รมต.เอี่ยวโกงสอบ นายกสะดุ้ง ท้าส่งข้อมูลให้ปปช. หลังนายกเฮงแฉแหลก

6 กันยายน 2569 เวลา 06:08 น.

รมต.เอี่ยวโกงสอบ นายกสะดุ้ง ท้าส่งข้อมูลให้ปปช. หลังนายกเฮงแฉแหลก ย้ำใครทุจริตโดนหมด ไม่มีการเมืองเข้าแทรก

“อนุทิน” ลั่นถ้ามีหลักฐานใครเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ยื่นป.ป.ช.สอบได้เลย หลัง สะพัดนายกเฮง ผู้ถูกกล่าวหาซัดทอดรัฐมนตรีบางคนเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อความสบายใจไม่มีอิทธิพล-คำสั่งใดๆ จากฝั่งการเมืองแน่นอน ยันใครโกงโดนหมด

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 5 กันยายน ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีกระแสข่าวออกมาว่าอาจจะมีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ได้ย้อนถามว่า “มันมีข่าวเหรอมันต้องมีหลักฐานหรือต้องมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าไปบอกว่ามีข่าวว่า หรือมีกระแสข่าวว่า คนโน้นว่าที คนนี้ว่าที มันตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้จะตอบอะไรผมไม่ได้ข่าวนี้”

ใครมีเอี่ยวโดนหมด

เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่าคนที่โดนจับก่อนหน้านี้มีการยื่นหลักฐานระบุว่า มีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทิน กล่าวว่า“ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นมาเยอะๆ ก็ดีตนขอประชาสัมพันธ์ตรงนี้เลยว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้น ไปยื่นที่ ป.ป.ช. เลย จะได้สบายใจว่าไม่มีอิทธิพลหรือคำสั่งใดๆ จากฝั่งการเมืองอย่างแน่นอนแม้กระทั่งฝั่งบริหารหรือรัฐบาล ตอนนี้ ป.ป.ช. ทำเรื่องอยู่แล้ว ถ้าใครเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า มีการทุจริตไม่ว่าระดับไหนขอให้นำหลักฐานไปยื่นกับ ป.ป.ช.ได้เลย ไม่ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือหลักฐานเท็จ ป.ป.ช. เขาก็มีวิธีการพิสูจน์ นี่คือวิธีการที่จะทำให้ความจริงทั้งหมดปรากฎ

นายอนุทินกล่าวด้วยว่า ในส่วนของรัฐบาลเราได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทำให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียออกจากตำแหน่งที่จะบริหารจัดการอะไรได้ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ต่างคนต่างทำงาน”

ขอหลักฐานที่ประจักษ์ชัด

เมื่อถามย้ำว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า “ไหนหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต้องเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ชัด แต่ถ้าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก็ส่งไปที่ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล แต่ถ้าดีที่สุดขณะนี้ ป.ป.ช. รับเรื่องในการที่จะสอบสวนสืบสวนดำเนินคดีในเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ก็เอาหลักฐานจากอันควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เอาไปส่งมอบให้ ป.ป.ช. จะได้เป็นหลักฐานที่เขานำไปดำเนินการต่อได้ ถ้าเป็นหลักฐานที่เชื่อได้ ก็นำมาเป็นส่วนดำเนินคดีได้”

นายกเฮงให้ข้อมูลตร.ปปป.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือนายกเฮง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง และอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ถูกตำรวจ บก.ปปป. จับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ในคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น และได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวไป เมื่อวันที่ 26 ส.ค.

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 4 กันยายน มีรายงานว่าตำรวจ บก.ปปป. ได้นัดหมายนายประวิทย์ เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังพบว่า นายประวิทย์ มีข้อมูลหลักฐานสำคัญทางคดีโดยผู้สื่อข่าวได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวใกล้ชิด กับนายประวิทย์ ให้ข้อมูลว่า เดิมวันนี้นายประวิทย์ จะเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ ปปป. แต่ตำรวจขอเปลี่ยนสถานที่นัดหมายเลยไม่ได้เดินทางเข้าไปที่ ปปป. ซึ่งเบื้องต้นวันนี้ นายประวิทย์ จะนำหลักฐานเส้นทางการเงิน กับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี ซึ่งถูกระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 คน ไปให้กับตำรวจ บก.ปปป. และหลักฐานชิ้นนี้จะเชื่อมโยงไปถึง “นายวิน ธนพชรโภคิน และ จ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม หรือจ่าพิชิต” 2 ผู้ต้องหาคดีทุจริตโกงสอบ ที่ตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพและจะเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงไปถึงตัวการใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลังในขบวนการทุจริตการสอบชัดเจน

โยงรัฐมนตรีมีเอี่ยว

รวมถึงนายประวิทย์ ได้พาพยานคนสำคัญที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 คน ที่จะเชื่อมไปถึงตัวการใหญ่ มาให้ปากคำด้วย ทั้งนี้ พยานคนดังกล่าวจะให้ข้อมูลได้ด้วยว่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีความสนิทกับจ่าพิชิต เรียนหนังสือมาด้วยกัน จึงพามาไปให้ปากคำกับตำรวจ บก.ปปป. ด้วย

