โค้งสุดท้าย ไทยช่วยไทย พลัส ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้าน กระจายรายได้สู่ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านราย

5 กันยายน 2569 เวลา 10:19 น.

cooking, asian kitchen, sale and food concept – close up of hands with plate, spoon and wok at street market

วันนี้ (5 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 138,379.3 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,565 ราย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้ประโยชน์จากมาตรการในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยโครงการในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 มีเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศ

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

สำหรับยอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน 79,505.2 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และ Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่ายมีจำนวน 58,874.1 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และ Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท

เมื่อรวมการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery ทั้งส่วนของรัฐบาลและประชาชน มีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว 5,156.6 ล้านบาท ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านราย ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

ไทยช่วยไทย

“ขณะนี้โครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิและยังมีวงเงินคงเหลือ ตรวจสอบสิทธิและวางแผนใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทุกการใช้จ่ายไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังช่วยส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจและกระจายลงสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเงื่อนไขการใช้สิทธิของตนเอง พร้อมใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิอย่างเต็มที่ก่อนสิ้นสุดโครงการ ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยสนับสนุนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการ

ขอขอบคุณภาพจาก http://www.xn--b3czb2arbbzn9a6eulf7c.th

ลลิดา เพริศวิวัฒนาเงินใช้จ่ายไทยช่วยไทย พลัส

รัฐบาลแจงคืบปฏิรูประบบราชการ ปรับ ‘คน-งาน-เทคโนโลยี’ รัฐเล็กลง แต่ efficiency สูงขึ้น

5 กันยายน 2569 เวลา 10:05 น.

490E8E4A-FE1D-40CA-8AC5-BAC50EE5C69F

ปฏิรูประบบราชการถึงไหน! รัฐบาลแจงทำครบ“คน-งาน-เทคโนโลยี” ยึดหลัก “รัฐเล็กลง บริการดีขึ้น” เดินหน้าเกษียณก่อนกำหนด

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ว่า ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว พร้อมมอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการเกษียณก่อนกำหนด แต่กำลังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ปรับกำลังคน 2) ปรับกระบวนงาน และ 3) ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ ขณะที่ประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนต้องดีขึ้น

ส่วนที่ 1 ปรับกำลังคน – เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา

สำหรับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางกรอบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐโดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

นางสาวรัชดากล่าวว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย “ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง” แต่เป็นการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงกำลังคนมาปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ

ส่วนที่ 2 ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต้องลดตาม

ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยได้ผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต

ส่วนที่ 3 ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี

หน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว พร้อมเปิดทางให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ

“การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องมาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับคน งาน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทำให้รัฐมีขนาดเหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับภาระจากการลดขนาดรัฐ ตรงกันข้าม ประชาชนต้องได้รับบริการที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลง เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และระบบราชการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

ปฏิรูประบบราชการ

กองทุนหมู่บ้านฯ ผนึก กรมการปกครอง กระจายข่าว “ไทยช่วยไทย ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ทุกหมู่บ้าน

5 กันยายน 2569 เวลา 07:59 น.

“รมต.สุขสมรวย” เผย กองทุนหมู่บ้านฯ จับมือกรมการปกครอง ลุยประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวดี “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ผ่านกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และหอกระจายข่าวทั่วประเทศ มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงรุกในระดับชุมชน

นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win ในการแก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าใช้จ่าย และแก้ปัญหาหนี้สินแบบเบ็ดเสร็จให้แก่ประชาชน และคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” โดยดำเนินการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของทุนหมุนเวียนในกองทุนพร้อมกับการให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมเงินบัญชีที่ 1 ให้กับสมาชิก ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากและลดปัญหาหนี้นอกระบบในหมู่บ้านและชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และประชาชนทั่วประเทศ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวและให้ข้อมูลเข้าถึงพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมการปกครอง ในการสนับสนุนและประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยแจ้งให้นายอำเภอในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านระดับอำเภอ เร่งรัดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และสั่งการบุคลากรในฝ่ายปกครอง อาทิ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวผ่านการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ การประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน และการประชุมหมู่บ้าน รวมทั้งสื่อสารผ่านหอกระจายข่าวในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

“โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชนในระดับฐานราก ซึ่งต้องขอขอบคุณทางกรมการปกครองที่สนับสนุนภารกิจของกองทุนหมู่บ้านฯ ผ่านฝ่ายปกครองในระดับท้องที่ เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นการยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สทบ.ได้จัดเตรียมข้อมูล และเจ้าหน้าที่สำหรับการร่วมดำเนินการโครงการดังกล่าวแล้ว ณ ศูนย์ประสานงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองประจำจังหวัด หรือ สทบ.สาขาเขต ในพื้นที่ทั่วประเทศ” นางสุขสมรวย กล่าว

กรมการปกปครองกองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่งไทยช่วยไทย

ประกาศกูไม่กลัวมึง ณัฐวุฒิแค้น ปรี่ผลักอกสมชัยล้ม

5 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

ประกาศกูไม่กลัวมึง ณัฐวุฒิแค้น ปรี่ผลักอกสมชัยล้ม แจ้งจับเดือดหน้าสน. อนุทินสยบปรับครม.

เดือดหน้า สน.ทองหล่อ “ณัฐวุฒิ” สลิ้งแตก ปรี่ผลัก “สมชัย” ตกจักรยานต่อหน้าสื่อ-ตำรวจ แม้สื่อเข้าไปห้ามก็ยังโดนด่ากราด ด้าน “สมชัย” ยัน ดำเนินคดีถึงที่สุด ขอให้ตนเองเป็นคนสุดท้าย ที่ต้องเจอเหตุการณ์นี้ ขณะที่ นายกฯโต้ฝ่ายค้าน แก้ไฟใต้ล้มเหลว ยันพร้อมแจงสภา ลั่นไม่กล้าหาญจะเป็นรัฐบาลได้หรือ ถ้าไม่มั่นใจก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เมินตั้งรมช.คลัง-พาณิชย์ เชื่อ “เอกนิติ-ศุภจี”เอาอยู่ มีผู้ช่วยรมต.ตรงสายช่วยงาน

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เดินทางไปที่ สน.ทองหล่อ ตามเวลานัดหมายเพื่อแจ้งความเอาผิด นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ปรากฏว่า นายณัฐวุฒิ ได้มารอ นายสมชัย ที่หน้า สน.ทองหล่อ อยู่แล้ว เพื่อให้ตำรวจออกหมายจับ นายสมชัย ทันทีที่ นายสมชัย ปั่นจักรยานมาถึงบริเวณด้านหน้า สน.ทองหล่อ นายณัฐวุฒิได้ปรี่เข้าไปหา นายสมชัย และพูดว่า“จะไปไหน มึงไปไหน มึงจะไปไหน”จากนั้นได้จับที่แขนของ นายสมชัย ก่อนผลักล้มลงกับพื้น พร้อมจักรยานต่อหน้าสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

‘ณัฐวุฒิ’ทำร้าย’สมชัย’หน้าสน.

