นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

“อนุทิน” รับคะแนนโพลหายต้องเร่งแก้ รับสื่อสารไม่ดี ขู่รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุดครม.ได้ สั่งรมต.กินลาบนักข่าวสร้างความคุ้นเคย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพล คะแนนของตัวนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยลดลง ว่า โพลเหมือนกระจกส่องตัวเอง วันนี้ต้องขอบคุณผู้ทำโพลและคนที่แสดงความคิดเห็นเราก็ต้องฟัง เราเคยป๊อปปูลาร์แล้วคะแนนมันน้อยลงแสดงว่าต้องมีปัญหาตรงไหนเราก็ต้องแก้ไขตรงนั้น เพราะตนสนใจโพลมาตลอด เพราะตนก็มาจากโพล 2% ตอนนี้โชคดีเหลือ 21% ก็อย่าให้ลงกลับไปที่ 2% ต้องเร่งทำให้กลับไปที่เดิม ซึ่งผลโพลที่ออกมาไม่ได้บอกว่าต้องไปแข่งกับใครเอาเป็นว่าจาก 26% แล้วลงมา 21% หายไป 5%  ก็ต้องไปแก้ไข เมื่อถามว่า 5% ที่หายไปคิดว่าเป็นจุดใด นายอนุทิน กล่าวว่า คงหลายเรื่อง บางทีเราสื่อสารไม่ชัดเจน ไม่เต็มที่คิดว่าประชาชนไม่ถือสาหาความ ก็อาจไม่ได้เน้นตรงนั้น ส่วนที่ดีดันไม่สื่อสาร วันนี้ก็คอมเพลนไปหลายคน เพราะวันนี้จีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติก็เพิ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้นมาอยู่เหนือ 1,600 จุด เรื่องการจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศก็สูงขึ้น การเข้าสู่ OECD หลายประเทศก็ยืนยันสนับสนุนจากแทบทุกประเทศที่ได้พบ ทุกคนต่างเชื่อมั่นประเทศไทยว่ามีอนาคตที่สดใสมีโอกาสที่ดีเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคและในโลกนี้ เพราะฉนั้นตอนนี้เรื่องที่เป็นภาระเรื่องที่ดึงให้เราถอยหลังก็พยายามสลัดมันให้ออกโดยกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้และไปเน้นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าจะปรับกลยุทธ์สื่อสารกับประชาชนอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ต้องถือว่ายังสื่อสารไม่ดี ก็ต้องยอมรับ ต้องพยายาม ซึ่งวันนี้ตนก็เชิญรัฐมนตรีมาประชุมแทบทุกคน ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯลืมก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมานั่งคุยกันแต่คณะรัฐมนตรีชุดนี้เพิ่งทำงานมา 2 เดือน การตัดสินใจหรือทำอะไรขึ้นมาเราต้องอธิบายเขาให้ได้ครบ สมมุติตนจะปรับคณะรัฐมนตรี จะให้ใครออกใครเข้า ไม่ใช่ผลัดกันเป็น ไม่ใช่สมบัติผลัดกันชม ตนต้องอธิบายเขาได้ว่าทำไมถึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป

เมื่อถามว่าได้เตือนรัฐมนตรีกระทรวงที่โลกลืมไปแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เริ่มเตือนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ก็จะเตือนอีกเพราะวันนี้มีเรื่องของโพลเข้ามา เดี๋ยวก็ต้องมีคนบอกว่าเรื่องโพลก็มักจะออกมาเช่นนี้ แต่ตนสนใจทุกโพลแม้เป็นโพลตามตำบนก็สนใจเพราะถ้าเขาไม่สนใจไม่ติดตามเราเขาก็จะให้คะแนนเราไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ตนต้องไปพูด เพราะการสื่อสารของตนไม่ใช่แค่กับประชาชนแต่ต้องสื่อสารกับทีมของตนว่ามันชักจะไม่ใช่ มันเป็นแบบนี้ตนก็ต้องบอก ขณะที่พรรคร่วมหัวหน้าพรรคร่วมก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของเรา อย่างภูมิใจไทยมีรัฐมนตรี 27 คนถ้าคนหนึ่งหมั่นสื่อสารก็ได้ 27 ข่าวแล้ว บางทีทำไมรัฐมนตรีไม่มีข่าวสื่อสารออกไปแต่มาสื่อสารกับตนอย่างเดียว ทุกคนทำงานหมดแต่ไม่สื่อสารออกไปเราก็ต้องให้เขาปรับปรุงตัวตรงนี้

เมื่อถามว่าจะใช้เวลาประเมินคณะรัฐมนตรีชุดนี้เท่าไหร่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่นานหรอกครับ ก็มีหลักปฏิบัติอยู่ทั่วไปเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น อย่างที่ตนเรียนตั้งใจทำงานแต่ทำงานแล้วไม่ขยายความไม่สื่อสารผมยืนยันว่ารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยทุกคนไม่มีใครอยู่เฉยอย่างแน่นอนแต่ต้องสื่อสารด้วย ต้องเป็นหลวงรอบรู้ไม่ใช่ว่าทำงานเก่งแต่ไม่พูดไม่จาไม่สื่อสารทำคนเดียวอย่างนี้ก็ไม่ได้” 

เมื่อถามว่านายอนุทินรู้สึกเหมือนพูดอยู่คนเดียวในทุกๆเรื่องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผู้สื่อข่าวก็ไปถามรัฐมนตรีคนอื่นบางมัวถามแต่ผม ผมก็เกรงใจพวกเราเหมือนพี่น้องกัน บางทีผมเดินหนีผู้สื่อข่าวไม่บอก ขึ้นรถไปตนก็นั่งปาดน้ำตาว่าวันนี้เราไม่ค่อยไนท์กับน้องๆเลยก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องดูว่างานอะไรหากเป็นเศรษฐกิจก็ถามรมว.คลัง รมว.พาณิชย์ อย่างที่บอกพวกนั้นก็ไม่เคยไปกินลาบกับผู้สื่อข่าวมีแต่ผมไปกิน เดี๋ยวต้องให้เขาสร้างความคุ้นเคย” 

เมื่อถามว่าในส่วนของประธานคณะกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทย ตอนนี้ก็เหมือนทำงานกันคึกคักขึ้น จะมีโอกาสที่คนเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าพรรคการเมืองยิ่งใหญ่ก็ต้องยิ่งให้สมาชิก ได้แสดงฝีมือและผลงาน

เมื่อถามว่ายึดหลักอะไรหากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ผลงานความสามารถความทุ่มเท เมื่อถามย้ำว่ามีรัฐมนตรีที่เข้าข่ายต้องถูกเตือนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะให้ตนพูดตรงนี้ได้อย่างไร ตนเตือนก็เข้าของเย็นของตน 

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

‘ผอ.JIC’ โต้เขมร ย้ำไทยไม่เกี่ยวเหตุระเบิด ชี้ข้อมูลไร้หลักฐาน อาจบิดเบือนสถานการณ์ชายแดน ย้ำไทยยึด GBC ไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จบิดเบือนแน่นอน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาที่อ้างว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณช่องกร่าง จังหวัดสุรินทร์ โดยยืนยันว่า “ไทยไม่ได้ก่อเหตุ” และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า จากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนของหน่วยทหารไทยที่รับผิดชอบพื้นที่ ยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการขว้างระเบิดมือจากฝ่ายไทยเข้าสู่ที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด

โดยในช่วงเกิดเหตุ กำลังพลไทยจำนวน 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการสร้างเส้นทางในเขตพื้นที่ฝ่ายไทยตามปกติ โดยพบกำลังพลฝ่ายกัมพูชาเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ก่อนต่อมาจะได้ยินเสียงระเบิดดังจากฝั่งกัมพูชา และพบการเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่มีการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย

ฝ่ายไทยประเมินเบื้องต้นว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นภายในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และอาจเกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิดตกค้างในพื้นที่ รวมถึงความไม่คุ้นเคยของกำลังพลชุดใหม่ต่อสภาพภูมิประเทศและพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ ไทยเน้นย้ำว่าการวิเคราะห์เหตุการณ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสรุปหรือกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง

“ฝ่ายไทยยืนยันผลการตรวจสอบภายในหน่วยว่า ไม่มีการใช้อาวุธหรือขว้างระเบิดมือในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎการใช้กำลังและมาตรการป้องกันเหตุเผชิญหน้าอย่างเคร่งครัด” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารฯ กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่ออกมาไม่สอดคล้องกับข้อมูลในพื้นที่ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในระดับประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสงบตามแนวชายแดน

ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน โดยยึดหลักความโปร่งใสและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ไทยย้ำจุดยืนไม่กล่าวคาดการณ์ถึงเจตนาของฝ่ายใด แต่เรียกร้องให้ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่มีการพิสูจน์

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า ไม่สามารถนำข้อกล่าวหาที่ขาดหลักฐานมาสรุปว่าไทยละเมิดถ้อยแถลงร่วม GBC ได้ พร้อมยืนยันว่าไทยยังคงยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิง กฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

“ไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาใช้กลไกประสานงานและตรวจสอบร่วม แทนการเผยแพร่ข้อกล่าวหาผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์และความพยายามรักษาเสถียรภาพชายแดน ฝ่ายไทยยืนยันความเชื่อมั่นว่า การแก้ไขปัญหาควรดำเนินผ่านช่องทางทวิภาคี บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ป.ป.ช.ฟันอาญา -วินัย “อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย”จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินซื้อยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง  ซื้อสูงเกินจริง ทำรัฐเสียหาย กว่า 8 ล้านบาท

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายเธียรชัย  พุทธรังษี  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กับพวก กรณีทุจริตการจัดซื้อสารเคมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืช หรือโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ประจำปีงบประมาณ 2555 จัดซื้อในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

จากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดได้ประกาศให้ 9 ตำบลของอำเภอโพธิ์ชัย  จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ภัยพิบัติจากโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง  จึงได้ออกคำสั่งจัดสรรเงินทดรองราชการจำนวน 9,700,000 บาท และมอบหมายให้นายอำเภอโพธิ์ชัย มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  

ต่อมานายกันยา  คงพลปาน เกษตรอำเภอโพธิ์ชัย ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังและเสนอให้ซื้อสารเคมีพิริมิฟอส เมทิล ( Pirimihpos methyl ) โดยใช้ขนาด 1 ขวด 500  CC  ต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ในราคาขวดละ 1,450 บาท จำนวน 6,689 ขวด เป็นเงินทั้งสิ้น 9,699,050 บาท ซึ่งนายอำเภอโพธิ์ชัยอนุมัติตามที่เสนอทางที่การอนุมัติให้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอโพธิ์ชัย หรือ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย พิจารณา

แต่ปรากฏว่านายอำเภอได้สั่งการให้ปลัดอำเภอโพธิ์ชัยจัดทำบันทึกรายงานการประชุมว่าคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย มีมติเห็นชอบให้ใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ดจัดสรรให้และเห็นชอบจัดซื้อสารเคมีทั้งที่ไม่มีการประชุมจริง  นอกจากนั้น ไม่มีการสืบราคาจากท้องตลาดโดยเป็นราคาที่นายวัชเรน ทร์   ศิริมงคล  เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้กำหนด  และนายอำเภอโพธิ์ชัยได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และได้เรียกนางประไพ สุรเสน เสมียนตราอำเภอโพธิ์ชัยเข้าไปพบในห้องทำงานและแจ้งว่าจะมีคนนำเอกสารการเสนอราคาจะซื้อสารเคมีมามอบให้และให้เลือกผู้ขายตามเอกสารที่ได้รับมอบหมาย  

โดยในวันเดียวกันมีบุคคลนำเอกสารเสนอราคาของบริษัทเอกชน 3 ราย มามอบให้กับนางประไพ ซึ่งในเอกสารของบริษัทมินถาพร จำกัดปรากฏคำว่า “คู่สัญญา” ส่วนบริษัทเอกชนอีก 2 ราย ปรากฏคำว่า “ผู้ประกบ” ก่อนที่ในวันที่ 4 มกราคม 2555 จะมีการเสนอขอจัดซื้อสารเคมีจำนวน 6,689 ขวดขวดละ 1,450 บาท รวมเป็นเงิน  9,699,050 บาท และมีการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาและตรวจรับพัสดุตามรายชื่อที่นายอำเภอโพธิ์ชัย ได้คัดเลือก โดยคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่  แต่นางประไพ สุรเสน เป็นผู้ดำเนินการและเห็นว่าใบเสนอราคาของบริษัทที่ชนะการประกวดที่ระบุว่าเป็นคู่สัญญาเสนอราคาสูงกว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรร จึงได้โทรศัพท์ไปต่อรองราคา โดยบริษัทยินดีลดราคา จึงได้เสนอให้จัดซื้อสารเคมีจากบริษัทดังกล่าว และนายอำเภอโพธิ์ชัยก็ได้อนุมัติและลงนามในบันทึกข้อตกลงซื้อขาย

 โดยต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดร้อยเอ็ด  ได้เข้าตรวจสอบการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าวมีราคาสูงเกินกว่าความจำเป็นหรือไม่ โดยได้มีการติดต่อสอบถามไปยังบริษัทที่จัดจำหน่ายสารกำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค  ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวกันที่จัดซื้อจากบริษัทเอกชนดังกล่าว ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้แจ้งใบเสนอราคาฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์2556 ระบุว่ายากำจัดแมลงยี่ห้อ เดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส  เมทิล ขนาดบรรจุ 1 ลัง 12 ขวดๆละ 500 cc ราคาเงินสดหลังละ 2,520 บาท รวมค่าขนส่งเฉลี่ยขวดละ 210 บาท  อีกทั้งการสืบค้นในเว็บไซต์ขายสารเคมีแสดงข้อมูลรายการสารเคมียี่ห้อโพโดลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส  เมทิล 50%  EC ขนาด 1 กล่อง 12 ขวดๆละ 500 CC  ราคาขวดละ 220 บาท  จึงเห็นว่านายอำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อสารเคมีในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงถึงขวดละ 1,240 บาท   เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินประมาณ  8,294,360 บาท  อีกทั้งยังพบว่าบริษัทเอกชน 3 แห่ง ที่เสนอประกวดราคามีความเกี่ยวข้องกันเจ้าของเดียวกัน 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลนายเธียรชัย  พุทธรังษี  นายอำเภอโพธิ์ชัย และนางประไพ สุรเสน มีมูลความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  

ส่วนกรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชนมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบริษัทเคมีถาวร จำกัด รวมทั้งผู้บริหาร ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงให้ข้อกล่าวหาตกไป  

ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงให้ข้อกล่าวหาตกไป ขณะที่เจ้าหน้าที่บางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรงแต่ได้เกษียณอายุราชการและได้ลาออกจากราชการไปแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการ 

ส่วนในรายของนายวัชเรนทร์   ศิริมงคล  ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบเนื่องจากเสียชีวิต  โดยป.ป.ช.จะส่งสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญาและส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการเอาผิดทางวินัยต่อไป 

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ เชื่อมั่นไทยได้ประโยชน์จาก OECD เปิดโอกาสการค้าและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ พร้อมเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายมาร์ก กุดดิง  เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ 

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันด้วยบรรยากาศที่คุ้นเคย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันในหลายโอกาส สะท้อนถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญร่วมกัน นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ พร้อมชื่นชมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ด้านเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นพันธมิตรที่ดีมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายมีความก้าวหน้า