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า ตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้น ใหญ่กว่าอธิบดีที่ถูกดำเนินคดี เมื่อถามว่า เป็นนักการเมืองเป็นระดับรัฐมนตรีหรือไม่ แหล่งข่าวระบุ ว่า เป็นระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน

อีกทั้งยังอ้างด้วยว่า นายประวิทย์ไม่ได้เกี่ยวข้องในขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นและไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์แน่นอน แต่นายประวิทย์ เข้าไปตามเงินที่ลูกน้องของตนเองถูกขบวนการนี้โกงเงินไป และเชื่อว่าการจับกุมนายประวิทย์ เป็นลักษณะของการตัดตอนและเป็นการถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง

ตร.อ้างแค่ฟังคนอื่นมา

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวน บก.ปปป. เปิดเผยเกี่ยวกับ กรณีที่มีกระแสข่าวลือว่า มีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันอยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า ก่อนหน้านี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยรับทราบข้อมูลดังกล่าวจากการสอบปากคำ นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำโรง และ อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ที่ถูกตำรวจ บก.ปปป. จับกุมในคดีเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นไปก่อนหน้านี้

ซึ่งครั้งนั้นมีการกล่าวอ้างถึงเรื่องดังกล่าว แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่พบข้อมูลหรือหลักฐานเชื่อมโยงแต่อย่างใด เป็นการกล่าวอ้างแบบลอยๆ ในลักษณะฟังผู้อื่นบอกต่อมาอีกทอดหนึ่ง ข้อมูลดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักหรือขาดความน่าเชื่อถือ

ส่วนกรณีข่าวลือที่อ้างว่า นายประวิทย์ นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องในขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น และไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ถูกจับเพราะถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ยืนยันว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย โดยยึดข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏเป็นหลัก ไม่มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงแต่อย่างใด

เส้นเงินโยงพิชิต-ดร.วิน

ทั้งนี้สืบเนื่องจากช่วงเช้าวันเดียวกัน ตำรวจได้นัดหมายนายประวิทย์ เข้าให้การเพิ่มเติมหลังพบว่านายประวิทย์ มีข้อมูลหลักฐานสำคัญทางคดี โดยมีรายงานว่ามีหลักฐานเส้นทางการเงินกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 คน ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้เชื่อมโยงไปถึงนายวิน ธนพชรโภคิน และ จ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม หรือ จ่าพิชิต 2 ผู้ต้องหาคดีทุจริตโกงสอบที่ตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพและจะเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงไปถึงตัวการใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลังในขบวนการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นชัดเจน และยังมีรายงานว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นถึงระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน

ท้าส่งข้อมูลให้ปปช.นายกอนุทินนายกเฮงแฉรมตเอี่ยวย้ำใครทุจริตโดนหมดโกงสอบท้องถิ่น

ขับยิวอันธพาล ‘หนู’เซ็นสั่งเนรเทศ เหิมจัดข่มขู่คนไทย

6 กันยายน 2569 เวลา 06:06 น.

ขับยิวอันธพาล ‘หนู’เซ็นสั่งเนรเทศ เหิมจัดข่มขู่คนไทย

นายกฯอนุทิน ออกคำสั่งเนรเทศไล่ “ยาคอฟ” ชาวอิสราเอล ออกนอกประเทศ หลังศาลเกาะสมุย ตัดสินขู่เข็ญคนไทย ชี้ชัดพฤติการณ์ ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีและความผาสุกของประชาชน ขณะที่ชาวภูเก็ตนัดแสดงพลังหน้าสถานทูตอิสราเอล 7 ก.ย.นี้ เพื่อต้านทุนยิว-ทุนต่างชาติสีเทา

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR.YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาระบุว่า ด้วยปรากฏว่า นายยาคอฟ สัญชาติอิสราเอล มีพฤติกรรมส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายว่า จะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและตกใจ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาว่านายยาคอฟ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ พิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก15 วัน และปรับ 5,000 บาท และโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ซึ่งพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่อยู่ในข่ายถูกเนรเทศได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2499 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ.2499 ประกอบกับ

ข้อ ๔ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ สัญชาติอิสราเอลออกไปนอกราชอาณาจักร

ทั้งนี้ หากนายยาคอฟ ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอให้มีคำสั่งส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันทราบคำสั่งนี้

ด้านนายสายชล หนูเชต ตัวแทนกลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต เปิดเผยว่าทางกลุ่มเตรียมรวมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อร่วมเคลื่อนไหวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในการแสดงเจตนารมณ์ปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต จากกลุ่มทุนอิสราเอลและทุนต่างชาติสีเทา ที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะ “กินรวบ”

โดยเฉพาะปัญหากลุ่มทุนที่แปลงสัญชาติมาจับจองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่น ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้เคยเปิดเวทีสะท้อนปัญหาถึงรัฐบาลไปแล้ว แต่กลับไร้การเหลียวแลหรือส่งตัวแทนมารับฟังความ
เดือดร้อน

ทั้งนี้ ตัวแทนกลุ่มฯ ยืนยันว่า การเข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 7 กันยายนนี้ เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและลูกหลานชาวภูเก็ต ไม่มีเป้าหมายแอบแฝงทางการเมือง และจะยึดแนวทางสงบ สันติ โดยไม่มีการลงถนนหรือสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายอย่างแน่นอน

สำหรับ “กลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต” เป็นการรวมตัวกันของภาคประชาชนหลากหลายอาชีพในพื้นที่ ทั้งผู้ประกอบการโรงแรม รถรับจ้าง และภาคการท่องเที่ยว ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาทำธุรกิจของทุนต่างชาติ โดยได้เริ่มเปิดเวทีเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากชาวภูเก็ตเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ส่วนที่ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มชาวบ้าน เดินทางมาสังเกตการณ์ในพื้นที่ที่ถูกอ้างถึงว่าเป็นสุสานยิว หลัง อบต.เสม็ดใต้ ทำหนังสือขอเข้าตรวจสอบพื้นที่ของบริษัทเอกชน โดยทางบริษัทอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ อบต.เข้าตรวจสอบเท่านั้นพร้อมระบุว่าไม่อนุญาตให้นักข่าวหรือหน่วยงานเอกชนเข้าพื้นที่ หากไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการบุกรุก

โดยมีรายงานว่าภายในสถานที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบเต็นท์สีน้ำเงิน 2 หลัง และภายในพบลักษณะคล้ายหลุมศพ สร้างความกังวลให้ชาวบ้านที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากกลิ่นและปัญหาในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจว่า จะยินยอมให้พื้นที่ดังกล่าวใช้เป็นสุสานหรือไม่

ชาวภูเก็ตต้านทุนยิวชาวอิสราเอลทุนต่างชาติสีเทานายกอนุทินเซ็นสั่งเนรเทศเหิมจัดข่มขู่คนไทยไล่ยาคอฟ

พุ่ง1.38แสนล. จับจ่ายโค้งสุดท้าย ไทยช่วยไทยพลัส

6 กันยายน 2569 เวลา 06:05 น.

พุ่ง1.38แสนล. จับจ่ายโค้งสุดท้าย ไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลชวนประชาชนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” โค้งสุดท้าย ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้านบาท กระจายรายได้สู่ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านราย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผย เมื่อวันที่ 5 กันยายน ว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันพร้อมกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 138,379.3 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,565 ราย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้ประโยชน์จากมาตรการในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยโครงการในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 มีเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศ

สำหรับยอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน 79,505.2 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และ Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่ายมีจำนวน 58,874.1 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และ Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท

เมื่อรวมการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery ทั้งส่วนของรัฐบาลและประชาชน มีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว 5,156.6 ล้านบาท ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านราย ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

“ขณะนี้โครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิและยังมีวงเงินคงเหลือ ตรวจสอบสิทธิและวางแผนใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทุกการใช้จ่ายไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนแต่ยังช่วยส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจและกระจายลงสู่พื้นต่างๆ ทั่วประเทศ”นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเงื่อนไขการใช้สิทธิของตนเอง พร้อมใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิอย่างเต็มที่ก่อนสิ้นสุดโครงการ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการช่วยสนับสนุนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการ

นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win ในการแก้ปัญหาปากท้องลดภาระค่าใช้จ่าย และแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จให้แก่ประชาชน และคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” โดยดำเนินการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของทุนหมุนเวียนในกองทุนพร้อมกับการให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมเงินบัญชีที่ 1 ให้กับสมาชิก ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากและลดปัญหาหนี้นอกระบบในหมู่บ้านและชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และประชาชนทั่วประเทศ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวและให้ข้อมูลเข้าถึงพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ(สทบ.) ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมการปกครอง ในการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยแจ้งให้นายอำเภอในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านระดับอำเภอ เร่งรัดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และสั่งการบุคลากรในฝ่ายปกครอง อาทิ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวผ่านการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ การประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือนและการประชุมหมู่บ้าน รวมทั้งสื่อสารผ่านหอกระจายข่าวในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

“โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุนดอกเบี้ยคนละครึ่ง เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชนในระดับฐานราก ซึ่งต้องขอขอบคุณทางกรมการปกครองที่สนับสนุนภารกิจของกองทุนหมู่บ้านฯ ผ่านฝ่ายปกครองในระดับท้องที่ เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นการยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สทบ.ได้จัดเตรียมข้อมูล และเจ้าหน้าที่สำหรับการร่วมดำเนินการโครงการดังกล่าวแล้ว ณ ศูนย์ประสานงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองประจำจังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขตในพื้นที่ทั่วประเทศ” นางสุขสมรวย กล่าว

จับจ่ายโค้งสุดท้ายยอดทะลุ1.38แสนล้านรัฐบาลชวนใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส

มท.4 แจงปม IP Address เดียวโผล่สมัครสอบท้องถิ่นหลายราย ขออย่าด่วนโยงทุจริต

5 กันยายน 2569 เวลา 21:45 น.

’มท.4‘ แจงปม IP เดียวโผล่สมัครสอบท้องถิ่นหลายราย ขออย่าเพิ่งโยง ‘ทุจริต’ ชี้เป็น IP สำนักงานจังหวัด ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตร่วมกันทั่วประเทศ ย้ำต้องตรวจสอบข้อมูลประกอบทุกมิติ หากพบผิดปกติต้องดำเนินการตามกระบวนการ

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตเรื่อง IP Address ของผู้สมัครสอบพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบผู้สมัครหลายรายปรากฏ IP Address เดียวกัน และถูกนำไปเชื่อมโยงกับข้อสงสัยเรื่องการทุจริตว่า เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อมูลทางเทคนิค” กับ “พยานหลักฐานการทุจริต” IP Address ที่ปรากฏในระบบอาจเป็น Public IP ของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งมีผู้ใช้งานหลายคนร่วมกัน โดยเฉพาะระบบอินเทอร์เน็ตของสำนักงานจังหวัดที่มีการใช้เครือข่ายร่วมกัน ดังนั้น ผู้ใช้งานหลายรายจึงสามารถปรากฏเป็น IP Address เดียวกันได้ โดยไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนเดียวกัน อยู่ในสถานที่เดียวกัน หรือมีการทุจริต

“การเห็น IP เดียวกัน ยังไม่ใช่หลักฐานที่จะสรุปว่าทุจริต เพราะในทางเทคนิคผู้ใช้งานหลายคนสามารถออกอินเทอร์เน็ตผ่าน Public IP เดียวกันได้ โดยเฉพาะเครือข่ายของหน่วยงานราชการ” รมช.มหาดไทย กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การตรวจสอบ IP Address ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น วันและเวลาในการสมัคร สถานที่หรือเครือข่ายที่ใช้ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพยานหลักฐานอื่นที่สามารถเชื่อมโยงพฤติการณ์ได้อย่างชัดเจน

“เราไม่ได้บอกว่า IP ไม่ต้องตรวจสอบ ตรงกันข้ามต้องตรวจสอบให้ละเอียด แต่ขออย่าเพิ่งนำ IP เพียงอย่างเดียวไปสรุปว่าเป็นการทุจริต เพราะอาจทำให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยพร้อมให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างเต็มที่ และไม่ได้ปิดกั้นการตรวจสอบ โดยต้องแยกให้ได้ว่าอะไรเป็นการใช้งานระบบเครือข่ายตามปกติ และอะไรเป็นพฤติการณ์ผิดปกติที่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับการทุจริต

“เรื่องนี้ต้องตรวจให้ถึงข้อเท็จจริง ไม่ใช่รีบสรุปจากข้อมูลเพียงชิ้นเดียว หากตรวจพบการทุจริต ใครเกี่ยวข้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่หากเป็นเพียงการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตร่วมกัน ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัครด้วย” นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของการตรวจสอบการสอบท้องถิ่น คือการรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบทุกคน การดำเนินการจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ตัดสินจากข้อมูลทางเทคนิคเพียงส่วนเดียว

“คนโกงต้องถูกดำเนินการ แต่คนที่ไม่ได้โกงก็ต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบให้ละเอียด ตรงไปตรงมา และใช้พยานหลักฐานให้ครบทุกด้าน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

IP Addressมท.4

โจ มณฑานี เบื่อส้มสุดๆ ชอบตั้งคำถามคนอื่นได้อะไร สวนกลับตั้งแต่ตั้งพรรคมาชาติได้อะไร?

5 กันยายน 2569 เวลา 21:31 น.

วันที่ 5 กันยายน 2569 โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียน และวิทยากรการเงิน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เบื่อส้ม ‘ชาวนาได้อะไร คนไทยได้อะไร’ ล่าสุดแซะ ครม.สัญจร ‘คนใต้ได้อะไร’ เจ้าขอถามตั้งแต่มีพรรคส้มมาชาติได้อะไรคะ?”

คนใต้ได้อะไรพรรคประชาชนพรรคส้มโจ มณฑานี

นายกฯ-ภริยา บินสุราษฎร์ ร่วมงานแต่งลูกชาย ‘บิ๊กเกรียง’ รองประธานวุฒิฯ คนที่ 1

5 กันยายน 2569 เวลา 20:33 น.

‘อนุทิน’ บินสุราษฎร์ฯ ร่วมงานแต่งลูกชาย ‘บิ๊กเกรียง’ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ‘คนการเมือง-แขกผู้มีเกียรติ’ ร่วมงานคับคั่งกว่า2,500คน

วันที่ 5 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 18.00น. ที่สุราษฎร์ธานี ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานพิธีฉลองมงคลสมรสระหว่าง น.ส.อโณทัย สันติวรางกูร และนายเก่งกาจ ศรีรักษ์ บุตรชาย พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 และ ดร.คนึงนิตย์ ศรีรักษ์

โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ว่าที่อัยการสูงสุด คนที่ 21 ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และแขกผู้มีเกียรติกว่า 2,500 คน ร่วมในงาน

นายกรัฐมนตรีบิ๊กเกรียงอนุทิน ชาญวีรกูลเกรียงไกร ศรีรักษ์

แก้วตา เปิดใจครบรอบ 1 ปี MOA ย้ำชัด วันนั้นทำไมถึงเลือก งดออกเสียง

5 กันยายน 2569 เวลา 20:17 น.

วันที่ 5 กันยายน 2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี MOA เห็น political influencers หลายท่านออกมาย้อนทบทวนการ “โหวตน้ำเงิน” ครั้งนั้น และมีการพูดถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ดิฉันคิดว่าสองเรื่องนี้สามารถวิจารณ์ได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เรื่องหนึ่งมาหักล้างอีกเรื่องหนึ่ง

ในปี 2566 พรรคเพื่อไทยหรือ “แดง” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทยหรือ “น้ำเงิน” และได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนั้นมีเรื่องที่ควรถูกวิจารณ์ไม่น้อย แต่ในทางการเมือง อย่างน้อยประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทยก็ยังได้เห็นพรรคที่ตนเองเลือกเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรี และสามารถนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปบรรจุและผลักดันเป็นนโยบายของรัฐบาลได้ส่วนหนึ่ง

ไม่ได้หมายความว่าทุกนโยบายทำสำเร็จ และรัฐบาลก็ไม่ได้อยู่ครบวาระ ก่อนการเมืองจะเกิดการเปลี่ยนขั้วในเวลาต่อมา

แต่ประเด็นสำคัญสำหรับดิฉันคือ เสียงของประชาชนถูกนำไปใช้แล้วประชาชนได้อะไรกลับมาบ้าง

นี่คือเหตุผลที่ดิฉันแยกเรื่อง “การร่วมรัฐบาล” ออกจาก “การยกมือเลือกนายกรัฐมนตรีให้พรรคอื่น โดยตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล” อย่างชัดเจน

การร่วมรัฐบาลหมายความว่าคุณต้องรับผิดชอบต่อรัฐบาลนั้นเต็ม ๆ ทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จและสิ่งที่ล้มเหลว แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็มีอำนาจบริหารที่จะผลักดันนโยบายของประชาชนที่เลือกคุณมา

ส่วนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในปี 2568 ดิฉันยืนยันมาตั้งแต่วันนั้นว่า ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือ “งดออกเสียง”

เพราะการงดออกเสียงแล้วปล่อยให้กลไกประชาธิปไตยและเสียงข้างมากทำงาน เป็นการยึดหลักการที่ถูกต้อง ไม่ใช่การนำเสียงของประชาชนไปโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้น

หากเราไม่ต้องการร่วมรัฐบาลกับพรรคหนึ่ง ดิฉันก็ยังไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องนำเสียงที่ประชาชนมอบให้ ไปใช้เพื่อสถาปนาผู้นำของพรรคนั้นขึ้นสู่อำนาจฝ่ายบริหาร โดยที่เราเองไม่ได้เข้าไปบริหารและไม่ได้มีอำนาจผลักดันนโยบายที่ประชาชนเลือกเรามา

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์คือประชาชนที่เลือกเรามาไม่ได้อะไรกลับไปอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งไม่ได้เห็นพรรคของตนเองเข้าไปบริหาร และไม่ได้เห็นนโยบายที่เลือกเรามาถูกผลักดันผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร

MOA อาจมีเงื่อนไขและเป้าหมายทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีไม่ได้เกิดขึ้นจากกระดาษหนึ่งแผ่น

นายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นจากมือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยกให้

ดังนั้น “ไม่ได้ร่วมรัฐบาล” อาจหมายถึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อการบริหารทุกเรื่องของรัฐบาลนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อ การตัดสินใจของตัวเองในวันที่เลือกให้รัฐบาลนั้นเกิดขึ้น

และนี่ไม่ใช่การแข่งขันว่าแดง ส้ม หรือน้ำเงิน ใคร “สะอาด” กว่าใคร

สำหรับดิฉัน คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เมื่อประชาชนมอบอำนาจผ่านบัตรเลือกตั้งให้เราแล้ว เรานำอำนาจนั้นไปทำอะไร และประชาชนได้รับอะไรกลับไป

พรรคที่ร่วมรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองบริหาร

พรรคที่ยกมือเลือกนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบต่อมือที่ตัวเองยก

หนึ่งปีผ่านไป ดิฉันจึงยังยืนยันจุดยืนเดิมว่า

วันนั้นดิฉันอยู่ข้าง “งดออกเสียง” เพราะเป็นการยึดหลักการและเปิดทางให้กลไกเสียงข้างมากทำงาน และวันนี้ก็ยังคิดว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้องกว่าค่ะ

MOAพรรคน้ำเงินพรรส้มแก้วตา ธิษะณา

สมชัย เช็กสภาพจักรยาน หลังโดนผลักร่วง มีจำลองเหตุการณ์ แซะ’แฮนด์จิ้มพุงจนตกใจ ทำให้รถล้มด้วย’

5 กันยายน 2569 เวลา 19:37 น.

วันที่ 5 กันยายน 2569 จากกรณีก่อนหน้านี้ที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าเอาจักรยานมาเช็คสภาพ กับช่างมืออาชีพ ที่ Tiny Wheel @stadium one มีจำลองสถานการณ์ แฮนด์จักรยานจิ้มพุงแล้วจักกะจี้ ตกใจ ทำให้รถล้มด้วย

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมสมชัย ศรีสุทธิยากร

‘เต้น’ เปิดบันทึกครบรอบ 1 ปี MOA ส้ม ยกมือ น้ำเงิน ตั้งรัฐบาล เชื่อเกิดครั้งเดียวในรอบ 100 ปี ไม่มีครั้งที่ 2 ตลอดกาล

5 กันยายน 2569 เวลา 19:14 น.

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ดีลแบบที่พรรคประชาชน พรรคอันดับ 1 ซึ่งมี 143 เสียง ยกมือให้พรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 ที่มี 71 เสียง ตั้งรัฐบาล MOA โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปีนับแต่การอภิวัฒน์ 2475 และอาจไม่มีครั้งที่ 2 ตลอดกาล

ผมติดตามข้อมูลรวมถึงคำบอกเล่าจากบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้อง เรียบเรียงเป็นบันทึกช่วยจำในวาระครบรอบ 1 ปี รัฐบาล MOA (5 กันยายน) เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นบรรทัดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง สำหรับการเมืองไทย

บันทึกนี้ประกอบด้วยเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น และคำบอกเล่าหรือข่าวสารที่ถูกเปิดเผยในภายหลัง เฉพาะที่มีแหล่งที่มาชัดเจน และยังไม่มีข้อถกเถียงเป็นอย่างอื่น

สัมพันธภาพทางการเมือง ระหว่างพรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงิน เป็นที่น่าสังเกตตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ขณะนั้นกรณีฮั้ว ส.ว.และเขากระโดงกำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม

ข่าวช่วงแรกฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายนายกฯอิ๊ง พร้อมคณะรัฐมนตรีทั้งจากพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลรวม 10 คน แต่เมื่อยื่นญัตติในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 กลับมีชื่อ น.ส.แพทองธาร ถูกอภิปรายเพียงคนเดียว ไม่มีคนอื่น พรรคอื่น ถูกยื่นอภิปรายแต่อย่างใด

ผมไม่สรุปว่ากรณีนี้เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาล MOA ในเวลาต่อมาหรือไม่ แต่เห็นว่าควรบันทึกไว้

เค้าลางที่พรรคส้มจะโหวตให้พรรคน้ำเงิน เริ่มปรากฏชัดขึ้นผ่านรายการกรรมกรข่าว วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 (หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกฯอิ๊ง ยุติปฏิบัติหน้าที่ 1 วัน) ในการสัมภาษณ์วันนั้น นายสรยุทธ์ไม่ได้เจาะจงถาม แต่หัว
หน้าเท้งเป็นคนขยายความเอง ว่าเพื่อไม่ให้บ้านเมืองถึงทางตัน พร้อมยกมือให้พรรคไหนก็ตามเป็นแกนนำรัฐบาลหากยอมรับเงื่อนไข

ถ้าไปดูรายการนี้ย้อนหลัง ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ฟังออกว่าพรรคประชาชนเตรียมโหวตให้นายอนุทิน พรรคภูมิใจไทย

หลังจบรายการผมโพสต์เฟซบุ๊กชี้ประเด็นนี้ ผลคือ ทัวร์ลง

ทราบภายหลังว่า วันที่ 3 กรกฎาคม (หลังหัวหน้าเท้งพูดในรายการ 1 วัน) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยขณะนั้น ส่งลูกสาวไปสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

ต่อมานายศักดิ์ดาและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวม 8 คน พากันไปยกมือตั้งรัฐบาล MOA ในวันที่ 5 กันยายน โดยมีนายศักดิ์ดาเพียงคนเดียวที่ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 9 กันยายน เพื่อรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

เมื่อนายศักดิ์ดาลาออกก็ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่ง กกต.กำหนดวันเลือกตั้งคือ 19 ตุลาคม โดยผู้สมัครต้องเป็นสมาชิกพรรคไม่ต่ำกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 97(3) ลูกสาวนายศักดิ์ดาที่ไปสมัครพรรคภูมิใจไทยไว้ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม จึงลงสมัครเลือกตั้งซ่อมได้พอดี

ในคลิปเสียงที่ถูกเรียกว่าคลิปประกาศศักดิ์ดา เสียงคนในคลิปพูดว่าตนไปอยู่ภูมิใจไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายน

มีคนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ นายศักดิ์ดามั่นใจอย่างไรว่าจะเป็นรัฐมนตรีถึงขั้นพาลูกสาวไปสมัครสมาชิกพรรครอไว้ให้ทันเลือกตั้งซ่อม ผมไม่ทราบ

ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า วันที่ 3 กรกฎาคม นายทอม เครือโสภณ พูดในรายการทางช่อง PPTV ว่าเป็นคนนัดหมายนายรังสิมันต์ โรม และ น.ส.รักชนก ศรีนอก กินข้าวกับนายอนุทิน ซึ่งทั้ง 2 คนยอมรับแต่อธิบายว่าไปพูดคุยเรื่องการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่เกี่ยวกับดีลลับ MOA

หลังจากวันที่ 2 กรกฎาคม มีการถกเถียง ตั้งคำถามเรื่องสูตรตั้งรัฐบาลที่เสนอโดยนายณัฐพงษ์เป็นระยะ จนวันที่ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร พ้นตำแหน่งนายกฯ

วันเดียวกันนั้นนายสุชาติ ชมกลิ่น แกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติไปปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ก่อนศาลเริ่มอ่านคำวินิจฉัย โดยนายศักดิ์ดาตามไปในช่วงค่ำ

หลังศาลวินิจฉัยพรรคร่วมรัฐบาลเดิมประกาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่าจะร่วมงานกันต่อไป และมีการแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัล ปรินเซส หลานหลวง แต่ไม่มีแกนนำจากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม

นายณัฐพงษ์ประกาศผ่าทางตันทางการเมืองโดยพรรคประชาชนพร้อมโหวตตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ

1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

2. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินไปกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

3. พรรคประชาชนยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

นายอนุทิน และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปที่ทำการพรรคประชาชน หารือกับนายณัฐพงษ์และแกนนำพรรค ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยว่า ผลการพูดคุยเป็นไปด้วยดี โดยนายอนุทินเห็นพ้องและยอมรับข้อเสนอของพรรคประชาชนเรื่อง การบริหารประเทศระยะสั้นเพื่อยุบสภาภายใน 4 เดือน

หลังกลับจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวจากที่ทำการพรรค พร้อมจัดตั้งรัฐบาลตามเงื่อนไขพรรคประชาชน

30 สิงหาคม แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิมนำโดยเพื่อไทย และอีกฝ่ายโดยภูมิใจไทยต่างเคลื่อนไหวแสดงความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล

31 สิงหาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายเดชอิศร์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล โดยเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างการพูดคุย นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ตามไปสมทบภายหลัง

ผลการหารือเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลประกาศรับเงื่อนไขหลักของพรรคประชาชน นายภูมิธรรมระบุว่า หากดำเนินภารกิจได้สำเร็จก่อน 4 เดือน ก็พร้อมยุบสภาเร็วกว่ากำหนด

โดยพรรคเพื่อไทยเสนอรายละเอียดเพิ่มเติม 3 เรื่อง คือ ให้ประชามติถามว่าจะใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นร่างหลักในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ในการทำประชามติให้มีคำถามเรื่องคงไว้หรือยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 และอีกเรื่องคือ ร่วมมือเร่งดำเนินคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. และคดีที่ดินเขากระโดงตามกฎหมาย

พรรคประชาชนรับข้อเสนอไปพิจารณา และแจ้งว่าจะนำเข้าหารือภายในพรรค โดยย้ำว่ายังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองใด

1 – 2 กันยายน มีรายงานข่าวนายชัยเกษม ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ขัดข้องหากได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือพูดคุยในรายละเอียดจากแกนนำพรรค ช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวสำคัญคือ เย็นวันที่ 2 กันยายน นายภูมิธรรม รักษาการนายกฯ บอกว่ายื่นร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาไปแล้ว

หลายฝ่ายเสนอให้พรรคประชาชน รอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการทำประชามติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 10 กันยายนก่อนตัดสินใจ แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ

เย็นวันเดียวกันพรรคประชาชนแจ้งนัดหมายสื่อมวลชนว่า จะมีการแถลงข่าวโดยหัวหน้าพรรคที่รัฐสภา ในวันที่ 3 กันยายน เวลา 09.30 น. ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองนายกฯแกนนำพรรคเพื่อไทย แจ้งสื่อมวลชนจะให้สัมภาษณ์เรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล

ก่อนถึงเวลานัด พรรคประชาชนเลื่อนกำหนดแถลงข่าวเร็วขึ้นเป็น 09.00 น. และแถลงจริงในเวลา 08.46 น. สาระสำคัญคือ ประกาศทำความตกลงกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมเซ็นชื่อใน MOA ไว้ล่วงหน้า
ไม่รอข้อเสนอพรรคเพื่อไทย ไม่รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ รอเพียงนายอนุทินมาแถลงตอบรับและเซ็นชื่อต่อไป

ขณะที่นายชูศักดิ์ประกาศว่าตอน 09.00 น.ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมยุบสภาทันที หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่หัวหน้าเท้งเซ็น MOA ให้พรรคภูมิใจไทยไปก่อนแล้ว

4 กันยายน นายภูมิธรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้รับแจ้งจากสำนักองคมนตรีว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา ยังมีข้อถกเถียงไม่ได้ข้อยุติ จึงยังไม่เห็นสมควรนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในเวลานี้

สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานถึงบทบาทของบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การปลดนายกฯแพทองธาร การยับยั้งการยุบสภา การนำพาสู่การโหวตนายอนุทิน เป็นเรื่องเดียวกัน

5 กันยายน ส.ส.พรรคประชาชนทั้งหมด 143 คน โหวตลงคะแนนเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ยังความปลาบปลื้มตระหนักนึกในใจนายอนุทินและสมาชิกพรรคภูมิใจไทย มีการกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า และเชื่อว่าจะขอบคุณเช่นนี้ตลอดไป

10 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก ให้รัฐสภามีอํานาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แล้วเพิ่มคำวินิจฉัยที่ไม่มีใครถามชี้ว่า ประชาชนไม่อาจเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ส่งผลให้เงื่อนไขของพรรคประชาชน เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งจบลงในทันที

ผลทางการเมืองจากการตั้งรัฐบาล MOA ประสบความสำเร็จตามเงื่อนไขหรือไม่ อย่างไร เป็นที่ทราบทั่วกันแล้ว

สิ่งที่ต้องบันทึกเพิ่มเติมคือหลังจากการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 มีคนพูดถึงความเคลื่อนไหวช่วงนั้นไว้หลายมุม เช่น ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ให้สัมภาษณ์ว่าข้อเสนอของตนคือ โหวตใครก็ตามพรรคสีส้มต้องเข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามเขาอธิบายในการปิกนิกขอโทษกองเชียร์ว่าการโหวตพรรคภูมิใจไทย อย่างน้อยก็ได้ลอง

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคสีส้ม พูดในรายการสนทนาออนไลน์กับนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ว่า ก่อนถึงวันโหวตมีการถกเถียงกันเรื่องนี้ 2 วันเต็ม ทีแรกส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่าปล่อยเป็นเรื่องระหว่างแดงกับน้ำเงิน จะเป็นไงก็ช่างมัน คราวหน้าหาเสียงง่ายได้ 300 เสียงเป็นรัฐบาล

แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แย้งว่าพูดแบบนี้ไม่มีประชาชนในสมการ ต้องเดินหน้าให้ยุบสภาเร็ว แก้รัฐธรรมนูญให้ได้ คิดว่าพรรคประชาชนจะไร้ความสามารถถึงขั้นกลับมาชนะเลือกตั้งไม่ได้เชียวหรือ จากนั้นก็ถกเถียงกันต่อ จนเริ่มโน้มเอียงมาทางภูมิใจไทย

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ เล่าว่ามีการพูดคุย ล็อบบี้กันในวงคุย วงข้าว หลายวง ดร.ปิยบุตร ให้เหตุผลกับคนในพรรคว่า ภูมิใจไทยเขานักเลง พวกนักเลงจะทำตามสัญญาจึงควรเลือกพรรคน้ำเงิน

มีการโทรตามเพื่อควบคุมผลคะแนนให้ได้เสียงจากทุกคน หนึ่งในคนที่โทรศัพท์หาเพื่อนร่วมพรรค ธิษะณาไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ฟังจากบริบทแล้วน่าจะหมายถึงนายรังสิมันต์

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อธิบายเรื่องคดีฮั้ว ส.ว.กับเรื่องเขากระโดง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 และพูดถึง Grand Compromise เนื้อหาชัดเจนอย่างยิ่งว่าเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนสุดตัวให้โหวตพรรคภูมิใจไทย

จากลำดับเหตุการณ์ มีเหตุให้เชื่อได้ว่าแกนนำหลักที่มีบทบาทสำคัญในพรรคประชาชน รวมถึงคณะก้าวหน้า เห็นตรงกันว่าต้องตั้งรัฐบาลให้พรรคสีน้ำเงิน ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังไม่ปรากฏชื่อชัดเจน คนส่วนใหญ่ในพรรคประชาชนไม่ค่อยมีใครเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้

ผมไม่ได้ติดยึดผูกพันเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว แต่กับเหตุการณ์ที่น่าจะมีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบันทึกไว้ และตามเก็บข้อมูลซึ่งอาจปรากฏเพิ่มอีกในอนาคต เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะไปถึงไหน จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่คนร่วมสมัยและคนรุ่นต่อๆ ไปต้องศึกษา

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อน้ำเงินพรรคประชาชนพรรคภูมิใจไทยพรรคส้ม

‘สมชัย’ฮึ่มถอนประกัน ณัฐวุฒิ หากมาคุกคาม ส่งรูปให้คอนโด ถ้าด้อมๆมองๆ ถึงสน.ทองหล่อแน่

5 กันยายน 2569 เวลา 18:48 น.

วันที่ 5 กันยายน 2569 จากกรณีก่อนหน้านี้ที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานหน้า สน. ทองหล่อ ลั่นใส่ ‘กูพร้อมเจอมึง’ กลางวงสื่อ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ผู้ต้องหาคดีอาญาทำร้ายร่างกาย ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หลังจากถูกจับกุม พิมพ์ลายนิ้วมือ และทำประวัติแล้ว ได้รับการประกันตัว ด้วยเงิน 45,000 บาท และได้รับการอบรมจากตำรวจไม่ให้ไปกระทำความผิดซ้ำ หรือเป็นการข่มขู่คุกคามผู้อื่นอีก

ยินดีที่คุณณัฐวุฒิ ได้กลับบ้าน และหวังว่าจะปฏิบัติตามที่ได้รับการอบรมจากตำรวจ

ผมไปส่งภาพบุคคลอันตรายดังกล่าวให้แก่ นิติบุคคล ของคอนโดที่ผมพักอาศัยแล้ว

หากมีบุคคลหน้าดังกล่าว ใส่สูทผูกไท หรือปลอมตัวเป็นขอทานซอมซ่อ มาด้อม ๆ มอง ๆ แถวคอนโด ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน

ถือเป็นพฤติกรรมคุกคาม ที่เตือนแล้วไม่หลาบจำ ให้บันทึกภาพเป็นหลักฐาน เพื่อให้ผมส่ง สน.ทองหล่อ ให้ถอนการประกันตัว นอนคุก สักหลาย ๆ คืนครับ

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมสมชัย ศรีสุทธิยากร