อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

อย่าริอ่าน โหนดึงสถาบัน!! สมชาย ลั่นประเทศนี้ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “#อย่าบิดเบือน ประเทศนี้ไม่มี #ระบอบสีน้ำเงิน การเมืองรู้ดีอาจมี #ระบอบทักษิณ #ระบอบธนาธร #ระบอบเนวิน ?

การเมืองควรรบสู้กันเองในสนาม อย่าริอ่าน! โหนดึงสถาบัน” 

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

เติมกรุงเทพให้เต็ม 10! โจ ชัยวัฒน์ เล่นใหญ่ ปูบิลบอร์ดทั่วกรุง 10 นโยบายเมืองแคร์คน 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 6:00 น. ประชาชนผู้สัญจรไปมาทั่วกรุงเทพมหานคร ได้พบป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่หลายจุดทั่วกรุงเทพฯ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามพารากอน และสามเหลี่ยมดินแดง ปรากฏข้อความหาเสียงของ โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ว่า “เมืองแคร์คน” โดยแต่ละป้ายมีนโยบายที่แตกต่างกันจำนวน 10 นโยบาย ตามหมายเลขประจำตัวของชัยวัฒน์ เบอร์ 10 โดยนโยบายที่ปรากฏในป้าย 10 นโยบาย ได้แก่

เราจะเพิ่มเส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้า มีหลังคาหลบแดดฝน

เราจะแก้ปัญหาใบส่วนตัว ใช้สฝบัตรทองหาหมอไม่ต้องรอนาน 

เราจะลอกท่อ 100% ทุกปี จบปัญหาน้ำรอระบาย 

ป้องกันอาชญากรรม 24 ชม. เราจะเชื่อม CCTV รัฐ-เอกชน ใช้ AI

เราการันตีค้าขาย ไม่ต้องจ่ายส่วย 

เราจะดูแลผู้ป่วยติดเตียงฟรี จ้างคนดูแล 5,000+ ตำแหน่ง

เราจะทำเรือเมล์ในคลอง การสัญจรทางน้ำต้องกลับมาฮิต

เราจะเพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงวัย 10 แห่งใกล้ชุมชน

เราจะเพิ่มเส้นทางรถเมล์ เชื่อมรถไฟฟ้า มีหลังคาหลบแดดฝน

เราจะลอกท่อ 100% ทุกปี จบปัญหาน้ำรอระบาย

เราจะสนับสนุน SMEs ซื้อของร้านค้ารายย่อย ได้ลุ้นรางวัล

เราจะให้เช่าที่พักราคาถูกในเมือง

โดยทุกป้ายจะปรากฏภาพและเบอร์ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เบอร์ 10 พร้อมสโลแกน สร้างเมืองที่แคร์คน 

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าการหาเสียงครั้งนี้ แม้จะยังต้องมีป้าย สก. แต่จะติดในจำนวนจำกัด และไม่มีการติดป้ายเบอร์ผู้ว่าฯ ตามถนนและเสาไฟฟ้า เพื่อให้คนกรุงเทพใช้ชีวิตง่ายขึ้น ลดปัญหาป้ายกีดขวางทางจราจร และลดการใช้ทรัพยากร โดยจะใช้สื่ออื่นๆ แทน เช่น ไวนิลผ้าใบติดตามตลาดและชุมชน แผ่นพับ ใบปลิว บิลบอร์ด รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย
 

รัฐบาลเดินหน้าปั้น อาสาพยาบาลชุมชน 1 หมื่นคน เสริมทัพ อสม. ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก

รัฐบาลเดินหน้าปั้น อาสาพยาบาลชุมชน 1 หมื่นคน เสริมทัพ อสม. ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก

รัฐบาลเดินหน้าปั้น อาสาพยาบาลชุมชน 1 หมื่นคน เสริมทัพ อสม. ดูแลผู้ป่วยเชิงรุก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข เตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับ อสม. ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

29 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข ผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) จำนวน 10,000 คน ปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หน้าที่หลักของ อสพ. คือ ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพในระดับท้องถิ่น ทำหน้าที่คัดกรองโรคเบื้องต้น รณรงค์สาธารณสุข และประสานงานกับ อสม. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อเชื่อมโยงการรักษา โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด โดย อสพ. 1 คน จะดูแลกลุ่มเป้าหมาย 24 ราย ออกเยี่ยมบ้านตามแผนการดูแล (Care Plan) รายละ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมจำนวนกิจกรรมเยี่ยมบ้านสะสมไม่ต่ำกว่า 80-100 ครั้งต่อเดือน (เฉลี่ยวันละ 4-5 ราย) และให้การดูแลในการตรวจวัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) ประเมินอาการเบื้องต้น อาทิ ทำหัตถการพื้นฐาน เช่น ทำแผล ป้องกันแผลกดทับ ติดตามการใช้ยาในกลุ่ม NCDs และจิตเวช ประเมินพัฒนาการเด็ก และติดตามหญิงตั้งครรภ์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้วางแนวทางในการผลิตอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ) โดยจะเปิดรับสมัครผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” เว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเว็บไซต์สถาบันพระบรมราชชนก ในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี พ.ศ. 2569 โดยผู้สมัครจะต้องอยู่ในช่วงอายุ 22-70 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งจะมีการสอบสัมภาษณ์ และจิตวิทยาก่อนจึงทำการเซ็นสัญญา 2 ปี และนำผู้สมัครเข้ารับการอบรมจากศูนย์ฝึกฯ ระดับเขต จำแนกตามคุณวุฒิซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีด้านสุขภาพ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 2 เดือน/240 ชั่วโมง  2) ผู้ที่มีวุฒิปริญญาตรีสาขาอื่นๆ จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 4 เดือน/480 ชั่วโมง และ 3) พยาบาลวิชาชีพเกษียณ (อายุไม่เกิน 70 ปี) จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์/30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นสัดส่วนเวลาเรียนเป็นภาคทฤษฎี ร้อยละ 30 ภาคปฏิบัติ ร้อยละ 50 และภาคสนาม ร้อยละ 20 ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเกณฑ์การประเมินไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 จึงถือว่าผ่านการอบรม

“รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” 10,000 คน ไม่กระทบ Care Giver เดิม แต่เป็นการเพิ่มทักษะและเสริมระบบดูแลผู้ป่วยในชุมชน ขออย่าเป็นกังวล รัฐบาลพร้อมตรวจสอบรายละเอียดและรับฟังทุกข้อเสนอ รัฐบาลต้องการให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพคนทำงานในระบบสุขภาพ โดยการอัปสกิลอาจมีหลายระดับตามบทบาทและทักษะที่เพิ่มขึ้น สำหรับ Care Giver ก็ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

ไทยช่วยไทยพลัส สัญญาณดี ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5% คู่ขนานอัดงบลงทุนบิ๊กโปรเจกต์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

“รัฐบาล”เผยสัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ดัน 25 โครงการตาม Thailand FastPass มูลค่า 2.23 แสนล้านบาท ลงทุนจริงเร็ว

29 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท และล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

ดันไทยสู่ World Pride 2030 รัฐบาลชวนฉลอง Bangkok Pride 2026 ตอกย้ำสมรสเท่าเทียม

ดันไทยสู่ World Pride 2030 รัฐบาลชวนฉลอง Bangkok Pride 2026 ตอกย้ำสมรสเท่าเทียม

ดันไทยสู่ World Pride 2030 รัฐบาลชวนฉลอง Bangkok Pride 2026 ตอกย้ำสมรสเท่าเทียม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

รัฐบาล เชิญชวนคนไทยร่วมงาน Bangkok Pride 2026 วันที่ 31 พ.ค.นี้ ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030

29 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Bangkok Pride Festival 2026” ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคมนี้ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ” และเป็นการเดินหน้าครั้งสำคัญที่จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก “World Pride 2030”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ในการส่งเสริมประเด็นความเท่าเทียมระหว่างเพศ และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ผ่านกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ในปีนี้ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนและสนับสนุนการจัดงานเทศกาล Pride Festival ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังได้ร่วมมือกับ Bangkok Pride จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) จำนวน 58 จังหวัด เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทยด้วย

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงศักยภาพเชิงพื้นที่ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งระบบในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสร้างเครือข่ายขยายไประดับท้องถิ่นด้วย เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและระบบเศรษฐกิจสีรุ้งในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมมาโดยตลอด และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จนทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมบังคับใช้ ซึ่งงาน “Bangkok Pride Festival 2026” ปีนี้ นอกจากจะมีขบวนพาเหรดของชาวสีรุ้งที่ยิ่งใหญ่ ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร ระยะทางตั้งแต่สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี มุ่งหน้าสู่ถนนสีลมและพระราม 1 แล้ว ยังมีการนำวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานมาแสดงด้วย โดยไฮไลท์สำคัญคือ วงหมอลำ “ระเบียบวาทศิลป์” วงหมอลำระดับตำนาน ที่จะมาร่วมแสดงบนเวที Pride Stage ณ สนามเทพหัสดิน ด้วย

ความจริงสองชั้น! อัษฎางค์ วิเคราะห์คำพิพากษายกฟ้อง ธนาธร คดีวัคซีนพระราชทาน

ความจริงสองชั้น! อัษฎางค์ วิเคราะห์คำพิพากษายกฟ้อง ธนาธร คดีวัคซีนพระราชทาน

ความจริงสองชั้น! อัษฎางค์ วิเคราะห์คำพิพากษายกฟ้อง ธนาธร คดีวัคซีนพระราชทาน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คำพิพากษายกฟ้องคือจุดจบของคดี ไม่ใช่จุดจบของคำถาม

ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง 28 พฤษภาคม 2569 วินิจฉัยว่าไลฟ์ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” ของธนาธรโดยรวมเป็นการวิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถึงระดับองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112

อย่างไรก็ตาม ศาลบอกว่า “ยังไม่เพียงพอจะลงโทษ” ไม่ได้บอกว่า “ไม่มีการโยงถึงสถาบันเลย” เพราะในข้อเท็จจริงของคดี มีการพูดถึงสยามไบโอไซเอนซ์และความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์อยู่จริง ซึ่ง Reuters บันทึกไว้ชัดเจน

นอกจากนี้ คดียังไม่สิ้นสุด อัยการมีกรอบเวลา 30 วันในการอุทธรณ์

ความจริงของคดีนี้มีสองชั้น และทั้งสองชั้นเป็นความจริงพร้อมกัน

ชั้นแรก — ความจริงทางกฎหมายคือ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

ชั้นที่สอง — ความจริงทางการเมืองคือ หัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน” บวกกับการตั้งคำถามเรื่องสยามไบโอไซเอนซ์และโครงสร้างผลประโยชน์ ไม่ใช่ชุดคำที่คนไทยจะได้ยินแล้วตีความว่าเป็น “การวิจารณ์นโยบายสาธารณสุขธรรมดา”

การพูดถึงสยามไบโอไซเอนซ์ และการตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ ย่อมทำให้ผู้ฟังจำนวนมากเข้าใจว่า นี่คือการโยงประเด็นวัคซีนไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

และการรับรู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่มีวันที่จะถูกลบออกจากความจำของสังคมโดยคำพิพากษา

ศาลมีอำนาจชี้ขาดว่าจะลงโทษหรือไม่

ไม่บอกสังคมว่าต้องรู้สึกอย่างไร

คุณคนไทยเห็นด้วยกับผมหรือไม่?

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรุงเทพมหานครตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ์ให้สูงกว่าร้อยละ 60.7 ซึ่งอยากให้ทำให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามความต้องการของประชาชน”

นายณรงค์ เรืองศรี

ปลัดกรุงเทพมหานคร

ผอ.การเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

สว.ยื่นประกบ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว.ยื่นประกบ  ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว.ยื่นประกบ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จ่อยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มการทำประชาพิจารณ์-คำถามพ่วงประกบสภาล่าง ด้านเทวดาทักษิณระรื่นติดกำไล EM รายงานตัวพักโทษคุมประพฤติครั้งแรก

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.ฯ ได้ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ซึ่งมีประเด็นที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นทางออกของประเด็นที่แต่ละฝ่ายเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตนเชื่อว่ามีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันในวาระแรกคือ สามารถให้มีคูหาเพื่อเลือกสสร. ได้หรือไม่

“ผมและกมธ.พัฒนาการเมือง ต้องการหาคำตอบจึงทำหนังสือขอเข้าพบประธานศาลรัฐรรมนุญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อปรึกษาหารือต่อ คำวินิจฉัยที่แถมมานั้น ครอบคลุมแค่ไหน ซึ่งเป็นความพยายามหาทางออกให้ ในช่วงที่ยังมีเวลาที่สังคมสามารถหาทางออกร่วมกัน หากตัดสินกันเอง ว่าไม่มีคูหาให้ประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกไป อาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาน และหากจำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น อาจกระทบต่อความชอบธรรม” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

สว.พร้อมเสนอแก้รธน.

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตนมีแนวคิดที่จะเสนอร่าง เพราะมีมุมที่แตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน คือ อยากเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วงกลางน้ำ เพื่อให้ประชาชนสบายใจ หลังจากที่กังวลว่าจะถูกจำกัดการมีส่วนร่วมเรื่องคูหา หรือการันตีไม่ได้ ว่าอำนาจสว. จะมีอยู่รวมในเสียงข้างมากหรือไม่ ดังนั้นต้องออกแบบและสร้างการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีความหมาย คือ หากมีประเด็นใดที่แหลมคม หรือถูกเห็นต่างออกไป อยากให้ทำประชามติ หรือ บรรจุเป็นประเด็นที่ต้องนำไปทำประชามติไปในคราวเดียวกัน เพื่อหาฉันทามติ และไม่มีความขัดแย้งหลงเหลือ ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างเนื้อหา ก่อนที่จะขอเสียงจาก สว. รวมถึง สส. ให้ได้ 140 รายชื่อ ถึงจะเพียงพอยื่นเสนอต่อรัฐสภาได้

เมื่อถามว่ากรณีการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านคูหาเลือก สสร. นั้นประเมินว่าอาจมีผู้ยื่นญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเพื่อความชัดเจนหรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ แต่ทางรัฐสภาต้องคุยกัน ว่าหากไม่รีบมาก และต้องการความชัดเจนในกระบวนการ ควรชะชอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปก่อน ส่วนที่มองว่าเรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่เคยวินิจฉัยไปแล้วศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับนั้น ส่วนตัวมองว่าควรเปิดประตูทีละบาน ซึ่งภายใต้ กมธ.การพัฒนาการเมือง แม้บทบาทอาจทำได้ไม่มาก แต่จะทำเท่าที่ที่มีหน้าที่ เพื่อพยายามหาทางออก ซึ่งอาจลองดู ยื่นให้วินิจฉัยหากจะให้มีคูหาจริง

ทักษิณรายงานตัวครั้งที่ 1

เมื่อเวลา 14.09 น. ที่ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes-Maybach S 580 e (เมอร์เซเดส-มายบัค) สีทูโทน ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าพบพนักงานคุมประพฤติ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งที่ 1 ภายหลังจากที่ได้พักโทษคุมประพฤติไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีแรก นายทักษิณ จะต้องรายงานตัวคุมประพฤติเมื่อวันที่ 25 พ.ค.69 แต่ได้มีการแจ้งขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อนายทักษิณมาถึง นายทักษิณสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์สีกรมท่า รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้สื่อมวลชน โดยมีนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวสังเกตด้วยว่าที่บริเวณข้อเท้าข้างซ้ายของนายทักษิณยังคงมีการสวมกำไล EM ดังเดิม และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายทักษิณว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างนั้น นายทักษิณได้ยิ้มแย้มและตอบผู้สื่อข่าวว่า “ดี ๆ ไม่มีอะไร“ ก่อนที่นายทักษิณและทนายวิญญัติได้เดินขึ้นอาคารสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อไปรายงานตัวครั้งที่ 1 กับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าเมื่อช่วงเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีรถยนต์ส่วนตัวของนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัวอดีตนายกฯ

ขอบคุณเสื้อแดงมาต้อนรับ

ต่อมาเวลา 14.19 น. ผ่านไปเพียง 10 นาที นายทักษิณ และทนายวิญญัติ ได้เดินลงจากอาคารสำนักงานคุมประพฤติฯ โดยนายทักษิณได้สวมกอดและขอบคุณคนเสื้อแดง พร้อมพูดคุยเล็กน้อยที่ได้เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นนายทักษิณได้หันมาพูดคุยกับทนายวิญญัติสั้น ๆ ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่าการรายงานตัววันนี้เป็นอย่างไรบ้างเนื่องจากไม่ได้เจอถึง 17 วัน โดยนายทักษิณได้ยิ้มและตอบว่า ตามประสาคนแก่ แต่เมื่อถามว่าการรายงานตัววันแรกเป็นไปด้วยดีหรือไม่นั้น นายทักษิณได้ตอบว่า วันนี้ก็ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ) ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติฯ

ศาลยกฟ้อง’ธนาธร’ปมวัคซีน

ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การไลฟ์สดดังกล่าว เป็นการพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการบริหารจัดการวัคซีนรักษาโควิด ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นสถาบันฯตามฟ้อง ส่วนเรื่องการพาดพิงถึงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นข้อเท็จจริงตามที่นายธนาธรพูด และไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท ส่วนกรณีที่พาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน เพราะหากบริหารผิดพลาดผู้เสียประโยชน์คือประชาชน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกั คอมพิวเตอร์ พิพากษายกฟ้อง

บันทึกความเข้าใจร่วมกัน

ขณะที่เวลา 11.35น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ

ถอนวาระตั้งหมอชั้น14นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

จากกรณีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 5/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง คือการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) พร้อมทั้งเสนอโยกย้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ไปดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก เนื่องจาก พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เคยถูกแพทย์สภา ลงโทษพักใบอนุญาต จากกรณีเกี่ยวกับการเข้าพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ล่าสุด แนวหน้าออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร.ได้สั่งถอนวาระการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกไปแล้ว

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย พุ่ง26ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย  พุ่ง26ล้านคน  ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย พุ่ง26ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ปลื้มสมัครไทยช่วยไทย พุ่ง26ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมทะลุ6แสน บขส.หนุนใช้รถสาธารณะ ดีเดย์1มิ.ย.-30กันยายน

รัฐบาลปลื้มร้านค้าแห่สมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันยอดร้านค้าพร้อมใช้ ทะลุ 6 แสนราย ขณะที่กระทรวงคลัง กางยอดลงทะเบียนโครงการฯ 26 ล้านคน มีผู้ถือบัตรคนจน เนียนลงทะเบียน 4.66 แสนคน ด้าน บขส.ร่วมโครงการฯ หนุนใช้รถสาธารณะ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 200 บาท/วัน เริ่ม 1 มิ.ย.ถึง 30 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม  น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 18.00 น.วันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการใหม่ในวันเดียวสูงถึง 12,840 ราย ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม

รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลเปรียบเทียบตลอด 3 วันที่ผ่านมา พบว่าจำนวนร้านค้าสมัครใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวันที่ 25 พฤษภาคม มีผู้สมัครใหม่ 12,429 ราย วันที่ 26 พฤษภาคม เพิ่มเป็น 10,244 ราย และวันที่ 27 พฤษภาคม เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 12,840 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความต้องการเข้าถึงโอกาสทางการค้าในโครงการดังกล่าว

ขณะเดียวกัน จำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน โดยเฉพาะในวันที่ 27 พฤษภาคม มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 10,576 ราย สูงกว่าวันแรกของการเปิดสมัครกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและพร้อมใช้งานแล้วรวมทั้งสิ้น 605,812 ราย

น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน

“ตัวเลขการสมัครที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและการกระตุ้นยอดขายผ่านโครงการฯ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและอนุมัติร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด” รองโฆษกฯ กล่าว

ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัสจนถึงเวลา 13.00 น.วันเดียวกันนี้ มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 26 ล้านคน ลงทะเบียนสำเร็จ 25.4 ล้านคน รอตรวจคุณสมบัติ 1.12 แสนคน และลงทะเบียนไม่สำเร็จประมาณ 4.68 แสนคน เนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4.66 แสนคน และอื่นๆ เช่น เป็นผู้เสียชีวิต ย้ายไปต่างประเทศ เคยทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง เป็นต้น ราว 2.5 พันคน และยังมีสิทธิคงเหลืออีกราว 4.44 ล้านสิทธิ จากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นวันสุดท้าย จนถึงเวลา 22.00 น.

สำหรับร้านค้า พบว่ามีร้านค้ารายเดิมที่ผ่านเกณฑ์ 9.77 แสนราย โดยอยู่ระหว่างร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข (T&C) 3.79 แสนราย ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 5.98 แสนราย ขณะเดียวกันเป็นร้านค้าใหม่ 4.39 หมื่นราย โดยจำนวนนี้อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบเพื่อเข้าร่วมโครงการ 3.74 พันราย ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 3.98 หมื่นราย ในส่วนนี้อยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับ T&C 6.15 พันราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 3.36 หมื่นราย และมีร้านค้าที่ถูกปฏิเสธการลงทะเบียน 350 ราย รวมเป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 6.31 แสนราย โดยอยากขอประชาพันธ์ให้ร้านค้าเร่งเข้าไปกดยอมรับ T&C เนื่องจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 จะเริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน2569

นายวินิจ กล่าวอีกว่า ปัญหาการลงทะเบียนโครงการฯ ทั้งในส่วนของประชาชน และร้านค้า พบว่า ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ และ ลบแอปพลิเคชั่นเป๋าตังออกจากโทรศัพท์ ทำให้ต้องมีการยืนยันตัวตนใหม่ ซึ่งสามารถทำเองผ่านแอปฯ ได้โดยตรง หรือทำผ่านตู้เอทีเอ็มได้ แต่ยอมรับว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี จึงเดินทางไปที่สาขาธนาคารกรุงไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยยืนยันตัวตนให้ ซึ่งทางธนาคารก็ให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าว

ด้านนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) หรือ บขส.เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสโดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ

ทั้งนี้ประชาชนสามารถใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS มีเงื่อนไขดังนี้1.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00–23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ 2.ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้

3.ซื้อตั๋วรถโดยสารได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง4.ใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5–10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด5.เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี และ6.กรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร ซึ่งผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : @BKS99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก  วันแรก16คน

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัครชิงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก วันแรก16คน ชัชชาติมือเฮงจับเบอร์9 อนุชาได้เลข5/มัลลิกา14

แห่สมัครชิงศึก “ผู้ว่าฯ กทม.” วันแรก “ผู้สมัครอิสระ-พรรคใหญ่” ตบเท้าสมัครคึกคัก ประเดิม 16 คน ภาพรวมเรียบร้อยดี “ชัชชาติ” มือเฮงคว้าเบอร์ 9 บอก “9 หน้า 9 ดี” โวทำกรุงเทพก้าวหน้าต่อไป ‘อนุชา’ปชป.เบอร์ 5 ชู5นโยบายพลิกโฉมกทม.‘หม่อมกร’เบอร์1‘ดร.โจชัยวัฒน์’พรรคส้มได้เบอร์10ขณะที่‘มัลลิกา’มาไม่ทัน ได้เบอร์14 ก่อนทุกคนลงลุยแห่หาเสียงทันที ศึก‘นายกเมืองพัทยา’3 ทีมชิงกันเดือด ด้าน ประธานกกต.ยันพร้อมจัดเลือกตั้งกทม.-พัทยา เข้มมาตรการกันโกง ประทับตราบัตรทุกใบ ยันไม่มีบาร์โค้ด

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(ดินแดง)ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร(กกต.ทถ.กทม.) กำหนดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นวันแรก ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 เวลา 08.30-16.30 น. และ กำหนดการเลือกตั้ง ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569  สำหรับการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งนี้มีหน่วยเลือกตั้งทั้งสิ้น 6,629 หน่วย มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง4,507,523คน ใช้งบประมาณ 294ล้านบาท

“ชัชชาติ”มาคนแรกปั่นจักรยานสมัคร

เมื่อเวลา05.58น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่ากทม.ปั่นจักรยาน Bike Sharing มาถึงที่ศาลาว่าการ กทม.2(ดินแดง)เพื่อรับสมัครผู้ว่ากทม.ในเวลา 08.30น.โดยมีอดีตรองผู้ว่าฯและที่ปรึกษาร่วมเดินทางมาด้วย ทันทีที่มาถึงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รอทำข่าว

โดยนายชัชชาติ ยืนยันว่าเราจะเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯนี่คืองานยาก ต้องมีนโยบายที่ดีตอบโจทย์ได้จริงๆโดยมีนโยบายที่ต้องการให้กรุงเทพเป็นเมืองทันสมัย เน้น 4 ด้าน ได้แก่ คน ความสุข คุณภาพชีวิต และเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานโดยมีแอคชั่นแพลน250+รวมเมคกะโปรเจค

ยันไม่ได้มีปัญหากับการเมืองใหญ่

พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเมืองใหญ่ เพราะเราเป็นอิสระไม่ได้มาจากการเมือง เราทำงานให้กับทุกคน เราทำท้องถิ่นให้ดีเชื่อว่าจะช่วยผลักดันไปพร้อมกับรัฐบาลได้ โดยย้ำทีมงานเสมอ อย่าไปเชื่อโพล ที่บอกเรานำมา ต้องทำเหมือนเดิมเราไม่กดดันและจะทำให้เต็มที่ที่สุด ถ้าประชาชนเลือกเราก็ทำ แต่ถ้าไม่เลือกเราก็มีอย่างอื่นที่ต้องทำ เราไม่มีภาระในการแบกพรรค เราก็เป็นตัวของเรา ถ้า“ชัชชาติ”ไม่ได้ก็แค่นั้นเอง

‘หม่อมกร’พร้อมทำงานไร้รอยต่อ

เวลา 07.00น.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้ว่ากทม.ในนามอิสระเดินทางมาถึงศาลาว่าการกทม.2 (ดินแดง)เพื่อสมัครผู้ว่ากทม.ในเวลา08.30น.โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่าเรามีความพร้อม ทีมเราใหญ่ยังจะมี นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ,นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์และพล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ที่พร้อมบริหารกรุงเทพฯอย่างไร้รอยต่อ เพราะกรุงเทพฯมีปัญหาหลายด้าน ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ รถติด เศรษฐกิจ ค่าครองชีพและการคอรัปชั่น ดังนั้น ผู้ว่าฯ จะต้องชนกับทุกด้าน เราจะไม่ต้องรับให้ปัญหาเกิดแล้วไปไล่จับ เราต้องใช้ระบบสยบทุจริต แก้ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายคือทำให้กรุงเทพฯปลอดภัยในทุกด้าน โดยการจับเบอร์วันนี้ตนไม่คาดหวัง เป็นไปตามดวงไม่ว่าจะได้เบอร์อะไรก็ตาม

‘มาร์ค’นำทีม‘อนุชา-สก.’รับสมัคร

เวลา 06.39น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์สักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางไปสมัคร และจับสลากรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.โดยเดินทางมาถึงอาคารศาลาว่าการกทม.2ดินแดง ในเวลา 07.39 น. โดยนำทีมผู้บริหารพรรคและผู้สมัครส.ก.สักการะพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ก่อนเข้าอาคารไอราวัตพัฒนา เพื่อสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และสก.

ชูนโยบายหลัก 5 ด้านยกระดับกทม.

โดยนายอนุชา เปิดเผยก่อนเข้าสมัครรับเลือกตั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองหลวง ประกอบด้วย 1. การพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก 2. การรักษาความสะอาดของเมืองอย่างเป็นระบบ 3. การส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่สุขสบายของชาวกรุงเทพฯ 4. การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน และ 5. การบริหารราชการกรุงเทพมหานครด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ลุยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

นายอนุชากล่าวย้ำถึงแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่นว่ากลไกสำคัญที่สุดคือ“การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส”โดยทางพรรคมีนโยบายที่จะเปิดเผยฐานข้อมูล(Database) ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดสัญญาสัมปทานต่างๆของกทม.ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่ายอีกทั้งจะมีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเช่นแอปพลิเคชัน“ส่องรัฐ”และระบบอื่นๆมาช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติความไม่โปร่งใสหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่างๆ ของรัฐเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนว่า เงินภาษีทุกบาทจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้จริง

ปชป.พร้อมในทุกองคาพยพ

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในทุกองคาพยพ ทั้งในด้านนโยบายและบุคลากรที่จะเข้ามาอาสาตัวรับใช้และสนับสนุนการทำงานเพื่อพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เนื่องจากมองว่าปัญหาของเมืองหลวงมีความผูกพันและเชื่อมโยงกับปัญหาระดับชาติในทุกมิติการจะขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เดินหน้าไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องอาศัยกลไกการทำงานร่วมกันในทุกระดับ

“โจชัยวัฒน์”นำทัพปชน.รับสมัคร

ขณะที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากทม. นำทีมบริหารผู้ว่ากทม.อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายวรภพ วิริยะโรจน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายเดชรัต สุขกำเนิด ศ.อมร พิมานมาศ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งามและนพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ร่วมด้วยผู้สมัคร ส.ก.50 เขต เดินทางมายังศาลาว่าการ กทม.2เพื่อรับสมัครเลือกตั้งโดยทั้งหมดเดินทั้งมาด้วยรถเมล์ EV เพื่อประหยัดพลังงานและลดมลภาวะ

นายชัยวัฒน์กล่าวว่าวันนี้ถือเป็นการเข้าสู่การหาเสียงอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้เปิดตัว Vision กรุงเทพง่ายๆเพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน เป็นเป้าหมาย หรือ เป็นวาระกรุงเทพที่พรรคนำเสนอต่อประชาชน คือใน 4 ปีนับจากนี้ กรุงเทพจะเป็นเมืองที่มีสวัสดิการโอบอุ้มดูแลทุกคนและเป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโต สร้างตัว และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ

ปลัดกทม.แจงขั้นตอนสมัคร/จับสลาก

เวลา08.30น.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานครในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครแจ้งขั้นตอนในการรับสมัครผู้ว่ากทม.และการจับสลาก โดยจะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จะเป็นการจับสลากลำดับที่ต้องการยื่นใบสมัคร ส่วนครั้งที่ 2 จะให้ผู้สมัครตามลำดับที่จับไปครั้งแรก จับหมายเลขประจำตัวเพื่อยื่นสมัคร ซึ่งในขั้นนี้ใครจับได้หมายเลขอะไร จะถือเป็นหมายเลขที่ใช้ในการหาเสียง

เมื่อถึงเวลา08.30น.เจ้าหน้าที่ขีดเส้นแดงใต้รายชื่อสุดท้ายปรากฎว่ามีผู้สมัครมายื่นเอกสารก่อนเวลา 08.30น.เริ่มตั้งแต่ 05.47-08.24 น.จำนวน 13คน จึงถือว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาถึงพร้อมกัน ทำให้ผอ.กกต.ทถ.กทม.ลงมาสอบถามผู้สมัครผู้ว่ากทม.ตกลงลำดับการจับสลาก“ลำดับในการยื่นใบสมัคร”และ “หมายเลขที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียง” เสียงส่วนใหญ่ เห็นด้วยให้จับสลาก

‘หม่อมกร’เบอร์1-เจมส์อนุชาเบอร์5

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการจับหมายเลขเบอร์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. มีดังนี้ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) จับสลากได้เบอร์1 นายสมัย ละเลิศ จับสลากได้เบอร์2 นายพงศ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์3 นายประทีป วัชรโชคเกษม จับสลากได้เบอร์4 นายอนุชา บูรพชัยศรีอดีต (พรรคประชาธิปัตย์) จับสลากได้ เบอร์5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ จับสลากได้เบอร์6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ (กลุ่มกรุงเทพบินได้) จับสลากได้เบอร์ 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (กลุ่มผู้นำกรุงเทพ) จับสลากได้เบอร์ 8

‘ชัชชาติ’เบอร์9–โจชัยวัฒน์เบอร์10

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. (อิสระ) จับสลากได้เบอร์9 ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตรอดีต (พรรคประชาชน) จับสลากได้เบอร์10 นายประยูร ครองยศ (อิสระ) จับสลากได้เบอร์11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) จับสลากได้เบอร์12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (อิสระ) จับได้เบอร์13 และ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (กลุ่มเพื่อนมัลลิกา)ได้เบอร์14

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ยื่นเอกสารไม่ทันก่อนเวลา08.30น.ทำให้ไม่ได้ขึ้นจับสลากหมายเลขจึงได้หมายเลข 14 โดยอัตโนมัติ

กองเชียร์คึกคักติดเบอร์แห่หาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงายว่าบรรยากาศของกองเชียร์ผู้สนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่ลานด้านนอกอาคาร ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม 2เป็นไปอย่างคึกคัก หลังทราบจับหมายเลขเบอร์ของผู้สมัครผู้ว่ากทม.เรียบร้อยแล้วทีมกองเชียร์ต่างติดหมายเลขลงในป้ายหาเสียงอย่างรวดเร็วเพื่อเคลื่อนขบวนรถออกไปแห่หาเสียงในพื้นที่กทม.ทันที

“ชัชชาติ”ได้เบอร์9บอก”9หน้า9ดี”

โดยเฉพาะ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จับได้หมายเลขผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์9กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากเดิม สมัครครั้งที่แล้วได้เบอร์8 ส่วนครั้งนี้ ได้หมายเลข 9 ถือว่า “9 หน้า 9 ดี” แล้วก็ทำท่าก้าวไปข้างหน้า ให้ดูพร้อมกับชูมือ 9 นิ้ว พร้อมย้ำประชาชนไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะหมายเลข แต่เลือกจากผลงานและนโยบายมากกว่า

ชูมุ่งทำกรุงเทพก้าวหน้าต่อไป

สำหรับการหาเสียง โดยเน้นมุ่งทำให้กรุงเทพก้าวหน้าต่อไป ขณะเดียวกันจะเดินหน้าทำงานอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทุจริต ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการทางวินัยและไล่ออกเจ้าหน้าที่ไปแล้ว 41 คน พร้อมมีการปรับเปลี่ยนระบบและนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาใช้ในการตรวจสอบ ยืนยันปัญหาทุจริตถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพแต่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพราะหากไม่ช่วยกันก็จะเดินหน้าต่อได้ยาก

ส่วนการลงพื้นที่หาเสียง จะเน้นเข้าถึงประชาชนในชุมชนต่างๆ ควบคู่กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดมลภาวะจากการติดตั้งป้ายหาเสียงรวมถึงจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะเช่นรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน ในการเดินทางหาเสียง เพื่อเปิดโอกาสพูดคุยกับประชาชนและรับฟังปัญหาต่างๆ โดยตรง

ขึ้นรถแห่หาเสียงกระหึ่มกทม.ทันที

จากนั้นนายชัชชาติได้ขึ้นรถแห่หาเสียงเป็นรถยนต์อีวีสีขาวและมีขบวนรถตุ๊กๆ ร่วมด้วย โดยเปิดเพลงไปตลอดทางด้วยจังหวะสนุกสนาน ชูป้าย“เอ้ากา 9” “เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง” โดยจุดแรกไปทางแฟลตดินแดง ถนนประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บกมือไหว้ลงจากรถพบปะประชาชน แจกใบโฆษณาและพูดทักทายกัน โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูปร่วมด้วย

ปราศรัยแถลงนโยบายที่สเตเดียมวัน

จากนั้นนั่งBTSจากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯไปสถานีอโศก เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์ ตลาดนัดมศว.พบปะพูดคุยผู้ค้านักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว. และเดินทางจากอโศกไปคลองเตยโดยรถเมล์สาย 236 หรือรถมูฟมี(MUVMi) พูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติจะนั่งMRTสถานีคลองเตยไปที่สถานีสามย่าน และปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทองเพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก

โจชัยวัฒน์ ขึ้นรถหาเสียงปลุกกาเบอร์10

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้นำทีม

ทีมผู้สมัคร ส.ก.50เขต โดยมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ, น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ, นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม , นายวรภพ วิริยะโรจน์, ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ขึ้นรถแห่หาเสียงตั้งแต่บริเวณถนนดินแดง ผ่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงข้ามราชวิถี กระทรวงการต่างประเทศราชเทวี ยมราช สนามหลวง และสิ้นสุดที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้าเพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพมหานครทันที และขอให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกชัยวัฒน์เบอร์ 10 เป็นผู้ว่าฯ กทม.และเลือก สก.ของพรรคประชาชน 50 เขต ในวันที่ 28 มิ.ย.2569 นี้

จากนั้น นายชัยวัฒน์และผู้สมัครส.ก.รวมถึงทีมบริหารพรรคประชาชนรวมตัวถ่ายภาพบริเวณหน้าเสาชิงช้าพร้อมตะโกนแสดงเชิงสัญลักษณ์ จากนั้นเดินทางกลับไปยังอาคารอนาคตใหม่เพื่อแถลงข่าวเปิดวาระรายเขตและBangkok Made Easy Map ในเวลา 14.00 น

“อนุชา”เบอร์5ชู5นโยบายพลิกโฉมกทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 5 พรรคประชาธิปัตย์ นําทีมผู้สมัคร ส.ก.เดินทางสักการะองค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองกทม. เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการหาเสียงเลือกตั้งพร้อมเปิดเผยถึงแผนการหาเสียงพื้นที่ 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ

นายอนุชาเปิดเผยว่าจากนี้ไปจะเน้นการนำเสนอ 5 นโยบายหลัก เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวก มีความสะอาด มีความสบาย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจ-รายได้ที่ดีขึ้น ภายใต้กลไกการบริหารราชการที่โปร่งใส สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตัวเลขหมายเลข 5 ที่จับสลากได้มานั้น ถือว่าประจวบเหมาะและสอดคล้องกับ 5 นโยบายหลักของพรรคพอดี

“คนกรุงเทพฯไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวแทนมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ต้องการโอกาสและความหวังซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งผู้บริหารเมืองและ ส.ก.ทั้ง 50 เขต โดยจะลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดมืดเพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก” นายอนุชา กล่าว

กทม.ตั้งเป้าใช้สิทธิ์สูงกว่า60.7%

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครให้สัมภาษณ์ภายหลังการจับสลากเบอร์ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ว่าวันนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัครผู้สมัครผู้ว่ากทม.และสก.ซึ่งจะดำเนินการไปจนถึงวันที่ 1 มิ.ย.นี้ โดยบรรยากาศในช่วงเช้า เป็นไปอย่างคึกคักและเป็นระเบียบเรียบร้อยการเลือกตั้งครั้งนี้ กทม.ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิให้สูงกว่าร้อยละ 60.7ในครั้งที่แล้วซึ่งอยากให้ทำให้ได้100เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อที่จะได้ผู้บริหารที่มีความสามารถมามาพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆในกทม.ตามความต้องการของประชาชน

กกต.ยืนยันบัตรทุกใบไม่มีบาร์โค้ด

ด้านนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยืนยันการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และนายกเมืองพัทยาว่ามีความพร้อมเต็มที่และได้สั่งให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ในส่วนของบัตรเลือกตั้งและมาตรการป้องกันการทุจริตบัตรเลือกตั้งนั้น ทางกกต.ได้อนุมัติให้โรงพิมพ์ดำเนินการแล้ว โดยยืนยันว่าจะไม่มี QR code หรือ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างจากบัตรเลือกตั้งใหญ่ นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นทั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ได้กำหนดให้มีการประทับตราบัตรเลือกตั้งทุกใบ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและดูแลการทุจริต

ยอดสมัครชิงผู้ว่ากทม.วันแรก16คน

เวลา 16.30น.นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.ทถ.กทม.)แถลงว่าภาพรวมการเปิดรับสมัครส.ก.และผู้ว่าฯกทม.วันแรก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. รวมทั้งสิ้น 16 คน ดังนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 นายสมัย ละเลิศ หมายเลข 2 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ หมายเลข 3 นายประทีป วัชรโชคเกษม หมายเลข 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ หมายเลข 6 นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ หมายเลข 7 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน หมายเลข 10 นายประยูร ครองยศ หมายเลข 11 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 12 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล หมายเลข 13 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข14 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล หมายเลข 15 นางสาวศรีรัฏน์ ช่างเพ็ชร หมายเลข 16

สมัครส.ก.50เขตยอดพุ่ง241คน

ส่วนผู้สมัครส.ก. ทั้ง 50 เขต มีจำนวนทั้งสิ้น 241 คน ดังนี้ 1.เขตคลองเตย 2 คน 2.คลองสาน 5 คน 3.คลองสามวา 10 คน 4.คันนายาว 9 คน 5.จตุจักร 4 คน 6.จอมทอง 4 คน 7.ดอนเมือง 5 คน 8.ดินแดง 5 คน 9.ดุสิต 4 คน 10.ตลิ่งชัน 4 คน 11.ทวีวัฒนา 5 คน 12.ทุ่งครุ 5 คน 13.ธนบุรี 5 คน 14.บางกอกน้อย 4 คน 15.บางกอกใหญ่ 3 คน 16.บางกะปิ 5 คน 17.บางขุนเทียน 4 คน 18.บางเขน 4 คน 19.บางคอแหลม 5 คน 20.บางแค 4 คน 21.บางซื่อ 5 คน 22.บางนา 4 คน 23.บางบอน 5 คน 24.บางพลัด 4 คน 25.บางรัก 4 คน 26.บึงกุ่ม 6 คน 27.ปทุมวัน 4 คน 28.ประเวศ 5 คน 29.ป้อมปราบศัตรูพ่าย 3 คน 30.พญาไท 7 คน 31.พระโขนง 5 คน 32.พระนคร 5 คน 33.ภาษีเจริญ 7 คน 34.มีนบุรี 4 คน 35.ยานนาวา 7 คน 36.ราชเทวี 4 คน 37.ราษฎร์บูรณะ 5 คน 38.ลาดกระบัง 6 คน 39.ลาดพร้าว 4 คน 40.วังทองหลาง 5 คน 41.วัฒนา 5 คน 42.สวนหลวง 5 คน 43.สะพานสูง 4 คน 44.สัมพันธวงศ์ 3 คน 45.สาทร 5 คน 46.สายไหม 5 คน 47.หนองแขม 5 คน 48.หนองจอก 4 คน 49.หลักสี่ 5 คน 50.ห้วยขวาง 5 คน

ทั้งนี้ กทม.ยังคงเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ก.และ ผู้ว่าฯกทม. จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.69 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องบางกอก ชั้นB2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง

ศึกชิงนายกเมืองพัทยา3ทีมเดือด

วันเดียวกันที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนถึงเวลา08.00น.บรรดาผู้สมัครนายกเมืองพัทยาทยอยเดินทางนำเอกสารและหลักฐานมาลงสมัครอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกองเชียร์ของแต่ละทีมที่แห่มาให้กำลังใจอย่างคึกคัก โดยผู้สมัครทั้ง3คน ประกอบด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หัวหน้ากลุ่มเรารักพัทยา,นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร จากพรรคประชาชน และนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ทีมพัทยา 2030 ซึ่งเตรียมลงชิงชัยในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

บรรยากาศการเปิดรับสมัครเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สมัครทั้ง3ทีมต่างนำลูกทีมและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยามาร่วมสมัครกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จังหวัดชลบุรีโดยมีนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเมืองพัทยาเป็นประธานเปิดรับสมัครวันแรก พร้อมด้วยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายพงศ์ธสิษฐ์ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ มีการจัดพื้นที่รองรับกองเชียร์ของผู้สมัครแต่ละทีมบริเวณด้านหน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา เพื่อรอลุ้นหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางเสียงเชียร์และการแสดงพลังสนับสนุนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

‘ปรเมศวร์’เบอร์2’อิทธิวัฒน์’ปชน.เบอร์1

สำหรับขั้นตอนการจับสลากหมายเลขผู้สมัครเนื่องจากผู้สมัครเดินทางมาพร้อมกันก่อนเวลา 08.30 น. และไม่สามารถตกลงลำดับการยื่นใบสมัครได้ จึงต้องมีการจับสลาก2รอบได้แก่การจับสลากลำดับการยื่นใบสมัคร และการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร

ผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยา ปรากฏว่านายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร พรรคประชาชน ได้หมายเลข 1, นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ทีมเรารักพัทยา ได้หมายเลข 2 และนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ทีมพัทยา 2030 ได้หมายเลข 3

บรรยากาศหลังการจับสลากหมายเลขผู้สมัครนายกเมืองพัทยาเป็นไปอย่างคึกคักกลุ่มผู้สนับสนุนรวมถึงบุคคลใกล้ชิดของผู้สมัครแต่ละทีมต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมมอบช่อดอกไม้และให้กำลังใจแก่ผู้สมัคร ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงเชียร์ ก่อนที่แต่ละทีมจะเริ่มเดินหน้าหาเสียงทันทีหลังทราบหมายเลขผู้สมัคร