เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม ขณะที่ 126 เห็นด้วยส่งตัวให้ ดีเอสไอ ดำเนินคดีเป็นของฝ่ายค้าน ขณะที่ รวมไทยสร้างชาติ-ไทรวมพลัง หายทั้งพรรค

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม รับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำ ในคดีระหว่างประชุมตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยมติไม่เห็นด้วย 308  เห็นด้วย 126 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 3 จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 439 เสียง นั้น จากการตรวจสอบผลการลงมติ พบว่า มติที่ไม่เห็นด้วยจำนวน 308 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็นสส.ซีกรัฐบาลที่โหวตไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อชาติไทย รวมถึง 8 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีเสียงของพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของนายชนนพัฒฐ์ ที่ส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วยกับการส่งตัวเช่นเดียวกัน และยังมีเสียงของนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรคประชาชน ซึ่งเป็นสส.ที่มีพฤติการณ์งูเห่ามาตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จสิ้น

ขณะที่เสียงเห็นด้วย 126 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็นสส.ซีกฝ่ายค้าน ได้แก่พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี ส่วนมติงดออกเสียง 2 เสียงนั้น ได้แก่ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในขณะนั้น สำหรับมติไม่ลงคะแนน 3 เสียง ได้แก่ นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน 

อย่างไรก็ตาม พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีสส. 2 คนไม่ได้แสดงตนและไม่ได้ร่วมโหวต เช่นเดียวกับ 6 สส.ของพรรคไทรวมพลัง  

ปชป.ชง 2 ร่างแก้ รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงปชช.ผ่านอิเล็กทรอนิกส์

ปชป.ชง 2 ร่างแก้ รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงปชช.ผ่านอิเล็กทรอนิกส์

ปชป.ชง 2 ร่างแก้ รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงปชช.ผ่านอิเล็กทรอนิกส์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ประชาธิปัตย์ ชง 2 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเข้าสภา ใช้เสียง 3 ใน 5 พิจารณา พร้อมลุยให้เสร็จใน 240 วัน ย้ำใครเสนอแก้หมวด 1 หมวด 2 ต้องเจาะจงประเด็น อย่ามัดรวมมากับมาตราอื่น  

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ แถลงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าจากที่มีการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. โดยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมายถึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อที่จะทำให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ หลายท่านทราบดีว่าการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 100 เสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน สส.ไม่เพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่เราได้ดำเนินการ คือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่นในฐานะเดียวกัน คือไม่สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง และไม่เห็นด้วยกับร่างหลักที่มีเสียงเกิน 100 เสียงเสนอเข้าไปแล้ว ดังนั้นก็จะมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยได้รวบรวมรายชื่อเรียบร้อย 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 2 ฉบับ โดยฉบับแรกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของพรรคต้องคำนึงถึง 1.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพราะความตั้งใจเดิมในเรื่องการจัดทำรัฐฉบับใหม่ ที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้ และ 2.พรรคคำนึงถึงประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความห่วงใยในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ 

“ผมอยากทำความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าหมวด 1 และหมวด 2 แก้ไขไม่ได้ แต่เราเห็นว่าถ้าจะมีใครเสนอแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ขอให้มีการนำเสนอเฉพาะประเด็นนั้น เพื่อให้เกิดการพิจารณาที่ชัดเจน ไม่ใช่เอาเรื่องการแก้ไขหมวดดังกล่าวไปรวมกับมาตราอื่น ดังนั้นในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราจึงมีข้อจำกัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคงไว้ซึ่งสาระของหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดย 80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็จะส่งมา 3 ชื่อแล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือกเลือก 80 คน โดยหลักการ1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเลือกส.ร.ร. เสมือนกับว่าเลือกได้เป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ให้ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80 คนแรกเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ครบก็ลงคะแนนรอบที่ 2 หรือถ้าคะแนนเท่ากันก็เลือกระหว่างผู้ที่มีคะแนนเท่ากันจนครบ 80 คน ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ด้วยวิธีนี้ ก็จะได้ ส.ส.ร. ครบ 100 คน เราจะค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ไปเขียนรายละเอียดว่า ส.ส.ร. จะต้องตั้งกรรมาธิการอะไร อย่างไร โดยให้เป็นสิทธิ์ของท่านจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน โดยที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามวิธีการที่ ส.ส.ร. จะไปกำหนดเอง จากนั้นก็เสนอร่างกลับเข้ามาให้สภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรืออยากจะมีข้อสังเกตให้แก้ไข ถ้ามีข้อสังเกต ส.ส.ร. ก็จะกลับไปทบทวนว่าจะเอาตามที่สภาเสนอ หรือจะยืนยันความเห็นเดิม   สุดท้ายสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบโดยใช้เสียง 3 ใน 5 

“ตรงนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่นำมาสู่การยุบสภาเหมือนครั้งที่แล้ว ว่าวุฒิสภายังควรจะมีสิทธิ์ในการวีโต้ หรือว่าต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง หรือฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งหรือไม่ แต่เราคงหลักการว่าไม่ได้ให้ผ่านโดยเสียงข้างมากอย่างเดียว เราจึงเพิ่มเป็น 3 ใน 5 คิดว่าการได้เสียง 3 ใน 5 น่าจะเพียงพอในการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐสภาในการที่จะเห็นชอบ จากนั้นก็ไปทำประชามติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เสนอว่า ต่อไปนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ใช้กติกา 3 ใน 5 เลย ไม่ต้องไประบุเรื่องจำนวนสมาชิกวุฒิสภา จำนวนฝ่ายค้านที่ต้องเห็นชอบ ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไป ซึ่งเราถือว่าตรงกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 60 มาโดยตลอด เป็นการทำในลักษณะที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อยด้วย คำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลด้วย และคำนึงถึงการประหยัดทรัพยากรของประเทศด้วย

จับตา ชนนพัฒฐ์ หนี? โรม จี้รัฐ สั่ง ตม.-หน่วยมั่นคง เฝ้าระวังเข้ม

จับตา ชนนพัฒฐ์ หนี? โรม จี้รัฐ สั่ง ตม.-หน่วยมั่นคง เฝ้าระวังเข้ม

จับตา ชนนพัฒฐ์ หนี? โรม จี้รัฐ สั่ง ตม.-หน่วยมั่นคง เฝ้าระวังเข้ม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

29 พฤษภาคม 2569 จากกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขออนุญาตให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมมีมติ 308 เสียง ต่อ 126 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง ไม่อนุญาตให้มีการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในระหว่างสมัยประชุม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! มติ สภาฯ 308 เสียง ไม่อนุญาตให้ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI สอบคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน)

ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีราบชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “กรณีชนนพัฒฐ์ ก่อนปิดสมัยประชุม รบ.ต้องสั่งให้ ตม.เฝ้าระวังการหลบหนี วันสุดท้ายของสภาก็ต้องเตรียมกำลังมารอรับที่สภาได้เลย ที่สำคัญหน่วยความมั่นคงตามแนวชายแดนจะต้องกวดขัน ไม่ให้มีการใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีได้”

กกต. แจง ปมป้ายหาเสียง ใส่ภาพคนดังได้ แต่ต้องได้รับความยินยอม

กกต. แจง ปมป้ายหาเสียง ใส่ภาพคนดังได้ แต่ต้องได้รับความยินยอม

กกต. แจง ปมป้ายหาเสียง ใส่ภาพคนดังได้ แต่ต้องได้รับความยินยอม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กกต.แจงเลือกตั้งกทม.-พัทยา ใช้ภาพคนดัง-ผู้บริหารพรรคคู่ผู้สมัครในป้ายหาเสียงได้ แต่ต้องได้รับการยินยอม ส่วนขนาด จำนวน สถานที่ติดต้องเป็นไปตามที่กกต.ท้องถิ่นกำหนด

วันนี้ 29 พ.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่แนวทางการปิดประกาศ เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและการติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อให้ผู้สมัคร ผู้ช่วยหาเสียง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563  โดย

1.การจัดทำและปิดประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ต้องมีขนาดความกว้างไม่เกิน 30 ซม.และมีขนาดความยาวไม่เกิน 42 ซม.

2. การจัดทำและติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ต้องมีขนาดความกว้างไม่เกิน 130 เซนติเมตร และมีขนาดความยาวไม่เกิน 245 เซนติเมตร โดยผู้สมัครสามารถระบุชื่อ รูปถ่าย หมายเลขประจำตัวของผู้สมัคร ชื่อของ พรรคการเมือง สัญลักษณ์ของพรรคการเมือง สัญลักษณ์ นโยบายของผู้สมัคร คติพจน์ คำขวัญ ข้อมูล ประวัติเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัคร พร้อมระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง ผู้ผลิต จำนวน และวันเดือนปีที่ผลิตไว้บริเวณที่เห็นได้ชัดเจนของประกาศฯ และแผ่นป้ายฯ

นอกจากนี้ ในกรณีการนำข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมือง หรือการนำภาพบุคคลเพื่อใช้ ในการหาเสียงเลือกตั้ง จะต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลหรือพรรคการ เมืองนั้น และไม่ขัดต่อมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 และอาจนำภาพผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งด้วยก็ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจะออกประกาศ เกี่ยวกับจำนวนของประกาศ และแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งที่ผู้สมัครจัดทำได้  หลักเกณฑ์ วิธีการปิดประกาศและติดแผ่นป้าย เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง และสถานที่ปิดประกาศและติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับ การหาเสียงเลือกตั้งใหม่

สำหรับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ผู้สมัครสามารถจัดทำประกาศ เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง และจัดทำแผ่นป้าย เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งได้ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งของแต่ละองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โดยการปิดประกาศหรือติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับ การหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครสามารถกระทำได้เฉพาะสถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนด

กกต.
กกต.

มัลลิกา ลั่น! กทม.รอไม่ได้ ชงใช้ AI Traffic บริหารจัดการจุดเสี่ยงทั่วกรุง

มัลลิกา ลั่น! กทม.รอไม่ได้ ชงใช้ AI Traffic บริหารจัดการจุดเสี่ยงทั่วกรุง

มัลลิกา ลั่น! กทม.รอไม่ได้ ชงใช้ AI Traffic บริหารจัดการจุดเสี่ยงทั่วกรุง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

มัลลิกา ลงพื้นที่มักกะสัน จุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ พร้อมชี้ ระบบ AI Traffic ทำงานเชิงรุก ซิงระบบแจ้งเตือนเข้ากับทุกฝ่ายทำได้

29 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ผ่านมา นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เบอร์ 14 เดินหน้าแคมเปญเกษียณ และลงพื้นที่มักกะสัน จุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ เพื่อนำเสนอระบบ Ai Traffic กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะการใช้ระบบนี้เชื่อมต่อเพื่อทั้งแจ้งเตือนทุกฝ่ายอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยกลไกของสมองกลของ AI เจน เข้ากับระบบที่กรุงเทพฯ มีอยู่แล้ว และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุต่างๆ มีอยู่แล้ว เรื่องนี้จะทั้งการแก้ไขปัญหาและลดอุบัติเหตุ ก็จะเป็นการใช้ระบบรองรับการแก้ปัญหาจราจรทั้ง 500 กว่าจุดสำคัญในกรุงเทพมหานครด้วย

ดร.มัลลิกา ได้แลกเปลี่ยนผู้ใช้รถใช้ถนนที่นั่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ วินมอเตอร์ไซค์ เจ้าหน้าที่รถไฟ และเจ้าหน้าที่ขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ที่ประจำจุด ซึ่งตอนนี้ใช้คนประมาณไม่ต่ำกว่า 10 คน ในจุดเดียว ในการแก้ไขปัญหาเห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องนี้กรุงเทพฯ สามารถเป็นเจ้าภาพได้ ไม่ใช่โยนไปให้หน่วยงานอื่น บอกว่าเป็นความรับผิดชอบของคนอื่น แต่แท้จริงแล้วกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพด้านความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และยังมีฐานะเป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร โดยตรง เท่ากับผู้ว่า กทม.เป็นเบอร์หนึ่งในการจัดการในเรื่องนี้ เพียงแต่จะมีวิธีการรับมือและจัดการอย่างไร ไม่ใช่นั่งรอแต่ปัญหา และเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถจัดการได้ โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของรถเมล์และไฟ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสังกัดของเขา เป็นต้น

“ยุคสมัยเปลี่ยนไป เราสามารถนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อาจจะไม่มีในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันนี้เราต้องรุกเชิงระบบ และสามารถที่จะคิดภาพใหญ่แล้วแก้ปัญหาให้กับคนไทยได้ ไม่ใช่เพียงแค่กรุงเทพมหานคร ดังนั้น ถ้าหลายคนถามว่าทำยาก ทำไม่ได้ เพราะระหว่างที่รอระเบียบ ประชาชนตายไปไม่รู้กี่คน และผ่านผู้ว่าฯ ไปแล้วไม่รู้กี่คน วันนี้ยืนยันว่า ถ้าให้ใครคิดคนนั้นทำ ดิฉันเป็นคนนึงที่อาสา และจะทำให้ดู เรื่องบางเรื่องคนบางคนใช้เวลาผ่านไปกี่ปีก็จะทำให้ไม่ได้หรอก เพราะติดขัดแม้กระทั่งการจัดการวิจของตนเอง แต่ถ้าเรื่องบางเรื่องและเรื่องเดียวกันนั้น กับอีกบางคนอาจจะใช้เวลาไม่นาน ขอให้ทุกคนไว้วางใจและลองเปลี่ยนดู”

โดนฟ้อง 1 ล้านแล้วไง? ‘ม้า อรนภา’ ตอบชัด ‘ไม่มีก็ติดคุกจบ!’

โดนฟ้อง 1 ล้านแล้วไง? 'ม้า อรนภา' ตอบชัด 'ไม่มีก็ติดคุกจบ!'

โดนฟ้อง 1 ล้านแล้วไง? ‘ม้า อรนภา’ ตอบชัด ‘ไม่มีก็ติดคุกจบ!’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่นำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศาลจังหวัดชลบุรี นางสาวกนกวรรณ สร้อยสน หรือ “เฟิร์น” ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกัน ต่อ “ม้า อรนภา” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและการทำละเมิด พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 1,000,000 บาท สืบเนื่องจากกรณีที่ ม้า อรนภา ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอของนางสาวกนกวรรณด้วยข้อความว่า “แส่เอง รับงาน รับเงิน ก็ต้องยอมรับค่ะหนู” (ย้อนประเด็น)

ล่าสุดทางทีมข่าว แนวหน้าออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ “ม้า อรนภา” เพื่อสอบถามถึงความรู้สึกและการเตรียมตัวรับมือกับหมายศาลที่เพิ่งได้รับ ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาในทุกแง่มุม ดังนี้

“ม้า อรนภา” เปิดใจหมดเปลือกถึงรูปคดีและการเตรียมตัว

ความรู้สึกแรกเมื่อได้รับหมายศาล

พี่ม้าเปิดเผยว่า ตนเพิ่งได้รับหมายศาลเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากเอกสารเพิ่งถูกส่งต่อมาจากที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือเครียดแต่อย่างใด เนื่องจากไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะถูกฟ้องร้องจากกรณีนี้ โดยระบุว่า “ไม่ได้เคยคิดเลยนะ ไม่เคยคิดว่ามันจะมีคนมาฟ้องร้องพี่ ในประโยคที่ไม่ได้แบบว่ารุนแรงอะไร พี่โดนรุนแรงอย่างงี้พี่ยังไม่เคยฟ้องใครเลย”  พร้อมย้ำว่าตนไม่ได้เครียดและไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงขั้นอุกฉกรรจ์ “พี่ไม่ได้เป็นนักโทษอะ พี่ไม่ได้ไปฆ่าใครอะค่ะ”

การเตรียมตัวและขั้นตอนทางกฎหมาย

เมื่อสอบถามว่าได้มีการติดต่อพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับคู่กรณีเบื้องต้นหรือไม่ พี่ม้าระบุว่าไม่ได้พูดคุยกันเพราะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว สำหรับรูปคดีและการเตรียมตัว ตอนนี้ได้มอบหมายให้ทางผู้ใหญ่ ช่วยดูแลและจัดหาทีมทนายความเข้ามาจัดการเรื่องกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด “เดี๋ยวทนายเขาก็ต้องจัดการมาให้ ว่าให้ทำไง ว่าเรื่องราวมันจะเป็นยังไงต่อไป”

มุมมองต่อข้อเรียกร้อง 1 ล้านบาท และการขอโทษ

สำหรับประเด็นที่คู่กรณีเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 1 ล้านบาท พี่ม้าตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า “1 ล้านพี่ไม่มี พี่ก็ติดคุกมั้ง ไม่มีก็ติดคุก ก็จบ” และเมื่อถามถึงข้อเรียกร้องที่ต้องการให้โพสต์ขอโทษ พี่ม้ายืนยันว่าตนจะไม่ใช้วิธีการอ้อนวอนเพื่อขอความเห็นใจ

ความคาดหวังและบทสรุปในอนาคต

เมื่อถามถึงแนวทางการไกล่เกลี่ยว่าอยากให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีทั้งสองฝ่ายหรือไม่ พี่ม้ายืนยันว่า “ทุกอย่างเนี่ยนะ มันก็จะต้องให้ออกมาดีสิจ๊ะ จะออกมาเลว แล้วจะทำไปทำไมอะ ทุกอย่างก็ต้องออกมาดีสิ” แต่กระบวนการหลังจากนี้จะขอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมทนายความที่จะเป็นผู้พิจารณาและจัดการเจรจา ตนเองขอใช้ชีวิตตามปกติ เพราะมองว่าตนไม่ได้ไปทำร้ายใคร จึงไม่มีความจำเป็นต้องเครียด

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส อัปเดตชีวิตในวัย 72 กะรัต

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ พี่ม้ายังคงรักษารอยยิ้มและอารมณ์ขัน โดยมองโลกในแง่ดีว่า ข่าวที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลดีช่วยกระตุ้นยอดขายธุรกิจ “ห่อหมก” ของตนให้ขายดีขึ้น เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ พร้อมกับฝากร้านห่อหมกสูตรเด็ดที่เปิดขายทุกวัน (หากเป็นหน้าร้านที่ K Village จะเปิดเฉพาะวันศุกร์-จันทร์ ตั้งแต่ 11.00 น. เป็นต้นไป)

สาระสำคัญของคำฟ้องและ 4 ข้อเรียกร้อง (เจาะลึกข้อกฎหมาย)

สำหรับผู้ที่ติดตามคดีนี้ ในส่วนของรายละเอียดคำฟ้อง นางสาวกนกวรรณ (โจทก์) ได้บรรยายพฤติการณ์ความผิดไว้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโฆษณาใส่ความ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกเกลียดชัง โดยโจทก์ได้ชี้แจงถึงนัยยะของถ้อยคำที่จำเลยใช้ดังนี้:

คำว่า “แส่” เป็นการสาดโคลนใส่เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของพลเมืองผู้ตื่นรู้ บิดเบือนภาพลักษณ์ให้กลายเป็นผู้ที่วุ่นวายในกิจการของผู้อื่น

คำว่า “รับงาน รับเงิน” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือ ยัดเยียดสถานะว่าโจทก์เคลื่อนไหวเพราะรับเงินจ้างวาน

วลี “ก็ต้องยอมรับค่ะหนู” สะท้อนทัศนคติที่เหยียดหยาม ลดทอนวุฒิภาวะของโจทก์

การกระทำดังกล่าวโจทก์ระบุว่าส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและธุรกิจที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ จึงได้ยื่นคำขอท้ายคำฟ้อง 4 ประการ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาบังคับจำเลย

  1. ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง
  2. โฆษณาคำพิพากษา ลงประกาศในหน้าแรกสุดของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดัง 6 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันต่อเนื่องกัน โดยจำเลยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
  3. โพสต์ขอโทษต่อสาธารณะ บนหน้าเฟซบุ๊กของจำเลย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันต่อเนื่องกัน
  4. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแทนโจทก์

ด่วน! มติ สภาฯ 308 เสียง ไม่อนุญาตให้ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI สอบคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

ด่วน! มติ สภาฯ 308 เสียง ไม่อนุญาตให้ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI สอบคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

ด่วน! มติ สภาฯ 308 เสียง ไม่อนุญาตให้ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ DSI สอบคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

สภาฯ 308 เสียง! มีมติไม่อนุญาตให้ส่งตัว”ชนนพัฒฐ์” ให้”ดีเอสไอ”สอบคดีฟอกเงิน-เว็บพนัน ขณะที่เจ้าตัวยันขอยึดหลักการ ลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขออนุญาตให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ

โดย นายชนนพัฒฐ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า ทุกคำแนะนำ และคำติ ตนตั้งใจรับฟัง ยืนยันว่า พร้อมรับการโหวตในวันนี้ ตนเป็นคนหนึ่งที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่า ตนพร้อมและยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ตูนคงต้องยึดตามหลักการ เพราะการเข้าสู่กระบวนการนี้ หากปิดสมัยประชุม ตนหลีกหนีไม่พ้น

ทั้งนี้ ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมจึงมีมติ 308 เสียง ต่อ 126 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง ไม่อนุญาตให้มีการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในระหว่างสมัยประชุม

ด่วน!!! สภาฯลงมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

ด่วน!!! สภาฯลงมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

ด่วน!!! สภาฯลงมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

ตามคาด! เสียงข้างมากขวางตั้ง”กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์” แค่ส่งข้อเสนอไปให้”ครม.”พิจารณา ด้าน”อภิสิทธิ์”ติงหนักๆระวังลามกระทบ”มั่นคง” หาก”ทะเลจีนใต้”กลายเป็น”สมรภูมิขัดแย้ง” ด้าน”เท้ง”ขอศึกษา”ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้”แทน หวังพัฒนาพื้นตรงไทป์”คนใต้”

29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส.เสนอรวม 5 ญัตติ ต่อเนื่อง เป็นวันที่ 2 ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ได้ให้ผู้เสนอญัตติอภิปรายสรุป ทั้งนี้ สส.และผู้เสนอญัตติในฟากฝั่งของ สส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย อภิปราย และสรุปญัตติไปในแนวทางเดียวกันคือควรส่งข้อเสนอ หรือข้อคิดเห็นไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความคิดเห็นแตกต่างไปในเชิงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเห็นควรให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสรุปญัตติตอนหนึ่งว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นมายาคติที่คิดว่าจะได้แต่กลับไม่ได้อะไร ทั้งกรณีเรือขนส่งสินค้า ส่วนที่มองว่าหากไม่มีโครงการดังกล่าว คนพื้นที่ภาคใต้จะลืมตาอ้าปากไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่แทบไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะพื้นที่ถูกใช้เป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้า จะมีคนได้ประโยชน์ผู้รับเหมาและผู้ที่กว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร หากจะพัฒนาความเป็นอยู่ของคนทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้สามารถพัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น พัฒนาท่าเรือ สร้างระบบที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่า

“ภาคใต้ต้องพัฒนา และเจริญกว่านี้ โดยทรัพยากรที่มี ใช่เป็นทางผ่านของชาวต่างชาติ หากดึงดันทำโครงการไม่มีคนใช้ สิ่งที่ถูกทิ้งค้างเหมือนเป็นอนุสาวรีย์ของการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า หากคิดจะทำโครงการดังกล่าวบนความไม่คุ้มค่ามีสิ่งที่น่ากลัว คือ ปัญหาความมั่นคง หากดันให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหลายคนพูดถึงคลองสุเอซ คลองปานามา และปัจจุบันพูดถึงช่องแคบฮอร์มุซ หากดูประวัติศาสตร์กลายเป็นสมรภูมิการรบ และหากให้โครงการดังกล่าวทดแทนแนวคิดขุดคลอง สถานการณ์ปัจจุบันล่อแหลมกว่ามาก เพราะมีประเทศมหาอำนาจที่ คือสหรัฐอเมริกา และจีน มีความขัดแย้ง และพื้นที่ที่เป็นจุดสุ่มเสี่ยงขัดแย้ง คือ ทะเลจีนใต้ หากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนได้ เชื่อได้ว่า 2 มหาอำนาจต้องมายึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาจมายึดตั้งแต่ทำ พีพีพี เพราะมีข่าวต่างประเทศ ระบุว่า สหรัฐฯ และ จีน ขัดข้อเรื่องคลองปานามา เพราะบริษัทจีนควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ จนมีความขัดแย้งและกดดันปานามาในที่สุด

“ทั้งนี้ ผมสับสนกับคนที่บอกว่าอยากให้เราเป็นฮอร์มุช ทรัพยากรที่ใช้ เช่น อิหร่าน หากอิหร่านยืนยันจะเก็บเงินการต่อสู้ ความขัดแย้ง สงครามที่จะเกิดขึ้นมีมหาศาล ประเทศไทยอยากเป็นอย่างนั้นหรือ ทั้งนี้ผมมองว่าควรตั้งหลักใหม่เพื่อสร้างโอกาสให้ชาวใต้ การปฏิเสธตั้ง กมธ.เท่ากับตอกย้ำความพิรุธ ความไม่ชอบาพากล ความพยายามรวบรัด โดยให้ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวอ้างการศึกษาเดียวดันเรื่องนี้ จะให้คนเข้าใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เอื้อให้คนที่เกี่ยวข้องและคนที่เตรียมการแสวงหาประโยชน์ ทังที่เป็นการแสวงประโยชน์บนการทำลายทุน และทรัพยาก รวมถึงโอกาสของคนใต้ และสุ่มเสี่ยงทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อยากให้ผู้แทนประชาชนทุกคนมีโอกาสศึกษาและติดตาม ตั้ง กมธ.วิสามัญ” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายปิดญัตติ ตอนหนึ่งว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ และตนขอเสนอให้ใช้การพัฒนาพื้นที่ผ่านระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ เป็นฐานและกรอบการพัฒนา ทั้งยกระดับเกษตรกให้มีความมั่นคง และลงทุนพร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่รับใช้ชีวิต เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้น ขอสภาฯ ได้ตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างการเสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ กับส่งข้อคิดเห็นไปให้ ครม.พิจารณา นายโสภณ ประธานการประชุมจึงให้มีการลงมติ ผลพบว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม.พิจารณา ต่อ 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง

ถูกฝั่งตรงข้ามดิสเครดิต! อธิบดีปกครอง ปัดส่งแชทไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย

ถูกฝั่งตรงข้ามดิสเครดิต! อธิบดีปกครอง ปัดส่งแชทไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย

ถูกฝั่งตรงข้ามดิสเครดิต! อธิบดีปกครอง ปัดส่งแชทไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.15 น.

“อธิบดีปกครอง”ปัดส่งแชทไลน์”ช่วยน้ำเงินด้วย” เชื่อถูกดิสเครดิตจากฝั่งตรงข้าม แจงปมย้าย”5 จนท.ฝ่ายปกครอง” 4 นายอำเภอเข้าใจดี มีแค่”ปลัดจังหวัดภูเก็ต”ที่เดือดร้อน

29 พฤษภาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ และ สส.พรรคประชาชน รับเรื่องร้องเรียนจาก นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่อ้างถูกย้ายไปช่วยราชการอย่างไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองงานการเมือง หลังมีข้อความแชทไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า ตนไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบเรื่อง ขณะที่ไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และเชื่อมต่ออยู่ในหลายอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ได้อยู่เพียงในโทรศัพท์มือถือของตนเครื่องเดียว จึงไม่ทราบว่าอาจมีผู้ใดเขียนข้อความดังกล่าวหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่เคยส่งข้อความ ดังกล่าวอย่างแน่นอน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดทางการเมือง และเชื่อว่าสิ่งที่ นายภัทรพงศ์ และนายรุ่งเรือง นำมาอ้างนั้น เป็นความพยายามดิสเครดิตตน ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายรายอย่างเข้มข้น

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้ง 5 คน ถูกย้ายเพราะไม่สนองงานการเมืองนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะในจำนวนดังกล่าว 4 คน ที่เป็นนายอำเภอ รับทราบดีว่าเป็นการย้ายมาช่วยราชการเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง และทราบระยะเวลาชัดเจนว่าจะได้ย้ายกลับ มีเพียงปลัดจังหวัดภูเก็ต เท่านั้นที่แสดงความไม่พอใจ

ปกรณ์ กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 71 เข้าสมาชิก OECD

ปกรณ์ กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 71 เข้าสมาชิก OECD

ปกรณ์ กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 71 เข้าสมาชิก OECD

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“ปกรณ์”กางโรดแมป ปฏิรูปกฎหมายไทย ปักหมุดปี 2571 เข้าเป็นสมาชิก OECD ตามนโยบายรัฐบาล พัฒนาระบบ”TH2OECD” ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยปฎิรูปกฎหมาย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน-สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก

29 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้า และทิศทางของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ว่าภารกิจนี้ของรัฐบาลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล โดยรัฐบาลกำหนดเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2571

ทั้งนี้ การเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงการเข้าสู่ “คลับของประเทศพัฒนาแล้ว” แต่ยังครอบคลุมไปถึงเป้าหมายสำคัญคือการมีกฎระเบียบที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน หรือ Better Regulation for Better Life ซึ่งหากประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นักลงทุนและประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศจะให้ความเชื่อมั่นในมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ไทยสามารถค้าขาย และดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้นโดยไม่ต้องทำข้อตกลงทวิภาคีเป็นรายประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาล (Trust in Government) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ในระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เริ่มต้นการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ความท้าทายคือจากกฎหมายไทยที่มีจำนวนมหาศาล ได้แก่กฎหมายที่เป็น พ.ร.บ.กว่า 900 ฉบับ กฎหมายลำดับรองกว่า 7,000 ฉบับ และมีกระบวนงานที่ต้องดำเนินตามกฎหมายกว่า 21,000 กระบวนงาน ให้สอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD ที่มีตราสารทางกฎหมาย (Legal Instruments) ประมาณ 260 ฉบับ

นายปกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีการพัฒนาระบบที่เรียกว่า TH2OECD ขึ้นมา โดยใช้เทคโนโลยี Agentic AI และ Graph RAG มาช่วยประมวลผล ระบบนี้ทำหน้าที่แปลกฎหมายไทยเป็นภาษาอังกฤษ และตรวจสอบกับตราสาร OECD เพื่อวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) และให้ข้อแนะนำในการปิดช่องว่างนั้น

“เรารื้อฐานข้อมูลใหม่หมด จากไฟล์ PDF ให้เป็น Machine Readable Format เพื่อให้ AI อ่านได้ อย่างไรก็ตามแม้ AI จะฉลาดขึ้นมากแค่ไหนแต่เราก็ยังต้องมีเจ้าหน้าที่กฤษฎีกาตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้าย หรือเรียกว่า Human in the loop เพื่อความแม่นยำสูงสุด” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะกรรมการนโยบายด้านกฎหมาย (Regulatory Policy Committee) ของ OECD ได้เริ่มกระบวนการประเมินด้านกฎหมายของไทยแล้ว ซึ่งหากมิติด้านกฎหมายผ่านการประเมิน จะเป็นบันไดขั้นแรกที่ช่วยให้มิติอื่นๆ ทั้งด้านดิจิทัล สังคม และสิ่งแวดล้อม ดำเนินการได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีต้นแบบการทำงานอยู่แล้ว

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของไทยให้ไปสู่ระบบสากลมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากระบบกฎหมายแบบเดิมที่ใช้การควบคุมผ่านการอนุมัติอนุญาต (Pre-audit) ที่เน้นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และสร้างภาระให้ภาคเอกชน ไปสู่มาตรฐาน OECD เน้นระบบการตรวจสอบภายหลัง (Post-audit) และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Consultation) โดยจะทำควบคู่ไปกับปรับปรุง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อเปลี่ยนจากการขอใบอนุญาตแยกส่วน เป็นการขอเพียงครั้งเดียวแต่ครอบคลุมหลายกิจกรรม (Super License) เช่น การเปิดร้านกาแฟหรือโรงแรม สามารถขออนุญาตครั้งเดียวและได้ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนทางธุรกิจ รวมทั้งดำเนินการการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง โดยรัฐบาลเตรียมรับข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อระบุรายชื่อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเสนอแก้ไขต่อ ครม.ทันทีโดยไม่ต้องรอหน่วยงานเจ้าของกฎหมายเสนอ

“การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงมาก หากเราไม่เปลี่ยนกฎหมายซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ เราก็จะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้” นายปกรณ์กล่าว