จากนั้น นายสมชัย พยายามตะโกนบอกว่า “แบบนี้ทำร้ายร่างกาย” นายณัฐวุฒิ ตะโกนกลับว่า“ทำร้ายอะไร กูพร้อมเจอมึง เดี๋ยวมึงเจอคนอย่างกู วันนี้มาขอหมายจับมึง กูรอมึงอยู่” ขณะนั้นผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปห้าม นายณัฐวุฒิและบอกว่า”ทำแบบนี้ไม่มีวุฒิภาวะเลย พี่เคยเป็นถึงทนายความนะ”แต่ นายณัฐวุฒิไม่ยอมหยุดและชี้หน้านักข่าวและถามว่า“มึงเป็นใคร มึงเป็นกลางหน่อย” จากนั้นได้ยกมือขอโทษผู้สื่อข่าวและบอกว่า ตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย ก่อนที่ นายสมชัย จะกล่าวว่า จะแจ้งตำรวจจับ ด้าน นายณัฐวุฒิ พูดว่า“แจ้งจับเลย ไอ้ตุ๊ด”ซึ่งตำรวจสน.ทองหล่อ พยายามเข้าไปแยก นายณัฐวุฒิ ออกจาก นายสมชัย แต่เจ้าตัวยังไม่ยอมและพยายามเข้าไปหานายสมชัย อีกครั้ง พร้อมกับกระชากหมวกของ นายสมชัย ออกจากศีรษะ จนตำรวจต้องบอกว่า“หากไม่เชื่อฟังจะใส่กุญแจมือ”ทำให้ นายณัฐวุฒิ ยอมเข้าไป สน.ทองหล่อ กับตำรวจ

ผลักล้มกองพื้นพร้อมรถจักรยาน

นายสมชัย ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ปั่นจักรยานมาเพื่อแจ้งความเอาผิด นายณัฐวุฒิ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนเวลานัดหมาย เมื่อมาถึงได้พบ นายณัฐวุฒิ ซึ่งแต่งกายใส่สูทยืนอยู่หน้า สน.ตนเองได้ยิ้มทักทายตามปกติ แต่นายณัฐวุฒิ กลับพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยอารมณ์ไม่พอใจ พร้อมใช้คำพูดด่าทอและหยาบคาย ขณะที่ตนยังอยู่บนจักรยาน นายณัฐวุฒิ ได้ใช้มือผลักจักรยานจนตนเองล้มลงไปนอนหงายกับพื้น หลังจากนั้นยังคงเดินเข้ามาด่าทอ ชี้หน้าและแสดงพฤติกรรมลักษณะข่มขู่ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าตำรวจอย่างน้อย 2นายและผู้สื่อข่าวจากอย่างน้อย 4ช่อง ที่บันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงไว้ได้ทั้งหมด เมื่อตนลุกขึ้นยืนและพูดว่าตำรวจต้องเข้ามาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย นายณัฐวุฒิ ได้ตรงเข้ามาดึงหมวกออกจากศีรษะของตนเองซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการประสงค์ต่อทรัพย์ รวมถึงสร้างบาดแผลถลอกที่ขาของตนเอง 2จุด ส่วนความเสียหายของจักรยานอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบรายละเอียด

แจ้งทำร้ายร่างกาย-ทำให้เสียทรัพย์

นายสมชัย ยังระบุว่า จะปรึกษาทนายความส่วนตัวเพื่อแจ้งความ นายณัฐวุฒิ เพิ่มเติมคือข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องคัดค้านการประกันตัว ส่วนกรณีถูกกล่าวหาด้วยคำพูดบูลลี่และเหยียดเพศเช่นคำว่าไอ้ตุ๊ดนั้น ต้องรอหารือกับทนายความว่า จะสามารถแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมได้บ้าง พฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวและต้องการให้ยุติการเคลื่อนไหวต่างๆอีกทั้งเป็นการกระทำที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยลงมือในสถานที่ราชการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากหลักฐานภาพและเสียงของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมความเพื่อให้กรณีนี้เป็นบทเรียนและต้องการให้ตนเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31สิงหาคม2569 นายณัฐวุฒิ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อและยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.เพื่อให้ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์สินของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.กับพวกรวม 6คน ฐานยักยอกเงินบริจาคเกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม

‘หนู’ปัดแก้ปัญหาไฟใต้ล้มเหลว

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ 3กันยายนที่มีการระบุว่าใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ล้มเหลว นายกรัฐมนตรีหัวเราะก่อนกล่าวว่าเขาไม่รู้เรื่องซึ่งรัฐบาลไม่มีการใช้งบอะไรแล้วล้มเหลว รัฐบาลต้องใช้งบประมาณทุกอย่างของประเทศ ให้คุ้มค่าและงบประมาณทุกอย่างที่รัฐบาลได้ใช้ ต้องคิดมาก่อนไม่ใช่ว่าเหมือนวันนี้มีเงินในกระเป๋า แล้วจะนำไปใช้อะไรก็ใช้ ซึ่งไม่ใช่ พร้อมย้ำด้วยว่า เขาไม่เข้าใจ

สงสัยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

เมื่อถามว่าอยากให้ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง ในการแก้ไขปัญหานี้ นายอนุทินหัวเราะอีกครั้ง ก่อนกล่าวต่อว่า”รัฐบาลไม่มีความกล้าหาญแล้วจะเป็นรัฐบาลได้อย่างไร”ก่อนหันมาบอกผู้สื่อข่าวว่าชอบถามว่าคนนั้นพูดที คนนี้พูดที แล้วเอามาชนกัน ซึ่งระบบรัฐสภาระบบตรวจสอบ สามารถที่จะเรียกรัฐมนตรีไปตอบกระทู้ ตอบญัตติ หรือแม้กระทั่ง หากไม่มีความมั่นใจก็สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งมาตรา 151และมาตรา 152 ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ต้องให้มีการชี้แจง ผู้ที่สงสัยและผู้ที่ชี้แจง เขาได้พูดคุยกัน หากไปถามคนนั้นพูดทีคนนี้พูดที ก็จะกลายเป็น พูดกันคนละทีซึ่งเราก็ไม่ได้เห็นว่าเขาพูดจริงหรือไม่

เมินตั้งรมช.ช่วยงาน’เอกนิติ-ศุภจี’

เมื่อถามว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแบะท่าอยากมี รมช.คลัง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าวันนี้ก็ยังทำงานได้ดีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรัฐมนตรีช่วย ก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของ นายเอกนิติ รวมถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯละรมว.พาณิชย์ ก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่มีความรู้ความสามารถและตรงต่อวิชาชีพ เมื่อถามว่าหากอนาคตจะมี รมช.ควรเป็นนักการเมืองในพรรคหรือเป็นคนนอก หรือให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้ตัดสินใจ นายกฯกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

เลื่อนกินข้าวพรรคร่วม6ก.ย.ไปก่อน

ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าจากกำหนดการเดิมในวันที่ 6 กันยายน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้นัดหมายรัฐมนตรีและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลร่วมรับประทานอาหาร ณ บ้านพักส่วนตัว ย่านบางพลีนั้น เบื้องต้นได้เลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปก่อนเนื่องจากในสัปดาห์หน้านายกรัฐมนตรี มีภารกิจสำคัญ ส่วนจะจัดงานดังกล่าวเมื่อไหร่นั้น นายกรัฐมนตรีจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

‘ทรงศักดิ์’ยันรบ.พร้อมรับศึกซักฟอก

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างไรหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เมื่อมีสภาฯฝ่ายค้านก็ต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล ส่วนรัฐบาลต้องมีความพร้อมในการตอบหรือชี้แจงข้อคำถามต่างๆที่ฝ่ายค้านอภิปราย ซึ่งตนมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลทำงานมา รัฐมนตรีแต่ละคนสามารถตอบได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่ฝ่ายค้านพยายามจี้รัฐบาลเกี่ยวกับการฮั้วสว. นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าการจะอภิปรายต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ส่วนเรื่องวุฒิสภาไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลแต่เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในการเลือกบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นวุฒิสภา รัฐบาลมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือเมื่อกกต.ของบประมาณในการจัดการเลือกตั้งต่าง ๆ ก็พิจารณาให้ เท่านั้น ส่วนหน้าที่การจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกกต.

ปมฮั้วสว.หน้าที่ปธ.สภาต้องควบคุม

เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายโดยไม่ใช้เรื่อง สว.มาพูดโดยตรง แต่อาจสอดแทรกผ่านประเด็นอื่น จะต้องเตรียมรับมืออย่างไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ที่ต้องคอยกำกับดูแลการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีความกังวลหรือห่วงว่าฝ่ายค้านจะบอกว่ารัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงในการพูดเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มองว่าเป็นสิ่งที่คนถามต้องรู้หน้าที่ตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ควรถามหรือไม่ ต้องถามในเรื่องการทำงานของฝ่ายที่ตอบคำถามด้วยซึ่งก็คือรัฐบาลนั่นเอง

รัฐบาลเสียงยังปึ๊ก-ไม่ต้องง้องูเห่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมั่นใจเสียงที่จะสนับสนุนในสภาฯใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีก็บอกว่ามีความพร้อม แม้จะยังไม่รู้ว่ารัฐมนตรีคนไหนจะถูกอภิปรายบ้าง แต่ละกระทรวงก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อชี้แจงในสภาฯ โดยต้องรอดูการยื่นอภิปรายก่อน แต่ในส่วนของรัฐมนตรีก็ต้องเตรียมดูเนื้อหางานที่ตนเองทำ ว่าจะมีประเด็นใดบ้างที่อาจถูกซักฟอก ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องดึงเสียงพรรคฝ่ายค้านเช่น พรรคกล้าธรรม มาช่วยยกมือสนับสนุนหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเสียงรัฐบาลที่มีอยู่มีความเหนียวแน่นมาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจ บางครั้งเมื่อพรรคฝ่ายค้านได้รับฟังคำตอบจากรัฐบาลแล้ว หลายครั้งก็ให้เกียรติรัฐบาลโดยการโหวตให้ก็มีเยอะเหมือนกัน ตรงนี้เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่น่าเป็นห่วง

‘ศุภชัย’รู้ทันตรวจงานกกต.บี้ฮั้วสว

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต.?” โดยระบุว่า การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการตั้งคำถามต่อการทำงาน กับการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อวานนี้สภาผู้แทนราษฎรมีวาระการประชุม พิจารณา รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กกต. ทั้งการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การสืบสวนไต่สวน งานพรรคการเมือง และการบริหารองค์กร

ใช้สภาฯกดดันในสิ่งที่มุ่งหวังไว้

อย่างไรก็ตาม สามารถคาดการณ์ได้จากการกล่าวของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านว่าการอภิปรายกลับมุ่งเน้น คดีเกี่ยวกับการเลือก สว.ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.จึงเกิดคำถามว่า สภากำลังตรวจสอบผลการปฏิบัติงานประจำปี หรือกำลังกดดันกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หากมีการนำข้อมูลหรือรายละเอียดจากสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุด มาใช้ประกอบการอภิปราย ก็ยิ่งต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารเหล่านั้นว่า ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้เปิดเผยมีอำนาจเปิดเผยหรือไม่ และสมควรหรือไม่ที่จะนำเนื้อหาภายในสำนวนมาไล่ถามองค์กรที่กำลังทำหน้าที่พิจารณาสำนวนนั้นเสียเอง โดยเฉพาะเมื่อผู้ตั้งคำถามเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งใช้อำนาจตรวจสอบในนามของฝ่ายนิติบัญญัติ ยิ่งควรระมัดระวังไม่ให้การตรวจสอบถูกมองว่าเป็นการนำข้อมูลจากกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดมาใช้สร้างแรงกดดันต่อผู้มีหน้าที่วินิจฉัย

คาดอภิปรายเป้าใหญ่ไปลงที่กกต.

สภามีหน้าที่ตรวจสอบ กกต.แต่ไม่ควรทำหน้าที่แทน กกต.ตั้งคำถามได้ แต่อย่าชี้นำ เร่งรัดได้ แต่อย่ากำหนดคำตอบล่วงหน้าและกระแสสังคมไม่อาจแทนที่พยานหลักฐาน หากต้องการให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง ต้องเคารพความเป็นอิสระขององค์กร แม้ผลการพิจารณาจะไม่ตรงกับความคาดหวังของฝ่ายใดตรวจสอบได้ แต่อย่ากดดันให้ได้คำตอบตามต้องการและก่อนจะนำสำนวนมาตั้งคำถามกับคนอื่น ก็ควรตอบคำถามให้ได้เสียก่อนว่า สำนวนนั้นมาจากไหน ได้มาอย่างไร และมีสิทธินำมาเปิดเผยหรือไม่ เพราะกฎหมายต้องอยู่เหนือกระแส พยานหลักฐานต้องอยู่เหนือการเมือง และความเป็นอิสระของ กกต. ต้องอยู่เหนือแรงกดดันจากทุกฝ่าย การอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้านก็จะเป็นดังที่ผมทำนายไว้ เพราะจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจองค์กรอิสระคือ กกต.แทนที่จะเป็นการตรวจสอบตามปกติ อันมิใช่หน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร

‘โรม’จวกอำมหิตยื้อถกรายงานกกต.

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3ก.ย.ที่ผ่านมา มองเป็นเกมการเมืองหรือไม่เพราะสุดท้ายรายงานประจำปีของ กกต.ก็ไม่ได้พิจารณาว่า เราตกลงกันหมดแล้ว หากเดินตามที่ตกลงก็จบไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ตนขอใช้คำว่า พยายามแกล้งไม่เข้าใจ พยายามที่จะมึน อยู่ๆทุกคนก็พร้อมที่จะทิ้งวุฒิภาวะความรู้สิ่งที่ตกลงโดยพร้อมเพรียงกัน โดยแอบอ้างเอาเรื่องสถานการณ์3จังหวัดชายแดนใต้เพื่อปกป้อง ความมุ่งหมายทางการเมืองที่ซ่อนอยู่“อำมหิตนะพูดกันตรงๆว่าอำมหิต”

เมื่อถามว่า เรื่องที่มองว่ารัฐบาลปกป้องอยู่ คือกังวลว่าจะมีการอภิปราย พาดพิงไปถึงคดีฮั้ว สว.ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ไม่ต้องเหนียมอาย เราเตรียมเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลนำเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มา แล้วบอกว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญมาก ซึ่งตนก็เข้าใจว่ารัฐบาลมี สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติต้องการที่จะเห็นการแก้ปัญหาจริงหรือไม่

คดีสส.กมลศักดิ์ยังหาคนยิงไม่ได้

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายกรัฐมนตรีกล่าวหาผู้นำฝ่ายค้านว่า ไม่รู้เรื่องงบประมาณการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นคนที่เข้าใจการใช้เงินงบประมาณในการแก้ปัญหา ที่ทำ ๆ กันอยู่เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ สถานการณ์ไฟใต้ที่ลุกโชนขณะนี้คือคนเข้าใจหรือ ถ้านายกฯบอกว่าเราไม่เข้าใจก็ชี้มาเป็นจุดๆเลย เอากฎหมายมาว่ากัน เพราะการพูดถึงงบประมาณแผ่นดินต้องว่ากันตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าท่านจะมาโจมตีดิสเครดิตเฉยๆต้องถามกลับไปว่าท่านยังมีเครดิตอะไรเหลือที่จะมาดิสเครดิตคนอื่น วันนี้ต้องคุยกันด้วยความจริง สถานการณ์ไฟใต้รุนแรงเพราะใคร สส.กมลศักดิ์ ยังตามหาคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ขอถามจริงๆใครกันแน่ที่บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจการบริหารราชการแผ่นดิน ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจเรื่องเงินภาษีและงบประมาณต่างๆ

ลั่นอภิปรายรัฐบาลซัดเต็มที่แน่นอน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อยากชวนประชาชนทุกคนคิดว่าเรายอมกันแบบนี้จริงๆหรือเรายอมให้ประเทศของเราถูกทำงานผ่านเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง อดีตข้าราชการการเมือง ที่ปรึกษาต่างๆและอาจมีภาคธุรกิจที่เข้ามาสุมหัวกัน แล้วปล้นประเทศไทยอย่างที่ทำกันอยู่เรารับกันได้หรือ ดังนั้นตนคิดว่าวันนี้พวกเราทำเต็มที่ กลไกของฝ่ายค้านเรามีไม่เยอะ แต่เราทำเต็มที่ให้ออกมาดีที่สุดและในอนาคตที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราลุยเต็มที่อย่างแน่นอน ส่วนในสมัยการประชุมนี้จะใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งแบบลงมติและไม่ลงมติหรือไม่ก็ขอให้รอติดตาม

อย่าแทรกแซงสื่อ-เขามีสิทธิ์ถาม

เมื่อถามว่านายกฯไม่อยากให้สื่อถามไปมา แต่อยากถามในสภาดีกว่าและพร้อมมาชี้แจง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่สร้างปัญหาต่างๆตนคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องกลัวในเรื่องพวกนี้ คิดว่านักข่าวมีวิธีการทำข่าวแบบนี้มานานแล้ว ดังนั้นอยู่ๆจะมาบอกว่านักข่าวควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร เดี๋ยวจะโดนตั้งคำถามต่อว่า แทรกแซงการทำงานของสื่อหรือไม่ ตนคิดว่าสื่อมวลชนมีสิทธิ์ที่จะถาม ส่วนจะเป็นคำถามอย่างไร ประชาชนก็พร้อมที่จะตรวจสอบสื่ออยู่แล้ว ส่วนนักการเมืองตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็บอกตอบไม่ได้ แต่ที่น่ากังวลคือนักการเมืองที่ต้องตอบมันกลัวคำถาม

‘ภัณฑิล’ซัดพยายามอุ้ม’กกต.’

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงถึงการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายจนทำให้วาระรับทราบรายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกเลื่อนออกไปว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย พยายามอุ้มกกต.ยื้อเวลาพิจารณาหนีการตรวจสอบของสภา รัฐบาลถึงขั้นอุ้มองค์กรอิสระ โอ้โห มันขนาดนั้นเลยหรือ ผมจึงต้องมาแถลงข่าววันนี้ เพราะมีหลากหลายประเด็นที่สมาชิกต้องการอภิปราย หวังว่าการประชุมสัปดาห์หน้าจะไม่โดนบิดเบี้ยวอีก ใช้ข้ออ้างการอภิปรายงบ 2-3 วันที่ 7-9กันยายน แล้ววันที่ 10กันยายน จะขอให้สมาชิกพักผ่อน

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อร้องเรียนการทำหน้าที่ของกกต.จำนวนมาก โดยเฉพาะตนได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จากกกต.ว่าใครอยากหลุดจากคดีตามข่าวที่ว่ามีสส.โอนเงินไปให้ และมองว่าใช่เรื่องบังเอิญเพราะมีการนัดกันเป็นอย่างดี ที่มีการโอนเงินไปยังเจ้าหน้าที่กกต.ถึง 13 ครั้ง 8.6 แสนบาท ไม่น่าเชื่อถือเลย สส.มีการจ่ายเงินและผลประโยชน์ และยังมีข้อร้องเรียนจากประชาชนจังหวัดสระแก้วที่ในสัปดาห์หน้าจะยื่นร้องว่าตำรวจไปคุกคาม พยานที่เป็นผู้สมัครสว.ที่เป็นโหวตเตอร์ให้กับผู้สมัครสว.คนอื่น ซึ่งได้มีการไปแจ้งความเอาผิดกับผู้สมัครสว.ว่าสมัคร ด้วยคุณสมบัติอันเป็นเท็จ แต่พยานได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปก่อนแล้ว ซึ่งมองว่า กกต.กำลังพยายามไล่ฟ้องพยาน ซึ่งต้องคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในคดีโกง สว.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียมสมชัย ศรีสุทธิยากร

จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ขีดเส้น1เดือน คุมเข้มน้ำ-ไฟ-ฝังเมือง ไม่กระทบประชาชน

5 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ขีดเส้น1เดือน คุมเข้มน้ำ-ไฟ-ฝังเมือง ไม่กระทบประชาชน

นายกฯ เปิดประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ นัดแรก ด้าน “เอกนิติ” ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำ คุมไฟ น้ำ ผังเมือง สิ่งแวดล้อม ยันคลายกังวลผลกระทบกับประชาชน ส่วน “อรรถวิชช์” สงสัย กทม.ไม่ตรวจสอบโรงงานย่านพระราม 9 ขณะที่ปชป. จี้รัฐลุยตรวจหวั่นกระทบหนัก

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยนายกฯ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ มาพร้อมการท้าทาย เช่นการใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดินและสาธารณูปโภค ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการจัดเก็บ และประเมินผลสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต

นายกฯ กล่าวต่อว่า สังคมมีความกังวลต่อดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ขณะที่กฎหมายเรายังไปไม่ถึง จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ที่ต้องเร่งกำหนดมาตรการและความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ต้องทบทวนกฎ ระเบียบ ออกแบบระบบ ที่เหมาะสมจนเกิดประโยชน์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

“ตรงนี้คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ ที่ได้ตั้งไปแล้ว คงต้องทำความชัดเจน และมีข้ออธิบายให้กับประชาชน เพราะตอนนี้ประชาชนคิดว่าแค่เฉพาะเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องมีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าอีกเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเขาก็มีความกังวล เชื่อว่าการประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่การรวบรวมข้อมูลต่างๆและเราก็จะมากำหนดเป็นนโยบายในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” นายกฯ กล่าว

นายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ภายหลังประชุมและมอบนโยบายคณะกรรมการฯ ว่านายเอกนิติ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ จะประมวลข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็นระเบียบ รวบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความกังวลของประชาชน ได้รับการพิจารณา และจะทำให้ทุกประเด็นมีความเป็นธรรมมากที่สุด

เมื่อถามว่ามองถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทย จะตั้งเป็นศูนย์ของรัฐบาล และจะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้น นายกฯ ระบุว่า ความจริงเขาทำตลอดอยู่แล้ว ขณะนี้ไม่ได้อนุมัติโครงการใหม่ ส่วนโครงการที่อนุมัติไปแล้ว ต้องปล่อยให้เขาดำเนินการไป ซึ่งส่วนใหญ่โครงการที่อนุมัติไปแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีแหล่งพลังงานแหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ คือการขออนุญาตไว้ก่อน ทั้งเรื่องการขอใช้ไฟฟ้า น้ำ และขอใบอนุญาต แล้วหวังว่าจะนำมาทำการค้าในเชิงพาณิชย์ เก็งกำไร ซึ่งเราคงไม่ให้ แต่จะให้เฉพาะคนที่มีความพร้อม ที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใหม่ ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องกังวล ประเทศไทย เราต้องให้การสนับสนุน และมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำให้ประเทศไทย มีเทคโนโลยีทางด้าน AI เทคโนโลยีขั้นสูง

ต่อข้อถามว่านักลงทุนจะเสียความมั่นใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เสียความมั่นใจ เมื่อถามว่ามีการลักลอบตั้งศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ใน กทม.หลายพื้นที่ นายอนุทิน กล่าวว่า ลักลอบก็ต้องโดน ใครไปลักลอบเปิด เพราะคำว่าลักลอบคือผิดกฎหมาย คนที่จะมาทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกกฎหมาย สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทำผิดกฎหมาย คือพวกขุดบิตคอยน์ ลักลอบใช้ไฟฟ้าต่อสายตรง ซึ่งเราต้องพยายามปราบปรามอย่างเด็ดขาด เมื่อถามอีกว่า จะต้องกำชับ กทม.ในการขออนุญาต ตั้งศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์หรือไม่เพราะนำไปสู่การทุจริต นายกฯ ไม่ตอบคำถาม และพยายามเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ต่อมานายเอกนิติ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการฯ ว่ารัฐบาลกำหนดกรอบภายใน 1 เดือน ต้องมีนโยบายและมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบให้ชัดเจน เปลี่ยนจากระบบต่างหน่วยต่างอนุมัติ ไปสู่ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ โดยประชาชนไม่ต้องรับผลกระทบ ที่ผ่านมาไทยยังไม่มียุทธศาสตร์กลาง หลายโครงการไปขออนุญาต ขอใช้ไฟ ขอใช้น้ำ หรือขอส่งเสริมการลงทุนกับหลายหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวม ดังนั้นที่ประชุมจึงสั่งให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ระหว่างรอพิจารณา เพื่อทำ Dashboard กลาง ให้หน่วยงานรัฐเห็นสถานะเดียวกัน ทั้งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายไฟฟ้า ผังเมือง แหล่งน้ำ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“คณะกรรมการฯ จะตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและความคุ้มค่าประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ไฟ และดิจิทัล ด้านพื้นที่ อาคาร และผังเมือง และด้านสิ่งแวดล้อม โดยทุกชุดต้องเสนอทั้งมาตรฐานขั้นต่ำและกรอบนโยบายภายในสัปดาห์หน้า ก่อนสรุปนโยบายทั้งระบบภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าวและว่า หลักการสำคัญคือการกำหนด Minimum Requirement หรือมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง อาคาร ความปลอดภัย น้ำ ไฟ และความมั่นคงของระบบดิจิทัล โดยมาตรฐานนี้จะนำไปใช้กับทุกโครงการ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว กำลังก่อสร้าง และโครงการใหม่ในอนาคต โดยไม่ใช่ว่าโครงการที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว จะไม่ต้องทำตามมาตรฐานใหม่ เพราะมาตรฐานดังกล่าวเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โครงการที่ดำเนินการแล้วอาจต้องมีช่วงเวลาปรับตัว ส่วนโครงการที่ยังไม่เริ่มต้องรอมาตรการใหม่ให้ชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ หลังจากผ่านมาตรฐานขั้นต่ำแล้ว โครงการใหม่จะต้องแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้ประเทศไทย ไม่ใช่ดูเพียงขนาดเงินลงทุน แต่ต้องตอบได้ว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้คนไทย เชื่อมยุทธศาสตร์ AI ใช้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการไทย และเป้าหมาย Net Zero อย่างไร

“ประชาชนไม่ต้องกังวล รัฐบาลไม่ได้หยุดการลงทุน แต่จะทำให้การลงทุนมีมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่กระทบประชาชน ทั้งเรื่องน้ำมัน เสียง สิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เคยกระจัดกระจายจะถูกบูรณาการให้เห็นภาพเดียวกันภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าว

ด้านนายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งแรกมีเป้าหมายสำคัญคือจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เพราะข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ กระจายอยู่ในหลายกระทรวง และหลายหน่วยงาน ในส่วนของดีอี ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำ Dashboard แบบ Live รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง และข้อมูลประกอบอื่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น ต่อจากนี้ข้อมูลด้านกฎ ข้อบังคับ และสถานะโครงการจะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าใจตรงกัน ติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้าง และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำกับดูแลในระยะต่อไป

ส่วนนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอ เพียง 11 โครงการ ส่วนที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง มี 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณากำหนดเส้นแบ่งขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับเข้มข้น และจะจัดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นประเภทธุรกิจเฉพาะ เพื่อให้การอนุญาต การติดตามข้อมูล และการกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น

ขณะที่นายเอกนัฏ กล่าวว่า จะกำกับ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การกำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เกณฑ์ไฟสะอาด ระบบสำรองไฟ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟปริมาณมาก โดยค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงภาระจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น โดยจะแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา ไม่ให้การใช้ไฟของธุรกิจนี้มากระทบค่าไฟประชาชน บ้านเรือน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่น

นอกจากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีเกณฑ์ไฟสะอาด ที่ไม่เป็นตัวถ่วงเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ต้องมีระบบสำรองไฟที่ปลอดภัย ไม่กระทบชีวิตและทรัพย์สินประชาชน และต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าโดยไม่ทำให้โครงข่ายเสียเสถียรภาพ หรือกระทบผู้ใช้ไฟในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้านนายพลพีร์ กล่าวว่า ได้ดู 3 เรื่องหลัก คือผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และการให้บริการน้ำ ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการไฟฟ้าและน้ำ แก่ประชาชน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยังไม่ก่อสร้าง จนกว่ามาตรการใหม่จะชัดเจน

ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ กล่าวว่า ใน กทม.มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้อง 6 โครงการ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ และยังไม่อนุมัติ 3 โครงการ โดยโครงการที่เปิดแล้วจะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น เพื่อดูผลกระทบ ความเดือดร้อน ใช้เป็นบทเรียนให้คณะกรรมการฯ ส่วนโครงการที่เหลือให้ชะลอไว้ก่อน

อีกด้านหนึ่ง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ทุกรัฐบาลชวนนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ มุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่กลับไม่เตรียมกฎหมายไว้รองรับ และ กทม.ที่เป็นด่านแรก ที่ต้องตรวจคำขออนุญาตก่อสร้าง กลับปิดตาให้เขาใช้ช่องโหว่กฎหมาย ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมือง ถ้า กทม.ส่งเรื่องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตีความตาม พ.ร.บ.โรงงาน ว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือไม่ ผลจะเป็นอีกเรื่องทันที

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ทางออกวันนี้คือกรมโรงงาน ต้องเร่งตีความว่าดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นโรงงาน ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.โรงงาน และเข้าข่าย 107 ประเภทโรงงานหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัดเจน ออกกฎกระทรวงฯ ประกาศให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นโรงงานประเภทที่ 108 ทันที เพราะกระบวนการต้องใช้เวลา 60 วัน หากเป็นโรงงานแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายทันที ทั้งกฎหมายผังเมือง ที่ห้ามตั้งในโซนที่อยู่อาศัย ต้องมีการทำ EIA ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม จะสามารถเข้าไปตรวจสอบ ควบคุมเรื่องมลพิษ เสียง ความร้อน และความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย และนายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมาย แถลงตั้งคำถามถึงการอนุมัติจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใจกลาง กทม.และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนายพงศกร กล่าวว่า โคงการดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 แม้ว่า กทม.จะสั่งระงับในเวลาต่อมา แต่ยังเกิดคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการอนุมัติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2565 ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างมลภาวะ โดยไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนตั้งแต่แรก จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล เร่งตรวจสอบโครงสร้างการอนุมัติทั้งหมด

ด้านนายพรชัย กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ปัจจุบันต้องใช้ชิปประมวลผลระดับสูง (GPU) ซึ่งใช้น้ำปริมาณมหาศาลในการระบายความร้อน และใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก แต่ประเทศไทยกลับไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานรับผิดชอบตรง มีเพียงการใช้วิธีเทียบเคียงกับประเภทอาคารสำนักงาน หรือโกดัง ซึ่งเป็นการมองเพียงตัวเลขเงินลงทุน (KPI) โดยมองข้ามผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม และหากเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นในอนาคต ประชาชนอาจต้องถูกแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

ขณะที่นายไพศาล กล่วถึงกลุ่มทุนและกากพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยอง ว่าที่ผ่านมากลุ่มทุนโรงงาน มักใช้วิธีการทำ CSR สานสัมพันธ์ชุมชน สร้างเสียงโหวตผ่านประชามติ แต่กลับปล่อยควันและน้ำเสียปนเปื้อน สู่พื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้าน โดยไร้การควบคุม จึงขอให้ผู้บริหาร กทม.และรัฐบาล ตระหนักถึงผลกระทบระยะยาว และเร่งแก้ไขการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมือง รวมถึงปัญหากากพิษอุตสาหกรรม เพื่อคุ้มครองประชาชนเป็นหลัก

ดาต้าเซ็นเตอร์นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ โผล่เคลียร์ หลังคนเข้าใจผิด ปมร้อนหน้า สน.ทองหล่อ

4 กันยายน 2569 เวลา 21:47 น.

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

จากกรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ก่อเหตุผลักนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บริเวณหน้า สน.ทองหล่อ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมกำลังเกาะติด

แต่ด้วยความที่ชื่อหน้าดันไปบังเอิญไปตรงกับคนดังอีกคน ทำให้หลายคนเกิดอาการสับสนและทักผิดคน งานนี้ทำเอา เต้น หรือ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องรีบออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงและขอบคุณทุกความห่วงใยที่ส่งเข้ามาว่า “คือก็…ขอบคุณทุกสายทุกข้อความที่ส่งมาห่วงใย ผมไม่รู้เรื่องครับ ผมชื่อณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

หลังจากที่โพสต์ของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลทำ เอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“คุณคือบุคคลที่ผมเคารพ เพราะคุณ มีสัจธรรมและคุณธรรม เชื่อมั่นในสิ่งที่มีคุณค่า…ไม่ขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนคนอื่น

“ไปผลักเค้าทำไมครับ!!!”

“ไปผลักอาจารย์ทำไมครับ 555”

“อ้าวประทานโทษครับผมนึกว่าคุณณัฐวุฒิใสยเกื้อผมไม่ได้ดูข่าวได้ยินแต่เพื่อนพูดให้ฟังผมก็เลยเฉ่งยับเลย”

“พี่เต้นเราไม่ใช่คนก้าวร้าวมีแต่เรื่องขำๆๆมาเล่าให้เสื้อแดงฟังฮาๆๆๆๆกัน”

“น้องเต้น ไม่ใช่คนแบบนี้ แค่วุฒิภาวะทางอารมณ์ก็ไม่ผ่านแล้วครับ. #เปลี่ยนชื่อดีไหม”

“นั่นซิณัฐวุฒิไปผลักเขาทำไม”

“ตอนแรกก็ตกใจ คิดว่าแต่ณัฐวุฒิใสยเกื้อ ที่ไหนได้เป็น ณัฐวุฒิใส่เกือก 55”

“บางคนเเค่อ่านชื่อครับพี่เต้น ไม่ได้อ่านนามสกุล 55”

“เอ้า ผมนึกว่าพี่”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

การเมืองณัฐวุฒิ วงศ์เนียมณัฐวุฒิ ใสยเกื้อสน.ทองหล่อ

กรมการปกครอง แจงปมร้อน สอบนายอำเภอ ปี 68 ยันโปร่งใส ไม่พบเรียกรับ 3 ล้าน

4 กันยายน 2569 เวลา 20:46 น.

‘กรมการปกครอง’ แจงปม ‘สอบนายอำเภอปี68’ เรียกเงิน ‘หัวละ3ล้าน’ ยังไม่พบหลักฐาน-จนท.มีพฤติการณ์เอี่ยว ยันยินดีให้ตรวจสอบทุกกระบวนการ แนะ ‘ผู้เสียหาย-เดือดร้อน’ แจ้งความ หรือหากมีข้อมูลส่งหน่วยเกี่ยวข้องได้ทันที

วันที่ 4 กันยายน 2569 กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการสอบเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี2568 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการ ในสังกัดกรมการปกครองเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2568 โดยมีการกล่าวอ้างว่า มีการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบรายละ 3 ล้านบาทนั้น

กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า การดำเนินการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ. 2568 ได้เริ่มกระบวนการในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนเมษายน 2568 และกรมการปกครองได้ดำเนินการตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ทุกประการ โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของกรมการปกครอง ยังไม่ปรากฎพยานหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบคัดเลือกดังกล่า มีพฤติการณ์เรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์จากผู้เข้าสอบแต่อย่างใด ทั้งนี้ ปัจจุบันประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมการปกครองได้จัดส่งข้อมูล ข้อเท็จจริง ตลอดจนเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือมีข้อมูล พยานบุคคล หรือพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดจากการสอบคัดเลือกดังกล่าว สามารถแจ้งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งขอให้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนได้ทันที โดยกรมการปกครองยินดีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกกระบวนการของกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ข้าราชการและประชาชน

‘สมชัย’ เดือด! ประกาศแบนทุกรายการ ‘เนชั่น’ หลังเห็นพาดหัวข่าวคู่กรณี

4 กันยายน 2569 เวลา 20:34 น.

สมชัย

จากกรณีที่วันนี้ 4 กันยายน 2569 นายณัฐวุฒิ วงศ์เนี่ยม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการใหญ่ บจ.AURELIAN GROUP ก่อเหตุผลักนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมกำลังเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ล่าสุดสถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นไปอีก เมื่อช่วงเย็นของวันเดียวกัน (4 ก.ย. 2569) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเจ้าตัวได้แคปเจอร์ภาพหน้าจอจากสำนักข่าวเนชั่น ซึ่งเป็นภาพข่าวของนายณัฐวุฒิ พร้อมกับข้อความพาดหัวในภาพระบุว่า “โต้ทำร้าย ‘สมชัย’ อ้างพุ่งชนล้มเอง ลุยบี้คดีโกงต่อ”

ซึ่งทำให้นายสมชัยโพสต์ข้อความประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนผ่านหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวในทันที โดยระบุว่า “ขออภัยครับ ถ้าเนชั่นจะลงข่าวแบบนี้ ผมขออนุญาตไม่ไปร่วมรายการทุกรายการของเนชั่น ครับ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

หลังจากที่โพสต์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“จักรยานที่บอกว่าก๊อกแก๊กนั้นคือ Brampton นะครับ ลองไปหาดูราคาเอานะครับ”

“VARต้องเข้าเข้าแล้ว”

“ผู้ชมเนชั่น เขาเคี้ยวหญ้าตอนดูข่าวเหรอค่ะอาจารย์”

“คลิปเต็มทุกเพจ พุ่งชนล้มเอง”

“น้องนักข่าว pptv คนนั้นใจเด็ดครับ ไอ้นั่นแรงมาก็แรงตอบ ถึงขั้นมันต้องยกมือไหว้ขอโทษเลย”

“เขาคิดว่าเจ้านายเขาใหญ่พอครับ เลยเบ่งได้”

“เดี๋ยวก็โทษว่า TH -​ ai​ pass​ port

“น้องนักข่าว PPTV คือ รับไป10/10 ด้วยค่ะ ทำหน้าที่ดีกว่าตำรวจสน.ทองหล่ออีก พยายามห้ามปราม แล้วยังโดนต่อว่าสะงั้น! ขอบคุณสำหรับความกล้าหาญของน้องนะคะ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

nationณัฐวุฒิ วงศ์เนียมสมชัย ศรีสุทธิยากรสื่อเนชั่น

‘อภิสิทธิ์’ อัดรัฐบาลเล่นเกมสภาหนีซักฟอก กกต. เตือนครอบงำองค์กรอิสระส่อล้มล้าง รธน.

4 กันยายน 2569 เวลา 19:15 น.

‘อภิสิทธิ์’ อัดรัฐบาลเล่นเกมสภาหนีซักฟอก กกต. เตือนครอบงำองค์กรอิสระส่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านจ่อลุยศึกอภิปรายฯ ต.ค.นี้

วันที่ 4 กันยายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดใจผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการใช้กลไกสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ พร้อมเตือนถึงวิกฤตการครอบงำองค์กรอิสระ และเผยความพร้อมของฝ่ายค้านในการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วกว่ากำหนด

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า มีความพยายามอย่างชัดเจนจาก สส. พรรครัฐบาลในการเล่นเกมสภา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้วาระการพิจารณารายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าสู่ที่ประชุม โดยใช้เทคนิคอ้างความเร่งด่วนของญัตติปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาแทรก ทั้งที่ฝ่ายค้านได้เสนอญัตติเรื่องภาคใต้ไว้ก่อนแล้ว นายอภิสิทธิ์มองว่าเจตนาดังกล่าวคือการหลีกเลี่ยงการพูดถึง กกต. เนื่องจากมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนมีข้อกล่าวหาค้างอยู่จาก กกต. ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง

ในประเด็นการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะมาชี้แจงหรือรับฟังในสภา และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาแทน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลอาจมองปัญหาภาคใต้เป็นเพียงเรื่องของฝ่ายความมั่นคงและการใช้กฎอัยการศึก โดยไม่มีความชัดเจนเรื่องนโยบาย “การเมืองนำการทหาร”

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์สไตล์การทำงานของนายกฯ ว่าเป็นการบริหารแบบเอกชนที่เน้นการมอบหมายงานให้แต่ละกระทรวงไปจัดการกันเอง แต่ขาดความเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติที่ต้องบูรณาการร่วมกัน พร้อมฝากข้อคิดถึงนายกฯ ว่า “ผมก็ไม่ขอมากนะ ขยันมาสภาเท่ากับที่ขยันไปโผล่ในโซเชียลมีเดียเนี่ย ผมพอใจนะ” โดยย้ำว่าการสร้างภาพลักษณ์หรือสไตล์ส่วนตัวเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้เนื้อหาสาระสำคัญในการบริหารประเทศสูญหายไป

นายอภิสิทธิ์ได้ขยายความถึงคำว่า “ล้มล้าง” โดยระบุว่า หากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญถูกทำลายผ่านการครอบงำองค์กรอิสระ ระบบนิติรัฐก็จะเกิดปัญหา ยกตัวอย่างเช่น สว. ชุดปัจจุบันที่มีข้อครหาเรื่องที่มา กลับมีอำนาจในการเลือกและรับรองบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ หากเครือข่ายเหล่านี้ยึดโยงกับพรรคการเมืองที่มีอำนาจฝ่ายบริหาร การกระทำที่เป็นกระบวนการเพื่อยึดครองกลไกเหล่านี้ ก็ไม่ต่างจากการล้มล้างรูปแบบการปกครองที่ถูกวางเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ

สำหรับทิศทางการทำงานของฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์เปิดเผยว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดการเดิม คือประมาณเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลสะสมอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การโหวตล้มรัฐบาลในสภา แต่อยู่ที่การนำข้อมูลความไม่ชอบมาพากลและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับทราบ

นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายด้วยการแสดงความกังวลต่ออนาคตของประเทศ โดยระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่รัฐบาลกล่าวอ้างนั้น ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือสังคมให้ดีขึ้น แต่กลับมีความชัดเจนเฉพาะเรื่องการสะสมอำนาจและข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ พร้อมเตือนผู้มีอำนาจว่า ความแข็งแกร่งที่ตั้งอยู่บนความไม่ถูกต้อง ท้ายที่สุดแล้วจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะสังคมไม่สามารถทนอยู่บนความไม่ถูกต้องได้ตลอดไป

ซักฟอกประชาธิปัตย์ศึกอภิปรายอภิปรายไม่ไว้วางใจอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

งามหน้า! ตำรวจจ่อหมายจับ สาวด้อมส้ม บุกเปิดหีบเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 1

4 กันยายน 2569 เวลา 18:52 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 จากกรณี กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน รวมตัวชุมนุมกันที่โรงยิมเนเซียมเทศบาลเมืองชลบุรี เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.เขต 1 ชลบุรี ใหม่ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.พ.2569 ปรากฏว่าในวันที่ 10 ก.พ.2569 น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หรือ สาวเสื้อแดง เดินเข้าไปภายในพื้นที่ต้องห้ามก่อนเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง พร้อมพูดจาวิจารณ์ กกต. โดยมีเพื่อนคอยถ่ายคลิปวิดีโอ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเป็นอย่างมาก

ต่อมาวันที่ 11 ก.พ.2569 นายภาณุ พูลสวัสดิ์ ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เข้าแจ้งความที่สภ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับ น.ส.เบญจพร สุขสว่าง หรือสาวเสื้อแดง ที่เข้าไปเปิดหีบเลือกตั้งในพื้นที่ต้องห้าม ถือว่ากระทำผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.อย่างชัดเจน โดยมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท พร้อมถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ต่อมา ร.ต.ท.วิทวัส อ่อนเอิง รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางบาล ได้รับคำร้องทุกข์ของ นายภาณุ เอาไว้ ก่อนดำเนินการสอบสวนไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. มีรายงานว่า ร.ต.อ.ธนันชน สังข์นวล พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญากับ น.ส.เบญจพร ไปยัง นายภาณุ ผู้เสียหายซึ่งเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษที่ สภ.บางบาล หลัง นายภาณุ สอบถามความคืบหน้าทางคดี โดยคดีนี้พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล ได้ส่งหมายเรียก น.ส.เบญจพร ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ไปยัง สภ.เมืองชลบุรี เพื่อให้ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี นำหมายเรียกไปติดหน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร

ปรากฏว่า สภ.เมืองชลบุรี นำหมายเรียกไปติดที่หน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 นำหมายไปติดไว้ที่หน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 และนำหมายเรียกไปติดไว้ที่หน้าบ้านของ น.ส.เบญจพร ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 แต่ น.ส.เบญจพร ก็ยังไม่เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองชลบุรี โดยหลังจากนี้พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล จะรวบรวมพยานหลักฐานก่อนไปขออำนาจศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกหมายจับ น.ส.เบญจพร มาดำเนินคดีไปตามกฎหมายต่อไป

ชลบุรีตำรวจสาวด้อมส้มเปิดหีบเลือกตั้ง