ล่อเขมรลงหลุม! สีหศักดิ์บนเวทียูเอ็น เน้นตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง จนชนะใจนานาชาติ

ล่อเขมรลงหลุม! สีหศักดิ์บนเวทียูเอ็น เน้นตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง จนชนะใจนานาชาติ

ล่อเขมรลงหลุม! สีหศักดิ์บนเวทียูเอ็น เน้นตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง จนชนะใจนานาชาติ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.38 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยว่า เป็นยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก ที่วางเกมให้กัมพูชาเคลื่อนไหวก่อน ก่อนตอบโต้ด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง การดำเนินการของฝ่ายไทยมีลักษณะคล้ายการเปิดพื้นที่ให้คู่กรณีแสดงข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง จนผู้กล่าวหาสะดุดขาตัวเอง เพราะพูดเรื่องเดิมซ้ำซาก แถมเป็นการบิดเบือนข้อมูล ก่อนที่ไทยจะชี้แจงและหักล้างด้วยเอกสาร หลักฐาน และข้อเท็จจริง ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกอยู่ในฐานะประเทศที่ยึดกติกาสากลและแนวทางสันติ

“หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยจึงดูเหมือนปล่อยให้กัมพูชานำประเด็นก่อนอยู่เสมอ แต่ในทางการทูต นี่คือการเปิดให้คู่กรณีแสดงเต็มที่ เมื่อข้อมูลไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ความน่าเชื่อถือก็จะลดลงเอง เตรียมการทูตระหว่างประเทศ ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ไม่ได้ขึ้นกับจำนวนครั้งในการสื่อสาร แต่ขึ้นอยู่กับความหนักแน่นของข้อมูลข่าวสารด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวต่อว่า บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนการทูตร่วมสมัย ที่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง โดยฝ่ายไทยนำเสนอทั้งเอกสาร แผนที่ หลักฐานภาพ และข้อมูลเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหา พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวด้วยว่า การโต้ตอบอย่างเป็นระบบและสุขุม ช่วยให้คณะทูตและผู้แทนประเทศต่างๆ มองไทยในฐานะคู่เจรจาที่เชื่อถือได้มากขึ้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนอาจทำให้ฝ่ายผู้กล่าวหาสูญเสียความน่าเชื่อถือในระยะยาว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการทูตยุคใหม่ ไม่ใช่การแข่งขันด้วยถ้อยคำ แต่เป็นการแข่งขันด้วยข้อเท็จจริง และการสื่อสารต่อประชาคมโลกอย่างมีหลักฐานรองรับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจในเวทีระหว่างประเทศ

นันทิวัฒน์ ฟาดเดือด! ซัดกัมพูชาพูดเรื่อยเจื้อย ย้ำไทยไม่เคยคิดรุกรานใคร

นันทิวัฒน์ ฟาดเดือด! ซัดกัมพูชาพูดเรื่อยเจื้อย ย้ำไทยไม่เคยคิดรุกรานใคร

นันทิวัฒน์ ฟาดเดือด! ซัดกัมพูชาพูดเรื่อยเจื้อย ย้ำไทยไม่เคยคิดรุกรานใคร

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.20 น.

25 กุมภาพันธ์ 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า น่ารำคาญ

คุณปลักพูดไปเรื่อยเจื้อย
ไทยไม่เคยคิดที่จะรุกรานชาติอื่น
ไทยมีแต่เสียดินแดนให้ต่างชาติ
คนไทยมีความเมตตา​ ใจดีมากไป
จึงถูกเพื่อนบ้านเอารัดเอาเปรียบ
หากไม่มากจนเกินไปไทยก็สู้อดทน
แต่ความอดทนต้องมีขอบเขตจำกัด
ไม่งั้นไทยจะกลายเป็นหมูให้ถูกเอาเปรียบ

ไทยถอยจนไม่รู้จะถอยไปไหนอีกแล้ว

เราไม่ได้ยึดครองดินแดนของกัมพูชา
ไทยวางกำลังบนดินแดนของไทย
ตามแผนที่​ 1:50,000
และตามสนธิสัญญาสยาม/ฝรั่งเศส
เป็นไปตามความตกลงหยุดยิงธันวา​ 68

เราเพียงทวงดินแดนของเราคืน
ดินแดนไทยที่ถูกคนชาติอื่นยึดครอง

อยากคืนดีกับไทย​ หัดพูดภาษาดอกไม้

เต้ โพสต์ภาพปริศนา วัน อยู่บำรุง โผล่ กดไลก์

เต้ โพสต์ภาพปริศนา วัน อยู่บำรุง โผล่ กดไลก์

เต้ โพสต์ภาพปริศนา วัน อยู่บำรุง โผล่ กดไลก์

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.10 น.

หลังจากที่วานนี้ (24 ก.พ. 2569) พรรคทางเลือกใหม่ ได้ออกประกาศคำสั่งพรรค ฉบับที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่อง ระงับการปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการพรรค โดยมีสาระสำคัญคือการสั่งพักงาน นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จากตำแหน่งเลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่เป็นการชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ทันที ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะออกเปิดใจผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวจนกลายเป็นกระแสไปในวันเดียวกัน

ล่าสุดวันนี้ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เต้ มงคลกิตติ์ หรือ นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์ภาพกราฟฟิกพร้อมแคปชั่นว่า “พบกันเร็วๆนี้” ซึ่งภายในภาพกราฟฟิกมีข้อความตัวอักษรว่า “กลุ่มกรุงเทพบินได้ โดย สส.เด้ พระราม 7”

เต้ มงคลกิตติ์

หลังจากที่โพสต์ของ เต้ มงคลกิตติ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นานนัก อีกทั้งยังมีนักการเมืองชื่อดังอย่าง วัน อยู่ยำรุง เข้าไปกดไลก์กับโพสต์ของเจ้าตัวอีกด้วย กลายเป็นแรงสั่นกระเพื่อมกระแสในครั้งนี้เบา ๆ ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย  เช่น

“ตั้งพรรคใหม่เลยลูกพี่ ชื่อพรรคจักรวาลใหม่ หรือไม่ก็ชื่อพรรคไทยไปจักรวาล เลยครับ  ผมเชียร์เติ้น”

“ก้าวล้ำเปลี่ยนโลกใหม่ ไปกับพี่เต้ 55”

“แล้วนโยบายซื้อแมนยูจะซื้อไหมมั้ยครับตอบผมหน่อยครับ”

เริ่มจองกันตอนไหนคับ”

“ผู้​มีแนวคิดที่นำสมัย”

“วันนี้มีมาไหมครับ 4โมง”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

กกต.ประกาศรับรอง สส.เขต 396 คน เตรียมรับเอกสาร เข้ารายงานตัว 26 ก.พ.

กกต.ประกาศรับรอง สส.เขต 396 คน เตรียมรับเอกสาร เข้ารายงานตัว 26 ก.พ.

กกต.ประกาศรับรอง สส.เขต 396 คน เตรียมรับเอกสาร เข้ารายงานตัว 26 ก.พ.

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.01 น.

กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 396 เขตเลือกตั้งแล้ว ยันหลังประกาศหากพบหลักฐานอันควรเชื่อได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต พร้อมส่งศาลฎีกาฟันเพิกถอนสิทธิ์

25 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประชุมพิจารณา ตามมาตรา 127 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2561 ที่บัญญัติว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ได้ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อย กว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้น และประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง และได้มีมติประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 396 คน

โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.ตามประกาศดังกล่าว รับหนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้ง เป็น สส.ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 – 16.30 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 2 – 6 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ในกรณีที่ผู้สมัครไม่สามารถมารับหนังสือรับรองได้ด้วยตัวเอง ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ มาในวันดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัคร หรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น

สำหรับการประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ที่ยังไม่ประกาศ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

ส่วน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง จำนวน 4 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ สส.จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 , สส.จังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 , สส.จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 และ สส.จังหวัดจันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินการนับคะแนนใหม่ตามมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือ ยูเนสโก สอบกัมพูชา ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือ ยูเนสโก สอบกัมพูชา ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือ ยูเนสโก สอบกัมพูชา ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงาน ใส่ชุดคล้ายชุดไทย

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.49 น.

“พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือ UNESCO  ค้านกัมพูชา  จี้ตรวจสอบ หวั่น ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทับซ้อนไทย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 ก.พ.นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรครักชาติ นำทีมพรรครักชาติ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO และผู้แทนรัฐสมาชิก เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน รวมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามนำเสนอวัฒนธรรมที่มีรากฐานชัดเจนจากประเทศไทย เพื่อให้เป็นของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นการยื่น 2 ภาษา ประกอบด้วยภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาทางการของ UNESCO 

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวถึงจุดประสงค์ของการมายื่นหนังสือว่า ที่ผ่านมาประเทศกัมพูชา มีการเคลมและแอบอ้าง ไม่ว่าจะเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม รวมทั้งการแต่งกาย ที่มีความคล้ายคลึงต่อชาติของบ้านเรา จึงอยากเรียกร้อง ไปยังองค์กร UNESCO ให้มีการตรวจสอบอย่างรัดกุมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศเรา เกิดความสับสนในเวทีระดับนานาชาติ

“เราขอเรียกร้องให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ว่ามีการทับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ที่มีความคล้ายคลึงกันหรือไม่ ซึ่งเรื่องของมรดกทางชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนในอดีตเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้  ดังนั้นเราจะไม่ทนต่อพฤติกรรมละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมของกัมพูชาอีกต่อไป และพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษา สมบัติชาติให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป” นายฐิติพัฒณ์ กล่าว

ด้านนายชัยพร จิรวินิจนันท์ (อ็อม) โฆษกพรรค ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส ระบุว่า “Nous respectons nos amis, mais l’histoire de la Thaïlande doit être claire et fondée sur des preuves.” (พวกเราเคารพเพื่อนบ้านของเรานะครับ แต่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต้องมีความชัดเจนและตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานครับ) “On espère que la communauté internationale comprend qu’il s’agit d’équité et de protéger l’identité de nos citoyens.” (เราหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศจะเข้าใจ ว่านี่คือเรื่องของความยุติธรรมและการปกป้องอัตลักษณ์ของประชาชนชาวไทยครับ)

ขณะที่นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เลขาธิการพรรค ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ปิดท้าย ระบุว่า กัมพูชาได้พยายามกล่าวอ้างในหลาย ๆ สิ่งที่เป็นของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของเรา เทศกาลต่าง ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า ไปจนถึง เรื่องเล่าพื้นบ้าน และดนตรี”” We cannot stand on the defensive side anymore, but we have to play offensive.”(เราไม่สามารถยืนอยู่ในฝั่งตั้งรับได้อีกต่อไปแล้ว แต่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุก)”That’s why we’re trying to ask UNESCO to help us out in this matter.”(นั่นคือสาเหตุที่พวกเราพยายามขอให้ UNESCO ช่วยเหลือเราในเรื่องนี้ครับ) นายฐิติพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ ใจความสำคัญของหนังสือระบุว่า ตามที่กัมพูชาเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงานดั้งเดิม ซึ่งมีการใช้เครื่องแต่งกายและงานประณีตศิลป์ที่มีลักษณะซ้อนทับกับวัฒนธรรมไทยนั้น ทางพรรครักชาติเห็นว่าอาจสร้างความสับสนต่อชาวโลกในเรื่อง “ที่มาทางประวัติศาสตร์” และ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้จดทะเบียนเป็นมรดกชาติไว้แล้วนั้น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงงานฝีมือและการสืบทอดที่ชัดเจน พรรครักชาติจึงมองว่าการปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียน โดยขาดการระบุบริบทที่ถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรมของไทย ดังนั้น พรรครักชาติ จึงขอเรียกร้องให้  UNESCO  ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการเคลมวัฒนธรรมของกัมพูชา และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประเทศไทย  พรรครักชาติได้เสนอ ให้ดำเนินการ 3 มาตรการ ดังนี้ 

1.ยกระดับการตรวจสอบทางวิชาการ : ขอให้ UNESCO ใช้กลไกตรวจสอบหลักฐานประวัติศาสตร์อย่างเข้มงวด ในกรณีที่วัฒนธรรมมีความคาบเกี่ยวกันระหว่างพรมแดน

2.เปิดการเจรจาระหว่างประเทศ : สนับสนุนให้เกิดการพูดคุยอย่างเปิดเผยระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อให้การนำเสนอวัฒนธรรมสะท้อนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน

3.ชูอัตลักษณ์ที่แตกต่าง : ขอให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับความแตกต่างของอัตลักษณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เหมาเข่งรวมเป็นวัฒนธรรมเดียวกันจนทำลายรากเหง้าดั้งเดิมของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ทั้งนี้ศิลปิน นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมของไทย พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการหารือเหล่านี้ มรดกของประเทศไทยสะท้อนถึงฝีมือช่าง สัญลักษณ์ และความต่อเนื่องที่สืบทอดมานานหลายศตวรรษ และเรามุ่งมั่นที่จะแบ่งปันสิ่งนี้ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ  มรดกทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่บรรจุไว้ซึ่งความทรงจำ อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรี ดังนั้นเราจึงขอความเข้าใจจากประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้แน่ใจว่า ประเพณีทางวัฒนธรรมของประเทศไทยจะได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

จับตา ธรรมนัส แจงทิศทางพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

จับตา ธรรมนัส แจงทิศทางพรรคกล้าธรรม  เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

จับตา ธรรมนัส แจงทิศทางพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

จับตา “ธรรมนัส” แจงความชัดเจนทิศทางกล้าธรรม หลังสะพัดชวดร่วม รัฐบาล

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรานงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเช้าวันนี้ค่อนข้างคึกคัก ไปด้วยกองทัพสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก ที่ได้เดินทางมารอสัมภาษณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถึงทิศทางของพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2  หลังกลับมาจากไปท่องเที่ยวแสงเหนือ 

โดย ล่าสุด เมื่อเวลา 12.50 น. ที่กระทรวงเกษตรฯ ผู้สื่อข่าวยังคงรอ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เดินทางกลับประเทศไทย หลังจากลาหยุดพักผ่อนเที่ยวชมแสงเหนือ ที่ประเทศฟินแลนด์ พร้อมครอบครัว  และคาดว่าวันนี้จะเดินทางเข้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปฏิบัติราชการตามปกติในวันนี้  

ทำให้กองทัพสื่อมวลชน เดินทางมาปักหลักเพื่อรอสัมภาษณ์ ร้อยเอกธรรมนัสถึงทิศทางและจุดยืนของพรรคกล้าธรรม หลังจากที่เมื่อวานนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้เกือบ 100% แล้ว และมีกระแสข่าวไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลไฟจราจร แดง เขียว ส้ม แข่งกับพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ล่าสุดเจ้าที่ได้เตรียม  เครื่องสักการระสิ่งสักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯเพื่อ การเดินทางมาที่กระทรวงเกษตรฯของร้อยเอกธรรมนัส  โดยมีผู้สื่อข่าวยังคงรอปักหลักทำข่าวความชัดเจนของพรรคกล้าธรรม อย่างเนื่องต่อไป 

สื่อเฝ้าลุ้น กกต.ปล่อยผี สส.แบ่งเขตล็อตแรก

สื่อเฝ้าลุ้น กกต.ปล่อยผี สส.แบ่งเขตล็อตแรก

สื่อเฝ้าลุ้น กกต.ปล่อยผี สส.แบ่งเขตล็อตแรก

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.10 น.

สื่อฯ เฝ้ารอผลที่ประชุม กกต.ประกาศรับรอง สส.ก่อน ล็อตแรกวันนี้  พบเจ้าหน้าที่เตรียมสถานที่รับใบรับรอง สส.แล้ว พร้อมให้หนังสือรับรองพรุ่งนี้ทันที  

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.) ช่วงเช้าวันนี้ มีสื่อมวลชนจำนวนมากมารอผลการประชุม กกต. ที่จะมีการประชุมเพื่อพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง สส. โดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์  ประธาน กกต.นัดประชุมในเวลา 10.00 น.  เพื่อพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95  หรือไม่น้อยกว่า 380  เขต จาก 400 เขต ประ กอบกับสำนักงานฯได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในการรับใบรับรอง สส. แล้ว  ที่ห้องประชุม 201 ที่จะสามารถเปิดใช้เป็นห้องรับใบรับรองได้ในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.)   

ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนจะนำเสนอรายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนให้ที่ประชุมพิจารณาควบคู่ด้วย เพื่อให้พิจารณาว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตได้จำนวนเท่าใด  จากทั้งหมด 400 เขตเลือกตั้ง  โดยจะยังคงเหลือในส่วนของบางเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ  100 คน ที่ กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ ซึ่ง กกต.ให้นโยบายกับทางสำนัก งานว่าให้ดำเนินการในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 1 มี.ค. และคาดว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้ง  สส. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ในต้นเดือนมีนาคม

อนุทิน แจง คลังแสงระเบิด เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม

อนุทิน แจง คลังแสงระเบิด เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม

อนุทิน แจง คลังแสงระเบิด เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่วินาศกรรม

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.58 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ นโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ 

จากนั้นเวลา 12.00 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดเหตุอัคคีภัยภายในคลังกระสุนของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน จ.สุรินทร์ ว่า ได้รับรายงานว่าสาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุทางเทคนิคไม่ใช่วินาศกรรม เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการเก็บรักษายุทธภัณฑ์ก็ต้องเพิ่มมาตรการดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับเหตุชายแดนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่มีการเชื่อมโยง ส่วนที่มีการเตรียมการ ให้อพยพประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ก็เพื่อความปลอดภัยเนื่องจากในคลังแสงอาจจะมีอะไรที่ไวต่อการประทุจึงให้ประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเป็นไปตามแผนเผชิญเหตุที่ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเตรียมการไว้อยู่แล้ว และยืนยันขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีเรียกฝ่ายความมั่นคงขึ้นไปหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อ24 ก.พ. นายอนุทินกล่าวว่าตนไม่ได้พบกับผู้บัญชาการทหารบก มาระยะหนึ่งแล้ว วันที่ 24 ก.พ. ท่านมาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับงานพระราชพิธีจึงเชิญมาหารืออัปเดตสถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และตนยังได้เชิญเสนาธิการทหารบก มาร่วมพูดคุยด้วยเพราะเราทำงานร่วมกัน พยายามที่จะทำงานให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุดเพื่อป้องกันเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดนจากการพูดคุยก็ได้รับการยืนยันจากครั้งผู้บัญชาการทหารบก ว่ากองทัพยังมีความพร้อมในการดูแล พื้นแผ่นดินไทยและอธิปไตยซึ่งตนก็ยืนยันไปว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของกองทัพอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าการพูดคุยที่เกิดขึ้นได้มีการพูดคุยถึงผู้ที่จะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าวเพียงแต่ยิ้มแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ 

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

‘พปชร.-โอกาสใหม่’ ขน 6 เสียง หนุน ‘อนุทิน’ เปิดตัว 26 ก.พ.นี้ ยอดทะลุ 292 แล้ว

‘พปชร.-โอกาสใหม่’ ขน 6 เสียง หนุน ‘อนุทิน’  เปิดตัว 26 ก.พ.นี้  ยอดทะลุ 292 แล้ว

‘พปชร.-โอกาสใหม่’ ขน 6 เสียง หนุน ‘อนุทิน’ เปิดตัว 26 ก.พ.นี้ ยอดทะลุ 292 แล้ว

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.56 น.

เฟิร์ม! ’พปชร.-โอกาสใหม่‘ ขนว่าที่สส.หนุน ’อนุทิน-ภูมิใจไทย‘ เปิดตัวพรุ่งนี้ ยอดเสียงทะลุ 292 แล้ว

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (26ก.พ.) เวลา 11.00 น. พรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองที่จะแสดงเจตนารมย์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ มีว่าที่สส.จำนวน 5 เสียง นำโดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่  จำนวน 1 เสียง ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง พรรคพรรคเพื่อไทย 75 เสียง พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

นิติศาสตร์สายสปอร์ตไลท์ กับสูตรพิสดารโหวตนายกฯไปยุบสภา!

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.16 น.

ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งที่ผ่านมา ชื่อของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ปรากฏผ่านสื่อไทยแทบทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวเช้า วงสนทนาบ่าย หรือแขกรับเชิญพิเศษช่วงค่ำ ข้ามมาสื่อออนไลน์ ที่คลิปคำให้สัมภาษณ์ถูกตัดเผยแพร่จนกลายเป็นเนื้อหารายวัน

ตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์” ดังกล่าว เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสดๆ ร้อนๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง ซึ่งนับเป็นการขยับสถานะทางวิชาการให้สูงขึ้น ในฐานะอาจารย์ประจำสาขากฎหมายมหาชน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายจากเยอรมนี และเติบโตมาในสายวิชาการที่เน้นหลักการ นิติรัฐ และความชอบธรรมของอำนาจรัฐมาโดยตลอด

แต่ภาพที่สาธารณะเห็นบ่อยครั้งกลับเป็นภาพนักกฎหมายภายใต้แสงไฟสตูดิโอ ความถี่ของการปรากฏตัวทำให้คำว่า “นิติศาสตร์” ถูกผูกติดกับบรรยากาศสปอร์ตไลท์อย่างแยกไม่ออก

การออกสื่อไม่ใช่ความผิด แต่เมื่อบทบาทวิชาการที่ขยับสูงขึ้น ถูกดึงเข้าสู่เวทีการเมืองรายวัน น้ำหนักของคำอธิบาย กฎหมายมหาชน ที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานกลาง จึงถูกลดทอนลงเหลือเพียงความเห็นประกอบรายการข่าว จนเส้นแบ่งระหว่างหลักวิชาการกับการร่วมประเมินเกมอำนาจ เริ่มพร่าเลือนชัดเจน

ด้วยฐานะอาจารย์กฎหมายมหาชน ความคาดหวังจากสังคมย่อมสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อประเด็นที่พูดเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง

กรณีบาร์โค้ดและ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง กลายเป็นประเด็นหลักที่ปริญญาหยิบยกมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการโพสต์รายวันและการออกรายการสื่อแทบทุกสำนัก เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “มีปัญหา” ในเชิงเทคนิคและข้อกฎหมาย

แม้กระบวนการตรวจสอบจะยังดำเนินอยู่ในขั้นของผู้ตรวจการแผ่นดิน และยังไม่มีคำวินิจฉัยใดๆ จากศาลรัฐธรรมนูญ แต่การย้ำถึงข้อบกพร่องเดิมด้วยน้ำหนักที่มั่นใจผ่านหน้าจอทุกวัน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ไปแล้ว

เมื่อภาพของนักกฎหมายมุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำปัญหาที่ยังไม่มีข้อยุติทางคดี เพื่อนำมาเป็นฐานรองรับทัศนะทางการเมืองส่วนตัว ภาพลักษณ์ทางวิชาการจึงถูกนำไปชั่งน้ำหนักควบคู่กับบทบาทนักวิเคราะห์การเมืองทันที

คำพูดที่ถูกแชร์ว่อนโซเชียล คือช่วงหนึ่งที่ปริญญาไปออกรายการโทรทัศน์ และใช้วิธีโยน “ฉากทัศน์สมมติ” เพื่อตั้งคำถามไปถึงอำนาจต่อรองของพรรคการเมืองว่า

“…ตอนโหวตจะมี 2 ชอยซ์ อนุทินกับณัฐพงศ์ สมมติถ้าพรรคกล้าธรรมจับมือกับเพื่อไทย พลิกกลับมาโหวตให้พรรคประชาชนเป็นนายกฯ กล้าธรรมจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล แล้วคุณณัฐพงศ์บอก เราจะยุบสภา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามาก อำนาจการต่อรองของภูมิใจไทยก็จะหายไป ไม่ได้บอกว่าจะเกิดนะ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…”

การลำดับขั้นตอนตั้งแต่การโหวต การจัดตั้งรัฐบาล ไปจนถึงการยุบสภา ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบการสมมติฐานที่ดูเป็นระบบราวกับเป็นอีกเส้นทางหนึ่งของเกมอำนาจ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการฉายภาพเหตุการณ์จำลอง แต่น้ำหนักของมันที่มาจากปากอาจารย์กฎหมายมหาชน ย่อมส่งผลกระทบมากกว่าความเห็นทั่วไปในวงสนทนาทางการเมือง

การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้จบแค่การลงมติในสภา แต่ต้องผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการเลือกประธานสภาฯ ลงมติเห็นชอบ นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

การหยิบยกความเป็นไปได้ลักษณะ “โหวตแล้วไปยุบ” คือการทำให้กระบวนการอันศักดิ์สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญดูเป็นเพียงเทคนิคทางการเมือง ทั้งที่ในทางกฎหมายมหาชน การยุบสภาคือเครื่องมือสุดท้ายในการแก้ทางตัน ไม่ใช่แผนการล่วงหน้าเพื่อ “ล้างกระดาน” เพียงเพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งมีปัญหา

การนำเสนอเช่นนี้ยังเป็นการลดทอนความหมายของเสียงประชาชน ให้เป็นเพียงส่วนประกอบของเกมที่ถูกเซ็ตไว้ผ่านหน้าสื่อ ย่อมทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเจตจำนงที่เพิ่งลงคะแนนไปถูกลดทอนความสำคัญลง

ก่อนหน้านี้ “ปริญญา” เคยอธิบายไว้หลายครั้งว่า “พรรคอันดับหนึ่งควรได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” เพราะเป็นเสียงข้างมากจากประชาชน หลักการดังกล่าวถูกเสนอในฐานะมาตรฐานประชาธิปไตยที่ต้องเคารพ

แต่ทันทีที่ผลเลือกตั้งออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยได้อันดับหนึ่ง ปริญญากลับหยิบยก ฉากทัศน์สมมติ เรื่องการโหวตไขว้เพื่อนำไปสู่การยุบสภาขึ้นมาสื่อสาร 

ในความเป็นจริง แม้แต่พรรคประชาชนเองก็ยังยืนหยัดในหลักการ จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งและพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อเคารพกติกามารยาท แต่นักกฎหมายมหาชนกลับหยิบเรื่องนี้มาเป็นจุดสนใจ ทั้งที่ความจริงไม่ควรมีพื้นที่ให้จินตนาการถึงสูตรที่ขัดกับสปิริตเช่นนี้ หากยังยึดมั่นในบรรทัดฐานเดิมที่เจ้าตัวย้ำผ่านสื่อมาตลอด

ความสมบูรณ์ของการเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง ประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกพรรคอันดับหนึ่ง หรือเลือกพรรคอื่นๆ เขาก็ย่อมมองว่าเสียงของเขาต้องได้รับการเคารพ ไม่ใช่ถูกด้อยค่าลงเพียงเพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความต้องการของใครบางคน

สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่เมื่อใช้พื้นที่สาธารณะสื่อสารอย่างเข้มข้นแทบทุกวัน ทุกคำพูดจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
บทบาทอาจารย์กฎหมายกับบทบาทนักวิเคราะห์การเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากหลักการยังคงเส้นคงวาและไม่เอนเอียงตามอารมณ์ทางการเมือง 

ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้อาจารย์กฎหมายเงียบเสียง แต่คาดหวังให้มาตรฐานเดียวกันถูกนำมาใช้กับทุกฝ่ายและทุกผลการเลือกตั้ง

ในวันที่หลักการยังมั่นคง ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายย่อมเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อหลักการเริ่มขยับตามธงทางการเมือง ภาพของ ‘นิติศาสตร์ใต้สปอร์ตไลท์’ ย่อมชัดเจนกว่าภาพของหลักกฎหมายที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานทันที.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์