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเสด็จฯ เยือนประเทศไทยของ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15–18 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยรัฐบาลยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและดูแลการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างสมพระเกียรติ

ในส่วนของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวว่าการเข้าสู่ OECD ของไทยจะเปิดโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อไทยได้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการพัฒนาดิจิทัล ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ด้านการลดคาร์บอน (Decarburization) สาธารณสุข เป็นต้น

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีอวยพรให้นายมาร์ก กุดดิง ประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่ในฐานะอธิบดีฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO) และย้ำถึงการสานต่อมิตรภาพและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิดต่อไป

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ'รมช.' ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ในฐานะผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามในสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด แห่งหนึ่ง ผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29,800,000 บาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 28 กันยายน 2559 และสิ้นสุดลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 (ระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน)  จำนวน 11 งวดงาน ปรากฏว่า 

หลังจากทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างไม่ได้เข้าทำงานเลย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจึงได้มีหนังสือเร่งรัดดำเนินงาน รวม 4 ครั้ง ก่อนที่สัญญาจ้างจะครบกำหนด และหลังจากครบกำหนดสัญญาจ้าง ปรากฏว่าในวันที่ 12 มกราคม 2561 ผู้รับจ้างทำงานจ้างได้เพียงร้อยละ 25.79 ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลได้มีหนังสือแจ้งการปรับและเร่งรัดการก่อสร้างไปยังผู้รับจ้างมาโดยตลอด และนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้เห็นชอบให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และให้ผู้รับจ้างจัดทำแผนปฏิบัติงานใหม่มาโดยตลอด แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนทุกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือและมีความเห็นให้บอกเลิกจ้างมาโดยตลอด เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัด  ไม่เข้าดำเนินงานตามแผน และมีค่าปรับจำนวนมากเกินร้อยละ 213 คิดเป็นเงิน 58,106,100 บาท แต่นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ กลับสั่งการให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาจ้าง และมีหนังสือแจ้งค่าปรับและเร่งรัดการก่อสร้างพร้อมทั้งให้ผู้รับจ้างปรับแผนใหม่ แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนมาโดยตลอด เป็นระยะเวลา 6 ปีเศษ จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2567 ผู้รับจ้างได้มีหนังสือส่งมอบงาน และคณะกรรมการตรวจการจ้างจึงได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย

 ทั้งนี้ ปรากฏว่านายสมเกียรติ  เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นน้องชายของนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

การกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77 วรรคสาม

การกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด  และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกัมพูชากล่าวหาทหารไทยขว้างระเบิดเข้าใส่ จนทำให้กำลังพลกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด โดยมีความเป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีอยู่ในพื้นที่เอง

ทั้งนี้ ก่อนจะสรุปว่าเป็นการเหยียบกับระเบิด จะต้องพิจารณาว่ากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บเป็นหน่วยที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากกับระเบิดในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้

แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม มีกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ที่ชัดเจน มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด และมีกำลังพลที่มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยทุกหน่วยปฏิบัติตาม ข้อตกลงหยุดยิง ตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ที่ได้กำหนดไว้

ส่วนแนวทางการพูดคุยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์นั้น ตนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยเห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยทางทะเลไทย จ่อใช้ UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยทางทะเลไทย จ่อใช้ UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยทางทะเลไทย จ่อใช้ UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบชายฝั่งบ้านหาดเล็ก-อธิปไตยทางทะเลไทย ย้ำต้องใช้กลไก UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา เผยปัญหายืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2541 ส่วนกรณี ฮุน เซน สั่งห้ามรื้อถอน เจ้าตัวตอบสั้น ก็ไม่รู้

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ และลงพื้นที่ดูเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่เอกชนกัมพูชา ได้ก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเลว่า ต้องยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอน อยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ได้ก่อสร้างท่าเรือขึ้นมา เพื่อรองรับเรือท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศของกัมพูชา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยตนได้ลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาแล้ว ขณะนี้รอให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น 

เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องต้องใช้ช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS หรือไม่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะเขื่อนดังกล่าวอยู่นอกประเทศของเรา ซึ่งหลักเขตที่ 71 ก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่อยู่ห่างเพียงประมาณ 300 เมตร  

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่า เขื่อนดักตะกอนจะกระทบต่ออธิปไตยทางทะเลของไทยนั้น พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ก็ถูกอีก พร้อมย้ำว่า หากสถานการณ์ดีขึ้น เราต้องมาพูดคุยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร

ส่วนกรณีที่ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งไม่ให้มีการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนออก พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ก็ไม่รู้

กองทัพไทยเคาะแผนบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศ สกัดโดรน-อาชญากรรมข้ามชาติ

กองทัพไทยเคาะแผนบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศ  สกัดโดรน-อาชญากรรมข้ามชาติ

กองทัพไทยเคาะแผนบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศ สกัดโดรน-อาชญากรรมข้ามชาติ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

โฆษกกองทัพไทย แถลงผลการประชุม ผบ.เหล่าทัพ หารือแนวทางการป้องกันภัยทางอากาศร่วมกัน ย้ำ บูรณาการทั้งด้านการบัญชาการ การปฏิบัติ การเชื่อมโยงข้อมูล และการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้สอดคล้องกันมากขึ้นในอนาคต

6 ก.ค. ที่สํานักตํารวจแห่งชาติ พลตรี วิทัย  ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย นำแถลงผลการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ในวันนี้ โดยมี พลตรี วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบก นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ นาวาอากาศเอก วุฒิกร  สุวารี รองโฆษกกองทัพอากาศ และพลตำรวจโท ไตรรงค์  ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการประชุม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
 
โดย โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ระบุว่า ในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ผ่านมา แต่ละครั้งจะมีการกำหนดหัวข้อเกี่ยวกับการปฏิบัติการร่วมกันที่ต่อเนื่องกันเสมอ โดยครั้งแรก ในด้านไซเบอร์ ครั้งที่ 2 ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ครั้งที่ 3 ด้านระบบอัตโนมัติ และการประชุมครั้งนี้ เป็นด้านของการป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเดิมแต่ละเหล่าทัพ ก็เตรียมแผนในการป้องกันภัยทางอากาศอยู่แล้ว แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในเรื่องของการบัญชาการควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ ในวันนี้จะเป็นการมาหารือว่าแต่ละเหล่าทัพจะสามารถเชื่อมโยงแผนปฏิบัติการที่มีเข้าร่วมกันได้อย่างไร โดยเฉพาะ ระบบเซนเซอร์ตรวจจับเป้าหมาย และป้องกันภัยคุกคามทางอากาศ ซึ่งต่อไปต้องมีการระบุใน TOR สำหรับการจัดหาของแต่ละเหล่าทัพ ให้จัดหาระบบที่จะต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบ (Air Command and Control System : ACCS) ของกองทัพอากาศได้

ขณะที่เหล่าทัพต่าง ๆ โดยกองทัพยก กล่าวว่า ได้มีการถอดบทเรียนการป้องกันภัยทางอากาศจากการปะทะในครั้งที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการตรวจจับ (Sensor) และการใช้อาวุธ (Shooter) และระบบการควบคุมบังคับบัญชา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและประสานการปฏิบัติร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการรับมือกับภัยคุกคามด้านอากาศยานไร้คนขับในอนาคต ด้านกองทัพเรือ ได้เน้นการป้องกันภัยทางอากาศทั้งในทะเลและที่มั่นทางทหารตามแนวชายฝั่ง รวมทั้งจุดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือต่าง ๆ แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล โดยจะมีการประสานการปฏิบัติกับกองทัพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยมีหน่วยเรือในทะเล เป็นจุดตรวจจับ หรือ เซนเซอร์ย่อย ที่ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ในทะเล โดยที่ผ่านมากองทัพเรือและกองทัพอากาศมีการฝึกร่วมกันหลายปี

และต่อไปจะมีการบูรณาการคิดความสามารถร่วมกันของทุกเหล่าทัพ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลให้ต่อเนื่อง ส่วนกองทัพอากาศ ในฐานะหน่วยงานหลัก  ได้เสนอแนวคิดการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังและป้องกันภัยทางอากาศทุกรูปแบบ โดยจะเชื่อมโยงระบบควบคุมบังคับบัญชาไปยังระบบตรวจจับรวมถึงระบบการใช้กำลังต่าง ๆ ร่วมกับเหล่าทัพต่าง ๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ มีการวิจัยและพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ และอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง ‘ศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้าน อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินแห่งชาติ’ ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยอยู่ระหว่างการจัดตั้ง และหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งภาครัฐ เหล่าทัพ และหน่วยงานพลเรือน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาตระหนักถึงภัยคุกคามของอากาศยานไร้คนขับทั้งตามแนวชายแดนและพื้นที่ชั้นในของประเทศ

โดยจากข้อมูลด้านการข่าว พบความพยายามในการใช้โดรนดัดแปลง ประกอบเอง และติดอาวุธ แบบ DIY เพื่อสังเกตการณ์ในพื้นที่ความมั่นคง โดยที่ผ่านมามีการตรวจจับโดรนลักษณะนี้ได้หลายครั้ง ซึ่งมีชาวต่างชาติเกี่ยวข้องด้วย พบพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่ามีกลุ่มบุคคลและเครือข่ายข้ามชาติ พยายามใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการนำเข้า จัดเก็บ และลำเลียงอุปกรณ์โดรนในหลายคดี นอกจากการตรวจค้นและจับกุมอย่างเด็ดขาด สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เน้นย้ำการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญสูงสุด เช่น เขตพระราชฐาน ท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พื้นที่ทางทหาร และการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญในการประชุมระดับชาติ จึงยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจของเหล่าทัพในการป้องกันภัยทางอากาศอย่างสุดความสามารถ

ทั้งนี้ โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย สรุปว่า ที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพมีการวางแผนและเตรียมการป้องกันภัยทางอากาศ โดยในขณะนี้ เป็นขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณ และการจัดหาต่อไป โดยจะต้องปรึกษาหารือกันว่า ระบบเซนเซอร์ของแต่ละเหล่าทัพ จะต้องเชื่อมโยงเข้าหากันให้ได้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีอยู่ในขณะนี้ โดยการหารือกันในวันนี้ แต่ละเหล่าทัพได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น ทั้งในด้านวิชาการ ประสบการณ์ รวมถึงความน่าจะเป็นในอนาคต เพื่อนำไปสู่การจัดทำหลักนิยม ตามมาด้วยกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ต่อไป

แจงปมบังเกอร์ชายแดน! ผอ.ศูนย์ไทย-กัมพูชา ยันเร่งเสริมฐานทัพ ขออุบข้อมูลยุทธวิธี

แจงปมบังเกอร์ชายแดน! ผอ.ศูนย์ไทย-กัมพูชา ยันเร่งเสริมฐานทัพ ขออุบข้อมูลยุทธวิธี

แจงปมบังเกอร์ชายแดน! ผอ.ศูนย์ไทย-กัมพูชา ยันเร่งเสริมฐานทัพ ขออุบข้อมูลยุทธวิธี

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

“ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา” แจงปมบังเกอร์แนวหน้า ย้ำเร่งเสริมฐานตามแผน เผย ผู้บังคับบัญชาติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ขอไม่เปิดข้อมูลเชิงยุทธวิธี หวั่นกระทบความปลอดภัยกำลังพล ชี้ กำลังพลยังขวัญดี พร้อมปกป้องอธิปไตย

6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ(บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภา สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวชี้แจงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังมีบังเกอร์หรือที่กำบังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกำลังพลลดลง และเกิดความกังวลด้านความปลอดภัยว่า กองทัพรับทราบถึงความห่วงใยของประชาชนและข้อคิดเห็นที่มีต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สวัสดิภาพ และขวัญกำลังใจของกำลังพลเป็นลำดับแรก

พล.อ.อ.ประภา กล่าวว่าการจัดเตรียมที่กำบัง สิ่งป้องกัน และการเสริมความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามลำดับความเร่งด่วนและสภาพพื้นที่ พร้อมประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบป้องกันฐานปฏิบัติการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่

“ผู้บังคับบัญชาไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยความปลอดภัยของกำลังพลถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” พล.อ.อ.ประภา กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า กำลังพลแนวหน้าทุกนายยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีวินัย และมีความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังปัญหา และเร่งสนับสนุนสิ่งจำเป็นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัยที่สุด

พล.อ.อ.ประภา กล่าวอีกว่า รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดวางที่กำบัง มาตรการป้องกัน และการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ถือเป็นข้อมูลด้านการปฏิบัติการ กองทัพจึงขอสงวนรายละเอียด เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของกำลังพล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลเชิงยุทธวิธีหรือข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ กองทัพขอขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจให้กำลังพล และยืนยันว่าจะดูแลกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

วันนอร์ มั่นใจคุย BRN มีข่าวดี! มองแถลงการณ์โจมตีไทย แค่เปิดประเด็นก่อน อนุทิน บินมาเลย์

วันนอร์ มั่นใจคุย BRN มีข่าวดี! มองแถลงการณ์โจมตีไทย แค่เปิดประเด็นก่อน อนุทิน บินมาเลย์

วันนอร์ มั่นใจคุย BRN มีข่าวดี! มองแถลงการณ์โจมตีไทย แค่เปิดประเด็นก่อน อนุทิน บินมาเลย์

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“วันนอร์”มอง”บีอาร์เอ็น” ออกแถลงการณ์ระบุความขัดแย้งรัฐปาตานี เพราะไทยเพิ่มกำลังทหาร เป็นการตั้งประเด็นพูดคุยเพิ่มเติม ก่อน”อนุทิน”เยือนมาเลเซีย 9-10 ก.ค.นี้ เชื่อ เดือน ก.ย.นี้คุยอีกรอบ คาดลงเอยด้วยดี

6 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่ในพื้นที่ปาตานี เป็นผลจากการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทยว่า อยู่ในช่วงระยะใกล้เคียงกันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9 – 10 ก.ค.เพื่อพบผู้นำมาเลเซีย และหารือร่วมกับคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย โดยที่ฝ่ายไทยยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างในพื้นที่โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยการสะดวก ซึ่งการพูดคุยเริ่มมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยจะประชุมใหญ่อีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้น ในระหว่างนี้จะมีการหยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งรวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยเพื่อให้เป็นประเด็นในการที่จะพูดคุยเพิ่มเติม ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะเป็นประเด็นและทำให้การพูดคุยหยุดชะงักหรือไม่นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เท่าที่รับทราบจากผู้แทนที่เดินทางไปพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่เบื้องต้นที่ไปเตรียมการ ในที่ประชุมยังมีทิศทางที่ดี โดยในเดือน ก.ย.เชื่อว่าจะมีการพูดคุยที่ลงเอยเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากหยุดการพูดคุยไป 2 ปี

เมื่อถามว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นที่ออกแถลงการณ์มาในครั้งนี้เป็นกลุ่มตัวจริงใช่หรือไม่ หรือเป็นอีกกลุ่ม นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังตอบไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มใด แต่ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นว่าการประชุมต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องแก้ไขตลอดเวลา จะปล่อยให้เกิดการพูดคุยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ไขพร้อมกับการพูดคุย ขณะเดียวกัน มีความเชื่อว่าการพูดคุยน่าจะมีข่าวดี