ตรีรัตน์ จับพิรุธศึก สก. เพื่อไทย-กลุ่มคนทำงาน หลบเขตให้กัน?

ตรีรัตน์ จับพิรุธศึก สก. เพื่อไทย-กลุ่มคนทำงาน หลบเขตให้กัน?

ตรีรัตน์ จับพิรุธศึก สก. เพื่อไทย-กลุ่มคนทำงาน หลบเขตให้กัน?

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.10 น.

26 พฤษภาคม 2569 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส อดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเห็นพรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัคร สก.เพียงแค่ 10 เขต จาก 50 เขต

การเห็นอดีต สก.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยเกือบ 20 คน ไปเปิดตัวลงสมัคร สก.กับกลุ่ม “คนทำงาน”

ใครตามการเมือง ก็คงต้องมีเอ๊ะบ้างว่าอิสระจริงหรือไม่? เพราะกลุ่มคนทำงานก็ส่งผู้สมัครเพียงแค่ 27 เขต จาก 50 เขตเช่นกัน

และที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือ 27 เขตที่กลุ่มคนทำงานเปิดตัวส่ง สก.นั้น ไม่มีผู้สมัคร สก.พรรคเพื่อไทย ส่ง และที่ไหนมีผู้สมัคร สก.พรรคเพื่อไทย ที่นั่นก็ไม่มีกลุ่มคนทำงาน (ยกเว้นเพียงเขตดอนเมืองและหลักสี่)

จึงไม่แน่ใจว่าพฤติการณ์นี้จะเรียกว่าเป็นการ “หลบเขต” ให้กันหรือไม่? แล้วกลุ่มคนทำงานที่โปรโมทตัวเองนักหนาว่า “อิสระ” พร้อมใส่โลโก้สีเขียวนั้น จริงแล้วอิสระจริงหรือไม่?

หรือความจริงคือไม่กล้าลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เพราะกระแสไม่ดีกลัวสอบตก เลยหนีไปตั้งกลุ่มอิสระ แล้วใช้สีเขียวเกาะกระแสชัชชาติดีกว่า

#เลือกตั้งกทม

นายกฯนำคณะเยือนปารีส เปิดนิทรรศการผ้าไทย ราชพัสตราสู่สากล ฉลอง 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส

นายกฯนำคณะเยือนปารีส เปิดนิทรรศการผ้าไทย ราชพัสตราสู่สากล ฉลอง 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส

นายกฯนำคณะเยือนปารีส เปิดนิทรรศการผ้าไทย ราชพัสตราสู่สากล ฉลอง 170 ปี ไทย-ฝรั่งเศส

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

นายกรัฐมนตรีร่วมชมนิทรรศการแห่งประวัติศาสตร์ ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย และงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 1 พฤศจิกายนนี้ ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส 

26 พฤษภาคม 2569 เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมชม นิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส

โดยนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์  สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตลอดจนผลงานร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ โดยได้รับการดูแลจาก Béatrice Quette ภัณฑารักษ์ประจำคอลเลคชั่นศิลปะเอเชียและอิสลามของ Musée des Arts Décoratifs 

นิทรรศการแบ่งออกเป็น 7 ห้องจัดแสดง เริ่มต้นด้วยห้อง “ปฐมบทแห่ง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ผ่านบทบาทของเครื่องแต่งกายในฐานะสื่อกลางทางวัฒนธรรมและการทูต ต่อด้วยห้อง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นชุดประจำชาติ ภายในจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี 
พันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สะท้อนการสืบสานและต่อยอดความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยในแต่ละยุคสมัย 

อีกหนึ่งห้องจัดแสดงสำคัญ คือ ห้อง “ราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์” ที่นำเสนอความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านเครื่องใช้และของประดับตกแต่ง อาทิ กระเป๋า พัดเขียนลาย และเครื่องเบญจรงค์ ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ ห้อง “ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อ บัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ” นับเป็นครั้งแรกที่ได้จัดแสดงกระบวนการทรงงานและการทรงค้นคว้าร่วมกับห้องเสื้อฝรั่งเศสและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพร่าง ตัวอย่างผืนผ้า และงานปักประดับอันวิจิตร นิทรรศการยังนำเสนอความงดงามของห้อง “ผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น” ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาการทอผ้าจากภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย รวมถึงห้อง “ผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง” ที่เผยให้เห็นการนำผ้าไทยไปสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส ผ่านงานออกแบบร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้ชื่นชมผลงานของนักออกแบบไทยร่วมสมัยในบทบาทของผู้สืบทอดและตีความศิลปวัฒนธรรมไทยในมิติใหม่ ผ่านห้อง “ศิลปะการปักจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI” ซึ่งทรงก่อตั้งโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยผลงานจากดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัย ได้แก่ TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM ที่ร่วมถ่ายทอด 
อัตลักษณ์ไทยผ่านมุมมองแฟชั่นร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์ ร่วมสัมผัสความงดงามและความประณีตแห่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านนิทรรศการ “ราชพัสตรา สู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ จนถึง 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

นายกฯ หารือ มาครง ยกระดับสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือ ศก.–ความมั่นคง

นายกฯ หารือ มาครง ยกระดับสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือ ศก.–ความมั่นคง

นายกฯ หารือ มาครง ยกระดับสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือ ศก.–ความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

นายกฯ หารือ ปธน.มาครง เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง พร้อมผลักดัน FTA ไทย–สหภาพยุโรป

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 เวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุป ประเด็นสำคัญของการหารือร่วมกัน ได้แก่

1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ทั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เติบโตยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ  พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน  สายส่งไฟฟ้าอัฉริยะ รวมไปภึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI  DATA Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง  
ซึ่งภายหลังการหารือกับ MEDEF International และภาคเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศส หลายบริษัทแสดงความสนใจลงทุนหรือขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ขณะเดียวกันฝรั่งเศสชื่นชมการลงทุนจากภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส และอยากเห็นการลงทุนของภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้น

2. การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย และมุ่งมั่นจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนกระบวนการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าความตกลงฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ 

3.  ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง สู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์   จากการที่ทั้งสองฝายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก คอบร้าโกลด์ (Cobra Gold)  จะมีการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่แสวงหาความร่วมมือทั่วโลกในการปราบปรามแสกรมเมอร์และภัยออนไลน์  ประสบผลสามารถดำเนินคดีส่งกลับผู้ตัวผู้ต้องหา รวมทั้งจับหารยึดทรัพย์สินผิดกฏหมายได้เป็นจำนวนมาก 

4.  สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเมียนมาร์ นายกรัฐมนตรียืนยันไทยยึดหมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฏหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฏหมายสากล คือ UNCLOS  ภายใต้การพูดคุยของสองประเทศ สำหรับปัญหาชายแดนทางบก ก็จะยึดการดำเนินการตาม joint statement ที่ได้มีการลงนามปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย  

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 (Joint Action Plan to strengthen the Thai-French Partnership 2026-2028) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ 

อนึ่ง ผู้เข้าร่วมฝ่ายฝรั่งเศส ได้แก่ Jean-Noël Barrot รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุโรปและการต่างประเทศ, Éléonore Caroit รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านประชาคมภาษาฝรั่งเศสและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ, Benoît Guidée อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย, Jean-Claude Poimboeuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, Emmanuel Bonne ที่ปรึกษาด้านการทูตประจำประธานาธิบดีฝรั่งเศส, Julie Le Saos ที่ปรึกษาด้านกิจการเอเชีย, Jean-Noël Ladois ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ, Victoire Vandeville ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ General Vincent Giraud ที่ปรึกษาด้านการทหารประจำประธานาธิบดีฝรั่งเศส

หมดห่วงภาษีย้อนหลัง! คลังการันตีร้านค้ารายย่อยลุย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ได้เลย

หมดห่วงภาษีย้อนหลัง! คลังการันตีร้านค้ารายย่อยลุย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ได้เลย

หมดห่วงภาษีย้อนหลัง! คลังการันตีร้านค้ารายย่อยลุย ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ได้เลย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ได้แถลงขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส และออกมาส่งสัญญาณความมั่นใจถึงบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศที่กำลังลังเลใจในการเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ โดยย้ำชัดเจนว่า “ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง” พร้อมเผยความสำเร็จของระบบลงทะเบียนที่รอบรับคลื่นมหาชนได้สูงสุดถึง 7 แสนรายต่อวินาที โดยไม่มีสะดุด

ร้านค้ารายย่อยสบายใจได้ คลังย้ำชัด “ไม่ต้องกลัวภาษีย้อนหลัง”

ประเด็นหลักที่ทำให้ร้านค้าหลายแห่งลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการของรัฐคือ ความกลัวเรื่องภาษีย้อนหลัง” ซึ่งนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงเพื่อคลายความกังวลในเรื่องนี้อย่างละเอียด ดังนี้:

รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องกังวล ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด

ดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก การประเมินภาษีจะพิจารณาจากรายได้รวมตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการและมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว

เดินหน้าชวนร้านค้าเข้าร่วมเพิ่ม ปัจจุบันมียอดร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 977,000 ราย ซึ่งกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายผลักดันให้ทะลุ 1.01 ล้านราย (สถิติเดิมของโครงการก่อนหน้า) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระจายตัวมากที่สุด

คำเตือนเรื่องความโปร่งใส คลังเอาจริงกับร้านค้าที่ทุจริต โดยมีการเปิดเผยว่าร้านค้ากว่า 300 แห่งที่พบการทุจริตในรอบก่อนหน้า ขณะนี้กำลังถูกดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

สถิติใหม่! ระบบแกร่งรองรับ แสนรายต่อวินาที

กระแสตอบรับจากประชาชนในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ ถือว่าร้อนแรงทะลุเป้า โดยในช่วงพีกของการลงทะเบียน มีประชาชนแห่เข้ามาสูงถึง 700,000 รายต่อวินาที ซึ่งสูงกว่าโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่เคยทำสถิติไว้ที่ 300,000 รายต่อวินาที ถึงกว่าเท่าตัว

ความสำเร็จนี้เกิดจากการเตรียมความพร้อมของระบบล่วงหน้า โดยทางกระทรวงการคลังได้กล่าวขอบคุณ ธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ที่ช่วยกันวางระบบหลังบ้านอย่างแน่นหนา ทำให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาระบบล่ม

อัปเดตสิทธิ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’

สำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีรายละเอียดการปรับเปลี่ยนและการใช้สิทธิ์ที่สำคัญดังนี้:

ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่: รัฐบาลจะทำการโอนเงินสมทบเข้าบัตรให้โดยอัตโนมัติ

เพิ่มวงเงิน: ได้รับเงินเพิ่มอีก 700 บาท (จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน)

ข้อจำกัดชั่วคราว: ปัจจุบันผู้ถือบัตรฯ ยังไม่สามารถนำไปสแกนจ่ายที่ร้านค้าในโครงการ ‘60/40’ ได้ เนื่องจากระบบฐานข้อมูลร้านค้าของทั้งสองโครงการยังรวมกันไม่สมบูรณ์

การแก้ปัญหาในอนาคต: คลังกำลังเร่งปรับปรุงระบบร้านค้าประชารัฐ โดยตั้งเป้าว่าในอนาคต ผู้ถือบัตรฯ จะสามารถซื้อสินค้าในร้านค้าคนละครึ่งได้ตลอดไป แม้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะจบลงไปแล้วก็ตาม

ไทม์ไลน์สำคัญ การผูกร้านค้ากับ ‘ฟู้ดเดลิเวอรี’

เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ โครงการเตรียมเปิดให้ร้านค้าและประชาชนใช้งานผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี โดยมีกำหนดการดังนี้:

วันเปิดลงทะเบียนร้านค้า (เดลิเวอรี): เริ่ม 10 มิถุนายน 2569 (เวลา 06.00 น. – 23.00 น.)

วันเริ่มใช้สิทธิ์สั่งอาหาร (เดลิเวอรี): เริ่ม 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จนสิ้นสุดโครงการ (ใช้งานได้ช่วงเวลา 06.00 น. – 23.00 น.)

89สว.ไล่บี้ขอโทษใน3วัน ประณามเท้ง โต้อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน

89สว.ไล่บี้ขอโทษใน3วัน  ประณามเท้ง  โต้อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน

89สว.ไล่บี้ขอโทษใน3วัน ประณามเท้ง โต้อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

89สว.ไล่บี้ขอโทษใน3วัน ประณามเท้ง โต้อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน มัลลิกาลุยชิงผู้ว่าฯกทม.

สว.ตบเท้าแถลงการณ์ซัด “เท้ง”ใส่ร้าย บ่อนทำลาย ยัดเยียด“ระบอบสีน้ำเงิน” ไล่บี้ขอโทษภายใน 3 วัน หากยังนิ่งเล็งดำเนินการตามกม.  ด้าน‘พิสิษฐ์’ยันไม่เกี่ยวข้องพรรคการเมือง สว.เป็นอิสระ100เปอร์เซ็นต์ ขอหยุดโจมตี ป้ายสี’สภาสูง’หากตั้งใจอยากให้ แก้รธน.ผ่าน ย้ำคงเงื่อนไขใช้เสียงสว.1ใน3 ห้ามแตะแก้หมวด1-2   ด้าน’ณัฐพงษ์’ยังไม่รับปากขอโทษสว.หลังถูกขู่คว่ำร่าง รธน.ชี้แถลงการณ์พรรคทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล แฉก’ระบอบสีน้ำเงิน’ผูกขาดประเทศ ทำองค์กรอิสระง่อย ปล่อยคอร์รัปชันพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) พร้อมด้วยคณะสว. จำนวน 89 คน อาทิ นายสมบูรณ์ หนูนวล สว. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. นายอลงกต วรกี สว.แถลงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ร้ายกระ ทบ สว.

โดย นายพิสิษฐ์ นำอ่านแถลงการณ์ ระบุว่า จากการที่นายณัฐพงษ์ ได้โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และพาดพิงองค์กรวุฒิสภาว่า มีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ รวมทั้งอ้างว่า ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ จะถูกชัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม

สว.รุมฉะ’เท้ง’ใส่ร้าย-บ่อนทำลาย

ในการนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภาขอแถลงข่าวต่อประชาชนและสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องว่า ข้อความดังกล่าวของ นายณัฐพงษ์ ไม่เป็นความจริงและนายณัฐพงษ์ ต้องการยุยงปลุกปั่นและบ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ สำหรับความจริงมี ดังนี้ 1.การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม2557 มิได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สว.ชุดปัจจุบัน เหตุณ์รัฐประหารผ่านมา12ปี บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ โดยใช้รัฐธรรมนูญ2560 จากนั้นมีการเลือกตั้ง สส.มาแล้วถึง3ครั้ง เมื่อปี2562 ปี2566 และล่าสุดปี 2569 โดยพรรค นายณัฐพงษ์ คือพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ก็ได้ยอมรับและส่งผู้แทนสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปีพ.ศ.2566 พรรคของท่านเคยได้รับเลือกตั้งมีจำนวน สส.มากเป็นอันดับ1 ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชนทั้งประเทศ มิได้มีลักษณะเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ตามที่ นายณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พยายามบ่อนทำลายและยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนและสังคมเข้าใจผิดแต่อย่างใด

สว.ชุดปัจจุบันมาถูกต้องตามรธน.

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 2. สมาชิกวุฒิสภา ชุดปัจจุบัน หรือชุดที่ 13 มีที่มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพแม้จะมีผู้กล่าวหาในกระบวนการเลือก แต่ก็เป็นธรรมดาของการตรวจสอบ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาล ยังมิได้มีคำพิพากษาก็ต้องถือว่า สว.ทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อีกทั้ง 3.การที่ นายณัฐพงษ์ ให้ร้ายว่า เมื่อมีใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของ สว.ก็จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาล รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม ต้องถือว่า นอกจากจะเป็นการให้ร้ายองค์กรวุฒิสภาแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเชื่อมโยงเพื่อบ่อนทำลายการปฏิบัติหน้าที่ของศาล องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมอย่างเลื่อนลอย ไม่มีการระบุพยานหลักฐานใดๆอันเป็นการกระทำที่ฝ้าฝืนต่อหลักสุจริต จากการกระทำของนายณัฐพงษ์ ทั้งหมดดังกล่าว จึงถือได้ว่า จงใจกระทำการบิดเบือน ให้ร้ายและทำลายองค์กรวุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรเสาหลักของรัฐธรรรมนูญ โดยปราศจาก พยานหลักฐาน อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายณัฐพงษ์ มีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่

จี้ขอโทษใน3วัน-ไม่เกี่ยว’สีน้ำเงิน’

นายพิสิษฐ์ ระบุด้วยว่า สว.ขอยืนยันว่า วุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินและไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือนแต่อย่างใดและเสียใจที่ นายณัฐพงษ์ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา กล่าวหาวุฒิสภา ด้วยความเท็จ มีเจตนาให้ร้ายทำลายสถาบันวุฒิสภาอย่างชัดเจนและมีเจตนาให้ร้ายสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาขอประณามว่า เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุดและขอเรียกร้องให้ นายณัฐพงษ์ แถลงขอโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3วัน สว.จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและอื่นๆ เพื่อปกป้องวุฒิสภาจากการกระทำของ นายณัฐพงษ์ ที่มีเจตนาทำลายวุฒิสภา ด้วยการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลักของการปกครองระบอบประชาชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไป

ขู่ฟ้องหมิ่นประมาท-ยันอิสระ100%

เมื่อถามถึงการดําเนินการทางกฎหมายจะฟ้องข้อหาใดและหน่วยงานใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คงพิจารณาประเด็นการดําเนินการตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากให้ นายณัฐพงษ์ แสดงเจตนาขอโทษออกมา การพาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ย่อมทําให้เกิดความเสื่อมเสียได้ อย่างกฎหมายที่มีทั้งหมิ่นประมาท เมื่อถามถึงการตั้งข้อสังเกตของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุ สว.ที่เข้ามาในวันนี้ เป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงินตามที่ถูกกล่าวหา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้มีวุฒิสภา 89คนยืนยันว่า ไม่อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอิสระ100เปอร์เซ็นต์

ลั่นไม่เกี่ยวโหวตรับร่างแก้ไขรธน.

เมื่อถามถึงเงื่อนไขเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดให้เหลือเสียงสมาชิกวุฒิสภา1 ใน 4 ยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่า สว.ต้อง1ใน3 ส่วนถ้าไม่ปรับเงื่อนไข จะซ้ํารอยถูกตีตกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องอนาคต ตอบไม่ได้ เพราะมีหลายมาตรา

เมื่อถามว่า หาก นายณัฐพงษ์ ไม่ขอโทษ จะส่งผลต่อการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวอีกเช่นเดียวกัน เพราะเรายืนบนพื้นฐานของผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นสําคัญ 21ล้านเสียง ที่จะมีการทําประชามติอีก 2ครั้ง ครั้งที่2ก็เป็นส่วนสําคัญ คือต้องได้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่จะให้ สสร.ได้มีการแก้ไข ขอให้อยู่ในวาระต่อไปดีกว่า

‘เท้ง’แข็งขืนไม่รับปากขอโทษ‘สว.’

เวลา 10.30น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่ม 69 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องให้พรรคประชาชนขอโทษ จากกรณีที่ทางพรรคออกแถลงการณ์พาดพิงว่า สว.ชุดนี้มีที่มาที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ว่า ตนงยังไม่มีโอกาสได้รับฟังรายละเอียดเนื่องจากเวลาในการแถลงข่าวทับซ้อนกัน ขอกลับไปย้อนดูเนื้อหาอย่างละเอียดก่อนจึงจะตอบคำถามสื่ออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ติดขัดที่กลุ่ม สว.จะออกมาแถลงข่าวหรือยื่นข้อเรียกร้อง แต่หากย้อนดูรายชื่อของ สว.บรรดาคนที่ออกมารวมตัวกันในครั้งนี้ อยากชวนให้ประชาชนและสื่อมวลชนลองตรวจสอบลึกๆว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับกระบวนการคัดสรร สว.รอบสุดท้ายที่ผ่านมา เพราะในโลกออนไลน์และสื่อหลายสำนักเคยเปิดเผยข้อมูลไปแล้วว่า มีพฤติกรรมสวมเสื้อสีเดียวกัน หรือนั่งรถมาคันเดียวกันในวันเลือกวันสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาที่แท้จริงของการออกมาเรียกร้องครั้งนี้

วอนสว.รับร่างแก้ไขรธน.วาระที่1

เมื่อถามถึงความกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูก สว.คว่ำอีกครั้ง เนื่องจากตามมาตรา256 จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สว.ถึง1ใน3 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองรวมถึง สว.มีสิทธิ์เสนอร่างของตนเองได้ แต่กระบวนการที่จะได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดคือ สว.ควรเปิดกว้าง ยอมรับรับหลักการในวาระที่ 1 ไปก่อน เพื่อให้ทุกร่างเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการวิสามัญในวาระที่2 เพื่อถกเถียงและหาจุดลงตัวร่วมกัน นั่นต่างหากที่เป็นการแสดงความจริงใจว่า สว.ไม่ได้ปิดกั้น หรือต้องการรักษาสิทธิพิเศษและอำนาจของตัวเองเอาไว้ ยืนยันว่า แถลงการณ์เมื่อวันที่ 22พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่การบ่อนทำลาย สว.นี่คือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขฉบับเดิม สมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนควรได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกัน

ระบอบสีน้ำเงินทำกลไกตรวจสอบพัง

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่เคยพูดถึง โดยระบุว่า เป็นระบอบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจซึ่งกำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนัก วันนี้รัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีแค่อำนาจในฝ่ายบริหาร แต่สังคมกำลังสงสัยว่ากลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาด้วยหรือไม่ เมื่อวุฒิสภาเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระเข้ามาภายใต้ระบบที่ผูกขาดเช่นนี้ ผลลัพธ์คือกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ความโปร่งใสติดลบ ดัชนีการทุจริตคอร์รัปชันพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนกลายเป็นว่าการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทย

ต้นตอทุจริตคอรัปชั่นปท.พุ่งสูง

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนปฏิเสธไม่ได้ว่าอดีต สส. ของพรรค (อดีตก้าวไกล) เคยยกมือเลือก สว. บางส่วน จนทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบัน นายณัฐพงษ์ กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นผลพวงจากการตัดสินใจทางการเมืองในอดีตของพรรค แต่สิ่งที่เราต้องมองเห็นร่วมกันในตอนนี้คือ ประเทศไทยกำลังอ่อนแอจากภายในเพราะการทุจริตคอร์รัปชันกัดกิน โดยที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.หรือ สตง.ไม่สามารถทำหน้าที่ลงโทษนักการเมืองทุจริตได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้

ย้ำยึด3หลักการสำคัญยกร่างรธน.

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาทั้งหมดหยั่งรากมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ตราบใดที่เรามียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมีองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ต่อให้พรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนคอยทุบทำลายเสมอ พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงแค่ “เอเย่นต์” (ตัวแทน) คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินนี้เท่านั้น แต่ทางออกของประเทศคือเราต้องเอาหลังพิงประชาชน เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ การแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออกที่แท้จริง สำหรับกรอบเวลาและทางเลือก ในการยื่นร่าง พรรคประชาชนกำลังพิจารณาหลายแนวทาง และได้มีการพูดคุยประสานงานหลังบ้านกับพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ตลอด โดยพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อ 3หลักการสำคัญ คือ: กระบวนการต้องยึดโยงและให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่มีการผูกขาดอำนาจ ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกรัฐสภากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

‘ภราดร’ตอบไม่ได้ไทม์ไลน์แก้รธน.

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติครั้งที่ 2 ว่า เรายังไม่รู้ และคาดการณ์ไม่ได้ว่า การพิจารณารับหลักการในวาระ1 ขณะนี้มีแค่ร่างของพรรค ภท.ที่ยื่น แต่ไม่รู้ว่า พรรคการเมืองอื่นจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ และยังไม่ทราบว่า พรรคประชาชน (ปชน.) จะรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้น การกำหนดไทม์ไลน์คงทำได้ยาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของรัฐสภา

เมื่อถามถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท.ไม่เข้าเงื่อนไขของพรรค ปชน.ทั้ง 3ข้อ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นร่างของพรรค ปชน.ว่า เป็นแบบไหน แต่ร่างของพรรค ภท.นำเสนอก่อน ให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่ร่างสุดท้าย ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) พูดคุยเพื่อให้ได้ร่างของ กมธ.และเข้าสู่การพิจารณาในวาระ2 ยังมีอีกหลายขั้นตอน แต่วันนี้พรรค ภท.ได้แสดงความชัดเจนแล้วว่า เราจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือยังว่า จะสนับสนุนร่างของพรรค พท.หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนได้คุยนอกรอบกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. เนื่องจากจำนวน สส.ของพรรค พท.มี 71เสียง ซึ่งไม่เพียงพอในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพรรคเดียว ทางพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรค ภท.พร้อมสนับสนุนด้วย อยู่ที่พรรค พท.จะเสนอร่างแบบไหน

‘มัลลิกา’เปิดตัวลงชิงผู้ว่าฯกทม.

เวลา 10.30น.ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หรือ ดร.มอลลี่ เปิดตัวลงสมัคร ผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ พร้อมเปิดนโยบายภายใต้แคมเปญ”มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต”โดยนำเสนอนโยบายนวัตกรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยนำAIและนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหา เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยี มาแก้ไขปัญหาทั้งปัญหาอากาศ การจราจร ความปลอดภัย 24 ชั่วโมง การฟื้นฟูเศรษฐกิจและให้เมืองเข้าใจคน อาทิ ระบบจราจรอัจฉริยะ หรือAI Traffic ใช้ระบบAI จัดการจราจร, ระบบประมวลผลด้วยเรดาร์แบบระบบ AI-X Band เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้าฯลฯ

นางมัลลิกา เปิดเผยสาเหตุลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพของประชาชน จากฝุ่นPM 2.5 ซึ่งตนมาพร้อมกับสโลแกน”HUMAN INNOVATION มนุษย์ทันกาลเวลา”ทันอนาคต ไม่รอถึง 12ปี เพื่อรอความสุขสบาย พร้อมยืนยันจะทําให้กรุงเทพฯทัดเทียมเช่นเดียวกับเมืองของมหาอํานาจอื่น ๆ ที่มีความทันสมัยและมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยเช่นกัน จากประสบการณ์ของตน ทั้งการเป็นนักการเมือง สื่อมวลชน ผู้บริหารทั้งด้านนโยบายรัฐและเอกชน จะไม่มีอะไรที่เกินมือตนและไม่มีอะไรเกินความสามารถ หรือเกินทักษะและประสบการณ์ที่ตนมี ตนจะเดินน้าจับมือไปกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ซึ่งจากการพูดและการรับฟัง ทําให้รู้ว่า เมืองแห่งนี้มีปัญหาอีกมากที่ตนจะต้องเข้าไปแก้ ไข

อดีต’พิราบขาว’ยื่นยุบพรรคปชน.

ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนไต่สวนเป็นการเร่งด่วน กรณีมีผู้โพสต์ข้อความส่อไปในทางผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา49และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และวรรคสอง

โดยนายนพรุจ เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องมาร้องเรียนเนื่องจากตนเห็นข้อความที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล เป็นการเรียกร้องให้นายกฯทบทวนบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี ภายหลังเข้าร่วมประชุมการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ (บอร์ดภัยพิบัติ) เมื่อวันที่ 19พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตนเห็นว่าผู้ที่ออกมาโพสต์และให้สัมภาษณ์ตอกย้ำเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนซ้ำ ๆ คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งมีข้อความเชิงประจักษ์ชัดเจนตามสื่อต่าง ๆ เช่นคำว่า “โหนฟ้าลงต่ำ (เท้งติงรัฐบาลอนุทิน)”หรือ”อย่าโหนฟ้ามาต่ำ..”พร้อมทั้งมีการนำภาพองคมนตรีทั้ง 9คนมาประกอบ

จี้นำคำพิพากษายุบ ก.ก.เทียบเคียง

นายนพรุจ ระบุอีกว่า นายณัฐพงษ์ เป็นถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาชน การออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นมติของพรรค หรือได้รับความเห็นชอบโดยรวมจากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้นจึงนำบทความและข้อความที่ได้นำมาแนบเป็นหลักฐานยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองในวันนี้ หากพบว่า ได้กระทำความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หมวด3และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ก็ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องยุบพรรคประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด โดยขอให้นายทะเบียนนำคำพิพากษายุบพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้มาพิจารณาเทียบเคียงด้วยว่า กรณีของพรรคประชาชนนี้ส่อเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่ ซึ่งหากผลการดำเนินงานพบว่าเข้าข่าย ก็ต้องเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรค

ครม.เงาเปิดโปงนำคนเทาเข้าปท.

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายพิศาล มาณวพัฒน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน ซึ่งทำหน้าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา แถลงเปิดกระบวนการทุจริตนำคนต่างชาติเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือคนเทาเข้าไทย พร้อมข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์ Elite Card

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการจัดการกับปัญหาคอรัปชั่น แต่สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลปล่อยประละเลยให้ระบบราชการกลายเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการอาชญากรข้ามชาติ ตั้งแต่การติดสินบนคนเข้าเมือง การฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ และการค้าอาวุธสงคราม โดยยกกรณีนายหมิงเฉินซัน ที่ทำให้เห็นว่าหากไม่เกิดอุบัติ ตำรวจก็จะไม่เห็นสิ่งที่เครือข่ายสีเทา ในประเทศประเทศไทย ท่ามกลางการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่มีการเปิดประตูทำให้คนเทาจากต่างประเทศ เข้ามาใช้ประเทศไทย เป็นฮับสีเทา ดำเนินธุรกิจสีเทา ทำธุรกิจเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ

นอมินี’จีนเทา’เจ้าของบริษัทตัวจริง

ด้านนายปิยรัฐ กล่าวว่า หากไม่มีคดีนายมิงเฉินซัน หรือคดีลักพาตัว รีดไถชาวจีน 6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรเสียเอง อาจจะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในสังคม คดีเหล่านี้ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น ช่วง 4-5 ปี มีมาตลอด เปรียบว่าเป็น“ไตรภาคีสีเทา”ประกอบด้วย อาชญากร เจ้าหน้าที่รัฐ และทุนสีเทาขนาดใหญ่

นายปิยรัฐ เปิดเผยถึงรายชื่อบริษัทที่ต้องสงสัยครอบครองทรัพย์สินในรูปแบบนมินี ให้กับทุนจีน โดยผู้ถือหุ้น 1 คนใน 23 บริษัท ซึ่งบริษัทมีชื่อภาษาจีน โดยใน 23 บริษัท มีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท ที่พบว่าถือครองสิทธิ์ในหมู่บ้านหรู นอมินีถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 49 จึงต้องติดตามว่าเงินเหล่านั้นนำไปสู่การฟอกเงินหรือไม่ โดยใช้กลไกของกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายฯ ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจง โดยเฉพาะกรณีการเรียกค่าไถ่ชาวจีน

แฉ2ช่องทางพิเศษอยู่ในไทยได้ยาว

ขณะที่นายพิศาล กล่าวถึงความจำเป็นในการเข้มงวดกับวีซ่าระยะยาว เพื่อปิดช่องทางลัด อาชญากกรรมข้ามชาติ ที่จะเข้ามากระทำการผิดกฎหมาย ต้องทำตั้งแต่ต้นทาง ที่รัฐออกใบอนุญาตพิเศษ 2 ใบ 1.บัตรไทยแลนด์อีลิทการ์ดอยู่ได้ 5-20ปี โดยจ่ายเงินตั้งแต่ 650,000-5,000,000บาท รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกพำนักระยะยาว เป็นช่องโหว่ที่ไม่มีการตรวจสอบที่มาของเงินและพฤติกรรม รวมถึงคุณสมบัติหลังจากให้ใบอนุญาต ที่ผ่านมาพบผู้ถือใบอนุญาตเป็นผู้หนีคดี ติดหมายจับสากล เป็นอาชญากร เข้าออกประเทศไทยอย่างเสรี รวมถึง นายหมิงเฉินซัน โดยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาอาชญากรและทุนสีเทา พบว่าคนต่างชาติที่ซื้อบัตรนี้สูงสุดเป็นสัญชาติเดียวกันกับกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายมากที่สุดและ2.ใบอนุญาตพิเศษเรื่องวีซ่าระยะยาว ซึ่งตั้งแต่ปี 2565-2568 ออกใบอนุญาตให้แล้วกว่า 7,000 คน ที่ตอบโจทย์ในการดึงบุคคลที่มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทย

เขมรเหิมยิงยั่วยุต่อเนื่อง ชายแดนระอุ

เขมรเหิมยิงยั่วยุต่อเนื่อง  ชายแดนระอุ

เขมรเหิมยิงยั่วยุต่อเนื่อง ชายแดนระอุ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เขมรเหิมยิงยั่วยุต่อเนื่อง ชายแดนระอุ สนั่นพื้นที่ห้วยตามาเรีย กองทัพสั่งพร้อมตอบโต้ ชาวบ้านตื่นตัวรออพยพ

ทหารเขมรป่วนชายแดนไม่เลิก ยิงปืน 9 นัดในช่วงกลางคืน บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย ไทยเตือนหยุดยั่วยุ รักษาสันติวิธี ชี้เสี่ยงเข้าใจผิด ด้าน“ผบ.ทบ.”สั่งเฝ้าระวังพื้นที่เพ่งเล็งชายแดนไทย-กัมพูชา หลังป่วนบ่อยหลากรูปแบบ ผงะ! เจอกองอุจจาระรั้วลวดหนาม ชี้ยิงปืนหากคุกคาม พร้อมตอบโต้ เผย ทบ.ส่งข้อมูล SUB-GBC ขันน็อตข้อตกลง “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์”

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานจาก กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) กำลังพลในฐานปฏิบัติการห้วยตามาเรีย ได้ตรวจพบการใช้อาวุธปืนของทหารกัมพูชาในพื้นที่ห้วยตามาเรีย โดยมีรายละเอียดดังนี้

เวลา 19.59 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว จำนวน 4 นัด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย ห่างจากแนววางกำลังไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร พิกัด VA641923

เวลา 20.10 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว จำนวน 5 นัด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย ห่างจากแนววางกำลังไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร พิกัด VA641931

ทั้งนี้ การใช้อาวุธในห้วงเวลาดังกล่าว และภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว ถือเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม อาจเข้าข่ายการยั่วยุ และเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความสงบเรียบร้อย และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายได้

ฝ่ายไทยขอแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด พร้อมยึดมั่นในกลไกการประสานงาน และแนวทางสันติวิธี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณแนวชายแดนต่อไป

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกในวันนี้ว่า ผู้บัญชาการทหารบกได้ย้ำถึงภัยคุกคาม ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงตลอด จึงขอให้ทุกหน่วยยึดมั่นในนโยบาย และแนวทางดำเนินการ ของกองทัพบก เพื่อให้การปฎิบัติภารกิจสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน และมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้โฆษกกองทัพบก ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ห้วยตามาเรีย ที่เมื่อคืนที่ผ่านมา ทหารกัมพูชายิงปืน 9 นัด เนื่องจากกัมพูชาไม่ต้องการให้ไทยสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น โดยกล่าวว่า ข่าวสารในลักษณะดังกล่าว ยังพบอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีแนวทางในการประสานงาน แต่ทั้งนี้ต้องดูว่า มันเกินระดับ หรือไม่อย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นทหารกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่ที่ตกลงกันไว้ ในพื้นที่ที่ไม่อยากให้มีการเผชิญหน้า ซึ่งหากเข้ามาใกล้พื้นที่ แต่ละหน่วยก็จะมีวิธีการแจ้งเตือนว่า จะมีการใช้อาวุธ โดยที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชายังมีการใช้อาวุธแบบสะเปะสะปะ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่พูดคุยกันไว้ หรือบางกรณีมีการเสียวินัยทหาร จึงพิสูจน์ยากว่า เสียงอาวุธของฝั่งกัมพูชาที่มีอยู่ประปราย เกิดจากกรณีใด แต่ก็ถือว่า เป็นความไม่เรียบร้อย โดยแต่ละหน่วยก็ต้องประสานงาน และแก้ไขปัญหา

สำหรับในพื้นที่ห้วยตามาเรียนั้น ที่มองว่า กัมพูชาใช้อาวุธก่อกวน เพื่อไม่ให้ฝั่งไทยสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ไม่ได้มีนัยเช่นนั้น แต่เมื่อมีเสียงอาวุธดังขึ้น มีความเป็นไปได้หลากหลาย ซึ่งการสร้างอ่างเก็บน้ำก็เป็นกรณีหนึ่ง โดยปัจจุบันยังไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างจริงจัง ปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ป่า ดังนั้นเสียงอาวุธปืนที่ดังขึ้น เราให้น้ำหนักไปในเรื่องของความไม่เรียบร้อยของทหารกัมพูชา ซึ่งบางครั้งก็ต้องการก่อกวน เพื่อให้ทหารไทยตอบโต้ และนำประเด็นเหล่านั้นไปขยายผลอย่างที่เห็นอยู่ ซึ่งจะเห็นว่า ทุกครั้งที่เราใช้อาวุธ เพื่อยิงแจ้งเตือน ถูกนำไปขยายผลในเรื่องการสื่อสารโดยตลอด ส่วนเรื่องอ่างเก็บน้ำ ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียด ซึ่งมองว่า น่าจะเป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งเป็นเพียงแนวคิด

ส่วนที่มองกันว่า เหตุการณ์การยั่วยุ เหมือนสถานการณ์จะวนไปในรูปแบบเก่า และจะนำไปสู่การสู้รบอีกหรือไม่ โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า วัตถุประสงค์คือ ทำให้เกิดเสียง ไม่ได้ประสงค์ถึงชีวิต และทรัพย์สิน ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาตามระดับให้เกิดความเหมาะสม แต่หากเมื่อไหร่ที่การใช้อาวุธมีเป้าหมายต่อชีวิต และทรัพย์สิน จนทำให้เกิดการบาดเจ็บสูญเสียต่อประชาชน หรือกำลังพล จะมีการตอบโต้อีกลักษณะหนึ่ง พร้อมย้ำว่า เสียงการใช้อาวุธปัจจุบันนี้ยังไม่เข้าข่าย จึงจะให้น้ำหนักไปเรื่องของการก่อกวนเสียมากกว่า และเรื่องความไม่เรียบร้อยของทหารกัมพูชา และย้ำอีกว่า หากฝั่งกัมพูชามีการยิงปืน ฝ่ายไทยก็จะปรามด้วยการยิงเตือน ไม่เกิน 5 นัด ไม่ใช่ลักษณะ 20 กว่านัด เหมือนกับฝั่งกัมพูชาที่เคยยิงมาเป็นชุด ก่อนหน้านี้ ดังนั้นข่าวสารฝ่ายกัมพูชาจึง ไม่มีความน่าเชื่อถือที่เพียงพอ

ในขณะที่ทีมโฆษกกองทัพบก ก็ต้องอาศัยข้อมูลกับพื้นที่ควบคุมกว่า 400 กว่ากิโลเมตร และต้องใช้เวลาในการติดต่อสื่อสารกับหน่วยในพื้นที่ พร้อมทั้งยอมรับว่า เรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่ในความสนใจของนานาชาติ ดังนั้นเราต้องตั้งหลักอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ซึ่งสิ่งที่สื่อสารต้องพิสูจน์ได้ พร้อมทั้งยังยอมรับว่า การยั่วยุของฝั่งกัมพูชามีหลายรูปแบบ ซึ่งมีความเป็นไปได้หมด เช่น การขับถ่ายอุจจาระตามแนวรั้วลวดหนาม เนื่องจากทหารกัมพูชาที่เป็นวัยหนุ่ม ก็จะแสดงออกถึงความไม่เรียบร้อยอยู่บ่อยครั้ง หรือมีการใช้วาจาที่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง เพื่อหวังบันทึกภาพ และนำไปขยายผลในการสื่อสาร ซึ่งสิ่งที่กัมพูชามีการดำเนินการหลังหยุดยิง ก็มีความคล้ายคลึงกันมาโดยตลอด ถือเป็นการยั่วยุ และก่อกวน เพื่อมุ่งหวังอยากเห็นปฏิกิริยาของฝั่งไทยอย่างหนึ่งอย่างใด ในขณะที่ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ในระดับที่เหมาะสม ที่สามารถตอบคำถามต่อสังคมภายในประเทศ และต่างประเทศได้

เมื่อถามว่า พื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องจอม ตรงข้ามโอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ ถือเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงหรือไม่ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ผบ.ทบ.ให้ความสำคัญในทุกพื้นที่เท่ากันหมด แต่พื้นที่โอร์เสม็ด มีพื้นที่ที่มีสภาพเป็นพื้นที่ชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่เป็นภาพของการประชาสัมพันธ์ และการสื่อสาร รวมถึงมีคนเข้าออกง่าย จึงมีโอกาสที่ฝ่ายกัมพูชา อยากให้ประเด็นเกิดในพื้นที่นี้ ในขณะที่พื้นที่ห้วยตามาเรีย ยอมรับว่า เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาให้ความระมัดระวังสูง ซึ่งเป็นพื้นที่เพ่งเล็งของทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีพื้นที่เพ่งเล็ง เช่น เขาพระวิหาร บริเวณห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ, ช่องจอม โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์, ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ และช่องบก ตรงเนิน 745 จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ ในลักษณะความไม่เรียบร้อย แต่ยืนยันว่า ใน ด้านการข่าว และภาพรวมยังไม่มีการคุกคาม ถึงขั้นใช้อาวุธในลักษณะที่รุนแรง แต่ทั้งนี้เราก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

ส่วนกรณีฝั่งกัมพูชามีการบินโดรนตรงพื้นที่ภูมะเขือ เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงาน แต่ถ้ามีก็ต้องเอาลงมา ซึ่งยอมรับว่า มีการใช้โดรน แต่ต้องไม่มีในลักษณะเข้ามารุกล้ำในพื้นที่ของฝ่ายไทย และเชื่อว่า ฝ่ายกัมพูชาก็ต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้ เพราะยังถือว่า ยังอยู่ในช่วงละเอียดอ่อน เพราะแทนที่สถานการณ์จะดีขึ้น กลับแย่ลง ซึ่งยืนยันว่า การบินโดรน ไม่ได้รุกล้ำเข้ามา แต่ปรากฏในลักษณะบินมุมสูง ซึ่งไม่ได้กระทบอะไรกับฝ่ายไทยเรา

พลตรี วินธัย ยังกล่าวอีกว่า ผบ.ทบ. ยังเน้นย้ำใน 4 เรื่องหลักคือ 1.การเฝ้าตรวจ 2.ปรับปรุงฐานที่มั่น กรณีเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เพื่อให้กำลังพล และประชาชนปลอดภัย 3.การปรับปรุงเส้นทาง เพื่ออำนวยกิจการทางทหารได้สะดวก และ 4.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส่วนกรณีที่กัมพูชามีการเตรียมนักโทษ มาปฏิบัติงานตามแนวชายแดน พลตรี วินธัย กล่าวว่า เป็นข่าวสารที่ปรากฏในฝั่งกัมพูชา ที่อยากให้ผู้ต้องขังมาฝึกวิชาชีพ ซึ่งมองว่า ไม่น่าจะมาใช้ในกิจการทางทหาร ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักของสากล แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีผลต่อการปฎิบัติงานของทหารไทย

ขณะที่สถานการณ์ชายแดน จังหวัดสระแก้ว หลังมีความไม่เรียบร้อยในเรื่องของพื้นที่ทำกิน ซึ่งเป็นความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ ในการเข้าใช้พื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย และฝ่ายปกครองก็เข้าไปดำเนินการแล้วตามกลไกต่าง ๆ ซึ่งเดิมทีพื้นที่นั้นมีการใช้อำนาจพิเศษในการเข้าไปทำกิน

ส่วนความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว แม้จะยังไม่ได้รับรายงาน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มี ซึ่งเป็นเรื่องที่ระดับหน่วยที่ต้องไปกวดขัน แต่คงจะไม่ถี่มาก เหมือนกับฝั่งกองทัพภาคที่ 2 ที่เราแทบจะได้ยินแทบทุกวันในเรื่องเหล่านี้

ขณะที่พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการประชุมกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ Sub-GBC ซึ่งถือเป็นการประชุมต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้หลังหยุดยิง ก็มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ทั้งในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพเรือ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็อยู่ในกรอบที่เคยหารือกันไว้แล้ว เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งยังอยู่ในลักษณะต่างฝ่ายต่างเก็บ รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นวงรอบหนึ่งที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกันใหม่ ส่วนจะเป็นในแง่บวก, ลบ หรือเป็นกลางก็ต้องติดตาม โดยกองทัพบกได้ทำข้อเสนอเป็นการภายในส่ง ไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหม

ส่วนกรณีที่ปรากฏภาพทหารกัมพูชาถือปืนหันมายังฝั่งไทย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นคลิปเก่า แต่เมื่อมีภาพดังกล่าวปรากฏก็ต้องมีการประสานงานอยู่แล้ว เนื่องจากมองว่า เป็นการคุกคาม แต่ส่วนมากแล้วเป็นสงครามข่าวสาร เช่น ยิง 2 นัด แต่ไปบอกว่า เป็น 22 นัด

สมาชิกเพื่อไทย กทม. เปิดตัวแคมเปญ เพื่อไทย Life ลงตัว รวมพลังชิงเก้าอี้ส.ก.

สมาชิกเพื่อไทย กทม. เปิดตัวแคมเปญ เพื่อไทย Life ลงตัว รวมพลังชิงเก้าอี้ส.ก.

สมาชิกเพื่อไทย กทม. เปิดตัวแคมเปญ เพื่อไทย Life ลงตัว รวมพลังชิงเก้าอี้ส.ก.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.56 น.

25 พฤษภาคม กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทย จากกรุงเทพมหานคร ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ภายใต้ชื่อแคมเปญ “เพื่อไทย Life ลงตัว : เมืองที่เข้าใจคน ไว้ใจคนที่เข้าใจเมือง” โดยแสดงจุดยืนร่วมกันผ่านการเปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปกเพจเฟซบุ๊กพร้อมกันในวันนี้

ซึ่งการรวมตัวดังกล่าวเป็นความริเริ่มของสมาชิกพรรคเพื่อไทยในระดับพื้นที่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่มีมติส่งผู้สมัคร ส.ก. อย่างเป็นทางการ แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจรวมตัวกันในนามทีม เพื่อทำแคมเปญร่วมและนำเสนอตัวเองต่อประชาชนในแต่ละเขต

ทั้งนี้ เพื่อไทย Life ลงตัว มุ่งนำเสนอวิสัยทัศน์เมืองที่คนธรรมดาอยู่ได้ โดยทีมที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลและมีศักยภาพในการผลักดันนโยบายระดับประเทศลงสู่ระดับเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม 

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ก. ได้แก่ น.ส.ชวัลพัชร

สำเร็จวาณิชย์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตลาดกระบัง

นายสมชาย เวสารัชตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตสายไหม

นายตกานต์ สุนนทวุฒิ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตหลักสี่

นายพีระพงษ์ รัสมี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตหนองจอก

น.ส.นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสามวา

นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตจอมทอง

นายพนา วุฒิเดช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตดอนเมือง

นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตทุ่งครุ

น.ส.พิมพ์เพ็ญ วีรกุลสุนทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตราษฎร์บูรณะ

นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตมีนบุรี

ครป. ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาล เร่งผลักดันรธน.ฉบับใหม่ตามเจตจำนงประชาชน

ครป. ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาล เร่งผลักดันรธน.ฉบับใหม่ตามเจตจำนงประชาชน

ครป. ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐสภาและรัฐบาล เร่งผลักดันรธน.ฉบับใหม่ตามเจตจำนงประชาชน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.45 น.

แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรือในอีกนัยยะหนึ่ง อำนาจสูงสุด นั้นเป็นของปวงชนชาวไทย และ โดยที่รัฐธรรมนูญในฐานะกติกาสูงสุดของประเทศที่ผู้ใดละเมิดมิได้ ได้ออกแบบให้ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านการออกเสียงเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ ซึ่งผลการเลือกตั้งและผลการออกเสียงประชามติ ผูกพัน ทุกองค์กร ทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐ รวมทั้งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลาย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติ ไปแล้ว อำนาจอธิปไตยของประชา ชนจะหมดสิ้น หรือสะดุดหยุดลง ประชาชนยังคงไว้ซึ่งอำนาจอันชอบธรรม ในอันที่จะติดตามตรวจสอบ ว่าผลของการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามตินั้นได้เป็นไปตามเจตจำนงที่ได้มอบหมายไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งยังคงไว้ซึ่งอำนาจ ตามที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่นอำนาจในการเสนอกฎหมาย การถอดถอนผู้มีอำนาจ เป็นต้น

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนวันออกเสียงประชาติ 80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฎว่าประชาชนไทยร่วมกันออกเสียงประชามติเห็นชอบ “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นเสียง เสียงข้างมากของประชาชนคนไทยเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ “ทุกภาค”ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจถูกผูกขาดเช่นเดิมต่อไป

ผลพวงของการประชามติทั่วประเทศจากประชาชนในครั้งนี้ จึงเป็นผลผูกพันโดยตรง ต่อรัฐบาลและรัฐสภาในทางกฎหมายและเจตจำนงค์ทางการเมืองของประชาชน ในการออกแบบให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ต่อไปจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมเพื่อนำไปสู่การร่างใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที เพราะผลการประชามติมีผลผูกพันเชิงบังคับ (Binding Referendum) ที่รัฐจะต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ การประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่คำถามการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดหรือมาตราใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการออกเสียงประชามติของประชาชนไทยทั้งประเทศว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องมายังรัฐบาลและรัฐสภา เร่งดำเนินการตามเจตจำนงค์ของประชาชนซึ่งเปรียบดั่งเสียงสวรรค์ โดยไม่พยายามเบี่ยงเบนเจตนาหรือลดทอนเสียงของประชาชนเป็นอย่างอื่น และไม่อาจหลีกเลี่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่โดยการแต่งตั้ง สสร.ของตนเองมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกลุ่มคณาธิปไตย เฉกเช่นการออกแบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ซึ่งจะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองเช่นที่ผ่านมา

เพื่อป้องกันการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับคณาธิปไตยใหม่โดยเบี่ยงเบนเจตน์จำนงของประชาชนที่ได้ลงประชามติต้องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่มาจากการรัฐประหารและการออกแบบกับดักโดยกลุ่มอำนาจนิยมทางการเมือง คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภา จัดให้มี สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเห็นว่าการให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นำมาเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นรากฐานที่สำคัญเพื่อแก้ไขปฏิรูปใหม่ ให้ทันสมัยและเป็นคำตอบของชาติบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตการณ์ที่ติดหล่มการเมืองมากว่า 20 ปี และเท่าทันความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมการเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

25 พฤษภาคม 2569

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

พิจารณ์ ผิดหวัง เสรีพิศุทธ์ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก ระบอบสีน้ำเงิน

พิจารณ์ ผิดหวัง เสรีพิศุทธ์ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก ระบอบสีน้ำเงิน

พิจารณ์ ผิดหวัง เสรีพิศุทธ์ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก ระบอบสีน้ำเงิน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

“พิจารณ์” ผิดหวัง “เสรีพิศุทธ์” สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นกุข่าวรับเงินโหวตนายกฯ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ไม่ใช้ทางลัดยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดฟันมาตรฐานจริยธรรม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ตอบโต้กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช กล่าวอ้างว่ามีการจ่ายเงินให้แกนนำพรรคประชาชนในการโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยประเด็นจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์

นายพิจารณ์ ระบุว่า คำกล่าวหาดังกล่าวเป็นคำกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นคนตงฉินและหนักแน่นในทางการเมือง แทนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะโต้แย้งด้วยหลักการ กลับหันมาใช้เกมการเมืองสาดโคลนแบบเดิมๆ ที่การเมืองไทยเป็นมาตลอดหลายทศวรรษ และทำให้ประชาชนหมดศรัทธากับนักการเมือง ตนเข้าใจว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เติบโตมาในระบบการเมืองแบบเก่า เคยชินกับการเมืองที่ใช้เงินซื้อตัวและต่อรองผลประโยชน์ จนมองว่าทุกคนต้องทำการเมืองแบบเดียวกัน แต่ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำการเมืองแบบนั้น  

นายพิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ตนต้องย้ำอีกครั้งว่าการที่พรรคประชาชนไม่ร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นจริยธรรม เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้ผูกขาดมาตรฐานจริยธรรมตามดุลพินิจของตัวเอง จนเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์

พรรคประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลอนุทินเช่นกัน และย้ำมาโดยตลอดว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังผูกขาดกินรวบประเทศไทย แต่การพาประเทศไทยออกจากระบอบสีน้ำเงินจำเป็นต้องใช้วิธีการและอำนาจที่ชอบธรรม นั่นคือฉันทามติของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่การเลือกวิธีอะไรก็ได้ขอเพียงได้กำจัดคู่แข่งทางการเมือง แต่จะส่งผลเสียต่อสังคมไทยในระยะยาวข้างหน้า

นายพิจารณ์ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งคำถามต่อจุดยืนของพรรคประชาชน ซึ่งเรายืนยันว่ายืนอยู่จุดเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตนขอตั้งคำถามถึงจุดยืนทางการเมืองของคุณเสรีพิศุทธ์เช่นกัน วันหนึ่งท่านเคยยืนยันหนักแน่นว่าอยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่วันหนึ่งก็ยอมไปรวมกับอีกขั้วการเมืองหนึ่งที่เคยอยู่ตรงข้าม หันมาขอให้เด็ก “สละเรือ” ให้ นี่คือตัวอย่างการทำการเมืองแบบคนตงฉินของท่านหรือ

“น่าผิดหวังที่คุณเสรีพิศุทธ์เป็นผู้อาวุโสทางการเมือง กลับกุข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเพียงเพื่อดิสเครดิตกัน แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนมองออกว่าใครเป็นอย่างไร และตัดสินได้ว่าควรเชื่อถือคุณเสรีพิศุทธ์ต่อไปหรือไม่” นายพิจารณ์ กล่าวทิ้งท้าย

เอาจริงแก้ยาเสพติด ประธานสภาฯเตรียมดึงกลไกนิติบัญญัติ เสพซ้ำส่งเข้าเรือนจำทันที

เอาจริงแก้ยาเสพติด ประธานสภาฯเตรียมดึงกลไกนิติบัญญัติ เสพซ้ำส่งเข้าเรือนจำทันที

เอาจริงแก้ยาเสพติด ประธานสภาฯเตรียมดึงกลไกนิติบัญญัติ เสพซ้ำส่งเข้าเรือนจำทันที

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

25 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมเยียน และให้กำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลคูเมือง ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า วันนี้ได้เข้าพบผู้ที่รับการบำบัดรักษาฟื้นฟูจากยาเสพติด โดยได้สอบถามถึงสาเหตุการใช้ยาเสพติดพบว่า บางส่วนเป็นเพราะสภาพแวดล้อม แม้จะเข้ารับการบำบัดรักษาฟื้นฟู แต่เมื่อออกไปใช้ชีวิตในสังคมเดิมกลับพบว่าไปใช้ยาเสพติดเช่นเดิม

โดยตนได้ร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นายอำเภอคูเมือง สาธารณสุขนิเทศ จังหวัดบุรีรัมย์ หน่วยงานด้านการแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูเมือง 

จากการหารือพบว่า ยังมีผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดรักษา เกินกว่าหนึ่งครั้งเป็นจํานวนมาก ซึ่งแนวทางแก้ไขอาจมีความจำเป็นที่ต้องบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และให้การปราบปราม การบำบัดรักษา ฟื้นฟูเป็นไปด้วยความเข้มงวด รวมทั้งให้ผู้ที่เสพยาเสพติดเกิดความเกรงกลัว โดยหากยังกลับไปใช้ยาเสพติด อาจจะไม่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แต่จะต้องรับโทษเข้าสู่เรือนจำ 

นายโสภณ กล่าวอีกว่า จากการหารือ ผมจะนำเข้าสู่กระบวนการการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม บำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด เข้าหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งผลสุดท้ายอาจนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม ฟื้นฟู บำบัดรักษายาเสพติด