บาร์โค้ด ล้างไพ่! วัส ติงสมิตร ชี้ศาลไม่รับคำร้องแค่ยกแรก เตือนระเบิดเวลาทำสภาโมฆะ

บาร์โค้ด ล้างไพ่! วัส ติงสมิตร ชี้ศาลไม่รับคำร้องแค่ยกแรก เตือนระเบิดเวลาทำสภาโมฆะ

บาร์โค้ด ล้างไพ่! วัส ติงสมิตร ชี้ศาลไม่รับคำร้องแค่ยกแรก เตือนระเบิดเวลาทำสภาโมฆะ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

2 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ Barcode เขย่าความชอบธรรมของสภา: ศาลไม่หยุดวันนี้ แต่อาจเปิดประตูสู่แรงสะเทือนในวันหน้า

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่มีมติไม่รับคำร้องของ ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ (นายภัทรพงศ์ ศุภักษร) และปฏิเสธมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอการเปิดประชุมสภาฯ อาจดูเหมือนเป็นการลดอุณหภูมิทางการเมืองในระยะสั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง นี่เป็นเพียง “ยกแรก” ของพายุที่กำลังก่อตัว

สิ่งที่สังคมต้องแยกแยะให้ชัดคือ คำสั่งนี้ไม่ใช่การตัดสินคดีหลัก! คดีสำคัญที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในประเด็น “บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code” จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ยังคงอยู่ในการพิจารณาของศาล

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลยังไม่ได้ตอบคำถามที่เป็นหัวใจสำคัญว่า: การเลือกตั้งครั้งนี้ “เป็นการออกเสียงโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? และคำตอบนี้เองที่กุมชะตากรรมความชอบธรรมของสภาทั้งชุดเอาไว้

ไม่รับคำร้อง: ความถูกต้องในทางเทคนิค

ในมุมกฎหมาย เหตุผลของศาลมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากคดีหลักมี “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เป็นผู้ร้องอยู่แล้ว ตามระเบียบวิธีพิจารณา สิทธิในการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องย่อมเป็นของคู่ความโดยตรง ทนายอั๋นในฐานะบุคคลภายนอกจึงไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะยื่นคำร้องซ้อนเข้ามาเพื่อขอมาตรการชั่วคราวในนามตนเองได้

ช่องโหว่ของเหตุผล: มาตรการชั่วคราวกับข้อเท็จจริง

จุดที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ เหตุผลที่ศาลระบุว่า “ยังไม่มีเหตุป้องกันความเสียหายอันใกล้จะถึง” ซึ่งดูจะขัดแย้งกับสถานการณ์จริงอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่คดีหลักยังไม่จบ กระบวนการทางการเมืองกลับรุดหน้าไปจนถึงการเลือกประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ และเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นไปแล้ว

หากท้ายที่สุดศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง “โมฆะ” ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่จะเป็นความเสียหายต่อโครงสร้างอำนาจรัฐที่ยากจะเยียวยา (Irreparable Harm)

Barcode กับหลัก “การออกเสียงโดยลับ”

ในทางประชาธิปไตย นี่คือ “เส้นตาย” (Red Line) ของความอิสระ หลักการเลือกตั้งโดยลับมีไว้เพื่อรับประกันความบริสุทธิ์ยุติธรรม:

ปราศจากการข่มขู่: ผู้ใช้สิทธิไม่ต้องกลัวการถูก “เช็คบิล” ภายหลัง

ตัดวงจรซื้อเสียง: ผู้ซื้อไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานการลงคะแนนได้จริง

หากบัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนกลับ (Traceable) ไปถึงตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ย่อมทำลายความเชื่อมั่นของระบบลงทันที เพียงแค่มีความ “เป็นไปได้” ในการระบุตัวตน หลักการเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมก็สั่นคลอนแล้ว

ศาลเลือกไม่หยุดวันนี้ แต่คำวินิจฉัยวันหน้าอาจแรงกว่า

ท่าทีของศาลในวันนี้คือการเลือก “ไม่แทรกแซงกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติในทันที” เพื่อรักษาเสถียรภาพเฉพาะหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ศาลก็ได้ถือ “ไพ่ตาย” ใบใหญ่ที่สุดไว้ในมือ

หากคำวินิจฉัยในคดีหลักออกมาว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ผลกระทบจะรุนแรงระดับแผ่นดินไหว เพราะมันหมายถึง:

1.ความไม่ชอบธรรม ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งชุด หรือบางส่วน (สส. บัญชีรายชื่อ)

2. สุญญากาศทางอำนาจ ของรัฐบาลที่อุบัติขึ้นจากสภานั้น

3. วิกฤตศรัทธา ต่อองค์กรอิสระ และความเสี่ยงทางอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการทุจริตประพฤติมิชอบ

บทสรุป

คำสั่งในวันนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบรรทัดฐานใหม่ ศาลไม่ได้ปิดประตูคดี หากแต่เปิดประตูทิ้งไว้ให้คำวินิจฉัยในอนาคตมีอำนาจชี้ขาดถึงขั้น “ล้างไพ่” ทั้งกระดานหรือบางส่วน

คดี “Barcode บนบัตรเลือกตั้ง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแผ่นกระดาษ แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า “ความลับในการลงคะแนน” ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประชาธิปไตยไทยหรือไม่ และนี่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยปี 2569

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
2/4/69
#ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง2569 #บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด #ทนายอั๋นบุรีรัมย์ #การเมืองไทย #ประชาธิปไตย #การเลือกตั้งโดยลับ #ผู้ตรวจการแผ่นดิน

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.27 น.

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “วันนี้2 เมษายน ติดตามผมจะอภิปราย “ยกเลิกบำนาญส.ส./สว.”ในวาระ รายงาน กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา”

หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น เทพไท วัดใจ คกก.ชุด อนุทิน ลดค่าน้ำมันช่วยชาวบ้าน

หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น เทพไท วัดใจ คกก.ชุด อนุทิน ลดค่าน้ำมันช่วยชาวบ้าน

หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น เทพไท วัดใจ คกก.ชุด อนุทิน ลดค่าน้ำมันช่วยชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.01 น.

2 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น

ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2569 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ฉบับที่ 3 พ.ศ.2569 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น และค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สะท้อนราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อลดภาระประชาชน

ถ้าดูรายชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีอยู่ 12 คน สามารถแยกแยะได้ออกเป็นคณะกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมือง 3 คน มาจากบุคคลภายนอก 4 คน มาจากข้าราชการประจำ 5 คน ซึ่งรวมแล้ว 12 คน ถ้าดูท่าทีหรือจุดยืนของคณะกรรมการแต่ละคน ที่เคยแสดงท่าที จุดยืนการปรับปรุงต้นทุนค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่ากลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ยังไม่มีใครมีท่าทีที่ต้องการจะลดราคาจากโรงกลั่นน้ำมันเลย

ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ถ้าจะตั้งความหวังหรือคาดหวังได้จากแสดงท่าทีที่ชัดเจน ก็น่าจะมาจากฝ่ายการเมือง 3 คน ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีความละเอียดอ่อนต่อกระแสความรู้สึกของประชาชน และยิ่งกระแสความต้องการที่จะให้รัฐบาลกำหนดราคาน้ำมันให้ราคาถูกลงมีมากขึ้น อาจทำให้ฝ่ายการเมืองต้องตอบสนองต่อเสียงของประชาชน

ส่วนบุคคลภายนอก 4 คน เห็นว่าน่าจะมีอยู่ประมาณ 2 คน ที่มีท่าทีทิศทางค่อนข้างเห็นด้วยกับการปรับลดค่ากลั่นน้ำมันและค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลง แต่ในส่วนข้าราชการที่มาหน่วยราชการที่เข้ามาเป็นกรรมการที่มีอยู่ 5 คน เชื่อว่าดูทิศทางและแนวโน้มแล้ว น่าจะยืนยันในจุดยืนเดิม คือไม่เห็นท่าทีว่าควรจะปรับลดค่ากลั่นอัตราค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลง

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลชุดนี้ นายอนุทินต้องการจะเห็นภาพการลดราคาค่ากลั่นและค่าการตลาดน้ำมัน ซึ่งมีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าสูงเกินไปนั้น ก็ควรให้นโยบายในการทุบราคาลงให้ชัดเจน และฝากความหวังไว้กับคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ช่วยผลักดันขับเคลื่อน เพื่อให้การทุบราคาค่ากลั่นให้เป็นจริงตามที่ประกาศไว้

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล ถือเคล็ดรมต.35คน ‘ศุภจี’จวกยับไร้สาระ ขุดคุ้ยวุฒิการศึกษา

“อนุทิน”ชี้เก้าอี้รัฐมนตรี ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมินผลงาน ไม่เข้าเป้าขอทรงสิทธิ์พิจารณาปรับปรุง ปัดตอบเหตุ“สุชาติ”ไม่ได้นั่งรองนายกฯ นัด“เชน-หนิม” กินข้าว 2 เม.ย. ที่ทำเนียบฯถกการทำงานร่วมกัน ไม่หวั่นฝ่ายค้าน ใช้เวทีแถลงนโยบายต่อสภา ซ้อมซักฟอก ยกคำวิจารณ์เป็นมงคล พร้อมรับฟัง-ไม่ดื้อ ขออย่าแบ่งแยกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เพราะเป็นตัวแทนที่ปชช.เลือกมา

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 มืออาชีพ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกฯ รมว.การต่างประเทศ,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ไม่มีรัฐมนตรีช่วยและนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพราะเหตุใด นายอนุทิน ยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานนี้ ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

‘หนู’ย้ำรมต.3แม่ครัวมีฝีมือทุกคน

เมื่อถามว่า กรณีไม่ให้รัฐมนตรี3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่และไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว ซึ่งคำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนบัญญัติขึ้น เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนได้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มอบนโยบายและให้การสนับสนุนภารกิจที่รัฐมนตรีต้องการทำ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวมบ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เป็นเพราะต้องการให้เจ้ากระทรวงทำงานอย่างมีวันสต๊อป

ถ้าทำงานไม่เข้าเป้ามีสิทธิ์ถูกเปลี่ยน

เมื่อถามว่า เดิมนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคนในคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะมีการวัดเคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคลหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่างๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะทรงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เผยตั้งรมต.แค่ 35 คนเพราะถือเคล็ด

เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องถามคนที่รู้จักผมดี

เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทินกล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไรนายอนุทินบอก ก็อย่าให้ล้น เมื่อถามว่ามีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลนายอนุทินกล่าวว่า ของบางอย่าง ขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง

เมื่อถามว่า รอใครเกษียณเพื่อมารับตำแหน่งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2 เมื่อถามถึงการทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ว่า มีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร

นัดกินข้าวกับ‘เพื่อไทย’2 เมษายน

เมื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย (พท.) มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจเชื่อถือกัน โดยวันที่ 2 เมษายน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย เมื่อถามว่า นายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รวมด้วยสิครับ”

นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะมุ่งแก้เรื่องใดให้กับประชาชนเป็นอันดับแรก ว่า การเตรียมร่างแถลงของรัฐบาลในขณะนี้ เหลืออีกเพียงนิดหน่อย โดยคาดว่าจะส่งให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาได้ในต้นสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาในการประชุมขึ้นอยู่กับวิปที่จะต้องไปตกลงกัน

ยกเลิกMOU44มีอยู่ในนโยบายรบ.

ผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิกMOU 44 จะอยู่ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อยู่ในคำแถลงของนโยบายต่อรัฐสภา ส่วน MOU43 ยังต้องพิจารณาอยู่ และตนก็พูดว่ายกเลิกแค่ MOU 44 เท่านั้น ส่วนจะกังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะใช้เวทีแถลงนโยบายเป็นการซ้อมซักฟอก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนผ่านตรงนี้มาหลายครั้งแล้ว และถือว่าไม่ว่าจะเป็นการซักฟอกหรือการวิพากษ์วิจารณ์ การเสนอความเห็นการแนะแนวทาง เป็นมงคลกับตนทั้งนั้น เพราะในคำวิพากษ์วิจารณ์ก็จะมีคำแนะนำที่ดีๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีใครสงวนสิทธิ์ที่จะให้ตนนำไปใช้ พร้อมย้ำว่า ตนรับฟังและไม่ดื้อ

อย่ามองฝ่ายค้านเตะตัดขาวันแถลง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องมีทีมองครักษ์ในการป้องกันฝ่ายค้านมุ่งเน้นโจมตีรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องตรงไป ตรงมา เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลอยู่แล้วที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และมองว่า พวกเขาทำเพื่อประชาชน อย่าไปมองว่าเขาเป็นใคร เป็นนาย ก. หรือนาย ข. แต่พวกเขาคือผู้แทนของประชาชน เขาจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกเขามา ต้องมองประชาชนทั้ง75 ล้านคน เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมา ที่จะดูแลเท่านั้น แบบนี้ก็ไม่ใช่

เมื่อถามย้ำว่า ไม่กังวลว่าจะมีเกมตัดขาในสภาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สิ่งที่ตนกังวลอยู่ คือ ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่จะให้มันจบหมดสิ้นไปโดยเร็ว

ขอให้ขรก.ทำงานเพื่อประชาชน

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดี ตลอดจนกำลังใจมายังข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568

“การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน ตลอดจนการสร้างความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง เป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ข้าราชการ” เพราะข้าราชการ คือผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน ข้าราชการทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าและเกียรติภูมิของคำว่าข้าราชการ โดยดำรงตนให้เป็นผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน” ข้าราชการทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ข้าราชการจึงต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความพร้อม ทั้งความรู้ ความสามารถ ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการผู้มีความประพฤติดี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและเพิ่มพูนกำลังใจแก่ข้าราชการผู้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติราชการให้เกิดความเรียบร้อยและบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ข้าราชการพลเรือนทุกท่าน ธำรงรักษาคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้ ให้ปรากฏเป็นเกียรติยศอันสง่างามแก่ตนเอง ครอบครัว และองค์กรสืบไป

กินข้าวกับ‘เนวิน’หลังโปรดเกล้าฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางไปรับประทานอาหารอีสานที่ร้านมลอีสาน ย่านดุสิต ซึ่งเป็นร้านประจำ แต่ครั้งนี้มีแขกพิเศษร่วมโต๊ะด้วยคือ นายเนวิน ชิดชอบ
ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า นายอนุทินมีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับคนในร้าน

‘ประเสริฐ’เข้าศธ.โอกาศครบ 134 ปี

เวลา 07.40 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการ และบุคลากรทางศึกษา เข้าร่วมงาน

จากนั้น เวลา 07.09 น. ประธานพิธีและคณะไปสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ สักการะพระภูมิเจ้าที่ สักการะพระพุทธรูปหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สักการะศาลปู่เจียม บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) จากนั้น ประธานพิธีร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ภายในพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย ต่อจากนั้นประธานพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 135 รูป บริเวณหน้าอาคารราชวัลลภ เป็นอันเสร็จพิธี

รอรบ.แถลงนโยบายก่อนมอบงาน

นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ไม่ถือว่าเป็นการเข้าศธ.อย่างเป็นทางการ แต่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีปลัด ศธ.และเลขาธิการฯ ผู้บริหาร ศธ.มาต้อนรับอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นมาก วันนี้ยังไม่ได้มอบนโยบายอย่างเป็นทางการ รอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน หลังจากนั้นก็จะมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเลย เพราะเป็นการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศ พรรคเพื่อไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ก็ให้ความสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ

‘ศุภจี’ชี้ไร้สาระจบมหา’ลัยห้องแถว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA ออกมาเปิดข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยที่ นางศุภจี เรียนจบเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ว่า ไม่ใช่หรอก คนที่จบจากมหาวิทยาลัยแบบนี้มีมากมายในประเทศไทยก็มีและผลิตบุคลากรจำนวนมาก ยืนยันว่าเรียนจริงๆ จบจริงๆ ส่วนเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยเขาปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริง เราก็ทำงานมาขนาดนี้ในบริษัทต่างๆ และมีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่า เป็นประเด็นอะไร ก่อนยกมือปัด พร้อมส่ายหน้าและกล่าวว่า ไร้สาระมาก

ลึกลับในสนามข่าว : 2 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 2 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 2 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…ตอนนี้แฟชั่นอินเทรนด์มาแรงแซงโค้งฮิตฮอตทั่วโซเชียลคงไม่พ้นถือดอกบัวถ่ายรูป พร้อมเช็คอินแหล่งโบราณสถานสถานที่สำคัญ ต่อเนื่องจากเทรนด์“ห่มสไบใส่ยีนส์” ซึ่งเทรนด์นี้ทำเอายอดขายดอกบัวย่านปากคลองตลาดพุ่งทะลุ 80% และกระแสนี้ก็ยังแรงดีไม่ตก ส่วนร้อนเดือดขนาดไหนก็คิดดู ขนาดสส.สาวสวยแกร่ง “กานต์ – สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ผู้แทนอุบลราชธานี เขต 7 ศรีเมืองใหม่โขงเจียม สิรินธร พิบูล (ต.ระเว ต.ทรายมูล) พรรคภูมิใจไทย ยังต้องขอมีส่วนร่วมเทรนด์กะเขาซะหน่อย เลยได้เห็นเจ้าตัวโพสต์ภาพคู่กับดอกบัวสีชมพูกำใหญ่เบ้อเริ่ม สวยงามตามท้องเรื่อง แม้จะนั่งแชะภาพบนรถพ่วงข้าง….สมเป็นผู้แทนเลือดใหม่ไฟแรง ที่ลุยงานได้ทุกรูปแบบจริงๆ ทั้งบู๊ทั้งบุ๋นจะสวยจะงามจะลุยเรียกว่าลงคะแนนเสียงกาบัตรเลือกตั้งครั้งนี้คนอุบลฯไม่เสียแรง ได้ผลคุ้มค่า เพราะได้ผู้แทนฯมากความสามารถ เป็นลูกหลานคนรุ่นใหม่ทันสมัยไฟแรง เจ้าของสโลแกน สส.กานต์คือเก่าพี่น้อง ไปทำงานเป็นปากเสียงให้ในสภาฯแบบพร้อมลุยงานพลัส…nn

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

nn…เมื่อเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยุคปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตประจำวันทั้งการทำงานการใช้ชีวิต ฯลฯ หลายหน่วยงานจึงต้องปรับเปลี่ยนวางระบบโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เฉกเช่น“วุฒิสภา” ที่เดินหน้าอัปเกรดระบบตรวจสอบเข้า-ออกพื้นที่ เชื่อมโยง “แอปThaID” อำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตนของบุคคล ก่อนเข้าอาคารรัฐสภา ซึ่งประธานวุฒิสภา “มงคลสุระสัจจะ” เป็นประธานพิธีเปิดการใช้งานระบบบันทึกการเข้า-ออก สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน ThaID ไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ

มงคล สุระสัจจะ

…งานนี้ ทั่นประธานวุฒิฯ บอกว่า ในโลกที่ผันผวน ความเสี่ยงหลายด้าน การรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการจึงเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้วยการบันทึกการเข้า-ออก ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จึงเป็นก้าวสำคัญขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานภาครัฐดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โดยตรวจสอบจำนวนและข้อมูลของผู้ที่อยู่ภายใต้ อาคารได้แบบเรียลไทม์ และมีการแสดงข้อมูลเชิงสถิติจำแนกตามประเภทบุคคล เพศ วัตถุประสงค์ของการเข้าอาคาร นอกจากนี้ ยังสามารถนำฐานข้อมูลที่ได้มาวางแผนดำเนินการอพยพบุคคลเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินได้ และที่สำคัญเพื่อลดการใช้กระดาษ ช่วยเซฟสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษได้อีกโข ยิ่งกว่านั้นแว่วว่า วุฒิสภามองไกลไปในอนาคตอาจเชื่อมโยงกับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือ ตำรวจสันติบาลด้วย เพื่อให้ทราบว่าคนที่เข้ามามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ จะช่วยฝ่ายรักษาความปลอดภัยทำงานได้มีประสิทธิภาพ ยืนยันไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เพราะใช้มานานแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นระบบที่ปลอดภัย งานนี้ ถือเป็นก้าวแรกของวุฒิสภา สู่การเป็นหน่วยงานรัฐดิจิทัลลุล่วงไปแล้ว…nn

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในการทำหน้าที่นั้นแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่หากใช้อำนาจในทางที่มิชอบก็จะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤต และรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม”

นายชวน หลีกภัย

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน
เซ็นตั้ง‘คตร.’
‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา
‘พิพัฒน์’ถอยเลิกคุมศบก.

นายกฯอนุทิน เซ็นตั้ง คตร.ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ “เอกนิติ”นั่งประธาน “เอกนัฏ”ร่วมทีม พร้อมดึงนักวิชาการ ร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษา ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง เชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 15วัน “พิพัฒน์”จ่อคุย“นายกฯ”ขอไม่คุมพลังงาน หวั่นถูกครหาโยงธุรกิจครอบครัว ลั่น“ปล่อยผมไปเถอะ”

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวว่าขอไม่คุมกระทรวงพลังงานว่าในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมัน จะหมดไปกับรัฐบาล “หนู 1” และเมื่อ “หนู 2” มาก็ต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง ก็มีการสลับสับเปลี่ยน

นายกฯจ่อตั้ง‘เอกนิติ’คุมศบก.-พลังงานแทน

พร้อมยอมรับว่า คิดว่าจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง แต่อย่างไรก็ตามตนจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ซึ่งตนก็รับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้ ทั้งนี้ จะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่

ขณะที่ การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวงจะให้นายเอกนิติ รับผิดชอบกระทรวงพลังงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนั้น เพื่อให้ประชาชนและนายพิพัฒน์เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโยชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน

น้ำมันกลั่นในไทย คนไทยต้องได้ใช้

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเรียกอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า และพลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ตำรวจ กรมเจ้าท่า และกรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลังจากนี้ไปน้ำมันจะต้องให้สำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น ส่วนที่จะส่งไปสปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยังสปป.ลาว เลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ พร้อมย้ำว่าเราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนได้มีการหารือกับเสนาธิการทหารเรือ เรื่อง MOU 2544 ด้วยหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับตนจบแล้ว ก่อนย้ำว่าคำว่าจบของตนคือยกเลิก

พิพัฒน์ยันบ.มหาชนPTครอบงำไม่ได้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์(เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand) ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT)ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิด หรือความรู้สึกของคนไม่ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ต้องแยกส่วนกันโดยดูจากพฤติกรรม เพราะตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยเข้าร่วมสังฆกรรมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ตนจะเข้าไปปีละหนึ่งครั้งคือวันเกิดบริษัทช่วงเดือนมีนาคม

พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจของบริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหาร และที่สำคัญ PT เป็นบริษัท (มหาชน) ฉะนั้นการที่จะไปก้าวก่ายบริษัทหรือครอบงำไม่ได้ เพราะมีบอร์ดอยู่แล้วซึ่งไม่จำเป็นต้องฟังเราซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นธรรมดาคนหนึ่ง แต่
ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะเข้าไปแทรกแซง หรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ขอให้รอดูการพิสูจน์ ผลประกอบการในไตรมาสกลางเดือนพฤษภาคม ดีกว่า

เพราะเขามองว่าขณะนี้ตนแก้ตัวอะไร คงไม่มีประโยชน์ แต่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ และไม่เคยเอาความลับราชการ มาเปิดเผยให้กับคณะกรรมการบริษัท หรือคนในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นอัตราเท่าใด ฉะนั้นความจริงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจึงขอให้รอวันนั้น

จ่อคุย‘นายกฯ’ขอไม่คุมพลังงาน

เมื่อถามว่าจะทำหน้าที่ ผอ.ศบก.ในรัฐบาลชุดใหม่ด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี มอบความไว้วางใจ ตนก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะที่พอมีความรู้เรื่องพลังงานอยู่บ้าง ส่วนเรื่องเทคโนโลยีและโรงกลั่นรู้แค่ในส่วนซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่ไม่มีความรู้เรื่องโรงกลั่นแต่อย่างใดและหากนายกฯ มอบความไว้วางใจก็จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนตัว รมว.พลังงาน และให้คนอื่นมาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมที่จะถอยไปเป็นกองเชียร์

เมื่อถามว่ายังเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ใจเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่แบ่งงาน เพราะการตั้งครม.ชุดนี้ก็มีมืออาชีพเข้ามาหลายคนซึ่งทุกคนก็มีความสามารถ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่าขอเรียนตรงไปตรงมาว่าจะเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรีว่าเมื่อสังคมเป็นเช่นนี้ ไม่ยินดีให้ตนมากำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจจะขอว่าหยุดเถอะ เมื่อสังคมไม่ยอมรับ คงหาที่สบายๆ เพื่อไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับกระทรวงอื่นๆ ดีกว่า เพราะมีมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจเชิญที่ปรึกษามาเฉพาะวิชาชีพก็เป็นไปได้

ส่วนกรณีการเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น นายพิพัฒน์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวตนเคยเสนอนายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถึง 2 ครั้งว่า เมื่อเก็บแล้ว เวลาเขาขาดทุนจะชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไรซึ่งต้องดูอย่างรอบด้าน

นายพิพัฒน์ ย้ำในช่วงท้ายว่าตนไม่ได้อยากเป็น ผอ.ศบก. แต่ท้ายที่สุด ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรีหากมีคนที่มีความรู้ความสามารถ “ก็ปล่อยผมไปเถอะ”

นายกฯเซ็นตั้งคตร.มอบ‘เอกนิติ’นั่งปธ.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีรมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารมว.พลังงาน, นายอนุสรณ์แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย

สั่งเร่งศึกษาค่ากลั่นชงครม.ใน15วัน

สำหรับอำนาจหน้าที่นั้น คตร.จะมีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณา และศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ พร้อมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใดๆหรือสั่งให้บุคคลใดได้ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

พาณิชย์-พลังงาน-คลัง ถกรับมือ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลักเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน

นางศุภจีกล่าวว่าความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วนทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้นทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง) จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแลโดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่งจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง-ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง
ผู้ประกอบการและผู้บริโภคและไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภคจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพ

พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว

พณ.-เอกชนสู้ศก.โลกผันผวน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมภาคเอกชน 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อวางทิศทางความร่วมมือ“ทีมไทยแลนด์”ระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้สอดรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการวางแผนธุรกิจ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมโดยใช้ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ชูดัน‘ไทยช่วยไทย’ช่วยปชช.

ในระยะเร่งด่วนเปิดโครงการ“ไทยช่วยไทย”วันนี้ (1 เม.ย. 2569) ร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีกและซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ สูงสุดถึงร้อยละ 58 โดยเน้นสินค้า House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนเข้าร่วมในระยะต่อไป พร้อมยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ กระจายสินค้าราคาประหยัดและช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จในพื้นที่นำร่อง

วาง 4 เสาหลักยกระดับแข่งขัน

สำหรับแนวทางระยะยาวกระทรวงพาณิชย์เร่งปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจและมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯและจีน พร้อมเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจารอบที่ 8 และเหลือประเด็นสำคัญร้อยละ 20–30 คาดว่าจะสรุปผลได้โดยเร็ว ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ในอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียกลาง ยังมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และ Food Tech เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness) 2.สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพเศรษฐกิจ (Security & Stability) 3.กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ (Inclusive) 4.เสริมความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilient Agility)

นายกฯเปิด‘ไทยช่วยไทย’ลดภาระ

วันเดียวกัน เวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย”ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารกระทรวง ภาคเอกชน ห้างค้าส่งและค้าปลีก ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย เข้าร่วมงานด้วย

โดยนายกฯกล่าวว่า วันนี้ยินดีและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มาเป็นประธานเปิดโครงการไทยช่วยไทยลดภาระลดค่าครองชีพถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที เราทราบกันดีว่าสถานการณ์ความขัดแย้งการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างราคาพลังงานในภาวะเศรษฐกิจที่ค่าของชีพของประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสภาวการณ์นี้ด้วย รัฐบาลได้คำนึงถึงผลกระทบดังกล่าวที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลจึงได้ขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการออกมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าของชีพของประชาชน

ปลุกซื้อของไทยช่วยไทยรักสามัคคีกัน

“โครงการนี้เป็นการช่วยคนไทยไม่ต้องไปพึ่งพาใครเราต้องช่วยเพื่อนร่วมชาติของเราทุกคนด้วยความเต็มใจด้วยความรัก ความสมานสามัคคี สมัยเป็นเด็กมีเพลงอยู่ท่อนหนึ่งที่บอกว่า“ถ้าไทยไม่ช่วยไทยแล้วใครจะมาช่วยเรา”และจบด้วยคำว่า“ไทยเพื่อไทยอุดหนุนไทย ไทยพวกเรา”คนแต่งเพลงนี้มาจากอนาคตเหมือนกันเมื่อ 30-40 ปีก่อน เป็นเพลงที่ฟังแล้วมันติดอยู่ในมโนสำนึก พวกเราทุกคนพึงจะปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะในยามข้าวยากหมากแพงหรือในยามที่มีวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามแต่ในยามปกติเราก็ต้องรักกันสามัคคีกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังเปิดโครงการฯ นายกฯเยี่ยมชมบูธร้านค้าต่างๆ ในโครงการฯโดยแวะอุดหนุนซื้อสินค้าตามบูธต่างๆ พร้อมจ่ายเงินสดด้วยเงินตัวเองซื้อของใช้เข้าบ้านพร้อมซื้อข้าวสารบอกจะเอาไปเยี่ยมชาวบ้าน

‘พิพัฒน์’ส่งปลัดพลังงานนั่งถกศบก.

เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม มอบหมายให้นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายประเสริฐระบุว่า มาเป็นประธานการประชุมแทน เนื่องจากนายพิพัฒน์ติดภารกิจ

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศบก.กล่าวก่อนประชุมว่าในอนาคตมีการหารือนอกรอบกันว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาประชุมเพื่อให้สอดคล้องกับเวลานำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วย แต่ต้องหารือกันอีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้เป็นรอยต่อรัฐบาล หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือแจ้งเปลี่ยนกะทันหัน ต้องขอภัยด้วย

ด้านนายชัยวัฒน์ บุญชวลิตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวว่าความเหมาะสมการแถลงข่าวอาจจะมีการเว้นระยะ เพื่อให้แต่ละหน่วยไปปฏิบัติงาน จะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงมานำเสนอประชาชน และมีช่วงเวลาที่เราคิดว่าอาจจะเป็นวันประชุม และแถลงข่าว คือ วันจันทร์ พุธ หรือศุกร์

กกพ.เคาะค่าไฟพ.ค-ส.ค.ที่3.95บ./หน่วย

ขณะที่ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ(ค่าเอฟที)สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้ม ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ในการพิจารณาครั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ.พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.02 น.

ถกญัตติสางแก้ฝุ่นพิษลุยต่อสัปดาห์หน้า! ’ณัฐพงษ์‘ บี้ ‘ครม.ใหม่’ มีอำนาจเต็มเร่งดัน ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ดันสวัสดิการ ‘เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า’ เสี่ยงชีวิตต่อสู้รักษาชีวิตประชาชน ดักคออย่าสองมาตรฐาน เอาใจอีกฝ่ายหวังปลุก ‘กระแสชาตินิยม’

1เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธ์ุวานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีตัวแทนสส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 

โดยในช่วงท้ายภายหลังได้เปิดให้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ในเวลา 20.30 น. นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุปญัตติว่า จากการรับฟังเพื่อนสมาชิกทุกคนมาตั้งแต่เช้าวันนี้ เห็นว่ามีหลายเรื่องที่เห็นตรงกันเรื่องแรกการผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ทันก่อนเส้นตายที่จะเกิดขึ้น ไม่ยอมให้พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับไปนับหนึ่งใหม่ จึงอยากให้ครม.เร่งผลักดันเรื่องนี้ ประเด็นที่ 2 ที่เห็นตรงกันคือ การปรับปรุงพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สอดคล้องกับภัยพิบัติเช่นปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในครั้งนี้ ที่น่าจะมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน ดึงความเชี่ยวชาญที่เฉพาะทาง ใช้ข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ตนขอเสนอและยืนยันอีกครั้งว่า เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามตรวจสอบการแก้ไขวิกฤต PM 2.5 อยากเป็นระบบและยั่งยืน

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปญัตติว่า สิ่งหนึ่งที่ตนอยากจะยืนยันในเรื่องปัญหาวิกฤตไฟป่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาที่รัฐบาลรู้แต่ละเลย ทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ปัญหาจนทำให้ปัญหา ลุกลามบานปลาย ทำให้เกิดโรคเรื้อรังแก่ประชาชนหลายล้านคน เพราะดูจากตัวเลขค่าฝุ่นและฮอตสปอตในพื้นที่ภาคเหนือในเดือนมีนาคมมีอยู่ 1,488 จุด ส่วนเมียนมาร์และลาวมีอยู่ 8,000 จุด PM 2.5 ในขณะนั้นยังไม่มีจังหวัดใดในภาคเหนือ ที่อยู่ในโซนสีแดง  แต่ถัดมาวันที่ 24 มีนาคมค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานและอันตราย เป็นพื้นที่สีแดง 3 จังหวัด เฉลี่ย 81.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถ้ารัฐบาลไม่ได้เลยในการแจ้งเตือนประชาชนไม่ละเลย ในการประกาศเขตภัยพิบัติ ไม่ละเลย สนับสนุนและช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ตนเชื่อว่า ปัญหาในวันนี้คงจะเห็นทิศทางที่ดีในการแก้ปัญหา เช่นการจัดสวัสดิการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่จนวันนี้ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า 1 คน ซึ่งจากข่าวที่ทราบภาคประชาสังคมและภาคประชาชนระดมเงิน บริจาคระดมทุนกันเองเพื่อ ซื้อประกันชีวิต ซื้อประกันสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่หน้างาน หัวละ 30 บาท สูงเกินไปหรือไม่ที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ ไปซื้อประกันสุขภาพและสวัสดิการที่ดีให้เพียงพอกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หรือจัดสรรกำลังคนลงไปหมุนเวียน เปลี่ยนกะที่ดีกว่านี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า และที่สำคัญ PM 2.5 ยังเกิดผลกระทบกับสุขภาพประชาชน มีงานวิจัยจากคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2567 ระบุว่า ทุกๆ ค่าฝุ่น PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเสียชีวิตของประชากรในพื้นที่ 1.6% ใน 6 วันข้างหน้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบาง ผู้มีโรคประจำตัว ที่จะถูกฝุ่น PM 2.5 กระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น จะส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตที่มากขึ้น

“ผมขอสรุปว่า ในขณะที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาโดยตลอด ว่าให้ความสำคัญกับพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวทหารที่กำลังต่อสู้กับศัตรู เพื่อปกป้องพ่อแม่พี่น้องในจังหวัดชายแดน ตนก็อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ในการสดุดีและให้สวัสดิการที่มีเพียงพอกับเจ้าหน้าที่ที่ต่อสู้ไฟป่า ที่กำลังปกป้องชีวิตคนไทยอีกหลายล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เช่นเดียวกัน อย่าเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน อย่าให้คนไทยตั้งคำถามว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องชายแดน เพราะเล่นไปกับกระแสชาตินิยมหรือเปล่า แล้วละเลยการแก้ไขปัญหาไฟป่าละเลยการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือเปล่า” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดอยู่ในครม. ที่ต้องยืนยันกลับมาภายใน 60 วัน หลังเปิดประชุมสภาวันแรก อยู่ในอำนาจคณะรัฐมนตรีเต็มร้อย ที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ซึ่งปัญหานี้จะแก้โดยใช้การเจรจาระหว่างประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ตามยังมีอีกมาตรการที่ต้องทำคู่กันไปคือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ใช้เงินทุนในการควบคุม วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านมีการปลูกข้าวโพด และนำเข้าในประเทศไทย ก็อย่าให้ประชาชนต้องตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วมีบริษัทนายทุนคนไหนที่กำลังผลิตอาหารสัตว์ นำเข้าข้าวโพดที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างดีเพียงพอว่า ตกลงแล้วไม่ได้ใช้การเผาผ่านคุณภาพเข้ามาในประเทศ หรือเปล่า หรือจริงๆ แล้ว แล้วยังคงมีการนำเข้าแล้วละเลยเรื่องการควบคุมปัญหาผลข้ามพรมแดนอย่างนี้อยู่

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เชื่อว่าสส.ทุกคนเป็นผู้แทนของประชาชนมาจากพื้นที่วิธีการเดียวที่จะกอบกู้ศรัทธาประชาชน คือการแสดงความจริงจังในการแก้ปัญหา วันนี้อย่าให้ปัญหาต้องลุกลามแล้วทำให้ ประชาชนป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ด้วยการผ่านพ.ร.บ.อากาศสะอาดคืนอากาศที่ดีให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ภายหลังนายณัฐพงษ์ อภิปรายสรุปญัตติ น.ส.มัลลิกา ในฐานะประธานการประชุม ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ส่วนที่เหลือให้ไปหารือต่อสัปดาห์หน้า เนื่องจากใช้เวลาในการอภิปรายมาค่อนข้างมากแล้ว จากนั้นได้สั่งปิดประชุมในเวลา 20.30น. 

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 ราย ดังนี้

อาศัยอำนาจตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และข้อ 23 แห่งข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตรวจนับคะแนนเมื่อวันที่ 19 มี.ค.69 ดังนี้

ก. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลฎีกา
ตามมาตรา 36 (2) (ก) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา
2.นายฉัตรชัย ไทรโชต ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา
3.นายอดุลย์ ขันทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
4.นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
5.นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
6.นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ข. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลชั้นอุทธรณ์

ตามมาตรา 36 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์
2.นายอนุวัตร ขุนทอง รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (แรงงาน)
3.นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอุทธรณ์
4.นายสัญญา จีระออน เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1

ค. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลชั้นต้น

ตามมาตรา 36 (2) (ค) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นายสรพงค์ ไกรสุวรรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา
2.นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569

อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.22 น.

วันที่ 1 เม.ย.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ -Natthaphong Ruengpanyawut ระบุว่า ญัตติด่วนเรื่อง PM2.5 ในสภาวันนี้ ผมอยากใช้โอกาสนี้สื่อสารตรงไปตรงมากับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่ 3 รัฐบาล 3 นายกรัฐมนตรียังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีพอ อีกทั้งสถานการณ์กลับแย่มากยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นข่าวเด็กที่เชียงใหม่เลือดกำเดาไหลจากผลกระทบของฝุ่นพิษ สะท้อนว่าปัญหานี้กำลังกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ และย้ำเตือนเราว่า วิกฤตนี้ได้เข้าสู่ระดับที่ไม่อาจปล่อยให้ยืดเยื้อได้อีกต่อไป

เท้ง ณัฐพงษ์

ย้ำให้ชัดว่า PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เราพูดเรื่องนี้กันมาตั้งแต่สภาชุดที่ 25 ต่อเนื่องมาถึงชุดที่ 26 และวันนี้ก็ยังต้องกลับมาพูดซ้ำอีก ทั้งที่ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน แต่เรายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบและที่ต้นตอได้เลย สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เราเห็นสัญญาณล่วงหน้าชัดเจน แต่รัฐกลับไม่ลงมือทันเวลา

24 มีนาคม จุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิน 2,000 จุดในไทย และเกิน 9,000 จุดในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับ 3 จังหวัดแรกที่เข้าสู่ระดับอันตราย ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นเป็น 81.9 สำหรับพวกเรา นั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนว่ารัฐต้องประกาศเขตภัยพิบัติและระดมกำลังเข้าไปยับยั้งทันที

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเงียบ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ท้องถิ่น อาสาสมัคร และประชาชน ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ตามลำพัง เพียง 2 วันหลังจากนั้น หลายจังหวัดเข้าสู่พื้นที่สีแดง และล่าสุดวันนี้ 1 เมษายน ยังมีถึง 9 จังหวัดในภาคเหนือที่อยู่ในระดับอันตราย โดยบางพื้นที่ต้องอยู่กับอากาศพิษต่อเนื่องถึง 7 วัน

ในช่วงเวลาเพียง 10 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นถึง 3.7 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400,000 ไร่ เมื่อมองลึกลงไปพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากอยู่ในเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ แต่หน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องรับภาระกลับไม่มีงบประมาณเพียงพอ อุปกรณ์ไม่พร้อม เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต้องเสี่ยงชีวิตทำงานโดยขาดทั้งเครื่องมือและสวัสดิการที่เหมาะสม วันนี้เรายังต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อำเภอแม่ริมจากความเหนื่อยล้าสะสม ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดคนที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องอากาศของพวกเรายังต้องพึ่งการบริจาคเพียงหลักสิบบาทเพื่อซื้อประกันชีวิต รัฐไม่สามารถดูแลพวกเขาได้จริงหรือ

ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ จุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านมีมากกว่าไทยถึง 3 เท่า และเชื่อมโยงกับการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งเข้ามาในประเทศไทย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าสินค้าที่นำเข้าไม่ได้มาจากการเผา เพราะเราไม่สามารถเข้มงวดกับเกษตรกรไทย แต่กลับปล่อยให้สินค้าที่มีต้นตอมาจากการเผาไหลเข้าประเทศได้

ในอีกด้านหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้อยากเผา แต่การไม่เผาหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าเครื่องจักรและราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม คำถามสำคัญคือ รัฐมีมาตรการช่วยเหลือที่เพียงพอแล้วหรือยัง เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิธีการผลิตได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพิ่ม

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเกษตร สาธารณสุข และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้เพียงพอแล้ว สิ่งเดียวที่ยังขาดคือการตัดสินใจ และความรับผิดชอบของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เต็มที่

ผมจึงขอเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจนว่า ต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่วิกฤต เพื่อระดมสรรพกำลังอย่างเป็นระบบ เพิ่มงบประมาณและอุปกรณ์ให้ท้องถิ่นและทีมดับไฟป่าโดยทันที จัดสวัสดิการ ประกันความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนอย่างครบถ้วน ควบคุมและตรวจสอบห่วงโซ่การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาอย่างจริงจัง เดินหน้าความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดการเผาโดยไม่เพิ่มภาระต้นทุน

พร้อมกันนั้น ต้องเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาชุดที่แล้วให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือระยะยาวในการปกป้องคุณภาพอากาศของประชาชน