กล้าธรรมเปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ธรรมนัส ลั่นเลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

กล้าธรรมเปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ธรรมนัส ลั่นเลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

กล้าธรรมเปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ธรรมนัส ลั่นเลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.11 น.

‘กล้าธรรม’ เปิดแพ็กเกจนโยบายชุดใหญ่ ปั้นท่องเที่ยวสู้จน–คืนคุณค่าผู้สูงวัย–ลุยยาเสพติดทั้งระบบ ‘นฤมล’ซัดพรรคอื่นตัวปลอม ด้าน’ธรรมนัส’ ประกาศชัด เลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯ เงา

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 พรรคกล้าธรรม จัดเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยมีแกนนำสำคัญของพรรคขึ้นเวทีช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม

นางปวีณา กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ภาคเหนือถือเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย หรือพะเยา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงามจำนวนมาก พรรคกล้าธรรมจึงมีนโยบายหลายด้านเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เติบโต เพราะมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ

“จังหวัดเชียงใหม่มีประชากรผู้สูงอายุถึงร้อยละ 23 หรือประมาณ 400,000 คน พรรคจึงมีนโยบายฝึกอาชีพให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเกษียณอายุ 60 ปี ซึ่งยังมีศักยภาพในการทำงาน หากปล่อยให้อยู่บ้านโดยไม่มีบทบาท อาจส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือโรคความจำเสื่อม โดยเราจะฝึกอาชีพที่เหมาะกับวัย และเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เช่น การฝึกภาษาและทักษะบริการ เพื่อให้ผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัครท่องเที่ยว รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังขาดแคลนบุคลากร” นางปวีณากล่าว พร้อมยืนยันว่าเป็นแนวทางสร้างรายได้และคุณค่าให้ผู้สูงวัย“ นางปวีณา กล่าว

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ยังมีนโยบายจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในชุมชนแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ให้พ่อแม่ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำมีสถานที่ฝากบุตรอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งเป็นพื้นที่พัฒนาและเสริมทักษะเด็ก

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวบนเวทีว่า เราเสนอ ร.อ.ธรรมนัสเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เพื่อให้ประชาชนไม่สับสนหลายพรรคเสนอถึง3คน มีแต่ตัวปลอมที่ไม่มีอำนาจ 

“พรรคหนึ่งเลือกแล้วได้นายกฯตัว ท. แต่คนมีอำนาจตัวจริงคือ ธ. อีกพรรคเลือก อ. ได้ น. อีกท่านเลือก ช. ได้ ย. เอาตัวปลอมมาหลอกขายเราหมดพอเข้าไปก็ไม่ไปตัดสินให้แก้ปัญหาให้ประชาชน เพราะตัวจริงที่อยู่ข้างหลังไม่ต้องรับผิดชอบ แต่พรรคกล้าธรรมตัวจริงเสียงจริงถ้าเลือกธรรมนัส ก็ได้ธรรมนัส“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พรรคเราไม่ได้เป็นสแกมเมอร์ พรรคอื่นๆเป็นสแกมเมอร์ทั้งสิ้นเราพูดจริง ทำจริง ด้วยความจริงใจ ที่บอกทำมากกว่าพูด ร.อ.ธรรมนัส ก็ทำมาแล้ว ทั้งแก้ปัญหาราคาเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาที่ดินส.ป.ก. ที่เราแก้ให้เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร โดยหลังจากนี้จะมีการนกระดับให้เป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินและมีสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่สัญญาว่าจะแจกเงินแค่ไม่กี่บาท สุดท้ายก็ทำไม่ได้

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยว่า ตนไม่ต้องการพูดนโยบายเพื่อชวนเชื่อหรือสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่ต้องการให้ประชาชนดูจากผลงานที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันว่า ทุกเรื่องที่พูดได้ลงมือทำจริง นโยบายดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และความปลอดภัยของสตรี เรามั่นใจว่า เราทำได้เพราะพรรคมีบุคลากรที่ทำงานด้านสังคมมายาวนาน อย่างนางปวีณา ซึ่งสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

“การเลือกตั้งปี 2566 เชียงใหม่มีอยู่ 2 สี คือ สีนี่ กับ สีนั้น เวลามาหาเสียง สีนั้นก็พูดดี พี่น้องเชียงใหม่จะกระเป๋าตุง กาเบอร์นี้ พรรคนี้นะ แต่กระเป๋าตุงหรือไม่ เงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาท ใครได้แล้ว แต่พรรคกล้าธรรม ไม่ต้องขายฝันพี่น้อง เราทำดีแล้ว เราทำต่อสานต่อ ต่อยอดให้มันได้จริงๆ นโยบายเรื่องที่ดินทำกิน ที่ผ่านมาเคยถูกปรามาสว่า ผมจะทำไม่ได้ แต่ขณะนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสำเร็จแล้ว และจากนี้จะเดินหน้าต่อยอดให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน สร้างความเข้มแข็งให้ฐานรากของประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เลือกผม ได้ผม ตัวจริง เสียงจริง ทำงานจริง เพื่อประชาชน ไม่ใช่ได้นายกฯ เงา เลือกคนนี้ แต่ได้ใครมาไม่รู้

‘อนุทิน’เดินตลาดหนองบัวลำภู แม่ค้ายื่นลูกท้อ บอกไม่รับ ยังไม่ท้อ

'อนุทิน'เดินตลาดหนองบัวลำภู แม่ค้ายื่นลูกท้อ บอกไม่รับ ยังไม่ท้อ

‘อนุทิน’เดินตลาดหนองบัวลำภู แม่ค้ายื่นลูกท้อ บอกไม่รับ ยังไม่ท้อ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

‘อนุทิน’ มั่นใจ ปักธงหนองบัวฯ-หนองคาย หาเสียงตลาดห้วยเดื่อ ช็อปเพลิน เดินกินลูกกระบก ขอไม่รับลูกท้อจากแม่ค้าบอกยังไม่ท้อ ขณะที่ถูกถามหาเงินหมื่น ตอบกลับไม่มี มีแต่คนละครึ่ง

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยประกอบด้วย นายสุวัฒน์ มนตรี ผู้สมัคร สส.เขต 1, นางชญาน์นันท์ พิมพ์กิรติ ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายอาณัติ ชินทะวัน ผู้สมัคร สส.เขต 3 ซึ่งชาวบ้านให้การต้อนรับมาขอถ่ายรูปกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งมีช่วงหนึ่งนายอนุทินได้อุ้มเด็ก 2 คนขึ้นนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ เพื่อถ่ายรูป

ขณะเดียวกันมี ครอบครัวซึ่งเป็นชาวมหาสารคามเดินทางมาเที่ยว และมาพบกับนายอนุทินโดยบังเอิญจึงได้นำเหรียญทูลเกล้า หลวงปู่ขำ เกสาโร วัดบ้านหนองแดง วัดบ้านหนองแดงจังหวัดมหาสารคามมามอบให้กับนายอนุทิน 

นายอนุทินได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ชิมมะขามหวาน ข้าวจี่ ลูกกระบกและอุดหนุนซื้อ เดินถือถุงรับประทานไปตลอดทาง บอกว่าอร่อยมากเพิ่งเคยรับประทานครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีแม่ค้าขอให้นายอนุทินชิมสินค้าที่ปลูกเองเช่นมะขาม มะละกอ และน้ำผึ้ง ซึ่งนายอนุทินก็ได้จ่ายเงินอุดหนุนหลายร้าน ขณะเดียวกันยังมีแม่ค้าร้านหนึ่ง มอบลูกท้อให้นายอนุทิน ซึ่งนายอนุทิน ขอไม่รับ โดยระบุว่า “ลูกท้อไม่เอาสิ ยังไม่ท้อ “

นายอนุทินยังได้สอบถามพ่อค้าแม่ค้าว่าจำได้หรือไม่เบอร์ 37 หลายคนบอกว่าจำได้ และบอกติดตลกว่าจะเอาไปซื้อหวย

ระหว่างเดินตลาดช่วงหนึ่ง มีแม่ค้าสอบถามและอนุทินว่าจะได้เงินหมื่นหรือไม่ นายอนุทินตอบกลับว่าได้คนละครึ่ง

นายอนุทินยังได้แวะรับประทานกลางวันที่ตลาดห้วยเดื่อ เมนู ผัดเผ็ดหมูป่าและข้าวขาหมู ก่อนที่ช่วงบ่าย จะเดินทางต่อไปหาเสียงต่อที่จังหวัดหนองคาย

นายอนุทินให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงพื้นที่ 2 จังหวัดว่า วันนี้ถึงคิวของหนองบัวลำภูและหนองคาย ซึ่งที่หนองบัวลำภู  ภูมิใจไทยส่งผู้สมัครทั้ง 3 เขต ซึ่งก็เป็นความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน โดยวันนี้ตนก็ได้ย่อยและเดินตลาด รู้สึกว่ามีความคึกคัก และหนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่มีโอกาสขยายตัว ดังนั้นต้องทำให้พ้นจากสภาพเมืองรองมาเป็นเมืองที่น่าเที่ยว เป็นเมืองที่ถ้าทุกคนมาอุดรธานีขอนแก่นแล้วต้องมาหนองบัวลำภู เพราะมีแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมมากมายมีสิ่งสวยงาม ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวหนองบัวลำภู

อนุทิน ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด

อนุทิน ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด

อนุทิน ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

‘อนุทิน’ ปราศรัยริมโขง ขายเหมาแพ็คเกจ ขอชาวหนองคายเลือกภูมิใจไทยยกจังหวัด ยอมรับครั้งก่อนขมขื่น แต่ไม่เคยลืมหนองคาย ขอโอกาสเข้าไปทำงานพัฒนาเศรษฐกิจ – คุณภาพชีวิต โต้ใช้ประเด็นชายแดนหาเสียง ลั่นลุยจบภายใน 2 เดือน เพราะไม่มีผลประโยชน์ – ไม่เกรงกลัวผู้นำเขมร พร้อมให้คำมั่นไม่มีปะทะซ้ำ ขู่ถ้ามีอีกเจอบทเรียนหนักกว่าเดิมแน่ ลั่น ถ้าได้เป็นนายกฯ อีก 4 ปี จะทำจนให้ประชาชนร้องบอกว่าพอแล้ว รวยพอแล้ว! 

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ลานนาคาเบิกฟ้า ริมแม่น้ำโขงเทศบาลเมืองโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นางจิดาภา สุนทรธนากุล ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 หาเสียง โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่รู้จะกราบขอบพระคุณอย่างไร พี่น้องประชาชนมาวันนี้ และการเลือกตั้งครั้งที่แล้วตนก็มีโอกาสมา แต่ สส.ภูมิใจไทย เขตนี้สอบตก พร้อมถามชาวหนองคายเป็นภาษาอีสานว่า “วันนี้จะตั๋วมั้ย” โดยประชาชนตอบว่า ”บ่ตั๋ว“ นายอนุทินจึงกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ”บ่ๆ บ่เป็นหยังดอก“

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แทนที่จะขอคนเดียวหรือสองคนมันไม่ทันแล้ว เพราะต้องไปทำงานให้คนหนองคาย มีเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ขอสามคนเลยได้หรือไม่ และต้องกาเบอร์ 37 เพื่อเลือกอนุทินด้วย ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นางจิดาภา ขมขื่นตนก็ขมขื่น เที่ยวนี้ขออย่าให้พวกตนต้องไปร้องว่า เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลงๆทะเล เพราะตอนนี้ปิดด่านแล้วความขมขื่นมันไหลลงทะเลไม่ได้มันติดเขมร ความขมขื่นมันเลยติดอยู่ตรงนี้ ดังนั้น จะต้องไม่มีความขมขื่นอีกต่อไป และตนจะไม่ขอร้องเพลงนี้เป็นครั้งที่สอง

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งใน จ.หนองคาย ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยขอเสนอเป็นแพ็กเกจ ทั้งนางจิดาภา พล.ต.ท.ไพศาล และนายศักดิ์ดา หนองคายถ้าไม่เจริญยุคนี้จะเจริญยุคไหน วันนี้ตนไม่เหมือน 4-5 ปีที่แล้ว ที่มาเจอพ่อแม่พี่น้องตรงนี้ เพราะตอนนั้นเวลาจะรับปากใครว่าจะเป็นนายกฯ ยังดูห่างเกินไป ขอเป็นนายกก่อนฯ แล้วก็มาพบกับพ่อแม่พี่น้องเพื่อเป็นนายกฯ ต่อไป วันนี้ตนไม่ได้มาขายฝัน แต่ได้ทำให้ความจริงเกิดขึ้นแล้ว จึงมาบอกกับพ่อแม่พี่น้องทุกคน และยืนยันว่า ตนไม่ได้ลืมหนองคาย แม้ว่าครั้งที่ผ่านมา จะไม่ได้ให้โอกาสพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ลืมจังหวัดหนองคาย ถามว่าวันนี้มีกี่ขัวแล้ว ที่หนองคายมีทั้งขัวรถบรรทุก และขัวรถไฟ ตอนนั้นตนคุมคมนาคม เขาบอกต้องรอ 7-8 ปี ถึงจะมีขัวรถไฟ แต่ตนบอกว่าไม่ได้ต้องเกิดขึ้นสมัยที่พรรคภูมิใจไทย คุมคมนาคม 

”ผมไม่ได้รู้สึกน้อยอกน้อยใจใดๆทั้งสิ้น คนเป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี จะมาน้อยอกน้อยใจเรื่องส่วนตัวไม่ได้ อะไรก็ตามที่ทำแล้วมีความเจริญงอกงามเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผมไม่สนใจว่าชาวหนองคายจะเลือกสส.พรรคไหน ถ้าผมมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองจะเอามาทำประโยชน์ให้กับพี่น้องชาวหนองคาย เพราะเท่ากับทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยเหมือนกัน ถ้าผมไม่สามารถทำความเจริญก้าวหน้าให้กับพี่น้องชาวหนองคายตามที่ต้องการได้ ขอโทษเถอะว่าตรงนี้กี่ตีนแล้ว ผมจะมาได้อีกหรือไม่ วันนี้เดินเข้ามาได้จับมือ แต่ถ้าทำไม่ได้ มาวันหน้าโดนตีนผมไม่เอา“ นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้มาแล้วพูดเสียงดัง เพราะวันนี้ได้เป็นนายกฯแล้ว แค่ 2 เดือนกว่าทำให้พี่น้องประชาชนได้เยอะแล้ว รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4  ปี จะทำจนประชาชนร้องว่าพอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว ขอให้เชื่อว่าตนทำได้ และขอให้เชื่อมั่นว่าเมื่อ 3 คนนี้เข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวหนองคาย จะไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งความตั้งใจที่จะทำงานให้กับชาวหนองคาย ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อตน และให้ความมั่นใจให้ตนไปบริหารประเทศ ขอให้มั่นใจว่าตนจะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อหนองคาย 

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนปัญหากับเขมรจะไม่มีการประจันหน้ากันอีกต่อไป เราควบคุมพื้นที่ที่เป็นของเราไว้หมด ขอให้เอาความเกลียดชังเอาความโกรธจากอกไป เหมือนที่พระท่านว่า “กัมมุนา วัตตติโลโก“ กุ๊กๆ พร้อมกล่าวต่อว่า ตนไปหลายที่ยังมีคนบอกให้จัดการเขมรเลย ลุยเขมรเลย ตนอยากบอกว่าเราลุยเรียบร้อยแล้ว ได้อธิปไตยคืนมาเรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนเอาส่วนที่ยังโกรธแค้นยังเจ็บใจออกไป แล้วไปทำงานไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ ไม่ต้องกังวลมันจะไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้นเพราะเราได้แสดงให้ทั้งโลก และคู่กรณีของเราเห็นแล้ว 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนเป็นนายกฯจะพูดมากไม่ได้ เพราะต้องรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทย พูดคำแรงๆไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศไทย แต่ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเกียรติภูมิแน่นอน เพราะได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเรามีกำลังทหารเข้มแข็งแค่ไหน เราเอาสิ่งที่สูญเสียมาได้หมดทั้งที่รอมาเป็น 10 ปี เอาคืนไม่ได้แต่ใช้เวลาแค่ 2 เดือน เอาคืนกลับได้หมด เพราะไม่มีประโยชน์ร่วม ไม่ต้องเกรงใจใคร ตนกลัวประชาชนคนไทยมากกว่าผู้นำเขมร จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยไม่มีทางอื่นแน่นอน

“คนที่บอกว่าเอาเรื่องนี้มาหาเสียง ผมไม่ได้เอามาหาเสียง แต่ทำแล้วถึงมาพูด ทำเรียบร้อยพูดคุยกับกองทัพ และดำเนินการเรียบร้อยถึงมาบอกกับพี่น้องคนไทย แล้วไม่ต้องห่วงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากมีอีกรับรองว่าจะเจอบทเรียนที่หนักกว่านี้  ย้ำว่าไม่มีการเปิดด่านแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า พูดในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ พร้อมยกนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ว่า “อนุทินมาตรงนี้ เว้าแล้วเฮ็ดแน่นอน บ่ต้องห่วง” 

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! อาร์ท เอกสิทธิ์ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! อาร์ท เอกสิทธิ์ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! อาร์ท เอกสิทธิ์ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.27 น.

หวังปักธงเมืองปากน้ำ! ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ ขนทีม ‘8ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคปวงชนไทย’ ขอพร ‘องค์พระสมุทรเจดีย์’ ลุยหาเสียงตลาดบางน้ำผึ้ง พร้อมรับใช้ชาวปากน้ำ ยันทุกนโยบายทำได้จริงล้านเปอร์เซ็นต์

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 ถือฤกษ์ดี 8.23 น. เลขเดียวกับหมายเลขพรรค นำทัพผู้สมัครสส.พรรคปวงชนไทย ทั้ง 8 เขต สมุทรปราการ ประกอบด้วยประกอบด้วย

เขต 1 น.ส.วชิราภรณ์ สุระหิรัญพล (วา) หมายเลข 1 เป็นผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง วุฒิสภา 

เขต 2 ดร.มานิตย์ พรหมการีย์กุล หมายเลข 11 ประธานที่ปรึกษาสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทยและประธานสมัชชาแรงงานแห่งชาติ

เขต 3 ว่าที่ ร.ต. ธเนศ พุ่มโพธิ์ (เบิร์ด) ผู้สมัครสส.พรรคปวงชนไทย หมายเลข 1 ประจำศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี,กรมเจ้าท่า,กระทรวงคมนาคมกรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชน

เขต 4 นาย ไพรัตน์   สำเภาทอง หมายเลข 8 อาจารย์หนึ่ง โหรทบ.และที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

เขต 5 นายสงกรานต์ แสงสุข  หมายเลข  8 ทำงานด้านจิตอาสาในพื้นที่มายาวนานและเป็นรองประธานสมาพันธ์ต่อต้านมลพิษทางเสียงสนามสุวรรณภูมิ

เขต 6 นายกิตติศักดิ์ ศีลภูษิต หมายเลข 3 เป็นอดีตสมาชิกสภาจังหวัดสมุทรปราการและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

เขต 7  นายธานัท บัวศรีคำ หมายเลข 4 อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดสมุทรปราการ

และ เขต 8 นายหัสวรรษ เผือกบางนา หมายเลข 2 เป็นอดีตสมาชิกสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เข้ากราบสักการะองค์พระสมุทรเจดีย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองปากน้ำสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อความ เป็นสิริมงคลเอาฤกษ์เอาชัยขอพรให้ได้รับชัยชนะ ก่อนลงพื้นที่หาเสียงตลาดปากน้ำและตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง พบปะพ่อค้าแม่ขายและทักทายแนะนำตัวกับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในวันหยุดสุดสัปดาห์  
 
นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า ตนขอประกาศความพร้อมว่า จังหวัดสมุทรปราการทั้ง 8 เขต ผู้สมัครของพรรคปวงชนไทย ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องรับฟังปัญหาเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ยืนยันว่า เป็นคนพื้นที่ปากน้ำ รู้ปัญหาดี มีศักยภาพพร้อมเข้ามาแก้ปัญหาให้ชาวปากน้ำได้ทันที เรื่องรายได้ต้องเพิ่มทันที จากนโยบายสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ อัพสกิล ด้านAI เพิ่มทักษะดิจิทัล เพิ่มรายได้คูณ 2 ทันทีให้กับคนทำงานทั้งในระบบและดูแลสวัสดิการให้แรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ ต้องไม่ถูกมองข้าม เราต้องสร้างงานจะรอให้รัฐบาลแจกอย่างเดียวไม่ได้  โดยพื้นที่สมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรม พรรคปวงชนไทยมีนโยบายพลิกโฉมอุตสาหกรรมใหม่ให้ไทยสะอาด สู่อุตสาหกรรมนวัตกรรม BCG,Hi-Tech & Smart industry ดึงเงินลงทุนใหม่ 500,000 ล้านบาท สร้างงานคุณภาพสูง 250,000 ตำแหน่ง ลดการว่างงาน มั่นใจ นโยบายตอบโจทย์คนปากน้ำ และมีประสบการณ์ทำได้จริงแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์

“ที่ผ่านมาพรรคการเมืองเดิมยังแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ ครั้งนี้ขอโอกาสพรรคใหม่ พรรคปวงชนไทย ที่มีประสบการณ์การทำงานจริง ภาคธุรกิจและเคยเป็นหัวหน้าชุด ปฏิบัติการ บินไปจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ถึงกัมพูชามาแล้ว 3 รอบ มั่นใจ พร้อมเข้าไปทำงานได้ทันที” นายเอกสิทธิ์ กล่าว
 
นอกจากนี้นายเอกสิทธิ์ ยังได้พาน้องหมาชื่อ “หมูเด้ง” พันธุ์เชาเชาสีดำขนฟูมาเดินหาเสียงที่บริเวณหน้าตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง สร้างสีสันความสนใจให้กับผู้มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดอย่างมาก เป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจสัตว์เลี้ยง จึงออกนโยบาย “บัตรทองเพื่อน้องหมาแมว” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้เลี้ยงด้วย โดยจะมีการผลักดันให้มีสัตวแพทย์ชุมชน ทำหมัน-ฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยงเพื่อควบคุมจำนวนประชากรสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ด้วย
 

ยศชนัน บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง

ยศชนัน บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง

ยศชนัน บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

‘ยศชนัน’ บุกมหาสารคามอ้อนขอผู้แทนยกจังหวัด หวังได้เสียงเบ็ดเสร็จในสภาฯ สร้างเสถียรภาพทางการเมือง ส่งต่อนโยบายให้พี่น้อง ปชช. ชูขายมันแกวสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่สนามกีฬาอบต.หนองจิก อ.บรบือ จ.มหาสารคาม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ช่วยนายสรรพภัญญู ศิริไปล์ ผู้สมัครสส.มหาสารคาม เขต4 เบอร์1 พรรคเพื่อไทยหาเสียง โดยมีผู้สมัคร สส.มหาสารคามอีก 5 เขต ประกอบด้วย น.ส.นงลักษณ์ ทุงจันทร์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 7 นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 4 นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ผู้สมัคร สส.เขต 3 เบอร์ 5 นายจิรวัฒน์ ศิริพาณิชย์ ผู้สมัคร สส.เขต 5 เบอร์ 1 และนายรัฐ คลังแสง ผู้สมัคร สส.เขต 6 เบอร์ 4 ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยด้วย โดยมีประชาชนเดินทางมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุ โดยประชาชนได้รุมกอดหอม ถ่ายเซลฟี่ พร้อมคล้องพวงมาลัยดอกดาวเรือง พวงมาลัยมันแกวให้นายยศชนันด้วย

นายยศชนัน ปราศรัยว่า สวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวมหาสารคามทุกท่าน วันนี้ยศชนันมาหาพ่อแม่พี่น้องพร้อมประกาศว่าวันนี้มหาสารคามแดงทั้งแผ่นดิน วันนี้เอาเบอร์ 9 เข้าไปอย่างเดียวเหงาแน่นอน ดังนั้นขอทั้ง 6 เขตได้หรือไม่ ฟังดูอุ่นใจเรียบร้อย อย่าลืมหาเสียงให้พวกเราด้วย การที่เรามีเสถียรภาพในสภาฯ ทำให้เราสามารถส่งนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ ครั้งที่แล้วเมื่อไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้เราทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้ วันนี้มาตอกย้ำเพราะมหาสารคามมีบุญคุณกับพรรคเพื่อไทยตั้งแต่พรรคไทยรักไทยมาแล้ว ไม่มีที่นี่ก็ไม่มีพวกเรา กราบคารวะพ่อแม่พี่น้อง และวันนี้ขอเป็นลูกหลานคนมหาสารคามได้หรือไม่ ไม่อยากกลับบ้านแล้ว ขออยู่ยาวๆ เลย

“สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพชีวิตของคนมหาสารคาม วันนี้หลากหลายปัญหาเกิดขึ้น ความสามัคคีย่อมเป็นสิ่งสำคัญ และวันนี้เราพร้อมที่จะบอกพ่อแม่พี่น้องว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เป็นวันแห่งความหวังของพ่อแม่พี่น้องทุกคน และผมจะถือธงนำเข้าไปพร้อมที่จะเปลี่ยนความฝัน ความหวังของพี่น้องให้เป็นความจริง 8 กุมภาพันธ์เริ่มได้เลย” นายยศชนัน กล่าว

นายยศชนัน กล่าวย้ำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทั้งนโยบายประกันกำไร 30% ชำระหนี้เกษตรกรสามปี ใครที่อายุเกิน 60 ปี 100,000 บาทหนี้เสียตัดจบเลย วงเงิน 200,000 จ่าย 10% ตัดจบเช่นกัน นี่คือคุณภาพชีวิตของเราเริ่มต้นจากการไม่เป็นหนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย 70:30 และพี่น้องทำการเกษตรต้องได้กำไร 
วันนี้ตนห้อยมันแกวขึ้นมา และแน่นอนว่าไม่ควรเก็บไว้แค่ที่มหาสารคาม แต่ต้องไประดับโลก และด้วยนักวิทยาศาสตร์คนนี้ไปไกลแน่นอน 

“การมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ ขอโอกาสให้ผู้สมัครของเราทั้ง 6 เขต ถ้าไม่มีตน ไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ ไม่มี สส.เขตพวกเราทำงานไม่ได้ เราไม่สามารถมีวันนี้ได้ถ้าไม่มีพี่น้องชาวสารคาม ขอโอกาสพวกเราอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปทำให้จ.มหาสารคาม ดังนั้นขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรคยกจังหวัด” นายยศชนัน กล่าว
 

เอกนิติ ลุยหาเสียงสยาม นำทีม ภท. ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำศก.10พลัส เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

เอกนิติ ลุยหาเสียงสยาม นำทีม ภท. ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำศก.10พลัส เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

เอกนิติ ลุยหาเสียงสยาม นำทีม ภท. ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำศก.10พลัส เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

‘เอกนิติ’ลุยหาเสียงต่อสยามสแควร์ นำทีม ‘ภูมิใจไทย’ ล้อมวงคุย ‘คนรุ่นใหม่’ ชี้ AIไม่สามารถเก่งกว่ามนุษย์ได้ ต้องใช้งานเป็น-ควบคุมได้ ย้ำ ‘เศรษฐกิจ10พลัส’ เพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่กทม. นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุลผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ เดินทางต่อมาที่สยามสแควร์ เพื่อลงพื้นที่หาเสียงช่วย ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัครสส.กทม. เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพูดคุย และขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษา และผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ในหัวข้อ “ชวนพี่เอกคุย” ที่ร้านDalmatian สยามสแควร์ ซึ่งเป็นการพูดคุยถึงเรื่องการเงินการคลัง บทบาทของรัฐ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอนาคตประเทศไทย มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจไทยในอีก 3-5 ปี ที่จะมีเด็กรุ่นใหม่เรียนจบออกมา ซึ่งนายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศเราคนน้อย แต่เราต้องทำให้คนเก่งขึ้น ในส่วนที่กังวลเรื่องของประชากรไทยอาจจะสู้ประเทศอื่นที่มีประชากรเยอะกว่าไม่ได้นั้น ต้องอย่าลืมไทยเป็นประเทศเปิดกว้าง เราต้องเอาคนเก่ง มีสกิลมาทำงานและต้องทำระบบให้พร้อม 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เป็นห่วงกันเรื่องของ AI ที่จะเข้ามาแย่งงานนั้น AI ไม่สามารถเก่งกว่ามนุษย์ได้ ถ้าเราใช้งานเป็นควบคุมได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เรามีประชากรน้อย AI จะมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยเราด้วยซ้ำ ทั้งนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าดีที่สุดคือการเปลี่ยนที่รากฐาน นั่นคือระบบการศึกษา ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย มีเรื่องการศึกษาเท่าเทียมพลัส เพราะวันนี้การศึกษาไทยไม่ควรมีข้อจำกัด นอกจากนี้ การที่ต่างชาติจะมาลงทุนก็คิดถึงเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเราก็มีนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า นโยบายเศรษฐกิจ10พลัสของพรรคภูมิใจไทยออกแบบมา ที่มีทั้งชุมชนพลัส เศรษฐกิจสีเขียว เราต้องลงทุนในคนที่มีความสำคัญมาก ต้องเพิ่มทักษะ ต้องแก้กฎกติกาที่ให้ความสะดวก เราหวังแค่นี้ไม่พอไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ชุมชนต้องสร้างให้เข้มแข็ง จ้างงานผู้สูงวัย ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะมีการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเศรษฐกิจไทยต้องเข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็ง นี่คือ 10 พลัสของเรา

อิ๊งค์เดินสายช่วยหาเสียง บอกหากหมอโจ้ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ

อิ๊งค์เดินสายช่วยหาเสียง บอกหากหมอโจ้ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ

อิ๊งค์เดินสายช่วยหาเสียง บอกหากหมอโจ้ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.37 น.

‘อิ๊งค์’ เดินสายช่วยผู้สมัคร สส.เชียงใหม่หาเสียง บอก หาก ‘หมอโจ้’ เข้าสภาฯ จ่อดันเชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ 

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีลงพื้นที่ช่วยนพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเพื่อไทย หาเสียง ว่า เพราะนโยบายดีๆ และตรงจุดเกิดจากการรับฟัง น้องๆ คนรุ่นใหม่มาสะท้อนปัญหาเรื่องการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะพื้นที่บนดอย ขณะที่น้องๆ บางคนเรียนจบแล้วตัดสินใจไปทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลด้านรายได้ที่มากกว่า มีโอกาสที่มากกว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดใดๆ เพราะ ทางเลือกและโอกาสเป็นของทุกคน

น.ส.แพทองธาร ระบุต่อว่า นี่คือปัญหาเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างมีศักยภาพ ด้วยแรงงานที่มีคุณภาพ น้องๆ อยากฝากพรรคเพื่อไทย ฝากหมอโจ้ (นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล) ฝากอาจารย์เชน (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย) ว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล และหมอโจ้ได้เข้าสภาไปรับใช้ชาวเชียงใหม่ ขอให้พรรคมีนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้คนอยากทำงานที่บ้านเกิด และคนที่นี่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า นอกจากนี้ คือเรื่องการท่องเที่ยว ไม่เฉพาะแค่ จ.เชียงใหม่ แต่จังหวัดอื่นๆ ด้วยที่วันนี้นักท่องเที่ยวลดลงเรื่อยๆ อยากให้รัฐบาลดึงกิจกรรม เทศกาล หรืออีเวนต์ขนาดใหญ่เข้ามาจัดที่ จ.เชียงใหม่ นี่เป็นสิ่งที่ตอนเราเป็นรัฐบาลผลักดันมาโดยตลอด และเชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทย นำโดยอาจารย์เชน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคจะสานต่อแน่นอน เพิ่มเติมด้วยการผลักดัน Wellness Destination ซึ่งเรื่องนี้เป็นความตั้งใจของนพ.ธีรพัฒน์ ที่มองเห็นโอกาสและอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ สามารถผลักดันให้ จ.เชียงใหม่เป็นพื้นที่ศักยภาพด้านสุขภาพ สร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับชาวเชียงใหม่ตลอดปี โดยไม่จำเป็นต้องรอแค่ช่วงเทศกาลอีกต่อไป 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า พรรคเพื่อไทยเรามีหลายนโยบายที่อยากผลักดัน แต่การพูดคุยร่วมกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จริงๆ วันนี้ทำให้ได้ไอเดีย มองเห็นโอกาสอีกมาก และยังมีเสียงเรียกร้องจากน้องๆ ขอให้จัด YPP ตามภูมิภาค เพื่อให้เข้าใจปัญหาแต่ละท้องที่ ท้องถิ่นมากขึ้นด้วย เดี๋ยวเรื่องนี้ ขอรับไปแจ้งต่อที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พิจารณาขยายงานกันต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ น.ส.แพทองธาร ได้ลงพื้นที่น้ำพุร้อนสันแพงเพื่อช่วยนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทยหาเสียง 

โดย น.ส.แพทองธาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เชียงใหม่กับศักยภาพที่จะเป็น Thailand Wellness Economy ภาพใหญ่ของเชียงใหม่ที่เพื่อไทยผลักดันมาตลอด คือการทำให้เชียงใหม่เป็น Wellness Destination ทั้งศักยภาพด้านคน การบริการ ภูมิประเทศ และโดยเฉพาะจุดเด่นของเชียงใหม่เอง ที่มีธุรกิจด้านสุขภาพที่แข็งแรงมากๆ ฃนี่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหญ่ที่ทำให้คนมาเที่ยวเชียงใหม่ได้ตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องมาเฉพาะช่วงเทศกาล 

น.ส.แพทองธาร ระบุอีกว่า วันนี้นายจักรพล พามานํ้าพุร้อนสันกําแพง อีกหนึ่งพื้นที่ศักยภาพที่จะเสริมให้เราไปถึงภาพใหญ่นั้นได้ จุดเด่นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่คนเชียงใหม่อยากพัฒนา ตั้งแต่การดูแลเรื่องความปลอดภัย การพัฒนาจุดท่องเที่ยวแต่ละจุด โดยเฉพาะด้านบริการและการรักษาความสะอาด รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นจุดขายของพื้นที่นี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากผลักดัน และสานต่อ ขอให้นายจักรพลได้ดูแลคนเชียงใหม่ ไปสู่ภาพใหญ่เชียงใหม่ด้วยกัน 

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในช่วงเย็น น.ส.แพทองธาร จะไปเดินถนนคนเดินท่าแพ สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่เพื่อช่วยผู้สมัครสส.ของพรรคเพื่อไทยหาเสียงต่อ

อนุทิน บอกคนละครึ่ง-เศรษฐีเงินล้านแตกต่างชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี ถึงจะรวยครบ

อนุทิน บอกคนละครึ่ง-เศรษฐีเงินล้านแตกต่างชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี ถึงจะรวยครบ

อนุทิน บอกคนละครึ่ง-เศรษฐีเงินล้านแตกต่างชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี ถึงจะรวยครบ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.18 น.

‘อนุทิน’บอกคนละครึ่งแตกต่างจากเศรษฐีเงินล้านชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี คนไทยถึงจะรวยครบ แนะย้อนดูสมัยแจกเงินหมื่น ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแถมทำไม่จบ จวกไม่ใช่เห็นนโยบายพรรคอื่นแล้วออนท็อป เอามานำเสนอรายวัน ชี้ทุกอย่างต้องมีการวางแผน – ดูงบประมาณ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน

เมื่อถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้

เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้

เมื่อถามต่อว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น

พราหมณ์ มุกดาสนิท ลุยหาเสียง ย้ำเขต 3 จันทบุรีต้องแก้ปัญหาปากท้อง

พราหมณ์ มุกดาสนิท ลุยหาเสียง ย้ำเขต 3 จันทบุรีต้องแก้ปัญหาปากท้อง

พราหมณ์ มุกดาสนิท ลุยหาเสียง ย้ำเขต 3 จันทบุรีต้องแก้ปัญหาปากท้อง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

“พราหมณ์ มุกดาสนิท” ลุยหาเสียง เข้าถึงพื้นที่ ย้ำเขต 3 จันทบุรี ต้องแก้ปัญหาปากท้อง – แหล่งน้ำให้ชาวสวน ชูนโยบายพลังประชารัฐ ยึด 3 เสาหลัก  มั่นคง ฟื้นฟู และดูแล

ชนายพราหมณ์ มุกดาสนิท ผู้สมัคร สส.หมายเลข 6 เขต 3 จ.จันทบุรี พรรคพลังประชารัฐ  ลงพื้นที่หาเสียงบ้านซับตารี ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ด้วยการเดินเท้าเข้าตามบ้านเรือนประชาชน เพื่อขอคะแนนเสียง พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ที่พบปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ทำให้ทราบว่า แก้ไขปากท้องประชาชนต้องมาก่อน  โดยเฉพาะปัญหาหลักก็คือ แหล่งน้ำทำกิน 

นายพราหมณ์  บอกกับประชาชนในพื้นที่ ว่า คนที่เข้ามาเป็น สส. เป็นนักการเมือง  ต้องดูแลแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะแก้ปัญหาปากท้องประชาชนต้องมาก่อนที่สำคัญ เช่นในพื้นที่ อ.สอยดาว ยังพบปัญหา การปลูกทุเรียน และขาดแลน้ำ  ที่สำคัญ ราคาทุเรียนเมื่อปลูกแล้ว ราคาตกอีก ทำให้รายได้ไม่พอกับต้นทุนการผลิต  นอกจากนี่ยังพบเรื่องไฟฟ้า ในพื้นที่ ที่ยังขาดแคลน ดังนั้นตนเองจึงรับฟังปัญหาทั้งหมด พร้อมนำเสนอนโยบายขอพรรคพลังประชารัฐที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ภายใต้ 3 เสาหลัก คือ มั่นคง ฟื้นฟู และดูแล เพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง ความมั่นคง และความเดือดร้อนของประชาชน

ยังไม่มีรายงานมา! ทบ.แจงหลังโซเชียลแชร์เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน-มีปะทะ

ยังไม่มีรายงานมา! ทบ.แจงหลังโซเชียลแชร์เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน-มีปะทะ

ยังไม่มีรายงานมา! ทบ.แจงหลังโซเชียลแชร์เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน-มีปะทะ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.09 น.

ทบ. แจงยังไม่มีข้อมูล หลังเพจเฟซบุ๊กโพสต์ เขมรปรับกำลังประชิดชายแดน พร้อมย้ำยังไม่มีรายงานเข้ามา หลังมีข้อความแชร์ผ่านไลน์ มีปะทะชายแดน จ.อุบลฯ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 จากกรณีที่มีเพจ ”Thai Army ทหารไทย“ โพสต์ข้อความระบุว่า กัมพูชา อพยพอีกแล้ว รวมทั้งมีการโพสต์ข้อความว่า “ทหารกัมพูชาปรับกำลังประชิดชายแดนรอบวางทุ่นใหม่อีกเพียบรอบ 3 ไม่ต้องห่วงมาแน่”

ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ยังไม่ได้รับข้อมูล ปกติหากมีข้อมูลสำคัญอะไรที่ควรสื่อสารสังคม เราจะแจ้งให้ทราบ

ขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหม ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้

พร้อมกันนี้ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีการส่งข้อความทางไลน์อ้างมีเหตุปะทะชายแดน จ.อุบลราชธานี ว่า “ยังไม่มีการรายงานเข้ามา ขอให้ติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการเพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง”