พิธา มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคส้ม

พิธา มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคส้ม

พิธา มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคส้ม

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

‘พิธา’มาแล้ว! ชูยุทธศาสตร์ ‘4 T’ ปลุก 25 ล้านเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจให้เลือกพรรคประชาชน ส่ง‘เท้ง’เข้าทำเนียบรัฐบาล บอก‘รักชนก’ล่อให้แล้วผู้ประกันตน 24 ล้านคน หยอดถูกตัดสิทธิ์การเมือง แต่ตัดสิทธิ์ความคิดถึงประชาชนไม่ได้

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราผศรัย ว่า วันนี้ได้กลับมาอีกครั้งอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคย และยังมีเรื่องที่เรายังค้างคาอยู่ ยังทำไม่จบ วันนี้ก็ได้มาร่วมทีมด้วยกัน และหวังว่าจะเชิญชวนทุกคนไปร่วมเลือกเบอร์ 46 ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนเข้าทำเนียบรัฐบาล ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ตนคิดถึง ตั้งแต่ถูกตัดสิทธิ์ แต่ก็ตัดสิทธิ์ความคิดถึงประชาชนไม่ได้ 

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มองว่าเป็นเรื่องยากหรือไม่ พรรคประชาชนอาจจะไม่ได้เป็นที่ 1  นายพิธา กล่าวว่า การเลือกตั้งยากทุกครั้ง คนก็เปลี่ยนไปตลอด แต่สิ่งสำคัญและเป็นจุดเด่นของพวกเราต้องแต่สมัยอนาคตใหม่ จนถึงปัจจุบัน ก็คือการทำงาน ทำงานเป็นทีม ก็จะได้เห็น ธร ทิม เท้ง ต๋อม  หรือ 4 T ที่จะร่วมกันทำให้นายณัฐพงษ์เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลให้ได้แน่ๆ  ส่วนการดึงคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายณัฐพงษ์ ตนเพียงมาเป็นผู้ช่วย ส่วนเจอศึกหนักทั้งจากเพื่อไทยและภูมิใจไทย ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีครั้งไหนที่ไม่หนัก  เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง  เราควรเอาบรรยากาศที่คุ้นเคยกลับมา การเมืองเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องความเป็นไปได้ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วม 

“เวทีนี้ถ้าจะให้เฉลยกับผู้สื่อข่าว ตั้งใจสื่อสารกับคน 25 เปอร์เซ็น หรือ 10 ล้านคน ที่ปกติแล้วไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งเราก็เข้าใจ เพราะการเดินทางออกมาใช้สิทธิ์อะไรต่างๆก็มีต้นทุน ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ได้มีการตัดสินใจ หรือประมาณ 7 ล้านคน รวมกับคนรุ่นใหม่ 3 ปีที่ผ่านมา เกิดประมาณปีละ 8 แสน รวมแล้วก็ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งคนที่สนับสนุนคุณเท้งอยู่แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของคุณเท้ง แต่คนที่มักจะไม่มาใช้สิทธิ์กับคนที่ยังติดสินใจไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องปลุกพวกเขา 25 ล้านคนออกมาให้ได้ เพราะคุณไอซ์ (น.ส.รักชนก ศรีนอก) ก็ได้ล่อไปแล้ว 24 ล้านคนจากประกันสังคม ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ทำให้เห็นว่าการออกมาเลือกตั้งมีประโยชน์ แน่นอนว่ามีต้นทุนในการออกมาเลือกตั้ง ก็อาจจะต้องปิดร้านก๋วยเตี๋ยว บางคนลางานไม่ได้” นายพิธา กล่าว 

เมื่อถามต่อถึงกระแสชาตินิยมกับวาทกรรมทหารมีไว้ทำไม จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ได้มีการอธิบายไปหลายครั้งมากแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ได้ขอโทษที่ทำให้ทหารมืออาชีพไม่สบายใจ เพื่อปรับความเข้าใจกัน และหลังจากปรับความเข้าใจ ก็ได้เห็นทหารมืออาชีพชั้นผู้น้อย ได้ออกมาระบายความอัดอั้นตันใจ ดังนั้นจุดยืนของเราในการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยและมีสิทธิมนุษยชน ไม่มีคอร์รัปชั่นในกองทัพ เป็นสิ่งที่ทหารมืออาชีพจำนวนมากเข้าใจ 

ภูมิ สวัสดี พรรครักชาติ หาเสียงย่านชุมชนประเวศ อ้างชาวบ้านคิดว่าส้ม หวิดโดนไล่

ภูมิ สวัสดี พรรครักชาติ หาเสียงย่านชุมชนประเวศ อ้างชาวบ้านคิดว่าส้ม หวิดโดนไล่

ภูมิ สวัสดี พรรครักชาติ หาเสียงย่านชุมชนประเวศ อ้างชาวบ้านคิดว่าส้ม หวิดโดนไล่

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

‘​ภูมิ สวัสดี’พรรครักชาติ หวิดโดนไล่ อ้างชาวบ้านคิดว่า ‘ด้อมส้ม’

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6 โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

​โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาหาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก ด้อมส้ม” มาหาเสียง ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

​อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

​”ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลย เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่” เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่

​ด้านนายภูมิ สวัสดี ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า การลงพื้นที่ทำให้ได้เห็นภาพสะท้อนความรู้สึกของประชาชนอย่างชัดเจน และขอบคุณชาวชุมชนที่เปิดใจรับฟังนโยบายของพรรครักชาติ พร้อมย้ำว่าตนตั้งใจมาทำงานเพื่อพี่น้องชาวประเวศและสะพานสูงอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองแบบใด ตนพร้อมรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหาให้ทุกคน

​สำหรับการลงพื้นที่ในเขต 21 ครั้งนี้ ถือว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยนายภูมิขอฝากเบอร์ 6 และพรรครักชาติไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้

เท้ง ณัฐพงษ์ ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจ เตรียมปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

เท้ง ณัฐพงษ์ ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจ เตรียมปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

เท้ง ณัฐพงษ์ ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจ เตรียมปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ลุยสยามสแควร์ วัยรุ่นขอเซลฟี่ให้กำลังใจพรรคส้ม ก่อนขึ้นปราศรัยสามย่านมิดทาวน์เย็นนี้

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน นำทีมผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ สส. เขตกทม. เดินทางมาหาเสียง ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยมีประชาชนจำนวนมาก ให้การต้อนรับและเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย

ต่อจากนั้น นายณัฐพงศ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า ตนให้ความสำคัญกับทุกพื้นที่ เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับการเมืองไทย อยากให้ทุกคนมองไปที่อนาคตซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้ตนคิดว่าเหลือเพียง 2 ทางเลือกเท่านั้น ก็คือ เลือกการเมืองแบบอดีต กับการเมืองแห่งอนาคตที่เราจะสร้างประเทศไทยให้ดีกว่า ให้กับลูกหลาน 

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า นอกจากเวทีปราศรัยในวันนี้ ที่สามย่านมิดทาวน์แล้ว พรรคประชาชนจะมีคาราวาน 8 สาย ไปให้คบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ก็ขอให้ทุกคนติดตามแคมเปญของพรรคประชาชนต่อไป แล้วจะมีเวทีปราศรัยใหญ่ด้วย

“มั่นใจว่าเราจะได้เสียงที่มากเพียงพอ ที่เข้มแข็งมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้ ส่วนเรื่องความเสี่ยงทางการเมืองเราได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจ พรรคประชาชน ถ้าอยากเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องลังเล กาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน”

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในการปราศรัยวันนี้ เราจะมาโชว์วิสัยทัศน์ ฉายภาพให้เห็น ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าที่ผ่านมาการเมืองในอดีตได้ฉุดรั้งประเทศไทยไว้อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหตุการณ์เครนถล่ม ตึกสตง. ถล่ม เรื่องของสีเทาในประเทศ การจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาทำไมเป็นแบบเดิมๆไม่ตอบโจทย์ และครั้งนี้นอกจากที่พรรคประชาชนได้เปิดตัวทีมผู้บริหารมืออาชีพรัฐบาลประชาชนไปแล้ว เวทีปราศรัยวันนี้เราก็จะฉายภาพให้เห็นชัดยิ่งขึ้น ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ ถ้าคุณยังลังเลเท่ากับคุณกำลังทิ้งประเทศให้จมอยู่กับอดีต ถ้าคุณอยากสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกคุณ กาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบ

“ก็อยากจะเชิญชวนประชาชนทุกคนโหวดยุทธศาสตร์ ให้กับพรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน ครั้งนี้ไม่มีเสียง สว. โหวตตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว ถ้าประชาชนมีฉันทามะติร่วมกันว่าไม่เอาการเมืองแบบอดีต อยากจะได้การเมืองที่สร้างอนาคตให้กับลูกหลานก็กาให้กับพรรคประชาชนทั้งสองใบไม่ต้องลังเลมีทางออกแน่นอนครับ”

ส่วนผลโพลที่สำรวจออกมาว่าพรรคประชาชนได้ทั้งเขต และบัญชีรายชื่อนั้น ก็ต้องขอขอบคุณชาวสมุทรปราการ และจริงๆอีกหลายจังหวัดที่ผลโพลขณะนี้ ตน และพรรคประชาชนเริ่มมีคะแนนทิ้งห่างเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามโพลล์ก็มีขึ้นมีลง “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ” เราก็จะทำงานหนักแบบนี้ต่อไปจนถึงวันเลือกตั้ง 

ส่วนที่นักวิเคราะห์หลายคนประเมินอันดับหนึ่งไม่ใช่พรรคประชาชน แต่เป็นพรรคภูมิใจไทยนั้น ตนคิดว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองก็สามารถทำได้ แต่ตนอยากจะให้ประชาชนทุกคนช่วยกันคิดว่าการเมืองคือเรื่องแห่งการเปลี่ยนแปลง และ 8 ปีที่ผ่านมา พวกคุณทุกคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่า เสียงของพวกคุณช่วยเปลี่ยนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ จากสมัยพรรคอนาคตใหม่ ที่ทุกคนวิเคราะห์กันว่าจะได้เสียงต่ำ 10 แต่เสียงของพวกคุณนั่นแหละที่ทำให้พวกเรากลายเป็นพรรคที่ได้เสียง กว่า 80 ที่นั่ง และการเลือกตั้งปี 2566 ที่มักก็พูดเหมือนกันว่า พักนี้ไม่มีทางที่จะชนะเลนส์สไลด์ได้ แต่เสียงของพวกคุณก็พิสูจน์แล้ว ทำให้เรามาเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้  การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพวกเราตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ที่ทุกคนไม่เคยคิดไม่เคยฝันกับคำว่าสุราก้าวหน้า กับ สมรสเท่าเทียม กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะผ่านสภามาได้ แต่ก็เป็นเสียงของพวกคุณนี่แหละที่ทำให้กฎหมายต่างๆเหล่านี้ผ่านสภาได้ แล้วก็สุดท้ายเรายังมีวาระที่เรายังอยากผลักดันต่อร่วมกันคือการยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเอาคนโกง คนทุจริต เข้าคุกให้ได้ หรือแม้แต่การผลักดันให้กองทุนประกันสังคมโปร่งใสมากยิ่งขึ้น วาระที่ก้าวหน้า ให้กับสังคมเสียงของพวกคุณทั้งนั้นที่ จะทำให้เรื่องที่พวกเขาอยากปฏิเสธเป็นเรื่องที่พวกเขาจะปฏิเสธได้อีกต่อไป ก็ขอให้จงเชื่อพลังของตัวเองในทุกๆทุกๆคน

ส่วนที่นายพิธา กลับมาช่วยหาเสียงในครั้งนี้ นายพิธาเองก็ได้ชี้แจง ไปหมดทุกอย่างแล้วและได้แสดงออกถึงความรู้สึกและความตั้งใจของตัวเอง ไปแล้ว และโดยส่วนตัวตนก็เชื่อว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็เข้าใจดี ว่าที่ผ่านมาเราสื่อสารเรื่องนี้หมายถึงอะไร ขอยืนยันอีกหนึ่งครั้งว่าพรรคประชาชน อยู่ข้างกองทัพที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศ ก็อยากสนับสนุนให้กองทัพมีความทันสมัยและทหารชั้นผู้น้อยได้รับสวัสดิการ

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายไว้คือเราได้รับเสียงสนับสนุนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่มากเพียงพอ  ถ้าเราได้เกินครึ่งหนึ่งของสภา ก็ไม่ต้องกังวลใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยน้อยเราก็ตั้งเป้าหมายว่าต้องทิ้งห่างจากพรรคอันดับสองซัก 30 ถึง 40 ที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรวมขั้วกันแข่งกับพรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นโจทก์ของเรา ณ ตอนนี้ เรามองไปไกลว่าเราจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้  แต่เราชวนประชาชนทุกคนมามองว่าทางออกของประเทศคืออะไร เรามองว่าการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนที่เสียงประชาชนมีความเข้มแข็งมากพอ ถ้าประชาชนเชื่อในสิ่งนี้แบบเดียวกับเรา  กาให้กับพรรคประชาชนแบบถล่มทลาย อย่างไรก็ปิดประตูทุกช่องแน่นอน ตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน 

นายณัฐพงศ์ กล่าวถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานประกันสังคม ว่าความจริงเงินกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าน่าจะอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านบาท ผู้ประกันตนทุกคนก็มีความรู้สึกย้อนแย้งเช่นเดียวกันว่ามทำไมเงินที่ผู้ใช้แรงงานทุกคนสมทบเข้าไปกลับถูกบริหารจัดการโดยพรรคที่ขาดความโปร่งใส ทำไมเงินถูกนำไปทำปฏิทิน เอาไปสร้างโรงอาหารในกระทรวงแรงงาน  รวมถึงเอาไปซื้อตึกสกายไฮ ซึ่งผลสอบออกมาแล้วว่าแพงเกินจริง ถ้าหากเปรียบเทียบกับเงินกองทุน ก.บ.ข. ที่เป็นเงินของข้าราชการ ที่จ่ายสมทบเข้าไป แต่กลับบริหารโดยภาคเอกชน ดังนั้นตนคิดว่าสิ่งที่พวกเราเรียกร้องไม่มีอะไรที่เกินไปกว่าที่จะทำให้เงินของผู้ประกันตนทุกคนได้รับการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส แล้วตกถึงมือทุกคนมากที่สุด 

“ใครที่เคยเป็นเจ้าของตึกสกายไฮท์ ที่ขายต่อและใครที่เคยเป็นรัฐมนตรี ในอดีตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับช่วงการซื้อตึกสกายไฮ เกี่ยวกับทุนประกันสังคม ตอนนี้ไหลไปอยู่พรรคเดียวกันแล้ว ดังนั้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกองทุนเงินประกันสังคม และจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีที่มีประวัติสีเทา แต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดการเท่าที่ควรเนื่องจากนายกรัฐมนตรี เอาเหตุผลทางการเมืองอยู่เหนือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งมาตรฐานทางการเมืองซึ่งน่าจะสูงกว่านี้ เพราะฉะนั้น ในการจัดการเรื่องสีเทาและการจัดการเรื่องเงินกองทุนประกันสังคม ในการทำให้งบประมาณของรัฐทุกอย่างมีความโปร่งใสตกถึงไม้ถึงมือประชาชนมากที่สุดจึงหนีไม่พ้นต้องแก้ที่การเมืองก่อน  ซึ่งที่ผ่านมาถ้าบริหาร กองทุนเงินประกันสังคม ถ้าได้ผู้บริหารมืออาชีพมากกว่านี้ตนเชื่อว่าผลตอบแทนของกองทุนเงินประกันสังคมจะมีมากกว่านี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายนี้ อดีตหัวหน้าพรรค อย่างนายพิธา นายธนาธร รวมถึงหัวหน้าคนปัจจุบันมาช่วยกันแท็กทีมเพื่อจุดกระแสทางการเมืองก่อนวันเลือกตั้งหรือไม่     

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกเรายืนยันมาตลอดคือพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นผมหรือทีมแกนนำและผู้สมัครสอสอ หรือองคาพยพส่วนใดก็ตามเรามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง การที่ทุกคนกลับมาช่วยกันหาเสียงเพื่อยืนยันในหลักเดิมว่าพวกเขาถึงแม้วันนี้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่ได้มีตำแหน่งที่จะมาท้าชิงเป็นรัฐมนตรีหรือเป็น ส.ส.แล้ว แต่ทุกคนก็ยังไม่หยุดที่จะทำการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ดังนั้นก็อยากจะให้ทุกคนเห็นความตั้งใจต่างๆเหล่านี้แล้วเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงในประเทศของเราไปด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ แสดงความคิดเห็นตอบโต้นายวิโรจน์ว่าถ้าพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล 100 วันแรก ต้องเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมที่มี  ม.112 รวมด้วย แล้วยกเลิก พรบ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ค้างอยู่ในส.ว. ทำได้หรือไม่ถ้าได้เป็นรัฐบาล

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า จริงๆเราสามารถเดินหน้าได้โดยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายฉบับเดิม และเรื่องนี้เราก็ได้ยืนยันมาตลอดว่าการที่รับโทษกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกดำเนินคดีเนื่องจากความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ควรที่จะเลือกปฏิบัติ ยกโทษให้บางกลุ่มหรือนิรโทษให้บางกลุ่ม เพราะตราบใดที่เรายังมีเลือกปฏิบัติอยู่อย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นธรรมและหาทางออกให้กับสังคมได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลหรือไม่ที่ เวทีปราศรัย ใหญ่ ที่หลายพรรคเหมือนว่าพรรคประชาชนตกเป็นเป้าปราศรัยในเรื่องของวาทะกรรมอย่างรุนแรง  เช่น เรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี  ตรงนี้มีความกังวลหรือไม่ ว่าจะทะให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนอาจจะคล้อยตามได้ 

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่าจริงๆแล้วตนได้อธิบายเรื่อง นี้ไปหลายครั้งแล้วที่เรามีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกอนุรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามเงื่อนไข เอ็มโอเอ ที่เรามองถึงเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือกุญแจที่สำคัญที่จะปลดล็อคการเมืองเมืองไทยให้ออกจากอดีต และจะเห็นว่าการกระทำของเราที่ผ่านมานำมาซึ่งบัตรสามใบในครั้งนี้ จึงอยากชวนให้ทุกคนมองย้อนกลับไปยาวยาวก่อนเลือกตั้งปี 2566 พรรคที่เป็นพรรคหลักๆ สนับสนุนมาโดยตลอดว่าอยากผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สองปีที่ผ่านมาไม่เกิดอะไรขึ้นเลยและจากการที่เราได้ตัดสินใจตามเอ็มโอเอ อย่างน้อยในการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจะได้ตัดสินอนาคตของประเทศผ่านบัตรสองใบอีกหนึ่งบัตรอีกหนึ่งใบก็คือการเห็นชอบในการทำประชามติเดินหน้าประเทศไทยต่อไปด้วยกัน

ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้าในต่างประเทศที่ขณะนี้บางประเทศยังมีปัญหาติดขัด นั้น ตนก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบในอดีตที่การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรบัตรเลือกตั้งเดินทางมาไม่ถึงไทย ทำให้ประชาชนที่อยู่ต่างประเทศเสียสิทธิ์ ในการเลือกตั้งไป จึงอยากให้ กกต. เร่งรัดให้ทุกหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนที่อยู่นอกประเทศสามารถเลือกตั้งได้ทุกคน

ต่อจากนั้น นายณัฐพงษ์ และคณะทำกิจกรรม เดินตามฝัน Trust the People พบปะประชาชาและเดินจนถึงสามย่านมิตรทาวน์เพื่อรอการปราศรัยใหญ่เวทีสามย่านมิตรทาวน์ ในเวลา 16.00 น. 

อนุทิน กราบหลวงพ่อพระใส เอาฤกษ์เอาชัยหาเสียง จ.หนองคาย

อนุทิน กราบหลวงพ่อพระใส เอาฤกษ์เอาชัยหาเสียง จ.หนองคาย

อนุทิน กราบหลวงพ่อพระใส เอาฤกษ์เอาชัยหาเสียง จ.หนองคาย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.54 น.

‘อนุทิน’กราบหลวงพ่อพระใส-บูชาท้าวเวสสุวรรณ-พระธาตุอรหันต์ เอาฤกษ์เอาชัยช่วยหาเสียง จ.หนองคาย

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาช่วยผู้สมัครสส.ของพรรคภูมิใจไทยหาเสียงที่ จ.หนองคาย ประกอบด้วย พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1, นางจิดาภา สุนทรธนากุล ผู้สมัคร สส.เขต 2 และนายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 โดยจุดแรก นายอนุทิน แวะที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวงจังหวัดหนองคาย โดยมีประชาชนที่มาทำบุญที่วัดขอถ่ายรูป จำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ชายสูงอายุจาก จ.บุรีรัมย์ ที่พุ่งตัวมาหานายอนุทินและจับมือขึ้นเหนือหัว น้ำตารื้นบอกว่า คิดถึงมากมาอยู่ต่างถิ่นนานแล้วไม่คิดว่าจะมาเจอนายอนุทินที่นี่

นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าแม่ค้าขายลอตเตอรี่ซึ่งเป็นคนพิการมาขอถ่ายรูปกับนายอนุทินด้วย

จากนั้นนายอนุทินได้ปืนขึ้นบันไดไปถวายพวงมาลัยสักการะองค์หลวงพ่อพระใส และกราบตรงฐานตัก ขณะที่เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง ได้รดน้ำมนต์เคาะศีรษะ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทั้งนี้หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้างอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย ขึ้นชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ ขอพรรุ่งเรือง การงาน แคล้วคลาดปลอดภัย และโชคลาภ

นายอนุทิน ยังได้บูชาพระธาตุอรหันต์ และสักการะท้าวเวสสุวรรณ พร้อมบันทึกภาพคาถาเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือด้วย

จากนั้นนายอนุทินได้แวะเดินหาเสียง ที่ตลาดแจ้งสว่าง โดย ทันทีที่มาถึง ได้ซื้อกางเกง ขาสั้น 2 ตัว โดยบอกว่าจะเอาไว้ไปใส่นอน และยังได้อุดหนุนซื้อผักจากแม่ค้าในตลาดด้วย

‘บุญยอด’ฟาด’เพื่อไทย’รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

'บุญยอด'ฟาด'เพื่อไทย'รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

‘บุญยอด’ฟาด’เพื่อไทย’รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

บุญยอดฟาดเพื่อไทย รถไฟฟ้า20บ.-สุ่มแจกล้าน ลักไก่คกก.ตรวจนโยบาย

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เพื่อไทย”ลักไก่”กรรมการตรวจนโยบายพรรคการเมืองที่ต้องใช้เงิน??

ไม่ระบุการใช้เงินที่ชัดเจน ในนโยบาย รถไฟฟ้า20บาทตลอดสาย (ภายใน3-6เดือน) กล่าวเพียง การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพ

ส่วนนโยบายจับสลาก 1ล้านบาทต่อคน 9คนทุกวัน อยู่ใน นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้เงิน3,500ล้านบาท/ปี โดยไม่ระบุว่าเป็นการออกสลากฯ เสี่ยงผิดกฎหมายหรือไม่? “

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

ไอซ์ครวญ100ล.เลยเหรอ! ธรรมนัสฟ้องหมิ่น-ถามจะได้เจอกันมั้ย บอกอย่ามั่นใจมาก ชาวพะเยาอยากเปลี่ยนเยอะ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “รับหมายศาลจาก ธรรมนัส พรหมเผ่า ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท นัดไต่สวนมูลฟ้องที่ ศาลพะเยา 13:00น. พรุ่งนี้

จะได้เจอคุณธรรมนัสไหมนะ อยากถามอะ ไหนบอกนักเลง ฟ้องนักการเมืองไม่ว่า แต่เที่ยวฟ้องประชาชนคนธรรมดาด้วย คนที่เสนอตัวมารับใช้ประชาชน ได้อำนาจได้ความไว้วางใจมา อำนาจนั้น เค้ามีไว้ให้ใช้เพื่อยืนเคียงข้างประชาชน ไม่ได้มีไว้ใช้ทำอะไรแบบนี้

แล้วข้อความแค่นี้เรียกร้อยล้านเลยหรอ ไหนบอกใจนักเลง ชางพะเยา พรุ่งนี้ได้เจอกัน ถึงเปลี่ยนไม่ได้ แต่ทำให้หนาวได้แน่นอน อย่ามั่นใจอะไรมาก คนพะเยาอยากเปลี่ยนเยอะ”

กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ

กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ

กกต.เปิดเวทีถกประชามติแก้ รธน. 27 ม.ค.นี้ คิว 10 พรรค ก่อนเผยแพร่ NBT ใช้ประกอบการตัดสินใจ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

กกต.เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ในหัวข้อเกี่ยวกับการแก้ไข รธน. ในวันที่ 27 ม.ค. มีตัวแทน 10 พรรคการเมืองร่วมแสดงจุดยืน ซึ่งจะนำเทปบันทึกมาเผยแพร่ทาง NBT อีกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการออกเสียง 8 ก.พ.

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีแสดงความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ในการทำประชามติ “ECT สร้างสรรค์ประเทศไทยพร้อมใจไปออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 69”  ในคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรม นูญฉบับใหม่หรือไม่”   
 
โดยวันนี้จัดเวทีแรกเป็นการแสดงความคิดเห็นของภาคองค์กรประชาสังคมและประชาชน ซึ่งกกต.เปิดให้มีการลงทะเบียนผู้ที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นและมีการจับสลากตัวแทนของทั้งสองฝ่าย  โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีตัวแทนแสดงความคิดเห็น 2 คน ประกอบด้วยนายบารมี ชัยรัตน์ ตัวแทนภาคเกษตรกร และนายรัชพงษ์  แจ่มจิรไชยกุล นักศึกษาปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกิตติพงษ์  กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ มาเป็นตัวแทน ส่วนอีก 1 คน ขอถอนตัว เนื่องจากติดภารกิจ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน  มีการถ่ายทอดไลฟ์ผ่านทางเพจสำนักงาน กกต.และเพจกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง   โดยจะนำเทปบันทึกรายการสดมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT อีกครั้ง  

สำหรับการแสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่าย จะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค. โดยมี 10 พรรคการเมือง แบ่งเป็นพรรคที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 พรรค  พรรคการเมืองที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคภูมิใจไทย   พรรคแผ่นดินธรรม พรรคเป็นธรรม  พรรคพลวัต และพรรคโอกาสใหม่  ขณะที่พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วย ประกอบด้วย พรรคอนาคตไทย พรรครักชาติ พรรคประชาไท พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคใหม่

ขณะที่นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่าการจัดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่มีการออกเสียงประชามติ กกต.จะเปิดเวทีทั้งในส่วนกลาง  เป็นการแสดงความคิดเห็นของตัวแทนภาคประชาชนทั้งสองฝ่ายและจากพรรคการเมือง  รวมถึงจะมีการนำเทปบันทึกการแสดงความคิดเห็นเปิดเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆอีกครั้ง 

ขณะเดียวกันก็มีการจัดเวทีของ กกต. จังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลเพียงพอประกอบการตัดสินใจก่อนไปออกเสียงประชามติ ส่วนจำนวนภาคประชาชนที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นนั้นถือว่าไม่มากและน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเวทีต่างๆ ซึ่งสำนักงานกกต.จังหวัดก็มีการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจะไปแสดงความคิดเห็นในเวทีระดับภูมิภาค ประกอบกับสื่อมวลชนก็ได้มีการเชิญตัวแทนพรรคการเมือง หรือแกนนำของพรรคการเมืองภาคประชาสังคมไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

นายกฯยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรองนทท.จากประเทศเสี่ยง

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลโควิดเฝ้าระวัง คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ

25 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ประเทศอินเดีย ว่า ได้เตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขเฝ้าระวังคัดกรอง โดยใช้โมเดล ที่เราเคยเฝ้าระวังในสมัยโควิด เริ่มระบาดในประเทศไทย แต่เท่าที่ได้รับรายงานมา ตนได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งแถลงให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อไม่ให้วิตกกังวลกันมาก คือโรคนี้เกิดได้ติดได้จากสารคัดหลั่ง ไม่ใช่การฟุ้งจากอากาศ พี่น้องประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และใช้ชีวิตโดยยึดหลักสุขอนามัย ที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว คือ กินร้อนช้อนกลาง และดีที่สุดคือล้างมือเยอะๆ ช่วงนี้ มีไวรัสนิปาห์ระบาด ทางสารคัดหลั่งน้ำลายน้ำมูก ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัส ช่วงนี้ถ้าไม่จำเป็นเต็มที่ก็ เอากำปั้นชนกันเหมือนสมัยโควิด ก็น่าจะดี ไม่สัมผัสมือกัน

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีเคสแรกเกิดขึ้นในประเทศไทย เราก็ระมัดระวังเอาไว้ ซึ่งความรุนแรงไม่เท่าสมัยโควิด เพราะตอนนั้น มีการแพร่เชื้อด้ายระบบทางเดินหายใจโดยฟุ้ง กระจาย ในอากาศ 2-3 เมตรโดนหมด แต่นิปาห์ เกิดจากการ สัมผัสใกล้ชิด สัมผัสมือกันแล้วมีสารคัดหลั่ง น้ำมูกน้ำลายแคะขี้ฟัน ขี้มูกคนสัมผัสไปขยี้ตา ทำให้เข้าไปในสารคัดหลั่งของร่างกาย จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้

นายอนุทินกล่าวว่าตอนนี้ ต้องเฝ้าระวัง ในระดับที่ เหนือกว่าปกติ เพราะยังไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีน ไม่ใช่ไวรัสที่จะมีอาการ ลามไปถึงไข้สมอง ตอนนั้นโรคจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยจะขอให้กระทรวงสาธารณสุขทำความชี้แจง ตอนนี้ก็ขอให้ระมัดระวังการใช้ชีวิต ให้ปกติธรรมดา

ส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวจากอินเดียนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราก็มีการ เฝ้าระวังถ้ามาจากประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยง ก็จะต้องมีการคัดกรองมากเป็นพิเศษ

อนุทินซัดกลับณัฐวุฒิ ปมปราศรัยพาดพิงโหนชายแดน บอกไม่โกรธ เหน็บแค่ตัวตลกเรียกแขก

อนุทินซัดกลับณัฐวุฒิ ปมปราศรัยพาดพิงโหนชายแดน บอกไม่โกรธ เหน็บแค่ตัวตลกเรียกแขก

อนุทินซัดกลับณัฐวุฒิ ปมปราศรัยพาดพิงโหนชายแดน บอกไม่โกรธ เหน็บแค่ตัวตลกเรียกแขก

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

อนุทิน ยืดอก บอกตัวเองเท่จริง ไม่ได้เป็นหลานอังเคิล ลั่นโชคดีมาก หากเป็นยุคนี้คงอัปยศอดสูอีกเยอะ ซัดกลับณัฐวุฒิ ปราศรัยพาดพิง โหนชายแดน-กระแสรักชาติ บอกไม่โกรธ เหน็บเป็นแค่ตัวตลกเรียกแขก

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ปราศรัยพาดพิงถึงนายอนุทิน ว่า โหนชายแดน ใช้กระแสรักชาติหาเสียง ว่า คนที่ปราศรัยถึงเนื้อหาจริงๆ ตนเห็นมีแค่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่พยายามจะแสดงนโยบายถึงประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ บางท่าน ตนจึงมองว่าไม่ได้มีอะไร ซึ่งในภาษาลิเกเรียกว่า “ออกแขก” เวลาจะทำการแสดง ต้องมีคนออกมาเรียกแขกก่อน ซึ่งก็มีหน้าที่แค่นั้น อย่างการแสดงละครในต่างประเทศ บางทีถึงจุดตัน ก็ “Set in clam” ทำอะไรไม่ได้ก็เอาตัวตลกออกมาก่อน เมื่อคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องไปโกรธไปแค้นอะไร ต่างคนต่างทำงาน 

เมื่อถามว่าที่นายณัฐวุฒิ ระบุว่า นายอนุทิน บอกว่าตัวเองไม่ใช่หลานอังเคิล คิดว่าเท่มาก นั้น นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า “โอ้ เท่มากเลยครับ” ก่อนจะหัวเราะ และกล่าวต่อว่า “ในยุคสมัยนี้ โชคดีที่ไม่ได้เป็น ถ้าเป็นก็น่าจะเกิดความอัปยศอดสู อะไรอีกเยอะเลย ดีแล้วที่ไม่ได้เป็น ท่านพูดถูกแล้ว ขอบคุณมากเลย” 

อนุทิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

อนุทิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

อนุทิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“อนุทิน”ชู”ภูมิใจไทย”อนุรักษ์สิ่งดีของประเทศ ลั่นขอคะแนนทุกฝ่าย หลัง”ธนาธร”ชี้หลังเลือกตั้งเหลือแค่ส้ม-น้ำเงิน แนะทุกฝ่ายพูดแต่นโยบายตัวเอง อย่าด้อยค่าพรรคอื่น ปกปิดความผิดพลาด

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ที่ระบุว่าหลังเลือกตั้งจะเหลือขั้วการเมืองแค่สองขั้ว คือ ขั้วสีส้ม และขั้วสีน้ำเงิน ดังนั้น ควรเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้คะแนนไม่แตก โดยระบุว่า อย่างที่ตนเคยพูด ไม่สามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของคนอื่นได้ ตนทำงานตามบทบาทของตน โดยตนไม่เคยพูดถึงคนอื่น และไม่มีความวิตกกังวลต่อนโยบายของพรรคการเมืองอื่น เราแข่งกันทำนโยบายที่ดีเพื่อพี่น้องประชาชน ฉะนั้น คนที่มีความมั่นใจจะไม่ด้อยค่าคนอื่น คนที่ปราศรัยก็ควรพูดแต่เรื่องของตนเอง แต่ส่วนใหญ่มักจะพาดพิงพรรคอื่นๆ ซึ่งตนคิดว่าไม่เป็นประโยชน์อะไรกับพี่น้องประชาชน แต่เป็นการปกปิดความผิดพลาดหรือข้อด้อยของตัวเอง

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ตนคงเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการอยู่แค่นั้น ซึ่งการทำงานของตน หากตัดสินใจแล้วก็จะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก การอนุรักษ์ก็เป็นสิ่งที่ดีๆ ของประเทศอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงก็ไม่เคยลังเล รีบตัดสินใจ

เมื่อถามว่า กลุ่มที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ควรเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพื่อป้องกันเสียงแตก นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยขอคะแนนจากทุกฝ่าย และมั่นใจว่าประชาชนมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอผลงานต่างๆ แม้จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในระยะเวลาสั้นๆ