นักวิชาการ มธ.ชงออก พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ กำกับควบคุมโดยเฉพาะ พร้อมปลดล็อกช่องว่างเอื้อใช้ Local content

2 กันยายน 2569 เวลา 10:12 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนไทย ยังเปิดประตูกว้าง ไร้เงื่อนไขคัดกรอง แนะ“บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์”เร่งวางกรอบนโยบาย-หนุนออก“พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์”ปิดช่องกฎหมายกระจัดกระจาย พร้อมชงทำ“SEA”คาดการณ์ผลกระทบรอบด้าน-ดันนักลงทุนใช้“Local content”พ่วงดึงผู้ประกอบการไทยเข้าซัพพลายเชน

ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนประตูที่เปิดกว้างรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีมาตรการกำหนดเงื่อนไขว่านักลงทุนต้องผ่านอะไรบ้างจึงจะเข้ามาได้ ต่างจากหลายประเทศที่เริ่มมีมาตรการชะลอการไหลเข้าของอุตสาหกรรมนี้แล้ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่เป็นแหล่งลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยกัน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้น ไทยเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีกรอบเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวหรือความยั่งยืนออกมา

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรต้องเร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางกรอบนโยบายให้มีความชัดเจน และผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบให้สามารถส่งเสริม และกำกับควบคุมได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากแม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ หรืออีกแนวทางหนึ่งคืออาจจะพิจารณาผลักดันออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ เป็น พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความกระจัดกระจายของกฎหมาย ที่สำคัญยังจะเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าไทยมีเป้าหมายในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร และทำให้นักลงทุนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และต้นทุนที่ต้องเสีย

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังขาดหลักฐานทางวิชาการที่จะคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อาทิ แหล่งที่ตั้งทั้งหมดของดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้น้ำ และไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนข้อมูลอย่างความต้องการทางเทคโนโลยีของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งที่เข้ามาลงทุนคืออะไร ผู้ผลิตในประเทศรายไหนที่สามารถผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนอย่างชัดเจนว่าการจะลงทุนมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะต้องมีการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทย (Local content) เท่าไหร่ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการของไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเปิดรับดาต้าเซ็นเตอร์ครั้งนี้นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศระยะยาวด้วย

“กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้ประกอบการของไทยที่ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้ในดาต้าเซนเตอร์ก็ต้องเข้าไปหาตลาดในผู้ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เอง และก็จะพบว่าหลายครั้งผู้มาลงทุนใช้การก่อสร้างโดยใช้รูปแบบการนำเข้าเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่มีการประกอบสำเร็จรูปมาเลย ทำให้เกิดผลแค่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยก็จะน้อยลงตามไปด้วย” ผศ.นนท์ กล่าว

ผศ.นนท์ กล่าวต่อไปว่า เพราะถึงแม้เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขแล้วจะทำให้ปริมาณผู้ที่จะมาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ลดลง จากการถูกมองว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป แต่จะส่งผลดีกับไทยที่จะได้คัดกรองผู้ที่จะเข้ามาลงทุน เพื่อควบคุมการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพูดง่ายๆ คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยควรมีการคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้นจะต้องปิดประตูรับอุตสาหกรรมนี้เลย แต่ควรจะมีมาตรการที่ช่วยกำกับควบคุมผลในระยะยาว เพราะหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว และดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มดำเนินการ ผลต่อเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานก็จะเน้นไปที่บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจ้างในปริมาณไม่มาก อีกทั้งจะต้องมีการจัดหาทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้ามารองรับเพิ่มขึ้นเพื่อมารองรับ ซึ่งอย่างกรณีไฟฟ้าตอนนี้ก็ยังอาศัยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอาจทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกได้

รวมถึงในส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทางเลือกของไทยก็ยังไม่พร้อมจะขึ้นมาเป็นพลังงานหลักสำหรับรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการจะลงทุนเพิ่มเติมในส่วนนี้ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น หากจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เพื่อมารองรับ ฯลฯ นอกจากนี้ การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากยังอาจส่งผลกระทบในเรื่องราคาที่ดิน ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจมากก็จะเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ตอนนี้ก็ถูกจับจองไปค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการจัดการชิ้นส่วนต่างๆ ที่หมดอายุการใช้งาน หรือของเสียที่หลายคนกำลังมีความกังวลด้วย

“ภาครัฐควรเป็นผู้ที่มองผลกระทบเหล่านี้ในเชิงล่วงหน้า ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) หรือประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจในเชิง Macro เป็นเท่าไหร่ โดยอาจจะเปิดให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบ (ผลการประเมิน) ได้ด้วย เพื่อให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและจะช่วยให้ทิศทางต่างๆ มีความชัดเจนเร็วขึ้น” ผศ.นนท์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์,ดาต้าเซ็นเตอร์,กฎหมาย,ผู้ประกอบการไทย,

เปิดลิสต์ ครม.สัญจร ใจป้ำ! จังหวัดไหนได้อะไรบ้าง สรุปมาให้ครบ เช็กได้ที่นี่เลย

2 กันยายน 2569 เวลา 09:50 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การประชุมครั้งนี้รัฐบาลได้มุ่งเน้นการพิจารณาโครงการและงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงการพิจารณาโครงการสำคัญระดับประเทศ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ได้รวบรวมและสรุปสาระสำคัญของมติ ครม. โดยเจาะลึกรายละเอียดว่า แต่ละจังหวัดได้รับงบประมาณหรือการสนับสนุนในด้านใดบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างชัดเจน

กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล)

มติที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่เปราะบาง โดยมีมาตรการที่ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด เพื่อรักษาฐานการผลิตและอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน ดังนี้

การลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) โดยให้มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี (เริ่มตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป) มาตรการนี้รัฐยอมสูญเสียรายได้ประมาณ 13.2 ล้านบาท เพื่อแลกกับการบรรเทาภาระต้นทุน รักษาการจ้างงาน และป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกพื้นที่

โรงงานจำพวกที่ 2 (รง.2) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดกลาง (ใช้เครื่องจักร 50-75 แรงม้า หรือมีคนงาน 20-50 คน) ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตแต่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนเปิดกิจการ

โรงงานจำพวกที่ 3 (รง.3) ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่หรือมีความเสี่ยงสูง (ใช้เครื่องจักรเกิน 75 แรงม้า หรือคนงาน 50-75 คนขึ้นไป) ที่ต้องขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ใบ รง.4) และผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มกิจการ

การกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน

รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการระยะเร่งด่วน (Quick Win) เช่น การปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ การขยายมาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2572 นอกจากนี้ ยังมีแผนยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมทั้งปรับระบบตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรให้เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว

การจัดการด้านแรงงาน

เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนให้กับผู้ประกอบการ

สรุปผลประโยชน์และโครงการรายจังหวัด

จังหวัดสงขลา

ในฐานะจังหวัดเจ้าภาพ สงขลาได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การแพทย์ และการบริหารจัดการเมือง ดังนี้

  • การแก้ไขปัญหาอุทกภัย อนุมัติงบประมาณกลางกรณีฉุกเฉินวงเงินรวมกว่า 47 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ (25.9 ล้านบาท) และโครงการบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติของเทศบาลเมืองควนลัง (21.1 ล้านบาท)
  • การยกระดับสาธารณสุข สั่งเร่งรัดการออกแบบและก่อสร้าง “โรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2” กรอบวงเงิน 250 ล้านบาท โดยให้กระทรวงสาธารณสุขปรับแผนงบประมาณมารองรับโดยด่วน
  • โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือน้ำลึกสงขลาให้มีความลึก 9-10 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการจัดทำหนังสือข้อตกลงกับมาเลเซียในการกำหนดจุดก่อสร้างประตูรั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดน เพื่อรองรับการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่
  • การจัดผังเมืองใหม่ ประกาศใช้ผังเมืองรวมเมืองสงขลาฉบับใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อยาง เขารูปช้าง พะวง เกาะแต้ว และทุ่งหวัง เพื่อจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สมดุล โดยแบ่งโซนที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมให้ชัดเจน พร้อมเพิ่มข้อห้ามกิจการที่สร้างมลพิษในเขตชุมชน

จังหวัดปัตตานี

  • ศูนย์พักพิงและภัยพิบัติ อนุมัติงบประมาณกลางวงเงิน 20 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี เพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับรองรับผู้ประสบภัยในพื้นที่
  • การคมนาคมและความมั่นคง ได้รับการพิจารณาขุดลอกร่องน้ำท่าเรือปัตตานีเช่นเดียวกับจังหวัดสงขลา และในด้านความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เตรียมพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง อำเภอหนองจิก ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)

จังหวัดนราธิวาส

  • ศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาค ผลักดันให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จัดทำแผนยกระดับสถาบันขึ้นเป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยจะครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ภาษาชายแดน ศูนย์ธุรกิจฮาลาล บริการสาธารณสุขตติยภูมิ ไปจนถึงการผลิตบุคลากรด้านโลจิสติกส์

จังหวัดสตูล

  • การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยว มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรลิงในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลอย่างเป็นระบบและเหมาะสม

และนอกจากกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วก็ยังได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินการไปยังบริเวณ
จังหวัดอื่นๆ เช่น

จังหวัดนครราชสีมา

  • การเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานพืชสวนโลก 2572 ครม. มีมติให้ปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand) จากเดิมที่กำหนดไว้ ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา อำเภอคง ย้ายไปยัง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง” เนื้อที่ประมาณ 874 ไร่
  • เหตุผลการย้ายพื้นที่ พื้นที่ใหม่มีความพร้อมด้านคมนาคมสูงกว่า เนื่องจากติดถนนมิตรภาพและใกล้สถานีรถไฟทางคู่ปากช่อง มีระบบสาธารณูปโภคและโรงพยาบาลรองรับ รวมถึงมีโรงแรมที่พักในพื้นที่กว่า 318 แห่ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งบประมาณเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ประเมินว่าที่ดินเดิมอาจต้องใช้งบเพิ่มถึง 6,000 กว่าล้านบาท) ทั้งนี้ ครม. ได้อนุมัติงบกลาง 88.33 ล้านบาท เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปจ้างออกแบบผังแม่บทในพื้นที่ใหม่ทันที

เดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่ประกันภัยและรถไฟรางคู่

นอกจากการปรับปรุงแผนงานระดับจังหวัดแล้วรัฐบาลยังมีการและยังเดินหน้าอนุมัติโครงการใหญ่อีก 2 โครงการดังนี้

1. โครงการรถไฟรางคู่ เป้นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศภาคใต้ในระยะยาว ที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 โดยอนุมัติวงเงิน 106,798.32 ล้านบาท มีเส้นทางดังนี้ ภาคใต้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

2. ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการสำคัญระดับประเทศที่จะสร้างความอุ่นใจและเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยรัฐบาลจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยหลักให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งจะครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ซึ่งคุ้มครองหลักไว้ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว จะมีวงเงินช่วยเหลือ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ครม.สัญจรครม.สัญจรสงขลา

สิริพงศ์ ซัดกลับ พิชาย ปม ครม.สัญจร ยัน นายกฯ ลุยรับฟังปัญหา-อนุมัติงาน เตือนอย่าวิจารณ์ด้วยอคติ-ด้อยค่า

2 กันยายน 2569 เวลา 09:24 น.

2 กันยายน 2569 จากกรณี รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่รู้ว่า ครม.สัญจร หรือ “บันเทิงสัญจร” ดื่ม กิน เที่ยว ร้องเพลงอย่างสนุกสนานผลาญภาษีประชาชนไปเท่าไร น่าอนาถแท้”

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม สส.ศรีสะเกษ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Siripong Angkasakulkiat ระบุว่า ถ้าเรามองด้วย อคติ เราก็อาจจะเห็น อะไรได้ไม่ครบ

ครม สัญจรคราวนี้ น่าจะเป็นครั้งแรก ที่เริ่มจากการรับฟัง ทำ work shop กับประชาชนในพื้นที่ โดยจะมี รัฐมนตรี และราชการเข้าร่วมด้วย ท่านนายก มาร่วมกิจกรรม ดำเนินการประชุม ทุกโครงการ แบบไม่ตัดโอกาสคนในพื้นที่เลย หลายกิจกรรม ล่วงเลยเวลา ท่านนายกบอก เอาให้เต็มที่ ทั้งที่ฝ่ายจัดพยายามตัดบท แต่ท่านนายกบอก “ผมอยากฟัง” ปัญหาชายแดนใต้ ปัญหาคมนาคม ปัญหาน้ำท่วม หลายโครงการไม่ได้มีการเตรียมการไป แต่เกิดจากการนำเสนอหน้างาน

งานเลี้ยงรับรองครม. ท่านนายก เลทจากการรับฟังปัญหาในจุด ก่อนๆ มา 2 ชม แต่ท่านนายกกำชับทุกคนว่า เขาตั้งใจจะโชว์ของดีของบ้านเขา ไม่ว่าจะเป็นการแสดง อาหาร ขอให้ทุกคนมาร่วมงานและเป็นโอกาสดี ที่ส่วนต่างๆจะทำความรู้จักกัน เพื่อให้ทำงานด้วยกันในอนาคตได้ง่ายขึ้น ในงานเลี้ยงนั้น ท่านนายกยังเซ็นต์เรื่องเข้า ครม.ที่เพิ่มเติมจากในพื้นที่เลยครับ การร้องเพลงผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดานะ และที่สำคัญ คือร้องปิดงานด้วย ไม่งั้นจะไม่ได้กลับบ้านกัน เพราะของดีภาคใต้เยอะมาก

ในการประชุม ครม.ก็เป็นการประชุมเพื่อแก้ปัญหา ภาคใต้ และปัญหาที่ค้างคาของประเทศ รถไฟรางคู่ เหนือก็ได้ อีสานก็ได้ ระบบประกันภัยธรรมชาติ เป็นภาพรวมทั้งประเทศ

ผมเชื่อว่า หลายท่าน ได้เห็นในภาพข่าวต่างๆแล้ว แต่บางคน อาจจะไม่เห็นภาพเหล่านั้น ไม่รู้เพราะอคติบังตา หรือมีเจตนา ที่จะปิดตาตัวเอง จนเลือกที่จะเปิดตามอง เฉพาะ สิ่งที่ทำให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดดูด้อยค่า ด้วยคำพูดไม่กี่คำ ภาพถ่ายไม่กี่ภาพ

การวิจารณ์ ย่อมเป็นสิ่งที่ ผู้บริหารควรรับฟัง แต่การวิจารณ์ ที่ปราศจากข้อเท็จจริง และใช้เหตุการณ์บางเหตุการณ์ มาทำให้ภาพแคบลง ด้อยค่าผู้อื่นยกตนให้สูงขึ้น มันเข้าข่าย ภาษิตที่ว่า ยกตนข่มท่าน (กูดีสุดพวกกูดีสุด พวกมึงแย่หมด) แต่ถ้าเขามีอคติเราก็คงจะเปลี่ยนเขาไม่ได้ ไม่งั้นก็เข้าข่าย ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า ก็หวังว่าจะใช้วิธี ประมวลและอธิบาย ในภาพรวมนะครับ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

จาก ‘รอเยียวยา’ สู่ ‘บริหารความเสี่ยง’ รัฐบาลพลิกเกมรับมือภัยพิบัติ ซื้อประกันให้ 30 ล้านครัวเรือน

2 กันยายน 2569 เวลา 09:11 น.

ครม.ไฟเขียวหลักการ รัฐซื้อประกันให้ 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครอง 3 ภัย น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” จ่ายเงินก้อนแรกภายใน 15 วัน ก่อนชดเชยตามความเสียหายจริง วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง

ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด รุนแรงเพียงใด และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ภาครัฐสามารถเตรียมการได้ล่วงหน้า คือ “ระบบบริหารความเสี่ยง” เพื่อไม่ให้ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม พายุ หรือแผ่นดินไหว รัฐต้องกลับไปเริ่มต้นที่การตั้งงบประมาณเยียวยาใหม่ทั้งหมด

นี่คือเหตุผลสำคัญที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบในหลักการ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” โดยวางแนวทางให้รัฐบาลเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนได้รับความคุ้มครองจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการภัยพิบัติ จากเดิมที่รัฐต้อง “รอให้เกิดเหตุแล้วจึงตั้งงบประมาณเยียวยา” มาเป็นการ “เตรียมเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”

จากงบเยียวยา 45,000 ล้าน สู่เบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้าน

ตัวเลขที่ทำให้มาตรการนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก คือค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับภาระ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในอดีตรัฐต้องใช้งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ระบบใหม่รัฐบาลจะใช้งบประมาณประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น สำหรับจ่ายเบี้ยประกันภัย และสามารถสร้างวงเงินความคุ้มครองรวมประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างของแนวคิดอย่างชัดเจน

จากเดิม “เกิดภัยก่อน แล้วค่อยหาเงินมาช่วย” เปลี่ยนเป็น “จ่ายเบี้ยเพื่อบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า”

ซึ่งการนำแนวคิดนี้ ได้ประโยชน์ทั้งส่วนรัฐบาล ที่สามารถวางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้ดีขึ้นครอบคตลุมประชาชนที่ประสบภัยอย่างทั่วถึง ขณะที่ประชาชนเองก็จะได้รับการเยียวยาที่รวดเร็วและวงเงินที่มากขึ้น

30 ล้านครัวเรือน กับความคุ้มครอง 3 ภัยหลัก

มาตรการระยะเริ่มต้นจะครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน โดยรัฐบาลเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยและรับภาระค่าเบี้ยประกัน

ภัยที่อยู่ในขอบเขตความคุ้มครอง ได้แก่

1. อุทกภัย
2. วาตภัย
3. แผ่นดินไหว

สำหรับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย กำหนดวงเงินคุ้มครองสูงสุดประมาณ 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง

จุดสำคัญคือระบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเกิดภัยแล้วประชาชนทุกคนจะได้รับเงิน 100,000 บาททันที แต่กำหนดให้มีการจ่ายสินไหมเป็นลำดับ เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายทั้งหมด

โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นกำหนดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ดังนี้

กรณีอุทกภัย จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ส่วน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

เงินส่วนแรกดังกล่าวกำหนดให้จ่าย ภายใน 15 วัน จากนั้นจึงพิจารณาความเสียหายเพิ่มเติมและจ่ายค่าสินไหมทดแทนตาม มูลค่าความเสียหายจริง

เมื่อรวมเงินที่จ่ายในส่วนแรกกับเงินที่จ่ายเพิ่มเติมแล้ว จะได้รับค่าสินไหมทดแทน ไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

หลักการนี้จึงมีความแตกต่างจากระบบเยียวยาแบบเดิมอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้ให้ประชาชนต้องรอจนกระบวนการประเมินความเสียหายเสร็จสมบูรณ์เสียก่อน แต่พยายามให้มี “เงินก้อนแรก” เข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนก่อน แล้วจึงดำเนินการชดเชยเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง

นอกจากความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีการกำหนดความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติไว้ที่ 2 ล้านบาทต่อคน

ไม่ใช่แค่ “ซื้อประกัน” แต่คือการกระจายความเสี่ยง

หัวใจของระบบนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การนำเงิน 15,500 ล้านบาทไปซื้อกรมธรรม์เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำหลักการของ “การประกันภัย” มาใช้ในการบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ

ในระบบเดิม เมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับงบประมาณของรัฐ ยิ่งเกิดเหตุรุนแรงและเกิดขึ้นหลายพื้นที่พร้อมกัน ภาระทางการคลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

แต่ระบบประกันภัยเปิดช่องให้ความเสี่ยงถูกกระจายออกไป ผ่านบริษัทประกันภัย รวมถึงตลาดประกันภัยและการประกันภัยต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ

พูดให้เข้าใจง่ายคือ จากเดิมที่ “รัฐรับความเสี่ยงไว้เอง” ก็เปลี่ยนเป็น “รัฐจ่ายเบี้ยเพื่อโอนและกระจายความเสี่ยงบางส่วนออกไป”

นี่เป็นหลักการเดียวกับที่ภาคธุรกิจและประชาชนใช้ในการทำประกันทรัพย์สิน เพียงแต่ถูกนำมาขยายในระดับประเทศ

อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจคือ สิ่งที่ ครม. เห็นชอบในครั้งนี้เป็นการเห็นชอบ ในหลักการของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ขณะที่แนวทางที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วในระยะเริ่มต้น คือการให้รัฐบาลจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน

รัฐบาลวางให้โมเดลดังกล่าวเป็น Quick Win ในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้สามารถเริ่มต้นระบบได้เร็ว โดยไม่ต้องใช้เวลาจัดตั้งกองทุนหรือโครงสร้างองค์กรใหม่ขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน ในระยะยาวจะมีการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูล ผลิตภัณฑ์ประกันภัย ระบบประเมินความเสียหาย และระบบประกันภัยต่อ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

แนวคิดจะชัดเจน แต่บททดสอบสำคัญจะอยู่ที่การปฏิบัติ

เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคำประกาศว่าจะได้รับความคุ้มครอง แต่ต้องการรู้ว่า จะได้รับเงินเมื่อใด ต้องใช้เอกสารอะไร ใครเป็นผู้ประเมินความเสียหาย และจะได้รับเงินจริงเท่าใด

ดังนั้น ระบบเคลมจึงเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้ตัวกรมธรรม์

การกำหนดให้จ่ายเงินก้อนแรกภายใน 15 วัน ถือเป็นโจทย์ที่ภาครัฐและบริษัทประกันภัยต้องทำให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่พร้อมกันหลายจังหวัด ซึ่งอาจทำให้จำนวนคำร้องเคลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีและฐานข้อมูล รวมถึง AI เข้ามาช่วยประเมินความเสียหายจากภาพถ่ายและข้อมูลต่างๆ ก็สามารถช่วยลดระยะเวลาในการตรวจสอบได้ แต่ต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจนและระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นอุปสรรคใหม่ของประชาชนในการรับสิทธิ

อีกเรื่องที่สังคมควรติดตาม คือการบริหารงบประมาณค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี

เมื่อรัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อซื้อความคุ้มครองให้ประชาชน สิ่งที่ต้องดูกันต่อไป คือเบี้ยประกันดังกล่าวมีหลักเกณฑ์การคำนวณอย่างไร บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมมีจำนวนเท่าใด การจัดซื้อมีการแข่งขันหรือไม่ และรัฐได้รับความคุ้มครองในระดับใดเมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่าย

เพราะหัวใจของนโยบายไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “รัฐจ่ายเท่าไร” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “รัฐซื้อความคุ้มครองได้คุ้มค่ามากเพียงใด”

หากระบบสามารถทำให้ประชาชนได้รับเงินเร็ว ลดภาระขั้นตอนราชการ และช่วยให้รัฐบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยงที่มีเหตุผล

ซึ่งถ้ารัฐบาลสามารถ ปิดจุดอ่อน หรือข้อกังวลต่างๆได้ แลดำเนินกระบวนการทุกอย่างโปร่งใส นี่ตจะเป็นก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมวิธีทำงานในการรับมือภัยพิบัติครั้งสำคัญของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ครมน้ำท่วมประกันภัยน้ำท่วมประกันภัยพิบัติรัฐซื้อประกันวาตภัย

รัฐบาล แนะปชช.ขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม ลงทะเบียนได้ทั้งแอป ทางรัฐ-อปท.ในพื้นที่ ย้ำผูกพร้อมเพย์เพื่อความรวดเร็วรับเงิน

2 กันยายน 2569 เวลา 09:04 น.

รัฐบาล แนะปชช.ขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม ลงทะเบียนได้ทั้งแอปทางรัฐ-อปท.ในพื้นที่ ย้ำผูกบัญชีพร้อมเพย์เพื่อความรวดเร็วรับเงิน

เมื่อวันที่ ​2 ส.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น รัฐบาลสั่งการหน่วยงานดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยกำหนดเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ไม่เกิน 7 วันและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน เกิน 7 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยที่อยู่อาศัยนั้น ต้องอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือฯ และจะได้รับความช่วยเหลือ 1 ครั้งต่อ 1 หลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยทางตรง ให้ความช่วยเหลือเป็นค่าจัดการศพ รายละ 2,000,000 บาท

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือ ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องได้ทั้ง 2 ช่องทาง ได้แก่
1.ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบความถูกต้องทันที และประชาชนสามารถติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์
2.ยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้

“นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เร่งดำเนินการเยียวยาประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนที่มีสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ ตรวจสอบการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนให้พร้อม เนื่องจากธนาคารออมสินจะโอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของผู้มีสิทธิ์เท่านั้น และที่สำคัญกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ทยอยส่งข้อมูลผู้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเข้าสู่ระบบโดยไม่ต้องรอให้รวบรวมข้อมูลครบทั้งหมู่บ้าน เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนำส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินเพื่อโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยโดยเร็วต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

น้ำท่วมเงินเยียวยาเยียวยาน้ำท่วมแนวหน้าออนไลน์

สิ้น นิพนธ์ ธาราภูมิ อดีตสส.ลพบุรี ประชาธิปัตย์

2 กันยายน 2569 เวลา 07:41 น.

สิ้น นิพนธ์ ธาราภูมิ อดีตสส.ลพบุรี ประชาธิปัตย์ ผ่องศรี น้องสาวแจ้งข่าวเศร้า

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส.ลพบุรี และอดีตนายทะเบียน พรรคประชาธิปัตย์  ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แล้ววันนี้ก็มาถึง…พี่ชายเรา อดีต สส.นิพนธ์ ธาราภูมิ ปิดฉากขีวิตอย่างสงบเย็นวันนี้ เวลา๑๘.๔๘ น.

“สิ่งใดที่พี่ชายเราเขาทำมาแล้ว ตั้งใจทำ ทำเต็มที่ ดีที่สุด ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงกังวล หลับนิรันดร์ “

ฝากไว้ในความรัก และความทรงจำด้วยระลึกถึงกันเสมอ

ขอกราบเรียน และเรียนเชิญ ท่านที่เคารพนับถือ อดีต สส.นิพนธ์ ธาราภูมิ และครอบครัว ร่วมพิธีตามกำหนดการค่ะ

ขอขอบคุณทุกกำลังใจ ขอเรียนเชิญทุกท่านด้วยความเคารพยิ่ง”

นิพนธ์ธาราภูมินิพนธ์ธาราภูมิเสียชีวิตประชาธิปัตย์ผ่องศรีธาราภูมิลพบุรีแนวหน้าออนไลน์

ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย สั่งยกเครื่องข่าวกรอง

นายกฯอนุทิน กำชับกลางครม.ดับไฟใต้ เน้นความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ“ทีมประเทศไทย” มองงานมวลชนสำคัญ ต้องทำควบคู่กระชับความร่วมมือมาเลเซียติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ครม.ตั้งพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่จังหวัดสงขลา มีมติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนที่ 24 ซึ่งย้ายข้ามห้วยจาก เสธ ทบ. ถือเป็นทหารคนที่ 17 ที่มาทำหน้าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน จะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบาย ในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่า หากปิดหมด ก็ทำมาหากินลำบาก ซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช.ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกัน อย่างชัดเจน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สมัยก่อน เมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนนึง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนนึง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้

เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้ ผลการหารือกับคนในพื้นที่ โดยชูธงคนในพื้นที่ช่วยแก้ไฟใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกให้รัฐบาลต้องทำแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ทุกท่านก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขา สามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย”

เมื่อถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะทำให้ไฟใต้ดับลงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า” มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว โอ้โหจะเปลี่ยน แล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใคร พูดได้ แต่ตนมั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือ ในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้นก็คือ การร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ในการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่าการที่จะแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ สส. ให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ร้องโอ้โห ก่อนจะบอกว่า” อย่าไปถามแบบนี้ นี่เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน ตอนนี้เป็นรัฐบาล ต้องมีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหนมา หากเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ต้องสร้างสันติสุข และสร้างเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

โดยเรื่องเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้มีการหารือกัน คือเรื่องงานมวลชน ที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งความเข้าใจการเข้าถึงประชาชน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดนและ และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าในเร็วๆ นี้จะบินไปหารือกับ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย

ทีมประเทศไทยพูดคุยสันติสุข

ฝังคนโกงสอบ มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท. ห้ามจ้างเหมาทำงาน

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ฝังคนโกงสอบ มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท. ห้ามจ้างเหมาทำงาน

วรศิษฎ์” รับเพิกถอนคนโกงสอบ 3,868 ราย กระทบงานแต่เลี่ยงไม่ได้ เตรียมให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศสำรวจมีการจ้างเหมาคนกลุ่มนี้หรือไม่ บอกห้ามท้องถิ่นไม่ได้ เหตุใช้งบฯ ตัวเอง มีอิสระในการตัดสินใจ แต่เตือนผิดจริยธรรมผู้บริหาร ส่วนจะขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามสอบราชการหรือไม่ ต้องรอคดีอาญาจบ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยกรณีกระทรวงมหาดไทยร่อนเอกสารในการสกัดผู้รับจ้างเหมา หลังมีกระแสข่าวว่ามีการจ้างเหมาผู้ถูกเพิกถอน มีการวางมาตรการอย่างไรว่า เบื้องต้นผู้ที่มีคะแนนมีปัญหา มีความจำเป็นต้องเพิกถอน ขณะนี้เพิกถอนครบทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว 3,868 ราย

“ยอมรับว่าเมื่อวานนี้รู้จากข่าวว่าอาจมีคนบางกลุ่ม ไปใช้วิธีการจ้างเหมาแทน ก่อนหน้านี้ตนเองได้กำชับ อธิบดีกรมสถ.และ อธิบดีกรมสถ.ไปแล้ว พร้อมทั้งมีการทำหนังสือซักซ้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ระวัง เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ต้องดูเป็นพิเศษ เบื้องต้นจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจว่ามีการจ้างเหมาให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง เมื่อได้เป้าหมายครบแล้ว ก็จะมีการตรวจสอบ โดยจะขอความร่วมมือกับ ป.ป.ช. และปปท. เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน” รมช.มหาดไทย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจ้างเหมา จะใช้งบประมาณจากไหน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นงบประมาณของท้องถิ่น จริงๆแล้ว ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและบริหารอยู่แล้ว ดังนั้นในการที่เราจะห้ามไปเลย คงไม่มีสิทธิ์ สิ่งที่ทำได้คือ เข้าไปดูในรายละเอียด และเตือน หากทราบอยู่แล้วว่าบุคคลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไปจ้างเหมาอีก มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดจริยธรรมผู้บริหารอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้งหมด 3,868 รายที่มีการเพิกถอน จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถที่จะกลับมาสอบเป็นข้าราชการได้อีกใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อันนั้นจะเป็นขั้นต่อไปหลังจากคดีอาญาเสร็จสิ้น

เมื่อถามว่า รอยต่อที่จะมีการเรียกบรรจุใหม่ในช่วงเดือนตุลาคม หลังผู้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว จะกระทบกับงานหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวยอมรับว่า กระทบอยู่แล้ว เพราะ 3,868 รายถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่มาของคนกลุ่มนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงต้องดึงออกมา และบรรจุคนใหม่กลับเข้าไป

เมื่อถามว่า บอกได้หรือไม่ว่า ในส่วนงานที่ได้รับผลกระทบมีตำแหน่งใดบ้าง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระจายทุกตำแหน่ง เพราะทุกตำแหน่งที่เปิดสอบ มีบุคคลเหล่านี้อยู่ทั้งหมด

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องมา กลุ่มที่มีการสอบ ด้วยความความสามารถของตนเองและมีการบรรจุไปแล้ว ในการประกาศผลครั้งใหม่ ลำดับใหม่ดีขึ้นเขาก็มีการเรียกร้องว่าอยากที่จะมีการเลือกที่ใหม่ เพราะเขารู้สึกว่าเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อยู่ระหว่างให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดูในเรื่องของความเป็นไปได้ และวิธีการอยู่ ว่าจะอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้อย่างไร สิ่งสำคัญจะต้องไม่กระทบกับสิทธิ์ของคนอื่น ให้ทุกอย่างไปด้วยกันได้พร้อม ๆ กัน ขอย้ำว่าอยู่ระหว่างรอข้อมูลสรุปอยู่

โกงสอบ

อนุทินนัดคุยพรรคร่วม สู้ศึกซักฟอก เปิดบ้านกินข้าว6กันยา

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

อนุทินนัดคุยพรรคร่วม สู้ศึกซักฟอก เปิดบ้านกินข้าว6กันยา ฝ่ายค้านเล็งยื่นปลายปี ‘ไอซ์’บุกจี้สอบTH-AI

อนุทินถือฤกษ์ ก้าวสู่เดือนที่ 6 หลังเข้ามาบริหารประเทศเปิดบ้านพักส่วนตัวนัดกินข้าวครม.พรรคร่วมรัฐบาล กระชับมิตร 6 กันยายนนี้พร้อมรับมือศึกซักฟอกฝ่ายค้าน ส่วนงานเลี้ยงครม.สัญจร ภูมิใจไทย-เพื่อไทยชื่นมื่นหนู-เชนร้องเพลงกระชับสัมพันธ์ รักชนก-ธีระชาติยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล ลั่นอยากเห็นคนทำผิดติดคุกไชยชนก” บอกไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เห็นต้องกังวล ยันพร้อมชี้แจงทุกอย่าง แจงปมคนเทียบสู้ของฟรี ไม่ได้ เหตุเพิ่งเปิดให้ใช้งาน ยังไงก็ดีกว่า

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เตรียมนัดคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลพบปะรับประทานอาหารร่วมกันในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนนี้ ที่บ้านพักส่วนตัวของนายกฯภายหลังเข้ามาบริหาราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเข้าสู่เดือนที่ 6ซึ่งถือเป็นการนัดพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เข้าบริหารประเทศ

โดยจะมีการพูดคุยถึงการทำงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในเนื้องานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพราะนอกจากจะชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสงสัยของสมาชิกฝ่ายค้านในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ยังถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนัดพบกับคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมแล้ว นายกฯจะนัดพบกับสส.พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมดอีกครั้งซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดวันเวลาดังกล่าว

ภูมิใจไทย-เพื่อไทยชื่นมื่น

ก่อนหน้านี้ช่วงค่ำของวันที่31 ส.ค.ที่ผ่านมาที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์แอนด์สปา สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จภารกิจลงพื้นที่จังหวัดสงขลาตลอดทั้งวัน ทางจังหวัดสงขลา ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของพรรคร่วมรัฐบาล

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีรัฐมนตรีสลับกันขึ้นไปร้องเพลง โดยจังหวะหนึ่งมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ร้องเพลง“เล่าสู่กันฟัง” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งนายอนุทินได้ไปยืนตบมือเชียร์ และนำช่อดอกไม้ขึ้นไปให้นายยศชนัน

ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้นำลองกองจำนวน 1 พวงขึ้นไปให้เช่นกัน และยังมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นไปหอมแก้มนายยศชนันสร้างเสียงฮือฮาให้กับคนในงาน

หนู-เชนร้องเพลงกระชับสัมพันธ์

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรี และคณะภายในงานว่า“เราทำงานกันมาทั้งวันตั้งแต่เช้า หลายคนเดินทางมาตั้งแต่เมื่อวาน มีผลสรุปมากมายที่ตนคิดว่าในวันพรุ่งนี้จะ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบ ในหลายนโยบายที่ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน มีชีวิตชีวาบ้าง ในใจของเรามีเรื่องห่วงเรื่องกังวลอยู่ตลอดเวลา นานๆมีโอกาสเช่นนี้สักครั้ง มาพบกัน ขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตัวตน ผู้จัดงาน และทุกคนที่ อยู่ร่วมกันวันนี้”ก่อนจะร่วมร้องเพลง“เธอทั้งนั้น”ของGroove Ridersให้กับบรรดาคณะรัฐมนตรีและเพลง“ศรัทธา”ของหิน เหล็ก ไฟ ปิดท้ายงาน

ภายหลังเสร็จสิ้นงาน ผู้สื่อข่าวได้แซวนายยศชนันว่า ช่วงนี้โดนหอมบ่อยโดยนายยศชนันกล่าวว่า“รู้จัก เป็นเพื่อนกัน” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามนางสาวศุภมาสถึงการหอมครั้งนี้ ซึ่งนางสาวศุภมาสระบุว่าให้กำลังใจเขา ในฐานะรัฐมนตรี อว.คนใหม่ เพราะตนเคยเป็นรมว.อว.มาก่อน สนิทกันอยู่หมู่บ้านเดียวกัน

เล็งเสนอหมอเอกนั่งโฆษกรบ.

นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมียุทธศาสตร์อย่างไรว่า เป็นการสับเปลี่ยนภารกิจ เนื่องจากมีเรื่องสตรีในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนทราบมาว่านางสาวรัชดา ธนาดิเรก ได้ทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วจึงอยากให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยงานตนในเรื่องงานกลุ่มสตรี ในเขตภาคใต้ รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ด้วยส่วนโฆษกรัฐบาลคนใหม่ก็น่าจะเป็นนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก ซึ่งเป็นคนมีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นสส.มาก่อน ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่าโฆษกคนใหม่เคยอยู่พรรคก้าวไกลมาก่อนนายกฯตอบทันทีว่า อยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนานแล้ว

ฝ่ายค้านจ่อซักฟอกรัฐบาล

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าย)กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาลว่า พรรคฝ่ายค้านตัดสินใจจะยื่นทั้ง 2 อย่าง ทั้งอภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตาม มาตรา 151แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด โยนให้รมว.คลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน ในภาวะการคลังวิกฤต รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินให้ประชาชนซึ่งเป็นปัญหาอยู่

แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกฯยังสับสนในเรื่องการทำนโยบาย และบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน

ซัดรัฐบาลดีแต่ทำคอนเทนต์ไม่ได้

“ฉะนั้น ในหลายเรื่องเหล่านี้เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ นายกฯกับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอลไปวันๆไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก ดังนั้น แก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ทางโซเชียลฯ ไม่ได้ แต่ต้องเอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร” นายสาทิตย์ กล่าว

คาดยื่นซักฟอกปลายสมัยประชุม

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่ผู้นำฝ่ายค้านได้แจ้งไว้ โดยในสัปดาห์นี้พรรคฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

“จากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่าจะยื่นอภิปรายทั่วไปก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะโดยในวันที่ 7-9 กันยายน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2 และ 3 และในวันที่ 14 กันยายน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีวาระสำคัญในคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไร ก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ”นายสาทิตย์ย้ำและว่าในช่วงเดือนกันยายน ถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้นการยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน และยังมีเดือนธันวาคม อีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เชื่อรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

“ตามหลักเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะ แผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอ็นเซอร์เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก” นายสาทิตย์ กล่าว

เบรคหนูไม่ต้องทอดสะพาน

เมื่อถามกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ชวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าเป็นการทอดสะพานได้ แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้นที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาลขอย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมาก ทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่มากกว่าการกู้เงินมาแจกถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพและยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้าน แล้วรอไปร่วมรัฐบาล

เมื่อถามย้ำว่าหากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากเที่ยวหน้ามีสส.มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า

ไอซ์ยื่นสอบTH-AI Passport

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นสำนวนพร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

โดย น.ส.รักชนกกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่ จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช. สำหรับบุคคลที่ตนร้องเรียนในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

เปิดพิรุธกำหนดสเปกในTOR

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่า สำหรับนายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้

น.ส.รักชนกกล่าวด้วยว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง

ขอให้กลับไปเริ่มต้นให้ถูกต้อง

น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการโดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง

“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนกกล่าว

ลั่นอยากเห็นคนติดคุก

น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนกกล่าว

ไชยชนกบอกไม่กังวล

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีนางสาวรักชนก ยื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมพยานหลักฐานต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดนายไชยชนก และผู้บริหารกระทรวงดีอี ปมล็อกสเปกโครงการ TH-AI PASSPORT ว่า ทราบเรื่องแล้ว ไม่ได้กังวล เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย หากมีกระบวนการใดๆที่ต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมที่จะเข้าร่วมทุกอย่างไม่มีข้อกังวลใดๆ

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการตอบข้อซักถามกับทาง ป.ป.ช. นายไชยชนก กล่าวว่า ให้ตามความเป็นจริงทุกอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้มีอะไรต้องกังวล

ย้ำทำทุกอย่างทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงกรณีนางสาวรักชนก ท้าให้ปลัดดีอี หากอยากฟ้อง ก็ดำเนินการฟ้องได้เลย นายไชยชนก กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ทราบ พร้อมถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ทำไมปลัดดีอีต้องฟ้อง เพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการ และเราเองก็ปฏิบัติตามหน้าที่ ตนจึงไม่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่เราจะต้องฟ้องร้องอะไร เนื่องจากฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบ ฝ่ายรัฐบาลก็ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ก็ไม่มีเหตุจำเป็นในการฟ้องร้อง แม้จะมีการสื่อสารที่ไม่ให้เกียรติ มีการข่มขู่ แต่ตนมองว่า เป็นเรื่องบุคลิกของบุคคล ตนเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นปลัดดีอี หรือ ข้าราชการ ที่อยู่ในการกำกับดูแลของตน จะคิดฟ้องเรื่องพวกนี้ อาจจะเสียความรู้สึก อาจไม่ให้ความร่วมมือ แต่ย้ำว่า เราทำทุกอย่างตามกรอบกฎหมาย

เมื่อถามว่า มีการนำเรื่อง TH-AI PASSPORT มาโจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง นายไชยชนก กล่าวว่า คงแล้วแต่มุมมอง มุมหนึ่งอาจจะมองว่า รุนแรง เป็นเป้า แต่ตนคิดว่า ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสดีกว่า และการได้รับความสนใจก็จะทำให้ประชาชนเห็น และรับรู้เรื่องโครงการมากขึ้น ซึ่งก็หวังว่า จะทำให้ประชาชนมาทดสอบ มาลองใช้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม ตนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

สว.ชีวะภาพโต้ไอลอว์-พรรคส้ม

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา แถลงชี้แจงกรณีถูกกล่าวหา ในเวทีเสวนา “ผู้นำฝ่ายค้าน เรื่อง การเมืองไทยในวิกฤติความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ว่า กรณีเสวนาในวันนั้นอ้างว่าเพื่อความยุติธรรม แต่กลับไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้อื่น โดยเฉพาะบุคคลที่สาม รวมถึงสุนัขหลังอานของตน ชื่อ “เจ้าอ้วง” ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนจึงต้องใช้เวทีนี้ในการชี้แจง ประเด็นแรก ตนมั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นสว. เพราะตนเป็นถึงหัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับซี 10 จึงลาออกแล้วมาสมัครรับเลือกสว. เพราะในกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่มีผู้สมัครหลักร้อยคน ตนมีศักยภาพที่จะได้รับเลือกอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปฮั้วกับใคร

พรรคร่วมศึกซักฟอกอนุทินเปิดบ้านกินข้าว

ครม.เคาะรถไฟทางคู่ ทุ่มแสนล้าน ชุมพรถึงปาดังเบซาร์

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ครม.เคาะรถไฟทางคู่ ทุ่มแสนล้าน ชุมพรถึงปาดังเบซาร์ พัฒนา5จว.ชายแดนใต้ ไฟเขียวประกันภัยพิบัติ เดินหน้าลุย‘นิคมจะนะ’

นายกฯนำถกครม.สัญจรนัดแรกสงขลา ดันพัฒนาเศรษฐกิจ-มั่นคง-สังคม-ป้องกันภัยพิบัติ ดัน “รถไฟทางคู่สายใต้ เฟส 2” ชุมพร-สุราษฎร์-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 1 แสนล้าน ยกระดับเยียวยา ไฟเขียว“ประกันภัยพิบัติ” 30 ล้านครัวเรือน ใช้งบ 1.5 หมื่นล้านต่อปีคุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน ทั้ง“อุทกภัย-วาตภัย-แผ่นดินไหว”ใช้เงินน้อยกว่า แต่ดูแลปชช.ดีขึ้น เล็งครม.สัญจรรอบหน้าอีสานที่อุดรฯพร้อมดันโครงการ 5จังหวัดชายแดนใต้สู่แผนปฏิบัติจริง เดินหน้า 44 โครงการเร่งด่วน 1,269 ล้านบาท‘พิพัฒน์’รับหนังสือกลุ่มจะนะต้นแบบ เห็นด้วยพัฒนาพื้นที่ ย้ำชัดไม่มี”แลนด์บริดจ์-SEC”แน่นอน แต่เดินหน้านิคมฯจะนะ ยึดตามกรอบผลศึกษาSEA

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ในพื้นที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและป้องกันน้ำท่วมสำคัญในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงแก้มลิง มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วยนายสมยศ พลายด้วง สส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย พร้อมส่วนราชการให้การต้อนรับ

ติดตามแผนป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากนั้นนายกฯจะรับฟังรายละเอียด การจัดการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำ ที่นายณรงค์พรได้ของบประมาณเพิ่มจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ำ หรือการขุดลอกคูคลอง เพื่อเป็นการเตรียมรับน้ำของปี 2569 และ รองรับหากเกิดเหตุอุทกภัยในอนาคตซึ่งรายละเอียดของอ่างเก็บน้ำแก้มลิงนี้ นายณรงค์พร รายงานต่อนายกฯว่าจะสามารถเพิ่มการกักน้ำจาก 500,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นประมาณ 1,300,000 ลูกบาศก์เมตรซึ่งเตรียมขออนุญาตใช้ที่ดินว่างของเทศบาลเมืองคอหงส์ 25 ไร่ เป็นพื้นที่ในการทำอ่างเก็บน้ำเฟส 2 รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง และเป็นพื้นที่เก็บกับน้ำในฤดูฝน เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยเข้าไปใน อำเภอหาดใหญ่ช่วงหนึ่งมีเจ้าหน้าที่แนะนำตัวเพื่อรายงานรูปแบบการดำเนินการโครงการนี้ที่จะขอเสนองบต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า “ที่อยู่ตรงนี้ไม่เห็นมีใคร Say no สักคน ไม่ต้องดูแล้ว เห็นหน้านายกฯ ก็มั่นใจได้แล้ว”

นายกฯนำถกครม.สัญจรนัดแรก

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้ามาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรกของรัฐบาลนายอนุทิน

ครม.สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร

โดยนายกฯและครม.สวมชุดผ้าทอลายราชวัตรสีฟ้าแกมเทา ซึ่งเป็นผ้าทอด้วยมือเป็นลายดอกเล็กๆ ที่คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก และการจัดนิทรรศการจังหวัดสงขลา ได้จัดเตรียมให้คณะรัฐมนตรีสวมใส่

ทั้งนี้ นายกฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในพื้นที่ ช่วงหนึ่งที่เยี่ยมชมบูธ เสน่ห์ไทยเสน่ห์สงขลา ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมีมาสคอตอุลตร้าแมนมาโปรโมทการท่องเที่ยว โดยนายกฯได้เข้าไปถ่ายรูปและทำท่าปล่อยพลังกับอุลตร้าแมนซึ่งเป็นท่าเดียวกับท่าพลัสของพรรคภูมิใจไทยและททท.ยังได้มอบภาพถ่าย รูปนายกฯถ่ายคู่กับน้องเนเน่รอยัล ให้นายกฯด้วย ก่อนที่นายกฯจะพบปะกับนักศึกษาที่มาต้อนรับและร่วมถ่ายภาพเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายกฯถ่ายภาพร่วมกับครม. ผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และผู้แทนภาครัฐ

ชูดันศก.-ท่องเที่ยว-ความมั่นคง

จากนั้นนายกฯกล่าวเปิดการประชุมครม.ตอนหนึ่งว่า การประชุมครม.ที่จังหวัดสงขลาเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณในการเตรียมงานที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครอบคลุมในทุกประเด็นและสามารถทำให้รัฐมนตรีทุกท่านสามารถลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ในจังหวัดสงขลาพร้อมรับทราบถึงปัญหาของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องของคุณภาพชีวิตและที่สำคัญที่สุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันภัยจากธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งการประชุมครม.สัญจรในวันนี้ถือเป็นการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาล เดิมรัฐบาลตั้งใจจะมาประชุมที่นี่ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเพื่อมาติดตามการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา แต่ด้วยเหตุหลายประการทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป

ลุยป้องกันรับมือภัยจากธรรมชาติ

นายกฯ กล่าวต่อว่าเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้แยกกันไปลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาและการรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่และได้กลับมาร่วมกันประชุมกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ซึ่งเราได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะทำให้เราเกิดมโนภาพที่เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจทำให้จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในทุกมิติ สิ่งที่เราได้ติดตามโครงการสำคัญหลายๆโครงการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ทำไปเพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยจากธรรมชาติทั้งหลายให้คลี่คลายลงและถ้าเป็นไปได้คือไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยต้องมีการตรวจสภาพความพร้อมของหน่วยงาน ความคืบหน้าของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว การฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนในด้านต่างๆ

จัดเมนูซอฟต์พาวเวอร์เสิฟครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเมนูอาหารนำเสิร์ฟให้ครม.เป็นอาหารท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมล่อนทองระโนด ขณะเมนูอาหารเช้า (หรอยแรงใต้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท๋องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา ส่วนเมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท และมีเมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

นายกฯแถลงผลครม.สัญจรสงขลา

ต่อมาเวลา12.25น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางเร่งด่วนหรือควิกวินเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันทีครอบคลุม4เรื่องสำคัญคือเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเองทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำ และผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน นอกจากนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเช่นกระทรวงการคลังที่ให้พิจารณาด้านการเงินและภาษีโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจซอฟต์โลน บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมรวมถึงกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการประกอบอาชีพ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และจะได้หารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้ได้รับการคุ้มครอง และดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

จ่อใช้AIช่วยตรวจคนเข้าเมือง

ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายคือสร้างความสงบสร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตทำมาหากินเพื่อประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง

เร่งจัดสรรงบป้องกันภัยพิบัติ

ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติวงเงินรวมกว่า142ล้านบาท ทำการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา

นอกจากนี้รัฐบาลเห็นชอบการดำเนินการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียนอีกด้วย ที่สำคัญการประชุมวันนี้ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือนแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้ายครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้

ดัน‘รถไฟทางคู่สายใต้เฟส2กว่า1แสนล.

นายกฯกล่าวว่านอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งระยะระยะที่ 2 มีเส้นทางภาคใต้ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่และชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์

นอกจากนี้ ตนได้ขอให้สภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเร่งการศึกษาในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ด้วยเพื่อให้การคมนาคมขนส่งระบบเป็นไปไปด้วยความสมบูรณ์เป็นการเชื่อมสิ่งต่างๆตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และการขนส่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ดันสะพานข้ามเชื่อมเพิ่มมูลค่าศก.

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาซึ่งเมื่อวาน(31ส.ค.)ได้เป็นสักขีพยานในการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยจะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อย และลันตาใหญ่ จากนี้ไปประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางโดยรถยนต์หรือแม้แต่การขับขี่จักรยานไปเที่ยวจากจังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาและเกาะลันตาน้อยได้ซึ่งถือเป็นของการเดินทางที่ไม่ใช่ทางเรือเพียงอย่างเดียวและยังมีสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่จะทำให้เกิดความเชื่อมระหว่างจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง จากเดิมที่ต้องเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งลดเหลือเพียง20นาทีซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่ง ที่จะทำให้ต้นทุนการดำรงชีวิตการขนส่งสินค้า ลดลงจำนวนมาก และจะเป็นการยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

เดินหน้าพัฒนา5จว.ชายแดนใต้

นายกฯกล่าวว่าการมาประชุมครม.ภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำซึ่ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพเป็นอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการสนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัด ที่ทำให้ประชาชนที่ยังไม่ไม่สามารถใช้ศักยภาพตรงนี้ของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยต้องมีเพิ่มมากขึ้น โอกาสต้องมีเพิ่มมากขึ้นและคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตนและคณะรัฐมนตรีพร้อมรับฟังสนับสนุนและทำงานกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสสร้าง ความมั่นคง สร้างคุณ และภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

ครม.สัญจรรอบหน้าอีสานไปอุดรฯ

นายกฯกล่าวว่าเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ตนคิดว่าคงต้องมีรูปแบบของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ขณะนี้กำหนดอย่างไม่เป็นทางการไว้ว่าในการประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไปคงไปภาคอีสานน่าจะเริ่มจากศูนย์กลางธุรกิจเศรษฐกิจในภาคอีสานโดยอาจเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไป และพยายามไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด ตอนนี้เป็นระดับภาคก่อนแล้วค่อยเป็นระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดตามที่เวลาจะอำนวยในแต่ละช่วง

ชูประกันภัยถ้วนหน้า30ล้านครัวเรือน

นายกฯยังกล่าวถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้าว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้การคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คืออุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อหลังคาเรือน/ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไปและคุ้มครองชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน

โดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาลค่าถุงยังชีพค่าตั้งศูนย์พักพิง ถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยงถ้าไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ทั้งนี้ วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังคำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้นซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ดัน44โครงการเร่งด่วน5จว.ใต้1.2พันล.

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop)ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

โดยที่ประชุมครม.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาข้อเสนอโครงการสำหรับ5จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป ดังนี้1.โครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน (พร้อมดำเนินการได้ทันที) รวมทั้งสิ้น 44 โครงการ งบประมาณ 1,269.02 ล้านบาท 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายของพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน รวมทั้งสิ้น 59 โครงการ งบประมาณ 62,336.44 ล้านบาท

พร้อมขับเคลื่อนพัฒนา 4ด้านสำคัญ

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick win)และข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ปรับปรุงเงื่อนไข Soft Loan ลดขั้นตอนด่าน ตม. ศุลกากร พัฒนาระบบออนไลน์ และตั้ง One Stop Service การประกอบธุรกิจ 2. ด้านสังคม เช่น ออกแบบโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 และทำ MOU แรงงาน ไทย – มาเลเซีย 3. ด้านความมั่นคง เช่น ยกระดับ ชรบ. เป็นเครือข่ายความปลอดภัย และติดตั้ง CCTV ให้ครอบคลุม 4. ด้านภัยพิบัติ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ สร้างศูนย์พักพิง ผู้ประสบภัย จ.ปัตตานี และเร่งฟื้นฟูถนนเสียหาย

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ 5 จังหวัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 67 ล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้ ต่ออีก 5 ปี ลดภาระผู้ประกอบการ รักษาฐานการผลิต–การจ้างงานในพื้นทีทั้งนี้ครม.เตรียมปรับกฎกระทรวงขอใช้ประโยชน์ในเขตป่า เพิ่มกิจกรรมจาก 10 เป็น 16 ประเภท เปิดยื่นคำขอออนไลน์ ลดขั้นตอนตรวจพื้นที่ อำนวยความสะดวกประชาชน–หน่วยงานรัฐ

พิพัฒน์’เผยแผนพัฒนาถนนลงใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ร่วมแถลงผลประชุมครม.สัญจร จ.สงขลา หลัง ครม.อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ สายใต้ 3 เส้นทางว่าในส่วนเส้นทางจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ไป อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)จะมีการออกแบบเสร็จเดือนมกราคมจากนั้นจะทำอีไอเอแล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนประเด็นที่จะตอบสนองประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม ได้มีการเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์M82 เพิ่มเติม ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว รวมระยะทางเปิดทดลองให้บริการ 25 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะลงมาทางภาคใต้

ขยายถนนปราณบุรีถึงสงขลา

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า อีกส่วนคือโครงการที่กำลังพัฒนา ถนนสาย N 8(นครปฐม-ชะอำ)ซึ่งเป็นถนนที่จะคู่ขนานถนนเพชรเกษม หรือสายใต้เดิมที่จะผ่านทางนครปฐมและมาเชื่อมเข้าสู่เพชรบุรีโดยเราจะมีถนนคู่ขนานอีกเส้น จากนครนครปฐมไปเขาย้อย แล้วจากนั้นจะวิ่งไปทางแก่งกระจาน แล้วจะมาทะลุที่อำเภอปราณบุรี ซึ่งเป็นถนนคู่ขนานกับสายเพชรเกษม ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการเดินทางและขนส่ง โดยแผนต่อไป กระทรวงคมนาคมจะมีการยกระดับมอเตอร์เวย์ปราณบุรีไปถึงจ.สงขลาก่อนที่จะแยกไปยังจ.นราธิวาสโดยรูปแบบจะให้เลนขวาเป็นมอเตอร์เวย์ทั้งขาไปขากลับและทางเดิมจะขยาย2เลนทั้งซ้ายและขวา

พิพัฒน์’รับหนังสือกลุ่มจะนะต้นแบบ

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมและนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคมพร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย รับยื่นหนังสือจากกลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ที่มารวมกลุ่มกันมี่บริเวณ สำนักงานเทศบาลคอหงษ์ จังหวัดสงขลา โดยนายพิพัฒน์ กล่าวภายหลัวได้รับหนังสือตามข้อเสนอของกลุ่มจะนะต้นแบบพร้อมให้การยืนยันว่าจะรับข้อเสนอนำไปพิจารณาร่วมกับนายกรัฐมนตรี

ยันครม.สัญจรมุ่งแก้อุทกภัยถาวร

จากนั้นนายพิพัฒน์ เปิดเผยว่าตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการประชุม ครม.สัญจร ครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อปีที่แล้วจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก นายกฯจึงมีเจตนามาเพื่อรับทราบปัญหาต่างๆโดยเฉพาะปัญหาที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นมีการมอบงบประมาณเพื่อที่จะลอกคูคลอง ไปยังอบต. ท้องถิ่น ก่อนที่จะถึงฤดูน้ำหลาก จากการหารือกันก็มีหลายแนวทาง รวมไปถึงยังมีการดูแลสตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งในพื้นที่สงขลาก็มีการพูดคุยถึงการป้องกันอย่างถาวรด้วย ซึ่งเราไม่สามารถทำเสร็จได้ภายใน 1 ปีหรือ 5 ปี แต่ต้องใช้ระยะเวลา 7 – 10 ปี มีการเข้ามาศึกษา โดยกระทรวงคมนาคม และกระทรวงอื่น ให้มีการประสานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หาดใหญ่ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ แต่สิ่งที่สามารถทำได้เลย ในเบื้องต้นคือการซักซ้อมดูแลอุปกรณ์และเมื่อเกิดการเตือนภัยในระยะ 3 วันสุดท้ายก่อนเกิดเหตุ การโยกย้ายผู้สูงอายุ คนป่วย เด็กเล็ก สุภาพสตรี จะทำอย่างไร ขณะที่รถที่จมน้ำ เจ้าของก็ยอมขายซาก แต่ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร ส่วนบ้านพี่เลี้ยงในพื้นที่หาดใหญ่ คือ บ้านที่แข็งแรง และมีความพร้อม มีน้ำดื่มและอาหารแห้งพร้อม และต้องมาดูต่อที่ศูนย์อพยพว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้โรงพยาบาลเกิดความล้มเหลวเหมือนปีที่ผ่านมา

“ย้ำว่ารัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ หลังจากนี้ก็กระจายไปยัง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดยะลาไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้นน้ำทั้งหมดที่ไหลมาจากยะลา ต้องผ่านปัตตานี ซึ่งก็จะต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. เพื่อหาทางออก”

เดินหน้านิคมฯจะนะ-ยึดกรอบSEA

ส่วนโครงการในพื้นที่อำเภอจะนะ จะเข้าครม.ในรูปไหนนั้น เพราะมีการศึกษา SEA อยู่แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้ามาศึกษาร่วมกับม.อ.ที่มาศึกษาการตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะและมีนักลงทุนมาจากเอกชนแล้ว ซึ่งที่ดินไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่รัฐเพียงแต่ออกใบอนุญาตให้สิ่งอำนวยความสะดวก เรารับข้อเรียกร้องจากชุมชนต้นแบบ ซึ่งข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ ตนเองได้บอกไปแล้วว่ารัฐบาลไม่ได้ขัดข้อง แต่รัฐบาลคงไม่ใช่ผู้ลงทุน ดังนั้น ต้องหาและประสานภาคเอกชนในการลงทุนโรงไฟฟ้า แต่รัฐบาลจะเป็นคนกลางในการต่อรองสิทธิประโยชน์ที่ชาวจะนะ ควรจะได้รับ ซึ่งเมื่อมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาจะมีอีกมากมาย ทั้งสาธารณสุข การจ้างงาน

ส่วนผลการศึกษา SEA ที่มีการศึกษามา 5 ปีแล้ว การพัฒนาจะยึดกรอบผลการศึกษาหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตอนนี้ SEAคัดค้านอย่างเดียว คือ ท่าเรือน้ำลึกที่จะนะ แต่อย่างอื่นไม่ได้คัดค้าน เขาพร้อมแต่เรื่องสีผังเมือง เรากำลังปรับกันอยู่ ทำสีผังเมืองใหม่และจะยึดหลักตามกรอบการศึกษา เราต้องการสร้าง

ย้ำชัดไม่มีแลนด์บริดจ์-SECแล้ว

เมื่อถามถึงโครงการแลนบริดจ์ ที่มีการเรียกร้องให้นำเข้า ครม. นั้น นายพิพัฒน์ย้ำว่าไม่มีการทำโครงการดังกล่าว ซึ่งนายกฯได้ประกาศล้มเลิก ยกเลิก SEC ก็ไม่มี ตนเองประกาศไปหลายครั้งแล้ว แต่การที่มาบอกว่าจะให้นำเข้า ครม.นั้น มันไม่มีเหตุจะนำเข้าไปเพื่ออะไร ทุกคนประกาศชัดเจน ว่าเรายกเลิก และยุติคำว่าแลนด์บริดจ์ เพราะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถหยุดการพัฒนาได้ อะไรที่เป็นโอกาสที่ทำให้ไทยมีเศรษฐกิจดีขึ้น

“ส่วนตัวคิดว่าจะต้องทำการศึกษาต่อ เราจะไม่ยุติเพียงเท่านี้ ไม่อยากให้ลูกหลานในอนาคตบอกว่า รัฐมนตรีชุดนี้ไปรับประทานหญ้ามา หรือรับประทานอะไรมา ไม่รู้จักคิด เราต้องคิดต่อ โดยเฉพาะตนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในภาคใต้ ดังนั้นตนก็ต้องพยายาม ประเทศอื่นเขาพยายามแย่งชิงท่าเรือฝั่งทะเล ฝั่งมหาสมุทร แต่ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่ปฏิเสธตลอดเวลาว่าเราไม่ต้องการมีกิจกรรมในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย หรือทะเลอันดามัน ซึ่งขณะนี้ประเทศมาเลเซีย มีการสร้างท่าเรือที่รัฐปีนังและสร้างรถไฟความเร็วสูงจากปีนังข้ามไปยังกวนตัน เป็นระยะทาง 640กิโลเมตร ก็คล้ายกับแลนด์บริดจ์ของประเทศไทยซึ่งมีความยาว 90 กิโลเมตร แต่เมื่อเป็นความประสงค์ของคนภาคใต้ ว่าไม่เอา กลัวจะไปเหมือนกับEEC ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราก็ไม่เอา แต่เราต้องคิดเพื่อการพัฒนาต่อไป ที่เราคิดวันนี้เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา ยังศึกษาต่อ แต่แลนด์บริดจ์และSECไม่มีแน่นอน”นายพิพัฒน์ ระบุ

ลั่นพยายามลุยพัฒนานิคมฯจะนะ

ส่วนนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะเกิดขึ้นแน่นอนใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า เราพยายามทำ เพราะในพื้นที่ภาคใต้มีเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่ในอดีต แต่ปัจจุบันเราหากินได้กับการท่องเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งอยู่ในชายฝั่งทะเลอันดามัน ฝั่งอ่าวไทย มีแค่เกาะสมุยเกาะเดียวที่รับนักท่องเที่ยว และพยุงเศรษฐกิจอยู่ อย่างในจังหวัดสงขลา ก็มีเพียงแค่อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียง หากในอนาคตเสน่ห์ส่วนนี้หายไป ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องฮาลาล ที่มีการทำนายว่า ในอนาคตพี่น้องชาวมุสลิมจะมีอยู่หนึ่งในสามของโลก ประเทศไทยมีวัตถุดิบพร้อม ทำไมถึงไม่พัฒนาในสิ่งที่เรามีความเชี่ยวชาญ และมีโอกาสสูง เราบอกว่าเราต้องการเป็นครัวโลก ก็จะทำอาหารฮาลาลเพื่อส่งให้คนทั่วโลกชิมซึ่งยังไม่เข้าครม.ภายในวันนี้

ครมชุมพรปาดังเบซาร์รถไฟทางคู่