พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 22.06 น.

“พิธา-ปิยบุตร” ขอชาวสกลนครปักธงส้มยกจังหวัด กาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ส่งผู้แทนสกลนครโหวต “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลประชาชน ร่วมสร้างปรากฏการณ์ “ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว “ขั้วเดิม-ขั้วใหม่” 

วันที่ 31 มกราคม 2569 ที่ตลาดนัดหน้าค่าย บขส.สกลนคร พรรคประชาชนจัดเวทีปราศรัย นำโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โดย นายปิยบุตร กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาชนรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นคาราวานประชาชนมี 8 เส้นทางทั่วประเทศไทย เราเชื่อเหลือเกินว่าวิธีการรณรงค์หาเสียงแบบนี้ที่ทำมาตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล ไม่มีพรรคไหนลอกเลียนแบบได้ เพราะเรามีแกนนำ ผู้ปราศรัย ผู้ช่วยหาเสียง ผู้สมัคร สส. จำนวนมากที่เป็นดาวฤกษ์ สามารถไปได้ทั่วประเทศพร้อมกัน นี่แหละคือผู้คนและการเดินทางของพรรคประชาชน

ตนมาที่สกลนครหลายครั้งตั้งแต่เริ่มต้นตั้งพรรคอนาคตใหม่ สร้างพรรคเมื่อปี 2561 ต่อมาเลือกตั้งปี 2562 พี่น้องให้ความไว้วางใจเราทั่วทั้งจังหวัดสกลนครประมาณ 84,000 คะแนน เราก็เดินหน้ารณรงค์อยากให้พี่น้องชาวสกลนครเปลี่ยนใจมาเลือกพวกเรามากขึ้น แล้วผลก็เป็นเช่นนั้น แม้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แม้แกนนำหลายคนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่เมื่อเป็นพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 คะแนนก็เพิ่มเกือบ 3 เท่าเป็น 200,000 คะแนน แต่น่าเสียดายที่เรายังแพ้ในระดับ สส.เขต บางเขตขาดไปแค่นิดเดียว พรรคเราจึงยังไม่มีผู้แทนที่สกลนคร ดังนั้นการเลือกตั้ง 2569 พรรคประชาชนภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขอได้หรือไม่ ขอให้ทะลุ 300,000 กว่าคะแนนทั่วทั้งจังหวัดสกลนครไปเลย และขอผู้แทนพรรคประชาชนทั้ง 7 คน 7 เขต 

การเลือกตั้งที่จะถึงในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นวันกำหนดอนาคตประเทศไทย กำหนดอนาคตของพ่อแม่พี่น้อง และกำหนดอนาคตของลูกหลานของเรา โค้งสุดท้ายแบบนี้ไม่ต้องอธิบายความกันมาก ตัดสินกันอยู่เท่านี้ว่าเราต้องการรัฐบาลแบบไหน อยากให้ใครเป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งสำหรับสกลนคร เราต้องการเปลี่ยนผู้แทนราษฎร ขอโอกาสผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนทั้ง 7 คนได้รับใช้พี่น้อง และทั้ง 7 คนนี้จะไปทำภารกิจสำคัญคือการตั้งรัฐบาลประชาชน ครั้งนี้มีเพียง สส. 500 คนจากการเลือกตั้งเท่านั้นที่จะไปเลือกนายกฯ เราจึงจำเป็นต้องมี สส. ให้มากที่สุด มีคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศให้มากที่สุด 

ที่ตนบอกว่าพูดกันให้ชัดๆ ในช่วงโค้งสุดท้าย มันคืออะไร ตอนนี้นักวิเคราะห์ เกจิอาจารย์ อาวุโสทางการเมืองทั้งหลายมักจะบอกว่าการเมืองในยุคนี้เป็นการเมืองสามก๊ก เพราะมีพรรคใหญ่ 3 พรรคที่กำลังแย่งชิงคะแนนกัน ต้องชิงไหวชิงพริบกันไปกันมา และพอตั้งรัฐบาลก็ต้องมี 2 ใน 3 พรรคนี้ไปร่วมกัน ตนอยากชวนให้คิดอีกแบบว่าการเมืองสามก๊กเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะเป็นเพียงการดูว่ามีพรรคการเมืองใหญ่กี่พรรค ซึ่งทุกวันนี้ก็วิเคราะห์กันว่ามีส้ม น้ำเงิน และแดง แต่นี่เป็นการวิเคราะห์แบบหยาบเกินไป

ตนขอชวนให้คิดลึกกว่านั้น ว่าไม่ใช่สามก๊ก แต่เป็นการเมืองสองขั้วที่กำลังชิงชัยในการเป็นรัฐบาล ระหว่าง “ขั้วอดีต” ขั้วเดิมที่เคยสลับสับเปลี่ยนกันเป็นรัฐบาลหมดแล้ว แม้อาจจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปบ้างแต่ก็เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน วันหนึ่งแตกออกมา วันหน้าก็อาจจะกลับไปรวมกันใหม่ นี่คือขั้วอดีตที่ทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ คิดอ่านตั้งรัฐมนตรีโดยดูว่าใครเป็นหัวหน้ามุ้ง ใครพา สส. เข้ามาได้เยอะ ตอนนี้ตนได้ข่าวแว่วๆ ว่า สส.สกลนครบางคน หวังอยู่ว่างวดนี้ถ้าพาเข้าไปได้เยอะจะได้เป็นรัฐมนตรี 

“เขาคิดอ่านกันแบบนี้ ขั้วแบบเดิมๆ แม้ว่าวันนี้เขาจะอยู่กันคนละพรรคคนละมุ้ง แต่เขาโตมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน ตนให้ชื่อว่าเป็น ‘เผ่าพันธุ์นักการเมืองแบบเดิม’

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า กับอีกขั้วหนึ่งคือ “ขั้วใหม่” เป็นขั้วพลังทางการเมืองแบบใหม่ที่ต้องการเข้ามาทำงานการเมืองแบบใหม่ ขั้วนี้ยังไม่เคยเป็นรัฐบาล ยังไม่เคยมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน นั่นคือขั้วของพวกเราพรรคประชาชน ดังนั้นโค้งสุดท้าย พูดกันให้ชัด ไม่ต้องอธิบายความเรื่องสามก๊กหลายพรรคหลายสี เพราะสิ่งที่เป็นอยู่คือการเมืองสองขั้ว 

