เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย เผยมีผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก”  1 ราย เข้าระบบกับตัวตามปกติไม่มีประวัติสัมผัสโรค  ล่าสุดจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  จากตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน พบว่า ข่าวปลอมที่มีการส่งต่อมากที่สุด เป็นอับดับ 1 คือ  เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว” 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเคสที่เข้ามาตามปกติ โดยในวันนี้ (28 พ.ค.) มีผู้เดินทางมาจากเขตติดโรค เป็น ผู้หญิงชาวดีอาร์คองโก พอเดินทางมาถึง กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการพาไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ทั้งนี้ จากการซักประวัติพบว่าไม่มีประวัติสัมผัสโรค และได้มีการจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอประชาชนอย่าสับสน วิตกกังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ได้แก่ ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค

Ebola

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หนุนค่าโดยสาร MRT 4 สาย เริ่ม 1 มิ.ย. นี้

ลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หนุนค่าโดยสาร MRT 4 สาย เริ่ม 1 มิ.ย. นี้

ลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หนุนค่าโดยสาร MRT 4 สาย เริ่ม 1 มิ.ย. นี้

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพ ดัน MRT 4 สาย เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” รัฐช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 ผ่านแอป “เป๋าตัง”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง และสายสีชมพู เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้ประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัด

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนชำระเอง 40% วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง โดยผู้ได้รับสิทธิ์สามารถใช้สิทธิ์ซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ผ่านแอป “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

รถไฟฟ้า

ขอขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก MRT Purple Line

ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และ วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้  และ  วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และ วาทะของผู้นำที่โลกยอมรับ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้มีบทความเรื่อง “ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก” ว่าประเทศไทยได้เตรียมการมาหลายสิบปี ที่จะทำ“ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” หรือ Southern Economic Corridor (SEC) ขนาดเวนคืนที่ดินไว้แล้ว ทำถนนเขตทางกว้าง 200 เมตรไว้แล้ว สร้างถนนขนาด 4 เลน ไว้แล้ว เพื่อเชื่อมทะเลอันดามันฝั่งตะวันตก กับสุราษฎร์ธานีฝั่งตะวันออกเข้าด้วยกัน สองข้างทางจะได้เป็นที่พัฒนาภาคใต้ให้เป็นท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งมหาสมุทร เป็นโรงกลั่นน้ำมันจากตะวันออกกลาง เพื่อส่งไปยังญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน เขมร มีคลังน้ำมันดิบ คลังน้ำมันที่กลั่นแล้ว และมีโรงงานอุตสาหกรรมที่จีน ญี่ปุ่น จะส่งทางเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา ปากีสถาน บังกลาเทศ) และตะวันออกกลาง มาตั้งอยู่ และในทางตรงกันข้าม ก็มีคลังสินค้าของอินเดียที่ส่งไปประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก มาตั้งและเป็นฐานส่งออกทางทะเลต่อไป

โดยไม่ต้องพึ่งช่องแคบมะละกาอันคับแคบและเสี่ยงภัยต่ออุบัติเหตุ โจรสลัด และความคับคั่งในการเดินเรือ

เรามีแผนการมาเกือบ 40 ปีแล้ว เตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้มากมายแล้ว แต่โครงการก็ยังไม่สัมฤทธิผล เพราะระบบการเมืองของไทยขาดเสถียรภาพ เปิดโอกาสให้นักธุรกิจการเมือง ผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมน้อยกว่าประโยชน์ส่วนตน เข้ามาบริหารประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านของเรา จึงทำโครงการอย่างเดียวกันบ้าง จะแล้วเสร็จและใช้งานได้ต้นปี 2570 นี้แล้ว

ถึงแม้ระบบการเมืองไทย จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีต่างๆ นานา เช่น รัฐบาลขาดเสถียรภาพ คนเก่งคนดีไม่ยอมนำตนเข้ามาอยู่ในวงจรอันค่อนข้างสกปรกนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังนึกไม่ออกว่า ข้าราชการสภาพัฒน์ กรมทางหลวง และผู้บริหารการรถไฟในสมัยนั้น ที่ร่วมกันริเริ่มโครงการไว้ด้วยกัน หายไปไหนกันหมด ทำไมไม่ทำโครงการ “ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” จากสุราษฎร์ธานีฝั่งแปซิฟิก ไปยังพังงาและกระบี่ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ให้แล้วเสร็จ หรือว่าเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แล้วเขาสั่งให้ทิ้ง เพราะเขากว้านซื้อที่ดิน สองฝั่งทางหลวงสาย 44 (จากอำเภอขนอม มาจนถึงพังงาและกระบี่) ไม่ทัน หรืออาจจะกลัวชายทะเลแถวจังหวัดตรังจะเจริญเร็วไปด้วย จึงขอให้หน่วยราชการทั้งสามได้ช่วยชี้แจงด้วย

ตอนท้ายของบทความดังกล่าว นอกจากเสนอแนะให้เลิกโครงการแลนด์บริดจ์ และ เลิกความคิดที่จะมาถ่ายคอนเทนเนอร์เสีย แล้วหันมาพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เสียใหม่โดยรีบด่วนแล้ว ยังเสนอให้แก้ไขการเข้าสู่อำนาจบริหารของประเทศไทยเสียใหม่ โดยให้มีองค์กรเลือกตั้ง(Electoral Body) ของอำนาจบริหาร (Executive Power หรือ นรม. และ ครม.) ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีโอกาสได้เลือกคนเก่ง มืออาชีพ (Professional Executive) จากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชากิจ เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศอย่างมืออาชีพ และให้เขาผู้มีคุณวุฒิเหล่านี้ เป็น องค์กรเลือกตั้ง (Electoral Body) กันเอง เพื่อเลือกคนดี มีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มาบริหารประเทศ

เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว จึงขอยกวาทะของผู้นำประเทศ ที่พาประเทศไปสู่ความสำเร็จ พลเมืองพ้นจากความยากจน ประเทศมีรายได้สูง เทคโนโลยีก้าวหน้า และติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่เจริญแล้วของโลก ประเทศแรกได้แก่ วาทะของลีกวนยู ผู้นำสิงคโปร์ ประเทศเล็กปลายแหลมมลายู ซึ่งกล่าวไว้ว่า

ท่านผู้นี้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ลูกชายของท่าน และผู้ที่เป็นผู้นำคนต่อๆ มา ก็ได้ยึดถือแนวทางเดียวกัน

ส่วนประเทศไทยเรา คนดีมีความสามารถถอยหมด เพราะกลไกทางการเมืองของประเทศ (รัฐธรรมนูญ) เปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ไม่ดี เข้ามาบริหารประเทศได้ คนดีจึงต้องถอยออกไป

ส่วนวาทะของผู้นำคนที่สอง จากประเทศที่เคยแสนจะยากจน มีพลเมืองนับพันล้าน พลเมืองต้องอพยพหลบหนีความยากแค้น ออกไปอยู่นอกประเทศทุกมุมโลก รวมทั้งประเทศไทย วาทะของผู้นำปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ทรัมป์เองยังต้องบินมาหา กล่าวไว้ว่า

_______________________

ขณะนี้ ประเทศดังกล่าว ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ประเทศกลายเป็นมหาอำนาจของโลก เพราะแก้ไขปัญหาระบบการเมืองภายในประเทศได้แล้ว

เราคนไทยในยุคปัจจุบัน เมื่อพิจารณาวาทะของสองผู้นำข้างต้นแล้ว จึงต้องหาวิธีปิดช่องทาง ที่เปิดให้นักการเมือง ใช้เงินภาษีของเราบ้าง และใช้เงินที่ได้มาโดยมิชอบจากตำแหน่งหน้าที่การเมืองบ้าง ซื้อประชาชนที่ยังไม่ฉลาดพอ พาตนเองให้มาเป็นผู้บริหารประเทศเช่นในระบบปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)

_______________________

เมื่อประเทศได้คนดี ที่มีความสามารถ เข้ามาเป็นผู้นำหรือเป็นผู้บริหารประเทศ ได้แล้ว ความน่าอับอายเช่นที่เกิดมากับโครงการพัฒนาภาคใต้ของเรา ก็จะได้หมดไปเสียที และจะนำพาประเทศ ไปเคียงบ่าเคียงไหล่ กับประเทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้

ศิริภูมิ

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ล้มทั้ง5ญัตติ คว่ำกมธ.แลนด์บริดจ์ ส่งแค่ข้อเสนอให้ครม.

ตามคาด! เสียงข้างมากในสภา 266 ต่อ 174 ขวางตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ แค่ส่งข้อเสนอไปให้ “ครม.” พิจารณา ด้าน “อภิสิทธิ์” ท้วงติงหนักๆ ระวังลามกระทบมั่นคง ถ้าไม่ศึกษาข้อมูลให้ชัด

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส.เสนอรวม 5 ญัตติ ต่อเนื่อง เป็นวันที่2 ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ได้ให้ผู้เสนอญัตติอภิปรายสรุป

ทั้งนี้ สส.และผู้เสนอญัตติในฟากฝั่งของสส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย อภิปราย และสรุปญัตติไปในแนวทางเดียวกัน คือ ควรส่งข้อเสนอ หรือข้อคิดเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา

ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความคิดเห็นแตกต่างไปในเชิงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเห็นควรให้มีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสรุปญัตติตอนหนึ่งว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นมายาคติที่คิดว่าจะได้แต่กลับไม่ได้อะไร ทั้งกรณีเรือขนส่งสินค้า ส่วนที่มองว่าหากไม่มีโครงการดังกล่าว คนพื้นที่ภาคใต้จะลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะพื้นที่ถูกใช้เป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้า จะมีคนได้ประโยชน์ผู้รับเหมาและผู้ที่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร หากจะพัฒนาความเป็นอยู่ของคนทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้สามารถพัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น พัฒนาท่าเรือ สร้างระบบที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่า

