เทพไท ถามหา อรรถพล หายไปไหน! ทำไม อนุทิน ชูแค่ 3 รัฐมนตรี หาเสียง

เทพไท ถามหา อรรถพล หายไปไหน! ทำไม อนุทิน ชูแค่ 3 รัฐมนตรี หาเสียง

เทพไท ถามหา อรรถพล หายไปไหน! ทำไม อนุทิน ชูแค่ 3 รัฐมนตรี หาเสียง

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อรรถพล หายไปไหน???

ผมเห็นข่าวนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กับผู้สมัครส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยหลายเขต เป็นเรื่องที่น่ายินดี เมื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ที่มีเพียง 2 คน คือนายอนุทิน ชาญวีรกุล และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เท่านั้น 

ส่วนอีก 2 คนคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งได้ปฏิเสธการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหลังจากนายอนุทินเคยประกาศว่า จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคภูมิใจไทย แต่ยังรักษาน้ำใจยินยอมเป็นทีมบริหารให้กับพรรคภูมิใจไทยอีก หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีก

ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้ใช้นางศุภจีเป็นจุดขายในการหาเสียงให้กับคนกรุงเทพ เพื่อหวังดึงคะแนนเสียงจากชนชั้นกลาง และกลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วน โดยออกแคมเปญรักลุงตู่รักลุงหนูด้วย ทั้งที่ทีมบริหารจากบุคคลภายนอกที่ได้เชิญมาร่วมรัฐบาลของนายอนุทินมีทั้งหมด 4 คน คือนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

แต่ที่น่าแปลกใจ ทำไมพรรคภูมิใจไทย จึงนำเอา 3 คน มาโฆษณาหาเสียง เป็นจุดขายให้กับพรรคภูมิใจไทน ยกเว้นนายอรรถพลเพียงคนเดียว ที่หายสาบสูญจากการโฆษณาหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าผลงานในกระทรวงพลังงานไม่โดดเด่นเพียงพอ สู้นายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไม่ได้ จึงไม่กล้าออกมานำเสนอหาเสียงกับประชาชน และพยายามใช้ชื่อของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์เป็นหลัก พร้อมโปรโมทและโฆษณาอย่างเต็มที่

ส่วนนายเอกนิติ ก็ออกอาการเก็บตัว นานๆครั้งกว่าจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และนายสีหศักดิ์เองแม้ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตัวจริง ก็เคยเสียรังวัดตอนขึ้นเวทีดีเบตเรื่องMOU43 MOU44 ที่มีความเห็นขัดแย้งกับจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยมาแล้ว 

ดังนั้นพรรคภูมิใจไทย จะมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียง 2 คนเท่านั้น การที่ใช้บทบาทของนายสีหศักดิ์ ออกเดินสายหาเสียงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะบุคคลอื่นไม่ใช่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค จะใช้เป็นตัวแทนพรรค ขึ้นเวทีดีเบตประชันวิสัยทัศน์กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นๆ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และเป็นการเอาเปรียบพรรคอื่นๆ ที่ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีขึ้นดีเบต

สมชัย อัด เพื่อไทย แจกเงินล้าน อย่าติดกับดักสร้างฝัน

สมชัย อัด เพื่อไทย แจกเงินล้าน อย่าติดกับดักสร้างฝัน

สมชัย อัด เพื่อไทย แจกเงินล้าน อย่าติดกับดักสร้างฝัน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.25 น.

วันนี้ 26 มกราคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กเตือนเกี่ยวกับนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองพรรคเพื่อไทย ว่า “อย่าติดกับดักแห่งการสร้างฝันของนักการเมือง ใกล้วันเลือกตั้ง นโยบายแจกเงินสร้างฝันให้แก่ประชาชน เริ่มมีมากขึ้น วันนี้ แจกเงินสดวันละล้าน พรุ่งนี้ อาจแจกทองทุกชั่วโมง ๆ ละ บาท เหตุผลให้ดูดีแล้วแต่จะสรรหา เช่น เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาประเทศ บลา บลา บลา บลา แต่แท้จริง คือ ต้องการคะแนนเสียงโดยไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง ตัวเลข 1 ล้าน ดูมากกว่า 10,000 ขนาดแจกเงินหมื่นยังฮือฮา นี่แจกกันเป็นล้าน ไม่ตลาดแตกก็ให้รู้ไป หากคิดในด้านค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องเสีย วันละ 9 คน ๆ ละล้าน เอา 9 ล้านคูณ 365 วัน ก็แค่ 3,285 ล้านบาท ไม่ถึงเสี้ยวของดิจิทัลวอลเล็ตที่แจกไปแล้ว 185,000 ล้านบาท

แต่หากคนไทยรู้จักคิดในเชิงความน่าจะเป็น 1 ปี จะมีคนไทย 1 คน ใน 15,000 คนเท่านั้นที่ได้ และ ต้องใช้เวลา 15,000 ปี กว่าที่ทุกคนจะได้ หรือต้องรอประมาณเกือบ 200 ชั่วคน นโยบายแบบนี้จึงฮือฮาด้วยตัวเลขใหญ่โต แต่ซ่อนเร้นด้วยโอกาสเท่าฝุ่นผงเวลาเราจะลงบัตร จึงไม่ควรเห็นแก่นโยบายนี้เพียงเรื่องเดียว ควรพิจารณานโยบายเรื่องอื่น ๆ รวมถึง ประสบการณ์ ความสามารถและผลงานตามสัญญาในอดีตประกอบด้วย หากจะเอาเรื่องนี้มาประกอบการตัดสินใจก็ไว้เป็นหนึ่งฝุ่นผงของภาพรวมทั้งหมดก็ไม่ขัด”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

รองศาสตราจารย์ สมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นนักวิชาการ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเลือกตั้งและรัฐศาสตร์ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต และยังเป็นนักวิเคราะห์การเมืองที่ได้รับความสนใจจากการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและกกต. 

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Somchai Srisutthiyakorn

ไม่กลัวหน้าแหก! เท่าพิภพ ประกาศกร้าว พรรคประชาชน กวาด 319 ที่นั่ง

ไม่กลัวหน้าแหก! เท่าพิภพ ประกาศกร้าว พรรคประชาชน กวาด 319 ที่นั่ง

ไม่กลัวหน้าแหก! เท่าพิภพ ประกาศกร้าว พรรคประชาชน กวาด 319 ที่นั่ง

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.21 น.

วันที่ 26 มกราคม 2569 ใกล้เข้ามาทุกที… เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแต่ละพรรคได้ทำการลงพื้นที่หาเสียงอย่างเข้มข้น

ล่าสุด  นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร  ผู้สมัครสส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ระบุว่า “เราจะได้ 319 ที่ในสภาครับ”

หมดเวลาลองผิดลองถูก! อดีตบิ๊ก ศรภ. ชำแหละ 3 พรรคชิงตั้งรัฐบาล ชี้ประเทศไทยอยู่ในมือคุณแล้ว

หมดเวลาลองผิดลองถูก! อดีตบิ๊ก ศรภ. ชำแหละ 3 พรรคชิงตั้งรัฐบาล ชี้ประเทศไทยอยู่ในมือคุณแล้ว

หมดเวลาลองผิดลองถูก! อดีตบิ๊ก ศรภ. ชำแหละ 3 พรรคชิงตั้งรัฐบาล ชี้ประเทศไทยอยู่ในมือคุณแล้ว

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 26 มกราคม 2569 พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงเรื่อง  ประเทศไทยอยู่ในมือคุณแล้ว

โลกเราวันนี้ กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินะครับ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากโลกที่มีขั้วอำนาจเดียว มาเป็น โลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar reality) ผลกระทบต่อประเทศที่กำลังพัฒนาแบบไทย จึงรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้านการเอารัดเอาเปรียบทางการค้า มหาอำนาจใช้อำนาจทางการทหารที่ไร้รูปแบบ การเป็นสุภาพบุรุษ แบบที่ชาวตะวันตกเคยมี ก็เริ่มหายไป ทางการเมืองก็ขาดคุณธรรม การเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของแต่ละชาติจึงกลับมาอยู่ที่ อำนาจของ “เรือปืน” อีกครั้งหนึ่ง เหมือนสมัยล่าอาณานิคมไม่มีผิด สิ่งสำคัญ คือ สหรัฐฯกำลังเปลี่ยนตัวเองจากตำรวจโลก มาเป็นโจรเสียเอง เพื่อปกป้องประเทศตัวเองไม่ให้ล้มละลาย ด้วยการใช้อาวุธนำการเมือง

สถานการณ์ของประเทศไทยก็ไม่ค่อยดีนัก เรามีรัฐบาล ที่เข้ามาทำประโยชน์ให้พวกพ้องมาอย่างต่อเนื่อง ทุจริตคอร์รับชั่น จึงเพิ่มมากขึ้นแทบทุกหัวระแหง คนดีไม่มีโอกาสได้เข้ามาบริหารประเทศ ส่วนคนที่เข้ามาบริหารประเทศแม้จะมีคนดีอยู่บ้าง แต่ก็ขาดอำนาจในการตัดสินใจจริงๆ เหตุการณ์ร้ายทางชายแดนไทยมีขึ้นเกือบทุกด้าน ปัญหาเหล่านี้พร้อมที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นมาทั้งสิ้น

ประเทศไทยจึงต้องการคนที่ทำงานเป็นจริงๆเข้ามาแก้ไข เพราะขนาดรัฐบาลนี้เอาจริงแล้ว ยังมีบริษัทคนไทยไปแอบขายสัญญาณเนต ให้กับริษัทที่เป็นญาติฮุนเซน ได้หน้าตาเฉย ปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็อยู่ในภาวะที่พร้อมจะพังได้ทุกเวลา ถ้าก้าวผิดพลาดไป ประเทศไทยหมดเวลาที่จะลองผิดลองถูกแล้วครับ

ผลกระทบจากการกัดกันเองของมหาอำนาจ ก็จะมาถึงไทยแน่ๆไม่ช้าก็เร็ว อยู่ที่ว่าจะตั้งรับกันอย่างไร เท่านั้น

วันนี้ มีพรรคการเมืองที่จะสามารถแข่งขันกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน รวม 3 พรรค คือ (1) พรรคประชาชน  (2)พรรคเพื่อไทย  และ (3) พรรคภูมิใจไทย 
หากลองมาดูองค์ประกอบของทั้ง 3 พรรค ให้ละเอียดหน่อย ก็จะพบว่า เราควรเลือกใครเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พรรค [ส้ม] การเก็บรายละเอียดผู้ที่มาสมัครเป็น ส.ส.ยังทำไม่ได้เรียบร้อย

จริยธรรมของสมาชิกก็ไม่ได้ดูแลกันอย่างจริงจัง งานใหญ่กว่านี้ จะทำอย่างรอบคอบได้อย่างไร ส่วนนโยบายค่อนข้างเพ้อฝัน จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศอะไรกันตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน ทหารทุกประเทศเขาเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศกันทั้งนั้น เพราะตระหนักถึงภัยความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น แต่ พรรคนี้กลับมุ่งที่จะดองทหารไว้ ส่วนนโยบายชายแดน ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ปัญหาสถาบันฯก็ไม่ชัดเจน ฯลฯ ควรที่จะหาประสบการณ์เพิ่มซะก่อนดีไหม!

พรรค [แดง] ตัวแคนนิเดทนายก ดูดีพอใช้ได้ แต่เพิ่งจบเรื่อง“อังเคิล” ไปหยกๆ พรรคกลับกล้าเสนอตัวนายก(เนฟฟิว) ขึ้นมาให้ประชาชนอีก ใน ขณะที่พรรคเองเป็นตัวเร่งรัดเรื่องกาสิโนมาก่อน ตลอดเวลาที่เป็นรัฐบาล จึงไม่ได้ทำอะไรมากนัก คราวนี้ก็เสนอนโยบายแปลกๆ เอาแค่นี้ก็พอพิจารณาได้แล้วกระมั้ง

พรรค [นำเงิน] โดนทั้งเรื่องเขากระโดง / สว.สีน้ำเงิน แต่กลับใช้เวลาแค่ 2 เดือน เข้ามาเป็นรัฐบาลแบบได้จังหวะ ก็สามารถดันทำงาน จนแทบจะแก้ปัญหาบ้านเมืองไปได้มากกว่า 50 % ที่สำคัญคือจบปัญหาชายแดน และ ชัดเจน เรื่องสแกมเมอร์ กาสิโน แล้วยังกล้าพาคนดีนอกพรรค 3 คนมาแย่งโควต้ารัฐมนตรีของพรรคอีก แบบที่ไม่มีพรรคไหนกล้าจะทำ

ลองเลือกกันเองนะครับ ..ชาติรอด เราก็รอด..ครับ
พลโท นันทเดช / 25 มกรา‘69

กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

วันนี้ 26 มกราคม พ.ศ. 2569  กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ในศึกเลือกตั้ง 2569 โพสต์ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กเช็คช่วยชาติ ปี พ.ศ. 2552 ว่าต่างกันอย่างไรกับนโยบายแจกเงินของพรรคเพื่อไทย ว่า “เรื่อง ‘เช็คช่วยชาติ‘ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไม ‘เช็คช่วยชาติ‘ เราทำได้ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย

เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล เราเข้ามาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามมาจากสหรัฐฯ เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเข้ามารับช่วงต่อจากรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ด้วยสภาวะเงินคงคลัง “ติดลบ” หน่วยงานราชการรายงานว่า ไทยเสี่ยงถึงขั้นต้องถูก Shutdown หรือศัพท์เทคนิคคือ หาเงินปิดหีบเงินคงคลังได้ไม่พอ

กรณ์ จาติกวณิช

ตอนนั้น เราออกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเช็คมูลค่า 2,000 บาท ให้กับผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม มีผู้ได้รับเช็คกว่า 10 ล้านคน ส่วนนโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัย ‘ดวง’ (หรืออะไรก็แล้วแต่) โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่

#เช็คช่วยชาติ ”ไม่เคยเป็นนโยบายที่ประกาศออกมาเพื่อการหาเสียง” เราคิดนโยบายนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า (เช่นเดียวกับ ‘คนละครึ่ง‘ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์) แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการประกาศออกมาช่วงหาเสียงเพื่อหวังคะแนนนิยมโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่นานก็เคยประกาศแจกเงินดิจิตัล 10,000 บาท แล้วก็ทำไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลมาก่อนที่จะเอามาหาเสียงเลยว่า ในทางปฏิบัติ สามารถทำได้จริงหรือไม่

กรณ์ จาติกวณิช

ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดความสะพัด เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจจริงจนสิ้นปีกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 7.5% ปั๊มหัวใจให้ชาวบ้านค้าขายคล่องขึ้น

เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น

กรณ์ จาติกวณิช

บัตรสีชมพู กาเบอร์ 27 #พรรคประชาธิปัตย์ #ประชาธิปัตย์ #เลือกตั้ง69 #เลือกตั้ง2569 #ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น #พรรคประชาธิปัตย์27 ผลิตโดย นายกรณ์ จาติกวณิช 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน/วันเวลาตามที่ปรากฏส่งมาในครั้งนี้”

ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นของ นาย กรณ์ จาติกวณิช ที่ออกมาโพสต์อธิบาย ว่า เช็คช่วยชาติ ต่างจากนโยบานแจกงเงินของพรรคเพื่อไทยยังไง เช่น

“ดีมากค่ะ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเช็คช่วยชาติ”

“เลือกพรรคที่ชอบกาคนที่ใช่27ทั้งใจ เอาไปเลยจ้า”

“คุณกร ครับ เรื่อง..การนำคนรุ่นใหม่ มาหาเสียง แล้วบอกถึง “ฟ้าใหม่ประชาธิปัตย์” ดูเหมือนต่างจังหวัดสื่อออกน้อยไปนะครับ”

“สร้างระบบการเงินไทยอีก1ระบบคือคูปองเงินดิจิทัลช่วยค่าใช้จ่ายตามฐานะ + ระบบเงินสดปัจจุบัน กำลังซื้อภายในปท.เพิ่มขึ้นอีก1เท่าตัว ขอโทษและขอบคุณครับ”

“บ้านเมืองมีคนที่มีความรู้ความสามารถระดับโลกแล้วไม่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ถือว่าเสียโอกาสอย่างยิ่ง”

“จริงครับ”

“ดิฉันอายุ69 เลือกปชป.มาทั้งชีวิตค่ะ vote no เมื่อปี66”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

ชูวิทย์ เย้ย พรรคส้ม ดึง พิธา ปั่นกระแสช่วงสุดท้าย เหมือนคบเด็กไว้สร้างบ้าน

ชูวิทย์ เย้ย พรรคส้ม ดึง พิธา ปั่นกระแสช่วงสุดท้าย เหมือนคบเด็กไว้สร้างบ้าน

ชูวิทย์ เย้ย พรรคส้ม ดึง พิธา ปั่นกระแสช่วงสุดท้าย เหมือนคบเด็กไว้สร้างบ้าน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

วันที่ 26 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสค์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ปั่นกระแสโค้งสุดท้าย

เข้าสู่โค้งสุดท้ายอีกแค่ 2 อาทิตย์ จะถึงวันเลือกตั้ง

ทุกพรรคพยายาม “ปั่นกระแส” แต่ดูแล้วมีแค่ 3 พรรค ที่ปั่นขึ้น

พรรคน้ำเงิน แดง และส้ม

แน่นอนสำหรับพรรคส้มที่ใช้กระแสเป็นหลัก ไม่มีคะแนนจัดตั้ง ไม่มีเครือข่ายแกนนำแกนรอง

จึงใช้ฐานที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงกระเพื่อมกระแสออกไปสู่ปริมณฑล และหัวเมืองต่างจังหวัด

หลังจากประสบความล้มเหลวในการปั่นกระแส “The Professional” ที่หายไปอย่างเงียบๆ

พรรคส้มต้องใช้บริการคนหน้าเดิมแค่ไม่กี่คนในพรรค

ไม่สมราคาพรรคใหญ่ที่พุ่งเป้าจะรื้อโครงสร้างประเทศ

ให้โรมไปดีเบตสลับกับวิโรจน์ และช่วยขึ้นเวทีปราศรัย

เท้งก็ไม่ได้ช่วยมาก เหมือนเด็กเพิ่งหัดปราศรัย

ส่วนธนาธรก็วิ่งพล่านขึ้นลงเวที ไปออกรายการจนหน้าเซียว พูดเหมือนท่องจำจากที่อาจารย์บรีฟมาแบบเดิมๆ

มีไอซ์เดินสายหาเสียงโชว์สื่อเลี้ยงกระแสไปวันๆ

แล้วรอ ”พิธา“ มาเป็นตัวช่วย หลังหลบไปนอกให้จางกระแส “ทหารมีไว้ทำไม?“

เมื่อหมดทางก็หวังปั่นกระแส “ดารา” ที่ได้ผล คราวที่แล้ว ให้มาเอาโค้งสุดท้ายเรียกเสียงฮือฮา

แต่พิธาบอบช้ำจากกระแส “รักชาติ” ที่ยังไม่จางหายจากใจคนไทยหัวใจรักชาติ

หากให้เลือกพิธากับทหาร ร้อยทั้งร้อยเลือกมอบพวงมาลัยให้ทหารที่ไปสู้รบที่ชายแดนมากกว่า

พิธาไม่ทำให้กระแสกระเตื้องขึ้นเพราะ ”หมดแสง“ และไม่ใช่ ”นายกฯ ตัวจริง“ ไม่ได้มีเนื้อหาสาระ ยกเว้นเดินโชว์ตัว

The Professional ก็แป๊กเอาดื้อๆ ไม่สามารถช่วยดึงกระแสได้สักนิด

กระแสครั้งนี้คนละกลิ่นกับเลือกตั้ง ปี 2566 อย่างลิบลับ

ที่ประชาชนคนทั่วไปสงสัยคือ พรรคที่จะทำงานให้บ้านเมืองถึงขนาดจะรื้อระบบโครงสร้างทั้งหมดเพื่อทำการเมืองใหม่

ทำไมถึงมีกันอยู่แค่นี้?

พรรคใหญ่อื่นๆ ที่เป็นการเมืองเก่ายังมีฐานข้าราชการ อดีตข้าราชการ ที่มือไม้คุ้นเคยร่วมเป็นองคาพยพที่ใหญ่กว่ามาก

การเมืองเก่าไม่ได้เลวร้าย 100% ไปเสียหมด คนดีก็มี คนเลวก็มี

ข้อเสียมีแน่ แต่จะเลวทั้งหมดยังพูดไม่ได้ บ้านเมืองยังไม่ได้ฉิบหายถึงขนาดที่ธนาธรพูดปั่นทุกเช้าเย็น

เพราะแม้แต่พรรคส้มมีกันแค่ 500 คน ก็ยังมีคนเลวผสมอยู่เสียแล้ว

และที่สำคัญอย่าลืมว่า “พรรคอื่นไม่ได้จะมารื้อโครงสร้างประเทศ” อย่างที่พรรคส้มป่าวประกาศ

สร้างใหม่กับเรโนเวท แตกต่างกันมากจึงเทียบกันไม่ได้

หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวคงดูไม่จืด

ไอซ์ คงไปคุมเบื้องหลังกระทรวงแรงงาน เพราะเชี่ยวชาญประกันสังคม พูดทั้งตอนตื่นและตอนหลับ

แต่ด้วยวัยยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะอายุแค่ 30 ปี ยังไม่ถึงเกณฑ์

โรม คงได้ไปคุมตำรวจอยู่เบื้องหลังเช่นกัน เพราะรู้เรื่อง “ตั๋วช้าง” และพอรู้เรื่องเทาๆ

ที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ คือ ”โจ๊กและอัจฉริยะ“ ที่จะได้ถูมือเป็นที่ปรึกษา ถือว่าไม่เสียแรงเปล่า

วิโรจน์ แน่นอนสุด เพราะรู้เรื่องอาวุธ งบประมาณกองทัพ ต้องไปคุม “กระทรวงกลาโหม” ให้ทหารปลื้มอกปลื้มใจอย่างที่เจ้าตัวว่าไว้

หัวหน้าพรรคเท้ง เป็นนายกรัฐมนตรี และเงี่ยหูหารือ “นายกฯ ตัวจริงเสียงจริง“ คือ ธนาธร

ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญยกให้อาจารย์ และบรรดานักวิชาการอย่าง พิชาย ศิโรจน์ เป็นทีมที่ปรึกษา

ลองคิดดูว่า ”พรรคส้ม“ จะจัดการรื้อโครงสร้างทั้งระบบสำเร็จได้ไหม กับคนเพียงกระหยิบมือเท่านี้?

การ ”ปั่นกระแสช่วงสุดท้าย“ จึงเหมือน “คบเด็กไว้สร้างบ้าน“ โดยแท้

กกต.ออกหน้าแจง จับซื้อเสียงไม่ได้ เหตุระบบอุปถัมภ์ สู้คดีต้องเปิดหน้า

กกต.ออกหน้าแจง  จับซื้อเสียงไม่ได้  เหตุระบบอุปถัมภ์  สู้คดีต้องเปิดหน้า

กกต.ออกหน้าแจง จับซื้อเสียงไม่ได้ เหตุระบบอุปถัมภ์ สู้คดีต้องเปิดหน้า

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลขาฯกกต.แจงยิบทำไมกกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ระบุนอกจากระบบอุปถัมภ์แล้ว การพิจารณาคดีในศาลที่พยานต้องเปิดหน้า ทำให้ถูกข่มขู่ไม่ปลอดภัย นำมาสู่การกลับคำให้การ ขณะที่การรับฟังพยานหลักฐานต้องปราศจากข้อสงสัย สวนทางกฎหมายกกต.ที่ใช้หลักฐานอันควรเชื่อ ทำให้ฝ่ายการเมืองต้องสู้ให้ชนะเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยสู้คดีตอนมีตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 25มกราคม2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเรื่อง”ทำไม กกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้ ระบุว่า ทำไม กกต.จับคนซื้อเสียงไม่ได้…ทุกการเลือกตั้งประเด็นที่เป็นที่กล่าวขานคู่กับการเลือกตั้ง คือ การซื้อเสียงเลือกตั้ง ทำไมเมื่อรู้ว่าคนที่จะซื้อเสียง ยังไงก็ไม่พ้นไปจากผู้สมัครหรือหัวคะแนน ทำไม กกต.จับมาลงโทษไม่ได้ สาเหตุที่ทำให้จับผู้ซื้อเสียงมาลงโทษไม่ได้มีปัจจัยอยู่หลายประการ อาทิ ระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ ความสลับซับซ้อนในการซื้อเสียง ผลประโยชน์เกื้อกูลกัน หรือกระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง เป็นต้น

กระบวนการพิจารณาในคดีเลือกตั้ง วันนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งและสำคัญอย่างยิ่งในการ ที่ กกต.นำผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาลงโทษไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญออกแบบใว้ กล่าวคือ

1.กระบวนการพิจารณา คดีเลือกตั้งจะดำเนินคดีในชั้นศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี โดยกระบวนการพิจารณาจะเป็นเหมือนคดีทั่วไป ที่ให้คู่ความคือ โจทก์และจำเลย มาต่อสู้ในศาลแบบเผชิญหน้าต่อกัน ทำให้คนที่จะนำมาเป็นพยานเกรงกลัวต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกฟ้อง (ในชั้นพนักงานสอบสวนของ กกต. สำนักงานจะปกปิดพยานไม่ทราบว่าเป็นใคร จะมาทราบอีกทีก็ต่อเมื่อยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว) จึงไม่มาเป็นพยานหรือถ้าม่เป็นพยานก็จะกลับคำให้การเป็นส่วนมาก 2.มาตรฐานการรับฟังพยาน การรับฟังพยานในคดีเลือกตั้งจะรับฟังเพียงว่า “มีหลักฐานอันควรชื่อได้ว่า” เพื่อประโยชน์แห่งสารณะก็จะเอาจากสนาม ต่างจากมาตราฐานในคดีอาญา(ในคดีเลือกตั้งมีความผิดอาญารวมอยู่ด้วย) ต้องรับฟัง “จนปราศจากข้อสงสัย” หากยังมีข้อสงสัยก็ยกประโยชน์ให้จำเลยคือ ยกฟ้องมันจึงเป็นความแตกต่างในเชิงหลักการในเรื่องเดียวกันเมื่อนำคดีเลือกตั้งขึ้นสู่ศาล

3.ความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของพยาน ด้วยกระบวนการพิจารณาตามข้อ 1.ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่จำเลย และพยานต้องเผชิญหน้ากันในศาล และมีทนายคอยซักค้าน ประกอบกับหากจำเลยเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แล้วมีตำแหน่งหน้าที่ และต้องอยู่ร่วมกันในสังคมแคบๆ พยานอาจย่อมรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงไม่มีผู้มาเป็นพยานในคดีเลือกตั้ง หรือเมื่อมาเป็นพยานแล้วพอถึงชั้นดำเนินคดีในศาลส่วนมากก็จะกลับคำให้การ ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายการเมืองก็คงเห็นช่องทางที่จะได้รับประโยชน์ หรือช่องทางในการต่อสู้คดี จึงตั้งเป้าหมายให้ชนะในการเลือกตั้งเอาใว้ก่อน ส่วนเรื่องคดีไปสู้เมื่อพวกพ้องตนเองมีอำนาจหรือมีตำแหน่งหน้าที่แล้ว สนง.ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงเน้นไปที่การป้องกัน ป้องปราม เพื่อไม่ให้เงินมีความหมายต่อผลการเลือกตั้ง แม้มีเงินก็ต้องแจกไม่ได้”

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ  ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน 2หมื่นปีถึงจะครบ ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน ‘จตุพร-ชัยวุฒิ’ฟาดซ้ำ ด้อยพัฒนาผลาญงบชาติ ‘พิธา’โผล่ปลุกส้มเลือกปชน.

โดนยำเละ นโยบายแจกทุกวัน 9 ล้าน 9 คนของพรรคเพื่อไทย “จตุพร-ชัยวุฒิ ” นำทัพสับทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา ทั้งยังผลาญงบชาติ ด้าน “เอกนิติ” ซัดนโยบายประชานิยม ได้เสียงประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ยัน “ภูมิใจไทย” ชูแต่นโยบายที่ทำได้จริง ใช้เงินน้อย เน้นเพิ่มศักยภาพคนไทย-ความคุ้มค่าภาษี “หนู” กะซวกซ้ำไร้วินัย 2 หมื่นปี คนถึงจะได้ครบ สู้ “คนละครึ่งไม่ได้” เพื่อไทยยังไม่ถอยขอเดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายช่วงโค้งสุดท้ายจะมีสิ่งเซอร์ไพรส์หรือไม่ ว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย คิดมาค่อนข้างรอบคอบ และไม่ได้ช่วยแค่คนในเมืองหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุในโครงการสูงวัยพลัส ที่จะทำให้กลุ่มคนเกษียณอายุได้มีทักษะในการประกอบอาชีพ เพื่อเข้าสู่โลกการขายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการเพิ่มทักษะการขายของ ขายออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีโครงการชุมชนพลัสที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคัก โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพในกรุงเทพ เพื่อให้ลูกหลานได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ส่วนมองอย่างไรกับนโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย จะกระทบกับระบบโครงสร้างเศรษฐกิจหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยคิดนโยบายเศรษฐกิจออกมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และจะพยายามไม่ออกนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และระบบเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายประชานิยมอาจจะได้เสียงของประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยเป็นนโยบายที่ทำได้ คิดถึงความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ

รักษาวินัยการเงินการคลัง

โดยพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่เสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด เน้นการเพิ่มทักษะ ส่วนการออกนโยบายประชานิยมในช่วงโค้งสุดท้ายจะทำให้ชนะใจประชาชนได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เสียงตอบรับของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา จากประสิทธิภาพการทำนโยบายค่อนข้างชัดเจนมาก ตรงกลุ่มเป้าหมาย และตรงใจกับพ่อค้าแม่ค้า ตนเชื่อว่านโยบายนี้ จะเป็นการตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าได้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่ได้ตอบรับมาคือชอบนโยบายนี้และอยากให้กลับมาอีก ส่วนการใช้เงินงบประมาณ 3,200 ล้านบาท กับ 1 นโยบายคุ้มค่าหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ในหนึ่งนโยบายมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ของพรรคอื่นตนไม่อยากจะไปออกความเห็น แต่ของภูมิใจไทยเราคิดถึงความคุ้มค่า เพราะงบประมาณคือเงินภาษีของประชาชนดังนั้นเราต้องใช้ให้คุ้มค่า และให้เกิดประโยชน์ ฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ขณะที่นักวิชาการออกความเห็นประชานิยมสุดโต่งทำให้โครงเศรษฐกิจวิบัติ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอไม่ออกความเห็นพรรคอื่น แต่ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่า ทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ และทำให้คนไทยเก่งขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และนอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่น ๆ ทั้งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เงินสะพัดในเมืองไทย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศแข่งขันได้ในระดับโลก

แจก2หมื่นปีถึงจะได้ครบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)และแคนดิเดตนายกฯพรรค กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน

ถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้

เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้

ซักว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น

“จตุพร”ฟาดด้อยพัฒนา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการ ประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงแบบขายฝันด้วยนโยบายสุ่มแจกเงินคนละหนึ่งล้านบาท จำนวน 9 คนต่อวัน โดยหวังจะได้เสียงพลิกแซงหน้าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่ยังไม่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง อย่างเก่งแค่พรรคที่สองเท่านั้น นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคนอย่างไรก็ตาม การหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายคนละหมื่นตั้งแต่อายุ16ปีขึ้นไป ใช้เงิน 5.4 แสนล้านบาท แต่มาหนนี้จะแจกแค่ 1.2 หมื่นล้าน ในเวลา 4 ปี เท่ากับทำให้ประชาชนต้องตั้งตารอลุ้นกันเป็นรายวัน แล้วอธิบายใหญ่โตว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ

“การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจคิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ”

อัดผูกติดกับการเสี่ยงโชค

นายจตุพร กล่าวว่า การหาเสียงปี 2566 ทำอะไรได้บ้าง บอกว่าเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน ค่าแรงจะลากไปให้ถึงวันละ 600 บาท รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ลดค่าแก๊ส น้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟทันที แล้วเป็นไงทำได้หรือไม่ มาคราวนี้เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ด้วยการลุ้นแบบนี้ไม่ได้

“การผูกติดกับการเสี่ยงโชค ยิ่งทำตัวเหมือนประเทศด้อยพัฒนาหนักเข้าไปทุกที ไทยแต่ก่อนเศรษฐกิจแซงหน้าเวียดนาม แต่ปัจุบันอยู่ตามหลังมากแล้ว เราต้องการรัฐบาลมีศักยภาพการบริหารนำพาชาติ ไม่ใช่ให้คนมาลุ้นลมๆ แล้งๆ ในสภาพแบบนี้” สิ่งสำคัญคือ หลังจากพรรคเพื่อไทยเจอคลิปเสียงอังเคิล ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มองว่าเป็นพรรคไม่อยู่ในสายตา แล้วมาเสนอนโยบายแบบวูบวาบ ซึ่งน่าจะมีสติปัญญามากกว่านี้ การเสนอให้คนมารอลุ้นว่า ใครจะเป็น 9 คน วันๆ ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

“ถามจริงๆ เถอะ ทำไมไม่ยอมรับผิดตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ประกาศนโยบายแล้วทำอะไรได้บ้าง ระหว่างการจะแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทรวม 5.4 แสนล้าน แต่วันนี้แจก 4 ปีหมื่นกว่าล้านทำเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าประชาชนจะเลือกการเมืองพวกพันธุ์อย่างนี้ก็สุดแท้แต่”

เอาเงินประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำ

พร้อมทั้งกล่าวว่า พรรคอื่นปรามาสเพื่อไทย ปล่อยให้เล่นเกมหาเสียงแบบสบายๆ เอาแต่ตะคอกกราดใส่พรรคอื่น ก็ไม่มีใครสวนกลับสักคน เพิ่งเห็นพรรคประชาชนสวนกลับเอาบ้าง ดังนั้น ใครประกาศนโยบายไปเป็นรัฐบาลเมื่อครั้งที่ผ่านมาแล้วทำไม่ได้ ประชาชนต้องลงทัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องเก่าทำไม่ได้ ก็มาสร้างเรื่องใหม่แทนอีก ประชาชนไม่ควรปล่อยให้มีการหาเสียงกันแบบนี้ เรื่องลุ้นคนละล้านต่อวันแจก 9 คน ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินของประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำกับเรื่องแบบนี้ การบอกว่า ลุ้นหนึ่งล้านต่อวัน กระตุ้นให้คนจ่ายภาษี แต่ประชาชนจ่ายภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว โดยผ่านแวต 7% จากการซื้อสินค้า แล้วจะกระตุ้นอะไรอีก คนก็ซื้อตามปกติอยู่แล้ว

สับพท.ผลาญเงินชาติ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

กล่าวถึงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและที่มาของงบประมาณ ซึ่งเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หาเสียง ซึ่งอาจเข้าข่ายการมอมเมาให้คนหลงเชื่อในความฝันที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทวงถามถึงสิทธิประโยชน์เดิมที่เคยสัญญาไว้ เช่น เงินหมื่นดิจิทัล จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน จึงมองว่านโยบายใหม่ที่ประกาศออกมาเป็นเพียงการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเดิม

หัวหน้าพรรครักชาติ แสดงความกังวลว่า นโยบายที่เน้นการเสี่ยงโชคหรือการรอคอยโชคลาภ จะส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงินและทำให้ประชาชนจมปลักอยู่กับการพนัน พรรครักชาติขอถามแทนพี่น้องประชาชนว่า ได้ถามผู้เสียภาษีหรือยัง นโยบายแบบนี้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้จริง แต่กลับสร้างปัญหาให้คนงมงาย ทำได้จริงให้เห็นก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องใหม่

ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอยๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8 – 9% หรือไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ

ขุมทรัพย์บิ๊กดาต้า

นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8 – 9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า เปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1 – 2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5 – 25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล

นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ Big Data สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้องคาดเดาหรือหว่านแห จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง

มองว่าเป็นการลงทุน

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า สำคัญที่สุดคือสามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win – Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผล แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแห และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

“หนู”หาเสียงหนองบัวลำพู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเช้าวันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินหน้าหาเสียงที่จังหวัดหนองบัวลำพูและหนองคาย กองเชียร์ตะโกน “นายกฯ ในดวงใจ อนุทิน ชาญวีรกูล” การหาเสียงของนายอนุทิน ได้พบกับบิดาของ สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ ทหารสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่1กองพันทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เดินทางมาพบ ซึ่งนายอนุทินได้พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่บิดาของ สิบโท ศราวุฒิ บอกกับนายอนุทิน ว่า “อย่าเพิ่งเปิดด่าน” นายอนุทิน จึงตอบกลับว่า “ไม่เปิดอยู่แล้ว ไม่มีอยู่แล้ว”

นายอนุทินกล่าวว่า ตนเองเดินทางมาหนองบัวลำภูหลายครั้ง ในเหตุการณ์กราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในปี 2565 ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงมีความใกล้ชิดกับพื้นที่หนองบัวลำภู จังหวัดนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเป็นที่โยกย้ายข้าราชการที่มีปัญหา ถ้าหากเลือกหมู่เฮาก็ไปเฮ็ดงาน จะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และอีกหน่อยข้าราชการจะต้องแย่งกันมาอยู่ จ.หนองบัวลำภู พวกท่านรู้จัก จ.บุรีรัมย์และ จ.สุรินทร์หรือไม่ เมื่อก่อนมีคำพูดว่า “ตำน้ำกิน” สุรินทร์ “กินน้ำตำ” ไหมวันนี้ เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว แต่วันนี้ไม่มีแล้วเปลี่ยนรูปแบบไปหมดแล้ว

ไม่ต้องกังวลปัญหาชายแดน

หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ มีวัฒนธรรม งานฝีมือ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตนเดินทางมาหลายครั้ง แต่เพิ่งมีโอกาสไปสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นครั้งแรกในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยว หากมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เชื่อว่าหนองบัวลำภูจะคึกคักกว่านี้อย่างแน่นอน สิ่งที่เห็นชัดคือวันนี้หนองบัวลำภูเปลี่ยนไป ถนนหนทางดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ภาคอีสานต้องเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่การผลิตทางการเกษตร เรามีสะพานหลายแห่งที่สามารถใช้ค้าขายกับประเทศลาว และส่งสินค้าไปถึงประเทศจีนได้ ตลอดช่วง 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดและของเถื่อนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคอีสาน ทำให้การลำเลียงยาเสพติดเป็นไปได้ยากขึ้น ถือเป็นภารกิจจำเป็น เพื่อให้พื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ค้าขาย ไม่ใช่เส้นทางลำเลียงของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ จะพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาหนองบัวลำภูมากขึ้น รวมถึงจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยในการขับเคลื่อนพื้นที่ทั้งภูมิภาค ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวล สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ ความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะนี้ทหารไทยได้มีการควบคุมพื้นที่ที่มีการรุกราน ของประเทศกัมพูชาเรียบร้อยหมด

ยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านในขณะนี้ เนื่องจากหากเปิด อาจทำให้ของเถื่อนทะลักเข้ามา และส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยมากกว่า จะเห็นว่า การปิดด่านทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่หนองบัวลำภูมีทั้งข้าว อ้อย และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอ้อยที่เชื่อว่าราคาจะไม่ต่ำกว่า 1,400 บาทต่อตัน อย่างแน่นอน

‘อภิสิทธิ์’บุกร่มเกล้า-มีนบุรี

ที่ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วย นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก บางคนบอกว่าตั้งใจมามารอ , ขอให้ได้กลับเข้าสภาฯ,ดีใจที่ได้กลับมา , เป็นแฟนคลับตามมาตั้งแต่หนุ่มๆ

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วย น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ถึงลาดกระบังประชาชนก็มาให้การต้อนรับอย่างดี ขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาโดยตลอด

ทำงานหนักโค้งสุดท้าย

เมื่อถามว่า ทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนัก เพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆ มา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งก็จะมีเรื่องของกระแส หรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

“วันนี้มาเดินตลาด ทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกัน การกระตุ้นทั้งหลายก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไปก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เสร็จกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ”

ลุงป้อม”ผันตัวเป็นนักชิมตามรีวิว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังวางบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ ได้ใช้เวลาว่างในบทบาทใหม่ในฐานะ“นักชิม”พาเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 เดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง“นาย ต.”(วัชรพล) เพื่อร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พล.อ.ประวิตร ยังเรียก ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัครเขต12 เบอร์9ของพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทีมงานหาเสียง มาร่วมรับประทานอาหาร เพื่อเติมพลังและสร้างขวัญกำลังใจก่อนลงพื้นที่หาเสียงต่อ ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่าย อบอุ่น มีประชาชนที่มาใช้บริการร้านอาหารเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเอง ระหว่างพูดคุย พล.อ.ประวิตร ได้สอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับผู้สมัครให้ใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหา และนำไปหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง

ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น กล่าวว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึง ก่อนเดินทางกลับ เจ้าของร้านและประชาชนได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมสอบถามถึงโอกาสการกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ตอบด้วยอารมณ์ดีว่า ขอวางบทบาทนักการเมืองไว้เบื้องหลัง และหันมาเป็น “นักชิม” เต็มตัว หลังได้เห็นรีวิวร้านอาหารจำนวนมากจากสื่อต่างๆ และอยากมาลองด้วยตนเอง ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังไม่พลาดรีวิวในสไตล์นักชิมหน้าใหม่ โดยกล่าวว่า “ก๋วยเตี๋ยว นาย ต. วัชรพล เพิ่งมาครั้งแรก แนะนำให้มาหลายคน สั่งหม้อไฟ เนื้อเปื่อย เนื้อกรอบ ลูกชิ้นครบ” ก่อนทิ้งท้ายแบบสายกินว่า “ก๋วยเตี๋ยวต้องกินที่ร้าน ถึงจะเด็ด”

‘ยศชนัน’บอกชาวชัยภูมิ ไม่ท้อ

เวลา 11.15 น. 9 ที่โรงเรียนภูเขียว จ.ชัยภูมิ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ เดินทางมาปราศรัยหาเสียงช่วยน.ส.วิเมลือง แก้วศิริ ผู้สมัครสส.ชัยภูมิ เขต 6 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายยศชนัน ประกาศพร้อมจะดูแลหนี้นอกระบบให้ธนาคารภาครัฐเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนกู้ไปปลดหนี้นอกระบบ และหากใครมีหนี้เสีย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท จะให้ประชาชนจ่ายเพียงแค่ 10% แล้วเราจะตัดจบหนี้ให้ ส่วนผู้สูงอายุที่มีหนี้เสียก็จะตัดจบทันที หลายคนคิดว่าเราทำไม่ได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว สามารถทำได้แน่นอนชัยภูมิมีทั้งหมด 7 เขตด้วยกัน ขอกายศชนันเข้าไปด้วยได้หรือไม่ ขอฝากยศชนันเป็นลูกหลานชัยภูมิอีกคนได้หรือไม่

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า เราจะปลดหนี้เราต้องแก้ทั้งระบบ ค่าไฟ 3.70 บาทให้ไปเลย นี่คืออีกขั้นที่เราจะปลดล็อกพลังงานสะอาด คนไทยและประเทศไทยต้องมีอากาศที่สะอาด หากวันนี้นักวิทยาศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรี พี่น้องอยู่ดีกินดีแน่นอน ตนมาขึ้นเวทีเพื่อประกาศสงครามครั้งสุดท้ายกับยาเสพติด ไม่หมด ไม่เลิก วันนี้ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปทั้งทีม เพราะตนเข้าไปคนเดียวไม่ได้ ต้องเข้าไปทั้งทีม ครั้งที่แล้วเมื่อไม่ได้เข้าไปทั้งทีม การผลักดันนโยบายก็จะไม่ง่าย หนึ่งปีปลดหนึ่งคน อีกปีปลดอีกคน แต่เราไม่ย่อท้อ เราทำงานเป็นทีม เรามีทุกอย่างไว้หมด หากเข้าไปอีกครั้ง เราสามารถทำทันทีและเราทำได้ ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งสองใบ ชัยภูมิต้องเป็นสีแดงทั้งแผ่นดิน

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้ กางโพลคนสมุทรปราการ ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้  กางโพลคนสมุทรปราการ  ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้ กางโพลคนสมุทรปราการ ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เท้ง’นำ-‘อนุทิน’บี้ กางโพลคนสมุทรปราการ ปชน.แรงทั้งเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ สำรวจประชามติแก้รธน. คนไทยเข้าใจแค่เล็กน้อย

นิด้าโพลกางผลสำรวจสมุทรปราการ หนุน “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุมีแนวโน้มกวาดเรียบทั้งสส.เขตและบัญชีรายชื่อส่วน“อนุทิน-ภูมิใจไทย”ตามมาเป็นอันดับสอง ขณะที่ “สวนดุสิต” เผยคนไทยเข้าใจรัฐธรรมนูญ 2560 เล็กน้อยมองยังเป็นเรื่องไกลไกล แต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ “เลือกตั้ง 69 ของคนสมุทรปราการ” สำรวจระหว่างวันที่ 15-19 ม.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน จ.สมุทรปราการ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวม 1,067 คน เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปี 69 ของคน จ.สมุทรปราการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสมุทรปราการจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 31.96 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)อันดับ 2 ร้อยละ 20.15 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)อันดับ 3 ร้อยละ 16.31 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้อันดับ 4 ร้อยละ 9.00 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)อันดับ 5 ร้อยละ 6.09 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 4.69 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)อันดับ 7 ร้อยละ 2.06 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)อันดับ 8 ร้อยละ 1.87 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)อันดับ 9 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)อันดับ 10 ร้อยละ 1.03 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)เป็นต้น

สำหรับพรรคการเมืองที่คนสมุทรปราการมีแนวโน้มในการเลือกสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 42.46 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 18.18 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 14.62 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 7.69 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 5 ร้อยละ 6.09 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.94 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.59 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนสมุทรปราการมีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 41.71 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 19.12 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 13.96 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 8.05 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

อันดับ 5 ร้อยละ 6.00 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 6 ร้อยละ 3.94 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.59 ระบุว่า ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) อันดับ 8 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.41 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ และร้อยละ 2.72 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้าธรรม พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทยภักดี และพรรคประชากรไทย

ขณะเดียวกันสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,269 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 20-23 มกราคม 2569 ในประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติ

พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.15 เคยอ่าน/ศึกษารัฐธรรมนูญ 2560 บางส่วน โดยรวมคิดว่าตนเองเข้าใจรัฐธรรมนูญ 2560 เล็กน้อย ร้อยละ 47.82 มองว่าข้อดี คือ มีกลไกตรวจสอบนักการเมืองเข้มแข็ง ร้อยละ 37.99 ข้อจำกัด คือ เปิดช่องให้กลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูง ร้อยละ 41.65 ข้อมูลเพิ่มเติมที่ต้องการรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจโหวตประชามติ คือบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 50.29 ทั้งนี้มองว่ารัฐธรรมนูญค่อนข้างเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน ร้อยละ 38.70

เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 20.76 ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.57 ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 31.16 รองลงมาคือ เพื่อไทยร้อยละ 21.20 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.11 และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 33.80

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องไกลตัวในด้านความเข้าใจแต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ ส่วนใหญ่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเพียงบางส่วนและรับรู้แค่คร่าว ๆ จึงต้องการข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีบทบาทอย่างไร และรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 กระแสความนิยมยังไปในทิศทางเดียวกันทั้งปาร์ตี้ลิสต์ เขต และตัวบุคคลโดยพรรคประชาชนยังคงนำโดยไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

ด้าน ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่าจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติและการเลือกตั้งปี2569สามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับระบบการเมืองไทยในภาพรวมได้อย่างชัดเจน ส่วนการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าประชาชนอยู่ในภาวะสนใจแต่ยังไม่มั่นใจมีความเข้าใจในข้อมูลระดับหนึ่งแต่ยังไม่ลึกซึ้งซึ่งไม่ได้เกิดจากความไม่ตื่นตัวทางการเมืองหากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนและห่างไกลจากชีวิตประจำวันเมื่อพิจารณาควบคู่กับทัศนคติในการเลือกตั้ง จะเห็นว่าประชาชนประเมินทั้ง “กติกา” และ “ผู้เล่นทางการเมือง” ไปพร้อมกัน

โดยเลือกพรรคการเมืองจากความคาดหวังต่ออนาคตและความสามารถในการตอบโจทย์ปัญหาปากท้องมากกว่าความผูกพันทางการเมืองแบบเดิมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองจึงมีลักษณะเปราะบางแต่เปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงนโยบาย ในบริบทนี้ สรุปวิเคราะห์ผลโพล คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569 การทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยหากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและยกระดับความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยไทย

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯล็อตแรก 1,981 ซอง ทยอยส่งกลับไทยทางเครื่องบินแล้ว โดยสถานกงศุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส  ด้าน’กรมการกงสุล’ชมคนไทยต่างแดนตอบรับดี สะท้อนความผูกพันบ้านเกิด และแสดงพลังมีส่วนร่วมปชต. ในประเทศ ชม จนท.จัดระบบอำนวยความสะดวก

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 มีรายงานข่าวว่า การเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่เริ่มระหว่างวันที่ 19-30 ม.ค. 2569 ตามอำนาจการประกาศวันออกดสียงลงคะแนนของเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่และผู้แทนการค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งบางประเทศการออกเสียงก็เสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่บางประเทศอยู่ระหว่างการออกเสียง แต่มีหลายสถานทูตที่ได้รับบัตรเลือกตั้ง-บัตรออกสียงประชา มติแล้ว อยู่ทยอยแยกบัตรแต่ละประเภท ก็ได้ทยอยจัดส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยเพื่อส่งให้ กกต.และไปรษณีย์ไทย นำไปจัดส่งตามหน่วยเลือกตั้งต่อไป 

ทั้งนี้  สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้โพสต์คลิปเจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงบัตรเลือกตั้งคนไทยในสหรัฐที่บรรจุในถุงเมล์ทางกสรทูตไปส่งสนามบิน พร้อมแจ้งว่าได้มีการจัดส่งบัตรเลือกตั้งล็อตแรก จำนวน 1,981 ซอง ทางเครื่องบินกลับประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปออกเสียงเลือกตั้งและประชามตินอกราชอาณา จักรก่อนและหลังวันออกเสียง 7 วันทางออนไลน์ หากไม่แจ้งเหตุก็จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสต็อคโฮม ประเทศสวีเดน ได้แจ้งความคืบหน้าการจัดเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติวันที่ 24 มกราคม ณ สถานทูต มีผู้มาใช้สิทธิ 240 คน จากที่ลงทะเบียน 361 คน หรือ 66.48 %และมีผู้มาออกเสียงประชามติ 197 คน จากที่ลงทะเบียน 252 คน หรือ 78 % โดยระบุว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามกระบวนการอย่างใกล้ชิด และได้รับความสนใจจาก influencer มาร่วมสังเกตการณ์และบันทึกบรรยากาศในการใช้สิทธิ ส่วนประชาชนที่เลือกตั้งและออกเสียงประขามติทางไปรษณีย์ สถานทูตแจ้งให้ส่งเอกสารกลับมาภายในวันที่ 28 มกราคม เวลา 12.00 น. ตามเวลาของสวีเดน เพื่อสถานทูตจะทำการคัดแยกประเภทบัตร ก่อนรวบรวมส่งบัตรเบือกตั้งกลับประเทศไทย
 
ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ออกประกาศคณะกรรมการประจำที่ออกเสียงที่ออกเสียงสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แจ้งว่าได้มีการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณา จักรเสร็จสิ้นแล้ว โดยสถานกงสุลได้รับบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อบัตรละ 640 บัตร มีผู้มาแสดงตนขอรับบัตรเลือกตั้ง 504 คน โดยมีบัตรเหลือแบบละ 136 บัตร และได้รับบัตรออกเสียงประชามติ จำนวน 480 บัตร มีผู้มาแสดงตนขอรับบัตร 353 คน บัตรเหลือ 127 บัตร 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม อิตาลี ซึ่งเปิดให้คนไทยที่พำนักในอิตาลีลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งสส.และออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม เป็นต้นไป แจ้งว่าสถานทูตได้รับบัตรเลือกตั้งสส.และบัตรออกเสียงประชามติเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการคัดแยกบัตรตามจังหวัดและเขตเลือกตั้ง ก่อนส่งกลับบัตรเลือกตั้งกลับประเทศ โดยขอให้ผู้ที่ได้รับบัตรส่งเอกสารกลับมายังสถานทูตในวันที่ 27 ม.ค.นี้ จัดส่งบัตรกลับประเทศ ขณะที่บัตรออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรจะทำการนับที่สถานทูตในวันที่ 9 ก.พ. 2569 

ขณะที่เพจของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความถึงบรรยากาศการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของคนไทยที่พำนักในหลายประเทศทั่วโลก ว่าเป็นไปอย่างคึกคักและเรียบร้อย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าต่างประเทศ รายงานว่าสะท้อนถึงความตื่นตัวและความตระหนักถึงหน้าที่พลเมืองของคนไทยในต่างแดน ซึ่งมีหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และครอบครัวคนไทย ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิป ไตย โดยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งในต่างประเทศ ได้มีการจัดระบบอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อ การให้คำแนะนำขั้นตอนการลงคะแนน และการดูแลความเรียบร้อยในสถานที่เลือกตั้ง เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างสุจริตโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในต่างประเทศครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของพลเมืองไทยทั่วโลกที่ยังคงผูกพันกับบ้านเกิดและพร้อมมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศอย่างแข็งขัน