ดังนั้นขอแรงพี่น้องชาวสกลนครพิจารณาว่าต้องการรัฐบาลขั้วไหน ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ถ้าเห็นแล้วว่าปัญหาวิกฤตการณ์ต่างๆ กำลังรุมเร้าเข้ามา แก้ปัญหาได้ยากมากขึ้น ปัญหาดั้งเดิมที่มีมาแต่อดีตจนวันนี้ก็ยังไม่ถูกแก้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ  ประโยคเหล่านี้ตนได้ยินตั้งแต่เด็กจนวันนี้หลายเรื่องยังทำไม่สำเร็จ ไม่พักต้องพูดถึงปัญหาคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จนวันนี้ตนอายุ 46 ปีแล้ว ตรงกับเบอร์พรรคประชาชนพอดี ปัญหาเรื่องทุจริตยังพูดกันอยู่และมีแต่หนักขึ้น แถมมีพัฒนาการยิ่งกว่าเดิม เอาทุนเทาทุนผิดกฎหมายมาสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างๆ 

ดังนั้นถ้าพี่น้องเห็นว่าประเทศของเราไม่สามารถอยู่แบบนี้ได้อีกต่อไป ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เราไม่สามารถใช้พลังทางการเมืองแบบเดิม กลุ่มเดิมๆ ขั้วเดิมๆ พรรคเดิมๆ เข้ามาเปลี่ยนได้ เพราะถ้าเขาเปลี่ยนได้จริง เขาทำไปนานแล้วแล้ว 

“ตอนนี้เดินทางไปไหนมาไหนก็มีแผ่นป้าย ติดโฆษณารณรงค์หาเสียงกันเต็มไปหมด นโยบายดีแสนดี เช่น ปราบคอร์รัปชันทุนเทาสแกมเมอร์ แจกโฉนดที่ดินทำกิน เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ คำถามผมมีแค่นี้ คือหลังการเลือกตั้ง 2562 บรรดาพรรคต่างๆ เคยเข้าไปเป็นรัฐบาลกันหมด ขอถามว่าทำอะไรกันอยู่ หรือหลังการเลือกตั้ง 2566 แต่ละพรรคก็ไปเป็นรัฐบาลข้ามขั้วกันมั่วซั่วไปหมด แล้วทำอะไรกันอยู่ ไอ้ที่หาเสียงกันไว้ตอนปี 66 ทำสำเร็จกี่เรื่อง”

 “บอกว่าพี่น้องจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นไม้เด็ดในการหาเสียงช่วงท้าย โอ้โหอุตส่าห์ข้ามขั้วทั้งที ผมก็ภาวนาว่าข้ามขั้วทั้งทีช่วยทำให้สำเร็จเถอะ แต่จนแล้วจนรอดพี่น้องก็เห็น ว่าผ่านมาแล้วสองปีกว่า ยังวนเวียนอยู่แบบเดิม”

 “ดังนั้นถ้าความรู้สึกจิตใจของพี่น้องประชาชนบอกว่าต้องเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถปล่อยอำนาจและประเทศนี้ไปกับคนกลุ่มเดิมที่เคยเป็นรัฐบาล เพราะเขาทำกันมาหมดแล้ว และวันนี้เราก็ยังอยู่กับที่ จึงต้องขอโอกาสความเมตตาจากพี่น้องสกลนคร โปรดช่วยกันเลือกพวกเรา ให้โอกาสพวกเราไปรับใช้ท่าน และถ้าพวกเรามีโอกาส คุณณัฐพงศ์ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่างดี เตรียมนโยบาย 200 นโยบาย เตรียมบุคลากรมาเป็นผู้บริหารและประกาศไทม์ไลน์ 100 วันแรกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างถ้าได้เป็นรัฐบาล ผ่านไป 1 ปีหรือ 4 ปี มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง พี่น้องติดไว้บนฝาบ้านเลย ถ้าเขาเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้ พี่น้องลงโทษเขา  ไม่ต้องเลือกเขากลับมาอีก นี่คือพันธสัญญาที่เรามอบให้กับพี่น้องประชาชน”

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า เมื่อเราเห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ครั้งนี้ต้องขอโอกาสขอเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ถ้าเราได้ สส. ไปถึง 200-250 คน รับรองว่าพรรคอันดับ 2,3,4,5 จะมียางอายไม่กล้าขยับ เขาจะนั่งเฉยๆ รอเราไปชวนเองว่าเราจะให้ใครมาร่วม แต่ถ้าได้คะแนนคู่คี่กัน พวกเขาก็จะไปรวมหัวกัน แอบชิงจัดตั้งรัฐบาล พวกเขาคุยกันแป๊บเดียวรู้เรื่องเพราะใช้วิธีแบ่งกระทรวงกันแบบที่เขาคุ้นเคย 

เช่นเดียวกันคะแนนเสียงทั่วประเทศงวดที่แล้ว 14.4 ล้านเสียง เขายังขวางเราทุกวิถีทางไม่ให้เป็นรัฐบาล ครั้งนี้ขอไปให้ถึง 20 ล้านเสียง มีนัยสำคัญคือทำลายสถิติการเลือกตั้งในอดีตที่มีพรรคหนึ่งเคยทำได้สูงสุด 19 ล้านเสียง และ 20 ล้านเสียงนี้ยังเป็นการบอกว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของแผ่นดินไทย ต้องการเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล และถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่มีใครขวางเราได้ 

“ถ้าสกลนครได้ส้มยกจังหวัด จังหวัดข้างเคียงในภาคอีสานก็ได้ส้มยกจังหวัด คราวนี้ไปรวมกับจังหวัดอื่นทั่วทุกภาคทั่วทั้งแผ่นดิน ก็จะเกิดปรากฏการณ์ส้มทั้งแผ่นดิน ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” 

นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า พรรคของเราถูกยุบมา 2 ครั้ง มีคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจำนวนมาก และหลายคนยังมีคดีความ ช่วงนี้ข่าวสารอันเป็นเท็จโจมตีเราทุกวัน ทั้งหลายเหล่านี้ เราทราบดีว่าคือผลพวงของการต่อสู้ เรารู้ว่าบรรดาคณะบุคคลที่มีอำนาจ กำลังกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นและถ้าเปลี่ยนแปลงได้จริง เขาจะเสียประโยชน์เสียอำนาจเสียเงินทองที่กอบโกยไว้ เมื่อกลัวก็ต้องทำทุกวิถีทางในการสกัดกั้นความเปลี่ยนแปลง

แล้วพวกตนจะสู้กับพวกเขาอย่างไร ตนไม่มีอำนาจเงิน อำนาจเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ หรืออำนาจรัฐแบบที่พวกเขามี แต่เรายืนยันว่าจะสู้กับเขาต่อไป เพราะเราเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนจะให้การสนับสนุนเราอยู่ พี่น้องยังคงมีความหวังว่าประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ ดังนั้นต่อให้จะกี่ยุบกี่ตัดกี่คดีกี่หมายศาล เหล่านี้คือเหรียญตราของการต่อสู้ของพวกเรา ตราบใดที่พี่น้องยังสนับสนุนเราอยู่ เราสู้ตายแน่นอน

“ครั้งที่แล้ว 14.4 ล้านเสียงยังไม่พอ ขอพี่น้องทั้ง 14.4 ล้านเสียงกลับมาเลือกเราอีกครั้ง อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจ และช่วยไปชวนพี่ชวนน้องมาอีกคนละหนึ่งรวมกันเป็น 28 ล้านเสียง คราวนี้รัฐบาลประชาชนเกิดได้แน่นอน” 

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นอกจากเปลี่ยนผู้แทน เปลี่ยนรัฐบาล เราจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญด้วยบัตรออกเสียงประชามติสีเหลือง ช่วยกันกาช่องเห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ถล่มทลาย ไปให้ถึง 30 ล้านเสียง คราวนี้ สว. ก็ขวางไม่ได้ นี่คือบทพิสูจน์ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

จากนั้น นายพิธา กล่าวว่า ไม่มีครั้งไหนตั้งแต่เราทำการเมืองกันมา ที่เรามีโอกาสจะปักธง สส.เขตคนแรกของสกลนครได้เท่าครั้งนี้ มาที่สกลนครต้องบอกว่ามาถอนคำสาป ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกล เรามาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ สส.เขตเสียที แพ้ไป 2,000-3,000 คะแนน เพราะฉะนั้นมาสกลนครครั้งนี้เรียบง่ายมาก เป็นเขตยุทธศาสตร์ ถ้าพี่น้องออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันถล่มทลาย เราได้ว่าที่ สส.สกลนคร ของพรรคประชาชนแน่นอน เอาให้ครบ 7 คน 7 เขตเลยได้หรือไม่ 

ตนเป็นหนี้บุญคุณพี่น้องสกลนครเป็นอย่างสูง ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินฯ คนแรกของพรรคส้มก็เพราะตอนนั้นมาที่สกลนคร เรียนรู้กับพี่น้องเกษตรกรว่าเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่ ส.ป.ก. ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เมื่อเรียนรู้ตนจึงเห็นว่าชีวิตมันต่างกันแค่ไหน กลับเข้าสภาจึงไปอภิปรายเรื่องกระดุม 5 เมตร 

นายพิธา ทิ้งท้ายว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ กาเพื่อเปลี่ยน กาพรรคประชาชนทั้งสองใบ เข้าคูหาส่งนายกเท้งเข้าทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนสกลนครไปด้วยกัน

สำหรับผู้สมัคร สส.สกลนคร พรรคประชาชน ทั้ง 7 เขตประกอบด้วย

เขต 1 ตวงสิทธิ์ พงษ์พิศ เบอร์ 4
เขต 2 ภาสพล อุฬารกุล เบอร์ 2
เขต 3 สิริวุฒิ ศุภวุฒิ เบอร์ 3 
เขต 4 ปรานี วัฒนาประดิษฐชัย เบอร์ 7
เขต 5 บัญชา จันทศรี เบอร์ 3
เขต 6 ธนชาติ ไชยทองพันธ์ เบอร์ 6
เขต 7 อภิชิต ถาบุตร เบอร์ 4
 

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.43 น.

‘ดร.เอ้’นำทัพ’ไทยก้าวใหม่‘ลุยยะลา หารือแกนนำชุมชนจีน-นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พัฒนาศักยภาพระบบการศึกษา-เศรษฐกิจ มั่นใจ นโยบายทำได้จริง

31 มกราคม 2569 ที่จ.ยะลา นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.ยะลา พรรคไทยก้าวใหม่ ประกอบด้วย นายสมภพ สุภนรานนท์ นายไซด์นอน แวหามะ และนายยุพราช เลิศลำยอง หาเสียงหลายพื้นที่ใน จ.ยะลา โดยในช่วงเช้าได้พูดคุยพบปะกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดพิมลชัย อ.เมือง โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี 

จากนั้นนายสุชัชวีร์ เดินหาเสียงต่อไปจนถึงสถานีรถไฟยะลา โดยย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากแม่ของตนเองบรรจุเป็นครูอนุบาลที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นที่แรกที่มาทำงาน จึงมีความผูกพัน และอยากขออุทิศตัวเข้ามาดูแลพัฒนาด้านการศึกษา และพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการทำรถไฟรางคู่เชื่อมหาดใหญ่ ยะลา และประเทศมาเลเซีย

นายสุชัชวีร์ ยังได้หารือร่วมกับแกนนำชุมชนจีน ประธานศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวยะลา ประธานศาลเจ้าแม่ทับทิมยะลา และประธานชมรมเชื้อสายจีนยะลา ถึงความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดยะลา โดยได้เสนอแนวคิดเชื่อมโยงเทคโนโลยีร่วมกับประเทศจีนเพื่อสร้างอุโมงค์เชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาการเดินทางจากเดิมที่ต้องอ้อมไป และทำให้การท่องเที่ยวในพื้นที่เติบโตขึ้น

ต่อมาในช่วงบ่ายนายสุชัชวีร์ เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พร้อมพูดคุยถึงนโยบายการพัฒนาระบบการศึกษาร่วมกับนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และคณาจารย์ โดยระบุว่า หากอยากเปลี่ยนแปลงวันนี้ต้องเริ่มที่รากฐานสำคัญคือการศึกษา ต้องทำให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และทั่วถึง ผ่านการพัฒนาโรงเรียนในชุมชนใกล้บ้าน รวมถึงได้เรียนฟรี ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการพัฒนาศักยภาพคน อยากเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เจริญ และสงบสุข

นายสุชัชวีร์ ลงพื้นที่ปั๊ม อ.บันนังสตา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียจากเหตุถูกลอบวาเพลิงช่วงที่ผ่านมา โดยได้ให้กำลังใจชาวบ้านที่มารอต้อนรับ พร้อมนั่งคุยรับฟังถึงปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเสนอนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ที่จะช่วยให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้พัฒนาขึ้น มั่นใจว่าสามารถทำได้จริง และให้คำมั่นว่าจะกลับมาดูแลพื้นที่นี้อีกอย่างแน่นอนในอนาคต เพื่อให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดีต่อไป

เอกนัฏ ลุยบางนา ลั่นเลือกภท. ได้ 3 ดรีมทีมทำงาน เพื่อบ้านเมือง

เอกนัฏ ลุยบางนา ลั่นเลือกภท. ได้ 3 ดรีมทีมทำงาน เพื่อบ้านเมือง

เอกนัฏ ลุยบางนา ลั่นเลือกภท. ได้ 3 ดรีมทีมทำงาน เพื่อบ้านเมือง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.25 น.

‘ภูมิใจไทย’ ลุยหาเสียงเคหะบางนา ด้าน ‘เอกนัฏ’ ลั่นได้ 3 ดรีมทีมทำงานเพื่อบ้านเมือง ปลอดภัย-ไร้เสี่ยง พิสูจน์ด้วยผลงานจริง ไม่อิงวาทกรรม ย้ำเดินหน้าเต็มที่โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ แม่ทัพหาเสียงกทม. พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยดร.สกุลรัตน์ ทิพย์วรรณงาม ผู้สมัครสส. กทม.เขตบางนา พระโขนง เบอร์ 1 หาเสียงที่ตลาดเซฟวันโก และพบปะผู้ประกอบการร้านค้า และประชาชนในตลาด โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก 

จากนั้น นายเอกนัฏ ขึ้นเวทีปราศรัยที่ชุมชนเคหะบางนา 2 ว่า หลายครั้งเราเลือกตั้งไปก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้หน้าตารัฐบาลจะเป็นอย่างไร ต้องไปลุ้นเอา แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ประกาศล่วงหน้าว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะเอาคนที่เก่งที่สุด มีฝีมือ เอาคนที่ทำงานสำเร็จมาแล้วทั้ง 3 ท่านมาทำงาน ซึ่งก็มีคนบอกว่าเป็นผักชีโรยหน้า แต่นายอนุทินบอกแล้วว่าทั้ง 3 คนมาเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว เราประกาศชัดเจนว่าเอา 3 คนนี้มาทำงานให้กับพี่น้องทุกคน เพราะรู้ว่าเป็นธรรมดาที่มีการเลือกตั้ง และทุกพรรคการเมืองก็พูดได้หมดในการสร้างวามกรรมมาปลุกปั่นขายฝัน มีคนบอกว่าเราใช้กระแสชาตินิยม ทั้งที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เราไม่ต้องเอากระแสชาตินิยมมาพูด แต่ตนเชื่อว่าความสงบเรียบร้อยที่ชายแดนนำมาซึ่งเสถียรภาพความมั่นคง ถ้าประเทศไม่มีเสถียรภาพประเทศ ไม่มั่นคงเราจะอยู่อย่างสงบสุขได้หรือไม่ ถ้านักลงทุนไม่มา เศรษฐกิจก็จะไม่ดี ปัญหาสังคมก็จะตามมา

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ทั้ง 3 ท่านอยู่นอกการเมืองเป็นผู้บริหารระดับสูงในเอกชน แต่อาสามาทำงานให้กับประเทศไทย เพราะเชื่อมั่นว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลจะให้โอกาสทั้ง 3 ท่านได้ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่เอาการเมืองมาแทรกแซง ไม่เอาประโยชน์ทางการเมืองมาอยู่เหนือประโยชน์ของบ้านเมือง เพราะวันนี้นโยบายที่พูดกันมาทั้งหมดต้องไปดูว่าทำได้จริงหรือไม่ ยืนยันว่าทุกนโยบายของพรรคภูมิใจไทยทำได้จริงทั้งหมด และเป็นนโยบายที่มีความรับผิดชอบไม่ได้เอามาแลก แจก แถม ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศวิกฤตเรื่องชายแดนความมั่นคงถือว่าใหญ่มากกว่า นโยบายที่อยู่บนป้ายจะแก้ได้ทั้งหมด ท่านต้องตัดสินใจเลือกคน เลือกทีมงานที่ท่านไว้ใจ เลือกทีมงานสุดฝีมือมาแล้ว ไม่ได้เก่งแต่พูด แต่พูดแล้วทำ ทำให้เห็นและทำสำเร็จ

“เราถูกดูถูกว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่ เป็นพรรคบ้านนอก แต่ครั้งนี้เรารวมตัวกันทำเพื่อบ้านเมือง เพราะเราจะไม่ยอมให้การสร้างวาทกรรมในช่วงหาเสียงเลือกตั้งมาขายฝันลด แลก แจก แถมแบบนี้ ทำให้ประเทศต้องติดกับดักการเมืองอีกต่อไป ทั้ง 3 ท่านที่ไปประชุมด้านเศรษฐกิจที่ดาวอส ถ้าเราไม่ได้มือดีมืออาชีพมาบริหารจัดการเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าประเทศไม่สงบ ชายแดนมีปัญหาเรื่องความมั่นคง การต่างประเทศไม่ได้มืออาชีพอย่างท่านสีหศักดิ์ประเทศไทย และคนไทยจะถูกลืม เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ตายลงช้าๆ และเราจะไม่มีเงินมาใช้” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้าน ดร.สกุลรัตน์ กล่าวว่า ขอใช้พลังความเป็นแม่ในการทำงานหาเสียง เพราะเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่รู้ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นปัญหา เราสู้ด้วยความหวัง วันนี้ขอคะแนนเสียงจากประชาชนทุกคน ทั้งคนที่ยังไม่ตัดสินใจก็ช่วยเลือกเบอร์ 1 พลังแม่ด้วย เพราะถ้าเราได้เข้าไปเราก็เห็นหน้าตาของรัฐมนตรีที่จะเข้ามาทำงานแล้วด้วย ซึ่งมีแต่คนเก่งมีฝีมือ

ต่อมานายเอกนัฏ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงในกทม.ว่า ขณะนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายเหลือเวลาอีกไม่ถึง 8 วัน ที่จะเลือกตั้ง และเป็นครั้งที่สำคัญมากสำหรับพรรคภูมิใจไทยเรามีมืออาชีพ ทั้ง 3 ท่าน ซึ่งอยากมาช่วยทำงานให้บ้านเมือง ที่ต้องการความต่อเนื่อง  ทำงานมา 3 เดือนได้แก้วิกฤตให้กับประเทศ จีดีพีโตขึ้นมาเป็น 1% กว่า เชื่อว่าถ้ามีโอกาสทำงานจะพาประเทศพ้นความเสี่ยง และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพไม่ต่ำกว่า 3% นี่คือสัญญาที่ให้ไว้และที่สำคัญทุกเขตเลือกตั้งในกทม. เราสรรหาคนมีฝีมือ มีความสามารถและมีความตั้งใจมาทำงาน ถ้าเลือกตั้งครั้งนี้ เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะได้ท่านเหล่านี้มาทำงาน ขอให้ทุกคนช่วยเลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 และผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยสำหรับเขตนี้ก็คือด็อกเตอร์เจี๊ยบเบอร์ 1

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ส่วนความเชื่อมั่นในช่วงโค้งสุดท้ายนั้น จากการลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับที่เป็นบวก และผลสำรวจความคิด ก็เห็นว่าคะแนนนิยมที่ให้พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน หรือบุคคลท่านอื่น ก็เพิ่มขึ้น จึงหวังว่าคนที่ยังลังเลและกำลังตัดสินใจ จะได้พิจารณาเพราะเราลงพื้นที่เดินเต็มที่ และวันที่ 6 ก.พ.นี้ พรรคภูมิใจไทยจะจัดปราศรัยใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ยืนยันเราเดินหน้าเต็มที่ เชื่อว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็จะอยู่ที่นั่น

นายเอกนัฏ  กล่าวด้วยว่า จากการลงพื้นที่มาดูตลาดก็เริ่มจะฝืดเคือง หลายคนทวงโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เพราะเวลา 2-3 เดือน ที่ทำโครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร และครั้งนี้ที่พิเศษไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือตัวพลัสในคนละครึ่ง ที่ส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้าเมื่อเข้าระบบไปแล้วจะหาตลาด ซึ่งรอบแรกมีมากกว่า 100,000 รายที่ทำให้ขายของได้มากขึ้น 5-6 เท่าตัว ซึ่งหลังจากเลือกตั้งแล้ว เฟส 2 จะมาแน่นอน

รวยแค่ไหนก็ไม่รอด! สุวินัย เตือนพวกกร่าง ระวังเจอ เจ้ากรรมนายเวรยุคใหม่ ทำลายมานักต่อนักแล้ว

รวยแค่ไหนก็ไม่รอด! สุวินัย เตือนพวกกร่าง ระวังเจอ เจ้ากรรมนายเวรยุคใหม่ ทำลายมานักต่อนักแล้ว

รวยแค่ไหนก็ไม่รอด! สุวินัย เตือนพวกกร่าง ระวังเจอ เจ้ากรรมนายเวรยุคใหม่ ทำลายมานักต่อนักแล้ว

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

วันที่ 31 มกราคม 2569 ศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า อวดรวยแค่ไหน กร่างแค่ใดก็ไม่พ้น “เจ้ากรรมนายเวร”

ถึงคนที่เหยียดสลิ่มว่า “แก่ จน โง่” ในโลกของคุณที่เงินเสียงดัง รถหรูสว่าง ยอดไลก์พุ่ง คนติดตามเยอะ คุณอาจเชื่ออย่างเงียบ ๆ ว่าความมั่งคั่งของคุณ คือเกราะ และ อำนาจคือใบอนุญาตให้ “กร่าง” อย่างไรก็ได้ แต่ประวัติศาสตร์—ทั้งเล็กและใหญ่—ล้วนบอกตรงกันว่า ไม่จริง เพราะไม่ว่าใครจะอวดรวยแค่ไหน กร่างแค่ใด “เจ้ากรรมนายเวร” ไม่เคยสนใจฐานะทางสังคม

1) เจ้ากรรมนายเวร ไม่ใช่ผี แต่คือ “โครงสร้างเหตุ–ผล” ที่ตามทันเสมอ ในความเข้าใจแบบพื้นบ้าน เจ้ากรรมนายเวรคือดวงวิญญาณ รอทวงคืน แต่ในมุมบูรณาการ เจ้ากรรมนายเวรคือ คน ระบบ ความจริง และผลกรรม มันไม่ต้องโผล่เป็นผี เพราะมันทำงานเป็น ระบบ ระบบเครือข่าย ระบบคดี ระบบชื่อเสียง ระบบจิต ระบบความสัมพันธ์ และระบบเหล่านี้ ไม่ต้องการความเชื่อ มันต้องการแค่ “เวลา”

2) เงินซื้อความสะดวกได้ แต่ซื้อ “การลบเหตุ” ไม่ได้ เงินช่วยให้คุณมีชีวิตที่หรูหรา สะดวกสบายก็จริง แต่เงิน ลบเหตุไม่ได้ ถ้าคุณเหยียดคนค่อนประเทศที่ “เห็นต่าง” จากคุณ ระบบจะสร้างแรงต้าน ถ้าคุณกร่าง เครือข่ายจะรอจังหวะถ้าคุณใช้เงินจ้างทนายไล่ฟ้องผู้คนความจริงจะเปลี่ยนช่องทาง นี่ไม่ใช่ศีลธรรม นี่คือ ฟิสิกส์ของสังคม แรงที่กดไว้ ย่อมเด้งกลับ แค่เมื่อไรเท่านั้น

3) กร่าง = ประกาศตัวเป็นเป้าในระบบซับซ้อน คนกร่างมักเข้าใจผิดว่า “กร่าง = กูแน่” แต่ในระบบซับซ้อน การกร่างคือการ – เพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น – เปิดเผยจุดอ่อน – ทำให้คนจำชื่อ – และสร้างแรงร่วมมือประสานตีนของผู้ถูกเหยียด เจ้ากรรมนายเวรในยุคนี้ ไม่มาเดี่ยว มันมาเป็น เครือข่าย ไม่ต้องมีใครตั้งใจแก้แค้น ระบบจะจัดการเอง เมื่อความไม่พอใจสะสมถึงจุดวิกฤต

4) เจ้ากรรมนายเวรที่อันตรายที่สุด คือ “จิตที่หลงตัวเอง” พุทธเรียกว่า อวิชชา เต๋าเรียกว่า ฝืนเต๋า จิตวิทยาเรียกว่า narcissistic collapse ชื่อเรียกต่างกัน แต่สารเดียวกัน คือการเชื่อว่า
“กฎนี้ไม่ใช้กับข้า” และนี่แหละ คือเจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ใกล้ที่สุด เพราะมันทำให้คุณ – ประเมินความเสี่ยงผิด – ดูถูกสัญญาณเตือน – และเดินซ้ำเส้นทางเดิม จนพังเอง

5) คนรอด คือคน “ไม่สร้างเจ้ากรรมนายเวรใหม่” ในทุกยุค คนที่อยู่ยาว ไม่ใช่คนที่อวดเก่ง แต่คือคนที่ รู้ขอบเขต เคารพระบบ ให้เกียรติคนอื่น และยอมถอยเมื่อควรถอย นี่ไม่ใช่ความดี นี่คือ สติปัญญาเชิงระบบ เพื่อไม่ถูกระบบเล็ง ไม่ถูกจดจำในฐานะเป้า และไม่ทิ้งแรงแค้นไว้ข้างหลัง

6) กรรมไม่ต้องเชื่อ แต่หนีไม่ได้ คุณไม่ต้องเชื่อเรื่องกรรมเหมือนที่คุณไม่ต้องเชื่อแรงโน้มถ่วง แต่ถ้าคุณกระโดดจากตึก ผลจะเกิด โดยไม่ขอความเห็นคุณ อวดรวยใช่ไหม กร่างนักหรือ เชิญทำต่อเลย ถ้ารับผลไหว ถ้าพร้อมรับแรงต้านทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้ว เจ้ากรรมนายเวร ไม่เคยถามว่า คุณเชื่อไหม มันแค่ถามว่า คุณทำอะไรไว้

บทส่งท้าย โลกไม่ได้ยุติธรรม แต่โลกไม่โง่ เงินอาจทำให้คุณสูงขึ้น แต่ยิ่งสูง แรงตกยิ่งรุนแรง คนที่รอดจริง คือคนที่ ไม่สร้างกรรมเพิ่ม ทั้งต่อตนเอง และต่อผู้อื่น ~ ไร้รอยไม่ไร้ใจ

รักชาติแล้วผิดตรงไหน! พลพีร์ สวนแรง ลินธิภรณ์ บอก ภูมิใจไทย พูดได้ เพราะไม่เคยเป็นหลานอังเคิล

รักชาติแล้วผิดตรงไหน! พลพีร์ สวนแรง ลินธิภรณ์ บอก ภูมิใจไทย พูดได้ เพราะไม่เคยเป็นหลานอังเคิล

รักชาติแล้วผิดตรงไหน! พลพีร์ สวนแรง ลินธิภรณ์ บอก ภูมิใจไทย พูดได้ เพราะไม่เคยเป็นหลานอังเคิล

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

รักชาติแล้วผิดตรงไหน! “พลพีร์” ถาม “ลินธิภรณ์–เพื่อไทย” หลังจวก “อนุทิน” ชูประเด็นรักชาติหาเสียง ย้ำ ภูมิใจไทย พูดได้ เพราะไม่เคยขายชาติ ไม่เคยเป็นหลานอังเคิล

วันที่ 31 มกราคม 2569 จากกรณี นางสาว ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การปราศรัยของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าการหยิบยกประเด็น “ความรักชาติ” มาใช้ในการหาเสียงเป็นการเมืองย้อนยุค และมีลักษณะเลียนแบบแนวคิดผู้นำประเทศเพื่อนบ้านนั้น

ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า รักชาติแล้วผิดตรงไหน การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไทยเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม

พรรคภูมิใจไทยยึดหลักประเทศไทยต้องมาก่อน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการค้าชายแดนและสินค้าเกษตร ซึ่งเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีมาตรการที่เข้มแข็งและชัดเจน เพื่อปกป้องเกษตรกรไทยและรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ

ผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ระบุด้วยว่า เรื่องรักชาติ คือ จุดแข็งของเรา เ พรรคไม่เคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการติดต่อใด ๆ ที่อาจทำให้เกิดข้อครหาต่อผลประโยชน์ของชาติ เราไม่มีอังเคิล ไม่เคยถูกครหาว่าขายชาติ ไม่เคยคิดเอาทรัพยากรชาติไปแบ่งกับใคร การตัดสินใจทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก

“พวกผมไม่เคยไปนอนบ้าน Uncle  
ไม่ต้องถาม uncle ว่าอยากได้อะไร ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกของ Uncle  สำหรับพวกผม Uncle และพวกคือพวกที่เอาเปรียบประเทศไทย พวกผมยอมไม่ได้”

นายพลพีร์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ใช้ความรักชาติหาเสียงไม่ผิด แต่มันไม่ถูกใจบางคน บางพรรค แล้ว เหตุใดจึงรู้สึกไม่พอใจ ทั้งที่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอเป็นเพียงสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากอยากเห็นและคาดหวังจากรัฐบาลมาตลอด ยิ่งสถานการณ์อ่อนไหวแบบนี้ เพื่อนบ้านยังไว้ใจไม่ได้แบบนี้ ความรักชาติ ยิ่งสำคัญ

“เอาเข้าจริงประเด็นนี้ ถ้าไม่ร้อนตัว คงไม่ออกมาพูด เพราะยิ่งพูด คนก็ยิ่งถามกลับว่ารักชาติ ผิดตรงไหน คนที่โจมตีเรา ก็ต้องไปตอบคำถามคนไทยเอาเอง ว่าทำไมถึงโกรธแค้นเรา ทั้งที่เรา แค่ทำ ในสิ่งที่คนไทย อยากเห็น แต่บางคน ได้ยินคำว่ารักชาติ เหมือนถูกชกหน้า ซึ่ง มันก็มาจากที่ตัวเองไปเรียกเขาว่า อังเคิ่ล จะไปแบ่งทรัพยากรธรรมชาติ ฟิฟตี้ ฟิฟตี้ ซึ่ง แบบนั้น มันไม่ถูกต้อง และมันทำร้ายหัวใจคนไทย” 

‘จุลพันธ์’ อัด ภูมิใจไทย อย่าผูกขาดความรักชาติ ทำคนแตกแยก ท้าดีเบตโค้งสุดท้าย

'จุลพันธ์' อัด ภูมิใจไทย อย่าผูกขาดความรักชาติ ทำคนแตกแยก ท้าดีเบตโค้งสุดท้าย

‘จุลพันธ์’ อัด ภูมิใจไทย อย่าผูกขาดความรักชาติ ทำคนแตกแยก ท้าดีเบตโค้งสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

‘ยศชนัน’ แอ่วเชียงรายช่วย ‘ยิ้ม วิสาระดี-วิสาร-ต้นน้ำ ธนรัช‘ หาเสียง ขอเลือกทั้งคนทั้งพรรค ’หนิม‘ ซัด ’หนู‘ ยกคลั่งชาติ ทำคนแตกแยก เหน็บ ฟังแต่ ’เนวิน‘ ใช้เหตุชายแดนหวังผลเลือกตั้งเหมือน ’อังเคิล‘ ท้าดีเบตสักครั้งก่อนเลือกตั้ง ขณะที่ ‘ณัฐวุฒิ’ ยั้ว ‘อนุทิน’ ถามสู้คดีสว.หรือไม่

จากนั้นเวลา 12.30 น. นายยศชนันและคณะ เดินทางต่อไปยังเทศบาลตำบลเมืองพาน อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อช่วยน.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ผู้สมัครสส.เชียงราย เขต 4 เบอร์ 4 หาเสียง ก่อนเดินทางไปยังโรงเรียนเจดีย์หลวงพิทยา อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เพื่อช่วยนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 3 เบอร์ 6 หาเสียง 

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายยศชนันและคณะ เดินทางไปที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ (หอประชุม GMS) อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อช่วยนายธนรัช จงสุทธานามณี ผู้สมัครสส.เชียงราย เขต 1 เบอร์ 7 ถือเป็นเวทีสุดท้ายในการหาเสียงที่ จ.เชียงราย ซึ่งทุกเวทีมีประชาชนให้การต้อนรับและรอรับฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ 

โดยนายจุลพันธ์ ปราศรัยที่เวทีปิดท้ายตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา มีการปราศรัยของบางพรรคการเมืองคือพรรคภูมิใจไทย ระยะหลังๆ  มันแปลกเข้าทุกที วันนี้ตนในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จึงต้องฝากข้อความไปว่า “หนูเอ้ย วันนี้หนิมต้องขอคุยกับหนูอีกรอบแล้ว วันนี้หนิมเข้าใจความรู้สึกของหนูว่ามันอึดอัดมันคับข้องเพราะเชน ยศชนัน มีแต่ความรักจากประชาชนมากขึ้นทุกวันๆ เขาคงกลัวว่าจะไม่มีโอกาสกลับเข้าทำเนียบอีกครั้ง แต่วันนี้การผูกขาดความรักชาติ ให้เลือกคนรักชาติ อย่าเลือกคนไม่รักชาติ เป็นการแบ่งแยกประชาชน ที่สำคัญคนที่นั่งที่นี่รักชาติทุกคน ไม่ว่าพรรคไหนก็รักชาติเหมือนกัน อย่าไปผูกขาดความรักชาติ แล้วทำให้ประชาชนแตกแยก แผ่นดินต้องแบ่งเป็นสองฝั่งที่ว่าไม่เลือกเราเขามาแน่ ผมไม่รู้ว่าเขาที่ว่านั้นคือใคร แต่เขากระโดงไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าอยากได้เขากระโดงคืน เลือกพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 ทั้งแผ่นดิน วันนี้มาเป็นชุดทั้งอังเคิลทั้งแดดดี้ เข้าใจว่าไม่ต้องฟังแดดดี้เพราะหนูฟังเนวินอยู่แล้ว บอกไม่ฟังอังเคิลแต่สิ่งที่หนูทำเหมือนอังเคิลเป๊ะเลยคือปลุกกระแสคลั่งชาติเหมือนฮุนเซน สร้างปัญหาชายแดนให้เกิดการปะทะเพื่อหวังผลเลือกตั้งในประเทศตัวเอง มันต่างอะไรจากที่หนูทำวันนี้ เพื่อไทยยืนยันทุกคนรักชาติเท่าเทียมกัน แล้วจะเดินหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชน อย่าผูกขาดรักชาติ ไม่มีใครรักมากรักน้อยไปกว่ากัน” 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า “วันนี้เดินหน้าเอานโยบายมาคุยกันดีกว่า อยากจะให้หนูมาปราศรัยมาพบประชาชนบ้างก็ช่วยส่งเสียงเรียกหน่อย พวกผมไปดีเบตแทบตาย แต่มีพรรคเดียวหลบหาย เราอยากให้มาแลกเปลี่ยนพูดคุย ถือเป็นคำเชิญจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปยังหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาดีเบตสักวันก่อนวันเลือกตั้งดีหรือไม่ เราจะเดินหน้าทำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค“ 

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ปราศรัยตอนหนึ่งว่า นายอนุทินสวนที่ตนปราศรัยมาว่า ไอ้ที่บอกว่าวิ่งราวชาติคือวาทกรรม ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีหนู ฟังครูใหญ่คือวาทกรรม แต่ของจริงคือนายณัฐวุฒิ ชวนคนเผาบ้าน เผาเมืองคือของจริง ขอให้นายอนุทินฟังตนเพราะ คดีที่เกิดขึ้นในการชุมนุมปี 2553 ที่มีการเปิดคลิปว่าตนชวนคนไปก่อเหตุวางเพลิง คลิปนั้นเป็นคลิปตัดต่อเจตนาให้ร้าย ตนก็สู้ทุกคดีไม่เคยหนีแม้แต่คดีเดียว และคดีนั้นตนชนะคดีทุกศาล โดยศาลยกฟ้อง ตนไม่เคยหนีตนยืดอกสู้กับสิ่งที่ถูกกล่าวหาตลอดมา ไม่เคยหลบเลี่ยง 

“ผมไม่เหมือนนายกฯ หนู นายกฯ หนูสู้คดีฮั้วสว. หรือไม่ นายกฯ หนูถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วย นายกฯหนูรับผิดชอบเรื่องนี้บ้างหรือไม่ ดีเอสไอส่งรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีไปเพียง 8 คนจาก 1,200 คน ในยุคที่ท่านเป็นนายกฯ ในยุคที่ท่านคุมกระทรวงยุติธรรม ในยุคที่บ้านเมืองมีรัฐบาลหนูกินส้ม หนูต้มส้ม ท่านรับผิดชอบอะไรหรือไม่ที่พูดมานายกฯหนูโกรธผมหรือเปล่าไม่รู้แต่ผมไม่โกรธ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

กกต. จับตา 42 จังหวัด เลือกตั้งดุเดือด ขู่มีมาตรการเข้ม ระดมตำรวจครึ่งประเทศสอดส่อง

กกต. จับตา 42 จังหวัด เลือกตั้งดุเดือด ขู่มีมาตรการเข้ม ระดมตำรวจครึ่งประเทศสอดส่อง

กกต. จับตา 42 จังหวัด เลือกตั้งดุเดือด ขู่มีมาตรการเข้ม ระดมตำรวจครึ่งประเทศสอดส่อง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

”แสวง“ เผย กกต. จับตาพื้นที่ 42 จังหวัด แข่งขันหาเสียงดุ ชี้เตรียมเงินได้ แต่อย่าแจก ขู่มีมาตรการเข้ม – ระดมตำรวจครึ่งประเทศสอดส่อง ส่วนเบิกเงินผิดปกติ 250 ล้านบาท จากลูกค้าธนาคาร 6 ราย อยู่ระหว่างสืบหาความสัมพันธ์พรรค การ เมือง-ผู้สมัคร ชี้อาจเป็นเรื่องธุรกิจ ต้องให้ความป็นธรรม

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงคำร้องเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ว่า กกต. ได้มีมาตรการแบ่งพื้นที่ โดยมี 35 จังหวัดที่การแข่งขันเป็นปกติ แต่อีก 42 จังหวัด มีการแข่งขันกันรุนแรงในแต่ละเขต จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยมีการใช้ตำรวจครึ่งประเทศมาเป็นชุดป้องกัน ป้องปรามเคลื่อนที่เร็ว เพื่อตรวจสอบในพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงยังมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง และศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบล (ศส.ปชต.) คอยแจ้งเบาะแส โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องจับตาเข้มงวด

ทั้งนี้ นายแสวง ยอมรับว่า ข่าวการซื้อเสียงมีมาตลอด แต่ในส่วนของการป้องกัน ก็ได้มีมาตรการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจ รวมถึงรวมถึง กกต. เอง หากอยากจะเตรียมเงินไว้ซื้อเสียง สามารถทำได้ แต่อย่าแจก

นายแสวง บอกอีกว่า ธรรมชาติของการซื้อสิทธิ์ขาย น่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป แต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้มีรายงานที่เป็นรูปธรรม ที่มีรายงานมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องอื่น  ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้ง ก็คาดว่าอาจจะมีรายงานในเรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียงนี้เข้ามา แต่เราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้

ส่วนความคืบหน้าการรายงานข้อมูลการเบิกเงินสด 250 ล้านบาท จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น นายแสวง บอกว่า เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.) ช่วงเย็น ธปท.ได้ส่งข้อมูลมาให้แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลของลูกค้าในสาขาธนาคารพาณิชย์ และส่วนตัวบอกได้เพียงว่า มีลูกค้า 6 รายที่เบิกถอนเงินผิดปกติ จึงได้ส่งต่อให้งานด้านสืบสวนไปดูเรื่องความสัมพันธ์ ว่า มีเกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอย่างไร ตลอดจนเบิกเงินมาทำอะไร ซึ่งการเบิกเงินครั้งนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย แต่หากเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด ตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้จะมีการเสนอเรื่องนี้ให้กับ กกต. ได้รับทราบ

ส่วนเงินก้อนดังกล่าวจะเข้าข่ายหรือมีความสูงเสี่ยงจะนำไปใช้ซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่นั้น นายแสวงบอกว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ไม่ว่าเงินจะมีจำนวนมากขนาดไหน หากหาความสัมพันธ์ไม่ได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการนำไปใช้ทำธุรกิจก็ได้ ซึ่งเราก็ได้ทำงานร่วมกับ ปปง. ด้วย โดยจะดูเรื่องที่มาของเงิน

สมศักดิ์ ขึ้นรถแห่หาเสียงพิษณุโลก ประชาชนเชียร์คึกคัก ชี้ ผู้สมัครเพื่อไทย พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย

สมศักดิ์ ขึ้นรถแห่หาเสียงพิษณุโลก ประชาชนเชียร์คึกคัก ชี้ ผู้สมัครเพื่อไทย พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย

สมศักดิ์ ขึ้นรถแห่หาเสียงพิษณุโลก ประชาชนเชียร์คึกคัก ชี้ ผู้สมัครเพื่อไทย พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.40 น.

“สมศักดิ์” นำ “เอกพงษ์-นพพล”ขึ้นรถแห่หาเสียงพิษณุโลก กระแสตอบรับดี ประชาชนเชียร์คึกคัก ชี้ ผู้สมัครเพื่อไทย เข้าใจปัญหา-พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย ย้ำ เพื่อไทย ทำนโยบายสำเร็จเพียบ ขอมั่นใจเลือกทั้ง 2 ใบ 

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายเอกพงษ์ กุลเจริญ ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 5 เบอร์ 3 และนายนพพล เหลืองทองนารา ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 2 เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน จำนวน 2 จุด คือที่ สำนักงานกลุ่มเกษตรกรทำไร่ ตำบลท่างาม อำเภอวัดโบสถ์ และลานดินหลัง ธกส. อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเดินทางมาร่วมจำนวนมากจนเต็มพื้นที่ปราศรัย 

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสมาดูงานระบบพัฒนาชลประทานของอำเภอวัดโบสถ์ และมีส่วนช่วยพัฒนาในหลายพื้นที่ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย ก็มีนโยบายผลักดันการทำฝายและเขื่อนบนภูเขา เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งให้กับพี่น้องชาวพิษณุโลก โดยตนยังได้มีโอกาสไปดูต้นแบบการทำธนาคารน้ำใต้ดิน ที่โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกมะยงชิดรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตนต้องการส่งเสริมทำทั่วประเทศ นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทย ก็มีนโยบายด้านการเกษตร ด้วยการประกันกำไรพืชผลการเกษตร 30% มีนโยบายแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อเพิ่มการแบ่งผลประโยชน์ให้ชาวไร่อ้อย ได้มากกว่า 70%

“นายเอกพงษ์ เบอร์ 3 เป็นผู้ที่มีความเข้าใจปัญหาของพี่น้องชาวพิษณุโลก เป็นอย่างดี โดยเฉพาะด้านการเกษตร จึงขอให้มั่นใจนายเอกพงษ์ และพรรคเพื่อไทยว่า สามารถทำนโยบายสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะในอดีตพรรคเพื่อไทย ก็ทำนโยบายสำเร็จมาแล้วจำนวนมาก เช่น 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งผมก็ได้มีส่วนไปขับเคลื่อนนโยบายนี้ด้วย ในขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย ก็จะยกระดับเป็น 30 บาทAI ให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงบริการสาธารณสุข ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ขอพี่น้องชาวพิษณุโลก สนับสนุนนายเอกพงษ์ เบอร์ 3 และพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายให้กับพี่น้องประชาชนด้วย” นายสมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ พร้อมด้วย นายเอกพงษ์ และนายนพพล ยังได้ขึ้นรถแห่รอบอำเภอวัดโบสถ์ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีพี่น้องประชาชนตามบ้านเรือน และที่เดินตลาด ได้ต่างโบกมือทักทายและให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่ขับรถผ่านไปมา ก็ได้ต่างลดกระจกและบีบแตทักทายกันอย่างคึกคัก 

โค้งสุดท้าย! กกต.แจงการใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 1 และ 8 ก.พ.69 การออกเสียงประชามติ

โค้งสุดท้าย! กกต.แจงการใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 1 และ 8 ก.พ.69 การออกเสียงประชามติ

โค้งสุดท้าย! กกต.แจงการใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 1 และ 8 ก.พ.69 การออกเสียงประชามติ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

กกต.แจงการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.วันที่  1 และ 8 ก.พ. 2569 และการออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 2569

วันที่ 31 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประชาสัม พันธ์เพื่อให้ประชาชนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าใจการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันอาทิตย์ที่ 1 และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และ การออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้  ตามภาพอินโฟกราฟฟิก

นอกจากนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที ่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444 

พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร

พีระพันธุ์  พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร

พีระพันธุ์ พลัฏฐ์ เบอร์ 6 ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

“พีระพันธุ์ – พลัฏฐ์ เบอร์ 6” ฟังเสียงชาววังบูรพา-พาหุรัด หวังรัฐบาล รทสช. แก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นเศรษฐกิจเขตพระนคร

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรค และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ลงพื้นที่เขตพระนคร บริเวณย่านพาหุรัดและวังบูรพา เพื่อช่วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 1 เบอร์ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างให้การต้อนรับและให้กำลังใจอย่างอบอุ่น พร้อมฝากความหวังให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้เป็นรัฐบาล และให้นายพีระพันธุ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องและขับเคลื่อนประเทศ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการย่านวังบูรพาระบุว่า นายพีระพันธุ์เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองคนแรกที่ลงพื้นที่บริเวณนี้ พร้อมสะท้อนปัญหาธุรกิจในพื้นที่ หลังจากมีมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้า ทำให้การค้าขายแทบหยุดชะงัก กระทบต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้เดินทางไปยังย่านพาหุรัด ซึ่งผู้ประกอบการได้สะท้อนปัญหาเรื่องการก่อสร้างถนนในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่แคบ ส่งผลกระทบต่อความสะดวกของผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอยและผู้สัญจรไปมา

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในพื้นที่ยังฝากความหวังให้นายพีระพันธุ์สานต่อการแก้ไขปัญหาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนการค้าขาย รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยากให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้รับทราบปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้นายพลัฏฐ์รวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการช่วยเหลือกับกลุ่มผู้ประกอบการต่อไป