“ภาคใต้ต้องพัฒนา และเจริญกว่านี้ โดยทรัพยากรที่มี ใช่เป็นทางผ่านของชาวต่างชาติ หากดึงดันทำโครงการไม่มีคนใช้ สิ่งที่ถูกทิ้งค้างเหมือนเป็นอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือ การตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าหากคิดจะทำโครงการดังกล่าวบนความไม่คุ้มค่ามีสิ่งที่น่ากลัว คือ ปัญหาความมั่นคง หากดันให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนพูดถึงคลองสุเอซ คลองปานามา และปัจจุบันพูดถึงช่องแคบฮอร์มุซ หากดูประวัติศาสตร์กลายเป็นสมรภูมิการรบ และหากให้โครงการดังกล่าวทดแทนแนวคิดขุดคลอง สถานการณ์ปัจจุบันล่อแหลมกว่ามาก เพราะมีประเทศมหาอำนาจที่ คือสหรัฐอเมริกา และจีน มีความขัดแย้ง และพื้นที่ที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงขัดแย้ง คือ ทะเลจีนใต้ หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนได้ เชื่อได้ว่า 2 มหาอำนาจต้องมายึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาจมายึดตั้งแต่ทำ พีพีพี เพราะมีข่าวต่างประเทศ ระบุว่า สหรัฐ และ จีน ขัดข้อเรื่องคลองปานามา เพราะบริษัทจีนควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ จนมีความขัดแย้งและกดดันปานามาในที่สุด

“ทั้งนี้ผมสับสน กับคนที่บอกว่าอยากให้เราเป็นฮอร์มุช ทรัพยากรที่ใช้ เช่น อิหร่าน หากอิหร่านยืนยันจะเก็บเงินการต่อสู้ ความขัดแย้ง สงครามที่จะเกิดขึ้นมีมหาศาล ประเทศไทยอยากเป็นอย่างนั้นหรือ ทั้งนี้ผมมองว่าควรตั้งหลักใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวใต้ การปฏิเสธตั้งกมธ. เท่ากับตอกย้ำความพิรุธ ความไม่ชอบาพากล ความพยายามรวบรัด โดยให้ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวอ้างการศึกษาเดียวดันเรื่องนี้ จะให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อให้คนที่เกี่ยวข้องและคนที่เตรียมการแสวงหาประโยชน์ ทังที่เป็นการแสวงประโยชน์บนการทำลายทุน และทรัพยากรรวมถึงโอกาสของคนใต้ และสุ่มเสี่ยงทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อยากให้ผู้แทนประชาชนทุกคนมีโอกาสศึกษาและติดตาม ตั้งกมธ.วิสามัญ” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายปิดญัตติ ตอนหนึ่งว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ และตนขอเสนอให้ใช้การพัฒนาพื้นที่ผ่านระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ เป็นฐานและกรอบการพัฒนา ทั้งยกระดับเกษตรกให้มีความมั่นคง และลงทุนพร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่รับใช้ชีวิต เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4%ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้นขอสภาฯ ได้ตั้งกมธ.วิสามัญ ศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างการเสนอให้ตั้งกมธ.วิสามัญฯ กับส่งข้อคิดเห็นไปให้ ครม.พิจารณา นายโสภณ ประธานการประชุมจึงให้มีการลงมติ ผลพบว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม. พิจารณา ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หากไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECDได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นักลงทุนและประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศจะให้ความเชื่อมั่นในมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ไทยสามารถค้าขาย และดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้นโดยไม่ต้องทำข้อตกลงทวิภาคีเป็นรายประเทศ”

นายปกรณ์ นิลประพันธ์

รองนายกรัฐมนตรี

มติสภาโหวตท่วมท้น อุ้มสส.สีเทา ไม่ส่งตัว‘ชนนพัฒฐ์’ โยงคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

มติสภาโหวตท่วมท้น อุ้มสส.สีเทา ไม่ส่งตัว‘ชนนพัฒฐ์’ โยงคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

มติสภาโหวตท่วมท้น อุ้มสส.สีเทา ไม่ส่งตัว‘ชนนพัฒฐ์’ โยงคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มติสภาโหวตท่วมท้น อุ้มสส.สีเทา ไม่ส่งตัว‘ชนนพัฒฐ์’ โยงคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน รบ.อ้างต้องรักษาหลักการ

มติสภาฯ 308 เสียงอุ้ม “ชนนพัฒฐ์” ไม่ส่งตัวให้ “ดีเอสไอ” รับทราบข้อหาฟอกเงิน-เว็บพนัน ระหว่างสมัยประชุม ด้าน “ภท.-เศรษฐกิจ-ประชาชาติ” ออกโรงป้อง อ้างต้องคงหลักการ ขณะที่ฝ่ายค้าน รวมทั้งพรรคส้ม-ปชป.หนุนส่งตัว สร้างบรรทัดฐานใหม่-คงภาพพจน์ที่ดี ด้าน’มารค์’ชง2ร่างแก้รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้หยั่งเสียอิเล็กทรอนิกส์ ใช้เสียง 3 ใน 5 พิจารณา ตีกรอบเสร็จใน 240 วัน แก้หมวด 1-2 ต้องเจาะจงประเด็น อย่ามัดรวมกับมาตราอื่น

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขออนุญาตให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา125ของรัฐธรรมนูญ

สภาถกเดือดส่ง’ชนนพัฒฐ์’ให้DSI

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงมติ มีสส.ขออภิปรายแสดงความเห็นโดยพบว่า มีความเห็นที่แตกต่างกันเป็น 2ฝ่าย คือฝ่ายที่สนับสนุนให้ส่งตัวให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมาย คือพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติและพรรคเศรษฐกิจ โดย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า เห็นด้วยและเห็นชอบให้ส่งตัวนายชนนพัฒน์ ไปดำเนินการทางคดี หากสส.สละเจตนาคุ้มกันจะเป็นประโยชน์การพิจารณาและเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสภา ในระบอบประชาธิปไตย หากอนาคตมี สส.ของพรรคประชาชนคนใดถูกดำเนินการในลักษณะข้อเท็จจริงเดียวกันพรรคประชาชนจะอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน

ปชป.หนุนส่งตัว-สร้างบรรทัดฐาน

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาคดีของสส.ที่ถูกขขอตัวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งไม่มีพบการกลั่นแกล้งใดๆ จากฝ่ายบริหาร เป็นกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาตามขั้นตอนที่ดำเนินการเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ต้องมีพยานหลักฐานครบถ้วน ทั้งนี้คดีดังกล่าวสัมพันธ์กับเกียรติภูมิของสภา หากไม่อนุญาตจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของสส. หากคดีร้ายแรงแต่สภายังปกป้อง อาจกระทบภาพลักษ์ และภาพพจน์ของสภาในสายตาของต่างชาติด้วย สส.ที่ถูกขอตัวระบุก่อนหน้านั้นว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ขอใช้ดุลยพินิจปกป้องภาพพจน์ของประเทศไทยและภาพลักษณ์ของสภา จึงมีมติอนุญาตให้ส่งตัวไปตามเรียก

ภท.โดดป้องต้องคงหลักการไว้

นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา125 ไม่ใช่การคุ้มกันให้ สส.อยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใช่ยกเว้นกระบวนการยุติธรรมให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นหลักประกันทางรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และรักษาความสมดุลของอำนาจ อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาของการเปิดสมัยปะชุมแล้ว จะพบว่าจะปิดสมัยประชุม ในเดือนก.ค.ดังนั้นเหลือเวลาไม่กี่ครั้ง หากเรียกตัว สส.ตามกระบวนการสอบสวนระหว่างสมัยประชุมย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่สส.และกระทบต่อการทำงานนของสภาโดยรวม

“ตระหนักดีว่าประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสและมาตรฐานจริยธรรมที่สูง หาก สส.สละความคุ้มกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นเรื่องดี แต่หากพิจารณาในมิติระดับสถาบันต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ทำลายหลักประกันทางรัฐธรรมนูญระยะยาว เพราะเมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการได้ปกติ จึงไม่ใช่การตัดสิทธิ์ หรือขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นกาคุ้มครองการทำหน้าที่ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับ” นางนันทนา อภิปราย

ด้านนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ต้องักษาหลักการและมาตรฐานที่สภาฯ ถือปฏิบัติโดยตลาด คือ ไม่อนุญาตให้ สส.ไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอในสมัยประชุม อย่างไรก็ดีขอให้ นายชนนพัฒน์ ชี้แจงและพูดว่า จะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ด้วย

เรียกร้องให้สละเอกสิทธิ์คุ้มครอง

ส่วนนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อภิปรายว่าตนขอปกป้องหลักการคุ้มครองสส.ในสมัยประชุม เพื่อไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหากมีประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ตรวจสอบรัฐบาลแล้วถูกกลั่นแกล้ง ดำเนินคดีอาจถูกโหวตให้ไปดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ดีขอเรียกร้องสปีริตของ นายชนนพัฒฐ์ ต่อการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องให้สภาปกป้อง

เจ้าตัวพร้อมเข้าสู่กระบวนการ

จากนั้นนายชนนพัฒฐ์ ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า ยืนยันพร้อมรับการโหวต ตนเป็นคนหนึ่งที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันกับเพื่อนสมาชิกที่ขึ้นคัดค้านว่าตนพร้อมและยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ก็ยังคงต้องยึดหลักการ เพราะการเข้าสู่กระบวนการ หากปิดสมัยประชุม ตนหลีกหนีไม่พ้น ยืนยันว่าตนพร้อม แต่หลักการการเป็นสมาชิกสภาฯต้องยึดประเด็นนี้

มติสภาฯ308เสียงอุ้ม‘ชนนพัฒฐ์’

ทั้งนี้ ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางที่ประชุมจึงมีมติไม่เห็นด้วย 308 เสียงต่อ126 เสียง งดออกเสียง2 ไม่ลงคะแนน 3 ซึ่งมติที่ประชุมไม่อนุญาตให้มีการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำต่อดีเอสไอ ในระหว่างสมัยประชุม

DSIจ่อหมายเรียกตัวหลังสภาปิด

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติไม่เห็นชอบให้ส่งตัวนายชนนพัฒน์ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาระหว่างที่มีเอกสิทธิ์ สส.คุ้มครองนั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเช่นนี้ ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ คือ ต้องรอให้หมดสมัยประชุมสภาเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หากผู้ต้องหาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน จะมีในเรื่องของการควบคุมตัวไว้หรือไม่นั้น ตนต้องเรียนว่ากรณีดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการสูงสุด ซึ่งก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการนำตัวนายชนนพัฒน์ ยื่นฝากขังต่อศาลไปแล้ว และศาลได้ให้ประกันตัวชั่วคราว จึงเป็นคนละส่วนกับของดีเอสไอ ทำให้ผู้ต้องหามีหน้าที่เพียงเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเท่านั้น เมื่อถามว่า แม้ยังไม่หมดสมัยประชุมสภา หากผู้ต้องหาขอสละสิทธิ์เอกสิทธิ์และเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาสามารถทำได้ใช่หรือไม่ ก็เป็นสิทธิ์เฉพาะตัวที่สามารถดำเนินการได้

ปชป.ชง2ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เวลา 13.00น.ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ แถลงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าจากที่มีการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. โดยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมายถึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อที่จะทำให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ หลายท่านทราบดีว่าการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 100 เสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน สส.ไม่เพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่เราได้ดำเนินการ คือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่นในฐานะเดียวกัน คือไม่สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง และไม่เห็นด้วยกับร่างหลักที่มีเสียงเกิน 100 เสียงเสนอเข้าไปแล้ว ดังนั้นก็จะมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยได้รวบรวมรายชื่อเรียบร้อย

วางกรอบรายละเอียดที่มาสสร.

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 2 ฉบับ โดยฉบับแรกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของพรรคต้องคำนึงถึง 1.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพราะความตั้งใจเดิมในเรื่องการจัดทำรัฐฉบับใหม่ ที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้ และ 2.พรรคคำนึงถึงประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความห่วงใยในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

“ผมอยากทำความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าหมวด 1 และหมวด 2 แก้ไขไม่ได้ แต่เราเห็นว่าถ้าจะมีใครเสนอแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ขอให้มีการนำเสนอเฉพาะประเด็นนั้น เพื่อให้เกิดการพิจารณาที่ชัดเจน ไม่ใช่เอาเรื่องการแก้ไขหมวดดังกล่าวไปรวมกับมาตราอื่น ดังนั้นในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราจึงมีข้อจำกัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคงไว้ซึ่งสาระของหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ผ่านหยั่งเสียงปชช.ทางอิเล็กทรอนิกส์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประกอบไปด้วยสมาชิก 100คน โดย 80คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็จะส่งมา3ชื่อ แล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือกเลือก 80คน โดยหลักการ1 คนออกเสียงได้1เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเลือกส.ร.ร.เสมือนว่า เลือกได้เป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ ให้ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80คนแรก เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ครบก็ลงคะแนนรอบที่ 2 หรือถ้าคะแนนเท่ากันก็เลือกระหว่างผู้ที่มีคะแนนเท่ากันจนครบ 80คน ส่วนอีก 20คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5คน ตุลาการศาลปกครอง 5คนและอีก 10คน แบ่งเป็น 5คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา

ขีดเส้นตายเสร็จภายใน240วัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ด้วยวิธีนี้ ก็จะได้ ส.ส.ร.ครบ 100คน เราจะค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ไปเขียนรายละเอียดว่า ส.ส.ร.จะต้องตั้งกรรมาธิการอะไร อย่างไร โดยให้เป็นสิทธิ์ของท่านจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240วัน โดยที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามวิธีการที่ ส.ส.ร.จะไปกำหนดเอง จากนั้นก็เสนอร่างกลับเข้ามาให้สภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรืออยากจะมีข้อสังเกตให้แก้ไข ถ้ามีข้อสังเกต ส.ส.ร.ก็จะกลับไปทบทวนว่าจะเอาตามที่สภาเสนอ หรือจะยืนยันความเห็นเดิม สุดท้ายสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบโดยใช้เสียง3ใน5

ฉบับที่2ใช้เสียงสภา3ใน5แก้รธน.

“ตรงนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่นำมาสู่การยุบสภาเหมือนครั้งที่แล้ว ว่าวุฒิสภายังควรจะมีสิทธิ์ในการวีโต้ หรือว่าต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง หรือฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งหรือไม่ แต่เราคงหลักการว่าไม่ได้ให้ผ่านโดยเสียงข้างมากอย่างเดียว เราจึงเพิ่มเป็น 3 ใน 5 คิดว่าการได้เสียง 3 ใน 5 น่าจะเพียงพอในการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐสภาในการที่จะเห็นชอบ จากนั้นก็ไปทำประชามติ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่2 เสนอว่า ต่อไปการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใช้กติกา3ใน5ไม่ต้องระบุจำนวน สว.จำนวนฝ่ายค้านที่ต้องเห็นชอบ ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไป ซึ่งเราถือว่าตรงกับจุดยืนของพรรคปชป.ที่ประกาศเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี60มาโดยตลอด’นายอภิสิทธิ์ กล่าว

‘หนู’จ่อตั้งชุดสอบอธิบดีปกครอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีแชทไลน์บทสนทนากับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่อ้างว่า ถูกย้ายไปช่วยราชการไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองงานการเมือง รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย”ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า วันนี้เห็น นายนฤชา ออกแถลงการณ์ ตนต้องไปอ่านอย่างละเอียด เพราะตอนนั้นอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ เพิ่งกลับจาก จ.เพชรบุรี อย่างไรก็ตามถ้าดูว่า มันทําไม่ถูก ตนก็ต้องตั้งชุดขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยืนยันได้ว่า ไม่ได้ช่วย ไม่เคยช่วย เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะบานปลายเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทย ด้วยหรือไม่ กรณีการย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต นายกฯ ตอบว่า ไม่มี ให้ดู มท.1ไว้อย่างเดียว กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องไปดูคนอื่น

‘ชัชชาติ’เดินหาเสียงบางกอกน้อย

เวลา 08.00น.ที่วัดโพธิ์เรียง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์9 ลงพื้นที่หาเสียงชุมชนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย พบปะพี่น้องประชาชนในชุมชน พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงปัญหาในพื้นที่ ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีเข้ามาขอถ่ายรูป ขับรถผ่านบีบโบกมือทักทาย และมีวินมอไซค์ กล่าวทักทายในชัชชาติว่า “จะไม่ให้เลือกได้อย่างไร ต้องเลือกอยู่แล้ว เพราะดูจากนโยบายก็ต้องเลือกอยู่แล้วเพราะเบอร์ 9 คือเบอร์ในดวงใจ”นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่ต้องดูแล คือผู้สูงอายุในพื้นที่บางกอกน้อย ที่ต้องมีการกระจายดูแลเรื่องสาธารณสุข ผู้ป่วยติดเตียงอัคคีภัยเพราะการเข้าถึงในพื้นที่ชุมชนค่อนข้างลำบาก ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องดับเพลิงที่สามารถพกพาได้ แต่ปัญหาหลักของเขตบางกอกน้อยในขณะนี้คือ ตัวระบบบำบัดน้ำเสีย โดยต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว

‘มัลลิกา’เล็งใช้AIคุมจราจรกทม.

เวลา 10.30น.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เบอร์ 14 เดินหน้าลงพื้นที่มักกะสัน จุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ เพื่อนำเสนอระบบAi Traffic กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะการใช้ระบบนี้เชื่อมต่อเพื่อทั้งแจ้งเตือนทุกฝ่ายอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยกลไกของสมองกลของAI เจน เข้ากับระบบที่กรุงเทพฯ มีอยู่แล้ว และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุต่างๆ มีอยู่แล้ว เรื่องนี้จะทั้งการแก้ไขปัญหาและลดอุบัติเหตุ ก็จะเป็นการใช้ระบบรองรับการแก้ปัญหาจราจรทั้ง 500กว่าจุดสำคัญในกรุงเทพมหานครด้วย นางมัลลิกา ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใช้รถใช้ถนน รวมทั้งตำรวจ วินมอเตอร์ไซค์ เจ้าหน้าที่รถไฟและเจ้าหน้าที่ขนส่งมวลชนกรุงเทพฯที่ประจำจุด ซึ่งตอนนี้ใช้คนประมาณไม่ต่ำกว่า 10คนในจุดเดียว ในการแก้ไขปัญหาเห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องนี้กรุงเทพฯสามารถเป็นเจ้าภาพได้ ไม่ใช่โยนไปให้หน่วยงานอื่น

แวดวงนักปกครอง : 30 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 30 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 30 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดปฏิบัติการ “กวาดบ้านตัวเอง” ตรวจเข้ม878 อำเภอทั่วประเทศ กรมการปกครองเดินหน้าคัดกรองสารเสพติดกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอส. และบุคลากรฝ่ายปกครอง รวมกว่า 286,553 คน พร้อมประกาศจุดยืน “ไม่ละเว้น-ไม่ปกป้อง” ผู้เกี่ยวข้องยาเสพติด ขานรับนโยบายรัฐบาล “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ย้ำหากตรวจยืนยันพบสารเสพติด นายอำเภอต้องเร่งสอบสวน เสนอผู้ว่าฯ สั่งพ้นตำแหน่งโดยเร็ว พร้อมดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาศักดิ์ศรีผู้นำท้องที่ และความเชื่อมั่นของประชาชน

กรมการปกครองติวเข้มมาตรฐานงานทะเบียนทั่วประเทศ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องมี “Sense of Urgency” ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ย้ำ “งานทะเบียน” คือหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศและฐานข้อมูลความมั่นคง พร้อมสั่งคุมเข้ม4 ประเด็นเสี่ยง ทั้งการสวมสิทธิแรงงานต่างด้าว บุคคลซ้ำซ้อน การสมรสอำพราง และการจัดการเรื่องร้องเรียนประชาชนภายใต้หลัก Check & Balance ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเคร่งครัด ควบคู่พัฒนาระบบ Call Center 1548 และระบบแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ThaID เพื่อป้องกันทุจริตเชิงรุกย้ำชัด “ทำงานสุจริต กรมพร้อมปกป้องแต่หากทุจริตไม่มีที่ยืนโดยเด็ดขาด”

นายสุชาติ ทอนมณี

ปลัดจังหวัดหนองคาย

นายมนัส ชมภูพื้น

นายอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่

สั่งการด่วน! ฝ่ายปกครองลุยอำนวยความสะดวกประชาชนลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านฉลุยหลังมีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้บริการจำนวนมาก นายณรงค์กร เผื่อแผ่ นายอำเภอราษีไศล จ.ศรีสะเกษ สั่งการเจ้าหน้าที่จัดเก้าอี้นั่งพัก จุดบริการน้ำดื่มและช่วยแนะนำขั้นตอนการลงทะเบียนอย่างใกล้ชิด ลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป ขณะที่ ดอยเต่าไอเดียเจ๋ง!” นายอำเภอจัดเซตไฟฉากหลัง ช่วยชาวบ้านสแกนหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ยืนยันตัวตน หลังประชาชนแห่ต่อคิวหน้าตู้ ATM กรุงไทยจำนวนมาก นายมนัส ชมภูพื้น นายอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ระดมฝ่ายปกครองร่วมอำนวยความสะดวก แก้ปัญหาแสงไม่พอ สแกนหน้าไม่ผ่าน ช่วยประชาชนเข้าถึงสิทธิรัฐได้รวดเร็วทั่วถึง งานนี้ชาวเน็ตแห่ชื่นชม “ไอเดียปกครอง” ทำงานถึงพื้นที่ ได้ใจประชาชน

“อส.หนองคาย ลุยไม่พัก!” หน่วยเฉพาะกิจ บก.อส.จ.หนองคาย เปิดปฏิบัติการ “Quick Big Win” รวบหนุ่ม พร้อมยานรกลอตใหญ่ริมโขง ยึดยาบ้ากว่า 34,000 เม็ด ไอซ์ 1 กก. ยาอี และเคตามีน นายสุชาติ ทอนมณี ปลัดจังหวัดหนองคาย พร้อม นายหมวดเอกภาคิน คันธรินทร์ผบ.ร้อย อส.จ.นค.1 นำกำลังบูรณาการฝ่ายความมั่นคงเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดชายแดนเข้ม ย้ำไม่ปล่อยพื้นที่เป็นทางผ่านเครือข่ายค้ายาเด็ดขาด

หลายพื้นที่ทั่วไทยรับมือฤดูฝน ฝ่ายปกครองเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมต่อเนื่อง แม่สะเรียงระทึกกลางดึก หลังมวลน้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ นายวรศักดิ์ พานทองนายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอนสั่งฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ เกาะติดสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมอพยพและเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที หากสถานการณ์วิกฤต ย้ำให้ชาวบ้านติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดตลอดคืน

นาย..อำเภอน้อย

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ชาวบ้านยังคงแห่ต่อคิวลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันสุดท้ายอย่างเนืองแน่น แต่ก็มีบางรายพบปัญหาทางเทคนิคสมาร์ทโฟนเก่า-สแกนหน้าไม่ผ่านทำวุ่น ขณะที่รัฐบาลปลื้ม“ไทยช่วยไทย พลัส”กระแสตอบรับแรงต่อเนื่อง เผยประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 26.2 ล้านราย ได้รับสิทธิทะลุ 25 ล้านคน ร้านค้าพร้อมใช้ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ ชี้สัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ขณะที่ ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5%

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายหลังเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 26,207,092 คน และลงทะเบียนสำเร็จได้รับสิทธิแล้ว 25,480,764 คน

ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 18,840,065 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ขณะที่เป็นผู้ลงทะเบียนรายใหม่จำนวน 6,640,699 คน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากจำแนกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31–45 ปี เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุด จำนวนกว่า 8.2 ล้านคน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 46–60 ปี จำนวน 7.2 ล้านคน และกลุ่มอายุ 21–30 ปี จำนวน 4.7 ล้านคน ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้หญิงลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 14.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 และผู้ชายจำนวน 11.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 44

ร้านค้าพร้อมใช้งาน6.5แสนราย

ส่วนร้านค้าปัจจุบัน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 1,029,161 รายโดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,025,038 รายและมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้วกว่า 652,980 ราย

ทั้งนี้ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยังคงเป็นกลุ่มกิจการที่เข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 581,210 ราย รองลงมา ได้แก่ ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ 270,732 ราย ร้านธงฟ้า 160,611 ราย ร้าน OTOP 10,571 ราย รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชนสาธารณะอีกกว่า 1,900 ราย

สำหรับการกระจายตัวในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 199,900 ราย คิดเป็นร้อยละ 19 รองลงมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 153,581 ราย ภาคใต้ 150,333 ราย ภาคกลาง 132,881 ราย และภาคตะวันออก 108,124 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี

ฟุ้งคนไทยเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นศก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“ตัวเลขการลงทะเบียนทั้งในส่วนประชาชนและร้านค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ประกอบการพร้อมเข้าร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกฯ ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ชาวหล่มศักดิ์ต่อคิวล้นธนาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการช่วยเหลือภาครัฐภายใต้ชื่อ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการเปิดให้ประชาชนรายใหม่และผู้มีปัญหาระบบเดินทางมาลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ส่งผลให้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชาชนจากหลากหลายตำบลเดินทางมารอเข้าคิวอย่างเนืองแน่นมากกว่า 300 คน ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเวลาทำการของธนาคาร

จากปริมาณคนที่หนาแน่น ดันให้แถวคิวล้นออกมาด้านนอกอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทยต้องเร่งระดมกำลังเข้ามาจัดการจราจรและอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิว ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน

หลายปัญหาทำให้เกิดความล่าช้า

ทว่าจากการสังเกตการณ์พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ขั้นตอนการยืนยันตัวตนเกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคของผู้สูงอายุรวมถึงประชาชนจำนวนไม่น้อย คือปัญหาทางด้านเทคโนโลยีและข้อจำกัดของระบบ อาทิ ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition) ไม่ผ่าน, การเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ที่ไม่ตรงกับระบบฐานข้อมูลเดิม ตลอดจนปัญหาเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของประชาชนบางรายเป็นรุ่นเก่าเกินไป ทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับสิทธิ์ได้ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและเสียดายโอกาส

อดทนรอได้เพราะโครงการมีประโยชน์

จากการสอบถามหนึ่งในประชาชนที่เดินทางมาร่วมต่อคิวในวันสุดท้ายนี้ เปิดเผยว่า ตนเองตั้งใจเดินทางมาจากบ้านต่าง ในเขตพื้นที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก ซึ่งมีระยะทางค่อนข้างไกลและลำบากพอสมควร เมื่อมาถึงธนาคารแล้วเห็นจำนวนคนที่มารอคิวยาวเหยียดหลายร้อยคนก็เกือบจะตัดสินใจถอดใจเดินทางกลับบ้านเช่นกัน แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเลือกที่จะอดทนรอต่อไป เพราะมองว่าโครงการนี้เป็นผลประโยชน์และสิทธิ์ที่ประชาชนควรจะได้รับ “เห็นคิวแล้วก็เกือบจะถอยแล้วค่ะ แต่ก็นะ มันเป็นสิทธิ์ของเรา ก็ต้องมารับสิทธิ์และขอลองดูให้ถึงที่สุด”

ชาวบ้านรายเดิมระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยติดตั้งแอปพลิเคชันของโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะมีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมาใหม่ จึงทำให้ระบบล็อกเอาต์และจำเป็นต้องเดินทางมาทำการยืนยันตัวตนและยืนยันสิทธิ์ใหม่อีกครั้งที่ธนาคารในวันนี้ และยังคงมีความหวังว่าจะสามารถผ่านขั้นตอนทางเทคนิคทั้งหมดเพื่อรับสิทธิ์เยียวยาในโครงการไทยช่วยไทยครั้งนี้ได้สำเร็จก่อนปิดระบบลงทะเบียน

ชาวอุทัยฯแห่รับสิทธิ์คึกคัก

ส่วนบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการกดรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ตลอดทั้งวันยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาปักหลักจับบัตรคิว เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน เป๋าตัง กันอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับทุกวันที่ผ่านมา ภายในพื้นที่ยังคงมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้งแพทย์ประจำตำบล รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางมารอคิวจำนวนมาก

พ่อค้าหิ้วไข่ไก่ราคาถูกมาขาย

ขณะเดียวกัน ช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่า ได้มีพ่อค้าขายไข่ไก่หิ้วไข่ไก่มาจำหน่ายให้กับประชาชนถึงบริเวณหน้าธนาคาร ในราคาประหยัดเพียงแผงละ 59 บาทเท่านั้น ทำให้ประชาชนที่มารอคิวต่างพากันแห่ซื้อคนละ 1-2 แผง เพื่อนำกลับไปประกอบอาหารภายในครอบครัว โดยหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาไข่ไก่ดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะปกติไข่ไก่ทั่วไปจะมีราคาสูงกว่า 100 บาทต่อแผง ขึ้นอยู่กับขนาดและไซส์ของไข่

โดย นายโกศล นาดำ อายุ 42 ปี เจ้าของร้าน เล็กไข่สด เปิดเผยว่า ไข่ไก่ที่นำมาจำหน่ายในราคาแผงละ 59 บาทนั้น เป็นไข่ไก่สาว ซึ่งขนาดฟองจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย โดยตนเห็นว่าช่วงนี้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและคนที่มารอคิวที่ธนาคาร ต่างต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ตนจึงอยากนำไข่ไก่มาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้บ้างไม่มากก็น้อย ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการช่วยเหลือกันในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้

ยอดคงเหลืออีก4ล้านสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ทางการ ไทยช่วยไทยพลัส.th พบว่ามียอดสิทธิคงเหลืออยู่ที่ 4,049,731 สิทธิ จากโควตาเป้าหมาย 30 ล้านคนทั่วไทย

ส.อ.ท.คาดหนุนGDPพุ่ง0.5%

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

ช่วยให้เม็ดเงินหมุนระบบเศรษฐกิจ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

ดัน25โครงการมูลค่า2.23แสนล้าน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

คำชี้แจงพรก.กู้เงินถึงศาลรธน.แล้ว

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า รัฐบาลได้รวบรวมรายละเอียดและยื่นคำชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเนื้อหาเป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่มีการแก้ไขประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม

นายปกรณ์ ยังชี้แจงถึงขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายหลังจากนี้ว่า ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดการบังคับใช้ไว้ก่อน ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไป สามารถเป็นไปได้หลายแนวทาง เช่น กรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลเพียงพอเนื่องจากกรณีนี้เป็นปัญหาใน “ข้อกฎหมาย” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน หรือกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า

เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกล้นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง

(๑) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
(๒) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
(๓) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น

ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1

(๑) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี
(๒) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(๓) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย
(๔) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด
(๕) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี
(๖) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง

ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้

ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้

ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย

ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้

ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุบเกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 1,684 ราย ดังนี้

เช็กรายชื่อทั้งหมด : คลิก