พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทน อนุทิน อยู่ระหว่างเยือนฝรั่งเศส รมต.

พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทน อนุทิน อยู่ระหว่างเยือนฝรั่งเศส รมต.

พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทน อนุทิน อยู่ระหว่างเยือนฝรั่งเศส รมต.

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทน อนุทิน อยู่ระหว่างเยือนฝรั่งเศส รมต. 

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569  ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างเดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21 – 27 พ.ค. พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหลายคน

ทำให้วันเดียวกันนี้มีครม.ลาการประชุม 11 คน ได้แก่ 1.นายอนุทิน 2.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง 3.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รอง นายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ 

5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  6.นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม 7.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข  8.นายสรรเพรช บุญญามณี รมช.คมนาคม 9.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ 10.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และ11.นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

27 พ.ค.ชี้ชะตา 12 ป.ป.ช. ศาลนัดชี้ขาดปกปิดข้อมูลนาฬิกาลุงป้อม

27 พ.ค.ชี้ชะตา 12 ป.ป.ช. ศาลนัดชี้ขาดปกปิดข้อมูลนาฬิกาลุงป้อม

27 พ.ค.ชี้ชะตา 12 ป.ป.ช. ศาลนัดชี้ขาดปกปิดข้อมูลนาฬิกาลุงป้อม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

27 พ.ค.ชี้ชะตา”12 ป.ป.ช.” ศาลนัดชี้ขาดปกปิดข้อมูล”นาฬิกาลุงป้อม” จับตา”วีระ”ทยอยถอนฟ้อง หลังยกฟ้อง”สุชาติ-สุวณา”

26 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นัดฟังคำพิพากษากรณีวันที่ 31 ก.ค.2567 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ให้ดำเนินการกับ นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำเลยที่ 1 , นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช.จำเลยที่ 2

พร้อมทั้งจำเลยรายอื่น รวม 12 คน ประกอบด้วย 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.นางสาวสุภา ปียะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

เนื่องจากทั้ง 12 คน มีส่วนในการปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยศาลอาญาฯรับคดีนี้ไว้พิจารณา (เลขคดีดำ อท.95/2567) นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 27 พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีดังกล่าวนายวีระ ทยอยถอนฟ้องจำเลยหลายราย เนื่องจากนายวีระ ทราบข้อเท็จจริงหลังยื่นฟ้อง เช่น นายสุชาติ และนางสุวณา ได้ลงมติเสียข้างน้อย โดยเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้เปิดเผยข้อมูลสอบคดีนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้แก่นายวีระอย่างเป็นทางการ แต่มีเงื่อนไขให้ปิดทับชื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อน

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างน้อย 2 เสียง คือ นายสุชาติ และนางสุวณา มีความเห็นให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด และในชั้นไต่สวน มูลฟ้องในศาลนั้นทนายความของนายสุชาติ และนางสุวณา ได้แสดงการมติดังดล่าว แต่นายวีระไม่ถอนฟ้องนายสุชาติ กับนางสุวณา จนศาลมีคำสั่งยกฟ้องนายสุชาติ กับนางสุวณา นอกจากนี้ นายวีระยื่นถอนฟ้องจำเลยอื่นๆ เช่น นายณัฐจักร นายปรีชา เป็นต้น ส่วนนางสาวสุภา กับ พล.ต.อ.วัชรพล ศาลไม่ให้นายวีระถอนฟ้อง

มีรายงานข่าว ระบุว่า การฟ้องคดีดังกล่าวของนายวีระ อาจจะเข้าข่ายมีเจตนาใช้สิทธิผิดเจตนารมณ์ทางกฎหมาย เนื่องจากช่วงเวลาที่ยื่นฟ้องใกล้เคียงกับการเลือกประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ เพราะในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นมีความชัดเจนว่า นายสุชาติ และนางสุวณา ไม่ได้กระทำความผิดตามที่นายวีระได้ยื่นฟ้อง โดยทนายความของนายสุชาติ และนางสุวณา แสดงบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันที่ 6 ธ.ค. 2566 ไปคัดค้านการฟ้องของนายวีระต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่นายวีระยืนยันไม่ถอนฟ้องนายสุชาติ และนางสุวณา จนศาลต้องมีคำสั่งยกฟ้อง

“เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่นายวีระทยอยถอนฟ้องจำเลยอื่นๆ นั้น มีข้อสังเกตว่าเมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้วแสดงว่าคดีมีมูลพอจะพิพากษาได้ แต่เหตุใดนายวีระจึงถอนฟ้องจำเลย โดยคาดการณ์ว่านายวีระมีเจตนาฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งฟ้องจำเลยทั้งหมดหรือไม่ หรือกลั่นแกล้งกรรมการ ป.ป.ช.เพียงบางรายเป็นหลัก แต่เมื่อศาลกลับพิพากษายกฟ้องนายสุชาติ และนางสุวณา ทำให้นายวีระทยอยถอนฟ้องจำเลยหลายคน แต่ศาลไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง เพราะนายวีระฟ้องจำเลย 12 คน แต่ทยอยถอนฟ้องจำเลยหลายคนแบบต่อเนื่องจนผิดสังเกต จนเหลือจำเลยบางคนในคดีนี้ เช่น นางสาวสุภา กับพวก”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หากศาลมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวถึงที่สุด จำเลยบางคนเตรียมที่จะฟ้องร้องนายวีระกับพวกทันที เนื่องจากมองว่านายวีระมีเจตนากลั่นแกล้ง ทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อป้องปกตัวเองเช่นกัน

รมว.ยธ.โยนถามกลาโหม ปมฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน ยิง M79 ใส่ปั๊มน้ำมัน

รมว.ยธ.โยนถามกลาโหม ปมฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน ยิง M79 ใส่ปั๊มน้ำมัน

รมว.ยธ.โยนถามกลาโหม ปมฟ้อง พ่อลูกตระกูลฮุน ยิง M79 ใส่ปั๊มน้ำมัน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

26 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีฟ้อง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จ ฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐกัมพูชา กรณีสั่งยิง M79 ใส่ปั๊มน้ำมันที่ จ.ศรีสะเกษ ในช่วงเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ต้องไปถามกระทรวงกลาโหมในเรื่องของรายละเอียด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ทราบข้อมูลตรงนี้ ซึ่งที่ผ่านมาที่มีการประชุมยังไม่ได้มีมติใดๆ ทั้งสิ้น

ปิดประตูถอดกำไล EM รุทธพล ชี้ ทักษิณ ไม่เข้าเงื่อนไขสักข้อ

ปิดประตูถอดกำไล EM รุทธพล ชี้ ทักษิณ ไม่เข้าเงื่อนไขสักข้อ

ปิดประตูถอดกำไล EM รุทธพล ชี้ ทักษิณ ไม่เข้าเงื่อนไขสักข้อ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

26 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะขอพระราชทานอภัยโทษ และปลดกำไล EM ว่า มีหลักเกณฑ์อยู่ 3 เรื่อง คือ ความเจ็บป่วย การประกอบอาชีพ และอีกเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ ภูมิลำเนาไม่มีไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ซึ่งในข้อ 1 และข้อ 2 ก็ไม่เข้าเกณฑ์ ไม่น่าที่จะเป็นเงื่อนไขในการถอดกำไล EM ได้ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขทั้ง 3 กรณี ซึ่งใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสนึงที่ได้ปลดกำไล EM แต่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ

รอฟังศาล รธน.เรียกแจงเพิ่ม! เลขา ครม.เตรียมส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

รอฟังศาล รธน.เรียกแจงเพิ่ม! เลขา ครม.เตรียมส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

รอฟังศาล รธน.เรียกแจงเพิ่ม! เลขา ครม.เตรียมส่งคำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

“เลขา ครม.”เตรียมส่งคำชี้แจง”พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน”ให้ศาล รธน. รอฟังจะเรียกใครแจงเพิ่มหรือไม่

26 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน และกฤษฎีกา ทำคำชี้แจงร่วมกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นสำนักเลขาคณะรัฐมนตรี จะทำเอกสารเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะจัดส่งภายในวันนี้ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายตามกำหนด 7 วัน โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้ถือเอกสารไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะเรียกบุคคลให้ชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่

ขณะที่ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ร่างคำชี้แจงดังกล่าวตนได้ส่งไปแล้ว ซึ่งจะเป็นร่างคำแถลงชี้แจงในภาพรวม ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป

ด้าน นายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า ร่างคำแถลงดังกล่าวได้มีการส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจทานเรียบร้อยแล้ว

ภราดร ตอกเจ็บจี๊ด! ยันไม่มีระบอบสีน้ำเงิน มีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตจากการหนุนตั้งรัฐบาลของพรรคสีส้ม

ภราดร ตอกเจ็บจี๊ด! ยันไม่มีระบอบสีน้ำเงิน มีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตจากการหนุนตั้งรัฐบาลของพรรคสีส้ม

ภราดร ตอกเจ็บจี๊ด! ยันไม่มีระบอบสีน้ำเงิน มีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตจากการหนุนตั้งรัฐบาลของพรรคสีส้ม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

ภราดร ตอกเจ็บจี๊ด! ยันไม่มีระบอบสีน้ำเงิน มีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตจากการหนุนตั้งรัฐบาลของพรรคสีส้ม ยันเป็นเอเจนท์ของพี่น้องประชาชน เติบโตเป็นพรรคอันดับหนึ่งเสียง 192 เสียง วอนหยุดสร้างวาทกรรม ทำการเมืองสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนท์ของระบอบสีน้ำเงินว่า การเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาล้วนเป็นเอเจนท์ทั้งนั้น เป็นเอเจนท์ของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจเลือกเข้ามา และพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเจนท์ของพี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง นำเสนอนโยบาย และถูกใจจนได้รับเลือกเข้ามา เป็นเอเจนท์ของพวกเขา เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ก็เป็นเอเจนท์ของคนที่กากบาทเลือกเข้ามา เพื่อทำภารกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชน

ส่วนระบอบสีน้ำเงินนั้น นายภราดรกล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่พรรคภูมิใจไทยมีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ และพวกเราก็ถูกเรียกว่า พรรค สีน้ำเงิน ดังนั้นยอมรับว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน

“พรรคสีน้ำเงินเติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และก่อนหน้านั้น พรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม พรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้พวกผมได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตามMOA โดยใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายที่ได้สัญญากับประชาชน ทั้งกับพรรคประชาชน และพี่น้องประชาชน โดยใช้ระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ จนกระทั่งสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จนเกิดการเติบโตขึ้นของพรรคสีน้ำเงิน จนได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง”

เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาชนเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องการอะไร นายภราดรกล่าวว่า เป็นการสร้างวาทกรรม และดิสเครดิตรัฐบาล ตนจึงอยากเชิญชวนให้กลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้าง วาทกรรม ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผลโดยใช้กลไกของสภา มาท้วงติง ไม่ใช่จู่ ๆ มาสร้างวาทกรรมใหม่ เป็นระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร ดังนั้น ตนขอย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้มีแต่ พรรค สีน้ำเงิน

เมื่อถามว่าจะเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคประชาชนออกมาระบุให้ชัดหรือไม่ว่าใครคือตัวการของระบอบสีน้ำเงิน นายภราดรกล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ และได้ย้ำแล้วว่า เอเจนต์ของพรรคการเมืองคือพี่น้องประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จตามเจตนาที่พวกเขาได้เลือกเราเข้ามา

อวยธนาธรมีน้ำใจ ซื้อบ้านพักปรีดี รักษาพื้นที่ความทรงจำ

อวยธนาธรมีน้ำใจ ซื้อบ้านพักปรีดี รักษาพื้นที่ความทรงจำ

อวยธนาธรมีน้ำใจ ซื้อบ้านพักปรีดี รักษาพื้นที่ความทรงจำ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.24 น.

26 พฤษภาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [บ้านเกิด Atatürk กับบ้านตาย ปรีดี พนมยงค์]

เมื่อสักครู่ ผมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk

ทึ่ Thessaloniki ประเทศกรีซ

ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศต่างๆ อาจตั้งคำถามขึ้นว่า Mustafa Kemal Atatürk ผู้นำการปฏิวัติตุรกี เปลี่ยนตุรกีให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เป็นผู้นำก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี แล้วไฉนกลับมีพิพิธภัณฑ์ Atatürk อยู่ที่กรีซ

Mustafa Kemal Atatürk เกิดที่ Thessaloniki ในสมัยยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน ในสมัยนั้น เรียกชื่อว่า Salonika จนกระทั่งถึงสงครามบอลข่านในปี 1912 เมืองนี้ตกมาเป็นของกรีซ และเรียกชื่อว่า Thessaloniki ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเป็นดินแดนของกรีซแล้ว ทำไมจึงมีพิพิธภัณฑ์รำลึกถึง “บิดาผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี” ได้?

ตามประวัติของบ้านหลังนี้ ที่ปรากฏในแผ่นป้ายอธิบายในพิพิธภัณฑ์ บรรยายไว้ว่า บ้านหลังนี้ เปลี่ยนเจ้าของไปมา จนมาถึงพ่อของ Atatürk

Atatürk เกิดที่นี่ในปี 1881 ต่อมาพ่อของเขาตาย ในปี 1886 แม่ของเขาได้ปล่อยบ้านหลังนี้ให้คนเช่า และย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กๆเพื่อลดค่าใช้จ่าย และย้ายกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง

Atatürk ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เรียนหนังสือโรงเรียนสามัญ และโรงเรียนเตรียมทหารที่นี่ จนกระทั่งปี 1912 เมืองนี้ตกเป็นของกรีซ ครอบครัวของเขาจึงย้ายไปอยู่ที่อิสตันบูล

บ้านหลังนี้ ตกไปอยู่กับคนกรีซ จนกระทั่งครบรอบ 10 ปีสาธารณรัฐตุรกี เมืองเทซซาโลนิกี ได้ติดตั้งป้ายหินอ่อน เขียนข้อความในภาษากรีก เติร์ก และฝรั่งเศสว่า “อตาเติร์กเกิดที่บ้านหลังนี้“

ในปี 1937 เทศบาลเมืองเทซซาโลนิกี ได้ซื้อบ้านหลังนี้และยกให้กับรัฐบาลตุรกี เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน รัฐบาลตุรกี ได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานกงสุลตุรกีประจำเมืองเทซซาโลนิกี และอีกส่วนหนึ่งเป็นพืพิธภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การสร้างพิพิธภัณฑ์ก็สะดุดหยุดลงไปหลายช่วง ด้วยเหตุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และความขัดแย้งกันของสองประเทศ

พิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมได้ในปี 1953 ครบรอบ 15 ปีการจากไปของอตาเติร์ก

มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้งในปี 1966 1985 1990 1999 2012 และล่าสุด 2024/2025

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวตุรกีที่มาเยือนกรีซหรือเทซซาโลนิกี ต่างก็มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ่ายรูป รำลึกถึง

เมื่อสักครู่ที่ผมเข้าเยี่ยมชม ก็มีแต่คนตุรกีเข้าชมพร้อมกันจำนวนมาก

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรีซที่คนตุรกีต้องมา

เมื่อผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ก็ชวนคิดไปถึงบ้านที่เมือง Antony ประเทศฝรั่งเศส ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอาศัยกับครอบครัว จนวาระสุดท้ายของชีวิต

บทบาทในประวัติศาสตร์การเมือง และสถานะของ อตาเติร์ก และปรีดี ไม่ต่างกัน

เป็นผู้นำการอภิวัฒน์ เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นรัฐบุรุษ บุคคลสำคัญของชาติ

แต่บ้านที่ปรีดีพักอาศัยจนวาระสุดท้ายของชีวิต กลับไม่เคยมีนักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการของประเทศไทย ผลักดันให้มีการซื้อคืนเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อย ก็เจรจาความกับเทศบาลเมือง Antony เพื่อขอติดป้ายรำลึกว่า ปรีดีเคยอยู่ที่นี่

ไม่มึเลย

อย่าว่าแต่ให้มีเลย

คน Antony คนฝรั่งเศส หรือ นักการเมืองท้องถิ่นเมือง Antony ยังไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ (ผมทราบเรื่องนี้ เพราะ เมื่อคราวธนาธรมาทำนิติกรรมซื้อขาย เราได้ขอนัดพบกับเทศมนตรี เขาก็พึ่งทราบเรื่องราวจากที่เราเล่าให้ฟัง)

ช่างตรงกันข้ามกับกรณีของอตาเติร์กอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรีซกับประเทศตุรกีมีหลายช่วงหลายตอนที่อยู่ในสถานะปฏิปักษ์ ขัดแย้งกัน แต่เขายังผลักดันรักษาพื้นที่ความทรงจำไว้ได้

เราต้องรอจนกระทั่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว 1.6 ล้านยูโร ซื้อบ้านที่ Antony ไว้ และยกให้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ (ธนาธรยังคงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและทำเป็นพิพิธภัณฑ์)

หากธนาธรไม่ซื้อไว้ บ้านหลังนี้ ก็จะถูกขายต่อไปให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทุบทิ้ง และสร้างเป็นคอนโดที่อยู่อาศัยต่อไป

น้ำใจของธนาธรครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยของเรายังรักษาพื้นที่ความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ เอาไว้ได้

เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือของรัฐบาลของราชอาณาจักรไทย

แต่เกิดขึ้นได้ เพราะ เจตจำนงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อีกไม่ช้าไม่นาน ประชาชนคนไทย ที่มาฝรั่งเศส คงได้มีโอกาสเข้าชมบ้านหลังนี้ครับ

บ้าน เลขที่ 27 Avenue Raymond Aron และเมือง Antony ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมาเยี่ยมเยือนกัน เหมือนกับคนตุรกีที่มาเยือนบ้าน เลขที่ 17 ถนน Apostolou Pavlou และเมือง Thessaloniki

เปิดประวัติ ชวนนท์ จากอดีตกระบอกเสียง ปชป. สู่วันถูกจับคดีเช็คเด้ง

เปิดประวัติ ชวนนท์ จากอดีตกระบอกเสียง ปชป. สู่วันถูกจับคดีเช็คเด้ง

เปิดประวัติ ชวนนท์ จากอดีตกระบอกเสียง ปชป. สู่วันถูกจับคดีเช็คเด้ง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

จากทายาทตระกูลการเมืองชื่อดัง ขุนพลฝีปากกล้าแห่งค่ายแม่พระธรณีบีบมวยผม และพิธีกรรายการ “สายล่อฟ้า” อันดุเดือด พลิกผันสู่ผู้ต้องหาหนีหมายจับ คดีเช็คเด้งมูลค่าความเสียหายทะลุ 100 ล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนวงการการเมืองอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นำหมายจับศาลอาญาพระโขนง บุกเข้าจับกุม “อ๊อบ – ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต” วัย 51 ปี อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ คาคอนโดมิเนียมย่านพระโขนง ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 หลังเบี้ยวหนี้ผู้เสียหายจนมีการออกหมายจับซ้ำ พบมูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึง 100 ล้านบาท

หากย้อนมองเส้นทางชีวิตของ “ชวนนท์” ต้องยอมรับว่าเขาคือหนึ่งใน “ดาวรุ่ง” ที่เคยมีอนาคตทางการเมืองไกล และมีโปรไฟล์ที่ไม่ธรรมดา

1.ทายาทการเมืองรุ่น 3 และดีกรีนักเรียนนอก

ชวนนท์ เกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2517 ในตระกูลการเมืองเก่าแก่อย่าง “อินทรโกมาลย์สุต” ที่มีฐานเสียงใน จ.นครราชสีมา เขาเป็นบุตรของ นายมานะศักดิ์ อินทรโกมาลย์สุต อดีต สส.นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร และยังเป็นหลานปู่ของ นายยศ อินทรโกมาลย์สุต อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ด้านการศึกษา ชวนนท์ จบมัธยมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา , ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล และเดินทางไปศึกษาต่อจนคว้าปริญญาโทถึง 3 ใบ ซึ่งรวมถึงปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต และการจัดการสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยระดับโลก อย่าง มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) สหรัฐอเมริกา

2.ขุนพลฝีปากกล้า และโฆษกคู่ใจ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

หลังจากเริ่มเส้นทางชีวิตด้วยการเป็นข้าราชการที่สภาพัฒน์ฯ ชวนนท์ ได้ตัดสินใจสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร สส.ครั้งแรกในปี 2548 แม้ช่วงแรกจะยังไม่สมหวัง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2552 ในรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์)

ในยุคนั้น ชวนนท์ ได้รับสปอตไลท์ทางการเมืองอย่างมาก จากบทบาทดุดันในการเป็นแกนหลักแถลงข่าวตอบโต้ทางการเมืองในวิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเป็นคู่ปรับฝีปากกล้าที่ชนกับทั้ง สมเด็จฮุน เซน และอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

ความสามารถในการพูดและชั้นเชิงการทูตเชิงรุก ส่งผลให้ในปี 2554 ชวนนท์ ได้รับความไว้วางใจจากนายอภิสิทธิ์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยาวนานจนถึงปี 2561 และเคยได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรค ในปี 2556 อีกด้วย

3.ยุค “สายล่อฟ้า” และคดีหมิ่นประมาท

นอกเหนือจากงานในพรรค ชวนนท์ ยังเป็นที่จดจำในฐานะ 1 ใน 3 พิธีกรรายการ “สายล่อฟ้า” ทางช่องบลูสกายแชนแนล (ร่วมกับ นายศิริโชค โสภา และ นายเทพไท เสนพงศ์) ซึ่งเป็นรายการทอล์กโชว์การเมืองที่มีลีลาการวิพากษ์วิจารณ์ที่เผ็ดร้อน

กระบอกเสียงที่ดุดันในวันนั้น นำมาซึ่งคดีความฟ้องร้องหลายคดี โดยคดีที่เป็นที่จดจำที่สุดคือ คดีหมิ่นประมาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณี “โฟร์ซีซั่นส์” ซึ่งท้ายที่สุด พิธีกรทั้งสามได้ยอมรับผิด และโพสต์จดหมายเปิดเผยคำขอโทษ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถอนฟ้องไปในที่สุดในปี 2561

4.พลิกผันสู่วิบากกรรม “เช็คเด้ง” และวันถูกรวบตัว

หลังจากบทบาททางการเมืองเริ่มลดระยะห่างลง ชวนนท์ หันไปจับธุรกิจส่วนตัว แต่ว่าเส้นทางสายนี้กลับนำเขาไปสู่วิบากกรรม

ปี 2566 : กลุ่มผู้เสียหายหลายรายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า นายชวนนท์ ได้ออกเช็คเด้ง มูลค่ารวมหลายล้านบาท

การไกล่เกลี่ย : มีการเจรจาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งนายชวนนท์ ได้ออกเช็คฉบับใหม่เพื่อทยอยชำระหนี้ให้ตามข้อตกลง แลกกับการให้ผู้เสียหายถอนฟ้อง

เบี้ยวซ้ำสอง : เมื่อถึงกำหนด เช็คฉบับใหม่กลับไม่สามารถสั่งจ่ายเงินได้อีกครั้ง ซ้ำเจ้าตัวยังขาดการติดต่อและหลบหนี ทำให้ผู้เสียหายรวมตัวกันเข้าแจ้งความรอบใหม่ จนนำไปสู่การออกหมายจับโดยศาลอาญาพระโขนง ดังกล่าว

และล่าสุด วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส.เข้าควบคุมตัวนายชวนนท์ ได้ที่คอนโดมิเนียมย่านพระโขนง

นาทีที่ถูกรวบตัว นายชวนนท์ ยังคงอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่า “ให้ตรวจสอบหมายจับให้ดี เพราะคิดว่าเคลียร์และถอนไปหมดแล้ว” แต่ตำรวจยืนยันว่า “หมายจับนี้ยังมีผลบังคับใช้” และเมื่อตรวจสอบประวัติเชิงลึก พบว่า ยังมีหมายจับค้างเก่าติดตัวอยู่อีก 2 หมายจับ รวมถึงคดีที่รออนุมัติหมายจับอีกเพียบ จากผู้เสียหายหลายกลุ่ม รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดสูงถึงกว่า 100 ล้านบาท

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบ ชวนนท์ อดีตโฆษก ปชป. หนีคดีเช็คเด้ง เสียหายกว่า 100 ล้าน)

อนุทิน หยอดหวาน! โพสต์ภาพภารกิจเยือนฝรั่งเศส ร่วมเฟรม ยศชนัน ชื่นมื่น บอก’ขอเติมเชนด้วยคน’

อนุทิน หยอดหวาน! โพสต์ภาพภารกิจเยือนฝรั่งเศส ร่วมเฟรม ยศชนัน ชื่นมื่น บอก'ขอเติมเชนด้วยคน'

อนุทิน หยอดหวาน! โพสต์ภาพภารกิจเยือนฝรั่งเศส ร่วมเฟรม ยศชนัน ชื่นมื่น บอก’ขอเติมเชนด้วยคน’

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

อนุทิน หยอดหวาน! โพสต์ภาพภารกิจเยือนฝรั่งเศส ร่วมเฟรม ยศชนัน ชื่นมื่น บอก’ขอเติมเชนด้วยคน’ ลั่น ทีมไทยแลนด์ ทำทุกอย่างเพื่อคนไทย

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีภารกิจเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส พร้อมด้วยคณะ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

ล่าสุด นายอนุทิน ได้โพสต์ภาพขณะปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฝรั่งเศส ที่ถ่ายร่วมกับคณะที่เดินทาง โดยทุกภาพ มีนายยศชนัน ร่วมอยู่ด้วย พร้อมระบุข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า “ขอเติมเชนด้วยคน Team Thailand working in France with all we have for our people. “

เลขาสภาพัฒน์ฯ ส่งร่าง​คำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้ ปกรณ์ ตรวจทานชั้นสุดท้าย

เลขาสภาพัฒน์ฯ ส่งร่าง​คำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้ ปกรณ์ ตรวจทานชั้นสุดท้าย

เลขาสภาพัฒน์ฯ ส่งร่าง​คำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้ ปกรณ์ ตรวจทานชั้นสุดท้าย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

“เลขาสภาพัฒน์ฯ”ส่งร่าง​คำชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้”ปกรณ์”ตรวจทานชั้นสุดท้ายแล้ว ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส​”กระตุ้นจีดีพี 0.4%

26 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.​) กล่าวถึงการเขียนคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่​ ว่า​ ขอให้ไปสอบถาม นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรี ในส่วนของ สศช.ที่ผ่านมา ในห้วงสัปดาห์ที่แล้วได้ทำร่วมกับกระทรวงการคลัง พูดคุยและทำคำชี้แจงร่วมกัน​ก่อนส่งให้ ซึ่งนายปกรณ์เป็นผู้ตรวจทานเป็นคนสุดท้าย ส่วนเอกสารชี้แจงมีจำนวนเท่าใดนั้น ตนไม่ทราบ​ แต่ได้ดำเนินการกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคลังถือเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการในเรื่องนี้​ และมีการส่งคำชี้แจงทั้งหมดไปยังนายปกรณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่ส่วนราชการเสนอขอใช้เงินกู้ มีผู้เสนอโครงการเข้ามาในคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวนเท่าใดแล้ว นายดนุชา​ กล่าวว่า​ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณากันอยู่​ แต่รายละเอียดขอให้ไปถามที่กระทรวงการคลังว่ามีวาระอะไรหรือไม่ ตอนนี้ต้องดูว่า มีใครส่งมาบ้าง

นายดนุชา ยังกล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใดด้วย​ว่า หลังจากนี้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น เงินเฟ้อกำลังจะสูงขึ้น ดังนั้น โครงการนี้เป็นการลดค่าครองชีพ ส่วนผลของการไปช่วยพยุงเศรษฐกิจเป็นอีกเรื่องที่จะช่วยขึ้นมา จากที่คำนวณไว้ คาดว่า จะช่วยให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.4% เพราะจะมีเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ออกมาประมาณ 2 แสนล้านบาท