ครม.ไฟเขียว 11 ก.ค. เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่

ครม.ไฟเขียว 11 ก.ค. เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่

ครม.ไฟเขียว 11 ก.ค. เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ครม.เห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ 11 ก.ค. นี้ ยกระดับโลจิสติกส์ชายแดนไทย-มาเลเซีย หนุนการค้า การลงทุน และท่องเที่ยว

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของ ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

การเยือนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันความร่วมมือต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ให้มีความคืบหน้าในโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2570 และ ที่ประชุม ครม. (7 ก.ค.69) ได้มติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอ คือ

1.เห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9 – 23/10 และปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22 – 23 ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00 – 23.00 น.ของทุกวัน

– และให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานที่คั่งค้างให้แล้วเสร็จ อาทิ การก่อสร้างถนนเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการจราจรในฝั่งไทย การแก้ไขปัญหาช่องทางจราจรบริเวณหน้าด่านพรมแดนในฝั่งไทย และการจัดบริการรถรับส่งมายังพื้นที่ส่วนใน โดยให้หน่วยงานรับผิดชอบจัดทำแผนการปฏิบัติงานและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานให้ชัดเจน  ทั้งนี้ ให้จังหวัดสงขลาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานและแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยทราบก่อนรายงานผลมายังประธานคณะอนุกรรมการฯ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้วแต่กรณี

– ให้กระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลา ด่านศุลกากรสะเดา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการชี้แจงและประชาสัมพันธ์ข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถ ช่องทางในการปฏิบัติพิธีศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง

รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า และการท่องเที่ยวให้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการและประชาชนบริเวณชุมชนด่านนอก

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับมาเลเซียในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ร่างแถลงการณ์ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย – มาเลเซีย ในสาขาสำคัญ ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน

วันนอร์ ของขึ้น! สับเละ สมช.อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้-ชงยุบ กอ.รมน.

วันนอร์ ของขึ้น! สับเละ สมช.อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้-ชงยุบ กอ.รมน.

วันนอร์ ของขึ้น! สับเละ สมช.อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้-ชงยุบ กอ.รมน.

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

ของขึ้นหนัก! “วันนอร์”สับเละ”2 หน่วยงานมั่นคง”สังกัดสำนักนายกฯ กลางที่ประชุม กมธ.งบฯปี 70 จวก”สมช.”อืดแก้ปัญหาชายแดนใต้ ข้องใจ”5 อนุกรรมการ”ทำงานหรือไม่ ชงยุบ”กอ.รมน.” ซัดแรงผลงานเด่นอย่างเดียวคือ”ยิง สส.” โอดจะหวังอะไรจากความมั่นคงชาติ หยันควรตัดหน่วยงานไม่จำเป็นแบบนี้ออกไป

7 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ คน ที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณามาตรา 7 งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องจากการพิจารณาวานนี้ (6 ก.ค.)

โดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะ กมธ.ฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนมีข้อเสนอแนะไปยัง 2 หน่วยงาน คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สมช.) ที่ขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ ตนเห็นแผนงานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ สมช.ที่มีคณะอนุกรรมการ รวม5ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการประสานงานแผนและเชื่อมโยงขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบบูรณาการ 2.คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการกระจายอำนาจกำหนดรูปแบบการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.คณะอนุกรรมการจัดการด้านการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 4.คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง กำหนดท่าทีระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดใช้แดนใต้ และ 5.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน งานเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนภาคใต้ หากทำงานได้ผล ปัญหาชายแดนภาคใต้คงลดลงไปได้เยอะ ไม่แน่ใจว่าคณะอนุกรรมการทั้งหมดทำงานหรือไม่

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า ส่วน กอ.รมน.ภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งนั้น ควรจะยุบได้แล้ว ตนเองไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่มี กอ.รมน.ขึ้นมาเพราะอะไร ใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาทในหลายปี จึงตั้งคำถามว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เดิมภารกิจของ กอ.รมน.ไม่มีอะไร แต่เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 ก็มีการตั้งงบประมาณและสร้างภารกิจมากมาย หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนแบบนี้ขอให้คืนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เขาทำอยู่แล้ว ทำให้ดีขึ้น คืนคนให้หน่วยงานเดิม

“ภารกิจที่เด่นๆ ของ กอ.รมน.ผมยังไม่เห็นอะไรเด่นเลย ถ้าจะพูดถึงเด่น เด่นอยู่อย่างเดียว 2 – 3 เดือนที่แล้วคือยิง สส. ภารกิจยิง สส.เป็นหน้าที่ของ กอ.รมน.หรือเปล่า ผมไม่ทราบ จะปฏิเสธบอกว่าไม่ใช่ก็จับได้แล้ว ขณะนี้ขึ้นศาลอยู่ รถของ กอ.รมน. ปืนของ กอ.รมน. คนของ กอ.รมน.” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอย่างมีอารมณ์

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า กอ.รมน.ว่างงาน ไม่มีภารกิจจึงคิดอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน น่าจะถึงเวลาที่ต้องพิจารณา ไม่ใช่เพิ่มงานหรือตัดงบประมาณแต่ควรตัดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นออกบ้าง รัฐจะได้เบาภาระ อยากให้คณะกรรมาธิการลองสอบถาม สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ากลัวอะไรมากที่สุดในตอนนี้ เขากลัว กอ.รมน. เพราะสส.ยังถูกยิง แล้วประชาชนจะหวังอะไรจากความมั่นคงของชาติ หวังอะไรจาก กอ.รมน.ที่ใช้ภาษีจากประชาชนมาทำลายชีวิตผู้แทนประชาชน

“ผมว่าเราอย่าพิจารณาตัดงบประมาณ แต่ตัดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นแบบนี้ออก ตั้งมาหลายปีตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ใช้งบประมาณของรัฐไปแล้วเท่าไร ผลงานที่ประจักษ์แจ้งที่เป็นผลดีคุ้มหรือไม่ งบประมาณเหล่านี้สามารถนำไปช่วยคนยากจน คนเจ็บป่วย ไม่ดีกว่าหรือ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

ศุภจี บอกไม่ได้หายไปไหน ทำงานทุกวัน หลังโลกโซเชียลถามหา

ศุภจี บอกไม่ได้หายไปไหน ทำงานทุกวัน หลังโลกโซเชียลถามหา

ศุภจี บอกไม่ได้หายไปไหน ทำงานทุกวัน หลังโลกโซเชียลถามหา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

7 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ ขณะเดินขึ้นตึกบัญชาการเพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีโลกโซเชียลถามหา รมว.พาณิชย์ ว่าหายไปไหน 

โดยนางศุภจี โบกมือทักทายผู้สื่อข่าวก่อนระบุว่า ”อยู่นี่ไม่ได้หายไปไหน ทำงานทุกวัน“ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (6 ก.ค.) เพจกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความ ว่าอยากรู้ว่า “ศุภจีหายไปไหน” ติดตามได้ในเพจกระทรวงพาณิชย์ ทุกวัน ทำให้มีแฟนเพจ และชาวโซเชียลเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก 

ไทยซัดเขมร! ปั้นข้อมูลฝ่ายเดียวหลอกโลก ย้ำไม่รับอ้างเส้นเขตแดนฝ่ายเดียว

ไทยซัดเขมร! ปั้นข้อมูลฝ่ายเดียวหลอกโลก ย้ำไม่รับอ้างเส้นเขตแดนฝ่ายเดียว

ไทยซัดเขมร! ปั้นข้อมูลฝ่ายเดียวหลอกโลก ย้ำไม่รับอ้างเส้นเขตแดนฝ่ายเดียว

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

ไทยซัดเขมร! ปั้นข้อมูลฝ่ายเดียวหลอกโลก ย้ำไม่รับอ้างเส้นเขตแดนฝ่ายเดียว ชี้อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือการเมือง ขอเดินหน้าเจรจาบนความจริงใจ ระบุไทยต้องการสันติภาพที่อยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ การเคารพซึ่งกันและกัน

7 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาบรรยายสรุปต่อคณะทูตจาก 42 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าประเทศไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าฝ่ายไทยดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายและยึดครองพื้นที่ของกัมพูชา พร้อมย้ำว่า การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคง และอธิปไตยของประเทศ ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับการกำหนดหรือกล่าวอ้างแนวเขตแดนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการกำหนดเขตแดนจะต้องพิจารณาจากเอกสาร หลักฐาน และข้อตกลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกัน โดยเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลต่อประชาคมระหว่างประเทศไม่อาจใช้แทนกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศได้

สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธการเจรจาและยังให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคี แต่การเจรจาจะเกิดผลได้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความจริงใจของทั้งสองฝ่าย พร้อมเห็นว่า การเรียกร้องให้เจรจาควบคู่กับการกล่าวหาฝ่ายไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ อาจไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่นที่จำเป็นต่อการเจรจา

ต่อกรณีที่กัมพูชาเชิญนักการทูตและองค์กรระหว่างประเทศเข้ารับฟังการบรรยายสรุป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกประเทศมีสิทธิชี้แจงจุดยืนของตนต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้และสะท้อนบริบทอย่างรอบด้าน ไม่ควรใช้ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาจากฝ่ายเดียวมาแทนกระบวนการหารือผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

พร้อมกันนี้ ไทยยืนยันว่า มีความพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง หลักฐาน และการดำเนินการอย่างรับผิดชอบ มากกว่าข้อกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไทยจะใช้ช่องทางการทูตและการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงว่า ไทยได้ดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) และมาตรการลดความตึงเครียดอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยมีกลไกควบคุมการปฏิบัติของกำลังพลอย่างชัดเจน พร้อมให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ทั้งนี้ การปฏิบัติตามข้อตกลงถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และไม่ควรมีการกล่าวหาโดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน

ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่ามีประชาชนกว่า 20,000 คน ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้จากผลกระทบของสถานการณ์ชายแดน ไทยระบุว่าให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ตัวเลข สาเหตุ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และไม่ควรนำความเดือดร้อนของประชาชนมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

สำหรับบทบาทของผู้สังเกตการณ์อาเซียน ไทยยืนยันว่าให้การสนับสนุนบทบาทที่สร้างสรรค์ของอาเซียนในการช่วยลดความตึงเครียดและเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ โดยการดำเนินงานของคณะผู้สังเกตการณ์ควรมีความเป็นกลาง โปร่งใส และเป็นไปตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

“ประเทศไทยต้องการสันติภาพและพร้อมแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่าไทยไม่ยอมรับการกล่าวหาหรือการกำหนดสถานะของพื้นที่โดยฝ่ายเดียว และจะดำเนินการทุกประการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

สีหศักดิ์ เยือนฮาวาย ตามคำเชิญผบ.กองทัพสหรัฐฯ หารือความมั่นคงในภูมิภาค

สีหศักดิ์ เยือนฮาวาย ตามคำเชิญผบ.กองทัพสหรัฐฯ หารือความมั่นคงในภูมิภาค

สีหศักดิ์ เยือนฮาวาย ตามคำเชิญผบ.กองทัพสหรัฐฯ หารือความมั่นคงในภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงภารกิจการมาเยือนรัฐฮาวาย อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ว่า เป็นไปตามคำเชิญของ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร (Admiral Samuel J. Paparo) ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (U.S. Indo-Pacific Command หรือ USINDOPACOM) โดยมีบทบาทหลักในการนำกองกำลังร่วมสหรัฐดูแลความมั่นคงในภูมิภาค  การมาครั้งนี้ตนก็อยากจะพูดคุยเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค ว่าเขามีมุมมองอย่างไร เรามีมุมมองอย่างไร เห็นได้ว่าขณะนี้สถานการณ์โลกมีความผันแปรมีความขัดแย้งต่างๆ ประเทศไทยเราเห็นความสำคัญของการป้องกันประเทศและการเตรียมพร้อมทางด้านการทหาร เราอยากจะเห็นทุกๆ ฝ่ายได้ช่วยรักษาสันติภาพความมั่นคงในภูมิภาค เพราะว่าภูมิภาคอินโดแปซิฟิก หรือเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาค เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามรักษาความมั่นคงในภูมิภาค

บทบาทของสหรัฐมีความสำคัญ รวมทั้งบทบาทของจีน บทบาทของอาเซียน เราจึงอยากมาพูดคุยกันถึงภาพรวม เพราะเรายังถือว่าสหรัฐมีความสำคัญในการรักษาดุลย์อำนาจในภูมิภาค สหรัฐเองก็คงเห็นความสำคัญของไทยด้วย เพราะว่าเราเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย หรือเอเชียแปซิฟิก หรือที่เรียกกันว่าอินโดแปซิฟิกในปัจจุบัน แน่นอนความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐภูมิ ในอดีตก็อาจจะเป็นเรื่องที่เราสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลของคอมมิวนิสในช่วงสงครามเย็น สถานการณ์โลกก็เปลี่ยนแปลงไป สำหรับประเทศไทยเราถือว่าเราต้องการรักษาระเบียบโลกที่เน้นกฎกติการะหว่างประเทศ เราต้องการเน้นระบบพหุภาคี เราต้องการเน้นเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงอยากมาคุยกับสหรัฐ  ในส่วนของสหรัฐก็แน่นอนมีเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งมีการแข่งขันกับจีนมากขึ้น แต่เราก็อยากเห็นการแข่งขันนี้เป็นไปในลักษณะที่สันติ และอยากให้ทั้งสองประเทศโดยเฉพาะหลังจากที่ ทรัมป์มาเยือนจีน ก็อยากให้ความสำคัญกับมหาอำนาจทั้งสองซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคและในโลก ในขณะที่เขาแข่งขันกันก็อยากให้มีความร่วมมือกันด้วย

ในส่วนความร่วมมือระหว่างระหว่างไทยกับสหรัฐในปัจจุบัน จะมีความมั่นคงในรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ไทยเราเป็นห่วงเป็นพิเศษก็คือเรื่องของสแกมฯ ซึ่งทางสหรัฐก็ให้ความสำคัญ อีกประเด็นหนึ่งที่เราอยากจะร่วมมือกับสหรัฐก็คือ เรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ เพราะอาชญากรรมเหล่านี้มาในโลกของไซเบอร์ เพราะฉะนั้นความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์สเปซ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรามีกองทัพ กองทัพไทยเราไม่ได้ไปรุกรานใคร เรามีไว้เพื่อป้องกันประเทศป้องกันอธิปไตย และแน่นอนเราก็ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ทางสหรัฐก็เป็นแหล่งสำคัญของอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย เราอยากจะทำให้ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศมีความพร้อม มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ไม่ใช่รุกรานใคร แต่เพื่อปกป้องประเทศของเรา เราก็มีแผนที่จะจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆให้กับกองทัพบก กองทัพอากาศ กองทับเรือ ก็อยากให้สหรัฐสนับสนุนเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไทยด้วย

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า บ่ายวันนี้ตนจะไปคุยกับประธานศูนย์อิสต์เวสต์ เซ็นเตอร์ ของรัฐฮาวาย ซึ่งศูนย์อีสต์เวสต์เซ็นเตอร์ เป็นสถาบันทางการการศึกษา สถาบันวิจัยที่เน้นเรื่องที่ทำให้ทุกภาคส่วนของสหรัฐ คนสหรัฐมีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชีย เอเชียแปซิฟิกและพยายามที่จะศึกษาประเด็นที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสถาบันนี้ทำงานด้านการศึกษา งานวิจัยมาเป็นเวลายาวนาน คนไทยก็มาเรียนที่นี่จำนวน 1,000 คน ที่อยากจะมาคุยกับสถาบันอีสต์เวสต์ เนื่องจากความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐมีความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ เราก็ผ่านความท้าทายต่างๆมาด้วยกัน มองไปในอนาคตเสาหลักของความสัมพันธ์จะมีอะไรบ้าง เราต้องยอมรับว่าช่วงหนึ่งที่เหตุการณ์ทางการเมืองของไทยอาจจะทำให้ความสัมพันธ์เราห่างกันไปบ้าง แต่ตนคิดว่ามีหลายประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งไทยกับสหรัฐมี เราร่วมมือกันได้ ก็อยากจะให้ทางสหรัฐเห็นบทบาทที่สำคัญของไทยกับความมั่นคงของสหรัฐ และตอนนี้ประเทศไทยเราก็กลับมาในเรื่องของเสถียรภาพทางการเมืองน่าจะดีขึ้น เรากำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการต่างประเทศก็กำลังขับเคลื่อนบทบาทของไทยในภูมิภาคและในระดับโลก ก็อยากมาดูกันว่าความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐในบริบทของโลกปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ส่วนความคาดหวังและผลลับกับการมาเยือนในครั้งนี้ ตนคิดว่าจะทำให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เราจะได้เข้าใจว่าสหรัฐเขามองอย่างไร สหรัฐก็จะได้เข้าใจว่าเรามองอย่างไร สหรัฐจะได้เห็นว่า ไทยมีบทบาทในเรื่องความมั่นคงอย่างไรบ้าง คืออยากจะให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ มีความแน่นแฟ้นมีความเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็น แต่แน่นอนในเรื่องความมั่นคงเราอาจจะไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่อง เราอยากจะให้โลกนี้ เป็นโลกที่มีกติกา ทุกคนยึดมั่นในกติกา ยึดมั่นในสถาบันระหว่างประเทศที่สำคัญ โลกนี้ต้องเป็นโลกที่มีการแข่งขันแน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เราอยากให้การแข่งขันโดยเฉพาะระหว่างจีนกับสหรัฐ นำไปสู่จุดสมดุลใหม่ เพราะขณะนี้ก็เป็นการแข่งขันทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโล แต่ประการแรกเราไม่ขอเข้าข้าง เรามีจุดยืนของเรา และเราก็พยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งของเราและอาเซี่ยน ให้เราสามารถอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ รวมทั้งเราก็อยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐหรือจีน แต่แน่นอนการมาครั้งนี้เราก็อยากจะคุยว่าสหรัฐเขามองบทบาทความมั่นคงอย่างไร

และการพูดคุยกับประธานศูนย์อีสต์เวสต์เซ็นเตอร์ จะช่วยพัฒนาการศึกษาและวิจัยของไทยให้ยกระดับอย่างไรนั้น ในวันนี้ตนจะเสนอให้มีการสัมมนาร่วมกัน ระหว่างผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อดีตข้าราชการหรือข้าราชการปัจจุบัน ได้มาพูดคุยกัน เราจะได้มองไปข้างหน้าว่าไทยกับสหรัฐเรามีจุดร่วมอะไรกันบ้าง อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความสัมพันธ์ที่เป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย มันไม่ใช่เรื่องอดีต มันเป็นเรื่องปัจจุบันและอนาคตด้วย

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน.ออกมาดี ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน.ออกมาดี ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน.ออกมาดี ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

เลขาฯ ครม.หวังคำวินิจฉัยศาล รธน. ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 ก.ค.นี้ จะออกมาดี รับเตรียมแผนสำรองไว้ทุกครั้งเวลามีการเสนอ พ.ร.ก.

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยคำร้องที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องกรณีที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า ตนไม่ได้เดินทางไปฟัง แต่ที่ผ่านมาทางรัฐบาลจะต้องส่งผู้แทนไปรับฟัง ขึ้นอยู่กับว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายใคร ซึ่งตามปกติแล้วเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังไม่กล้าประเมินผลคำวินิจฉัย ขอรอฟังก่อนแต่ทุกครั้งที่มีการยื่นเรื่อง พ.ร.ก.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หวังทุกครั้งว่าให้ออกมาในทางที่ดี เมื่อถามว่า ได้เตรียมแผนสำรองไว้หรือไม่หากผลคำวินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่หวัง นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ตนสำรองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วทุกครั้งที่มีการเสนอ พ.ร.ก.

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

รมว.สาธารณสุข แนะทานอาหารปรุงสุก รณรงค์ไม่ทานอาหารดิบ หลัง นศ.ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ จากส้มตำปลาร้าดิบ พบผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในไทยยังสูง

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพบข้อมูลนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากถึง 4,233 คน เนื่องจากกินส้มตำใส่ปลาร้าดิบ ว่า กระบวนการปกติแบบเดิมที่เราตรวจ เราจะตรวจจากอุจจาระและดูว่ามีไข่พยาธิหรือไม่ แต่มีวิธีการตรวจแบบใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่คล้ายกับการตรวจATK ซึ่งเป็นการตรวจที่ไวมากกว่าการตรวจแบบอุจจาระ ซึ่งประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีสูงและยังไม่มีอัตราจะลดลง เราจึงอยากตรวจในวงกว้างให้มากขึ้น แต่จะต้องมีการตรวจแบบอุจจาระ เพื่อยืนยันว่าในร่างกายมีไข่พยาธิจริงๆ

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า  ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมวางแผน และกำชับให้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) มหาสารคาม รณรงค์ให้ทานอาหารสุกไม่ทานอาหารดิบ เราเข้าใจประเพณีการรับประทานอาหารดิบ แต่อยากฝากให้ระมัดระวังควรกินอาหารจากแหล่งที่เรามั่นใจ และอาหารปรุงสุก

ขอเวลาลูกเทพทำงาน! ภราดร ลั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

ขอเวลาลูกเทพทำงาน! ภราดร ลั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

ขอเวลาลูกเทพทำงาน! ภราดร ลั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

“ภราดร”ขอบคุณโพล เป็นกระจกสะท้อน ขอเวลาลูกเทพทำงาน ลั่น”ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ลั่น”ภท.”ไม่มีปัญหาการเมืองภายใน

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่ระบุว่าความนิยมของรัฐบาลลดลง ว่า ในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรี ขอขอบคุณประชาชนที่เป็นคันฉ่อง (กระจก) สะท้อนให้เห็นว่าระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเจอความท้าทายหลายเรื่อง เช่น สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ เรื่องค่าไฟแฝงจากไฟทางหลวง ก็เป็นรัฐบาลนี้เองที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นเชื่อว่าไม่มีใครไม่คิดว่าจะเพิ่งมาเกิดในรัฐบาลนี้ แต่เป็นปัญหาสั่งสม ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ก็เร่งแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่การแตะที่ผิวปัญหา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯ บอกให้มีการปรับเรื่องการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ นายภราดร กล่าวว่าเรื่องนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทางตัวรัฐมนตรีเองควรจะต้องพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในประเด็นทางสังคมต่างๆที่ต้องให้ละเอียด และสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น

เมื่อถามว่า ตัวของนายภราดรเองก็เป็นหนึ่งในลูกเทพ มองการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงานอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา ซึ่งสามเดือนที่ผ่านมาตนมองว่าทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ผลที่ออกมาในปลายทางสุดท้ายต้องมาวัดกันอีกครั้ง ว่าประสบความสําเร็จมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามว่า คะแนนนิยมของรัฐบาลที่ลดลงมองว่าเกิดจากอะไร นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลนี้เกิดขึ้นบนความคาดหวังของประชาชน ในทุกเรื่องที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนทั้งในเรื่องของนโยบายพรรค หรือปัญหาอย่างที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นมา รัฐบาลเผชิญกับปัญหาแบบไหนและแก้ปัญหาแบบไหน รวมถึงเรื่องของโครงสร้าง รัฐบาลพยายามที่จะไปแตะโครงสร้างแก้ไขปัญหาให้เห็นผลในระยะยาวกันแบบไหน

เมื่อถามว่า บางส่วนมองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน นายภราดร ปฏิเสธว่า การเมืองภายในพรรคไม่มีแน่นอน ยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค เป็นเบอร์หนึ่งกับเบอร์สองของพรรคอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม แกนนำใหญ่ของพรรคก็ได้ออกมาให้ข่าวแล้วว่าพรรคมีความเป็นปึกแผ่นไม่มีรอยร้าวใดๆ

เมื่อถามว่า เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่นายกฯ เรียกไปคุยหรือไม่ นานภราดร หัวเราะ พร้อมแซวตัวเองว่า “ไม่ได้เรียก แต่จะเดินไป” ก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ไปพบนายกรัฐมนตรี

ทบ. ซัดกลับกัมพูชา บิดเบือนปมระเบิดชายแดน ไล่เช็กวินัยตัวเอง-อย่าปรักปรำไร้หลักฐาน

ทบ. ซัดกลับกัมพูชา บิดเบือนปมระเบิดชายแดน ไล่เช็กวินัยตัวเอง-อย่าปรักปรำไร้หลักฐาน

ทบ. ซัดกลับกัมพูชา บิดเบือนปมระเบิดชายแดน ไล่เช็กวินัยตัวเอง-อย่าปรักปรำไร้หลักฐาน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

ทบ.ยันชัด เหตุระเบิดชายแดนกัมพูชาไม่ใช่การกระทำทหารไทย ฝ่ายกัมพูชาควรตรวจสอบวินัยกำลังพลตัวเอง ชี้ไม่ควรปรักปรำโดยไร้หลักฐาน

7 กรกฎาคม 2569 จากกรณีที่โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.35 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณพื้นที่ชายแดนหมู่บ้านทมอโดน จังหวัดอุดรมีชัย ส่งผลให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 4 นาย พร้อมทั้งพาดพิงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากชุดลาดตระเวนของกัมพูชาเผชิญหน้ากับชุดลาดตระเวนของไทยบริเวณแนวลวดหนามนั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1. ฝ่ายกัมพูชาควรรายงานผู้บังคับบัญชาตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรนำความผิดพลาดที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือการเสียวินัย จนเป็นเหตุให้กำลังพลของตนเองได้รับอันตราย มหาพยายามกล่าวหาปรักปรำฝ่ายไทย โดยปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน

2. ขอยืนยันว่าฝ่ายไทยยึดมั่นในกรอบกติกาและข้อตกลงที่มีระหว่างกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์หยุดยิง ซึ่งการใช้อาวุธจะยังคงเป็นทางเลือกสุดท้ายภายใต้กฎกติกาสากลในการใช้กำลัง หากมีเหตุสุดวิสัยในระดับบุคคล จะสามารถใช้อาวุธได้ต่อเมื่อมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว ในลักษณะของการป้องกันตัวเท่านั้น ดังนั้น เหตุการณ์ที่ทางกัมพูชากล่าวอ้างจึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่จะเป็นการกระทำของฝ่ายไทย

3. ขอให้ฝ่ายกัมพูชายุติการให้ข่าวในลักษณะบิดเบือน โดยเฉพาะการกล่าวร้ายฝ่ายไทย เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ตามแนวทางที่ทั้งสองประเทศปรารถนาร่วมกัน

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง เร่งเอาผิดตามกฎหมาย

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง เร่งเอาผิดตามกฎหมาย

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง เร่งเอาผิดตามกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

สาวถึงต้นตอ! ก.อุตฯ สอบปมเศษโฟมไหลทะลักกำแพงพัง ที่บ่อวิน พบเป็นจุดแยกขยะ เผยต้นทางลักลอบส่งจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง สั่งเร่งเอาผิดตามกฎหมาย

7 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตนได้สั่งการให้ นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งตรวจสอบกรณีฝนตกหนักที่ตำบลบ่อวิน ก่อให้เกิดขยะเศษโฟมไหลทะลักเข้าสู่กำแพงหมู่บ้านบุญรักษาวิว 2 หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จนล้มพังกระทบบ้านเรือนประชาชนเสียหาย โดยหากตรวจสอบแหล่งที่มาแล้วเข้าองค์ประกอบความเป็นโรงงานครบถ้วน กระทรวงอุตสาหกรรมจะบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ทันทีนั้น

ล่าสุด อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมรายงานตนว่า ได้ประสานให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า สถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่โล่งไม่มีอาคาร มีการถมดินสูง ใช้เป็นลานคัดแยกขยะดำเนินงานโดยบริษัท ฟาง ซาง เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งรับจ้างคัดแยกของเสียจำพวกโครงตู้เย็นและฝาตู้เย็น มีการใช้แรงงานคน ประมาณ 10 คน ในการคัดแยก โดยไม่มีเครื่องจักร จึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบของการเป็นโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535

ในส่วนของเสียที่เมื่อฝนหนักและไหลรวมมากระทบรั้วกำแพงหมู่บ้านของประชาชนจนได้รับความเสียหาย ตรวจสอบพบว่าเป็นโครงตู้เย็น 2,351 ตู้ และฝาตู้เย็น 20,002 ชิ้น ที่ถูกนำออกมาจากโรงงานต้นทาง ชื่อบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 999 หมู่ที่ 8 ตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ประกอบกิจการผลิตตู้เย็น และอะไหล่ ชิ้นส่วนประกอบ ถูกนำออกมาตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.2569 ซึ่งกรณีนี้ถือว่า โรงงานต้นทางในจังหวัดระยองได้ลักลอบนำของเสียออก โดยไม่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2566

ดังนั้น ขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมาย คือ สำนักอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีจะเร่งดำเนินการทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เพื่อให้เข้าตรวจสอบโรงงานต้นทางคือบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง และดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

ในส่วนสถานการณ์หมู่บ้านบุญรักษาวิลล์ 2 หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดย อบต.บ่อวิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกัน บิ๊กคลีนนิ่ง ฟื้นฟู และเคลียร์ขยะออกจากพื้นที่เรียบร้อย

และกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก (ศวภ.ตอ.) จังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่ที่เกิดเหตุตรวจสอบเพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากของเสียดังกล่าว โดยได้เก็บตัวอย่างดินและเศษวัสดุที่ไหลเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อทำการวิเคราะห์ทดสอบหาสิ่งปนเปื้อน ค่าความเป็นกรด-ด่าง และโลหะหนัก เพื่อช่วยเฝ้าระวังให้กับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติม