‘บรรจง’ ขอบคุณ ‘ยศนันท์’ เยี่ยมประมงพื้นบ้านสงขลา จี้รักษาสัญญาข้อเสนอ ไม่โชว์กึ๋นก็คงจะได้เจอกัน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

บรรจง

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 บรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว โพสต์คลิปวิดีโอข้อความผ่านเฟซบุ๊กขอบคุณ ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว.ไปยังเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา พร้อมข้อความทั้งหมดระบุว่า “ขอขอบคุณรองนายกเชนเป็นอย่างสูง ที่กรุณาแวะมาให้กำลังใจเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่สงขลา…มีบางเรื่องที่สำคัญ/ที่เคยคุยกันไว้ ถ้าท่านรับปาก/ยืนยันตามข้อเสนอได้ พวกเราก็คงจะไม่ต้องบุกไปพบนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมครม. แต่ถ้ามาแต่โชว์ความหล่อ ไม่โชว์กึ๋นก็คงจะได้เจอกัน…”

ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์

หลังจากที่โพสต์ของ บรรจง นะแส เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับการลงพื้นที่ของ ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ที่ไปยังเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยที่จังหวัดสงขลา เช่น

“คำว่าการเมือง? เป็นคำปริศนา อยู่ในตัวของมัน คือมันไม่จีรัง, ตลบตะแลง,ลับลวงพลาง ซ่อนเงื่อนฯลฯ หลายๆปีที่ผ่านมาก็ยังเป็น!!การเมือง ของคนกลุ่มหนึ่ง”

“เงินไม่มากาไม่เป็น อย่ายึดติด บ้านใหญ่/ทุนสีเทาสีดำ ปรับทัศนคติ มาร่วมพัฒนาสงขลา # ถึงเวลาเปลี่ยนได้สักที”

“งานนี้ได้คะแนน บ่าวเชน”

“จะเชื่ออะไรจริงหรือไม่ก็ต้องปฎิบัติตามจุดประสงค์แรกที่ตั้งธงไว้ อย่ายืมลมหายใจคนอื่น”

“นั่นแน่…นายหัวเจอคนหล่อ ปลื้มเลย คนหล่อฟังแม่นะครับนายหัว”

“เชื่อเพื่อไทยออกลูกเป็นลิง..คนเหนือว่า555”

“นายสุวิทย์ สวัสดิ์รักษา จำได้น้องวิทย์ บายดีนะว่างๆพบปะกันบ้าง ขอให้โชคดีครับ”

“คนพวกนี้เชื่อยาก”

“แผ่นดินนี้ของประชาชนถ้าพลังประชาชนเข้มแข็งไม่มีใครชนะ”

ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์
ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก บรรจง นะแส

บรรจง นะแสประทงพื้นบ้านยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์สงขลา

นายกฯ ทำท่าเดาะวอลเลย์ฯ พร้อมท่าส่งหัวใจ โชว์สื่อ หลัง ทีมนักตบสาว คว้าตั๋วโอลิมปิกแรกในประวัติศาสตร์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 14:49 น.

นายกฯ ทำท่าเดาะวอลเลย์ฯ พร้อมท่าส่งหัวใจ โชว์สื่อ หลัง ทีมนักตบสาว คว้าตั๋วโอลิมปิกแรกในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ภายหลังการเป็นพยานในพิธีลงนามข้อตกลงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและเชื่อมเกาะลันตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นรถบัสไฟฟ้า เพื่อปฏิบัติภารกิจในช่วงบ่าย ระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรี ทำท่าคล้ายการเดาะ ตบลูกวอลเลย์บอล พร้อมยกนิ้วโป้ง 2 ข้าง และทำสัญลักษณ์รูปหัวใจที่หน้าอกซ้าย หยอกล้อกับสื่อมวลชนที่มาติดตามทำข่าว

ทั้งนี้ เป็นการแสดงออกภายหลังที่นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยคว้าแชมป์เอเชีย และคว้าตั๋วสู้ศึกโอลิมปิกเกมส์ 2028 ซึ่งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการวอลเลย์บอลทีมชาติไทย

นายกฯวอลเลย์บอลทีมชาติไทยแนวหน้าออนไลน์

ระทึก! หม้อน้ำรถยนต์ระเบิด ก่อนนายกฯ ร่วมรับฟังความเห็นแนวทางพัฒนา 5 จว.ใต้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 14:35 น.

ระทึก! หม้อน้ำรถยนต์ระเบิด ก่อนนายกฯ ร่วมรับฟังความเห็นแก้ปัญหา-แนวทางพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ EOD รุดตรวจสอบ 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 ส.ค.2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณตรงข้ามอาคารคณะครุศาสตร์ และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นจุดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

โดยก่อนที่นายกฯ จะเดินทางมาถึง ได้เกิดเหตุการณ์เสียงดังเกิดขึ้น บริเวณรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีดำคันหนึ่งของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามหอประชุม โดยเกิดมีเสียงดังขึ้นมา และมีกลุ่มควันขึ้นมาจำนวนมากที่บริเวณห้องเครื่อง จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่ทันที

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า อาจจะเกิดจากหม้อน้ำระเบิด เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวขับมาไกลท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด

นายกฯสงขลาหม้อน้ำระเบิดแนวหน้าออนไลน์

มท.4 ยันถอดถอนทุจริตท้องถิ่นครบแล้ว 100% ยังไม่มีคนอุทธรณ์-ฟ้องร้อง แม้ขอดูคะแนนกว่า 1.5 พันรายชื่อ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 14:09 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่ประตูระบายน้ำหน้าควน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการถอดถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น หลังจากที่วันนี้เป็นวันสุดท้าย ว่า วันนี้ 31 ส.ค.เป็นไปตามที่มติ ก.กลาง ระบุไว้ให้มีการถอดถอนให้แล้วเสร็จ

ซึ่งตามรายงานที่รับทราบ ดำเนินการถอดถอนทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนที่มีคะแนนผิดปกติ 5,925 ราย และบรรจุไปแล้ว 3,864 ราย ซึ่ง ณ วันนี้ถอดถอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่เหลือคือยังไม่ได้มีการบรรจุฉะนั้นก็ไม่ต้องถอดถอน เพียงแต่ในรอบใหม่ก็จะไม่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าถอดถอนทั้งหมด 100% แล้ว

ขณะเดียวกัน รมช.มหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้มีคนมาขอดูคะแนนจำนวนมากพอสมควรประมาณ 1,500 คน ซึ่งทั้งหมดเมื่อได้เห็นข้อมูลและหลักฐานก็ไม่ได้มีการโต้แย้งหรือร้องเรียน และในส่วนข้าราชการที่ถูกเพิกถอนก็ยังไม่ได้มีการร้องเรียนหรืออุทธรณ์เข้ามาอย่างไร

ก่อนย้ำว่ายังไม่มีได้รับรายงานว่ามีการไปร้องศาลปกครองเพื่อให้คุ้มครองแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ

มหาดไทยแนวหน้าออนไลน์โกงสอบท้องถิ่น

สภาสูง 132 เสียง! ฉลุยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:59 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน4แสนล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

ทั้งนี้ ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และตัวแทน ครม. ได้ชี้แจงสรุปพ.ร.ก.แล้ว ในเวลา13.32น. ที่ประชุมจึงมีมติ132เสียงต่อ11เสียง เห็นชอบต่อพ.ร.ก.ฯกู้เงินฯ พ.ศ.2569 โดยงดออกเสียง28เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ใช้เวลาในการอภิปราย และชี้แจงทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง

พ.ร.ก.กู้เงินสว.แนวหน้าออนไลน์

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! นันทนา ซัด เงินกู้ส่วน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน เอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! นันทนา ซัด เงินกู้ส่วน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน สับดัน โซลาร์รูฟฯ เอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด เตือนถ้ารัฐบาลยังคิดตื้น ระวังได้เป็น ฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชนการที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนอยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของใบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่าง ๆ จนถึงโรงไฟฟ้าห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใครเพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ คนจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 2% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง

น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 200,000 บาท ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซล่าเซลล์ 200,000 ล้านบาท เท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาท เป็น 16.66 ล้านบาททันที ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงินเพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ครึ่งปีแรกของปี 69 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวรวมกัน 22.2% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว

“หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ตนเองจึงไม่อาจให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แม้จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน” น.ส.นันทนา กล่าว

นันทนารัฐบาลสว.เงินกู้แนวหน้าออนไลน์

เกาะติด ครม.สัญจร สงขลา นัดแรกปี 69 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ซอฟต์พาวเวอร์ 5 จชต.

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:42 น.

กรมประชาสัมพันธ์ เกาะติดภารกิจการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 นี้

การประชุม ครม.สัญจรในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการผลักดัน Soft Power เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) พร้อมทั้งเปิดพื้นที่รับฟังทุกข้อเสนอและเสียงสะท้อนจากประชาชนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่อย่างตรงจุดและยั่งยืนต่อไป

ครม.สัญจรซอฟต์พาวเวอร์สงขลาอนุทิน ชาญวีรกูล

สำเนาถูกต้อง! “อนุทิน” ทนไม่ไหว โพสต์ลั่น “เหมือนกว่าเราตอนเด็กอีก”

31 สิงหาคม 2569 เวลา 12:06 น.

กลายเป็นกระแสไวรัลเรียกรอยยิ้มบนโลกออนไลน์ในขณะนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อร่วมแจมกับกระแสฮิตหลังมีชาวเน็ตแชร์ภาพของหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตนเองในวัยเด็กแบบสำเนาถูกต้อง โดยนายอนุทินได้โพสต์ข้อความระบุว่า อืมมม…เหมือนกว่าเราตอนเป็นเด็กจริงๆ #Minime” ซึ่งถือเป็นการออกมายืนยันและการันตีด้วยตัวเองว่าเด็กคนนี้หน้าเหมือนตนเองมากจนต้องขอยอมรับ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ โลกโซเชียลได้มีการแชร์ภาพของเด็กชายคนดังกล่าวและนำไปเปรียบเทียบกับภาพวัยเด็กของนายอนุทิน จนเกิดเป็นกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตหลายคนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งโครงหน้า แววตา และรอยยิ้มของเด็กคนนี้ ถอดแบบมาจากนักการเมืองคนดังราวกับฝาแฝดข้ามรุ่น หรือราวกับกดปุ่มคัดลอกแล้ววาง จนทำให้ภาพการเปรียบเทียบนี้ถูกส่งต่อและกลายเป็นไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว

หลังจากที่นายอนุทินได้แชร์ข้อความดังกล่าวออกไป ก็มีผู้คนและชาวเน็ตเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์แซวกันอย่างสนุกสนาน หลายคนมองว่าเป็นมุมที่น่ารักและเป็นกันเองที่ได้เห็นบุคคลระดับประเทศออกมารับลูกกับกระแสโซเชียลด้วยตัวเองอย่างอารมณ์ดี เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งสีสันน่ารักๆ บนโลกออนไลน์ ที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารได้เป็นอย่างดี

นายกฯอนุทินไวรัล

รองปลัดมท. ลั่นเพิกถอน ขรก.โกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบวันนี้ จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทนเดือนหน้า

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:41 น.

รองปลัดมท. ลั่นเพิกถอน ขรก.โกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบวันนี้ จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทนเดือนหน้า เผยไม่มีฟ้องกลับ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่ จ.สงขลา นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พร้อมด้วยนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีถอนถอนรายชื่อทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ว่า ขณะนี้สถ.ได้ดำเนินการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันอย่างรอบคอบและโปร่งใส ล่าสุดได้มีมติให้เพิกถอนการบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,868 ราย โดยให้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ถูกเพิกถอนว่า จากรายชื่อผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนในบัญชีใหญ่ทั้งหมด 5,925 รายนั้น ทาง สถ. ได้จัดชุดทำงานลงพื้นที่สอบทานข้อมูลอย่างละเอียดโดยเทียบเคียงข้อมูลระหว่างเครื่องและคน พบว่ามีผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้วจำนวน 3,868 ราย ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 รายนั้นยังเป็นเพียงผู้ที่รอการบรรจุ จึงไม่ต้องดำเนินการเพิกถอน เพียงแต่จะไม่มีการเรียกมารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่อย่างใด ซึ่งในจำนวน 3,868 รายที่ถูกเพิกถอน พบว่ามีผู้ที่ชิงลาออกไปก่อนแล้ว 146 ราย ซึ่งการลาออกจะไม่ส่งผลให้พ้นจากความผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็จะต้องถูกดำเนินคดีต่อไป

นายนิรัตน์ กล่าวว่าสำหรับการแจ้งรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน ทางกรม สถ. เลือกใช้วิธีส่งหนังสือแจ้งรายชื่อเฉพาะบุคคลไปยังคณะกรรมการข้าราชการส่วนจังหวัด (ก.จังหวัด) แต่ละแห่งโดยตรง เพื่อให้เห็นเฉพาะรายชื่อของจังหวัดตนเอง แทนการประกาศรายชื่อทั้งหมด 50,000 รายชื่อลงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความถูกต้องตามขั้นตอน พร้อมกันนี้ สถ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบสามารถเดินทางมาขอตรวจสอบคะแนนของตนเองได้ทั้งที่ส่วนกลางและที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีผู้เดินทางมาตรวจสอบคะแนนแล้วถึง 1,489 คน โดยทาง สถ. ได้นำหลักฐานผลคะแนนที่แท้จริงและคะแนนที่ถูกปลอมแปลงมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนยอมรับในหลักฐาน ไม่มีผู้ใดโวยวาย ร้องไห้ หรือดำเนินการฟ้องร้องแต่อย่างใด ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของกรมฯ ที่ต้องการแสดงความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในระยะแรก สถ. จำต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันเป็นอันดับแรก เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่สอบผ่านตามเกณฑ์แต่ต้องเสียโอกาสและรอคอยการบรรจุ โดยหลังจากดำเนินการเพิกถอนกลุ่มผู้ทุจริตเรียบร้อยแล้ว สถ. มีกำหนดการที่จะเรียกผู้ที่อยู่ในบัญชีสำรองที่ถูกต้องตามลำดับคะแนน (จากบัญชีผู้สอบผ่านกว่า 48,000 – 50,000 คน) เข้ามาบรรจุทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง ภายในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีของผู้ที่ตรวจสอบพบว่าคะแนนดีขึ้น แต่ได้รับการบรรจุไปแล้วนั้น จะยังคงยึดมติเดิมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม คือให้ปฏิบัติงานในพื้นที่เดิมที่ได้รับการบรรจุไปก่อน เนื่องจากเมื่อปฏิบัติงานครบ 6 เดือนก็สามารถทำเรื่องขอย้ายได้ตามระเบียบปกติ ทั้งนี้สำหรับความคืบหน้าทางคดีอาญา กรม สถ. ได้รวบรวมข้อมูลและส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น ป.ป.ช., ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ป.ป.ง. และ ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีการรายงานความคืบหน้าของกระบวนการทั้งหมดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทราบอย่างต่อเนื่องในทุกระยะ

นิรัตน์รองปลัดมหาดไทยแนวหน้าออนไลน์โกงสอบท้องถิ่น

ศาลอาญาสั่งจำคุก ตะวัน ทะลุวัง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานฝ่าฝืนคำสั่งตำรวจ ผิด ม.112 ปมไลฟ์สดขบวนเสด็จ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:30 น.

31 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ1237/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน อดีตแกนนำกลุ่มทะลุวัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตาม ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 , ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

กรณีเมื่อเดือน มี.ค.2565 น.ส.ทานตะวัน จำเลย ไปยืนไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จผ่าน

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

โดยวันนี้ น.ส.ทานตะวัน เดินทางมาศาล และได้ให้สัมภาษณ์ก่อนฟังคำพิพากษาว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะสิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ และไม่มั่นใจว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ยืนยันว่าวันนี้ยังอยู่ตรงนี้และจะไม่ไปไหน ซึ่งในชั้นนี้เป็นศาลชั้นต้น ทนายได้มีการเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากมีการจำคุกและต้องประกันตัว

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าแอบตื่นเต้น แต่ถามว่าเครียดหรือไม่ ยืนยันว่าทำใจมาแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ และผ่านไปให้ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่า จะพูดเหมือนเดิมในวันนั้นที่มีม็อบชาวนาออกมามาเรียกร้องหลายวันมาก ด้วยความที่เราเคยไปม็อบชาวบ้านอยู่แล้ว อยากให้คนมีอำนาจหันมาสนใจชาวบ้านบ้าง

ศาลพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดที่จำเลยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ก่อนขบวนเสด็จมาถึง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถวายความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ถวายความปลอดภัยประมุขแห่งรัฐตามมาตรฐานสากลที่เห็นในนานาอารยประเทศ ทั้งจำเลยศึกษาคณะนิติศาตร์ เชื่อว่าต้องทราบหลักการดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่จำเลยกลับใช้ถ้อยคำชี้นำให้คนรับชมผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของจำเลยในการพาดพิงพระมหากษัตริย์โดยไม่สมควรหลายครั้ง ชี้เจตนาว่า จำเลยต้องการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นฯ เมื่อกระทำการผ่านเฟซบุ๊คจึงเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับทราบคำสั่งแต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ แจ้งให้จำเลยทราบ 3 ครั้งว่า ไม่ให้ถ่ายทอดสดเนื่องจากจะมีขบวนเสด็จผ่านมายังบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ (ผกก.สน.นางเลิ้ง ในขณะนั้น) สั่งให้ตำรวจหญิง 2 นาย เข้าควบคุมโดยการคล้องแขนและขาจำเลยข้างละ 1 คน ข้อหารับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเมื่อตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย พ.ต.อ.สมยศ จึงมีอำนาจในการออกคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่ ห้าม 3 ครั้งแต่จำเลยกลับเพิกเฉย จำเลยจึงมีความผิดฐานรับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฯ

ส่วนข้อหาใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ไม่มีการแจ้งว่าจะควบคุมตัวจำเลย มีการล็อคแขนขาจำเลยแต่ไม่มีการแจ้งว่าจะนำไปที่ใดเป็นธรรมดาที่จำเลยจะตกใจกลัวการกระทำของจำเลยเป็นการดิ้นรนจากการตกใจกลัวเท่านั้น ฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน จึงไม่มีความผิดในฐานนี้

พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นโทษบทหนักที่สุด จำคุก 3 ปี ฐานทราบคำสั่งเจ้าพนักงานและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งปรับ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้างมีเหตุให้บรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 600 บาท ริบของกลางโทรศัพท์มือถือไอโฟน

กลุ่มทะลุวังตะวันตะวันทะลุวังทานตะวันตัวตุลานนท์ม112มาตรา112