เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน.ออกมาดี ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน.ออกมาดี ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน.ออกมาดี ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน. ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้ จะออกมาดี รับเตรียมแผนสำรองไว้ทุกครั้งเวลามีการเสนอ พ.ร.ก.

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยคำร้องที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องกรณีที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า ตนไม่ได้เดินทางไปฟัง แต่ที่ผ่านมาทางรัฐบาลจะต้องส่งผู้แทนไปรับฟัง ขึ้นอยู่กับว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายใคร ซึ่งตามปกติแล้วเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังไม่กล้าประเมินผลคำวินิจฉัย ขอรอฟังก่อนแต่ทุกครั้งที่มีการยื่นเรื่อง พ.ร.ก.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หวังทุกครั้งว่าให้ออกมาในทางที่ดี เมื่อถามว่า ได้เตรียมแผนสำรองไว้หรือไม่หากผลคำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่หวัง นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ตนสำรองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วทุกครั้งที่มีการเสนอ พ.ร.ก.

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก รณรงค์ไม่ทานอาหารดิบ หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ จากส้มตำปลาร้าดิบ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพบข้อมูลนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากถึง 4,233 คน เนื่องจากกินส้มตำใส่ปลาร้าดิบ ว่า กระบวนการปกติแบบเดิมที่เราตรวจ เราจะตรวจจากอุจจาระและดูว่ามีไข่พยาธิหรือไม่ แต่มีวิธีการตรวจแบบใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่คล้ายกับการตรวจATK ซึ่งเป็นการตรวจที่ไวมากกว่าการตรวจแบบอุจจาระ ซึ่งประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีสูงและยังไม่มีอัตราจะลดลง เราจึงอยากตรวจในวงกว้างให้มากขึ้น แต่จะต้องมีการตรวจแบบอุจจาระ เพื่อยืนยันว่าในร่างกายมีไข่พยาธิจริงๆ

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า  ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมวางแผน และกำชับให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) มหาสารคาม รณรงค์ให้ทานอาหารสุกไม่ทานอาหารดิบ เราเข้าใจประเพณีการรับประทานอาหารดิบ แต่อยากฝากให้ระมัดระวังควรกินอาหารจากแหล่งที่เรามั่นใจ และอาหารปรุงสุก

ขอเวลาลูกเทพทำงาน! ภราดร ลั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

ขอเวลาลูกเทพทำงาน! ภราดร ลั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

ขอเวลาลูกเทพทำงาน! ภราดร ลั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

“ภราดร”ขอบคุณโพล เป็นกระจกสะท้อน ขอเวลาลูกเทพทำงาน ลั่น”ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ลั่น”ภท.”ไม่มีปัญหาการเมืองภายใน

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่ระบุว่าความนิยมของรัฐบาลลดลง ว่า ในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรี ขอขอบคุณประชาชนที่เป็นคันฉ่อง (กระจก) สะท้อนให้เห็นว่าระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเจอความท้าทายหลายเรื่อง เช่น สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ เรื่องค่าไฟแฝงจากไฟทางหลวง ก็เป็นรัฐบาลนี้เองที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นเชื่อว่าไม่มีใครไม่คิดว่าจะเพิ่งมาเกิดในรัฐบาลนี้ แต่เป็นปัญหาสั่งสม ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ก็เร่งแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่การแตะที่ผิวปัญหา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯ บอกให้มีการปรับเรื่องการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ นายภราดร กล่าวว่าเรื่องนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทางตัวรัฐมนตรีเองควรจะต้องพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในประเด็นทางสังคมต่างๆที่ต้องให้ละเอียด และสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น

เมื่อถามว่า ตัวของนายภราดรเองก็เป็นหนึ่งในลูกเทพ มองการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงานอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา ซึ่งสามเดือนที่ผ่านมาตนมองว่าทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ผลที่ออกมาในปลายทางสุดท้ายต้องมาวัดกันอีกครั้ง ว่าประสบความสําเร็จมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามว่า คะแนนนิยมของรัฐบาลที่ลดลงมองว่าเกิดจากอะไร นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลนี้เกิดขึ้นบนความคาดหวังของประชาชน ในทุกเรื่องที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนทั้งในเรื่องของนโยบายพรรค หรือปัญหาอย่างที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นมา รัฐบาลเผชิญกับปัญหาแบบไหนและแก้ปัญหาแบบไหน รวมถึงเรื่องของโครงสร้าง รัฐบาลพยายามที่จะไปแตะโครงสร้างแก้ไขปัญหาให้เห็นผลในระยะยาวกันแบบไหน

เมื่อถามว่า บางส่วนมองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน นายภราดร ปฏิเสธว่า การเมืองภายในพรรคไม่มีแน่นอน ยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค เป็นเบอร์หนึ่งกับเบอร์สองของพรรคอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม แกนนำใหญ่ของพรรคก็ได้ออกมาให้ข่าวแล้วว่าพรรคมีความเป็นปึกแผ่นไม่มีรอยร้าวใดๆ

เมื่อถามว่า เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่นายกฯ เรียกไปคุยหรือไม่ นานภราดร หัวเราะ พร้อมแซวตัวเองว่า “ไม่ได้เรียก แต่จะเดินไป” ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปพบนายกรัฐมนตรี

ทบ. ซัดกลับกัมพูชา บิดเบือนปมระเบิดชายแดน ไล่เช็กวินัยตัวเอง-อย่าปรักปรำไร้หลักฐาน

ทบ. ซัดกลับกัมพูชา บิดเบือนปมระเบิดชายแดน ไล่เช็กวินัยตัวเอง-อย่าปรักปรำไร้หลักฐาน

ทบ. ซัดกลับกัมพูชา บิดเบือนปมระเบิดชายแดน ไล่เช็กวินัยตัวเอง-อย่าปรักปรำไร้หลักฐาน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

ทบ.ยันชัด เหตุระเบิดชายแดนกัมพูชาไม่ใช่การกระทำทหารไทย ฝ่ายกัมพูชาควรตรวจสอบวินัยกำลังพลตัวเอง ชี้ไม่ควรปรักปรำโดยไร้หลักฐาน

7 กรกฎาคม 2569 จากกรณีที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.35 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณพื้นที่ชายแดนหมู่บ้านทมอโดน จังหวัดอุดรมีชัย ส่งผลให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 4 นาย พร้อมทั้งพาดพิงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากชุดลาดตระเวนของกัมพูชาเผชิญหน้ากับชุดลาดตระเวนของไทยบริเวณแนวลวดหนามนั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1. ฝ่ายกัมพูชาควรรายงานผู้บังคับบัญชาตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรนำความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือการเสียวินัย จนเป็นเหตุให้กำลังพลของตนเองได้รับอันตราย มหาพยายามกล่าวหาปรักปรำฝ่ายไทย โดยปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน

2. ขอยืนยันว่าฝ่ายไทยยึดมั่นในกรอบกติกาและข้อตกลงที่มีระหว่างกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์หยุดยิง ซึ่งการใช้อาวุธจะยังคงเป็นทางเลือกสุดท้ายภายใต้กฎกติกาสากลในการใช้กำลัง หากมีเหตุสุดวิสัยในระดับบุคคล จะสามารถใช้อาวุธได้ต่อเมื่อมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว ในลักษณะของการป้องกันตัวเท่านั้น ดังนั้น เหตุการณ์ที่ทางกัมพูชากล่าวอ้างจึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะเป็นการกระทำของฝ่ายไทย

3. ขอให้ฝ่ายกัมพูชายุติการให้ข่าวในลักษณะบิดเบือน โดยเฉพาะการกล่าวร้ายฝ่ายไทย เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ตามแนวทางที่ทั้งสองประเทศปรารถนาร่วมกัน

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง เร่งเอาผิดตามกฎหมาย

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง เร่งเอาผิดตามกฎหมาย

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง เร่งเอาผิดตามกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง ที่บ่อวิน พบเป็นจุดแยกขยะ เผยต้นทางลักลอบส่งจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง สั่งเร่งเอาผิดตามกฎหมาย

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตนได้สั่งการให้ นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งตรวจสอบกรณีฝนตกหนักที่ตำบลบ่อวิน ก่อให้เกิดขยะเศษโฟมไหลทะลักเข้าสู่กำแพงหมู่บ้านบุญรักษาวิว 2 หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จนล้มพังกระทบบ้านเรือนประชาชนเสียหาย โดยหากตรวจสอบแหล่งที่มาแล้วเข้าองค์ประกอบความเป็นโรงงานครบถ้วน กระทรวงอุตสาหกรรมจะบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ทันทีนั้น

ล่าสุด อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมรายงานตนว่า ได้ประสานให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า สถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่โล่งไม่มีอาคาร มีการถมดินสูง ใช้เป็นลานคัดแยกขยะดำเนินงานโดยบริษัท ฟาง ซาง เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งรับจ้างคัดแยกของเสียจำพวกโครงตู้เย็นและฝาตู้เย็น มีการใช้แรงงานคน ประมาณ 10 คน ในการคัดแยก โดยไม่มีเครื่องจักร จึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบของการเป็นโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535

ในส่วนของเสียที่เมื่อฝนหนักและไหลรวมมากระทบรั้วกำแพงหมู่บ้านของประชาชนจนได้รับความเสียหาย ตรวจสอบพบว่าเป็นโครงตู้เย็น 2,351 ตู้ และฝาตู้เย็น 20,002 ชิ้น ที่ถูกนำออกมาจากโรงงานต้นทาง ชื่อบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 999 หมู่ที่ 8 ตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ประกอบกิจการผลิตตู้เย็น และอะไหล่ ชิ้นส่วนประกอบ ถูกนำออกมาตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.2569 ซึ่งกรณีนี้ถือว่า โรงงานต้นทางในจังหวัดระยองได้ลักลอบนำของเสียออก โดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2566

ดังนั้น ขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมาย คือ สำนักอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีจะเร่งดำเนินการทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เพื่อให้เข้าตรวจสอบโรงงานต้นทางคือบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง และดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

ในส่วนสถานการณ์หมู่บ้านบุญรักษาวิลล์ 2 หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดย อบต.บ่อวิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกัน บิ๊กคลีนนิ่ง ฟื้นฟู และเคลียร์ขยะออกจากพื้นที่เรียบร้อย

และกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก (ศวภ.ตอ.) จังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ที่เกิดเหตุตรวจสอบเพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากของเสียดังกล่าว โดยได้เก็บตัวอย่างดินและเศษวัสดุที่ไหลเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อทำการวิเคราะห์ทดสอบหาสิ่งปนเปื้อน ค่าความเป็นกรด-ด่าง และโลหะหนัก เพื่อช่วยเฝ้าระวังให้กับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม

นายกฯ เปิดประชุม ABAC ชูความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดัน Thailand FastPass ดึงลงทุนยั่งยืน

นายกฯ เปิดประชุม ABAC ชูความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดัน Thailand FastPass ดึงลงทุนยั่งยืน

นายกฯ เปิดประชุม ABAC ชูความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดัน Thailand FastPass ดึงลงทุนยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.49 น.

นายกฯเปิดประชุม ABAC ครั้งที่ 3/2569 ชูความร่วมมือรัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ผลักดัน Thailand FastPass ลดอุปสรรคภาคธุรกิจ สร้างเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เชื่อมโยงและเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม Grand Riverside Ballroom (Moon & Galaxy) ชั้น 10 โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ ถนนเจริญนคร เขตธนบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและกล่าวเปิดการประชุม APEC Business Advisory Council (ABAC) ครั้งที่ 3/2569

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากเขตเศรษฐกิจสมาชิก APEC สู่กรุงเทพมหานคร พร้อมระบุว่า ทุกครั้งที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประชุม จะมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีคุณค่าและได้รับการนำไปต่อยอดเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอยู่เสมอ จึงทำให้ ABAC เป็นกลไกสำคัญของ APEC ที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากการดำเนินธุรกิจมาสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐได้อย่างแท้จริง

ภาคธุรกิจคือผู้ที่เข้าใจว่ามาตรการใดสามารถนำไปใช้ได้จริง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เชิญผู้บริหารระดับสูงและผู้นำภาคธุรกิจเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้การลงทุน การขยายธุรกิจ หรือการสร้างงานทำได้ยากขึ้น” ซึ่งหลายครั้งคำตอบไม่ใช่มาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม แต่เป็นการลดขั้นตอนและอุปสรรคที่ไม่จำเป็น

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และภาคธุรกิจก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ หากไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการทำให้ไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยได้ผลักดันโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และทำให้โครงการลงทุนที่มีคุณภาพสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น

ในระดับภูมิภาค ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานต้องอาศัยความไว้วางใจ กฎระเบียบที่ชัดเจน โปร่งใส ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในการรักษาตลาดให้เปิดกว้าง แม้ในช่วงเวลาที่เผชิญความท้าทาย จึงควรร่วมกันเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคให้มีความเชื่อมโยง หลากหลาย และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลจึงสนับสนุนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีคุณภาพ เนื่องจากการลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงตลาดที่สะดวกยิ่งขึ้น โดย FTA ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจในการตัดสินใจว่าจะลงทุน ผลิต หรือขยายกิจการในพื้นที่ใด

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดแข็งของ APEC คือการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐเข้ากับประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมย้ำว่า เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจมีคุณค่า และรัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งตารอข้อเสนอแนะจาก ABAC และพร้อมผลักดันให้ข้อเสนอเหล่านั้นนำไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การขยายตัวของการค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน.

งัดหลักฐานแฉ เขมรเหยียบบึ้มตัวเอง ทภ.2ปัดปาระเบิดใส่

งัดหลักฐานแฉ  เขมรเหยียบบึ้มตัวเอง  ทภ.2ปัดปาระเบิดใส่

งัดหลักฐานแฉ เขมรเหยียบบึ้มตัวเอง ทภ.2ปัดปาระเบิดใส่

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.กลาโหมบอกเป็นไปได้ทหารเขมรเหยียบกับระเบิดที่ตัวเองวางเอง อาจเป็นทหารใหม่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ด้านโฆษกทบ.ลั่นเหตุระเบิดในเขมรไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของทหารไทย ทภ.2 งัดหลักฐาน โต้กลับจับโกหกกัมพูชา

ความคืบหน้ากรณีกัมพูชากล่าวหาทหารไทย 7 นาย ลาดตระเวนเข้าพื้นที่ช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และขว้างระเบิดมือ 1 ลูก เข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เหตุเกิดช่วงเที่ยงวันที่ 5 กรกฎาคมนั้น

บิ๊กดุลย์ชี้เขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์หลังตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศถึงประเด็นดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด เป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีในพื้นที่เอง

ทั้งนี้ ก่อนสรุปว่าเป็นการเหยียบกับระเบิดต้องพิจารณาว่า กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บเป็นหน่วยที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากกับระเบิดในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้ แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม มีกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ที่ชัดเจน มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นกำกับดูแลการปฏิบัติใกล้ชิด และมีกำลังพลที่มีความพร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศ ทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ได้กำหนดไว้

ส่วนแนวทางพูดคุยคลี่คลายสถานการณ์นั้น รมว.กลาโหมเผยว่า ตนหารือกับรมว.ต่างประเทศแล้ว เห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเห็นว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้เต็มที่ เป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

เล็งใช้UNCLOSถกปมเขื่อนดักตะกอน

รมว.กลาโหมยังกล่าวถึงกรณีเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ และลงพื้นที่ดูเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่เอกชนกัมพูชา ก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเลว่า ต้องยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอน อยู่ในพื้นที่กัมพูชา ได้ก่อสร้างท่าเรือขึ้นมา เพื่อรองรับเรือท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศกัมพูชา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก เรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยตนลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาแล้ว รอให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS เพราะเขื่อนดังกล่าวอยู่นอกประเทศเรา หลักเขตที่ 71 ก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่อยู่ห่างเพียงประมาณ 300 เมตร ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลเขื่อนดักตะกอนจะกระทบอธิปไตยทางทะเลของไทยนั้น ก็ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น เราต้องมาพูดคุยกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร อย่างไรก็ตาม ที่มีกระแสข่าวฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนออกนั้น ตนไม่ทราบ

ปัดตอบหนุนอาวุธให้ ทอ.

รมว.กลาโหมกล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศวันนี้ว่า ได้รับทราบปัญหา ข้อขัดข้อง และความต้องการพัฒนากองทัพ ให้พร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคต การปกป้องอธิปไตยชาติ ตนได้เห็นศักยภาพหลายด้านของกองทัพอากาศ และเชื่อมั่นว่า อนาคตไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตลอดจนประชาชน จะร่วมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพเต็มที่

“ผมเห็นความเป็นมืออาชีพของกำลังพลทุกคน จากการฝึกและปฏิบัติการสองครั้งที่ผ่านมา จึงพอจะตอบคำถามได้ว่า เรามีทหารไว้ทำไม คงไม่ต้องอธิบายมาก ทุกท่านคงเห็นกันอยู่แล้ว”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์มีกี่เปอร์เซ็นต์ พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศทุกภารกิจ มีตัวชี้วัดและแผนดำเนินงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่ากองทัพอากาศได้ร้องขอการสนับสนุนอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านสื่อมวลชน แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ได้สะท้อนศักยภาพของกองทัพอย่างชัดเจน พร้อมกับย้ำว่า 1.การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของกองทัพอากาศ 2.โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 3.ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ตนพร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศในการเตรียมความพร้อมเพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ หากมีสถานการณ์ในอนาคต แต่ยืนยันไทยไม่ใช่ผู้รุกราน เราปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทบ.โต้กำลังพลใหม่เหยียบกับระเบิดเอง

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.วิทัย  ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย นำแถลงผลประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 โดยพล.ต.วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงชี้แจงกรณีเหตุระเบิดบริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคมอีกครั้ง โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของฝ่ายไทย และเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดเหตุลักษณะนี้ หลังเกิดเสียงระเบิด 3 ครั้ง ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักสื่อสารหรือทำหนังสือประท้วงในลักษณะที่พยายามสร้างความเข้าใจว่าเป็นการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย แต่กองทัพบกยืนยันไปแล้วว่า เป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นฝั่งกัมพูชาเอง ซึ่งอาจเกิดจากกำลังพลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่เคยวางไว้

“ฝ่ายไทยยังยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การใช้อาวุธในรูปแบบใดๆ จากฝ่ายไทยแน่นอน ดังนั้นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง”พล.ต.วินธัย ย้ำ

ย้ำเฝ้าระวังชายแดนเข้มไร้สัญญาณรบ

และกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ว่า จากข้อมูลด้านการข่าวขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณน่ากังวลว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์นำไปสู่การปะทะรอบใหม่ แต่มองว่าเป็นการใช้มิติด้านการสื่อสารมากกว่า ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อสร้างการรับรู้ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็เร่งชี้แจงข้อเท็จจริงและสื่อสารในประเด็นดังกล่าว

พล.ต.วินธัยกล่าวอีกว่า ภาพรวมสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ ไทยยังเน้นเฝ้าระวังและตรวจตราพื้นที่เข้มข้น ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง การปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและเส้นทางส่งกำลัง ตลอดจนสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า บางพื้นที่มีการปฏิบัติงานระยะประชิด อาจเกิดเหตุขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้ ซึ่งต้องมีชุดประสานงานที่เข้าคลี่คลายสถานการณ์ ทำให้ทุกเหตุการณ์ยุติลงได้ โดยไม่ลุกลามไปสู่การใช้กำลังหรือความรุนแรงระดับที่น่ากังวล

ทภ.2งัดหลักฐานโต้เขมรปล่อยข่าว

ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ออกมาชี้แจงกรณีกัมพูชากล่าวอ้างว่าทหารไทยขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา ทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด

หลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เพราะถ้าเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ปัดข่าวชายแดนขาดแคลนบังเกอร์

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภา สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) วชี้แจงกรณีมีการวิจารณ์ว่า ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังมีบังเกอร์หรือที่กำบังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกำลังพลลดลง เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยว่า การจัดเตรียมที่กำบัง สิ่งป้องกัน และการเสริมความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการดำเนินการต่อเนื่องตามความเร่งด่วน และสภาพพื้นที่ พร้อมประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการต่อเนื่อง ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบป้องกันฐานปฏิบัติการ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ กำลังพลแนวหน้าทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีวินัย และมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังปัญหา และเร่งสนับสนุนสิ่งจำเป็นใกล้ชิด ให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการจัดวางที่กำบัง มาตรการป้องกัน และการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ถือเป็นข้อมูลปฏิบัติการ กองทัพขอสงวนรายละเอียด ไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของกำลังพล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลเชิงยุทธวิธีหรือข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70  ปกรณ์จี้ก.พ.  ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ นำประกันสุขภาพใช้แทน เอกนิติลุ้นศาลชี้พรก.กู้เงิน

“ปกรณ์” สั่ง ก.พ.เร่งดันมาตรการ เออร์ลี่รีไทร์ขรก.ปีงบประมาณ 2570 ศึกษาใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล  ด้าน‘เอกนิติ’ย้ำแล้วแต่ศาลรธน.ชี้ชะตาพรก.กู้เงิน4แสนล้าน ยันรบ.จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากผลเป็นลบ จับมือเอกชนแก้ปัญหา ขณะที่วุฒิสภาถกร่างกม.โอนงบฯปี69’นายกฯเข้าแจงเอง ย้ำหลักสำคัญแก้วิกฤติปท.พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ก่อนลงมติ146เสียงผ่านฉลุย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ได้มอบหมายให้ ก.พ.ศึกษามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับข้าราชการ ให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้ ส่วนเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สำนักงาน ก.พ.ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ซึ่งรายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาลและบำเหน็จ บำนาญ รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า70%

‘ปกรณ์’สั่งศึกษาเออร์ลี่ขรก.ใหม่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.และสำนักงาน ก.พ.ร.ร่วมกันวางแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และนำเสนอ ก.พ.เพื่อพิจารณาต่อไป พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการเพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก

‘เอกนิติ’แล้วแต่ศาลรธน.ชี้พรก.กู้เงิน

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น

ผลเป็นลบจับมือเอกชนแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

นายกฯแจงพรบ.โอนงบ69กับสว.

เวลา09.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.…วงเงิน 10,328ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบผ่าน 3วาระแล้วได้ส่งมายังวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20วัน นับแต่วันที่ร่างพรบ.โอนงบฯถึงวุฒิสภา

โครงการหมดความจำเป็นตัดออกได้

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาชี้แจงร่างฯด้วยตนเองโดยกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลขอนำเสนอร่างพรบโอนงบรายจ่ายฯ ต่อท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติฯ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบรายจ่ายฯ เมื่อวันที่ 25มิ.ย.69 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยการนำไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ มีดังนี้ 1. รายจ่ายประจำทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและยังไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางราชการไปต่างประเทศ 2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2มิ.ย.69 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นและต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569

รายจ่ายภาครัฐยังเดินหน้าต่อไป

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในการจัดทำร่าง พรบ.โอนงบฯครั้งนี้ รัฐบาลคำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่าย ในไตรมาสที่3และไตรมาสที่4ของปีงบประมาณ ตามแนวนโยบายของรัฐในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข

พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสว.

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานฯ และสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้กรุณาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ฉบับนี้ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อคำแนะนำ และข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้พิจารณาเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” นายกฯ กล่าว

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงเสริมว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการคำนวณรายจ่ายในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ ของปี 2569 ตามแนวนโยบายในการบริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการ การสร้างงาน สร้างรายได้ ระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อผูกพันต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตามพื้นฐานที่สอดคล้องในสถานะปัจจุบัน และขอให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

‘สว.’ท้วงหั่นส่วนลงทุนกระทบเศก.

นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ สว. นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้า ต่อที่ประชุมว่า สำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในนกรณีฉุกเฉินและจำเป็นน แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 683 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 9,645 ล้านบาท ทั้งนี้ กมธ.เข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใย คือ การดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ.เสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่างๆกมธ.พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเม.ย.แต่กลับกำหนดวันตัดข้อมูลยอดจริง 2มิ.ย.หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 61.68% สิ้นเดือนมี.ค. เพิ่มเป็น 77.79% ในวันที่ 5 มิ.ย.โดยเพิ่มขึ้น 16.11% สิ่งที่สังเกตได้ 31 พ.ค. – 5 มิ.ย. เพียง 5วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% โดยปกติเดือนมี.ค.-เม.ย.และเม.ย.-พ.ค. มีค่าเฉลี่ย 6%-7% สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกผันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน

แนะใช้จ่ายโปร่งใส-ตรวจสอบได้

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ความโปร่งใสใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤติรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ นอกจากนั้นควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของสว. ก่อนจะผ่านวาระแรกนั้น สว. ได้ให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุนที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่

สภาสูง146เสียงฉลุยร่างพรบ.โอนงบฯ

เวลา11.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา หลังสมาชิกอภิปรายร่างพรบ.โอนงบฯกันอย่างกว้างขวาง นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ชี้แจงสรุปว่าขอบคุณทุกข้อสังเกต ข้อห่วงใยที่ฝากถึงรัฐบาล หากลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฯฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่ใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณา และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

ไฟเขียวปรับเกณฑ์บัตรคนจนใหม่

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(โครงการฯ) ปี 2569 ในเบื้องต้นโดยได้มีการเห็นชอบการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยนำกลุ่มเปราะบาง ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในระหว่างการลงพื้นที่ลงทะเบียน (วันที่ 4 -21มิถุนายน2569) จำนวน 5,383,393 คน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จะไม่มีการนำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ นอกจากนี้ยังได้นำความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มาพิจารณาทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท โดยจะไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ จึงอาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น 

เล็งได้ใช้สิทธ์’ไทยช่วยไทยพลัส’

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่จะไม่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี2569 ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)  เป็นระยะเวลา2เดือน(ระหว่างวันที่ 1สิงหาคม2569-30กันยายน2569) เนื่องจากผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในช่วงการเปิดลงทะเบียน ขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอครม.เพื่อพิจารณา ก่อนประกาศผลการลงทะเบียนตามกำหนดในวันที่ 17กรกฎาคม2569 ต่อไป 

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร  ลั่นไม่คุยBRN

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN อ้างรัฐมีช่องทางอยู่แล้ว วันนอร์คาดก.ย.มีข่าวดี

“บิ๊กดุลย์” ปัดเจรจาบีอาร์เอ็น ยันไม่ยกระดับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ชี้“จะคุยทำไม เขาเป็นใคร” เผยมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว ด้าน‘วันนอร์’มองบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ อ้างชายแดนใต้ มีเหตุรุนแรง เพราะรัฐเพิ่มกำลังทหารเป็นการตั้งประเด็นเพิ่มเติม ช่วงนายกฯจะเยือนมาเลเซีย 9-10ก.ค. เชื่อเดือนก.ย.นี้ คุยอีกรอบ ลงเอยด้วยดี

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้บัญชาการกองกำลังบีอาร์เอ็น ซึ่งควบคุมพื้นที่ จ.นราธิวาส เสนอให้รัฐบาล ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แลกกับการวางอาวุธและมอบตัว ว่ารัฐบาลไม่มีหน้าที่ต้องไปเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น และจะไม่ยกระดับ หรือให้ความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าวเกินความจำเป็น

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเปิดการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ว่า “เราจะไปคุยกับบีอาร์เอ็น ทำไม เขาเป็นใคร”

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปรามาสฝ่ายใด แต่รัฐบาล แต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ไว้แล้ว โดยจะดำเนินการพูดคุยผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกระบวนการที่กำหนด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียด ว่ามีการหารือกับฝ่ายใด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของบีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่ในพื้นที่ปาตานี เป็นผลจากการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ว่าอยู่ในช่วงระยะใกล้เคียงกันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ เพื่อพบผู้นำมาเลเซีย และหารือร่วมกับคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย

ทั้งนี้ ที่ฝ่ายไทยยังอยู่ระหว่างเตรียมการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างในพื้นที่ โดยมีประเทศมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยการสะดวก ซึ่งการพูดคุยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยจะประชุมใหญ่ในเดือนกันยายนนี้ ระหว่างนี้จะมีการหยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นประเด็นในการพูดคุยเพิ่มเติม ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะเป็นประเด็นและทำให้การพูดคุยหยุดชะงักหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เท่าที่รับทราบจากผู้แทนที่เดินทางไปพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นที่ไปเตรียมการ ในที่ประชุมยังมีทิศทางที่ดี โดยเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าจะมีการพูดคุยที่ลงเอยเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากหยุดการพูดคุยไป 2 ปี

ต่อข้อถามว่า กลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ออกแถลงการณ์ครั้งนี้ เป็นตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นอีกกลุ่ม นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังตอบไม่ได้ ว่าเป็นกลุ่มใด แต่ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นว่าการประชุมต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องแก้ไขตลอดเวลา จะปล่อยให้เกิดการพูดคุยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาล ต้องเดินหน้าแก้ไขพร้อมกับการพูดคุย ขณะเดียวกัน มีความเชื่อว่าการพูดคุยน่าจะมีข่าวดี

ขณะที่ พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.แถลงผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยพบว่ามีเหตุการณ์ด้านความมั่นคง รวม 27 เหตุการณ์ ประกอบด้วย เหตุลอบยิง 10 เหตุ ลอบวางระเบิด 14 เหตุ และลอบวางเพลิง 3 เหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 33 ราย โดยเป้าหมายของผู้ก่อเหตุ ยังคงมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

แม้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงพยายามสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่จากการบูรณาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถลดขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ก่อเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเจ้าหน้าที่ได้บังคับใช้กฎหมาย 28 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 22 ราย เกิดการตอบโต้กับผู้ก่อเหตุหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 3 ราย และตรวจยึดอาวุธปืน 4 กระบอก ซึ่งล้วนเป็นผลจากการปฏิบัติเชิงรุก การสืบสวน และการขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ด้านการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 167 คดี ผู้ต้องหา 201 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้ากว่า 4,875,076 เม็ด ไอซ์ 512 กิโลกรัม เฮโรอีน 16 กรัม และคีตามีน 10.74 กรัม

รองโฆษก กอ. รมน.ภาค 4 สน.เปิดเผยถึงผลการคลี่คลายคดีสำคัญหลายคดี อาทิ การจับกุมผู้ก่อเหตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา การวิสามัญผู้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงหลายคดี รวมทั้งการขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน สถานีขนส่งผู้โดยสาร และเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ โดยอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ และหลักฐานเชิงประจักษ์ จนนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ผลการดำเนินงานยังสะท้อนผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีคำพิพากษาคดีความมั่นคงแล้ว 50 คดี รวมจำเลย 78 ราย ประกอบด้วย โทษจำคุกตลอดชีวิต 10 ราย จำคุกไม่เกิน 50 ปี 63 ราย และยกฟ้อง 5 ราย แสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

อย่างไรก็ตาม กอ.รมน.ภาค 4 สน.ยืนยันจะเดินหน้าบูรณาการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ผู้ให้การสนับสนุน และผู้กระทำผิดภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และความโปร่งใส เพื่อยกระดับความปลอดภัย สร้างสันติสุขที่มั่นคงและยั่งยืน

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.13 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิโรดม สุตาคมปริยัติกิจดิลก สาธกธรรมปฏิภาณวิจิตร นิวิฐสีลสมาจาร ไพศาลศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 5 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน