ขุดอีกปม ปลดหมอสุภัทร อ้าง ว 115 ซื้อเร่งด่วน แต่ไม่รายงาน-ตรวจรับตามระเบียบ

ขุดอีกปม ปลดหมอสุภัทร อ้าง ว 115 ซื้อเร่งด่วน แต่ไม่รายงาน-ตรวจรับตามระเบียบ

ขุดอีกปม ปลดหมอสุภัทร อ้าง ว 115 ซื้อเร่งด่วน แต่ไม่รายงาน-ตรวจรับตามระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

เปิดอีกปมเหตุ อ.ก.พ.สธ.ปลด “หมอสุภัทร” อ้างจัดซื้อเร่งด่วนตามแนวทาง ว 115 แต่ไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบ ตามระเบียบ

แนวหน้าออนไลน์ ได้นำเสนอข่าวไปแล้วว่า ปมประเด็นสำคัญหนึ่งทำให้ข้อสรุปการสอบวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา มีข้อสรุปด้วยมติ อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขเสียงข้างมากให้ปลดจากราชการคือ การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะจะอ้างว่าไม่ทราบยอดที่จะต้องใช้ก็ฟังไม่ได้ เนื่องจากมีการเบิก ATK จากบริษัทมาใช้ก่อน แล้วจึงจัดซื่้อภายหลังย่อมต้องมียอดแน่นอนอยู่แล้ว

ต่อมาจากเอกสารสรุปการตรวจสอบฯ ยังพบประเด็นสำคัญอีก คือ ประเด็นการตรวจรับพัสดุ และการไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (เพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม)

รายงานการตรวจสอบระบุว่า ข้อเท็จจริงโดยสรุป ภายหลังการจัดซื้อย้อนหลังทั้ง 5 รายการ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อและคณะกรรมการตรวจรับ และมีเอกสารตรวจรับตามวันที่ส่งมอบในแต่ละรอบ อย่างไรก็ดี ข้อพิจารณาในสำนวนเห็นว่า คณะกรรมการตรวจรับตามคำสั่งดังกล่าว “ไม่ได้ร่วมปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ” และเมื่อเป็นการซื้อย้อนหลังภายหลังใช้พัสดุไปแล้ว จึงไม่มีกระบวนการตรวจนับ/ตรวจสอบพัสดุโดยแท้จริง บุคลากร ที่ไปร่วมปฏิบัติการแม้จะเกี่ยวข้องกับการใช้ ATK แต่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการตรวจรับตามที่แต่งตั้งไว้ จึงทำให้คำชี้แจงเรื่อง “มีการตรวจรับ” รับฟังไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง แม้กรณีโควิดจะเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามแนวทาง ว 115/27 มี.ค. 2563 ที่ให้ดำเนินการไปก่อนได้ แต่ต้อง “รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” ตามระเบียบฯ ข้อ 79 วรรคสอง เพื่อให้ถือเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม ซึ่งในสำนวนวินิจฉัยเห็นว่า เมื่อวงเงินรวมอยู่ในอำนาจหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด (นพ.สสจ.สงขลา) โรงพยาบาลต้องรายงานขอความเห็นชอบต่อผู้มีอำนาจดังกล่าว มิใช่แบ่งซื้อให้ตนมีอำนาจอนุมัติเองแล้วอ้างว่ารายงานครบถ้วน

สรุป ไม่มีการตรวจรับและไม่รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

‘มท.’แจ้งทุกจังหวัด เตรียมพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

‘มหาดไทย’ แจ้งทุกจังหวัดทั่วประเทศเตรียมความพร้อมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

วันที่ 31 มกราคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีการ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 ให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย จึงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของจังหวัด และอำเภอ องค์ประกอบจากการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยปฏิบัติงานของคณะกรรมการอำนวยการฯ ของจังหวัด/อำเภอ สามารถพิจารณาแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสม อาทิ คณะกรรมการฝ่ายพิธีการ ฝ่ายจัดสถานที่ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์  

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ให้จังหวัดพิจารณาคัดเลือกสถานที่สำคัญของจังหวัด อำเภอ อาทิวัดประจำจังหวัด อำเภอหรือสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดที่สามารถรองรับจำนวนประชาชนที่มาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ได้เพียงพอ เพื่อเป็นที่ตั้งพระเมรุมาศจำลองของจังหวัด และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของอำเภอ (ยกเว้นอำเภอเมืองและอำเภอพระนครศรีอยุธยาดำเนินการร่วมกับจังหวัด) สำหรับให้ประชาชนร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยกระทรวงมหาดไทยจะได้แจ้งรูปแบบ ขนาด และรายละเอียดต่าง ๆ ในการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์เมื่อได้รับแจ้งแนวทางการปฏิบัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุดารัตน์ลั่น! รื้อระบบ แยกประกันสังคมออกจากการเมือง คืนอำนาจเลือกตั้งบอร์ด-เพิ่มบำนาญคุ้มเงินสมทบ

สุดารัตน์ลั่น! รื้อระบบ แยกประกันสังคมออกจากการเมือง คืนอำนาจเลือกตั้งบอร์ด-เพิ่มบำนาญคุ้มเงินสมทบ

สุดารัตน์ลั่น! รื้อระบบ แยกประกันสังคมออกจากการเมือง คืนอำนาจเลือกตั้งบอร์ด-เพิ่มบำนาญคุ้มเงินสมทบ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

“สุดารัตน์” ไทยสร้างไทย 48 ชูโมเดล “แยกประกันสังคมเป็นอิสระ” ออกจาก แรงงาน “พ้นจากการเมืองเด็ดขาด” จึงจะล้างระบบโกงกินได้ แนะลดสัดส่วนบอร์ภาครัฐ คืนอำนาจเลือกตั้งบอร์ดให้ผู้ประกันตน ยกระดับสิทธิรักษา เพิ่มบำนาญให้คุ้มเงินสมทบ อัดระบบทำฟันล่มมา 2 เดือนซ้ำเติมประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 สนับสนุนการเดินหน้าปฏิวัติระบบประกันสังคมครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่ผู้ประกันตนกำลังเผชิญอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีระบบการทำฟันล่มต่อเนื่องมานานกว่า 2 เดือน ซึ่งซ้ำเติมประชาชนให้ต้องสำรองจ่ายเงินเองไปก่อน 

ทั้งที่ถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือนกว่า 800 บาท แต่กลับได้รับสิทธิทำฟันเพียงปีละ 900 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริง แค่ขูดหินปูนหรืออุดฟันไม่กี่ซี่เงินก็หมดแล้ว ส่วนการรักษารากฟันยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ตั้งคำถามถึงเงินกองทุนมหาศาลกว่า 2.8 ล้านล้านบาทว่าถูกนำไปใช้อย่างถูกจุดหรือไม่ มีการทุจริตกัดกินระบบจนทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดน้อยลงหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ จึงเสนอโมเดลการแยกสำนักงานประกันสังคมออกจากการกำกับดูแลของกระทรวงแรงงานและระบบราชการ เพื่อปรับฐานะเป็นองค์กรอิสระที่พ้นจากเงื้อมมือการเมืองและลดวงจรการแทรกแซง หัวใจสำคัญคือการรื้อโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมใหม่ โดยลดสัดส่วนตัวแทนจากรัฐบาลให้เหลือเพียง 3 คน และคืนอำนาจให้ผู้ประกันตนรวมถึงนายจ้างเป็นเสียงส่วนใหญ่ผ่านการเลือกตั้งบอร์ดโดยตรง 

เพื่อให้บอร์ดชุดใหม่ยึดโยงกับเจ้าของเงินตัวจริงและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องแรงงานอย่างแท้จริง พร้อมดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการเงินกองทุนแบบสากล ยกระดับผลตอบแทนเพื่อนำกำไรกลับมาเพิ่มสิทธิประโยชน์ ทั้งคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ต้องได้มาตรฐานทัดเทียมสวัสดิการอื่นของรัฐ และเพิ่มมูลค่าเงินบำนาญให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ 

คุณหญิงสุดารัตน์ยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้มั่นคงและเท่าเทียม ด้วยประสบการณ์ทำงานที่สำเร็จจริง จึงขอให้มั่นใจและเลือกไทยสร้างไทย เบอร์ 48 บัตรสีชมพู เข้าไปล้างระบบโกงกินและคืนความเป็นธรรมให้เจ้าของเงินประกันสังคมทุกคน

โต้เดือด ปมให้แรงงานชาติเป็นบอร์ดปกส. ‘รัชดา’ฟาด’ไอซ์’ .. ใครบิดเบือน

โต้เดือด ปมให้แรงงานชาติเป็นบอร์ดปกส. 'รัชดา'ฟาด'ไอซ์' .. ใครบิดเบือน

โต้เดือด ปมให้แรงงานชาติเป็นบอร์ดปกส. ‘รัชดา’ฟาด’ไอซ์’ .. ใครบิดเบือน

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

ปมเปิดให้แรงงานข้ามชาติเป็นบอร์ดประกันสังคมบานปลาย ผู้สมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์ส้ม-น้ำเงิน โต้เดือด ใครกันแน่บิดเบือน 

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณี นส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์ว่า “พรรคประชาชนไม่มีนโยบายให้แรงงานข้ามชาติเป็นบอร์ดประกันสังคมได้ หยุดบิดเบือน”

นส.รัชดา กล่าวว่า ประเด็นคือใครบิดเบือน?

รัชดา ธนาดิเรก

หยุดบิดเบือนตัวเองก่อน! พรรคประชาชน ปากบอกว่าไม่สนับสนุนแรงงานข้ามชาตินั่งบอร์ดประกันสังคม แล้วถามธนาธรรึยัง

กรณีที่คุณรัชนกออกมาระบุว่า พรรคประชาชน ไม่เกี่ยวข้องและไม่สนับสนุนแนวคิดให้แรงงานข้ามชาติเป็นบอร์ดประกันสังคมนั้น เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำปฏิเสธสั้นๆ แล้วกล่าวหาว่าคนอื่นบิดเบือน
เพราะในความเป็นจริง

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้ประกาศนโยบายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะ นโยบายข้อ 14 ที่ระบุชัดถึงการ “ปรับเงื่อนไขให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งและสมัครเป็นบอร์ดประกันสังคม”
ขณะเดียวกัน เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะว่าคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิดและออกมาสนับสนุนการหาเสียงของทีมประกันสังคมก้าวหน้าอย่างชัดเจน รวมถึงมีบทบาทในฐานะผู้นำเสมือนของพรรคประชาชน

รัชดา ธนาดิเรก

ดังนั้น คำถามที่สังคมมีสิทธิจะถามคือ

• พรรคประชาชนได้รับทราบนโยบายข้อ 14 นี้หรือไม่

• เห็นด้วยหรือไม่

• หรือหากไม่เห็นด้วย เหตุใดจึงปล่อยให้มีการใช้นโยบายดังกล่าวหาเสียงจนชนะการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

รัชดา ธนาดิเรก

หากพรรคประชาชนยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” จริง ก็ยิ่งจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ว่านโยบายของทีมประกันสังคมก้าวหน้าเป็นการแอบอ้างชื่อ ผู้นำ และเครือข่ายทางการเมืองหรือไม่

การนิ่งเฉยและไม่ตรวจสอบ

ไม่เพียงทำให้เกิดความสับสนในสังคม

แต่ยังเป็นการผลักภาระคำอธิบายไปให้ประชาชนผู้ประกันตนโดยไม่เป็นธรรม

พรรคการเมืองที่อ้างความโปร่งใส

ควรกล้าอธิบายให้ชัดว่า

เกี่ยว” หรือ “ไม่เกี่ยว”

และหากไม่เกี่ยว ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการแอบอ้างนั้นอย่างตรงไปตรงมา

โครงสร้างของบอร์ดกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงไม่ควรถูกทำให้คลุมเครือด้วยพฤติกรรมพูดอย่างทำอีกอย่างและบิดเบือน ไปวันๆ

รัชดา ธนาดิเรก

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก รัชดา ธนาดิเรก

ประเด็นร้อน…ย้อนแย้ง เมื่อ’ด้อมส้ม’ เอื้อมมือโหนสถาบัน

ประเด็นร้อน...ย้อนแย้ง เมื่อ'ด้อมส้ม' เอื้อมมือโหนสถาบัน

ประเด็นร้อน…ย้อนแย้ง เมื่อ’ด้อมส้ม’ เอื้อมมือโหนสถาบัน

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.35 น.

การเมืองที่แตะเรื่องสถาบัน ‘พรรคส้ม’ กำลังสื่อสารผิดจังหวะ
——

“เลือกตั้งครั้งนี้ให้สีส้ม ไม่เปลี่ยนใจ
รักในหลวง ร.9 เท่าชีวิตตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง”

ข้อความสองบรรทัดนี้ปรากฏขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดียช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้หยุดอยู่แค่บัญชีเดียว หากแต่ถูกนำไปทำซ้ำ ใส่กราฟิกพื้นสีส้ม และเผยแพร่ต่ออย่างเป็นวงกว้างในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคส้ม จนกลายเป็นหนึ่งในเนื้อหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงมากในช่วงเวลาอันสั้น

การแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นสิทธิและเป็นความรู้สึกร่วมของคนไทยจำนวนมากอยู่แล้ว ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำแสดงความจงรักภักดี หากแต่อยู่ที่การนำถ้อยคำนั้นมาวางคู่กับการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองอย่างชัดเจนในช่วงเลือกตั้ง เมื่อถูกใช้ในบริบทเช่นนี้ ข้อความย่อมเปลี่ยนสถานะจากความรู้สึกส่วนบุคคล ไปเป็นการสื่อสารทางการเมืองโดยสมบูรณ์

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หลักการพื้นฐานนี้หมายความว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของชาติ และอยู่เหนือการแข่งขันทางการเมือง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วงชิงคะแนนเสียง

การพิทักษ์รักษา ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นหน้าที่ปกติของนักการเมืองทุกพรรคและประชาชนทุกคน ไม่ใช่เหตุผลพิเศษ และไม่ใช่เครื่องมือประกอบการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง

เมื่อความรักต่อสถาบันถูกเชื่อมตรงกับการเลือกพรรคการเมือง ผลที่ตามมาคือการดึงสถาบันเข้ามาอยู่ในพื้นที่การเมืองโดยตรง ต่อให้เจตนาเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติก็คือการทำให้สถาบันเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความเข้มข้นขึ้นตามจังหวะการเลือกตั้ง

ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตามอง เมื่อพรรคส้มมีประวัติข้อครหาเกี่ยวกับท่าทีต่อสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงที่ต้องกล่าวให้ตรงคือ การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เคยถูกประกาศเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการในยุคพรรคก้าวไกล และเป็นหนึ่งในเหตุที่นำไปสู่การยุบพรรค อดีต สส.จำนวน 44 คนจากพรรคดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. จนถึงปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

แม้ในปัจจุบันพรรคส้มจะไม่มีการบรรจุนโยบายดังกล่าวไว้อย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่ความต่อเนื่องของบุคคล แกนนำ และฐานผู้สนับสนุน ทำให้สังคมจำนวนมากยังเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้ทุกการสื่อสารซึ่งแตะเรื่องสถาบันในช่วงเลือกตั้ง ถูกจับตามองเป็นพิเศษ และถูกประเมินทั้งในแง่เนื้อหาและความเหมาะสมของจังหวะเวลา

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง กลับเห็นการหยิบประโยคยืนยันความรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ถี่ขึ้นอย่างชัดเจนในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคส้ม พร้อมกับการส่งต่อและทำซ้ำในเวลาใกล้เคียงกัน จนกลายเป็นภาพการสื่อสารอีกแบบหนึ่งที่ปรากฏขึ้นเฉพาะในจังหวะการเลือกตั้งเท่านั้น

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำ หากแต่อยู่ที่ “เวลา” และ “สถานการณ์” ที่ถ้อยคำเหล่านี้ถูกเลือกมาใช้ และถูกใช้ซ้ำในช่วงที่สังคมกำลังให้ความสนใจกับการแข่งขันทางการเมืองเป็นพิเศษ

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อในอีกด้านหนึ่งมีการวิพากษ์ฝ่ายอื่นว่าดึงสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งกลับปรากฏการสื่อสารในลักษณะเดียวกันจากฝั่งผู้สนับสนุนพรรคส้ม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการอธิบายและการให้เหตุผลให้ดูแตกต่างออกไป

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคส้มยังมีบุคคลและ สส. บางรายที่เคยแสดงพฤติกรรมดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือพาดพิงในหลวงรัชกาลที่ 9 ในลักษณะที่สังคมจำนวนมากรับไม่ได้ รวมถึงการกล่าวถึงสภาพร่างกาย เหตุการณ์เหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำของผู้คน และไม่เคยได้รับการอธิบายหรือจัดการอย่างจริงจัง

การนำข้อความแสดงความรักต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประกอบการสื่อสารทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง จึงไม่ช่วยคลี่คลายข้อครหาเดิม หากแต่กลับย้ำให้คำถามเดิมถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

การเมืองที่มีความรับผิดชอบ ไม่ควรนำสถาบันซึ่งควรอยู่เหนือความขัดแย้ง มาใช้เป็นองค์ประกอบในการแข่งขัน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด การรักษาสถานะของสถาบันให้อยู่พ้นจากการเมือง ไม่ได้ทำเพื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ทำเพื่อเสถียรภาพของสังคมโดยรวม

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ควรเป็นพื้นที่ถกเถียงด้านนโยบาย การบริหารประเทศ และทิศทางอนาคต มากกว่าการใช้สัญลักษณ์ทางความรู้สึกมาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการเมือง การดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่จะเพิ่มแรงปะทะในสังคม โดยไม่สร้างประโยชน์ระยะยาวให้ใคร

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ใครรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครเข้าใจบทบาทของสถาบันมากพอจะรู้ว่า เรื่องใดควรถูกหยุดไว้ และควรถูกเว้นระยะออกจากเกมการเมือง โดยเฉพาะในห้วงเวลาของการแข่งขันเลือกตั้ง

การเคารพสถาบัน ไม่ได้วัดจากถ้อยคำหรือภาพที่ถูกแชร์ในช่วงหาเสียง แต่วัดจากการรู้ว่าเรื่องใดควรถูกกันออกจากเกมการเมือง และเรื่องใดควรถูกปล่อยให้อยู่ในที่ที่เหมาะสมที่สุด.

จับตา ภท.ปักธงกรุงเทพ 2 เขต สุวิชา เผย เรตติ้งเหนือ ปชป

จับตา ภท.ปักธงกรุงเทพ 2 เขต สุวิชา เผย เรตติ้งเหนือ ปชป

จับตา ภท.ปักธงกรุงเทพ 2 เขต สุวิชา เผย เรตติ้งเหนือ ปชป

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

ผอ.นิด้าโพล โฟกัสพื้นที่กทม. ภูมิใจไทยเหนือกว่าประชาธิปัตย์ เชื่อเจาะได้ถึง 2 เขต

รายการ พี่ก๊อง Morning ดำเนินการโดย “ปรเมษฐ์ ภู่โต” ได้สัมภาษณ์ ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล ในช่วงหนึ่งได้สอบถามโฟกัสไปที่พื้นที่กรุงเทพฯ ว่าระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย ภาพรวมขณะนี้ใครนำใคร

ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยนำ พรรคภูมิใจไทยเหนือกว่าได้ 20 % ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ 13 %

“20% ผมคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะเจาะได้แบบสบายๆ อาจได้ 2 เขต ถ้าสามารถเลือกพื้นที่เจาะเป็น”ผศ.ดร.สุวิชา กล่าว

ยศชนัน อ้อนชาวเหนือ ประกาศสงครามล้างบางธุรกิจสีเทา

ยศชนัน อ้อนชาวเหนือ ประกาศสงครามล้างบางธุรกิจสีเทา

ยศชนัน อ้อนชาวเหนือ ประกาศสงครามล้างบางธุรกิจสีเทา

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย นำทีมลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส. เชียงราย และ พะเยา เริ่มที่โรงเรียนปล้องวิทยาคม อ.เทิง จ.เชียงราย ช่วยผู้สมัคร สส. เชียงราย นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เขต 5 เบอร์ 1 นายสง่า พรมเมือง เขต 7 เบอร์ 8 มีประชาชนมารอต้อนรับมอบพวงมาลัยดอกไม้และมาลัยจากชาวอ.เทิงให้กำลังใจ

จากนั้นคณะเดินทางไปปราศรัยต่อที่ตลาดนัดบ้านหม้อ หลังโรงพยาบาลเชียงคำ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. พะเยา นายเกษียร ศรีจันทร์ เขต 2 เบอร์ 3 นายวิชัย ไชยมงคล เขต 1 เบอร์ 5 นายอำนาจ วิชัย เขต 3 เบอร์ 3 บรรยากาศคึกคัก ประชาชนแห่ฟังปราศรัยล้นพื้นที่นับหมื่นคน มอบพวงมาลัยดาวเรืองและพืชผลเกษตร ให้กำลังใจ

ยศชนัน

ที่เวที จ.พะเยา นายยศชนัน กล่าวปราศรัยด้วยความอัดอั้นตันใจถึงประเด็นที่ชาวพะเยาถูกด้อยค่าว่า “วันนี้มีเรื่องที่ทำให้ตนรู้สึกเจ็บปวดแทนพี่น้องชาวพะเยาที่สุด คือการที่มีคนพยายามสร้างภาพจำและกล่าวหาว่าพื้นที่นี้เป็นเมืองของสแกมเมอร์ เรื่องนี้คือการรังแกและทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของพี่น้องประชาชน”

“ผมยืนยันว่าจะลบคำสบประมาทนี้ด้วยการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย สร้างงานสร้างอาชีพที่สุจริต มั่นคง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าคนพะเยามีศักยภาพ ไม่ใช่เมืองสีเทาอย่างที่ถูกกล่าวหา”

ยศชนัน

นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาเรื้อรังว่า “พอเพื่อไทยไม่อยู่ ยาเสพติดมันกลับมา” ระบาดทำลายลูกหลาน พรรคเพื่อไทยจึงมีแนวทางชัดเจนคือ “เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย” นำไปบำบัดรักษา ส่วนผู้ค้าต้องจัดการเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ได้เน้นย้ำนโยบายเศรษฐกิจว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “เซลส์แมน” เจรจาการค้าเปิดตลาดใหม่โดยใช้ความต้องการตลาดโลก (Demand) นำการผลิต พร้อมสร้าง Platform E-commerce ภาครัฐ รองรับสินค้า OTOP, SME และวิสาหกิจชุมชน “เพื่อให้ของดีเมืองพะเยาไม่ได้ขายแค่หน้าบ้าน แต่ต้องไปไกลถึงตลาดโลก” โดยรัฐจะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อ (Government Demand) ในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้พี่น้องตั้งตัวได้อย่างยั่งยืน

ยศชนัน

ช่วงหนึ่งนายจุลพันธ์ ได้แนะนำนายวิชัย ไชยมงคล ผู้สมัคร สส.พะเยา เขต 1 เบอร์ 5 ว่าเคยทำงานในสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะกับจังหวัดพะเยาที่จะมาดูแลประชาชน และจัดการกลุ่มธุรกิจสีเทาและยาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่ ซึ่งการันตีด้วยผลงานการปราบยาเสพติดตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยจะพาประชาชนเดินไปข้างหน้าอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นล้างหนี้ประชาชน, ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 %, คนไทยไร้จน ซึ่งจะสร้างความเข็มแข็งให้กับคนไทยทั้งประเทศ 

ยศชนัน

นายจุลพันธ์ ยังได้ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยไม่กลัวการซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่จังหวัดพะเยาในครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาชนะการเลือกตั้งได้จากนโบบาย จากผู้สมัคร สส.ที่มีคุณภาพ และ ศ.ดร.ยศชัน ว่าที่ผู้นำประเทศที่จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ทำได้

ส่วนที่ จ.เชียงราย นายยศชนัน ปราศรัยอ้อนขอคะแนนเสียงในฐานะคนเมือง พร้อมชูวิสัยทัศน์นำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยตามแนวชายแดนเชื่อมโยงการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ โดยจัดการระบบให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องและอาสาสมัครทุกคน รวมถึงแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ทั้งระบบ

ยศชนัน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขึ้นปราศรัยอย่างดุเดือด โจมตีรัฐบาลปัจจุบันว่าเป็น “รัฐบาลพิลึกที่สุด” หลังเกิดปรากฏการณ์หนูกินส้ม แล้วยังต้มส้มซ้ำด้วยการยุบสภา ไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญตามสัญญา พร้อมชูนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” โดยนำเงินภาษีที่เก็บได้เพิ่มมาเป็นรางวัลจูงใจประชาชนในการสร้างฐานข้อมูล ไม่ใช่การแจกเงินหน้ามืด

ช่วงหนึ่งที่เวที อ.เชียงคำ นายณัฐวุฒิ ได้ตอบโต้การปราศรัยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกฯ ที่พาดพิงอดีตผู้นำพรรคเพื่อไทยว่า พรรคสีน้ำเงินใช้วิธีการหาเสียงแบบ “วิ่งราวชาติ” แล้วบอกว่ารักชาติอยู่พรรคเดียว ตนไม่เห็นด้วยกับการชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่รักชาติ

ยศชนัน

“ผมบอกท่านกี่ครั้งแล้วว่าคนไทยต้องอยู่ฝ่ายเดียวกัน อย่าผลักไสคนอื่นไปเป็นคนชาติอื่น การหาเสียงแบบนี้คือการหวังผลการเมืองแต่สร้างความแตกแยก ผมยังไม่เคยเอาเรื่องผู้นำอีกประเทศที่เคยทำนายว่าไทยจะเปลี่ยนนายกฯ ใน 3 เดือน แล้วก็เกิดขึ้นจริงจนกลายเป็น ‘รัฐบาลหนู’ มาโจมตีเลย”
นายณัฐวุฒิ ทิ้งท้ายเรื่องคดีความว่า “บอกให้ระวังโดนฟ้อง ผมจะกลัวทำไมในเมื่อมีคดีรออยู่เพียบ แต่ยืนยันว่าเพื่อไทยไม่เคยตอกลิ่มความขัดแย้ง และ ศ.ดร.ยศชนัน จะเป็นผู้นำที่พาคนไทยก้าวข้ามความขัดแย้งนี้”

สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ

สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ

สุขุมโพล เขย่าโค้งสุดท้าย ภูมิใจไทย ผงาดเบอร์ 1 บี้ประชาชน หายใจรดต้นคอ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

“สุขุมโพล” ชี้ “ภูมิใจไทย” ขยับขึ้นอันดับ 1 เบียด “ประชาชน” หลักหน่วย ระบุผลงานรัฐบาล 3 เดือนยังขายได้ แต่ต้องเร่งเคาะประตูบ้านโกยคะแนน

รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์คะแนนนิยมของพรรคการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการแข่งขันของ 3 พรรคใหญ่ ที่ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี แม้ผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนักจะสะท้อนภาพการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ลำดับอันดับของแต่ละพรรคยังขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เชิงลึกและประสบการณ์ทางการเมือง

รศ.สุขุม ระบุว่า จากการประเมินข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัว เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในช่วงโค้งสุดท้าย โดยคาดว่าจะได้ ส.ส.ประมาณ 130–140 ที่นั่ง จากเดิมที่ประเมินว่าอยู่ในอันดับ 1 หรือ 2 แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าพรรคสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำได้แล้ว

ขณะที่พรรคประชาชน รศ.สุขุม เห็นว่า จะตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมีจำนวน ส.ส.น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยเพียงหลักหน่วยเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทย คาดว่าจะมาเป็นอันดับ 3 โดยได้จำนวน ส.ส.แตะระดับ 100 ที่นั่งขึ้นไป

เมื่อถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงประเมินให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 ทั้งที่กระแสจากสื่อและนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าพรรคประชาชนกำลังนำอยู่ รศ.สุขุม อธิบายว่า หากพรรคประชาชนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้จริง กระแสต้องอยู่ในระดับเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงจุดนั้น

รศ.สุขุม ระบุว่า แม้พรรคประชาชนจะดึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยหาเสียง และหยิบประเด็นกองทุนประกันสังคมมาเป็นแคมเปญหลัก แต่กระแสยังไม่สามารถขยายตัวได้ในระดับเดียวกับอดีต ขณะเดียวกัน แคมเปญเก่าบางส่วนยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากนัก เช่น สโลแกน “มีเราไม่มีเทา” รวมถึงการถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในประเด็น “ทหารมีไว้ทำไม” และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีจุดยืนไม่เห็นด้วยไม่เปิดรับอยู่แล้ว

“ประเด็นประกันสังคม เป็นเรื่องที่ดี แต่มันเป็นการตอกย้ำความเป็นฝ่ายค้านมากกว่า ความเป็นฝ่ายรัฐบาล คนจะเห็นว่า นี่ไง ตรวจสอบเก่ง เอาไปตรวจสอบรัฐบาลเลย”

เมื่อประเมินปัจจัยโดยรวม รศ.สุขุม เห็นว่า โอกาสที่พรรคประชาชนจะขยายฐานเสียงให้มากกว่าเดิมมีค่อนข้างจำกัด ขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังสามารถสื่อสารและ “ขายผลงานรัฐบาล 3 เดือน” ได้ในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การต่างประเทศ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรักษาฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมผ่านการสื่อสารเชิงเตือนว่า หากไม่เลือกพรรคนี้ อาจเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามามีอำนาจ

อย่างไรก็ตาม รศ.สุขุม เตือนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ควรประมาทพรรคประชาชน เนื่องจากยังมีเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่แต่ละพรรคสามารถปล่อยแคมเปญ “ทางตรง” เพื่อเร่งกระแสได้ในช่วงสุดท้าย

รศ.สุขุม เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยควรยึดประเด็นด้านความมั่นคงเป็นแกนหลักในการหาเสียงต่อไป ขณะเดียวกัน พรรคที่เน้นการทำงานเชิงพื้นที่จำเป็นต้องเร่งลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน แสดงความตั้งใจและความใกล้ชิดกับประชาชน เพื่อเก็บคะแนนในระดับเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถอยู่เฉยได้ในช่วงโค้งสุดท้าย

สำหรับพรรคเพื่อไทย รศ.สุขุม ประเมินว่า แม้จะอยู่ในอันดับ 3 แต่คะแนนนิยมมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะกระแสของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง นายเชน ยศชนัน ที่เริ่มได้รับการตอบรับในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่เพียงพอที่จะขยับขึ้นมาแข่งขันในอันดับ 1 หรือ 2 ได้ เนื่องจากนักการเมืองที่เข้มแข็งเชิงพื้นที่จำนวนหนึ่งได้ย้ายออกจากพรรคไปแล้ว

รศ.สุขุม ระบุว่า ปัจจัยสำคัญของพรรคเพื่อไทยในช่วงโค้งสุดท้าย คือการผลักดันบทบาทของนายเชนให้โดดเด่นมากขึ้น และอย่าให้เกิดปัญหาการแย่งพื้นที่สื่อสารภายในพรรค จนไปบดบังนายยศชนัน ที่กำลังตีคะแนนคืนมา

เอกสิทธิ์ประกาศเปรี้ยง ดันโมเดล สมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจรวมศูนย์ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ

เอกสิทธิ์ประกาศเปรี้ยง ดันโมเดล สมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจรวมศูนย์ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ

เอกสิทธิ์ประกาศเปรี้ยง ดันโมเดล สมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจรวมศูนย์ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

‘สมุทรปราการมหานคร’ ‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ประกาศเปรี้ยง ถึงเวลาปลดล็อกอำนาจ คืนสิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ-คุมงบเอง จี้จุด ท่วมซ้ำซาก ขยะ ถนนพังเรื้อรัง ปลุก คนปากน้ำลุกขึ้นกำหนดอนาคตตัวเอง

31 ม.ค.69 ที่ จ.สมุทรปราการ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงเมื่อค่ำวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

โดยนายเอกสิทธิ์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า พรรคปวงชนไทย ตั้งใจเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย  โดยเฉพาะที่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่ที่สำคัญมากอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีรายได้สูงเสียภาษีต่อปีเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ มีครบทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ แหล่งท่องเที่ยวฟาร์มจระเข้ เมืองโบราณ เคซิตี้ ทะเลบางปู รวมถึง สว่างนิเวศน์ ถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวคนรู้จัก แต่ยังคงพบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การก่อสร้างและซ่อมแซมถนนแพรกษา ซ่อมไม่เสร็จทั้งปี เป็นเหมือนถนนพระราม 2 และปัญหาบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนชาวสมุทรปราการเป็นอย่างมาก 

นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการบ่อยครั้งทำให้การทำงานแก้ปัญหาในพื้นที่เกิดความไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเอง ซึ่งมาจากคนในพื้นที่ ซึ่งจะรู้ปัญหาจริง และสามารถบริหารจัดการงบประมาณ พัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ยกระดับความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตให้กับชาวสมุทรปราการได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

” วันนี้ทุกปัญหาจะจบได้ด้วยโมเดล สมุทรปราการมหานครขอพี่น้องชาว สมุทรปราการมาร่วมกันสร้างบ้านของเรา ผลักดันให้สมุทรปราการเป็นพื้นที่บริหารจัดการตัวเอง กำหนดอนาคตของตัวเองได้ ยกระดับให้เป็นสมุทรปราการมหานคร ปลดล็อกอำนาจที่รวมศูนย์ เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของเราเอง บริหารงบประมาณภาษีของเราให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ” ที่ผ่านมาเลือกพรรคเดิม ก็ได้แบบเดิม วันนี้ถึงเวลาแล้ว ขอคนไทยให้โอกาสตัวเองเลือกพรรคใหม่พรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 มาแก้ปัญหาให้กับประเทศ พี่น้องประชาชนคนไทยและชาวปากน้ำ มั่นใจ เราทำได้ทันที ทำจริง ทำเป็น ล้านเปอร์เซ็นต์” นายเอกสิทธิ์ ย้ำ

ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

ดร สามารถ ฟาดแรง รถไฟฟ้าเชียงใหม่ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.01 น.

วันนี้ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเชียงใหม่ที่ยังไม่วิ่งสักขบวน โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “30 ปี ผ่านไป รถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน” เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ” ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้” คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัย ย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า แผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

ดร.สามารถ

2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบิน และ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อน ความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้น และที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

ดร.สามารถ

4. เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่ คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติ ตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ? การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง? รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต 30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญา ถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?””

ดร.สามารถ
ดร.สามารถ
ดร.สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte