มท. ล้อมคอก ยึดพิจารณาจ้างเหมาบริการ นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ต้องไม่มีพฤติกรรมโกง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 19:08 น.

’มท.‘ ล้อมคอกกำชับเข้ม ’ผู้บริหารท้องถิ่น‘ ทั่วประเทศ ยึดพิจารณาจ้างเหมาบริการ ‘นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา’ ต้องไม่มีพฤติกรรมโกง-ประพฤติมิชอบ-หาช่องเอื้อประโยชน์ทุกรูปแบบ

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำหนังสือด่วนมาก ที่ มท 0808.2/ว 4690 ลงวันที่ 11 ส.ค.69 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด เรื่อง ซักซ้อมการจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ้างถึง หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 9636 ลงวันที่ 10ก.ย.2567 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติ ความละเอียดตามหนังสือที่อ้างถึง นั้น

เนื่องจากปัจจุบันปรากฎข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการรับสมัครบุคคลที่ถูกเพิกถอนออกจากบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขัน ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเพื่อเข้ารับการจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประมวลจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และปราศจากอคติ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุน การทุจริตและประพฤติมิขอบทุกรูปแบบ ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง กระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ยึดมั่นในกฎหมายและไม่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ ไม่คบหาหรือให้การสนับสนุน ความประพฤติหรือมีชื่อในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน ประกอบกับการจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะเป็นการจ้างเพื่อเสริมการปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้างจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ ที่เหมาะสมกับงานจ้างเหมาบริการ ดังนั้น เพื่อให้การจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดประโยชน์ กับทางราชการ และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปตามประมวลจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น

จึงขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการจ้างเหมาบริการนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่มีพฤติกรรมการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ตลอดจนระมัดระวังการจ้างเหมา บริการเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ หรือมีการเอื้อประโยชน์แก่นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเฉพาะราย ตามประมวลจริยธรรมผู้บริหารท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีมหาดไทยอนุทิน ชาญวีรกูล

สว.เปรมศักดิ์ หนุน ‘โกวิท’ นั่งอัยการสูงสุด ย้ำกล้าชนอำนาจ ยุติธรรมต้องมาตรฐานเดียว

31 สิงหาคม 2569 เวลา 17:42 น.

“สว.เปรมศักดิ์”หนุน “โกวิท ศรีไพโรจน์“ นั่งอัยการสูงสุด ย้ำต้องกล้าชนอำนาจ ยุติธรรมต้องมาตรฐานเดียว

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมวุฒิสภาการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุดที่เสนอให้ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ว่า ตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่เพียงตำแหน่งสูงสุดในสายวิชาชีพอัยการ แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับ “ความยุติธรรมของประเทศ” ตั้งแต่การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีสำคัญ คดีทุจริต คดีอาญาร้ายแรง คดีความมั่นคง ไปจนถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาของวุฒิสภาจึงไม่ควรเป็นเพียงพิธีการ หรือดูเพียงอายุราชการและตำแหน่งที่ผ่านมา แต่ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และพฤติกรรมทางจริยธรรม เหมาะสมกับอำนาจอันสำคัญของอัยการสูงสุดหรือไม่

สำหรับ นายโกวิท ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ในองค์กรอัยการมายาวนาน ผ่านทั้งงานอัยการระดับจังหวัด คดีอาญา คดีพิเศษ งานคุ้มครองสิทธิ คดีปราบปรามการทุจริต และงานบริหารระดับสูง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ก่อนที่คณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. จะมีมติเห็นชอบเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประสบการณ์ที่ยาวนานเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการพิจารณา สิ่งสำคัญกว่าคือประสบการณ์เหล่านั้นได้หล่อหลอมให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อพร้อมเป็นอัยการสูงสุดที่เป็นอิสระ กล้าหาญ และยืนอยู่บนหลักกฎหมายมากน้อยเพียงใด

นพ.เปรมศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 7 ประเด็น เริ่มจากเรื่อง ความเป็นอิสระของอัยการสูงสุด ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด เพราะคดีจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ข้าราชการระดับสูง และบุคคลที่มีอิทธิพล ประชาชนต้องมั่นใจว่า คำสั่งของอัยการตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ไม่ใช่แรงกดดันทางการเมือง ความเกรงใจ หรือการเลือกปฏิบัติ กฎหมายต้องเป็นกฎหมายเดียวกันสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนมีอำนาจหรือประชาชนธรรมดา

สำหรับ ประเด็นต่อมาคือ การใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี ซึ่งเป็นอำนาจสำคัญของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะคดีใหญ่ที่สังคมจับตา หากไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัย จึงควรพัฒนาระบบที่ทำให้ “ดุลพินิจ” เดินควบคู่กับ “ความโปร่งใส” โดยไม่กระทบสิทธิของคู่ความและกระบวนการยุติธรรม ส่วนประสบการณ์การทำคดีที่ละเอียดอ่อน ตนมองว่าเป็นทั้งข้อได้เปรียบและบททดสอบ เพราะผู้นำองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “ไม่เคยผิดพลาด” แต่ต้องกล้ายอมรับเมื่อเกิดข้อผิดพลาด กล้าแก้ไข และกล้าปฏิรูประบบไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ

ขณะที่ด้าน การปราบปรามการทุจริต ซึ่งนายโกวิทเคยมีประสบการณ์โดยตรงนั้น เห็นว่าควรพิจารณาจากผลงานที่วัดผลได้ ทั้งจำนวนคดี ความรวดเร็วในการพิจารณา การลดคดีค้าง และมาตรฐานในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพราะสิ่งที่จะถูกทดสอบในตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่เพียงความรู้กฎหมาย แต่คือ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังกล่าวถึง คดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า รัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือรักษาความปลอดภัย แต่การใช้อำนาจต้องไม่ละเลยสิทธิมนุษยชน อัยการสูงสุดจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพพยานหลักฐาน ป้องกันการใช้หลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงมีมาตรฐานรับมือข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานหรือการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อีกโจทย์สำคัญคือ การปฏิรูปองค์กรอัยการรับอาชญากรรมยุคใหม่ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงินข้ามชาติ หลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเสนอให้ยกระดับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับตำรวจ ป.ป.ช. ปปง. ดีเอสไอ และหน่วยงานต่างประเทศ รวมถึงเร่งบริหารสำนวนด้วยระบบดิจิทัลเพื่อลดคดีค้างและช่องว่างการแทรกแซง

ประเด็นสุดท้ายคือ ความโปร่งใสและจริยธรรมภายในองค์กร ต้องไปไกลกว่าการอบรมหรือคะแนนประเมิน ควรมีระบบให้พนักงานอัยการสามารถแจ้งความผิดปกติได้โดยไม่กระทบความก้าวหน้า มีมาตรฐานจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน การถอนตัวจากสำนวนเมื่อมีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องสามารถตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงได้เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง

นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า การพิจารณาครั้งนี้ไม่ใช่การมอบ “รางวัลปลายทางของชีวิตราชการ” เพราะตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่รางวัล แต่เป็นภาระในการรักษาหลักนิติธรรม ปกป้องความเป็นอิสระของพนักงานอัยการ กล้าตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดัน และสร้างความเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ หากได้รับความเห็นชอบและเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว เมื่อถึงวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ ต้องการเห็นองค์กรอัยการเปลี่ยนแปลงจากวันนี้อย่างไร โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อคำสั่งฟ้องและไม่ฟ้อง การทำให้อัยการทำงานโดยปราศจากการแทรกแซง และการทำให้คำว่า “อัยการของแผ่นดิน” หมายถึงองค์กรที่ยืนอยู่ข้างกฎหมาย ความถูกต้อง และความยุติธรรมอย่างแท้จริง

“การลงมติของวุฒิสภาไม่ใช่การตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่จะได้รับอำนาจสำคัญที่สุดคนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เราต้องให้เกียรติผู้ได้รับการเสนอชื่อ และในเวลาเดียวกันก็ต้องให้เกียรติประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง สมาชิกควรพิจารณาให้ครบทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติราชการ พฤติกรรมทางจริยธรรม ความเป็นอิสระ และความกล้าหาญในการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เพื่อให้การให้ความเห็นชอบของวุฒิสภามีความหมายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างแท้จริง”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

อัยการสูงสุดเปรมศักดิ์ เพียยุระโกวิท ศรีไพโรจน์

DSI เตรียมหมายเรียกรอบ 2 สส.ภูเก็ต พรรคส้ม แจงปมนอมินีอสังหาฯ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 17:04 น.

”สส.สมชาติ”ตั้งแต่ 22 ส.ค.69 แต่เจ้าตัวไม่อยู่ บ้านปิดไร้คนรับเอกสาร ล่าสุดDSIส่งหมายเรียกครั้งที่ 2นัดสอบปากคำสัปดาห์หน้า ด้าน“สส.สมชาติ” โต้Fb “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร – จักรวาลด้อมส้ม”ยันไม่เคยข้องเกี่ยวบ้านและรีสอร์ตของกิจการบริษัท

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยืนยันว่าคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง เรื่องสืบสวนเกี่ยวกับนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นการสืบสวน พบว่านายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ ได้มีการส่งเอกสารหมายเรียกพยานไปยังบ้านพักของนายสมชาติเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.69 ที่ผ่านมา เพื่อนัดหมายสอบปากคำนายสมชาติ ในฐานะพยานในวันที่ 31 ส.ค.69 แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยได้แจ้งว่าบ้านนายสมชาติ ถูกปิดไว้ ดังนั้น คณะพนักงานสืบ สวน กองคดีความมั่นคง จึงต้องจัดทำเอกสารหมายเรียกพยานครั้งที่ 2 เพื่อนัดหมายนายสมชาติ ให้เข้ามาให้ข้อมูลใหม่อีกครั้งในช่วงสัปดาห์หน้า

ขณะที่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่าตนยังยืนยันว่าจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้รับเอกสารหมายเรียกพยานของดีเอสไอ รวมถึงไม่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายใดประสานติดต่อมาทางเบอร์โทรศัพท์อีกด้วย เพราะถ้าหากมีเอกสารหมายเรียกพยานมาจริง ตนก็พร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ช่วงที่ตนโพสต์ข้อความลงบนเพจเฟซบุ๊กตัวเอง ตนก็ได้มาแสดงความบริสุทธิ์ใจเดินทางขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้ว และได้ส่งเอกสารแสดงความบริสุทธิ์ใจขอให้ดีเอสไอนัดหมายวันเข้าพบให้ข้อมูล ซึ่งก็มีตัวแทนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรับเอกสารไปไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีใครประสานตนมาแต่อย่างใด แม้จะมีกระแสข่าวหลายสำนักลงข่าวกันว่าทางดีเอสไอได้นัดหมายให้ตนเข้าพบและให้ข้อมูลในวันที่ 31 ส.ค.69 แต่จนถึงตอนนี้ตนก็ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวเลย ย้ำว่าตนไม่มีเหตุขัดข้องใดๆ พร้อมให้ข้อมูลเต็มที่

เมื่อถามว่ากรณีที่เพจเฟสบุ๊ค “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร – จักรวาลด้อมส้ม“ ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อของนายสมชาติ เป็นกรรมการบริษัทฯ โดยพาดพิงว่า “บริษัทได้มีการทยอยปิดกิจการ หลังจากเปิดมาแล้ว 10 ปี“ นั้น นายสมชาติ ชี้แจงว่าค่อนข้างเป็นผลกระทบ เพราะมีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เริ่มถูกขุดข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและรีสอร์ต ซึ่งตนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องในตัวบ้านและรีสอร์ตนั้นๆ แม้แต่น้อย แต่ลักษณะเหมือนเป็นการที่เพจเฟสบุ๊ครายนี้ไปค้นหาข้อมูลแล้วนำมาปะติดปะต่อเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ ซึ่งก็ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ ค่อนข้างได้รับความเดือดร้อน

DSIกรมสอบสวนคดีพิเศษนอมินีทุนต่างชาติพรรคประชาชนสมชาติ เตชถาวรเจริญ

นายกฯเปิดเวิร์กช็อป ระดมความเห็นพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ ย้ำแก้ปัญหาปชช.ให้ตรงจุดคลอบคลุมระยะเร่งด่วน-ระยะยาว

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:30 น.

นายกฯเปิดเวิร์กช็อป ระดมความเห็นพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ ย้ำแก้ปัญหาปชช.ให้ตรงจุดคลอบคลุมระยะเร่งด่วน-ระยะยาว

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569  ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)

โดยมีคณะรัฐมนตรีเข้าร่วม อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นต้น

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้มาร่วมประชุมกับทุกท่านมารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการประชุมเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์กช็อป ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการประชุมครม.สัญจรนอกสถานที่ครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ในการประชุมครม. สัญจร โดยภาคส่วนสะท้อนความคิดเห็น อุปสรรคปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมา และนำมาเสนอในที่ประชุม ซึ่งสิ่งสำคัญคือการทำงานจะต้องแก้ปัญหาของประชาชนและสอดคล้องกับศักยภาพ รวมถึงความต้องการของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงขอให้การนำเสนอและการหารือในวันนี้มุ่งเน้นเฉพาะจุดลงไปโดยตรงถึงปัญหาที่ชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริงและพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและรากฐานการพัฒนาในระยะยาว ขอให้รองนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเสนอจากพื้นที่อย่างรอบด้าน เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ขอให้ดำเนินการเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกันลดข้อจำกัด และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้ชัดเจน เพื่อให้ข้อเสนอในพื้นที่นำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้จากการหารือในช่วงบ่ายวันนี้รัฐบาลจะนำไปประกอบการพิจารณา และดำเนินการในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำปัญหาและความต้องการในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและผลักดันสิ่งที่มีความพร้อมให้เดินหน้าต่อไปได้

นายกภาคใต้อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ร่วมเป็นสักขีพยาน ลงนามสร้าง สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-สะพานเชื่อมเกาะลันตา

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:14 น.

“อนุทิน” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง “สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา – สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เดินหน้าเชื่อมโครงข่ายคมนาคมอ่าวไทย–อันดามัน ควบคู่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 12.30 น. ที่โรงแรมบุรีศรีภู อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา ขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมสีเขียว (Green Transport) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนากรัฐมนตรี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นาย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายอังกูล ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวว่า ในวันนี้ ตนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) และ โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (ตำบลเกาะกลาง เชื่อมต่อ ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่) ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

“ตั้งแต่ช่วงที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีและได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เสียงสะท้อนและความต้องการสูงสุดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่คือการผลักดันให้โครงการสะพานทั้งสองแห่งเกิดขึ้นจริง วันนี้ความฝันดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดต้นทุน และอำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่การเดินทางระหว่างสงขลาและพัทลุงต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จะลดลงเหลือเพียงประมาณ 15–30 นาที เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพทั้งการขนส่งสินค้าและการแพทย์ฉุกเฉิน”

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่า พื้นที่ดำเนินโครงการมีความละเอียดอ่อนและมีคุณค่าทางระบบนิเวศสูง โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของโลมาอิรวดี ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้โครงการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นสูงสุดอย่างเคร่งครัดตลอดกระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อจุดเชื่อมโยงที่ขาดหาย (Missing Link) เพื่อเปิดประตูยุทธศาสตร์เชื่อมฝั่งอ่าวไทยสู่อันดามัน ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) คมนาคมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ทั้งทางราง ทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยการออกแบบเส้นทางจักรยาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่ชุมชน

“ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณธนาคารโลก (World Bank) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และภาคประชาชน และขอเน้นย้ำให้ผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานทุกฝ่าย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาสัญญา โดยยึดมั่นในมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย เพื่อให้สะพานทั้งสองแห่งนี้เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่เชื่อมความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่พี่น้องประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืน” นายอนุทิน กล่าวช่วงท้าย

สะพานข้ามทะเลสาบสงขลาสะพานเชื่อมเกาะลันตาอนุทิน ชาญวีรกูล

‘สมชาย วงศ์สวัสดิ์’ ทำบุญวันเกิดครบรอบ 79 ปี บิ๊กการเมือง-ข้าราชการ-คนดัง ร่วมอวยพรคับคั่ง

31 สิงหาคม 2569 เวลา 16:03 น.

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันนี้บรรยากาศทางการเมืองมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 79 ปี ณ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมือง เครือข่ายคนใกล้ชิด และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ภาพที่ปรากฏนอกจากจะมีเคียงข้างอย่างคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แล้ว ยังมีบุคคลสำคัญระดับสูงในแวดวงการเมืองและข้าราชการ ที่เดินทางมามอบพวงมาลัยและร่วมอวยพร อย่าง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน) และอดีตคณะที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร) , นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ฯลฯ ขณะที่มีบุคคลสำคัญทางการเมือง ต่อสายโทรศัพท์อวยพรถึง อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย ด้วย อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ เป็นต้น ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและทิศทางการให้กำลังใจกันภายในขั้วอำนาจปัจจุบัน

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ คุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เปิดบ้านพักในหมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ ย่านแจ้งวัฒนะ พบปะพูดคุยกับผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีในวงจำกัดเป็นพิเศษอีก 1 รอบด้วย

สำหรับ อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มีบุตรชายคนโต คือ ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึก ษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นน้องสาวของ นายทักษิณ ชินวัตร และเป็น พี่สาวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร. ยศชนัน ถือเป็นคนจากตระกูล “ชินวัตร” คนที่ 5 ที่ก้าวเข้ามาชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากประเทศไทยมีนายกฯ จากตระกูล “ชินวัตร” และ “วงศ์สวัสดิ์” รวมแล้ว 4 คน นั้น คือ นายทักษิณ ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ว่าที่พันตรี ดร.โอภาส มีเชาว์

การเมืองข้าราชการคนดังสมชาย วงศ์สวัสดิ์

สีหศักดิ์ ชี้ เน้นมาตรการระยะสั้น แก้ชายแดนใต้ ดูแลความปลอดภัยปชช. ย้ำข่าวกรองต้องแม่นยำกว่านี้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:56 น.

สีหศักดิ์ ชี้ เน้นมาตรการระยะสั้น แก้ชายแดนใต้ ดูแลความปลอดภัยปชช. ย้ำข่าวกรองต้องแม่นยำกว่านี้ พร้อมทำงานร่วมกับประชาชน ชี้พูดคุยสันติสุขต้องลดความรุนแรง ส่วนการเมืองเป็นเรื่องในประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะกํากับดูแลศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะใช้กลไกของกระทรวงการต่างประเทศเข้าไปดูแลอย่างไรบ้างว่า ในส่วนของตนได้รับมอบหมาย ให้ดูแล ศอ.บต. และเป็นรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ต้องเข้าไปดูในเรื่องของมาตรการเช่นมาตรการระยะสั้น หมายความว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะดูแลเรื่องความปลอดภัย และไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีก

ซึ่งเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ก็ได้มีการประชุมกับหน่วยงานราชการ โดยภาคเอกชนได้เน้นในเรื่องของความมั่นใจ และที่สำคัญเป็นเรื่องงานข่าวกรอง ที่เราต้องดี ที่เราบอกว่า เรารู้เหตุการณ์ เราต้องแม่นยำกว่านี้ และการปฏิบัติงานที่ทันท่วงที ซึ่งตนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คืองานมวลชนที่เราจะต้องเข้าถึง เข้าหาประชาชน เพราะเราต้องทำงานร่วมกับประชาชน

เมื่อถามว่า การพูดคุยสันติสุขจะเริ่มเมื่อไหร่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราต้องมาประเมินสถานการณ์ ซึ่งการพูดคุยก็เป็นส่วนสำคัญในการที่เราจะแก้ไข แต่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาทั้งหมด ส่วนสำคัญคือการที่เราจะต้องดูแลประชาชนของเราเอง เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องทุกข์สุข การยกระดับความเป็นอยู่ โอกาสของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการพูดคุยเราก็ต้องพูดคุยกันในเรื่องที่จะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรง แต่เรื่องของการเมืองต่างๆ เราต้องเน้นการพูดคุยภายในประเทศ

ชายแดนใต้สีหศักดิ์แนวหน้าออนไลน์

ดร.ณัฎฐ์ ลุยแจ้งจับ สมชัย พร้อมพวก 6 คน ปมระดมทุนสู้คดี จี้ ปปง. สอบเข้าข่ายฟอกเงิน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

ดร.ณัฎฐ์

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฎฐ์ นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อให้ดำเนินคดีและอายัดทรัพย์สินของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับพวกรวม 6 คน

โดยในหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษของ ดร.ณัฎฐ์ มีข้อความทั้งหมดว่า “ข้าพเจ้า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม (บัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ ๓๒๑๐๓๐๐๘๔๙๑๐๑) อายุ ๔๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๒๔๒ ถนนสิรินทร แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ ๐๖๒ ๗๘๙ ๙ ๗๘๙  ขอกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดังข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้

ดร.ณัฎฐ์

ข้อ ๑ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖  ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ประกอบมาตรา ๓๔๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๕,๖   โดยมีพันตำรวจตรีศิวัสม์ ไชยวรรณ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีพร้อมพยานหลักฐาน  ดังรายละเอียดปรากฎตามสำเนาบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอาญา เอกสารแนบท้ายหมายเลข ๑

ข้อ ๒ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ยื่นหนังสือต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผ่านเลขาธิการ ปปง.เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการ ปปง.เพื่อทำการยึดหรืออายัดทรัพย์ที่ได้มาโดยการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รายละเอียดปรากฎตามสำเนาหนังสือขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์ของกลาง ที่เป็นทรัพย์ที่หลอกลวงประชาชน เอกสารแนบท้าย หมายเลข ๒

ช้อ ๓ ระหว่างวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวันและเวลากลางคืน ต่อเนื่องกัน  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖  แบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายสมชัยฯ ผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นผู้โพสต์ชักชวนประชาชนระดุมทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๔ และไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยมีผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงผู้ต้องหาที่ ๕ และผู้ต้องหาที่ ๑ ร่วมกันเปิดบัญชี จำนวน ๒ บัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นำไปโพสต์เฟซบุ้กเพื่อระดมทุนจากประชาชน  แต่ความจริงแล้ว  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก 

๒ รวมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ระดมทุน เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนรวมถึงข้าพเจ้า โดยอ้างว่า เป็นเงินกองทุนต่อสู้คดี กกต. ทำให้ข้าฯและประชาชนหลงเชื่อ จึงได้โอนเงินระดมทุนไปยังบัญชีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ได้เปิดไว้จำนวน ๒ บัญชี และนำไปโพสต์ข้อความระบุข้อความว่า “ระดมทุน” ในบัญชีเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร  ทำให้ข้าฯและประชาชนหลงเชื่อว่า ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมเรี่ยไรเงิน และอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๕๗๘ 

ต่อมาตรวจสอบพบว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากกร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก ได้จัดตั้งคณะกรรมการกองทุน โดยโพสต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงข้าฯหลงเชื่อว่า  เป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่า ไม่ได้ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมิได้เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นการแอบอ้างและใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและใช้เป็นแหล่งมั่วสุม กล่าวอ้างว่า เป็นคณะกรรมการกองทุน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อตรวจสอบ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่มีอาชีพที่แน่นอน โดยอาศัยเป็นสื่อยกให้เป็นผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน(ไอลอว์) โดยไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายรองรับ 

ทั้งคณะบุคคลโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน(ไอลอว์) ของผู้ต้องหาที่ ๓ ที่ตั้งตนเอง เป็นผู้จัดการ โดยไม่เป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นผู้จัดการนิติบุคคลได้ แต่ฉวยจังหวะพึ่งพิง อาศัยเงินบริจาคที่ได้รับบริจาคจากต่างประเทศ เพื่อนำเงินได้มาดำรงชีวิตตนเองและเงินบางส่วนจัดทำกกิจกรรมปั่นป่วนรัฐบาล และจัดตั้งลักษณะกลุ่มการเมืองเพื่อเคลื่อนไหวสนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้ม อย่างเป็นระบบดั่งเช่นกลุ่มอาญชญากรรมในต่างประเทศ โดยผู้ต้องหาทั้งหกร่วมกันและแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งการโพสต์ข้อความชักชวนให้ประชาชนบริจาคเงินอันเป็นการเผยแพร่อข้อความต่อสาธารณะ อันโดยทุจริตหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงควรบอกให้แจ้ง โดยทุจริตโดยเปิดบัญชีข้างต้น เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหก นำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สิน  รวมถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โอนเงินที่ได้รับบริจาคให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็น ผู้จัดการ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ทะเบียนนิติบุคคล ๐๑๐๕๕๓๗๐๙๑๙๗๕ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๗/๑ ซอยพญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร  เพื่อบำเรอและเสพสวาท อันเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และแปลงสภาพทรัพย์ โดยหลอกลวงประชาชนว่า เงินที่ได้รับบริจาค โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหกเป็นคณะกรรมการกองทุน ซึ่งความจริงแล้ว เป็นการระดมทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นการกระทำฉ้อโกงประชาชน โดยมีประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีข้างต้นไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ คน ต่างกรรมต่างวาระและเป็นการสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง  กระทบความสงบสุขของประชาชน เพราะเป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยหลอกลวงประชาชน และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิด

๓ มูลฐาน ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นการกระทำฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙ และมีโทษตามมาตรา ๖๐,๖๑ 

ข้าฯได้ตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ได้โพสต์และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ชักชวนการเปิดบัญชีในการต่อสู้คดีกับ กกต. โดยเปิดตั้งค่าสาธารณะ โดยระบุข้อความในการ”ชักชวนระดมทุน”

ต่อมาในวันดังกล่าว ได้แจ้งให้แก่ประชาชนทราบ โดยเป็นหมายเลข ๒ บัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖ 

โดยวิธีการระดมทุนของนายสมชัยฯ ได้ยืนยันยอดเงินบริจาค ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาชนธิปไตย บัญชีเลขที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖  เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ จำนวนเงิน ๑,๒๙๗,๗๐๘.๕๒ บาท  และวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙  ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาสาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ จำนวน ๒,๒๙๑,๒๐๙.๙๘ บาท  

เป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืน พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ ๒๔๘๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาตรา ๕ (๓)  อันเป็นการทุจริตโดยหลอกลวงประชาชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จและได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากข้าฯและประชาชน อันเป็นความผิด “มูลฐานการฟอกเงิน” ในความผิดฐานฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตามบทบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ 

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลากลางวัน ข้าฯได้ตรวจสอบด้วยวิธีการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท ๕๕ ซอยทองหล่อ ๒๐ แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  โดยโอนเงินเข้าทั้งสองบัญชีตามที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้แบ่งกันทำหน้าที่กันทำ บัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท รวม ๒ บัญชี เป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐ บาท ปรากฎตามสำเนาใบเสร็จมอบให้แก่พนักงานสอบสวนในคดีฉ้อโกงประชาชนไว้แล้ว   

ผลการตรวจสอบ ปรากฏว่า ผู้ต้องหาทั้งหก ยังร่วมกัน เปิดรับบริจาคเงินประชาชนอย่างต่อเนื่อง ต่างกรรมต่างวาระ  ทำให้ได้ไปซึ่งเป็นเงินของข้าฯและของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งการชักชวนระดมทุนบริจาค โดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ด้วยข้อความหลอกลวงและเป็นเท็จ อันเป็นการเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณะ ข้าฯสูญเสียเงินไปจากการถูกหลอกลวงดังกล่าว 

ข้าฯประสงค์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ข้อหา ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน  ตามพระราชบัญญัติป้องกันและ

๔ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ ๖๐,๖๑ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓.๓๔๓   พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔  พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม  มาตรา ๕  ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ 

การชักชวนระดมทุน และมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายและไม่ได้รับอนุญาตคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร  ตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ เป็นเป็นพฤติการณ์ให้ได้มาซึ่งเงิน หรือทรัพย์สินของข้าฯและประชาชน โดยวิธีการหลอกลวงประชาชน โดยทำให้ประชาชน หลงเชื่อว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก สามารถรับบริจาคเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดได้ ทั้งวิธีการโดยทุจริต โดยบัญชีที่ ๑ เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ – รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม โดยการกำหนดรายชื่อโดยมีเจตนาทุจริตและให้ประชาชนหลงเชื่อว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวกถูกกระทำ 

แต่แท้จริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ร่วมกับนางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน และปัจจุบันดรงตำรงตำแหน่ง รองประธาน กมธ.คณะกิจการศาลฯ โดยนางสาวพนิดา ฯ ได้จงใจแต่งตั้งให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๖๙ และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นการทั่วไป พ.ศ.๒๕๖๙ โดยนายวาโย อัศวรุ่งเรือง เป็นประธาน กมธ.องค์กรศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร โดย รู้เห็นเป็นใจ โดยแต่งตั้ง นายนิธิ ละเอียดดี เข้ามาเพื่อกินเงินเดือนภาษีประชาชน ผลการแต่งตั้งของนางสาวพนิดาฯ รองประธาน กมธ.ทำให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ไปซึ่งเงินภาษีประชาชนที่เป็นของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙ ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ขาดคุณสมบัติเพราะกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐  ดังนั้น การตั้งชื่อเงินรับบริจาค ว่า “บัญชีเงินกองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม” เป็นเพียงชื่อ แต่เนื้อหาแท้จริงเป็นการชักชวนประชาชนรับบริจาค และเมื่อนำเงินที่ได้มาเปลี่ยนสภาพทรัพย์เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของผู้ต้องหา อันเป็นหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนและการหลอกลวงได้ไปซึ่งเงินของข้าฯและประชาชน

ส่วนบัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาชนธิปไตย บัญชีเลฃที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖  ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๖๐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.เคยดำรงตำแหน่งระหว่างปี ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๖๑ ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า ในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้ง โดยระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.๒๕๖๖ ได้กำหนดให้ผู้สมัคร สส.สามารถแต่งตั้งตัวแทนสังเกตการณ์ในขณะนับคะแนนได้ เพื่อตรวจสอผลการคะแนน และสามารถคัดค้านได้ในขณะนับคะแนนได้ทันที ส่วนมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดตั้งขึ้นโดยแสวงหาประโยชน์

๕ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ จัดตั้งขึ้นเพื่อรับบริจาคเงิน ระดมทุนทุน อันเป็นการขัดต่อการจัดตั้งมูลนิธิไม่แสวงหากำไร และขัดต่อ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยอธิบดีกรมการปกครอง ไม่อาจอนุญาตให้จัดตั้งได้เพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งของกฎหมาย ทั้งปรากฏว่า ว่า การเปิดรับเงินบริจาค ทั้งสองบัญชี ได้กระทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ดังเห็นได้จาก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ ใช้สถานะความเป็นผู้จัดการไอลอว์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับและไม่มีอยู่จริง ไปนำข้อมูลลับในสำนวนคดีทุจริตการเลือก สว.ตามพรป.สว.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.องค์กรอิสระและเป็นวิธีนอกกฎหมาย โดยเชื่อมโยงระหว่าง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ,นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.เขต ๑ จังหวัดสมุทรปราการ นายสาโย  สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนและ ปธ.กมธ.กิจการศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยวิธีนอกกฎหมาย ทั้งได้นำเงินที่ได้รับบริจาค เปลี่ยนสภาพทรัพย์เพื่อใช้ในการต่อสู้ฝ่ายรัฐบาล โดยใช้สงครามสื่อเพื่อทำลายล้างและทำลายความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความเสียหายและกระทบเป็นวงกว้าง   

กลุ่มผู้ต้องหานี้ได้กระทำเป็นขบวนการ และแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อได้เงินมาแล้ว อ้างว่า เพื่อระดมทุนเพื่อต่อสู้คดี เป็นวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร ตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร  พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๖ ได้บัญญัติไว้ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน คือ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไท  โดยต้องมีคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรเงิน รวมถึงผู้รับบริจาค ต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้บริจาคและรายงานให้คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรทราบ เพื่อควบคุมการบริจาคเงินและการเรี่ยไรเพื่อมิให้เป็นการหลอกลวงประชาชน

แต่กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด แบ่งหน้าที่กันทำ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ ใช้บัญชีปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร ในเฟซบุ้ก โพสต์ เลขบัญชีที่ผู้ต้องหาทั้งหกคน วางแผนมาตั้งแต่ต้น โดยจัดตั้งเป็นองค์กรอาชญากรรม ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้ความที่เคยเป็นอาจารย์ประจำและเครือข่ายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อหลอกลวงประชาชนว่า กองทุนสู้คดี แต่ความเป็นจริงแล้ว นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก เมื่อได้เงินมาแล้ว นำเงินไปแปลงเป็นสินทรัพย์ประเภทต่างๆและนำไปให้กับครอบครัวเพื่อใช้จ่าย โดยบางส่วนนำมาออกแสดงกิจกรรมทางการเมือง เพื่อปกปิดและแปลงเงินที่ได้มาจากการระดุมทุน เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น 

ทั้งความผิดมูลฐาน ตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ ได้บัญญัติ ความผิดมูลฐานความผิด หมายความว่า (๓) “ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา” ทั้ง ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเป็นมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินหรือจาการสนับสนุนหรือการช่วยเหลือการกระทำ ซึ่งเป็นความผิดตามมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และให้หมายความรวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้สนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานหรือกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (๒)เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจาก

๖ การจำหน่าย จ่ายโอน ด้วยประการใดๆ  ซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน ตาม (๑)  หรือ  (๓) ดอกผลของเงินและทรัพย์สิน ตาม (๑) หรือ (๒) ทั้งนี้ ไม่ว่า ทรัพย์สินตาม (๑) (๒) หรือ(๓) จะมีการจำหน่าย จ่ายโอนหรือเปลี่ยนสภาพไปกี่ครั้ง และไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด โอนไปเป็นของบุคคลใดหรือปรากฎหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลใด โดยเป็นของข้าฯและของประชาชน โดยวิธีการหลอกลวงต่างกรรมต่างวาระ ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ กรรม ต่างกรรม ต่างวาระ

ทั้ง บทบัญญัติ มาตรา ๕ ได้บัญญัติความผิดการกระทำความผิดฐานฟอกเงินไว้ โดยพฤติการณ์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร โดยใช้เทคนิคฉ้อฉลโดยทุจริตวิธีการหลบเลี่ยงและอ้างต่อประชาชนทั่วไปว่า ระดมทุนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย เพราะตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ มาตรา ๔ บัญญัติห้ามไว้   เพราะฉะนั้น ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก ได้วางแผนโดยให้ผู้ต้องหาที่ ๒ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖  เป็นคณะกรรมการกองทุนและเปิดบัญชีระดมทุนเพื่อรับบริจาคจากประชาชน โดยไม่มีกฎหมายรองรับ โดยตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนขึ้นมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงประชาชนทั่วไป ทั้งใช้พื้นที่การศึกษา ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานศึกษาระดับชั้นนำของประเทศ โดยที่ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ได้กระทำเพื่อปกป้องสิทธิของพลเมืองและเป็นกองทุนต่อสู้คดี แต่เป็นความเท็จ หาเป็นเช่นนั้นไม่ โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ มิได้ประกอบอาชีพ เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน และผู้ต้องหาที่ ๑ ถึงผู้ต้องหาที่ ๖ ใช้วิธีการรับบริจาค“ระดมทุน” โดยเปิดบัญชี ได้แก่ บัญชีที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ -รังสิต เลขที่ ๐๙๑๐๘๘๒๒๔๐ ชื่อบัญชีเงินกองทุนสิทธิพลเมือง เพื่อการเลือกตั้ง โปร่งใส สุจริตและเที่ยงธรรม บัญชีที่สอง  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานขาว  ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย บัญชีเลขที่ ๐๒๑๐๑๙๕๒๖๖  รวม ๒ บัญชี โดยเจตนาแท้จริง เป็นการระดมทุนจากประชาชนโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามบทนิยาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑)  เพื่อใช้ในการทำลายล้างล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อใช้ในการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรของรัฐต่างๆ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑  เคยดำรงตำแหน่ง กกต.และพ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นบทต้องห้ามเด็ดขาดของกรรมการในองค์กรอิสระ ตาม พรป.ปปช.

เมื่อระดมทุนเปิดรับบริจาคและได้มาซึ่งเงินได้นำเงินไปใช้จ่ายให้แก่ภรรยาของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่ทำงานอยู่ที่เป็นกรรมการผู้จัดการ บจ.ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร  ที่เพิ่งแอบคบหาและแต่งงานกันมาประมาณ ๔ – ๕ ปี เพื่อกลบเกลื่อนสภาพทางเพศของนายสมชัยฯเอง  การเปลี่ยนสภาพจากเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและนำไปเปลี่ยนแปลงสภาพ อันมีลักษณะร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นการฟอกเงินและกระทำเกินกว่า ๒ คนขี้นไป ทั้งเงินและดอกผลที่ได้จากการระดมทุนจากประชาชนได้นำไปใช้แปลงสภาพทรัพย์เพื่อผลประโยชน์ของผู้ต้องหากลุ่มนี้ 

๗ หากไม่ทำการยึดหรืออายัดเงินที่เป็นของกลาง ในคดีโดยเร่งด่วน ย่อมทำให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ กับพวก โอน ยักย้ายถ่ายเทรัพย์สิน ยากต่อการติดตามในภายหน้า ทั้งเงินสดในบัญชี ย่อมเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ง่าย  ทำให้ยากแก่การติดตามยึดเงินคืนเพื่อนำไปคืนให้แก่ข้าพเจ้าและประชาชนในภายหลังยาก 

เหตุเกิดแขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร  และทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรไทย

ข้าฯประสงค์กล่าวโทษกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ ๑ นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ ๒ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ ๓ นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  ผู้ต้องหาที่ ๔ นายพงษ์ ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาหี่ ๕ นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ ๖ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นการสมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน  ตามพรราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕,๖,๗,๙,,๑๐ ๑๖/๑, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ ประกอบมาตรา ๓๔๑ ,๙๑ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.๒๔๘๗ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่บวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๔ และมอบคดีให้แก่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุด

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ ( นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ) 

ผู้กล่าวโทษและผู้เสียหาย

การเมืองณัฐวุฒิ วงศ์เนียมดร.ณัฎฐ์สมชัย ศรีสุทธิยากร

สภาสูง 151 เสียง! ไฟเขียว โกวิท ศรีไพโรจน์ นั่ง อัยการสูงสุด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:43 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.ฯ พิจารณาตรวจสอบประวัติฯเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ภายหลังได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้กันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และมีการประชุมลับ จนกระทั่งเวลา15.00 น. ที่ประชุมจึงมีการลงคะแนนลับ ปรากฎมติ151เสียงต่อ0 เสียง โดยงดออกเสียง14 เสียงไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง จากผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

สภาสูงแนวหน้าออนไลน์โกวิท ศรีไพโรจน์

อนุทิน เคลียร์ใจ นายกแป้น ย้ำเราพวกเดียวกัน การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 15:07 น.

อนุทิน เคลียร์ใจ นายกแป้น ขณะลงพื้นที่ จ.สงขลา บอก อย่าออกไปนินทา ชี้ มีอะไรต้องทำงานร่วมกัน ย้ำ เราเป็นพวกเดียวกัน ลั่น การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการจัดการในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้น มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้เดินเข้ามายกมือไหว้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะถามถึงสถานการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งนายณรงค์พร ตอบกลับว่า “ก็ดีครับ”

ซึ่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวกับนายณรงค์พร ว่า “เอาจริงนะ ไม่ใช่ออกไปนินทาอีกนะ มีอะไรต้องทำงานด้วยกัน เข้าใจไหม การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านของเราต้องมาก่อน เราพวกเดียวกันอยู่แล้ว”

นายกรัฐมนตรี ยังถามนายนายณรงค์พร ว่า “เป็นนายอำเภอเก่าไม่ใช่หรือ” ซึ่งนายณรงค์พร พยักหน้าก่อนตอบว่า “ครับผม”

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับนายณรงค์พรอีกว่า “เดี๋ยวเราต้องไปด้วยกันนะ ห้ามหายนะ” ก่อนที่นายณรงค์พร จะยกมือไหว้รับทราบ และร่วมกันไปพบปะประชาชน

นายกฯนายกแป้นสงขลาแนวหน้าออนไลน์