นายกฯ เปิดประชุม ABAC ชูความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดัน Thailand FastPass ดึงลงทุนยั่งยืน

นายกฯ เปิดประชุม ABAC ชูความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดัน Thailand FastPass ดึงลงทุนยั่งยืน

นายกฯ เปิดประชุม ABAC ชูความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดัน Thailand FastPass ดึงลงทุนยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.49 น.

นายกฯเปิดประชุม ABAC ครั้งที่ 3/2569 ชูความร่วมมือรัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ผลักดัน Thailand FastPass ลดอุปสรรคภาคธุรกิจ สร้างเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เชื่อมโยงและเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม Grand Riverside Ballroom (Moon & Galaxy) ชั้น 10 โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ ถนนเจริญนคร เขตธนบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและกล่าวเปิดการประชุม APEC Business Advisory Council (ABAC) ครั้งที่ 3/2569

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากเขตเศรษฐกิจสมาชิก APEC สู่กรุงเทพมหานคร พร้อมระบุว่า ทุกครั้งที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประชุม จะมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีคุณค่าและได้รับการนำไปต่อยอดเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอยู่เสมอ จึงทำให้ ABAC เป็นกลไกสำคัญของ APEC ที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากการดำเนินธุรกิจมาสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐได้อย่างแท้จริง

ภาคธุรกิจคือผู้ที่เข้าใจว่ามาตรการใดสามารถนำไปใช้ได้จริง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เชิญผู้บริหารระดับสูงและผู้นำภาคธุรกิจเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้การลงทุน การขยายธุรกิจ หรือการสร้างงานทำได้ยากขึ้น” ซึ่งหลายครั้งคำตอบไม่ใช่มาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม แต่เป็นการลดขั้นตอนและอุปสรรคที่ไม่จำเป็น

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และภาคธุรกิจก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ หากไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการทำให้ไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยได้ผลักดันโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และทำให้โครงการลงทุนที่มีคุณภาพสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น

ในระดับภูมิภาค ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานต้องอาศัยความไว้วางใจ กฎระเบียบที่ชัดเจน โปร่งใส ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในการรักษาตลาดให้เปิดกว้าง แม้ในช่วงเวลาที่เผชิญความท้าทาย จึงควรร่วมกันเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคให้มีความเชื่อมโยง หลากหลาย และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลจึงสนับสนุนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีคุณภาพ เนื่องจากการลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงตลาดที่สะดวกยิ่งขึ้น โดย FTA ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจในการตัดสินใจว่าจะลงทุน ผลิต หรือขยายกิจการในพื้นที่ใด

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดแข็งของ APEC คือการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐเข้ากับประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมย้ำว่า เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจมีคุณค่า และรัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตั้งตารอข้อเสนอแนะจาก ABAC และพร้อมผลักดันให้ข้อเสนอเหล่านั้นนำไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การขยายตัวของการค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน.

งัดหลักฐานแฉ เขมรเหยียบบึ้มตัวเอง ทภ.2ปัดปาระเบิดใส่

งัดหลักฐานแฉ  เขมรเหยียบบึ้มตัวเอง  ทภ.2ปัดปาระเบิดใส่

งัดหลักฐานแฉ เขมรเหยียบบึ้มตัวเอง ทภ.2ปัดปาระเบิดใส่

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.กลาโหมบอกเป็นไปได้ทหารเขมรเหยียบกับระเบิดที่ตัวเองวางเอง อาจเป็นทหารใหม่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ด้านโฆษกทบ.ลั่นเหตุระเบิดในเขมรไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของทหารไทย ทภ.2 งัดหลักฐาน โต้กลับจับโกหกกัมพูชา

ความคืบหน้ากรณีกัมพูชากล่าวหาทหารไทย 7 นาย ลาดตระเวนเข้าพื้นที่ช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และขว้างระเบิดมือ 1 ลูก เข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เหตุเกิดช่วงเที่ยงวันที่ 5 กรกฎาคมนั้น

บิ๊กดุลย์ชี้เขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์หลังตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศถึงประเด็นดังกล่าวว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด เป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีในพื้นที่เอง

ทั้งนี้ ก่อนสรุปว่าเป็นการเหยียบกับระเบิดต้องพิจารณาว่า กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บเป็นหน่วยที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากกับระเบิดในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้ แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม มีกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ที่ชัดเจน มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นกำกับดูแลการปฏิบัติใกล้ชิด และมีกำลังพลที่มีความพร้อมปกป้องอธิปไตยของประเทศ ทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ได้กำหนดไว้

ส่วนแนวทางพูดคุยคลี่คลายสถานการณ์นั้น รมว.กลาโหมเผยว่า ตนหารือกับรมว.ต่างประเทศแล้ว เห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเห็นว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้เต็มที่ เป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

เล็งใช้UNCLOSถกปมเขื่อนดักตะกอน

รมว.กลาโหมยังกล่าวถึงกรณีเดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ และลงพื้นที่ดูเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่เอกชนกัมพูชา ก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเลว่า ต้องยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอน อยู่ในพื้นที่กัมพูชา ได้ก่อสร้างท่าเรือขึ้นมา เพื่อรองรับเรือท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศกัมพูชา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก เรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยตนลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาแล้ว รอให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS เพราะเขื่อนดังกล่าวอยู่นอกประเทศเรา หลักเขตที่ 71 ก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่อยู่ห่างเพียงประมาณ 300 เมตร ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลเขื่อนดักตะกอนจะกระทบอธิปไตยทางทะเลของไทยนั้น ก็ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น เราต้องมาพูดคุยกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร อย่างไรก็ตาม ที่มีกระแสข่าวฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนออกนั้น ตนไม่ทราบ

ปัดตอบหนุนอาวุธให้ ทอ.

รมว.กลาโหมกล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจเยี่ยมกองทัพอากาศวันนี้ว่า ได้รับทราบปัญหา ข้อขัดข้อง และความต้องการพัฒนากองทัพ ให้พร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคต การปกป้องอธิปไตยชาติ ตนได้เห็นศักยภาพหลายด้านของกองทัพอากาศ และเชื่อมั่นว่า อนาคตไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตลอดจนประชาชน จะร่วมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพเต็มที่

“ผมเห็นความเป็นมืออาชีพของกำลังพลทุกคน จากการฝึกและปฏิบัติการสองครั้งที่ผ่านมา จึงพอจะตอบคำถามได้ว่า เรามีทหารไว้ทำไม คงไม่ต้องอธิบายมาก ทุกท่านคงเห็นกันอยู่แล้ว”พล.ท.อดุลย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์มีกี่เปอร์เซ็นต์ พล.ท.อดุลย์กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศทุกภารกิจ มีตัวชี้วัดและแผนดำเนินงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่ากองทัพอากาศได้ร้องขอการสนับสนุนอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านสื่อมวลชน แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ได้สะท้อนศักยภาพของกองทัพอย่างชัดเจน พร้อมกับย้ำว่า 1.การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องเป็นไปตามความต้องการที่แท้จริงของกองทัพอากาศ 2.โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 3.ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ตนพร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศในการเตรียมความพร้อมเพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ หากมีสถานการณ์ในอนาคต แต่ยืนยันไทยไม่ใช่ผู้รุกราน เราปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทบ.โต้กำลังพลใหม่เหยียบกับระเบิดเอง

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.วิทัย  ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย นำแถลงผลประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 โดยพล.ต.วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงชี้แจงกรณีเหตุระเบิดบริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคมอีกครั้ง โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของฝ่ายไทย และเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดเหตุลักษณะนี้ หลังเกิดเสียงระเบิด 3 ครั้ง ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักสื่อสารหรือทำหนังสือประท้วงในลักษณะที่พยายามสร้างความเข้าใจว่าเป็นการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย แต่กองทัพบกยืนยันไปแล้วว่า เป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นฝั่งกัมพูชาเอง ซึ่งอาจเกิดจากกำลังพลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่เคยวางไว้

“ฝ่ายไทยยังยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การใช้อาวุธในรูปแบบใดๆ จากฝ่ายไทยแน่นอน ดังนั้นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง”พล.ต.วินธัย ย้ำ

ย้ำเฝ้าระวังชายแดนเข้มไร้สัญญาณรบ

และกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ว่า จากข้อมูลด้านการข่าวขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณน่ากังวลว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์นำไปสู่การปะทะรอบใหม่ แต่มองว่าเป็นการใช้มิติด้านการสื่อสารมากกว่า ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อสร้างการรับรู้ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็เร่งชี้แจงข้อเท็จจริงและสื่อสารในประเด็นดังกล่าว

พล.ต.วินธัยกล่าวอีกว่า ภาพรวมสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ ไทยยังเน้นเฝ้าระวังและตรวจตราพื้นที่เข้มข้น ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง การปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและเส้นทางส่งกำลัง ตลอดจนสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า บางพื้นที่มีการปฏิบัติงานระยะประชิด อาจเกิดเหตุขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้ ซึ่งต้องมีชุดประสานงานที่เข้าคลี่คลายสถานการณ์ ทำให้ทุกเหตุการณ์ยุติลงได้ โดยไม่ลุกลามไปสู่การใช้กำลังหรือความรุนแรงระดับที่น่ากังวล

ทภ.2งัดหลักฐานโต้เขมรปล่อยข่าว

ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ออกมาชี้แจงกรณีกัมพูชากล่าวอ้างว่าทหารไทยขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา ทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด

หลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เพราะถ้าเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ปัดข่าวชายแดนขาดแคลนบังเกอร์

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภา สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) วชี้แจงกรณีมีการวิจารณ์ว่า ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังมีบังเกอร์หรือที่กำบังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกำลังพลลดลง เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยว่า การจัดเตรียมที่กำบัง สิ่งป้องกัน และการเสริมความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการดำเนินการต่อเนื่องตามความเร่งด่วน และสภาพพื้นที่ พร้อมประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการต่อเนื่อง ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบป้องกันฐานปฏิบัติการ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ กำลังพลแนวหน้าทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีวินัย และมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังปัญหา และเร่งสนับสนุนสิ่งจำเป็นใกล้ชิด ให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการจัดวางที่กำบัง มาตรการป้องกัน และการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ถือเป็นข้อมูลปฏิบัติการ กองทัพขอสงวนรายละเอียด ไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของกำลังพล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลเชิงยุทธวิธีหรือข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70  ปกรณ์จี้ก.พ.  ลดขนาดข้าราชการ

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เร่งเออร์ลี่รีไทร์ปี70 ปกรณ์จี้ก.พ. ลดขนาดข้าราชการ นำประกันสุขภาพใช้แทน เอกนิติลุ้นศาลชี้พรก.กู้เงิน

“ปกรณ์” สั่ง ก.พ.เร่งดันมาตรการ เออร์ลี่รีไทร์ขรก.ปีงบประมาณ 2570 ศึกษาใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล  ด้าน‘เอกนิติ’ย้ำแล้วแต่ศาลรธน.ชี้ชะตาพรก.กู้เงิน4แสนล้าน ยันรบ.จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากผลเป็นลบ จับมือเอกชนแก้ปัญหา ขณะที่วุฒิสภาถกร่างกม.โอนงบฯปี69’นายกฯเข้าแจงเอง ย้ำหลักสำคัญแก้วิกฤติปท.พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ก่อนลงมติ146เสียงผ่านฉลุย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปกรณ์ นิลประพันธ์ – Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ได้มอบหมายให้ ก.พ.ศึกษามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับข้าราชการ ให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้ ส่วนเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ขอให้สำนักงาน ก.พ.ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษาวิธีการนำระบบประกันสุขภาพมาใช้เพื่อทดแทนระบบปัจจุบัน ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ซึ่งรายจ่ายประจำมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาลและบำเหน็จ บำนาญ รวมกันเป็นสัดส่วนมากกว่า70%

‘ปกรณ์’สั่งศึกษาเออร์ลี่ขรก.ใหม่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมขนาดกำลังคนและค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคเพื่อควบคุมไม่ให้มีการเพิ่มและปรับลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.และสำนักงาน ก.พ.ร.ร่วมกันวางแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และนำเสนอ ก.พ.เพื่อพิจารณาต่อไป พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ดำเนินการเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบพนักงานราชการเพื่อให้การโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนตำแหน่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทบทวนอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ประจำอยู่ในต่างประเทศให้มีความสอดล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอัตราค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมาก

‘เอกนิติ’แล้วแต่ศาลรธน.ชี้พรก.กู้เงิน

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น

ผลเป็นลบจับมือเอกชนแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)

เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจากพ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

นายกฯแจงพรบ.โอนงบ69กับสว.

เวลา09.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.…วงเงิน 10,328ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบผ่าน 3วาระแล้วได้ส่งมายังวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20วัน นับแต่วันที่ร่างพรบ.โอนงบฯถึงวุฒิสภา

โครงการหมดความจำเป็นตัดออกได้

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาชี้แจงร่างฯด้วยตนเองโดยกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลขอนำเสนอร่างพรบโอนงบรายจ่ายฯ ต่อท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติฯ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบรายจ่ายฯ เมื่อวันที่ 25มิ.ย.69 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยการนำไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ มีดังนี้ 1. รายจ่ายประจำทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและยังไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางราชการไปต่างประเทศ 2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2มิ.ย.69 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นและต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569

รายจ่ายภาครัฐยังเดินหน้าต่อไป

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในการจัดทำร่าง พรบ.โอนงบฯครั้งนี้ รัฐบาลคำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่าย ในไตรมาสที่3และไตรมาสที่4ของปีงบประมาณ ตามแนวนโยบายของรัฐในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข

พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสว.

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานฯ และสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้กรุณาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ฉบับนี้ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อคำแนะนำ และข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้พิจารณาเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” นายกฯ กล่าว

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงเสริมว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการคำนวณรายจ่ายในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ ของปี 2569 ตามแนวนโยบายในการบริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการ การสร้างงาน สร้างรายได้ ระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อผูกพันต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตามพื้นฐานที่สอดคล้องในสถานะปัจจุบัน และขอให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

‘สว.’ท้วงหั่นส่วนลงทุนกระทบเศก.

นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ สว. นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้า ต่อที่ประชุมว่า สำหรับรายการที่โอนงบประมาณมายังงบกลาง เพื่อสำรองจ่ายในนกรณีฉุกเฉินและจำเป็นน แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 683 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 9,645 ล้านบาท ทั้งนี้ กมธ.เข้าใจเหตุผลต่อการโอนงบประมาณ แต่มีข้อห่วงใย คือ การดึงงบลงทุนไปใช้ส่งผลให้เงินที่ใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลดลงจากแผนเดิม กระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ กมธ.เสนอให้จัดเงินชดเชยให้กับโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณถัดไป รวมถึงวางแผนรัดกุมภายใต้กฎหมายการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นปัญหาเร่งใช้เงินเพื่อกันการตัดงบของหน่วยงานต่างๆกมธ.พบว่ารัฐบาลประกาศคืนเงินดังกล่าวช่วงก่อนเดือนเม.ย.แต่กลับกำหนดวันตัดข้อมูลยอดจริง 2มิ.ย.หากพิจารณาเทียบผลดำเนินงานว่า ผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 61.68% สิ้นเดือนมี.ค. เพิ่มเป็น 77.79% ในวันที่ 5 มิ.ย.โดยเพิ่มขึ้น 16.11% สิ่งที่สังเกตได้ 31 พ.ค. – 5 มิ.ย. เพียง 5วัน มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3.15% โดยปกติเดือนมี.ค.-เม.ย.และเม.ย.-พ.ค. มีค่าเฉลี่ย 6%-7% สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานราชการเร่งก่อหนี้ผูกผันและเร่งเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้เงินถูกดึงกลับ แม้ทำถูกต้องทำระเบียบ แต่ทำโครงการที่มีข้อจำกัดด้านเวลา อาจทำให้มีผลต่อคุณภาพของงาน ผู้รับจ้าง ความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุน

แนะใช้จ่ายโปร่งใส-ตรวจสอบได้

นายศุภโชค กล่าวต่อว่า ความโปร่งใสใช้งบกลาง เพราะการอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง แม้ทำให้การแก้วิกฤติรวดเร็ว แต่เสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ นอกจากนั้นควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายของสว. ก่อนจะผ่านวาระแรกนั้น สว. ได้ให้ข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุนที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่

สภาสูง146เสียงฉลุยร่างพรบ.โอนงบฯ

เวลา11.10น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา หลังสมาชิกอภิปรายร่างพรบ.โอนงบฯกันอย่างกว้างขวาง นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ชี้แจงสรุปว่าขอบคุณทุกข้อสังเกต ข้อห่วงใยที่ฝากถึงรัฐบาล หากลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฯฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่ใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณา และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

ไฟเขียวปรับเกณฑ์บัตรคนจนใหม่

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(โครงการฯ) ปี 2569 ในเบื้องต้นโดยได้มีการเห็นชอบการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยนำกลุ่มเปราะบาง ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในระหว่างการลงพื้นที่ลงทะเบียน (วันที่ 4 -21มิถุนายน2569) จำนวน 5,383,393 คน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จะไม่มีการนำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ นอกจากนี้ยังได้นำความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มาพิจารณาทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท โดยจะไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ จึงอาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น 

เล็งได้ใช้สิทธ์’ไทยช่วยไทยพลัส’

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่จะไม่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี2569 ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)  เป็นระยะเวลา2เดือน(ระหว่างวันที่ 1สิงหาคม2569-30กันยายน2569) เนื่องจากผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในช่วงการเปิดลงทะเบียน ขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอครม.เพื่อพิจารณา ก่อนประกาศผลการลงทะเบียนตามกำหนดในวันที่ 17กรกฎาคม2569 ต่อไป 

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร  ลั่นไม่คุยBRN

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘บิ๊กดุลย์’ถามเขาเป็นใคร ลั่นไม่คุยBRN อ้างรัฐมีช่องทางอยู่แล้ว วันนอร์คาดก.ย.มีข่าวดี

“บิ๊กดุลย์” ปัดเจรจาบีอาร์เอ็น ยันไม่ยกระดับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ชี้“จะคุยทำไม เขาเป็นใคร” เผยมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว ด้าน‘วันนอร์’มองบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ อ้างชายแดนใต้ มีเหตุรุนแรง เพราะรัฐเพิ่มกำลังทหารเป็นการตั้งประเด็นเพิ่มเติม ช่วงนายกฯจะเยือนมาเลเซีย 9-10ก.ค. เชื่อเดือนก.ย.นี้ คุยอีกรอบ ลงเอยด้วยดี

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้บัญชาการกองกำลังบีอาร์เอ็น ซึ่งควบคุมพื้นที่ จ.นราธิวาส เสนอให้รัฐบาล ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แลกกับการวางอาวุธและมอบตัว ว่ารัฐบาลไม่มีหน้าที่ต้องไปเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น และจะไม่ยกระดับ หรือให้ความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าวเกินความจำเป็น

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเปิดการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ว่า “เราจะไปคุยกับบีอาร์เอ็น ทำไม เขาเป็นใคร”

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปรามาสฝ่ายใด แต่รัฐบาล แต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ไว้แล้ว โดยจะดำเนินการพูดคุยผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกระบวนการที่กำหนด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียด ว่ามีการหารือกับฝ่ายใด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของบีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่ในพื้นที่ปาตานี เป็นผลจากการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ว่าอยู่ในช่วงระยะใกล้เคียงกันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ เพื่อพบผู้นำมาเลเซีย และหารือร่วมกับคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย

ทั้งนี้ ที่ฝ่ายไทยยังอยู่ระหว่างเตรียมการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างในพื้นที่ โดยมีประเทศมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยการสะดวก ซึ่งการพูดคุยเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยจะประชุมใหญ่ในเดือนกันยายนนี้ ระหว่างนี้จะมีการหยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง รวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เป็นประเด็นในการพูดคุยเพิ่มเติม ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะเป็นประเด็นและทำให้การพูดคุยหยุดชะงักหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เท่าที่รับทราบจากผู้แทนที่เดินทางไปพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นที่ไปเตรียมการ ในที่ประชุมยังมีทิศทางที่ดี โดยเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าจะมีการพูดคุยที่ลงเอยเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากหยุดการพูดคุยไป 2 ปี

ต่อข้อถามว่า กลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ออกแถลงการณ์ครั้งนี้ เป็นตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นอีกกลุ่ม นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังตอบไม่ได้ ว่าเป็นกลุ่มใด แต่ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นว่าการประชุมต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องแก้ไขตลอดเวลา จะปล่อยให้เกิดการพูดคุยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาล ต้องเดินหน้าแก้ไขพร้อมกับการพูดคุย ขณะเดียวกัน มีความเชื่อว่าการพูดคุยน่าจะมีข่าวดี

ขณะที่ พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.แถลงผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยพบว่ามีเหตุการณ์ด้านความมั่นคง รวม 27 เหตุการณ์ ประกอบด้วย เหตุลอบยิง 10 เหตุ ลอบวางระเบิด 14 เหตุ และลอบวางเพลิง 3 เหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 33 ราย โดยเป้าหมายของผู้ก่อเหตุ ยังคงมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

แม้ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงพยายามสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่จากการบูรณาการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถลดขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ก่อเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเจ้าหน้าที่ได้บังคับใช้กฎหมาย 28 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 22 ราย เกิดการตอบโต้กับผู้ก่อเหตุหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 3 ราย และตรวจยึดอาวุธปืน 4 กระบอก ซึ่งล้วนเป็นผลจากการปฏิบัติเชิงรุก การสืบสวน และการขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ด้านการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 167 คดี ผู้ต้องหา 201 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้ากว่า 4,875,076 เม็ด ไอซ์ 512 กิโลกรัม เฮโรอีน 16 กรัม และคีตามีน 10.74 กรัม

รองโฆษก กอ. รมน.ภาค 4 สน.เปิดเผยถึงผลการคลี่คลายคดีสำคัญหลายคดี อาทิ การจับกุมผู้ก่อเหตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา การวิสามัญผู้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงหลายคดี รวมทั้งการขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน สถานีขนส่งผู้โดยสาร และเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ โดยอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ และหลักฐานเชิงประจักษ์ จนนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ผลการดำเนินงานยังสะท้อนผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีคำพิพากษาคดีความมั่นคงแล้ว 50 คดี รวมจำเลย 78 ราย ประกอบด้วย โทษจำคุกตลอดชีวิต 10 ราย จำคุกไม่เกิน 50 ปี 63 ราย และยกฟ้อง 5 ราย แสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

อย่างไรก็ตาม กอ.รมน.ภาค 4 สน.ยืนยันจะเดินหน้าบูรณาการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ผู้ให้การสนับสนุน และผู้กระทำผิดภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และความโปร่งใส เพื่อยกระดับความปลอดภัย สร้างสันติสุขที่มั่นคงและยั่งยืน

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณวชิโรดม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.13 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระพรหมวชิรเวที ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิโรดม สุตาคมปริยัติกิจดิลก สาธกธรรมปฏิภาณวิจิตร นิวิฐสีลสมาจาร ไพศาลศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 5 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

นายกฯรับคะแนนตก ต้องเร่งแก้ ชี้สื่อสารไม่ดี ขู่ รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุด ครม.ได้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

“อนุทิน” รับคะแนนโพลหายต้องเร่งแก้ รับสื่อสารไม่ดี ขู่รมต.โลกลืม เดี๋ยวนายกฯลืมบ้างหลุดครม.ได้ สั่งรมต.กินลาบนักข่าวสร้างความคุ้นเคย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพล คะแนนของตัวนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยลดลง ว่า โพลเหมือนกระจกส่องตัวเอง วันนี้ต้องขอบคุณผู้ทำโพลและคนที่แสดงความคิดเห็นเราก็ต้องฟัง เราเคยป๊อปปูลาร์แล้วคะแนนมันน้อยลงแสดงว่าต้องมีปัญหาตรงไหนเราก็ต้องแก้ไขตรงนั้น เพราะตนสนใจโพลมาตลอด เพราะตนก็มาจากโพล 2% ตอนนี้โชคดีเหลือ 21% ก็อย่าให้ลงกลับไปที่ 2% ต้องเร่งทำให้กลับไปที่เดิม ซึ่งผลโพลที่ออกมาไม่ได้บอกว่าต้องไปแข่งกับใครเอาเป็นว่าจาก 26% แล้วลงมา 21% หายไป 5%  ก็ต้องไปแก้ไข เมื่อถามว่า 5% ที่หายไปคิดว่าเป็นจุดใด นายอนุทิน กล่าวว่า คงหลายเรื่อง บางทีเราสื่อสารไม่ชัดเจน ไม่เต็มที่คิดว่าประชาชนไม่ถือสาหาความ ก็อาจไม่ได้เน้นตรงนั้น ส่วนที่ดีดันไม่สื่อสาร วันนี้ก็คอมเพลนไปหลายคน เพราะวันนี้จีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติก็เพิ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้นมาอยู่เหนือ 1,600 จุด เรื่องการจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศก็สูงขึ้น การเข้าสู่ OECD หลายประเทศก็ยืนยันสนับสนุนจากแทบทุกประเทศที่ได้พบ ทุกคนต่างเชื่อมั่นประเทศไทยว่ามีอนาคตที่สดใสมีโอกาสที่ดีเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคและในโลกนี้ เพราะฉนั้นตอนนี้เรื่องที่เป็นภาระเรื่องที่ดึงให้เราถอยหลังก็พยายามสลัดมันให้ออกโดยกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้และไปเน้นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าจะปรับกลยุทธ์สื่อสารกับประชาชนอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ต้องถือว่ายังสื่อสารไม่ดี ก็ต้องยอมรับ ต้องพยายาม ซึ่งวันนี้ตนก็เชิญรัฐมนตรีมาประชุมแทบทุกคน ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯลืมก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมานั่งคุยกันแต่คณะรัฐมนตรีชุดนี้เพิ่งทำงานมา 2 เดือน การตัดสินใจหรือทำอะไรขึ้นมาเราต้องอธิบายเขาให้ได้ครบ สมมุติตนจะปรับคณะรัฐมนตรี จะให้ใครออกใครเข้า ไม่ใช่ผลัดกันเป็น ไม่ใช่สมบัติผลัดกันชม ตนต้องอธิบายเขาได้ว่าทำไมถึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป

เมื่อถามว่าได้เตือนรัฐมนตรีกระทรวงที่โลกลืมไปแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เริ่มเตือนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ก็จะเตือนอีกเพราะวันนี้มีเรื่องของโพลเข้ามา เดี๋ยวก็ต้องมีคนบอกว่าเรื่องโพลก็มักจะออกมาเช่นนี้ แต่ตนสนใจทุกโพลแม้เป็นโพลตามตำบนก็สนใจเพราะถ้าเขาไม่สนใจไม่ติดตามเราเขาก็จะให้คะแนนเราไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ตนต้องไปพูด เพราะการสื่อสารของตนไม่ใช่แค่กับประชาชนแต่ต้องสื่อสารกับทีมของตนว่ามันชักจะไม่ใช่ มันเป็นแบบนี้ตนก็ต้องบอก ขณะที่พรรคร่วมหัวหน้าพรรคร่วมก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของเรา อย่างภูมิใจไทยมีรัฐมนตรี 27 คนถ้าคนหนึ่งหมั่นสื่อสารก็ได้ 27 ข่าวแล้ว บางทีทำไมรัฐมนตรีไม่มีข่าวสื่อสารออกไปแต่มาสื่อสารกับตนอย่างเดียว ทุกคนทำงานหมดแต่ไม่สื่อสารออกไปเราก็ต้องให้เขาปรับปรุงตัวตรงนี้

เมื่อถามว่าจะใช้เวลาประเมินคณะรัฐมนตรีชุดนี้เท่าไหร่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่นานหรอกครับ ก็มีหลักปฏิบัติอยู่ทั่วไปเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น อย่างที่ตนเรียนตั้งใจทำงานแต่ทำงานแล้วไม่ขยายความไม่สื่อสารผมยืนยันว่ารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยทุกคนไม่มีใครอยู่เฉยอย่างแน่นอนแต่ต้องสื่อสารด้วย ต้องเป็นหลวงรอบรู้ไม่ใช่ว่าทำงานเก่งแต่ไม่พูดไม่จาไม่สื่อสารทำคนเดียวอย่างนี้ก็ไม่ได้” 

เมื่อถามว่านายอนุทินรู้สึกเหมือนพูดอยู่คนเดียวในทุกๆเรื่องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผู้สื่อข่าวก็ไปถามรัฐมนตรีคนอื่นบางมัวถามแต่ผม ผมก็เกรงใจพวกเราเหมือนพี่น้องกัน บางทีผมเดินหนีผู้สื่อข่าวไม่บอก ขึ้นรถไปตนก็นั่งปาดน้ำตาว่าวันนี้เราไม่ค่อยไนท์กับน้องๆเลยก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องดูว่างานอะไรหากเป็นเศรษฐกิจก็ถามรมว.คลัง รมว.พาณิชย์ อย่างที่บอกพวกนั้นก็ไม่เคยไปกินลาบกับผู้สื่อข่าวมีแต่ผมไปกิน เดี๋ยวต้องให้เขาสร้างความคุ้นเคย” 

เมื่อถามว่าในส่วนของประธานคณะกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทย ตอนนี้ก็เหมือนทำงานกันคึกคักขึ้น จะมีโอกาสที่คนเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าพรรคการเมืองยิ่งใหญ่ก็ต้องยิ่งให้สมาชิก ได้แสดงฝีมือและผลงาน

เมื่อถามว่ายึดหลักอะไรหากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ผลงานความสามารถความทุ่มเท เมื่อถามย้ำว่ามีรัฐมนตรีที่เข้าข่ายต้องถูกเตือนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะให้ตนพูดตรงนี้ได้อย่างไร ตนเตือนก็เข้าของเย็นของตน 

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

ผอ.JIC ซัด กัมพูชา บิดเบือนเหตุระเบิด ข้อมูลไร้หลักฐาน ย้ำไทยยึด GBC

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

‘ผอ.JIC’ โต้เขมร ย้ำไทยไม่เกี่ยวเหตุระเบิด ชี้ข้อมูลไร้หลักฐาน อาจบิดเบือนสถานการณ์ชายแดน ย้ำไทยยึด GBC ไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จบิดเบือนแน่นอน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาที่อ้างว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณช่องกร่าง จังหวัดสุรินทร์ โดยยืนยันว่า “ไทยไม่ได้ก่อเหตุ” และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า จากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนของหน่วยทหารไทยที่รับผิดชอบพื้นที่ ยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการขว้างระเบิดมือจากฝ่ายไทยเข้าสู่ที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด

โดยในช่วงเกิดเหตุ กำลังพลไทยจำนวน 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการสร้างเส้นทางในเขตพื้นที่ฝ่ายไทยตามปกติ โดยพบกำลังพลฝ่ายกัมพูชาเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ก่อนต่อมาจะได้ยินเสียงระเบิดดังจากฝั่งกัมพูชา และพบการเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่มีการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย

ฝ่ายไทยประเมินเบื้องต้นว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นภายในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และอาจเกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิดตกค้างในพื้นที่ รวมถึงความไม่คุ้นเคยของกำลังพลชุดใหม่ต่อสภาพภูมิประเทศและพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ ไทยเน้นย้ำว่าการวิเคราะห์เหตุการณ์ต้องอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสรุปหรือกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง

“ฝ่ายไทยยืนยันผลการตรวจสอบภายในหน่วยว่า ไม่มีการใช้อาวุธหรือขว้างระเบิดมือในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎการใช้กำลังและมาตรการป้องกันเหตุเผชิญหน้าอย่างเคร่งครัด” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารฯ กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่ออกมาไม่สอดคล้องกับข้อมูลในพื้นที่ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในระดับประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสงบตามแนวชายแดน

ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน โดยยึดหลักความโปร่งใสและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ไทยย้ำจุดยืนไม่กล่าวคาดการณ์ถึงเจตนาของฝ่ายใด แต่เรียกร้องให้ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่มีการพิสูจน์

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า ไม่สามารถนำข้อกล่าวหาที่ขาดหลักฐานมาสรุปว่าไทยละเมิดถ้อยแถลงร่วม GBC ได้ พร้อมยืนยันว่าไทยยังคงยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิง กฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

“ไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาใช้กลไกประสานงานและตรวจสอบร่วม แทนการเผยแพร่ข้อกล่าวหาผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์และความพยายามรักษาเสถียรภาพชายแดน ฝ่ายไทยยืนยันความเชื่อมั่นว่า การแก้ไขปัญหาควรดำเนินผ่านช่องทางทวิภาคี บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ป.ป.ช.ฟัน อาญา -วินัย อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ป.ป.ช.ฟันอาญา -วินัย “อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย”จ.ร้อยเอ็ด และพวก ทุจริตเงินซื้อยาฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง  ซื้อสูงเกินจริง ทำรัฐเสียหาย กว่า 8 ล้านบาท

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายเธียรชัย  พุทธรังษี  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กับพวก กรณีทุจริตการจัดซื้อสารเคมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของศัตรูพืช หรือโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ประจำปีงบประมาณ 2555 จัดซื้อในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

จากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดได้ประกาศให้ 9 ตำบลของอำเภอโพธิ์ชัย  จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ภัยพิบัติจากโรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง  จึงได้ออกคำสั่งจัดสรรเงินทดรองราชการจำนวน 9,700,000 บาท และมอบหมายให้นายอำเภอโพธิ์ชัย มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  

ต่อมานายกันยา  คงพลปาน เกษตรอำเภอโพธิ์ชัย ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังและเสนอให้ซื้อสารเคมีพิริมิฟอส เมทิล ( Pirimihpos methyl ) โดยใช้ขนาด 1 ขวด 500  CC  ต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ในราคาขวดละ 1,450 บาท จำนวน 6,689 ขวด เป็นเงินทั้งสิ้น 9,699,050 บาท ซึ่งนายอำเภอโพธิ์ชัยอนุมัติตามที่เสนอทางที่การอนุมัติให้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอโพธิ์ชัย หรือ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย พิจารณา

แต่ปรากฏว่านายอำเภอได้สั่งการให้ปลัดอำเภอโพธิ์ชัยจัดทำบันทึกรายงานการประชุมว่าคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย มีมติเห็นชอบให้ใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ดจัดสรรให้และเห็นชอบจัดซื้อสารเคมีทั้งที่ไม่มีการประชุมจริง  นอกจากนั้น ไม่มีการสืบราคาจากท้องตลาดโดยเป็นราคาที่นายวัชเรน ทร์   ศิริมงคล  เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้กำหนด  และนายอำเภอโพธิ์ชัยได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และได้เรียกนางประไพ สุรเสน เสมียนตราอำเภอโพธิ์ชัยเข้าไปพบในห้องทำงานและแจ้งว่าจะมีคนนำเอกสารการเสนอราคาจะซื้อสารเคมีมามอบให้และให้เลือกผู้ขายตามเอกสารที่ได้รับมอบหมาย  

โดยในวันเดียวกันมีบุคคลนำเอกสารเสนอราคาของบริษัทเอกชน 3 ราย มามอบให้กับนางประไพ ซึ่งในเอกสารของบริษัทมินถาพร จำกัดปรากฏคำว่า “คู่สัญญา” ส่วนบริษัทเอกชนอีก 2 ราย ปรากฏคำว่า “ผู้ประกบ” ก่อนที่ในวันที่ 4 มกราคม 2555 จะมีการเสนอขอจัดซื้อสารเคมีจำนวน 6,689 ขวดขวดละ 1,450 บาท รวมเป็นเงิน  9,699,050 บาท และมีการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาและตรวจรับพัสดุตามรายชื่อที่นายอำเภอโพธิ์ชัย ได้คัดเลือก โดยคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่  แต่นางประไพ สุรเสน เป็นผู้ดำเนินการและเห็นว่าใบเสนอราคาของบริษัทที่ชนะการประกวดที่ระบุว่าเป็นคู่สัญญาเสนอราคาสูงกว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรร จึงได้โทรศัพท์ไปต่อรองราคา โดยบริษัทยินดีลดราคา จึงได้เสนอให้จัดซื้อสารเคมีจากบริษัทดังกล่าว และนายอำเภอโพธิ์ชัยก็ได้อนุมัติและลงนามในบันทึกข้อตกลงซื้อขาย

 โดยต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดร้อยเอ็ด  ได้เข้าตรวจสอบการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าวมีราคาสูงเกินกว่าความจำเป็นหรือไม่ โดยได้มีการติดต่อสอบถามไปยังบริษัทที่จัดจำหน่ายสารกำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค  ซึ่งเป็นยี่ห้อเดียวกันที่จัดซื้อจากบริษัทเอกชนดังกล่าว ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้แจ้งใบเสนอราคาฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์2556 ระบุว่ายากำจัดแมลงยี่ห้อ เดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส  เมทิล ขนาดบรรจุ 1 ลัง 12 ขวดๆละ 500 cc ราคาเงินสดหลังละ 2,520 บาท รวมค่าขนส่งเฉลี่ยขวดละ 210 บาท  อีกทั้งการสืบค้นในเว็บไซต์ขายสารเคมีแสดงข้อมูลรายการสารเคมียี่ห้อโพโดลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส  เมทิล 50%  EC ขนาด 1 กล่อง 12 ขวดๆละ 500 CC  ราคาขวดละ 220 บาท  จึงเห็นว่านายอำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อสารเคมีในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงถึงขวดละ 1,240 บาท   เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินประมาณ  8,294,360 บาท  อีกทั้งยังพบว่าบริษัทเอกชน 3 แห่ง ที่เสนอประกวดราคามีความเกี่ยวข้องกันเจ้าของเดียวกัน 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลนายเธียรชัย  พุทธรังษี  นายอำเภอโพธิ์ชัย และนางประไพ สุรเสน มีมูลความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  

ส่วนกรรมการผู้จัดการบริษัทเอกชนมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบริษัทเคมีถาวร จำกัด รวมทั้งผู้บริหาร ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงให้ข้อกล่าวหาตกไป  

ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาข้อกล่าวหาไม่มีมูลจึงให้ข้อกล่าวหาตกไป ขณะที่เจ้าหน้าที่บางรายมีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรงแต่ได้เกษียณอายุราชการและได้ลาออกจากราชการไปแล้วจึงไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการ 

ส่วนในรายของนายวัชเรนทร์   ศิริมงคล  ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบเนื่องจากเสียชีวิต  โดยป.ป.ช.จะส่งสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญาและส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการเอาผิดทางวินัยต่อไป 

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ เชื่อมั่นไทยได้ประโยชน์จาก OECD เปิดโอกาสการค้าและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ พร้อมเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายมาร์ก กุดดิง  เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ 

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันด้วยบรรยากาศที่คุ้นเคย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันในหลายโอกาส สะท้อนถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญร่วมกัน นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ พร้อมชื่นชมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ด้านเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นพันธมิตรที่ดีมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายมีความก้าวหน้า

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเสด็จฯ เยือนประเทศไทยของ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15–18 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยรัฐบาลยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและดูแลการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างสมพระเกียรติ

ในส่วนของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวว่าการเข้าสู่ OECD ของไทยจะเปิดโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อไทยได้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการพัฒนาดิจิทัล ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ด้านการลดคาร์บอน (Decarburization) สาธารณสุข เป็นต้น

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีอวยพรให้นายมาร์ก กุดดิง ประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่ในฐานะอธิบดีฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO) และย้ำถึงการสานต่อมิตรภาพและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิดต่อไป

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ'รมช.' ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ในฐานะผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามในสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด แห่งหนึ่ง ผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29,800,000 บาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 28 กันยายน 2559 และสิ้นสุดลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 (ระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน)  จำนวน 11 งวดงาน ปรากฏว่า 

หลังจากทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างไม่ได้เข้าทำงานเลย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจึงได้มีหนังสือเร่งรัดดำเนินงาน รวม 4 ครั้ง ก่อนที่สัญญาจ้างจะครบกำหนด และหลังจากครบกำหนดสัญญาจ้าง ปรากฏว่าในวันที่ 12 มกราคม 2561 ผู้รับจ้างทำงานจ้างได้เพียงร้อยละ 25.79 ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลได้มีหนังสือแจ้งการปรับและเร่งรัดการก่อสร้างไปยังผู้รับจ้างมาโดยตลอด และนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้เห็นชอบให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และให้ผู้รับจ้างจัดทำแผนปฏิบัติงานใหม่มาโดยตลอด แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนทุกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือและมีความเห็นให้บอกเลิกจ้างมาโดยตลอด เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัด  ไม่เข้าดำเนินงานตามแผน และมีค่าปรับจำนวนมากเกินร้อยละ 213 คิดเป็นเงิน 58,106,100 บาท แต่นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ กลับสั่งการให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาจ้าง และมีหนังสือแจ้งค่าปรับและเร่งรัดการก่อสร้างพร้อมทั้งให้ผู้รับจ้างปรับแผนใหม่ แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนมาโดยตลอด เป็นระยะเวลา 6 ปีเศษ จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2567 ผู้รับจ้างได้มีหนังสือส่งมอบงาน และคณะกรรมการตรวจการจ้างจึงได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย

 ทั้งนี้ ปรากฏว่านายสมเกียรติ  เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นน้องชายของนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

การกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77 วรรคสาม

การกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด  และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป