะผู้นำทางการเมือง

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ภาษาที่ใช้มีความเด็ดขาด เช่น การเร่งดำเนินการทันที สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวจากสถานะ “พรรคตัวแปร” สู่ “แกนนำหลัก” อย่างเต็มตัว พร้อมสร้างสัญญาประชาคมทางการเมือง โดยยืนยันจะทำตามนโยบายหาเสียง อย่างไรก็ตาม ความผูกพันทางการเมืองดังกล่าวมีความเสี่ยง หากดำเนินการไม่ได้จริง โดยเฉพาะนโยบายใหญ่ เช่น กำแพงชายแดน หรือ MOU 44 อาจกลายเป็นจุดโจมตีทางการเมืองในอนาคต

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวด้วยว่า ไทยกำลังเข้าสู่ทิศทางใหม่ ได้แก่ นโยบายต่างประเทศเชิงรุก การฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรัฐร่วมมือมืออาชีพ และการให้ความสำคัญความมั่นคงเป็นอันดับแรก แต่ต้องระวัง ต้นทุนทางการทูตและงบประมาณ ของนโยบายความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารแรงเสียดทานระหว่างประเทศ และจัดหาแหล่งงบประมาณโดยไม่กระทบการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul

ย้ำคุยทุกพรรค! อนุทิน บอกไม่จริง กระแสข่าวผลัก กล้าธรรม นั่งฝ่ายค้าน

ย้ำคุยทุกพรรค! อนุทิน บอกไม่จริง กระแสข่าวผลัก กล้าธรรม นั่งฝ่ายค้าน

ย้ำคุยทุกพรรค! อนุทิน บอกไม่จริง กระแสข่าวผลัก กล้าธรรม นั่งฝ่ายค้าน

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.10 น.

‘อนุทิน’ปัดกระแสข่าวผลัก‘กล้าธรรม’ไปเป็นฝ่ายค้าน  บอกไม่จริง ย้ำคุยทุกพรรค

เมื่อเวลา 16.15 น.วันที่ 16 ก.พ. 69 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าไม่ดึงพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลให้ไปเป็นฝ่ายค้าน ว่า ไม่จริง 

เมื่อถามต่อว่า นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม(กธ.) คาดการณ์ว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกธ.จะพูดคุยกับนายกฯในวันที่ 17 ก.พ.นี้ นายอนุทิน กล่าวว่า  ก็ต้องคุยกับทุกพรรคอยู่แล้ว

โจ มณฑานี ดับมั่น บอย ธีระวัฒน์ กางผลคะแนนตอกหน้า จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ

โจ มณฑานี ดับมั่น บอย ธีระวัฒน์ กางผลคะแนนตอกหน้า จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ

โจ มณฑานี ดับมั่น บอย ธีระวัฒน์ กางผลคะแนนตอกหน้า จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.04 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงกลางเมืองตักศิลา เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 2569) บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม เขต 1 จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกร้องให้สถาบันการศึกษาในพื้นที่ออกมามีบทบาทต่อสถานการณ์การเลือกตั้ง โดย บอย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ ว่า “เรียกร้อง! ให้สถาบันการศึกษาของมหาสารคาม แสดงจุดยืนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อคงไว้ซึ่งความศรัทธาของปวงชน”

บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ

และในเวลาต่อมาเจ้าตัวยังได้คอมเมนต์ภาพกราฟิกที่มีรายชื่อสถาบันการศึกษาต่าง ๆ พร้อมข้อความ “ยืนหยัดข้างความโปร่งใส” และระบุเพิ่มเติม ว่า “มองหามหาสารคามบ้านเราไม่เจอ”

บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ

ก่อนที่ในเวลาต่อมา โจ มณฑานี อดีตดีเจและนักเขียนชื่อดัง จะเข้าไปคอมเมนต์ตอกกลับแบบเจ็บแสบพร้อมแนบภาพผลคะแนนว่า “จะเรียกร้องมหาวิทยาลัยเพื่อ? คุณแพ้เขาเกือบ 9 พันคะแนนเน่อ”

Jo Montanee

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อม เมื่อชาวมหาสารคามและผู้ติดตามของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น  บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ หรือ โจ มณฑานี เข้าไปแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อน เช่น

“ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน อัตลักษณ์ มหาลัยชื่อดังจ.มหาสารคาม แต่เงียบกริบดีครับ 555”

“อีก7เสียงเบอร์1ขอร่วมด้วยครับ(เหตุไม่ชอบความอยุติธรรมครับ)อย่ายอมครับ”

“ฝากท่านอธิการ MSU Prayook Srivilai ด้วยครับ”

“สารคามมีคนคุม ที่ไม่บอกก็รู้ว่าใคร”

“อย่าดึงสถาบันอันทรงเกียรต์มาสนับสนุนคนแพ้แล้วพาล”

“เนี่ย พอคนไม่เลือกก็หาว่าเค้าไม่พัฒนา”

“ทุกเทือคือบ่หาตะดั่ยบอก แสดงว่ามีหยังผิดปกติสำหรับเรื่องนี่ #จากคนขามเรียง”

บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ
Jo Montanee
บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ
โจ มณฑานี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก บอย ธีระวัฒน์ พรรณะ มหาสารคาม, เฟซบุ๊ก Jo Montanee

ไม่ยึดติด เกษตรฯ! ธรรมนัสย้ำมารยาทการเมือง ให้สิทธิ์พรรคอันดับ 1 นำทีม

ไม่ยึดติด เกษตรฯ! ธรรมนัสย้ำมารยาทการเมือง ให้สิทธิ์พรรคอันดับ 1 นำทีม

ไม่ยึดติด เกษตรฯ! ธรรมนัสย้ำมารยาทการเมือง ให้สิทธิ์พรรคอันดับ 1 นำทีม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.03 น.

”ธรรมนัส“ ยืนยัน ยังไม่คุยชัดเจนในรายละเอียดการจัดตั้งรัฐบาล อย่างเป็นทางการ  กับพรรคภูมิใจไทย ต้องรอ  กกต .รับรอง ผลการเลือกตั้ง  ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าห่วงเป็นห่วง”

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ปฎิเสธถึงสถานการณ์ทางการเมือง ที่ขณะนี้มีการเจรจาร่วมรัฐบาลกัน แต่ในส่วนของพรรคกล้าธรรมเก็บตัวเงียบทั้งวันหรือไม่ โดยระบุว่าตนไม่ได้เก็บตัวและยังประจำการอยู่ที่ตั้ง และติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง  ยืนยันว่า การเจรจายังไม่ได้มีการลงรายละเอียดจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการและไม่ได้มีการต่อรองอะไรกันทั้งนั้น ซึ่งตามหลักการแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลต้องดูความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าจะเซ็นรับรองผลการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือมีการนับคะแนนเกิน 95% หรือยัง ถึงจะมีการพูดคุยเจรจาในรายละเอียดจัดตั้งรัฐบาล 

ส่วนกรณีที่พรรคอื่นๆ รวมถึงพรรคเพื่อไทย เข้าแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมรัฐบาลนั้น น่าจะเป็นการแสดงความยินดีและแสดงเจตจำนงในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่พรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ดำเนินการในส่วนนี้  พร้อมย้ำจุดยืน ยังคงประจำการอยู่ที่ตั้ง และตนเป็นคนที่ไม่เคยออกหน้าไปสู่ขอ หรือออกตัว ขอเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลก่อน ส่วนใหญ่จะมอบหมายให้หัวหน้าพรรค หรือเลขาพรรค เป็นผู้ดำเนินการทุกครั้ง และขณะนี้ ตนได้พูดคุยภายในพรรคแล้วว่า ต้องรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งก่อน และตามมารยาททางการเมืองต้องให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด เป็นผู้ดำเนินการนัดเจรจา  
 
ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม และปูทางให้นาง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ย้ำว่า ยังไม่มีพรรคคนของพรรคการเมืองใดพูดถึงประเด็นนี้ มีเพียงสื่อนำเสนอข่าวรายวัน

สำหรับประเด็นที่พรรคการเมืองอื่นๆ ได้มีการพูดคุย และแสดงเจตจำนง ว่าจะไม่ขอร่วมกับพรรคกล้าธรรมนั้น ร้อยเอกธรรมนัส เปรียบเทียบให้เห็นว่า  เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนเคยสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และมี สส. บางกลุ่มที่เป็นคนปล่อยข่าวปั่นกระแส เสี้ยมให้เกิดการถกเถียงกันเป็นวงกล้าง และปัจจุบันกลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ไปสังกัดอยู่ในพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ตนจึงไม่ทราบรายละเอียดว่าเขามีความคิดเห็นกันอย่างไร 

ทั้งนี้ กรณีที่มีการปล่อยข่าว ว่า พรรคกล้าธรรม อยากได้กระทรวงเกษตรไว้บริหารเองหรือไม่ หากได้ร่วมรัฐบาล ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันว่า การเป็นนักการเมือง จะไปยึดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ เป็นไปไม่ได้ และไม่มีการผูกขาดในการบริหารกระทรวงต่างๆ มองว่า การจัดสรรและการเจรจาอยู่ที่พรรคแกนนำ ไม่ใช่ตนจะอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการผิดมารยาททางการเมือง  ย้ำว่า การเจรจาเป็นเรื่องสำคัญ และขอให้ติดตามความชัดเจนจากคณะผู้บริหารพรรคกล้าธรรมเท่านั้น  ส่วนทิศทางของพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีเพียงการพูดคุย ว่าหากพรรคกล้าธรรม เดินไปทางใดก็จะขอร่วมอุดมการด้วยเท่านั้นเอง   ส่วนสไตล์การทำการเมืองของร้อยเอกธรรมนัส ยังยืนยันว่า ไม่เคยทำใครก่อน และขณะนี้ยังไม่มีเรื่องบาดหมางใจอะไรกัน ส่วนการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องมีการสู้ศึกเลือกตั้ง ไม่ใช่การฮั้วเลือกตั้งหรือหลบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง   

ส่วน กระแสข่าวว่าตนมีเรื่องบาดหมางกับ นายเนวิน ชิดชอบ ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวิน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง และไม่ควรดึงบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องในการหารือเพราะอาจจะผิดกฎหมายเลือกตั้ง  

นอกจากนี้ ประเด็นที่พรรคประชาชน เชิญชวน พรรคกล้าธรรม มาร่วมตรวจสอบในการเป็นฝ่ายค้าน ร้อยเอก ธรรมนัส ย้ำว่า อย่าพึ่งคิดไกลไปกว่านั้น ขอให้รอความชัดเจน จาก กกต. ก่อน เพราะไม่รู้สถานการณ์จะออกมาในรูปแบบใด และผลลัพธ์ที่ได้จะเกิดอะไรขึ้น เพราะมีคนร้องเรียนความไม่โปร่งใสในหลายประเด็น และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล และปัจจุบันมีนักวิชาการหลายท่าน โทรมาสอบถามในกรณีนี้ ซึ่งตนไม่ทราบในรายละเอียด  แต่หาก สำนักงานอัยการสูงสุด ชี้ ว่า กกต. ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 85 จริงๆ ย้ำว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว และน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้  แต่หากความผิดเกิดจริงและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่พรรคกล้าธรรมก็มีความพร้อม และมั่นใจว่าคะแนนเสียงจะเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม

ส่วนกรณี ที่สื่อมวลชน มีการนำเสนอข่าวว่าพรรคการเมืองต่างๆจะได้ประจำกระทรวงนั้น กระทรวงนี้เป็นเรื่องที่จะทำให้ ข้าราชการกระทรวงทำงานลำบากมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้การดำเนินงานที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนติดขัด

สว.สำรอง สบช่องยื่น ศาลปกครอง สอย กกต. ปม บาร์โค้ด ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่

สว.สำรอง สบช่องยื่น ศาลปกครอง สอย กกต. ปม บาร์โค้ด ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่

สว.สำรอง สบช่องยื่น ศาลปกครอง สอย กกต. ปม บาร์โค้ด ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.42 น.

‘สว.สำรอง’ สบช่องยื่น ‘ศาลปกครอง’ สอย ‘กกต.’ ปม ‘บาร์โค้ด’ ชี้ผลโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ 

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บัญชีสำรอง ส่งคำฟ้องในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวก ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่15ก.พ.ที่ผ่านมา กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.  โดยขัดหลักการลงคะแนนลับและรัฐธรรมนูญ พร้อมขอศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการรับรองผล

โดยนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล (ผู้ฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้อง 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 3. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย

สำหรับคำฟ้องโดยสรุป ระบุพฤติการณ์ว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 และเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569 ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำสัญลักษณ์พิเศษลงในบัตรเลือกตั้ง ดังนี้ 

– บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) : มีการพิมพ์ “บาร์โค้ด” (Barcode) ไว้ที่บัตรและท้ายบัตร

– บัตรเลือกตั้งแบบเขต (บัตรสีเขียว) ก็มีลักษณะเดียวกัน แต่ผู้ถูกฟ้องได้จัดทำเป็น “คิวอาร์โค้ด” (QR Code) เอาไว้ที่บัตร ซึ่งต้องฉีกมาจากสมุดต้นขั้วเช่นกัน

– ต้นขั้วสมุดฉีกบัตร : มีการระบุ “เลขรหัสลับ” เอาไว้ และผู้ใช้สิทธิลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อกำกับ

นายอัครวัฒน์ระบุในคำฟ้องต่อไปว่า เมื่อนำบัตรเลือกตั้งไปสแกนโค้ดดังกล่าว จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังต้นขั้วสมุดฉีกที่มีลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิได้ทันที ทำให้ทราบได้ว่า “ผู้ใช้สิทธิคนใด เป็นผู้ลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด” ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนน “โดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 และมาตรา 53

คำฟ้องบรรยายว่า แม้ทาง กกต. จะเคยชี้แจงผ่านสื่อเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2569 ว่าทำไปเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันบัตรปลอม แต่เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ กลับไม่มีการพิมพ์บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดลงในบัตรแต่อย่างใด ส่อให้เห็นเจตนาทุจริตเจาะจงเฉพาะการเลือกตั้ง สส.

นอกจากนี้ การพิมพ์สัญลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นการทำเครื่องหมายอื่นใดเพิ่มเติมที่ทำให้บัตรเลือกตั้งกลายเป็น “บัตรเสีย” ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 174 (2) และ (7) ที่ห้ามมีเครื่องหมายสังเกตอื่นนอกจากกากบาท
 
ผู้ฟ้องคดีระบุว่า การกระทำนี้สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน เพราะหากกรรมการประจำหน่วยหรือหัวคะแนนแอบถ่ายรูปบัตรขณะนับคะแนน ก็จะสามารถนำไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร นำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในชีวิต หรือเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างง่ายดาย

ในตอนท้ายของคำฟ้อง นายอัครวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1. ให้บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ในรอบวันที่ 1 และ 8 ก.พ. 2569 เป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน
2. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้ง ดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ
3. ขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
4. ลงโทษผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. (โทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
5. ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น
6. ขอให้ศาลเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนผูู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. ใหม่

ทนายอั๋น ถือเทียนบุก กกต แซะองค์กรสุดมืดมน จี้เปิดคะแนนทั้งหมด

ทนายอั๋น ถือเทียนบุก กกต แซะองค์กรสุดมืดมน จี้เปิดคะแนนทั้งหมด

ทนายอั๋น ถือเทียนบุก กกต แซะองค์กรสุดมืดมน จี้เปิดคะแนนทั้งหมด

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.00 น.

วันนี้ 16 ก.พ. 2569  ที่สำนักงาน กกต. นายภัทรพงศ์ ศุภักษร  หรือ  ทนายอั๋น บุรีรัมย์  ถือเทียนเข้ามาบริเวณด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์  ว่า กกต.ไม่มีความสว่างในข้อเท็จจริง และในสายตาประชาชนเป็นองค์กรที่มืดบอด สกปรก  เพราะขณะนี้ผ่านการเลือกตั้ง สส. มาแล้ว 8 วัน   ถ้าเป็นมนุษย์ในการใช้ชีวิต  ร่างกายถ้าเสียชีวิตไปแล้วร่างกายผิดรูปจำหน้าไม่ได้   ระบุตัวตนไม่ได้แล้ว วันนี้ กกต. ยังคงอึมครึมประกาศผลหน้าเว็บไซต์ยังคงค้างอยู่ที่ร้อยละ 95  เป็นคะแนนที่ตรวจสอบแล้ว  แต่ทำไมยังคงมีตัวเลขบัตรเขย่งอยู่  เหลืออีกร้อยละ 5  หรือ ราว 2.5 ล้านคะแนน อยู่ตรงไหนเป็นคะแนนที่เอาไปตกแต่งเพิ่มเติมหรือไม่ ทำไมรอเวลาถึง 8 วัน หรือศูนย์รวมคะแนนไม่ได้อยู่ที่ กกต.แต่อยู่ที่ซอยรางน้ำ เพราะตอนนี้มีการแบ่งปันเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปร้องที่ศาลไหน เสมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้  เป็นไปด้วยความปกติ  จึงจำเป็นจะต้องไปร้องศาลหลักเมืองวันเสาร์ 21 ก.พ.นี้

“ทำไมถึงไม่ประกาศ 100%  เพราะทุกคะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้งก็วิ่งตรงมาที่ กกต.แล้ว  จะหน่วงเวลาไว้ทำไม  ถ้าเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่นี่ ทำไมถึงไม่กล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่นเดียวกับกรณีสเปคเตอร์ ซี  ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นไอโอของพรรคประชาชนก็ได้มีการเปิดเผยให้สื่อมวลชนเข้าไปดูทั้งหมดบริเวณชั้น 4”  นายภัทรพงศ์ กล่าว

ทนายอั๋น

นายภัทรพงศ์  ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีบุคคลอื่นที่ สามารถเข้าถึงข้อมูลของ กกต.ได้  กกต.ไม่เคยแสดงความโปร่งใสหรือไม่เคยอธิบาย เพราะเซิร์ฟเวอร์เป็นปัญหาตั้งแต่วันแรก และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปสอบถามหรือนั่งฟังการแถลงข่าว

“ถ้าอย่างนั้นก็ทำเหมือนศาลรัฐธรรมนูญเสียเลยสิพี่แหวง ไม่ต้องให้สื่อมวลชนเข้าไปหรอก ถ่ายทอดผ่านจอทีวีไปเลย ถ้าจะไม่ให้ถาม ผมเองเป็นหนึ่งคนที่รับเรื่องร้องเรียนและเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนตั้งคำถามกับ กกต.  แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปถามได้ ฉะนั้นสถานที่แห่งนี้มืดมนและสกปรกในสายตาประชาชน” นายภัทรพงศ์กล่าว

ทนายอั๋น

พร้อมเห็นว่าการควบคุมการผลรายงานผลคะแนนอาจจะไม่ใช่เพียงแค่ กกต.หรือไม่ อาจจะมีบุคคลภายนอก หรือ เซิร์ฟเวอร์อาจจะอยู่ซอยรางน้ำซึ่งตนทราบมาว่าวันนี้ผู้มีอำนาจสั่งให้ กกต.รีบรับรอง จึงเป็นที่มาของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ทางสภาวุฒิสภาจะเปิดประชุมวิสามัญเพื่อคัดตัว กกต.2 คนมานั่งใหม่ 2 คนนี้แหละที่จะเข้ามาเป็นคนเซ็นใบอนุญาตให้บรรดา สส.ที่ผ่านการเลือกตั้งที่คนไทยมองว่าสกปรกที่สุด

นายภัทรพงศ์  ยังฝากถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนจะตรวจสอบพรรคเพื่อไทยมากขึ้น   และพรรคเพื่อไทยจะอยู่ไม่เกิน 6 เดือนก็จะโดนเขี่ยออก และเอาพรรคกล้าธรรมกลับมาเสียบ  ซึ่งเป็นแผนเอาคืนในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเคยเขี่ยพรรคภูมิใจไทยออกจากการร่วมรัฐบาล การทำเช่นนี้ทำให้เกียรติคุณของพรรคเพื่อไทยไม่เหลือ ไม่มีศักดิ์ศรี

ทนายอั๋น

เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา

เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา

เอ็ดดี้ เปรียบ อนุทิน นักแก้ปัญหา VS อภิสิทธิ์ สถาปนิก 2 สไตล์ผู้นำ ที่ไทยต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิถีของผู้นำ: วิถีอนุทิน วิถีอภิสิทธิ์ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

อนุทิน ชาญวีรกูล: ผู้นำ “สามก๊ก” ในร่างเดียว

เมื่อความนอบน้อมดั่งเล่าปี่ ความเด็ดขาดดั่งซุนกวน และความใจกว้างดั่งโจโฉ หลอมรวมอยู่ในตัวผู้นำ

หากจะนิยามสไตล์การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำประเทศ การจะเปรียบเปรยกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งในสามก๊กเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะในแต่ละสถานการณ์ เขาได้ดึงเอา “ไพ่ใบพิเศษ” ของยอดคนแต่ละยุคออกมาใช้ได้อย่างถูกจังหวะ ทั้งความอ่อนน้อมเพื่อครองใจคนเก่ง ความแข็งกร้าวเพื่อรักษาชาติ และการกลืนเลือดเพื่อชัยชนะ

1. ภาค “เล่าปี่”: นอบน้อมถ่อมตน เพื่อ “ยืมสมอง” คนที่เก่ง ในบริบทของการบริหารราชการแผ่นดินและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อนุทินเลือกใช้วิถีของ “เล่าปี่” คือการรู้ว่าตนเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นและดึงคนเก่งมาร่วมงาน เฉกเช่นเล่าปี่ที่ยอมลดทิฐิมานะ ไปเยือนกระท่อมหญ้าถึง 3 ครั้ง เพื่อเชิญ ขงเบ้ง ผู้มีปัญญาเลิศล้ำมาเป็นกุนซือ อนุทินในวันนี้ก็ได้แสดงความนอบน้อมและให้เกียรติมืออาชีพ โดยการเชื้อเชิญบุคคลระดับมันสมองของประเทศมาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น คุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ

การกระทำนี้สะท้อนว่า เขาเลือกที่จะเป็นผู้นำที่ “รับฟัง” และใช้คนให้ถูกกับงาน (Put the right man on the right job) มากกว่าการสั่งการแบบเผด็จการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เล่าปี่ครองใจปราชญ์และสร้างจ๊กก๊กขึ้นมาได้

2. ภาค “ซุนกวน”: ยืนหยัดท้าทายมหาอำนาจ เพื่อศักดิ์ศรีของชาติ ในบริบทของการต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา หรือข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา อนุทินสลัดคราบเล่าปี่ทิ้ง และสวมวิญญาณ “ซุนกวน” ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

ย้อนกลับไปในศึกผาแดง เมื่อโจโฉผู้ยิ่งใหญ่ส่งสาส์นข่มขู่จะยกทัพ 8 แสนมาบดขยี้ ขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างหวาดกลัวและเสนอให้ซุนกวนยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิต แต่ซุนกวนกลับเลือกที่จะเชื่อจิวยี่ เขาชักกระบี่ฟันมุมโต๊ะขาดสะบั้น ประกาศก้องว่า “หากใครพูดเรื่องยอมแพ้โจโฉอีก จะต้องมีจุดจบเช่นโต๊ะตัวนี้!”

อนุทินในบริบทนี้ก็เช่นกัน แม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กกว่ามหาอำนาจ แต่จุดยืนคือการ “ไม่เลือกข้างจนเสียดุล” และ “ไม่ยอมอ่อนข้อหากถูกเอาเปรียบ” การกล้าที่จะงัดข้อในเวทีโลก หรือการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวในกรณีพื้นที่ทับซ้อนหรือศักดิ์ศรีของชาติ คือการดำเนินนโยบายแบบซุนกวนที่ยึดถือว่า เสียประโยชน์เล็กน้อยได้ แต่เสียดินแดนหรือเกียรติภูมิไม่ได้

3. ภาค “โจโฉ”: กลืนเลือด ลืมแค้น เพื่อเป้าหมายใหญ่ ในบริบทที่ยากที่สุด คือเกมการเมืองภายใน อนุทินสะท้อนภาพของ “โจโฉ” ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือความสามารถในการแยกแยะ “ความแค้นส่วนตัว” ออกจาก “ผลประโยชน์ของบ้านเมือง”

สถานการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับเลือกดึง พรรคเพื่อไทย มาร่วมรัฐบาล ทั้งที่ในอดีตเคยมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งที่รุนแรง เคยถูกบีบออกจากขั้วอำนาจ หรือมีการตอบโต้กันอย่างดุเดือดในสนามเลือกตั้ง หากเป็นคนทั่วไปอาจเลือกที่จะ “หัก” เพื่อแก้แค้น แต่เขากลับเลือกที่จะ “งอ” เพื่อเดินหน้าเหตุการณ์ที่ “เตียวสิ้ว” สวามิภักดิ์ต่อโจโฉ

คือบทเรียนคลาสสิก เตียวสิ้วเคยหักหลังโจโฉ ฆ่า “โจงั่ง” บุตรชายคนโต และ “เตียนอุย” องครักษ์คู่ใจตายในที่รบ นับเป็นความแค้นที่สุดแสนสาหัส แต่เมื่อเวลาผ่านไป เตียวสิ้วจนตรอกและกลับมาขอสวามิภักดิ์อีกครั้งเพื่อจะร่วมต้านอ้วนเสี้ยว

แทนที่โจโฉจะสั่งประหารล้างแค้นให้ลูกชาย เขากลับเดินลงมาต้อนรับ จูงมือเตียวสิ้วขึ้นศาลา และแต่งตั้งให้เป็นนายพล คอยดูแลทัพหลวง โจโฉยอม “กลืนเลือด” ลืมความเจ็บปวดในอดีต เพราะเขามองเห็นว่า “หากฆ่าเตียวสิ้ว ก็ได้แค่ความสะใจ แต่หากใช้เตียวสิ้ว จะได้แผ่นดิน” 

ถามว่าโจโฉลืมความเจ็บปวดเรื่องลูกชายหรือไม่? … ไม่มีทางลืม แต่โจโฉเลือก “ชัยชนะในวันข้างหน้า” มากกว่า “ความสะใจในวันนี้”

เฉกเช่นเดียวกับนายกฯ อนุทิน การดึงอดีตคู่ขัดแย้งมาร่วมรัฐบาล ไม่ใช่การลืมอดีต แต่คือการก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เขาเลือกที่จะเป็นผู้ชนะที่ใจกว้าง ดั่งโจโฉที่รู้ว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ต้องบรรจุความคับแค้นไว้ในอกได้ เพื่อแลกกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า”

เมื่อเปรียบเทียบ อนุทิน เป็น “ผู้นำสามก๊กในร่างเดียว” คือนิยามของ “ผู้นำเชิงปฏิบัติ” หรือผู้นำที่เน้น “ผลลัพธ์” เป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะ “ยืดหยุ่น” พลิกแพลงกลยุทธ์ตามสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด และเมื่อนำมาวางเทียบกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราจะเห็นภาพ “ความต่างขั้ว” ที่น่าสนใจมาก เหมือนการปะทะกันของ ปรัชญาตะวันออก (สามก๊ก/ยืดหยุ่น) กับ ปรัชญาตะวันตก (หลักการ/ระบบ)

อนุทิน ชาญวีรกูล: วิถีแห่ง “น้ำ” “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ”

สไตล์ของอนุทินคือการมองที่ “Output” (ผลลัพธ์) มากกว่า “Process” (กระบวนการที่ตายตัว)

เพราะเขาถูกหล่อหลอมจากโลกธุรกิจ การเจรจาต่อรอง และการเมืองภาคปฏิบัติ จึงมีจุดเด่นที่มีความคล่องตัวสูง เหมือน “น้ำ” ที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะ (สถานการณ์) เมื่อเจอทางตันก็ไหลอ้อม เมื่อเจอเขื่อนก็รอจังหวะ เอ่อล้นข้ามไป การจับมือกับศัตรูในอดีต (แบบโจโฉ) หรือการอ่อนน้อม (แบบเล่าปี่) ไม่ใช่การเสียจุดยืน แต่คือ “กลยุทธ์” เพื่อให้งานสำเร็จ หรือเพื่อให้ประเทศเดินหน้า

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: วิถีแห่ง “หินผา” “ความถูกต้องสำคัญเท่ากับความสำเร็จ” อภิสิทธิ์ คือตัวแทนของ “ผู้นำเชิงหลักการ” อย่างแท้จริง
เพราะเขาถูกหล่อหลอมจาก(Eton & Oxford) 

การบ่มเพาะจาก Eton College โรงเรียนประจำระดับโลก ปลูกฝังเรื่อง “ระเบียบวินัย เกียรติยศ และธรรมเนียมปฏิบัติ” อย่างเคร่งครัด ต่อด้วย Oxford (สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์) ซึ่งเน้นหนักเรื่องตรรกะ จริยธรรม และระบบประชาธิปไตยเสรีนิยม

จึงมีจุดเด่นในการยึดมั่นใน “ระบบ” และ “ความชอบธรรม” 

เขาเปรียบเสมือน “หินผา” หรือเสาหลักที่ปักแน่น ยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่า “ถูกตามหลักการ” แม้ว่าสิ่งนั้นอาจจะทำให้พ่ายแพ้ในเกมการเมืองระยะสั้น หรือดูเหมือน “ตึง” เกินไปในสายตาคนอื่น
สำหรับอภิสิทธิ์ “วิธีการ” มีความสำคัญพอๆ กับ “เป้าหมาย” หากเป้าหมายดีแต่วิธีการผิดหลักการ (เช่น การนิรโทษกรรมเหมาเข่ง หรือการร่วมรัฐบาลโดยทิ้งอุดมการณ์) เขาเลือกที่จะ “ไม่เอา”

อนุทิน คือ “นักแก้ปัญหา” ที่เก่งในการพาเรือฝ่าพายุ โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องใช้ใบเรือสีอะไร

อภิสิทธิ์ คือ “สถาปนิก” ที่ต้องการสร้างตึกที่แข็งแรงตามหลักวิศวกรรม โดยไม่ยอมใช้วัสดุที่ด้อยคุณภาพแม้จะสร้างเสร็จเร็วกว่า

โลกการเมืองที่สมบูรณ์แบบ อาจต้องการคนที่มี “ความยืดหยุ่นของอนุทิน” ในการทำงาน แต่มี “แกนกลางทางจริยธรรมของอภิสิทธิ์” กำกับอยู่ในใจ

ซึ่งทั้ง 2 แบบ 2 สไตล์จากทั้ง 2 คน “ไม่มีใครผิดหรือถูก” เพราะทั้งสองแบบคือ “เครื่องมือ” ที่จำเป็นในบริบทที่ต่างกัน

“ผู้นำไม่ใช่สูตรสำเร็จทางคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบเดียว แต่คือเครื่องมือที่ต้องเลือกใช้ให้ถูกกับงานและเวลา”

เราไม่ได้ตัดสินว่า “ค้อน” ผิด หรือ “ไขควง” ถูก เพราะทั้งคู่มีหน้าที่ต่างกัน

เหรียญสองด้านของ “ราคาที่ต้องจ่าย”

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เพราะทุกวิถีทางมี “ต้นทุน” ของมันเอง

วิถีอนุทิน
• ข้อดีคือ งานสำเร็จ, ลดความขัดแย้ง, มีพันธมิตรมาก
• ราคาที่ต้องจ่ายคือ การที่อาจถูกมองว่าไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน, ภาพลักษณ์ของการต่อรองผลประโยชน์

วิถีอภิสิทธิ์
• ข้อดีคือ ภาพลักษณ์สง่างาม, น่าเชื่อถือ, เป็นหลักประกันความถูกต้อง
• ราคาที่ต้องจ่ายคือ ศัตรูทางการเมืองเยอะ, ขยับตัวยากเพราะติดกรอบ, อาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ทันใจ

คำว่า “ไม่มีใครผิดหรือถูก” จึงหมายความว่า

“ความถูกต้องทางการเมือง ไม่ใช่สัจธรรมที่ตายตัว แต่เป็นพลวัต ที่ขึ้นอยู่กับว่า ในวินาทีนั้น ประเทศชาติกำลังป่วยเป็นโรคอะไร และต้องการหมอแบบไหนมารักษา”

ถ้าประเทศกำลังจะจมน้ำ… เราต้องการคนแบบ อนุทิน ที่คว้าไม้กระดานอะไรก็ได้มาให้เกาะ (ผลลัพธ์ต้องรอด)

ถ้าประเทศกำลังจะสร้างตึกระฟ้า… เราต้องการคนแบบ อภิสิทธิ์ ที่ตรวจสเปกเหล็กทุกเส้นไม่ให้ผิดเพี้ยน (กระบวนการต้องเป๊ะ)

ดังนั้น ทั้งคู่จึง “ถูก” ในบทบาทหน้าที่และช่วงเวลาของตนเอง

จาก Spectre C ถึงตำนาน ไอโอผี มหากาพย์ลากไส้โซเชียลพรรคส้มที่ไม่เคยจบ

จาก Spectre C ถึงตำนาน ไอโอผี มหากาพย์ลากไส้โซเชียลพรรคส้มที่ไม่เคยจบ

จาก Spectre C ถึงตำนาน ไอโอผี มหากาพย์ลากไส้โซเชียลพรรคส้มที่ไม่เคยจบ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.14 น.

พายุการเมืองลูกนี้ยังไม่มีทีท่าจะสงบ แถมยังทวีความแรงต่อเนื่อง หลังจากที่ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาเขย่าวงในด้วยการเปิดโปงกลไกเบื้องหลังที่ชื่อว่า Spectre C หน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาคอยจับจ้องความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ให้พรรคอย่างใกล้ชิด ซึ่งหน่วยงานนี้จะคอยแทรกซึมไปทุกพื้นที่ดิจิทัล เพื่อมอนิเตอร์ทุกคอมเมนต์ของชาวเน็ต รวมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนทุกขั้ว ไปจนถึงสื่อปีกที่สนับสนุนพรรค เพื่อประเมินว่ากระแสสังคมกำลังพูดถึงพรรคอย่างไร

ทว่า แก้วตา ไม่ใช่คนแรกที่กล้าออกมาลากไส้คนกันเอง หากย้อนกลับไปในยุคก่อตั้ง ความรุนแรงของพายุก็เคยพัดถล่มจนพรรคเกือบพังมาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เมื่อครั้ง ดร.โจ หรือ ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร สส.ชุมพร เขต 1 พรรคอนาคตใหม่ ออกมาแฉขบวนการ ไอโอส้ม หลังถูกสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งตั้งคำถามถึงกลุ่มซอมบี้ที่ตามถล่มคนเห็นต่าง ว่า “ไม่มีซอมบี้มาถล่ม ดร.โจ เลยเหรอคะ หรือว่าบล็อกไม่ไหวเลยพูดอะไรไปสุภาพแท้ๆ พากันมาถล่มด่าอย่างหยาบคายเหมือนคนบ้า ยิ่งทำให้ชังพรรคอนาคตใหม่มากยิ่งขึ้น ถ้าคนในพรรคนี้เป็นแบบ ดร.โจ ก็พอฟังได้ รู้คิดอะไรใช่ไม่ใช่”

ดร.โจ

แฟ้มภาพ

นายชาญวิทย์ตอบกลับไปว่า “เฟซบุ๊กที่ไม่มีตัวตน ถูกสร้างมาจากบริษัทดูแลเว็บไซต์ครับ เราตรวจสอบจนพบ มีการใช้ทีมเฝ้าหน้าจอที่วิจารณ์พรรค เขาสร้างไว้เป็นร้อยๆ เฟซบุ๊ก นับไม่ทัน แล้วจะถล่มพร้อมกัน ก็อปภาษา แต่งคำต่างนิดหน่อย แล้วถล่มเรียงกันเลย เขาติดตามทุกคนที่วิจารณ์พรรค ที่ตั้งแยกไปอยู่อีกสถานที่หนึ่ง (ไม่เปิดเผยออกสื่อ) ทำงาน 7.00- 24.00 น. เต็มกำลัง รอคิดภาษาสำนวนด่าคน เพื่อให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวพลอยเกลียดชังไปด้วยคำเหล่านี้ เฟซบุ๊กเหล่านี้จะไปถล่ม พร้อมกับเพื่อนการเมืองของผม ดังนั้น ฝ่ายไอทีของผมตรวจสอบเฟซบุ๊กผี แล้วสกัดไม่ให้เข้ามาด่าทออย่างไร้เหตุผล สกรีนตัวตนเฟซบุ๊กก่อน ผมยอมรับความแตกต่าง พูดคุย สอบถามกันนะครับว่าจริงเท็จอย่างไรคุยกัน แต่ผมไม่พร้อมตอบโต้กับคนไม่ถามหาข้อมูลแลกเปลี่ยนใดๆ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กผี ใช้คนปลอมเข้ามาเพื่อประณาม หยาบคายอย่างเดียว ขอบคุณครับคุณ… รวมถึงขอบคุณทุกคนที่อ่านข้อความนี้ด้วยครับ”

ความร้อนแรงจากการแฉของ แก้วตา ในวันนี้ กับความขมขื่นของ ดร.ชาญวิทย์ ในวันวาน จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้สังคมต้องกลับมาเพ่งเล็งว่า ภายใต้ภาพลักษณ์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความทันสมัย มีเทคโนโลยีอย่าง Spectre C คอยมอนิเตอร์สังคมนั้น… แท้จริงแล้วเนื้อในยังคงมีการแบ่งชนชั้น และมีวัฒนธรรมการปกครองที่ไม่เห็นหัวคน เหมือนที่คนในออกมาแฉต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรือไม่!

ดร ชาญวิทย์ ใจสว่าง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องคลิกเลย 

>>> แก้วตา เปิด Spectre C ไอโอพรรคส้ม <<<

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ดร.โจ ชาญวิทย์ ใจสว่าง

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.โจ ชาญวิทย์ ใจสว่าง,เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan อยู่ที่ GMM Grammy Place

ไผ่ ลิกค์ แย้มดีลลับ 2 พรรค จับตา ธรรมนัส-อนุทิน เคลียร์จบหลังถก ครม.

ไผ่ ลิกค์ แย้มดีลลับ 2 พรรค จับตา ธรรมนัส-อนุทิน เคลียร์จบหลังถก ครม.

ไผ่ ลิกค์ แย้มดีลลับ 2 พรรค จับตา ธรรมนัส-อนุทิน เคลียร์จบหลังถก ครม.

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.59 น.

“ไผ่ ลิกค์”ยันหลังประชุม ครม.สัปดาห์นี้ “กล้าธรรม”จะยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลัง”ธรรมนัส”จะคุยตัวต่อตัว”อนุทิน” ยอมรับล่าสุดเลขาธิการพรรคทั้ง 2 หารือเบื้องต้นแล้ว รอผู้ใหญ่ฟันธง ขณะที่”ธรรมนัส”สั่ง”กล้าธรรม”ประชุมใหญ่ 19 ก.พ.นี้ กำหนดทิศทางพรรค

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) ระบุถึงสถานการณ์ทางการเมือง ในการหารือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคกล้าธรรม เพื่อยื่นข้อเสนอร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันในระดับเลขาธิการพรรค นั่นคือระหว่างตนเอง กับ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แล้ววันนี้ แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (17 ก.พ.69 ) ที่จะมีการประชุม ครม.ประจำสัปดาห์ เชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะได้มีการพูดคุยกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม.เพื่อพูดคุยถึงความชัดเจนอีกครั้ง แต่ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้มีข้อยึดติดอะไร ขอแค่ให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปให้ได้

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากพรรคกล้าธรรม รายงานว่า ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้เปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคครั้งแรกในวันที่ 19 ก.พ.69 หลังจากผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่า ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส เคยให้สัมภาษณ์ว่าตนจะเดินทางไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ แต่อาจจะต้องเลื่อนกำหนดการออกไปหรือไม่ เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคฯ และหาข้อสรุปการเจราจาเข้าร่วมรัฐบาลให้มีความชัดเจนก่อน

ขณะที่ฝากฝั่งพรรคภูมิใจไทย หลายฝ่ายกำลังจับตาไปที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่มีรายงานข่าวว่าจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรมว.พาณิชย์ และกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ นางศุภจี มีภารกิจเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ ที่กระทรวงการต่างประเทศ เดิมมีกำหนดการจะให้สัมภาษณ์สื่อ แต่ก่อนถึงเวลาแถลงเพียงไม่กี่นาที เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งกับผู้สื่อข่าวทราบว่า นางศุภจี ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ แต่ผู้สื่อข่าวพยายามรอ แต่สุดท้าย นางศุภจี เดินทางถึงงาน พร้อมส่ายหน้าปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ก่อนที่งานสัมมนาจะเริ่มขึ้น ด้านทีมติดตามระบุว่า การยกเลิกแถลงข่าวครั้งนี้ เนื่องจากกังวลประเด็นการเมือง