มท.แจ้งทุกจังหวัด จัดพิธีเคารพธงชาติ 28 ก.ย. 69 เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

6 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

‘มหาดไทย’ แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมแสดงออกซึ่งพลังความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) 28ก.ย.69

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) ประจำปี 2569 วันที่ 28ก.ย.นี้ว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับการประสานจากสำนักนายกรัฐมนตรี ในการรณรงค์เสริมสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ผู้พระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 และพระราชทานธงชาติไทยให้มีลักษณะเป็นแถบสีเพื่อไม่ให้มีหัวมีท้าย หรือเรียกว่า “ธงไตรรงค์” มี 3 สี คือ “สีแดง” หมายถึง ชาติและเลือดเนื้อเชื้อไขของคนในชาติ นั่นคือ ประชาชน “สีขาว” หมายถึง ศาสนา และ “สีน้ำเงิน” หมายถึง พระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2460 หรือ 109 ปีก่อน

“เพื่อให้การรณรงค์เสริมสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ปี 2569 เกิดการแสดงออกซึ่งพลังแห่งความสามัคคีของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงอำเภอทั้ง 878 อำเภอ และประสานแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 7,842 แห่งทั่วประเทศ ประดับธงชาติไทย ณ ที่ตั้งหน่วยงาน พร้อมเชิญชวนส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ห้าง ร้าน สมาคม มูลนิธิ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน ร่วมประดับธงชาติไทย ณ อาคารสำนักงาน อาคารบ้านเรือน พร้อมทั้งตรวจสอบธงชาติให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ตลอดเดือนกันยายน 2569 นี้” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2569 ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง จะเป็นผู้นำข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ร่วมแต่งเครื่องแบบปฏิบัติราชการสีกากี ประกอบพิธีเคารพธงชาติ บริเวณหน้าเสาธงของศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเวลา 08.00 น. ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถสวมชุดสุภาพ หรือชุดประจำถิ่น ชุดพื้นเมือง เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยพร้อมเพรียงกัน

ธงชาติพิธีเคารพธงชาติมทวันพระราชทานธงชาติไทย

ปธ.วิปรัฐบาล มั่นใจ สภาฯถกงบฯปี 70 วาระ 2-3 ไร้เหตุป่วน คาดเสร็จตามกรอบเวลา เผย 10 ก.ย. มีนัดประชุมถกรายงาน กกต.

6 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

6 กันยายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล ) กล่าวว่า ในวันที่ 7-9ก.ย.นี้ สภาฯ​ นัดประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้วในวาระสอง และวาระสาม เบื้องต้นจากการหารือกับวิปฝ่ายค้านแล้วจะใช้กรอบการพิจารณาเป็นจำนวนมาตราแทนการกำหนดเวลา โดยวันที่ 7 ก.ย.จะพิจารณาตั้งแต่มาตราแรกถึงมาตรา 15 งบกระทรวงคมนาคม วันที่ 8 ก.ย. ตั้งแต่ มาตรา 16 งบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จนถึงมาตรา 26 งบกระทรวงอุตสาหกรม และวันที่ 9 ก.ย.พิจารณาตั้งแต่ มาตรา 27 งบของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จนถึงมาตราสุดท้าย ส่วนการลงมติในวาระสามนั้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น.

“ผมเชื่อการบริหารจัดการเวลาการประชุมนั้นจะไม่มีปัญหา และเป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาภายใต้งบประมาณที่กมธ.เสนอ โดยผู้ที่สงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติมีสิทธิที่จะอภิปรายตามประเด็นได้ จึงไม่สามารถใช้กรอบระยะเวลาเป็นตัวกำหนด อีกทั้งการพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องที่ สส.ต้องซักถามกับ กมธ.ที่มีทั้ง สส.ฝ่ายค้าน และ สส.ฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่กังวลว่าจะมีเหตุปั่นป่วนในสภาฯเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกรวีร์

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับวันที่ 10 ก.ย. สภาฯ จะมีการประชุมตามระเบียบวาระปกติ และหลังจากนั้นจะพิจารณาเรื่องค้าง คือ การอภิปรายในญัตติด่วนเรื่องแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อด้วยพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเรื่องรับทราบ

กรวีร์ ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,งบประมาณรายจ่าย,

จับตาถกงบฯปี 70 วาระ 2-3 เติมงบกลาง 6,044 ล้าน รับมือภัยพิบัติ หั่นทิ้งค่าโง่คลองด่าน 3 พันล้าน

6 กันยายน 2569 เวลา 13:07 น.

6 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ในวันที่ 7 – 9 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว มี 41 มาตรา โดย กมธ.พิจารณาตัดลดงบประมาณจากวาระแรกลง 11,162 ล้านบาท นำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่ ครม.เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น 10,891 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ 271 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณที่ตัดลดลง 11,162 ล้านบาท นั้น ส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดสรรเพิ่มให้งบกลาง จำนวน 6,044 ล้านบาท เพื่อนำไปอยู่ในรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นำไปใช้จ่าย กรณีการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนดำเนินการจากงบรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ ทำให้งบกลาง มีงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 699,924,956,400 บาท จากเดิม 693,880,000,000 บาท

ส่วนกระทรวงที่ถูกตัดลดงบประมาณ 5 สูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.กระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับงบ 14,375,820,000บาท จากเดิม 17,505,388,300ล้านบาท ลดลง 3,129.5 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของกรมควบคุมมลพิษ 3,000 ล้านบาท ที่เสนอของบเพื่อนำไปชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีคลองด่าน แต่ กมธ.ลงมติตัดทิ้งทั้งหมด 2.กระทรวงกลาโหม ได้รับงบ 90,728,227,800 บาท จากเดิม 91,957,182,500ล้านบาท ลดลง 1,228 ล้านบาท 3.กระทรวงมหาดไทย ได้รับงบ 226,929,855,500บาท จากเดิม 227,842,668,000บาท ลดลง 912.8 ล้านบาท 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับงบ 166,014,611,700บาท จากเดิม 166,641,605,800 บาท ลดลง 626.9 ล้านบาท 5.กระทรวงคมนาคม ได้รับงบ 166,014,611,700 บาท จากเดิม 166,641, 605,800บาท ลดลง 626.2 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนมาตรา 6 งบกลาง มี กมธ.และ สส.เข้าชื่อขออภิปรายแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการขอตัดงบโครงการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมและรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน วงเงิน 12,000 ล้านบาท อาทิ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เตรียมอภิปรายตัดงบกลาง รายการดังกล่าว โดยมองว่า มีความซ้ำซ้อนกับงบเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์นำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพลังงานอยู่แล้ว

งบประมาณรายจ่าย,ประชุมสภา,ภัยพิบัติ,ค่าโง่คลองด่าน,

ดร.ณัฎฐ์ จ่อยื่นหนังสือ ผบ.ตร. ขอหมายจับ สมชัย-ยิ่งชีพ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน พร้อมค้านประกันตัว

6 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

6 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปทุมวัน ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือ AG ในฐานะผู้เสียหาย จะเดินไปยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ขอให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับ 1.นายสมชัย หรือ ชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 2.นายปริญญา หรือ เอก เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 3.นายยิ่งชีพ หรือ เป๋า อัชฌาชานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 4.นายนรเศรษฐ์ หรือ รอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 4 5.นายพงษ์ศักดิ์ หรือ เม้ง จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ 5 6.นางสาวลัดดาวัลย์ หรือ จอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 6 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ที่มีระวางโทษตามกฎหมายที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 66

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเป็นผู้เสียหายและกล่าวโทษกับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกจริง โดยเป็นข้อจริงที่ประสบพบเจอมาจริงและโดยสุจริต ตนได้รับความเสียหายและตกเป็นเหยื่อเพราะถูกกลุ่มผู้ต้องหานี้ ร่วมกันหลอกลวง เมื่อตรวจสอบพบว่า ถูกหลอกและปกปิดช้อเท็จจริงอันควรบอให้แจ้งทั้งข้อความมระดมทุน เป็นการเผบแพร่ข้อความจากนายสมชัย ต่อสาธารณะ และเป็นอาญาแผ่นดิน ตนนำหลักฐานมาให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบก่อน ภายหลังตำรวจเรียกมาให้ปากคำ เพราะตรวจสอบในทางลับแล้ว มีมูลจริง ตนได้เข้าให้ปากคำวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

พฤติการณ์แห่งคดี ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายสมชัย กับพวก ได่แบ่งหน้าที่กันทำ โดยผู้ต้องหาที่ 1 ทำหน้าที่โพสต์เพจ ปั่นไปไหน- สมชัย ศรีสุทธิยากร โดยโพสต๋ข้อความระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีต่อ กกต.โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 ผู้ต้องหาที่ 5 ผู้ต้องอื่นในการร่วมกันเปิดบัญชีธนาคาร และนายสมชัยเป็นปผู้กำหนดวางแผนให้ตั้งคณะกรรมการกองทุน โดยมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตตากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร มาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พรบ.ควบคุมการเรียไร พ.ศ.2487 และไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และได้ไปซึ่งเงินของประชาชน โดยไม่น้อยกว่า 2,000 ครั้ง และถึงปัจจุบัน ยังเปิดรับบริจาคอย่างต่อเนื่อง และความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก ต่างกรรมต่างวาระ หลังจากแจ้งความ ตนได้ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการ ปปง.ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการ พรบ.ปปง.เพราะความผิดฐานฉ้อโกงประชาขน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน หลังจากนั้น ตนมากล่าวโทษในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน ตาม พรบ.ปปง.เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร เพราะตนเป็นผู้เสียหายและสูญเสียเงินจากการถูกหลอก

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนได้ยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัวต่อพนักงานสอบสวนและผู้กำกับ สน.ทองหล่อ ไว้แล้ว หากไม่ดำเนินการ จะดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือเสียหายแก่รัฐ ตาม พรป.ปปช.มาตรา 4 , 172 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 , 86 และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ปอ.มาตรา 83 , 157 , 200 จึงสื่อสารไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอน ป.วิอาญามาตรา 66 และตนขอคัดค้านประกันล่วงหน้าและยื่นหนังสือไว้แล้ว

ทั้งนี้ วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น.ตนจะเดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นหนังสือตามขั้นตอนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายตาม ป.วิอาญา ให้ครบถ้วน ไม่เลือกปฏิบัติ ถือว่าตนมาช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ตาม พรบ.ตำรวจ ในฐานะผู้เสียหาย ชี้ช่อง ชี้แนะ ให้ปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ให้ครบถ้วน เพราะคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ข่มขู่พยานและผู้เสียหาย ผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน หากผู้ต้องหา หลบหนี ใครรับผิดชอบ เพราะกลุ่มนี้ เชื่อมโยงกับนายเพนกวิน ที่หนีหมายศาลไปต่างประเทศ อาศัยช่องธรรมชาติหลบหนี กระทบต่อการพิจารณาคดีของศาล

ส่วนภาพที่ปรากฏตามที่สื่อเสนอ หน้า สน.ทองหล่อ วันดังกล่าว ตนเดินทางไปให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน เจ้าของสำนวนในฐานะผู้เสียหาย ในคดีกล่าวโทษ นายสมชัย กับพวก เมื่อให้การเสร็จ ติดเวลาพักเที่ยง ตนได้รอยื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.รัฐนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.ทองหล่อ โดยต้องมีเจ้าหน้าที่แสตมป์ลงเลขรับ ตามระเบียบสารบรรณฯ แต่เจ้าหน้าที่พักทานอาหารกลางวัน ทำให้ต้องนั่งรอบริเวณชั้น 1 หน้าห้องพนักงานสอบสวน พร้อมกับพนักงานสอบสวนและทนายความส่วนตัว เมื่อถึงเวลา 13.00 น.ตนพร้อมทนายความได้ขึ้นไปยื่นหนังสืออีกครั้ง และได้ลงมาจากบันไดชั้นสอง และจะเดินไปที่รถส่วนตัวที่คนขับรถจะนำมาจอดรถด้านหน้า สน. แต่กลับพบเห็นนายสมชัย โดยบังเอิญ ได้ปั่นจักรยานมา ลักษณะจัดฉาก มีสื่อพร้อมทำข่าว และวิ่งตรงจุดที่ตนเดินอยู่ ตนสายตาสั้นเห็นและจำได้ จึงได้เดินไปถามว่า “ไปไหน” แต่นายสมชัย เอาแฮนรถจักรยานเหล็กแข็งมากระทุ้งบริเวณเอวของตนก่อน ทำให้ตนเส้นกระตุก เพราะจั๊กจี้ และตกใจ ใครจี้เอวตน ไม่ได้เลย มันจั๊กจี้จริงๆ ทำให้เส้นกระตุก จั๊กจี้ มือไม้ท่าทางจะออกท่าทางไปหมด ไม่ได้ตั้งใจกระทำ และไม่มีเจตนาไปผลักรถจักรยานให้สมชัยล้มลง เพราะหากไม่เอาแฮนด์กระทุ้งเอวตนก่อน เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้น ตนยังไม่แจ้งความเลย ถือว่าทำร้ายตน เรื่องเล็กน้อย

ส่วนภาพที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ หลายภาพตัดต่อ บิดเบือนข้อเท็จจริง ในยุค AI ปัญญาประดิษฐ์ สามารถทำได้หมดด้วยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แพลตฟอร์มต่างๆ ตัดต่อว่า มีการใช้กำลังรุนแรงในพื้นที่ส่วนราชการ และเป็นมีมไวรัล เทคนิคจัดฉากขี่จักรยานยนต์ทุกครั้ง เพื่อให้เกิดภาพสงสาร ถามว่า รถยนต์ที่บรรทุกจักรยาน คุณเอาเงินจากไหนมาซื้อ เดี๋ยวได้ตรวจสอบกัน เพราะนายสมชัย ไม่มีรายได้และไม่มีงานทำ หากตนจะทำร้ายนายสมชัยจริง เมื่อนายสมชัยได้นั่งลง และนั่งทำสำออย เหตุใดตนไม่กระโดดเตะปาก พี่น้องสื่อต้องฟังความสองฝ่ายและรับฟังความสองฝ่าย เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ส่วนสื่อมวลชนที่เป็นผู้หญิง ช่อง PPTV ที่ตนโต้เถียงด้วย ตนยืนยันว่า มีพฤติการณ์นำเสนอข่าวไม่เป็นกลางจริง เข้าข้างนายสมชัย ไม่มีจริยธรรมสื่อ ที่ต้องเสนอข้อเท็จจริงให้ครบทุกด้าน เพราะตนเจอนักข่าวคนนี้ ช่วงเช้าที่ ปปช.ที่ไปยื่นหนังสือต่อ ปปช.เวลา 10.30 น.พฤติกรรมออกตั้งแต่ตั้งคำถาม ฝากผู้บรริหาร PPTV จัดการด้วย ให้ยึดหลักจริยธรรมสื่อ ที่นำเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง คำแถลงปรึกษาผู้บริหาร PPTV หรือยัง ระวังจะถูก กสทช.ดำเนินการนะ ตนจะให้ฝ่ายกฎหมาย ยืนหนังสือต่อ กสทช.ว่าพฤติกรรมแบบนี้ ปล่อยปละละเลย ทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาต กสทช.หรือไม่

“นักข่าวภาคสนามเฉพาะคนนี้ นำเสนอข่าวไม่เป็นกลาง เอนเอียงไปฝ่ายนายสมชัย แบบนี้ ไม่เรียกนักข่าว เพราะจงใจใช้ความเป็นนักข่าวเสนอข่าวไม่เป็นกลาง ตนมีหลักฐานทั้งที่ ปปช.และหน้า สน.ทองหล่อ เดี๋ยวจะให้ฝ่ายกฎหมายไปยืนต่อ กสทช.จะได้จัดการสื่อที่ไร้จริยธรรม ตนเน้นย้ำนะ เฉพาะบางคน แต่พี่น้องสื่อ PPTV หลายท่านมีความเป็นกลาง และเสนอข่าวครบถ้วนและรอบด้าน”

ทั้งนี้ ตนทำธุรกิจสื่อด้วย ในฐานะประธานกรรมการใหญ่ ผู้บริหาร บจ.AURELIEN GROUP และบริษัทในเครือ AG โดยบริษัท ไทย ไพรม์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด จะได้เห็นทีวีช่องใหม่ จะเป็นคู่แข่งกับทีวีดิจิทัล โดยตนเองพร้อมหุ้นส่วนลงทุนสูงหลักพันกว่าล้าน นำบริษัทยกระดับจดทะเบียนกับ ตลท.ขยับเป็น บริษัทมหาชนจำกัด ส่วนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ตนได้ลงนามไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ส่วนผู้บริหาร และ บก. ตนจะลงนามในวันพรุ่งนี้ และจะแถลงข่าวเปิดตัวเร็วๆ นี้ ที่ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเอราวัณ ราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร

ส่วนข้อหาที่นายสมชัย แจ้งความคนในคดีอาญา มาตรา 391 , 392 เป็นความผิดเพียงลหุโทษ หากตนรับสารภาพ โทษแค่ปรับ แต่ตนปฏิเสธ เพราะไม่ได้อะไรผิดกฎหมาย ส่วนข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตาม ปอ.ม.358 นายสมชัย อ้างว่ารถจักรยานต์เป็นรอยและนาฬิกาที่สวมใส่มีรอยขีดข่วน ราคา 30,000 บาท ต้องไปพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า ตนทำลายทรัพย์สินอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ แต่ตนบอกได้เลย “ไม่ได้กินเงินตนหรอก” เพราะตนไม่ได้กระทำโดยเจตนา เพราะใครจี้เอวตนไม่ได้ มันจั๊กจี๋ มือไม้ไปหมด ให้ไปอ่านโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ผู้กระทำต้องรู้สำนึกในการกระทำ ต้องมีการกระทำ ถึงจะมีเจตนา ตาม ปอ.มาตรา 59 วรรคสอง ขาดองค์ประกอบความผิด

“สัปดาห์หน้าจะมอบอำนาจให้ทนายความไปกล่าวโทษกับนายสมชัย ตนจะแจ้งความกลับ นายสมชัย ศรีสุทธิยกร ในข้อหาแจ้งความเท็จฯ ตาม ปอ.มาตรา 172 , 173 , 174 รวมถึงข้อหาทำร้ายร่างกายฯ โดยจะเล่นกลับคืนทุกดอก ให้พี่น้องสื่อมวลชนติดตาม”

“แหม เอาทนายความขี้กาก กระจอก มาร้องคัดค้านประกันตัวในคดีลหุโทษเนี่ยนะ ไม่มีใครเขาทำกัน ไม่รู้ว่าเรียนจบกฎหมายมาจากที่ไหนมา ที่รู้ๆ คือ เป็นลูกน่องของ นายยิ่งชีพ ไอลอว์ และทนายคนนี้ เป็นผู้ต้องหาที่ 4 คดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน สมคยกันฟอกเงินด้วย
แต่เท่าที่รู้จากสายลับคนให้ข้อมูล กลุ่มนี้ “ไม่มีรายได้และไม่มีงานทำ” “อาศัยเงินบริจาคจากต่างประเทศ” ในการดำรงชีพและนำเงินมาทำลายองค์กร กกต.กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านบางพรรค โดยกลุ่มนี้ หลักลอยและไม่มีที่อยู่มเป็นหลักแหล่งที่แน่นอน”

ส่วนนายปริญญา หรือ เอก ทำตัวเป็นกูรูกฎหมาย รู้ทุกเรื่อง แต่กลับไม่รู้เรื่องของตนเอง เป็นอาจารย์เสื้อส้ม ให้ความเห็นไม่เป็นกลางและไม่เป็นไปตามวิชาการ ทำตัวเป็นศาลโซเชียล ตัดสินคนอื่น ตัวนายเอก เป็นคนดีคนเดียว ไม่เคยรู้ตัวเอง ตนไม่ให้ราคา ตนไม่เคารพ ยิ่งเอาตำแหน่งมาให้นายสมชัย เป็นเครื่องมือในการทุจริตหลอกลวงประชาชนอีก ตนรับไม่ได้ สัปดาห์หน้า ตนจะไปยื่นหนังสือถึง อธิบการบดี มธ.ตรวจสอบและให้ตั้งกรรมการสอบคดีวินัย จะได้รู้ว่า ตัวเองได้กระทำอะไรไว้กับพี่น้องประชาชนไว้ อย่าทำตัวเป็นพระเอก คนที่อายถึงสถาบัน คือ นายเอก หรือ ปริญญา มิใช่ตนเอง เพราะตนเรียนจบไม่เคยไปอ้างอิงสถาบัน มธ.เพราะตนจบ ดร.หลายสาขา หลายสถาบัน และไม่เคยไปหากินในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนนายสมชัย อดีต กกต.ตนไม่เคยให้ราคา สายลับของตนตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบว่า มีการมีงานทำ อาศัยโซเชี่ยลโพสต์เป็นรายวัน รายชั่วโมง อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานใหญ่ของตนไม่เกิน 300 เมตร แถวถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี ตนไปซื้อสินค้าดอยคำ ที่จำหน่ายสินค้าน้ำหลากชนิด ที่ผลิตโดยบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และไม่มีรายได้ อาศัยเงินจากอะไรดำรงชีพ อยากค้าความกับตน ก็พร้อมท้าชนทุกคดี ฟ้องมาฟ้องกลับ ไม่โกงกัน และจะเอาคืนทุกดอกภายในอายุความ ส่วนตนกล่าวหานายสมชัย ขณะนี้ 5 คดี ที่ สน.ทุ่งสองห้อง 2 คดี สน.บางโพ 1 คดี สน.ทองหล่อ 2 คดี และจะกล่าวโทษเพิ่มอีกพร้อมกับผู้บริหารสภาทนายความยกชุดในสัปดาห์หน้า พร้อมกับอุทธรณ์คำสั่งต่อสภานายกพิเศษ (รมว.ยุติธรรม) ตาม พรบ.ทนายความ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบเรื่องด้วย โดยตนทราบจากนายสมชัย ได้นำมาโพสต์และตรวจสอบจากนายทะเบียนสภาทนายความ ทราบเรื่อง เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569

ผู้ต้องหากลุ่มนี้ ทำเป็นขบวนการ มีหลักฐานจากนายสมชัยโพสต์ ไม่น้อยกว่า 2,000 กรรม และความเสียหายจำนวนนมาก แม้นายสมชัยจะอ้างว่าไม่เบิกเงินมาใช้ก็ดี จะได้นำมาคืนตนและพี่น้องประชาชนที่เป็นเหยื่อทีถูกหลอก

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมดร.ณัฎฐ์ยิ่งชีพ ไอลอว์สมชัย ศรีสุทธิยากร

เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต รัฐบาลอนุทิน จัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดันไทยคืนเวทีอาเซียน-เอเชีย เร่ง FTA เปิดตลาดใหม่ ดึงลงทุนคุณภาพกลับเข้าเรดาร์โลก

6 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย

โดย นายอนุทิน ให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้

“แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าว กล่าวว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ โดยที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย

แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย

ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ

“รัฐบาลนายกฯอนุทิน ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

เอกอัครราชทูต,ทูต,รัฐบาลอนุทิน,ทูตเศรษฐกิจ,FTA,เศรษฐกิจ,

รัชดาชี้รัฐบาลทำจริง นโยบายทหารอาสา ชวนคนรุ่นใหม่สมัครรับใช้ประเทศ เปิด 4 โอกาสสร้างอนาคต

6 กันยายน 2569 เวลา 09:22 น.

6 กันยายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาระบบการรับราชการทหารไปสู่ระบบสมัครใจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่นายกฯอนุทินแถลงต่อรัฐสภาแล้วผลักดันสู่การปฎิบัติจริง โดยในปีงบประมาณ 2570 กองทัพบกจะดำเนินโครงการทหารอาสา (ทอส.) เปิดโอกาสให้กำลังพลสำรองเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามความสมัครใจ ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและเส้นทางอนาคตให้ผู้สมัคร เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นทั้งการทำหน้าที่เพื่อประเทศและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ 4 โอกาสสำคัญ ได้แก่

1. โอกาสมีรายได้และสวัสดิการ ได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวม 15,000 บาทต่อเดือน พร้อมสิทธิรักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีบ้านประสบภัยธรรมชาติ และประกันชีวิต

2. โอกาสพัฒนาตนเองและทักษะ ได้รับการฝึกและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง เสริมสร้างระเบียบวินัย สมรรถภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานต่อไป

3. โอกาสทางการศึกษาและวิชาชีพ สามารถพัฒนาความรู้ เพิ่มวุฒิการศึกษาและทักษะวิชาชีพ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพหลังพ้นหน้าที่

4. โอกาสต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต มีโอกาสเข้าสู่เส้นทางรับราชการ โดยได้รับโควตาพิเศษในการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก และคะแนนเพิ่มพิเศษภาควิชาการในการสอบบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดกองทัพบก รวมถึงสามารถนำทักษะและประสบการณ์ไปต่อยอดการทำงานในภาคเอกชนหรือประกอบอาชีพส่วนตัว

สำหรับผู้สนใจ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 – 24 มกราคม 2570 สมัครได้ 2 ช่องทาง คือ สมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ rcm.rta.mi.th หรือ สมัครด้วยตนเองที่หน่วยทหารที่เปิดรับสมัครทั่วประเทศ รวมถึงสำนักงานสัสดีอำเภอและสำนักงานสัสดีจังหวัด
โครงการเปิดรับผู้สำเร็จการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (รด. ปี 3–5) และทหารกองหนุนหรือพลทหารที่ปลดประจำการแล้ว โดยตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตรกำหนดวุฒิปริญญาตรี อายุ 18–35 ปี และตำแหน่งนายทหารประทวน วุฒิ ม.6 หรือ ปวช. อายุ 18–30 ปี ผู้สมัครสามารถเลือกหน่วยและตำแหน่งที่เปิดรับตามคุณสมบัติที่กำหนด ทำสัญญาครั้งละ 4 ปี และต่อสัญญาได้ 1 ครั้ง รวมไม่เกิน 8 ปี

“รัฐบาลเร่งผลักดันทุกนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาสู่การปฏิบัติ สำหรับนโยบายทหารอาสานั้น ให้ประโยชน์ทั้งกับประชาชนและประเทศ เพราะนอกจากผู้สมัครจะได้รับโอกาสทั้งรายได้ ทักษะ การศึกษา และอาชีพ ประเทศจะได้กำลังพลที่เข้ามาด้วยความสมัครใจ มีแรงจูงใจ และสามารถคัดเลือกให้ตรงกับภารกิจของกองทัพมากขึ้น เป็นการปรับระบบกำลังพลให้มีขนาดและองค์ประกอบเหมาะสมกับภารกิจ ลดการพึ่งพาการเกณฑ์ทหารตามลำดับ และช่วยให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณด้านกำลังพลของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

รัฐบาล,ทหารอาสา,คนรุ่นใหม่,รับใช้ประเทศชาติ,กองทัพบก,

แก้หนี้ครูต้องแก้ทั้งระบบ รัฐบาลเดินหน้า ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้าง-ป้องกันหนี้ใหม่ ไม่ใช่แค่ลดดอกเบี้ย

6 กันยายน 2569 เวลา 09:01 น.

ศธ. ผนึก เกษตรฯ เร่งแก้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หลังพบหนี้รวมกว่า 1.14 ล้านล้านบาท สมาชิก 8.6 แสนราย ตั้งคณะกรรมการร่วม 2 กระทรวง ดึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมดูข้อกฎหมาย วางแนวทางตั้งแต่หาแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำ เปลี่ยนแหล่งเงินกู้ รวมหนี้ ปรับแผนชำระ ไปจนถึง Credit Lock ป้องกันก่อหนี้ใหม่ หวังให้ครูมีเงินเหลือใช้และหลุดจากวงจรหนี้อย่างยั่งยืน

6 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยขยับจากการช่วยลดภาระดอกเบี้ย ไปสู่การแก้ปัญหา “ทั้งระบบ” โดยเฉพาะหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นภาระสำคัญของครูจำนวนมาก พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อวางแนวทางแก้หนี้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ไปจนถึงภาระหนี้ของสมาชิก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิก 862,539 ราย และมีเงินให้กู้รวม 1,141,545 ล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีค่าเฉลี่ย 5.60% และสูงสุดถึง 9% โดยมีสหกรณ์ 15 แห่ง หรือ 13% ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 7%

“แก้หนี้ครูจะมองแค่การลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะหากต้นทุนในการหาเงินมาปล่อยกู้ของสหกรณ์ยังสูง ภาระหนี้และระยะเวลาชำระยังไม่เหมาะสม และสมาชิกยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ ปัญหาก็อาจกลับมาอีก รัฐบาลจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางของเงินทุน ไปจนถึงการบริหารหนี้ของครูแต่ละคน” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการหารือเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเลขาธิการ สกสค. และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานกรรมการฝ่ายละหน่วย พร้อมเชิญผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้จริง

สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา จะครอบคลุมตั้งแต่การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ เพื่อลดต้นทุนในการนำเงินมาปล่อยกู้และช่วยให้สหกรณ์มีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไปจนถึงการช่วยสมาชิก เปลี่ยนไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำลง การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว การปรับแผนชำระหนี้ และการยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนสอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกมากขึ้น โดยแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอให้บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำมาช่วยลดภาระทางการเงินของสมาชิกและสหกรณ์

ขณะเดียวกัน การแก้หนี้ต้องไม่จบแค่การช่วยชำระหนี้เดิม แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ก้อนใหม่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางนำเครื่องมือ Credit Lock มาใช้ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อป้องกันสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไม่ให้ไปก่อหนี้เพิ่มกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อรายอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีสหกรณ์ 14 แห่งนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับสมาชิก 914 รายแล้ว ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 9 แห่ง สมาชิก 864 ราย
นอกจากนี้ ยังมีแนวทาง กำหนดอัตราเงินปันผลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับผลการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารสหกรณ์มีความสมดุลและไม่เพิ่มแรงกดดันให้ต้องหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง รวมถึงปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ให้เป็นไปตามแนวคิด “การปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) โดยพิจารณาความสามารถของสมาชิกในการชำระหนี้ในระยะยาว รวมถึงภาระทางการเงินที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่ทำให้ครูจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง แต่ต้องทำให้ครูมีหนี้ที่บริหารจัดการได้ มีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เพิ่มอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ต้องเร่งแก้คือกรณีครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือนในสัดส่วนสูง เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ถึง 30% ของเงินเดือน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น การแก้หนี้ครูจึงต้องทำควบคู่กันทั้ง “ลดต้นทุน – ลดภาระผ่อนต่อเดือน – ปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ – ป้องกันหนี้ใหม่”

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม 2 กระทรวงจะเร่งศึกษารายละเอียดทั้งด้านมาตรการ แหล่งเงินทุน แนวทางปรับหนี้ และข้อกฎหมาย ก่อนรายงานผลภายใน 30 วัน เพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อไป

“จากลดดอกเบี้ย ต้องไปให้ถึงลดต้นทุน จากลดต้นทุน ต้องไปถึงการปรับหนี้ให้เหมาะกับรายได้ และจากนั้นต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ครูไม่กลับไปเป็นหนี้ซ้ำ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ครูมีความมั่นคงทางการเงิน มีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิต และสามารถกลับไปทุ่มเทกับการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

แก้หนี้ครู,รัฐบาล,สหกรณ์ออมทรัพย์ครู,

นิด้าโพลเผยโค้งแรก ศึกนายก อบจ.นนทบุรี นฤพนธ์ กลุ่มผึ้งหลวง คะแนนนำ – เดชรัต พรรคประชาชน ตามมาติดๆ

6 กันยายน 2569 เวลา 07:32 น.

6 กันยายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้งนายก อบจ. นนทบุรี ตอนนี้ใครนำ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนนทบุรี กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,100 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.27 ระบุว่าเป็น นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ (กลุ่มผึ้งหลวง) รองลงมา ร้อยละ 27.55 ระบุว่าเป็น นายเดชรัต สุขกำเนิด (พรรคประชาชน) ร้อยละ 22.73 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจใดๆ ร้อยละ 2.45 ระบุว่า ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) ร้อยละ 2.27 ระบุว่าเป็น พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร (ผู้สมัครอิสระ) และนายธามม์ พักตร์บวร (ผู้สมัครอิสระ) ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 1.82 ระบุว่าเป็น ว่าที่ร้อยตรี นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ (ผู้สมัครอิสระ) ร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) ร้อยละ 1.27 ระบุว่าเป็น นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี (ผู้สมัครอิสระ) และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองระดับประเทศในปัจจุบันต่อการตัดสินใจของประชาชนในการลงคะแนนเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 20 กันยายนนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.09 ระบุว่า ไม่ส่งผลเลย รองลงมา ร้อยละ 27.36 ระบุว่า ส่งผลมาก ร้อยละ 22.27 ระบุว่า ค่อนข้างส่งผล ร้อยละ 12.92 ระบุว่า ไม่ค่อยส่งผล และร้อยละ 0.36 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

กลุ่มผึ้งหลวงนฤพนธ์เย็นประเสริฐนายก อบจ.นนทบุรีนิด้าโพลเดชรัต สุขกำเนิดเลือกตั้ง

‘อนุทิน’แจงไปนอก ล้มหม่ำข้าว ไม่มีคิวพรรคร่วม

6 กันยายน 2569 เวลา 06:11 น.

‘อนุทิน’แจงไปนอก ล้มหม่ำข้าว ไม่มีคิวพรรคร่วม ลั่นรบ.ไม่เเกี่ยวฮั้วสว. พท.หวั่นมือที่3เสี้ยม ห่วงก.ย.การเมืองร้อน

เพื่อไทย ห่วงกันยายนการเมืองร้อนฉ่า ทั้งมีมือที่ 3 คอยสุมไฟ ขยายความขัดแย้งขณะที่นายกฯอนุทิน แจงเลิกหม่ำข้าว พรรคร่วมรัฐบาล เพราะติดภารกิจไปต่างประเทศ ย้ำอีกหนรัฐบาลไม่เกี่ยว ฮั้วสว.ไม่กังวลฝ่ายค้าน ใช้เวทีงบฯปี’70 อุ่นเครื่องซักฟอกถล่มรัฐบาล

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเลื่อนเชิญคณะรัฐมนตรี(ครม.)และพรรคร่วมรัฐบาลมารับประทานอาหารเย็นที่บ้านพักส่วนตัวในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนนี้ จะเป็นการขยับวันเข้าไปใกล้ช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ว่า ตนต้องไปร่วมถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต โดยไปในนามรัฐบาลไทยเลยมีความจำเป็นต้องเลื่อนไปก่อน เพราะจะต้องออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 7กันยายนนี้

หนูไร้กำหนดทานข้าวพรรคร่วมฯ

เมื่อถามว่าจะขยับไปช่วงสัปดาห์หน้าหรือไม่นายกฯกล่าวว่ายังไม่ได้กำหนด เมื่อถามต่อว่าดูสถานการณ์ตอนนี้ อาจจะยังไม่จำเป็นต้องกินข้าวเพื่อกระชับมิตรหรือไม่นายกฯกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน การนัดรับประทานอาหาร พรรคร่วมรัฐบาลที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.)บอกว่าตั้งแต่เข้ามา 6 เดือนแล้ว ยังไม่เคยได้ทานข้าวในบรรยากาศที่สามารถพูดคุยอะไรกันได้แบบสบายๆ ก็เลยจะนัดในวันที่ 6 ก.ย.นี้แต่มีภารกิจที่สำคัญยิ่งเลยต้องเลื่อนไปก่อนเท่านั้นเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3 ในวันที่ 7-9 สิงหาคม นี้ว่า สส.หลายคนเป็นกรรมาธิการ(กมธ.)อยู่แล้วก็พร้อมชี้แจง เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณ เป็นเรื่องระหว่าง กมธ.กับสภาผู้แทนราษฎร ส่วนภาคราชการก็ให้ข้อมูลสนับสนุน ซึ่งต้องชี้แจงให้กระจ่างใครสงวนญัตติไว้ก็เอามาพูดในที่ประชุม เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจไปด้วย นายกฯกล่าวว่าสส.มีเอกสิทธิ์อยู่แล้ว จะพูด หรืออภิปรายอะไรก็อยู่ที่หัวข้อและการกำกับดูแลของประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามว่า การประชุมสภาในสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า พรรคภูมิใจไทย พยายามดึงเกมไม่ให้อภิปรายรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพราะกลัวพาดพิงคดีฮั้ว สว. นายกฯกล่าวว่าไม่มี พรรคภูมิใจไทย ทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ฝ่ายบริหารก็ทำงานอย่างเต็มที่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เหมือนกัน

ลั่นรบ.ไม่เคยเกี่ยวข้องคดีฮั้วสว.

เมื่อถามว่ามีความพยายามโยงคดีฮั้วสว.กับพรรคภูมิใจไทยมีหน่วยงานไหนมาสอบถามหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ไม่รู้ ไม่มีไม่ทราบ รัฐบาลไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วสว.ไม่มีส่วนไหนที่รัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้อง เพราะรัฐบาลนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ส่วนรัฐบาลอนุทิน 1 ก็ปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่มีการเลือกสว.เมื่อปี 2567 ดังนั้น รัฐบาลของตนทั้งสองชุด มาหลังการเลือก สว.ประมาณ 1 ปี 3 เดือน ยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการปั่นกระแสของฝ่ายค้านหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ทุกคนทำหน้าที่ตัวเอง มีอะไรเราก็รับฟัง เราก็ชี้แจง จะไปห้ามคนกล่าวหาไม่ได้ ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลก็ต้องชี้แจง ถ้าชี้แจงตรงไหนไม่ได้ก็เสร็จ แค่นั้นเอง

ไม่ติดภารกิจนั่งอยู่ตลอด

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเรียกร้องให้เข้าสภาฯมาชี้แจงด้วยตัวเอง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็เข้าสภาอยู่เนืองๆ มีหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วย แต่วันที่ 7-9 กันยายนนี้ ตนอยู่ที่สภาไม่ได้เพราะได้รับพระบรมราชโองการให้เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายความเคารพพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์ กว่าจะกลับวันที่ 11 กันยายน เรื่องหน้าที่นิติบัญญัติ ถ้าตนไม่ติดภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน ก็ไปจ่อมอยู่ที่สภาตลอดเวลา ตนทำงานอยู่ที่สภาได้เพราะมีห้องทำงานของนายกฯ แต่ส่วนใหญ่จะมีภารกิจที่อยู่ต่างจังหวัดบ้าง อยู่ต่างประเทศบ้าง

ชี้ 6 เดือนถึงเวลาพีอาร์ผลงาน

นายกรัฐมนตรียังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการรายการคุยกับครม.อนุทินในวันเดียวกันนี้ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ประเดิมเป็นเทปแรกในการสื่อสารกับประชาชนว่า ยังไม่ได้ติดตามเลยก็ดีครับ เราเข้ามาทำงานเกือบจะครึ่งปี แล้วก็น่าจะถึงเวลาที่ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ทางกรมประชาสัมพันธ์ก็มีดำริให้คณะคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ต้องการจะถ่ายทอดหรือแจ้งประชาชนในเรื่องต่างๆ กรมประชาสัมพันธ์ก็จัดช่วงเวลาให้

เมื่อถามว่านายกฯจะร่วมด้วยหรือไม่ นายอนุทินตอบสั้นๆว่า“ถ้าโอกาสอำนวย”

เมื่อถามต่อถึงกรณีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า เพราะรัฐบาลกระแสตกจึงต้องมีการจัดรายการนายกฯ หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ซัด‘ฝ่ายค้าน’งอแงเหมือนเด็ก

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)ระบุว่าที่รัฐบาลจัดรายการคณะรัฐมนตรี(ครม.)พบประชาชนนั้น เพราะอยู่ในช่วงที่คะแนนนิยมตกต่ำว่ายิ่งนานวันพรรคประชาชนก็ยิ่งทำตัวงอแงเหมือนเด็กขึ้นทุกวัน เมื่อก่อนรัฐบาลไม่ได้จัดรายการอะไรก็บอกว่ารัฐบาลไม่เคยสื่อสารอะไรกับประชาชนพอรัฐบาลจะจัดรายการคณะรัฐมนตรีพบประชาชนเพื่อสื่อสารกับคนไทยทุกคน อย่างที่ฝ่ายค้านต้องการก็กลับบอกว่า เพราะคะแนนนิยมตกต่ำ ทั้งๆ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เน้นทำงานเป็นหลักจึงไม่เคยมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าคะแนนนิยมจะตกต่ำเพราะถูกฝ่ายค้านเสียดสี สาดโคลนหรือไม่ เพียงแต่ในระยะหลังฝ่ายค้านเริ่มเลอะเทอะให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนไม่ครบถ้วนรัฐบาลจึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบเพื่อคลายความกังวล รัฐบาลไม่นิยมแถลงพร่ำเพรื่อ พูดไปเรื่อยรายวัน เพียงเพราะหวังชิงพื้นที่สื่ออย่างที่พรรคประชาชนชอบทำเพราะประชาชนไม่ได้อะไรเลยนอกจากเสียเวลาเปล่า

ป้องนายกฯไม่เคยหนีกระทู้สภา

นายธนกรยืนยันว่านายกฯให้ความสำคัญกับการทำงานของสภา สนับสนุนการติดตาม ตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้หลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ในสภา แต่เนื่องจากติดภารกิจสำคัญ มอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้ชี้แจงแทนเพราะเป็นคนที่ทราบรายละเอียดในเรื่องนั้นๆ และสามารถให้ข้อมูลได้ชัดเจนและครบถ้วนกว่าที่ผ่านมาเชื่อว่าประชาชน ก็คงได้เห็นแล้วว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านนั้น เป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือเป็นการทำตามหน้าที่ในรัฐสภาจริงหรือไม่ หรือ แค่ต้องการใช้เวทีสภา ไปกดดันหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือไม่ เพียงเพื่อหวังเพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเอง

เตือนกันยาฯการเมืองร้อน

ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไท กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในเดือนกันยายน ว่า ได้รับข้อมูลจากมวลชนหลายกลุ่ม เริ่มมีความเคลื่อนไหวมีความเป็นไปได้จะมีกิจกรรมหรือการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายน ขณะที่บางกลุ่มได้ประกาศทิศทางความเคลื่อนไหวต่อสาธารณะแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาไม่ได้มีเพียงการชุมนุม แต่เป็นช่วงที่หลายแรงกดดันกำลังมาบรรจบกัน ทั้งการตรวจสอบทางการเมือง คดีและกระบวนการทางกฎหมายที่สังคมจับตา ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ภาระหนี้ของประชาชน ถ้าปล่อยให้สะสมโดยไม่มีคำตอบก็อาจกลายเป็นเชื้อไฟทางการเมืองได้

พร้อมย้ำว่า รัฐบาล ฝ่ายการเมือง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่ประมาทตื่นตระหนก รัฐบาล ต้องไม่มองประชาชนที่เห็นต่างเป็นศัตรู ประเทศผ่านบทเรียนความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนนมาแล้วหลายครั้ง สุดท้ายตกอยู่กับประชาชน เศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของประเทศ แม้การใช้สิทธิชุมนุมตราบใดที่ไม่ก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย สร้างความเสียหายถือเป็นสิทธิ รัฐบาลต้องฟัง ผู้จัดชุมนุมอย่าปล่อยให้มีความรุนแรงในพื้นที่ ไม่สร้างเงื่อนไขไปสู่การเผชิญหน้า

หวั่นมือที่3เติมเชื้อไฟขยายขัดแย้ง

นายพร้อมพงศ์มองอีกว่าข้อเรียกร้องคนนำไปสู่การชุมนุม ที่มีคนบางกลุ่ม บางชาติแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในประเทศไทย ปัญหาทุนเทา อาชญากรรมข้ามชาติ นอมินีผู้มีอิทธิพล สร้างความเสียหายให้ประเทศและทางเศรษฐกิจ รัฐบาลตรวจสอบตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นสงครามกล่าวหาทางการเมือง ทุนเทา ต้องจัดการด้วยกฎหมาย กฎหมายต้องไม่มีสี ความยุติธรรมต้องเท่าเทียม และต้องไม่มีสองมาตรฐาน

“ทุกการชุมนุมสิ่งที่น่าหวั่นใจ คือ เหตุแทรกซ้อน เมื่อมวลชนจำนวนมากรวมตัวท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองที่สูง ย่อมมีความเสี่ยงที่บุคคล หรือกลุ่มที่ไม่หวังดีอาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ทำให้การชุมนุมโดยสงบบานปลายได้ ขอย้ำว่า ไม่ได้กล่าวหาว่ามีกลุ่มใดเตรียมก่อเหตุแต่บทเรียนในอดีตชัดเจน เราต้องป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ปล่อยให้มีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ขยายความขัดแย้ง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยตามหาผู้รับผิดชอบ”

ชงดับ4เรื่องก่อนการเมืองร้อน

นายพร้อมพงศ์ ขอเสนอ 4 เรื่องเร่งด่วน ก่อนการเมืองร้อนกว่านี้ 1. รัฐบาลต้องฟัง ก่อนปัญหาลงถนนเรื่องใดตอบได้ต้องรีบตอบ เรื่องใดมีข้อสงสัยต้องเร่งตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ความไม่พอใจสะสมจนประชาชนรู้สึก ไม่มีช่องทางอื่นในการส่งเสียง 2. เรื่องที่สังคมสงสัย ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักการเมือง กลุ่มทุน หรือบุคคลใด ผิดต้องดำเนินคดี ไม่มีหลักฐานก็ต้องให้ความเป็นธรรม 3.ป้องกันเหตุแทรกซ้อน เจ้าหน้าที่และผู้จัดการชุมนุมต้องมีช่องทางประสานงานชัดเจน เจ้าหน้าที่ใช้ความอดกลั้นและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสมได้สัดส่วน ผู้จัดชุมนุมต้องป้องกันไม่ให้พวกจ้องสร้างสถานการณ์มาปะปนกับประชาชนที่ใช้สิทธิโดยสงบ 4. รัฐบาลเร่งสร้างผลงาน ลดเชื้อไฟจากปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ค่าพลังงานที่สูงฯ เป็นเรื่องที่ประชาชนสัมผัสทุกวัน หากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมาชนกับความไม่พอใจทางการเมือง ความตึงเครียดยิ่งขยายตัวลุกลามได้

“ม็อบอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นบนถนน แต่ต้นเหตุของความไม่พอใจอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาล ปัจจัยสำคัญคือ การกินดี อยู่ดีของประชาชนและเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องดับไฟ2 กองพร้อมกัน คือ ไฟความเดือดร้อนจากความเป็นอยู่ของประชาชน กับไฟความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยผลงาน ความโปร่งใส การใช้กฎหมายที่เท่าเทียมหวังว่า เดือนกันยายนควรเป็นเดือนที่ทุกฝ่ายร่วมดับไฟ ร่วมกันแก้ไขพร้อมกับเสนอทางออกให้กับประเทศ”นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายกอนุทินยันรัฐบาลไม่เกี่ยวฮั้วสว.แจงไปนอกเลื่อนทานข้าวพรรคร่วมใข้เวทีงบ70อุ่นเครื่องถล่มรัฐบาลไม่กังวลฝ่ายค้าน

หวั่นดาต้าฯเอื้อนายทุน ปชป.ถล่มยับ สร้างปัญหาให้คนกรุง ขยี้ซ้ำTH-AIบกพร่อง

6 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

หวั่นดาต้าฯเอื้อนายทุน ปชป.ถล่มยับ สร้างปัญหาให้คนกรุง ขยี้ซ้ำTH-AIบกพร่อง

พรรคประชาธิปัตย์ เตือนรัฐบาล-กทม. เตรียมรับศึก “Hyperscale Data Center” ใจกลางเมือง ซ้ำเติม 3 วิกฤต กรุงเทพฯ จี้ คุมเข้มส่งเสริมเพื่อคนไทย ไม่ใช่เอื้อนายทุน-ทุนต่างชาติ ‘การดี’ กาง3ปมร้อนขยี้ ‘TH AI Passport’ ต่อเนื่อง หลังเปิดใช้งาน 5 วัน ห่วงโมเดลฟรี ‘ล้าหลัง-โควตาน้อย’

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความห่วงใยต่อทิศทางการจัดตั้งและอนุมัติศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือHyperscale Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่า แม้การพัฒนา Data Center จะเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ลักษณะการก่อสร้างระดับ Hyperscale หรือการสร้างอาคารทั้งตึกเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ นั้น แทบไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ให้แก่เมืองและประชาชน นอกเหนือไปจากกลุ่มผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว

นายพงศกร ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลัก 3 ประการที่เกิดขึ้นหากปล่อยให้เกิด Hyperscale Data Centerในพื้นที่เมืองหลวง 1.วิกฤตความร้อนและปรากฏการณ์โดมความร้อน เนื่องจากการทำงานเต็มรูปแบบของ Data Center ขนาดใหญ่มีการปล่อยความร้อนสูงมาก ขณะที่สภาพเมืองของกรุงเทพฯ มีความหนาแน่นจนเกิดสภาวะเหมือนมีโดมหรือฝาชีครอบ ความร้อนที่ปล่อยขึ้นไปจะสะท้อนกลับลงมา ทำให้ความร้อนในพื้นที่เมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

อันตรายสะสมน้ำมันสำรอง

2.อันตรายจากการสะสมน้ำมันสำรอง กล่าวคือ Data Center ขนาดใหญ่ต้องมีการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลและรันเครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อป้องกันไฟดับ ซึ่งการตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือใกล้สถานพยาบาลย่อมสร้างความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังมีปัญหากลิ่นและสารพิษระเหยออกมาจากการรันเครื่องทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง

3.คนไทยและเมืองแทบไม่ได้ประโยชน์ เพราะในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเข้ามาของ Data Centerไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการสร้างงาน การจัดเก็บภาษี หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ยังเป็นของต่างชาติ แต่คนไทยกลับต้องทนรับกลิ่นน้ำมัน ความร้อน และมลพิษน้ำเสียที่แอบปล่อยลงสู่ระบบ

ซัดอย่ามุ่งแต่ความสะดวกนักลงทุน

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า “Data Center ไม่ควรอยู่ในเมืองโดยเฉพาะใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร” การพัฒนาพื้นที่ควรมองภาพรวมรอบนอกเมืองและวางโครงสร้างพื้นฐานในจุดที่มีความพร้อม เพื่อป้องกันระบบล่มและกระจายความเจริญสู่รอบนอก

“จะพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ อย่าเอาแค่สะดวกคนมาลงทุน เอาสะดวกชาวบ้านด้วย” นายพงศกร กล่าว พร้อมระบุว่า การขายที่ดินหรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกกลุ่มไม่ใช่แค่นายทุนบางกลุ่มหรือคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย

ต่อข้อถามถึงการตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุดของรัฐบาลเพื่อจัดทำแผน Data Center ภายใน1 เดือนนั้น นายพงศกร ยืนยันในหลักการเดิมว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะดีเพียงใด แต่ Hyperscale DataCenter ไม่ควรตั้งอยู่ในเมือง รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องตั้งเกณฑ์ที่เข้มงวด ยึดประโยชน์และสุขอนามัยของคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคนเป็นตั้ง ไม่ใช่เลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดแล้วปล่อยให้ประชาชนแบกรับผลกระทบในระยะยาว

‘การดี’ขยี้‘TH-AI Passport’

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการติดตามโครงการ TH-AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน โดยระบุว่า จากการจัดกิจกรรมทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พบประเด็นที่น่ากังวลหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพของโมเดล การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และความคุ้มค่าของโครงการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โมเดล AI ฟรีที่ให้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับโมเดลฟรีในตลาด และมีข้อจำกัดด้านจำนวนคำสั่งที่ใช้งานได้ต่อวัน และมองว่า หากเป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพิ่มผลิตภาพ และช่วยเหลือ SMEs ก็ควรแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานให้ชัดเจนว่า นักเรียน ครู ข้าราชการ SMEs และสตาร์ทอัพ ต้องการใช้ AI เพื่ออะไร

พร้อมกันนี้ นางการดี ยังแสดงความกังวลว่า หากนำโมเดลที่ยังไม่ฉลาดเพียงพอไปให้ประชาชนใช้อย่างแพร่หลาย อาจเกิดผลตรงกันข้าม จากที่ควรช่วยเพิ่มทักษะ กลับทำให้ผู้ใช้พึ่งพาคำตอบที่ผิดหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะถดถอย” หรือ “โง่ฉับพลัน”

บี้แจง‘ธรรมาภิบาลข้อมูล’

ส่วนอีกประเด็นสำคัญคือธรรมาภิบาลข้อมูล โดยนางการดีกล่าวว่าได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกที่โครงการเปิดตัว เพราะใน TOR มีการระบุถึงความสามารถในการรายงานและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มของผู้ใช้ทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม พร้อมมองว่า ข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกเทคโนโลยี ขณะที่ความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่ผู้ใช้งานส่งเข้าสู่ระบบจะถูกเก็บ ใช้ วิเคราะห์ และนำไปประโยชน์อย่างไร

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการปิดกั้นคำสั่งบางประเภท รวมถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลกลับมายังตัวบุคคล จึงเรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างอคติ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

อยากรู้แผนพัฒนา National LLM

นางการดี ยังตั้งคำถามถึงแนวทางการพัฒนา National LLM หลังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เคยระบุว่า หากไม่มีโครงการ TH AI Passport จะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศได้จึงต้องการทราบว่า รัฐมีแผนพัฒนา National LLM อย่างไร และเหตุใดรายละเอียดดังกล่าวจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน TOR พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเสี่ยงเรื่อง Vendor Lock-in หลังมีผู้ลงทะเบียนใช้งานจำนวนมาก โดยไม่ได้กล่าวหาว่ามีการล็อกสเปก แต่ขอให้สังคมจับตา TOR ในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกรณีบริษัทผู้รับจ้างมีข้อมูลประชาชนจำนวนหลายล้านคน เพราะอาจทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการประมูลครั้งต่อไป

รัฐต้องตอบให้ได้ประเทศไทยได้อะไร

จำนวนผู้ลงทะเบียนไม่ควรเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเลข 5 ล้านคนเป็นเพียงตัวชี้วัดด้านการเข้าถึงหรือการตลาด แต่สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการนี้ และทักษะ AIของประชาชนเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยเรียกร้องให้ สดช.กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น อัตราการเข้าถึง AI ที่เพิ่มขึ้น หรือผลลัพธ์ด้านทักษะของประชาชนแต่ละกลุ่ม พร้อมเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลและจัดทำแดชบอร์ดแสดงผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กันยายน 2569” นางการดี กล่าว

ขณะเสียงวิจารณ์ว่าการใช้งานจริงของประชาชนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทั้งเรื่องความฉลาดของระบบและข้อมูลผิดเพี้ยน นางการดี ระบุว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้โมเดลรุ่นเก่า และเห็นว่า หากรัฐลงทุนกับระบบที่คุณภาพไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลที่มีอยู่ในตลาดได้ ก็ต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน

ข้องใจคุณภาพ-มาตรฐานของระบบ

ส่วนกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ผู้ใช้อาจนำAI ไปใช้งานผิดประเภท นางการดีกล่าวว่า จากการทดลองสร้างบัญชีใหม่และใช้คำสั่งเดียวกับบัญชีเดิม กลับพบว่าคำตอบมีความแตกต่างกันมาก จึงยังมีข้อสงสัยเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์มว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์ม ว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ เพราะบางส่วนมีลักษณะคล้ายคลิปประชาสัมพันธ์หรือ“อวยโครงการ”มากกว่าการสอนทักษะAI ระดับสูง โดยได้ทดลองเรียนประมาณ 3-4 คลิปแล้วพบว่า เนื้อหาหลายส่วนสามารถหาได้ทั่วไป และยังไม่เห็นความพยายามในการนำเสนอทักษะ AI ระดับ Advanced ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

‘ชัยวุฒิ’ระบุเป็นพื้นฐานศก.ดิจิทัล

ทางด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ในฐานะอดีตรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กรณีที่นักการเมืองบางกลุ่มสร้างคอนเทนต์โจมตีโครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งในอดีตข้อมูลของไทยมักถูกเก็บไว้ในต่างประเทศ ขาดทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตนได้พยายามผลักดันและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Microsoft, Apple, AWS (Amazon) และ
Alibaba ให้เข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อวางรากฐานด้านข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน

“ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องมีในประเทศไทย เพราะวันนี้เศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเติบโต จะขยายเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คือดาต้าเซ็นเตอร์ด้านเก็บข้อมูล สมัยก่อนเก็บข้อมูลในต่างประเทศ อาจไม่ปลอดภัย ไม่มีประสิทธิภาพ ตอนรัฐบาลลุงตู่ ที่ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ พยายามส่งเสริมให้มาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ ซึ่งทำมาอย่างดีโดยตลอด” หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าว

ไม่เห็นด้วยนักการเมืองปั่นดราม่า

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่นักการเมืองบางคน นำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นคอนเทนต์ดราม่า จนทำให้ภาพลักษณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ดูเป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้เครื่องปั่นไฟและน้ำมันดีเซลสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือไฟดับ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมีหน่วยงานอย่างกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลตามกฎหมายอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่าเอามาปนกัน การออกข่าวว่าจะชะลอการก่อสร้างถือเป็นการสร้างปัญหาให้ผู้ประกอบการ หากนักลงทุนเปลี่ยนใจหนีไปประเทศอื่น ประเทศไทยจะลำบาก รวมถึงความจำเป็นด้านความมั่นคงและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

ชี้ถ้าไม่มี‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ศก.พัง

“ข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลลับและความมั่นคงที่ต้องเก็บไว้ในประเทศเพื่อให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบคลาวด์ (Cloud) ที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับบริการภาครัฐ เช่น ระบบคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข ที่เชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา ทำให้ประชาชน
สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ วันนี้เราใช้ข้อมูล ใช้ AI มีการคำนวณต่างๆมากมาย ถ้าไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจพังเลยครับ การแข่งขันในด้านต่างๆ ดาต้าคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงต้องช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย”นายชัยวุฒิ กล่าว

การดีกาง3ปมร้อนขยี้ซ้ำTH-AIบกพร่องดาต้าเซ็นเตอร์ประชาธิปัตย์ถล่มยับสร้างปัญหาให้คนกรุงหวั่นเอื้อนายทุน