สั่งเขมรหุบปาก ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

สั่งเขมรหุบปาก  ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ  มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

สั่งเขมรหุบปาก ‘สีหศักดิ์’ศอกกลับยับ มั่วใส่ร้ายประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” เตือนเขมร หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย หลังโจมตีไทยกลางวง UNSC ชี้ไม่เกิดประโยชน์ หวังเขมรจะเปลี่ยนแนวทางมองไปข้างหน้าพลิกความสัมพันธ์-เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนร่วมกัน

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจบภารกิจตามนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสแล้ว ตนจะเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้ไปร่วมการประชุมพิเศษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่จีนเป็นประธาน

ซึ่งโอกาสนี้ได้พบกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา โดยในการพบกันเพื่อเป็นการสานต่อในสิ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้พบกันที่การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ หลังได้หารือว่า จะสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสร้างบ้านต่อการไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งเขตแดนทางทะเลและเขตแดนทางบก รวมถึงสถานการณ์ชายแดนนี่ก็ความตั้งใจจริงของประเทศไทย ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจ เรื่องนี้เรามีการพูดคุยกันแล้ว ว่าจะพลิกหน้าใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างกัน โดยประเทศไทยยึดแนวทางที่ตกลงกันมาโดยตลอดที่ตกลงกันที่เซบู

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า แต่ล่าสุด ที่ตนเองรู้สึกไม่สบายใจ เพราะมีความเคลื่อนไหวบางอย่างของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่ นายแก้ว เชีย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำ สหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก กล่าวในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ “การคุ้มครองพลเรือนจากภัยสู้รบ” เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นต้องไปพูดเรื่องทวิภาคี ในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่นำประเด็นทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชาไปสู่เวทีระหว่างประเทศ เราจะมุ่งแก้ไขปัญหาโดยการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย แต่ผู้แทนถาวรกัมพูชาฯ ยังพูดเรื่องเดิม ว่า ประเทศไทยรุกล้ำ ผลกระทบจากสงคราม ขัดกับแถลงการณ์ร่วมที่ได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปสู่การหยุดยิง ตนเห็นว่าการกลับไปสู่การให้ร้าย ใส่ร้ายประเทศไทย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร

“ตอนนี้เราต้องการคุยกันด้วยความจริงใจ และประเทศไทยมาด้วยท่าทีเช่นนี้ เพราะถืว่าผู้นำได้พูดคุยกันแล้วไม่ใช่การพูดอย่างทำอย่าง เราต้องมองไปข้างหน้า อยากเรียนให้ทราบด้วยความห่วงใย และความหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเปลี่ยนแนวทางไปสู่การมองไปข้างหน้า และร่วมมือกับประเทศไทยในการหาทางสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อจะแก้ปัญหาที่ไม่ได้แก้ได้ง่าย และไม่ใช่ว่าจะแก้ได้ภายในวันเดียว ต้องให้เวลา ต้องมีการหารือหลายรอบ”นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของไทยไม่ใช่การกลับไปเจรจาทวิภาคีแบบเดิม แต่เราเห็นว่าทั้งไทยและกัมพูชา อยู่ในรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS โดยไทยจะใช้กรอบดังกล่าวเนื่องจากเราได้ยกเลิกMOU44 แล้ว จึงควรพูดคุยกันก่อนและต้องมาดูกันว่าหนทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปไม่ได้ภายใต้การพูดคุยในอนุสัญญา UNCLOS ก็มาดูกันว่าจะมีกลไกอื่น เช่น การประนีประนอมโดยบังคับหรือโดยสมัครใจ แต่ต้องไปถึงจุดที่เราได้ลองคุยกันแล้ว ไม่ควรจะไปสรุปว่าการเจรจาสองฝ่ายเกิดประโยชน์อะไร ทำไมถึงไม่ลองดู

เมื่อถามว่า หากท่าทีของกัมพูชา ยังไม่เปลี่ยน ไทยจะดำเนินการอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่เขาว่าหากยังมีอย่างนี้ สิ่งที่เราคุยกันระหว่างผู้นำที่เซบู ก็เดินหน้าไม่ได้ เขาจะเสียประโยชน์ เราก็เสียประโยชน์ในแง่ที่อยากจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มันอยู่ที่ฝ่ายกัมพูชาทั้งนั้น

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม ถลกหนังเท้ง ฉุนหาว่าทำลายปชต.

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม  ถลกหนังเท้ง  ฉุนหาว่าทำลายปชต.

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม ถลกหนังเท้ง ฉุนหาว่าทำลายปชต.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

50สว.สีน้ำเงินไม่ยอม ถลกหนังเท้ง ฉุนหาว่าทำลายปชต. นัดตบเท้าแถลงจันทร์นี้ ภท.กางขั้นตอนแก้รธน. เข้าสภาฯวาระแรกมิถุนา คาดประกาศใช้กลางปี’72

“นิกร” กางไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คาดประกาศใช้เมษายน-พฤษภาคมปี 2572 เข้าพิจารณาในรัฐสภาวาระแรกมิถุนายน 2569 โหวตวาระ 2-3 เดือนตุลาคม 2569 ทำประชามติครั้งที่ 2 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2570 ครั้งที่สาม กุมภาพันธ์ 2572 ด้าน 50 สว.รวมตัวแสดงจุดยืน25พ.ค.แถลงตอบโต้’เท้ง’ครหาระบอบสีน้ำเงินทำลายปชต.

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะผู้ร่วมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า คาดว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บังคับใช้ช่วงกลางปี 2572 โดยไล่เรียงตามปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภานัดพิจารณาในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ และรับหลักการในวาระ 1 ส่วนวาระ 2 และ 3 ช่วงเดือน ต.ค.69 จากนั้นรัฐสภาจะส่งร่างแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาล และคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 อาจเป็นช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.2570 หากผลประชามติประชาชนเห็นชอบ จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป

นายนิกร กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงเดือน ส.ค.70 – ส.ค.71 คาดว่าจะเป็นช่วงการสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ 1 – 2 เดือน เมื่อได้ สสร.แล้วจะตั้งกรรมาธิการจำนวน 45 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นที่มาจาก สสร.ตัวจริง 15 คน และมาจาก สสร.สำรองอีก 15 คน ให้สรรหาจากกลุ่มบุคคลอีก 15 คน ออกไปรับฟังความเห็นและจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็น 1ปี

“คาดว่าในเดือน ก.ย.2571 จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น จากนั้นในช่วงเดือน ก.พ.2572 จะทำประชามติครั้งที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นไปได้ว่าจะประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในช่วงเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.2572” นายนิกร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา แจ้งหมายผ่านสื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีรายละเอียดว่า สว.รวมตัวแสดงจุดยืนตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.) เวลา 09.45 น. คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กว่า 50 คน ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กรณีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาวุฒิสภา ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน ที่บริเวณโถงชั้น1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.)

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน  ถล่มปิยบุตร  แนวคิดเลิกองคมนตรี

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แฉพฤติกรรมล่อนจ้อน ถล่มปิยบุตร แนวคิดเลิกองคมนตรี หมกมุ่นปฏิรูปสถาบัน

“หมอวรงค์” สุดทนออกโรงซัด“ปิยบุตร” ชงยกเลิกองคมนตรี ร่ายข้ออ้างฟังไม่ขึ้น ถามแรงอคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่  ชี้ถ้ารักประชาชนจริงต้องแก้นักการเมืองโกง ขณะที่”ธนกร’อัดเลิกปลุกปั่นให้สังคมสับสน จวกตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริง ปล่อยให้อคติบังตา เหน็บอย่าทำตัวเป็นคนใจแคบด้าน‘สมชาย’ล่อนจ้อนพฤติกรรมหมกมุ่นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

จากกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ออกมาเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าเพื่อช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือนและค่าตอบแทน รวมถึงประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรี จนอาจกระทบกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ได้ทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงอยู่ในเวลานี้นั้น

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า อยู่ๆ นายปิยบุตรก็เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี หลังจากที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาวิจารณ์การประชุมร่วมกันของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) นายปิยบุตรน่าจะเข้าใจว่าเป้าหมายของประชาธิปไตยคือความอยู่ที่กินดีของประชาชน ตนจึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายปิยบุตรบ้าง

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า เราต้องยอมรับความจริง ที่ผ่านมา ประชาชนมีการยื่นถวายฎีกาความเดือดร้อนไปยังสำนักพระราชวัง เพราะรัฐบาลและส่วนราชการไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน การที่องคมนตรีจะมาร่วมประชุมกับหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ ในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่การแก้ไข ตนคิดว่านี่คือวิถีของสังคมไทยที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

“ถ้านายปิยบุตรไม่มีอคติต่อสถาบันมากจนเกินไป น่าจะยอมรับได้ในแนวทางที่เป็นวิถีนี้ ยกเว้นนายปิยบุตรจะห้ามประชาชนถวายฎีกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับประชาชนที่เดือดร้อน ส่วนข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตรจะยกเลิกองคมนตรี ด้วยเหตุผลว่าจะประหยัดงบประมาณ ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะการใช้จ่ายงบประมาณแบบฟุ่มเฟือย รวมทั้งทุจริตคอรัปชั่น ถ้าแก้กันจริงๆ จะประหยัดงบได้จำนวนมาก มากกว่าที่จะมายกเลิกองคมนตรี”นพ.วรงค์ ระบุ

นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณ เพื่อประโยชน์ประชาชน เรามาร่วมมือกันได้ ขอให้นายปิยบุตรตั้งหลัก เอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง การเสนอเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ขอให้คิดจริงทำจริง ตนมีความเชื่อว่าปัญหาประเทศเกิดจากทุจริตคอรัปชั่น และโยงไปถึงการมีสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปของนักการเมืองที่เอาเปรียบประชาชน ถ้านายปิยบุตรต้องการแก้ปัญหาของประชาชนจริงๆ มันควรมาช่วยกันแก้เรื่องเหล่านี้จึงจะถูก

“ผมสังเกตความคิดนายปิยบุตรมีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว จนผมต้องตั้งคำถามว่าแน่ใจหรือว่า สิ่งที่นายปิยบุตรเสนอจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน ลองถามตนเองว่าอคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่”นพ.วรงค์ ระบุ

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า คนจำนวนมากที่นายปิยบุตรอ้างถึงน่าจะหมายถึงด้อมส้มทั้งหลายที่เฮไหนเฮด้วยไปกับนายปิยบุตร แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นายปิยบุตรเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คณะองคมนตรีไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณหรือแต่งตั้งโยกย้ายอะไรได้เลย แต่นายปิยบุตรตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป แล้วหันไปสร้างภาพหวาดระแวงต่างๆ ทางการเมืองขึ้นมาปลุกปั่นด้อมส้มแทน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่อดีตมาองคมนตรีก็เคยเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่นายปิยบุตรเลือกที่จะไม่พูดความจริง

นายธนากร กล่าวว่า นายปิยบุตรไม่ควรเลือกมองเฉพาะมุมใดมุมหนึ่งเพียงด้านเดียวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำว่า คณะองคมนตรีจะเข้ามาสั่งการรัฐบาลตามที่นายปิยบุตรพยายามสร้างภาพ นายปิยบุตรควรจะพูดถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการประชุมภัยแล้งครั้งนี้ด้วย อย่าให้อคติมาบังตา อย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามวางมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่วันนี้เรากลับต้องมาเสียเวลาไปกับการอธิบายข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยจากคนเพียงไม่กี่คน วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาพอแล้ว อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนอีกเลย มันไม่คุ้มหรอก

ขณะที่นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่าปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบมาแล้ว2ครั้ง ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างไร ต้องย้อนดูแนวคิดและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะทำอะไรอย่างไร ต่อ สถาบันกษัตริย์ที่อยู่ควบคู่การปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในเวลานี้ลองอ่านให้ละเอียดและพิจารณาดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของปิยะบุตร10 ประเด็น แต่ส่วนตัวเห็นว่า ชัดเจนว่าไม่น่าจะถูกต้องมีดังนี้

1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ ที่ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด

การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้น

2)กำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ

การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน

และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ ”

“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”

3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้

“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ เหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”

4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป

5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อนซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยโดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”

6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย

7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ

“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”

8) เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”

9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้

“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยต้องพิจารณาถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ สถานะทางการคลังของประเทศ ตลอดจนความจำเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยรับงบประมาณอื่นประกอบ ด้านกลไกการตรวจสอบการใช้จ่าย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”

10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน

“พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆหรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???”นายสมชาย กล่าว

ส่วนศ.ไชยันต์ ไชยพรอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า ใน FB ของอาจารย์ปิยบุตร เรื่อง “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี”ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยที่อยากให้อาจารย์ปิยบุตรช่วยตอบหน่อยครับครั้งนี้ ขอสองข้อก่อนนะครับ

ในข้อเขียนของอาจารย์ อาจารย์โพสต์ไว้ว่า“3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

‘รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…’”

1. อาจารย์ทราบไหมครับว่า ทำไมรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว ถึงไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี ?2. อาจารย์พอจะตอบได้ไหมครับว่า คำว่า คณะเผด็จการในข้อความ “คณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกขั้นหนึ่ง” หมายถึง คณะบุคคลหรือองค์กรใด ?ขอแลกเปลี่ยน สองข้อก่อนนะครับ แล้วค่อยข้อต่อๆไป ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

วันเดียวกันนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมโพสต์เฟสบุ๊ก เตือนสติ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบพรรคมาแล้ว2ครั้ง ว่า เลิกเอาทฤษฎีฝรั่งเศสมาขายฝันให้คนไทยเถอะครับ ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ไม่เปลี่ยน ถ้าคิดว่าแนวคิดตัวเองเจ๋งจริง ทำไมถึงขับเคลื่อนไม่เคยสำเร็จในทางปฏิบัติเลย เป็นนักกฎหมายที่เก่งแต่ในกระดาษและในห้องเรียน แต่ไม่เคยเข้าใจโลกความจริงของสังคมไทย

นายสามารถระบุว่า ในส่วนประเด็นองคมนตรี ที่นายปิยะบุตร พาดพิงนั้นไม่ใช่สถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจบริหารหารือร่วมกับสภา แต่มีหน้าที่ถวายความเห็นตามพระราชอัธยาศัยและช่วยกลั่นกรองพระราชกรณียกิจด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา และอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง การอ้างว่าต้องมาจากเลือกตั้งจึงเป็นการบิดเบือนหน้าที่หลักขององคมนตรี

ชัชชาตินำโด่ง ชิงผู้ว่าฯกทม.

ชัชชาตินำโด่ง  ชิงผู้ว่าฯกทม.

ชัชชาตินำโด่ง ชิงผู้ว่าฯกทม.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชัชชาตินำโด่ง ชิงผู้ว่าฯกทม. คู่แข่งสีส้มแผ่ว สก.กลับมาแรง

เปิดผลสำรวจสวนดุสิตโพล “ชัชชาติ” ยังมาแรง คะแนนความนิยมนำโด่ง เหนือผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนอื่นๆ ขณะที่ “ชัยวัฒน์” คู่แข่งจากพรรคปชน.เรตติ้งแผ่วลงสะท้อนว่า คนกรุงเทใจให้คนมีประสบการณ์ เพราะคาดหวังกับการแก้ปัญหาเมืองที่จับต้องได้จริง ส่วน ส.ก.ส่วนใหญ่เลือกพรรคสีส้ม

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 2)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,179 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน คือ มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที ร้อยละ 36.39 สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปที่อยากให้เป็น คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 57.68 เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สก. กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือก สก.จากพรรคประชาชน ร้อยละ 35.20 และมองว่าหลังจากได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว กทม.น่าจะดีขึ้น ร้อยละ 78.03

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลล่าสุดพบว่าคะแนนของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงนำและขยับเพิ่มขึ้น ด้านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชนมีกระแสแผ่วลงเล็กน้อย สะท้อนว่าคนกรุงในเวลานี้อาจต้องการเห็นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ จึงเทใจให้ผู้สมัครที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีมากกว่ากระแสคนรุ่นใหม่ เพราะคาดหวังกับการแก้ปัญหาเมืองที่จับต้องได้จริงและหวังให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนตรี พานิชยานุวัฒน์ หัวหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ ในปี 2569 ให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพในการบริหาร” มากกว่ากระแสทางการเมือง โดยต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่ “มีประสบการณ์และพร้อมทำงานทันที” ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่สูงถึงร้อยละ 57.68 แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อผลงานและภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติใกล้ชิดประชาชน นอกจากนี้การที่พรรคประชาชนได้รับความนิยมในการเลือก สก. สูงสุด สะท้อนแนวโน้มของคนเมืองที่ยังให้ความสำคัญกับการเมืองแนวใหม่ โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่เชื่อว่า กทม.จะ “ดีขึ้น” หลังการเลือกตั้ง สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อการเมืองท้องถิ่นในฐานะกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหาเสียง

เปิดลงทะเบียนวันแรก 30ล้านคนเฮ ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส

เปิดลงทะเบียนวันแรก  30ล้านคนเฮ  ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส

เปิดลงทะเบียนวันแรก 30ล้านคนเฮ ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดลงทะเบียนวันแรก 30ล้านคนเฮ ดีเดย์ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มต้น6โมงเช้า25พ.ค. แบงก์กรุงไทยพร้อมแล้ว เผยขั้นตอนสมัคร3กลุ่ม หวังกระตุ้นศก.ฐานราก

สิ้นสุดการรอคอย รัฐบาลประกาศดีเดย์ 25 พฤษภาคมนี้ เปิดลงทะเบียนวันแรกเจอกัน 6 โมงเช้า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ภายใต้เงื่อนไข รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60 ส่วนประชาชนออกเองอีก 40 ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ เผยขั้นตอนสมัครทั้งกลุ่มคนทั่วไป 30 ล้านสิทธิและร้านค้ารายย่อย

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชนผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

นางสาวลลิดา กล่าวด้วยว่าในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้” รองโฆษกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในกลุ่มคนทั่วไป 30 ล้านสิทธิ จะเริ่มต้นเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในวันที่ 25 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 06.00 น.-22.00 น. ไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค. ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยมีเงื่อนไขคือรัฐบาลจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวันและต้องใช้จ่ายให้หมดภายในเดือนนั้นโดยไม่กระทบเดือนถัดไป

สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน ได้ทันที 2.ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทย ประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์

พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชั่นถุงเงิน ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร และ 3.ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชั่นถุงเงิน โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ไทยช่วยไทย พลัส จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น.

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

นอกจากนี้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่างๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประกอบด้วย อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพฯ มอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงิน ตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.33 น.

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ยก 4 ข้อ ทำไม ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธศาสตร์สังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ท่ามกลางกระแสข่าวที่คุณปิยบุตร แสงกนกกุล ออกมาเสนอซ้ำให้ยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “ภารกิจซ้ำซ้อน” และ “กระทบความเป็นกลางของสถาบันฯ” ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม ผมมองว่านี่คือการนำเสนอข้อมูลแบบ Selective Truth (เลือกพูดความจริงบางส่วน) เพื่อเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าการมองผลประโยชน์ของรัฐในระยะยาว

​วันนี้ผมขอใช้ “ข้อมูล” และ “ตรรกะยุทธศาสตร์” มาตีแผ่ให้เห็นว่า ทำไมข้อเสนอนี้ถึงอันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศ

​1. กับดักคำว่า “ซ้ำซ้อน”: หน้าที่ต่างกัน… เพื่อดุลอำนาจที่สมดุล
​คุณปิยบุตรพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า องคมนตรีทำงานทับซ้อนกับคณะรัฐมนตรี แต่ในทางยุทธศาสตร์บริหารราชการแผ่นดิน:
​รัฐบาล (ฝ่ายบริหาร): ขับเคลื่อนนโยบายตาม “คะแนนเสียง” และ “วาระทางการเมือง” ซึ่งมักเป็นโครงการระยะสั้น (Short-term focus) ที่เปลี่ยนไปตามตัวบุคคล
​องคมนตรี (เสถียรภาพ): ดูแลยุทธศาสตร์ “ความอยู่ดีมีสุขพื้นฐาน” ผ่านโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งต้องการความต่อเนื่องระดับ 20-30 ปี (Long-term Impact) เช่น การจัดการน้ำในเขตพื้นที่วิกฤต หรือการส่งเสริมอาชีพบนดอย
​วิเคราะห์: หากยุบองคมนตรี งานยุทธศาสตร์ระยะยาวเหล่านี้จะตกไปอยู่ในมือของ “นักการเมือง” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยนทิศทางตามงบประมาณและฐานเสียง ความเสียหายที่เกิดจากความไม่ต่อเนื่องของนโยบายน้ำและที่ดิน มีมูลค่าสูงกว่างบประมาณขององคมนตรีหลายเท่าตัว

​2. ความเป็นกลางที่แท้จริง: “กันชน” ไม่ใช่ “คู่ขัดแย้ง”
​ข้ออ้างที่ว่าการมีองคมนตรีกระทบความเป็นกลางของสถาบันฯ คือการบิดเบือนกลไก Buffer Zone (เขตกันชน):
​การมีองคมนตรีช่วยให้สถาบันฯ ทรงทราบข้อมูลรอบด้านจาก “ผู้เชี่ยวชาญอิสระ” ที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ทำให้ทรงวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้งได้จริง
​ลองคิดดูว่า: หากไม่มีองคมนตรี สถาบันฯ จะต้องรับข้อมูลและคำปรึกษาจาก “รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว” นั่นต่างหากที่จะทำให้สถาบันฯ ถูกลากเข้าไปผูกติดกับ “ขั้วอำนาจทางการเมือง” จนเสียความเป็นกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

​3. กลไกอภัยโทษ: ความยุติธรรมที่ต้องมี “ตัวกรองชั้นที่สอง”
​ประเด็นที่อันตรายที่สุดคือการพยายามดึงอำนาจกลั่นกรองการอภัยโทษกลับไปที่ฝ่ายการเมือง 100%
​องคมนตรีทำหน้าที่เป็น Second Filter เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามหลักนิติธรรม ป้องกันไม่ให้การอภัยโทษถูกใช้เป็น “เครื่องมือแลกเปลี่ยนทางการเมือง” หรือเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก (Cronyism)
​การยุบองคมนตรีในส่วนนี้ คือการทำลายระบบ Checks and Balances และทำให้อำนาจบริหารล้นเกินจนยากจะตรวจสอบ

​4. บทเรียนจากอังกฤษ [????????] : สิ่งที่คุณปิยบุตร (ตั้งใจ) ไม่พูด
​คุณปิยบุตรมักอ้างโมเดลอังกฤษเพื่อกดดันไทย แต่ข้อมูลจริงคือ:
​UK Privy Council: มีสมาชิกกว่า 700 คน และมีอำนาจทางกฎหมาย (Orders in Council) ที่กว้างขวางกว่าไทยมาก
​การเลือกยกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนทฤษฎีตนเอง (Cherry Picking) แต่จงใจละเลยบริบทที่สะท้อนถึง “ความจำเป็นของที่ปรึกษาองค์ประมุขในระบอบประชาธิปไตย” คือการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนต่อสังคม

ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: Evolution ไม่ใช่ Abolition
​ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมขอเสนอทางออกที่สร้างสรรค์กว่าการทำลายโครงสร้างทิ้ง:
​Strategic Transparency: พัฒนาการรายงานผลงานองคมนตรีผ่าน Digital Dashboard ให้ประชาชนเห็นข้อมูลความสำเร็จของโครงการยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นตัวเลข
​Professional Synergy: เปิดพื้นที่ให้องคมนตรีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับชาติ ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ในมิติสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีมากขึ้น
​Reframing Neutrality: ยืนยันในหลักการ “ที่ปรึกษาอิสระ” เพื่อค้ำจุนดุลอำนาจไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จจนเกินไป

บทสรุปทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
การตัด “แขนขา” ของสถาบันหลักทิ้ง ไม่ได้ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่การทำให้แขนขานั้นทำงานสอดประสานกับหัวใจและสมองของประชาชนต่างหาก คือยุทธศาสตร์ที่จะพาประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดฝ่ายเดียว

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดฝ่ายเดียว

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดฝ่ายเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.56 น.

เอ็ดดี้ เตือน อย่าให้ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน ยึดคำว่า ประชาธิปไตย ไปผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียว

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” อย่าให้ ”ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้านบทบาทสถาบัน” ยึดคำว่าประชาธิปไตยไปผูกขาดอยู่ฝ่ายเดียว

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีก็จริง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประมุขของรัฐ ไม่ใช่สัญลักษณ์ว่างเปล่า และถูกตัดขาดจากพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน
ถึงแม้ว่า หลักรัฐธรรมนูญวางสถานะพระมหากษัตริย์ไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แต่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในโครงสร้างรัฐธรรมนูญอย่างไร มาหาคำตอบกัน

คำว่า “เป็นกลางทางการเมือง” ไม่ได้แปลว่า “ถูกตัดออกจากโครงสร้างรัฐ”

และ “อยู่เหนือการเมือง” ไม่ได้แปลว่า “เป็นเพียงสัญลักษณ์ว่างเปล่า”

ตามรัฐธรรมนูญไทย พระมหากษัตริย์มีสถานะเป็น ประมุขของรัฐ และอยู่ในโครงสร้างการใช้อำนาจอธิปไตย แต่ไม่ใช่ผู้บริหารราชการแผ่นดินแบบรัฐบาล

จุดสำคัญที่สุดอยู่ที่ รัฐธรรมนูญมาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา 10 กำหนดให้คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา และมาตรา 12 ห้ามองคมนตรีดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือแสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

ดังนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้ “ลงมาเล่นการเมือง” แต่ก็ไม่ได้ “หายไปจากระบบรัฐ” เช่นกัน

หัวใจของคำว่า “อยู่เหนือการเมือง”

ไม่ใช่แปลว่า “ไม่เกี่ยวกับบ้านเมือง”

แต่แปลว่า ไม่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ไม่หาเสียง ไม่แย่งอำนาจกับพรรคการเมือง และไม่ต้องถูกดึงลงมาเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองแบบรัฐบาล

พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชกรณียกิจและบทบาทเชิงรัฐ

รัฐธรรมนูญไม่ได้วางพระมหากษัตริย์ไว้เป็นเพียงตราประทับหรือพิธีกรรมเท่านั้น แต่มีบทบาทหลายชั้น เช่น เป็นประมุขของรัฐ เป็นจอมทัพไทย ทรงสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ พระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และทรงเลือกแต่งตั้งคณะองคมนตรีตามรัฐธรรมนูญ

คำว่า “เป็นกลางทางการเมือง” จึงไม่ได้หมายความว่า พระมหากษัตริย์ต้องถูกตัดขาดจากข้อมูลบ้านเมือง พระราชกรณียกิจ หรือความทุกข์ร้อนของประชาชน

แต่ในฐานะประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ย่อมต้องทรงรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจ การบรรเทาทุกข์ ความมั่นคงของรัฐ และความผาสุกของประชาชน

คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษา ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลอีกชุดหนึ่ง

ดังนั้น องคมนตรีไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นอำนาจซ้อนรัฐบาล แต่เป็นกลไกถวายความเห็นแก่ประมุขของรัฐ เพื่อให้พระราชกรณียกิจดำเนินไปด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และความต่อเนื่องของรัฐ

คำแนะนำ” ไม่ใช่ “ข้อสั่งการ”

นี่คือจุดที่ควรตีให้แตก เพราะวาทกรรมของฝ่ายวิจารณ์มักทำให้คนรู้สึกว่า แค่มีองคมนตรีอยู่ในห้อง เท่ากับฝ่ายบริหารถูกครอบงำทันที

กรณีภัยแล้ง น้ำท่วม บรรเทาทุกข์ โรงครัวพระราชทาน หรือการดูแลประชาชนยามวิกฤต เป็นพื้นที่ที่พระราชกรณียกิจของสถาบันกษัตริย์ไทยมีประวัติและบทบาทยาวนาน

พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง
แต่ไม่ได้อยู่นอกโครงสร้างรัฐ
คณะรัฐมนตรีบริหารประเทศ
แต่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ

ความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ได้แปลว่าต้องถูกตัดขาดจากข้อมูล ความทุกข์ร้อนของประชาชน และพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเมือง

ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบที่เหลือแต่พรรคการเมืองกับรัฐบาล แต่คือระบอบที่จัดวางบทบาทของประชาชน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และประมุขของรัฐให้อยู่ในที่ทางตามรัฐธรรมนูญ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระมหากษัตริย์ทรงรับรู้เรื่องบ้านเมือง

ปัญหาอยู่ที่บางฝ่ายพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า การรับรู้ ความห่วงใย และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน คือการแทรกแซงการเมือง ทั้งที่รัฐธรรมนูญแยกไว้ชัดเจนแล้วว่า ใครเป็นประมุขของรัฐ และใครเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน

อย่าให้เขายึดคำว่า “ประชาธิปไตย” ไปใช้ฝ่ายเดียว

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อำนาจบริหารเป็นของคณะรัฐมนตรีก็จริง แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นประมุขของรัฐ ไม่ใช่สัญลักษณ์ว่างเปล่าที่ถูกตัดขาดจากข้อมูล ความต่อเนื่องของรัฐ และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน”

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะร่วมประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะร่วมประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะร่วมประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

ประมวลภาพ นายกฯ นำคณะ ร่วมการประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ที่ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะ เข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูต/กงสุลใหญ่ ประจำภูมิภาคยุโรป เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและมอบนโยบายในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภูมิภาคยุโรป 

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

นพดล ก.ต.ช. วิเคราะห์บทเรียนกราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ไทยต้องปฏิรูป ยกคำสั่ง อนุทิน ขับระบบราชการทันภัยยุคใหม่

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมในกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความเรื่อง บทเรียน กราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ภัยคุกคามยุคใหม่ โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “เมื่อคืน…เสียงปืนใกล้ทำเนียบขาว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่สามารถทำให้ “ศูนย์กลางอำนาจของโลก” เข้าสู่ภาวะตึงเครียดได้ทันที นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้อันตรายเพราะ “สงครามใหญ่” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อันตรายจาก “คนเพียงคนเดียว” ก็สามารถสั่นสะเทือนทั้งประเทศได้เช่นกัน

ในฐานะศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และยุทธศาสตร์หลักสูตรเพื่อนร่วมรุ่นเป็นคณะนายทหารระดับสูงเสนาธิการทหารร่วม (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผมมองว่า เหตุการณ์ยิงใกล้ทำเนียบขาวครั้งนี้ สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ภัยคุกคามต่อผู้นำประเทศยุคใหม่ไม่ได้มาจากกองกำลังขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “บุคคลเดี่ยว” (Lone Actor) ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ความเกลียดชัง ความโดดเดี่ยว หรือได้รับอิทธิพลจากความรุนแรงบนโลกออนไลน์

ที่น่ากังวลมาก คือ ปัจจุบัน “โซเชียลมีเดีย” กำลังกลายเป็นพื้นที่สะสมความรุนแรง การโชว์อาวุธ การสร้างชื่อเสียงจากพฤติกรรมสุดโต่ง และการปลุกเร้าอารมณ์มวลชนอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด “พฤติกรรมเลียนแบบ” จะกระจายไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย

โลกยุคนี้ หลายฝ่ายเรียกว่า “BANI World” คือโลกที่ภายนอกดูเหมือนแข็งแรงแต่ภายในเปราะบาง (Brittle) เต็มไปด้วยคนที่วิตกกังวล (Anxious) เปลี่ยนแปลงคาดเดายาก (Nonlinear) และซับซ้อนเกินเข้าใจง่าย (Incomprehensible)

ดังนั้น “ความเร็วในการป้องกัน” จึงสำคัญพอ ๆ กับ “กำลังในการตอบโต้” เพราะบางครั้ง เหตุการณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ความเสียหายอาจกระทบทั้งความมั่นคง ความเชื่อมั่น เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” หากมองเพียงผิวเผิน อาจเหมือนเป็นคำพูดเชิงอารมณ์ หรือการเร่งงานทั่วไป

แต่ในมุมของ “การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Communication) นี่คือการส่งสัญญาณทางความคิดของผู้นำไปยัง “ทั้งระบบ” พร้อมกัน

สาระสำคัญของประโยคนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “เมื่อวาน” แต่อยู่ที่การเปลี่ยน “Mindset การทำงานของรัฐ” จากระบบที่รอขั้นตอน ไปสู่ระบบที่ “คิดล่วงหน้า ทำล่วงหน้า และเร็วกว่าเหตุการณ์”

กล่าวอีกแบบคือ ผู้นำกำลังสื่อว่า “หัวหน้าหน่วยทุกระดับ ต้องรู้เป้าหมาย รู้ทิศทาง และเตรียมการไว้ก่อนที่คำสั่งจะมาถึง” นี่คือหัวใจของการบริหารประเทศยุคใหม่ในโลก BANI ที่ภัยคุกคาม วิกฤต เศรษฐกิจ Cyber Scam ข่าวปลอม หรือความเดือดร้อนของประชาชน เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าระบบราชการแบบเดิมจะตามทัน

ดังนั้น “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” จึงมีนัยสำคัญหลายระดับ ได้แก่

1.สื่อสารเรื่อง “Sense of Urgency” คือ ทำให้ทั้งระบบรับรู้ว่า เวลาคือปัจจัยด้านความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน 

2.บังคับให้ระบบต้องคิดเชิงรุก
ไม่รอหนังสือ ไม่รอประชุม ไม่รอวิกฤตลุกลาม แล้วค่อยแก้ 

3.เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
จาก “ทำตามคำสั่ง” ไปสู่ “คิดล่วงหน้าและเตรียมพร้อม” 

4.ทำให้หัวหน้าหน่วยต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ผู้นำ
เพราะถ้าไม่เข้าใจเป้าหมายใหญ่ ก็จะไม่สามารถทำงานให้ “เร็วกว่าคำสั่ง” ได้ 

5.สร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อระบบราชการ
ให้ขยับเร็วขึ้น ทันโลก ทันเหตุการณ์ และทันความคาดหวังของประชาชน 

ในทางยุทธศาสตร์ คำพูดลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียง “สำนวน” แต่เป็นการกำหนด “จังหวะการทำงานของประเทศ” (National Operating Tempo) 

เพราะโลกวันนี้…ประเทศไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทรัพยากร งบประมาณ หรือกำลังคนอีกต่อไป

แต่แข่งขันกันที่ 

“ใครเห็นปัญหาเร็วกว่า”

“ใครตัดสินใจเร็วกว่า”

และ “ใครลงมือก่อนวิกฤตจะลุกลาม” ได้มากกว่ากัน

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำ ไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัย แต่ต้องยกระดับสู่ “ระบบป้องกันเชิงรุกแบบบูรณาการ” ได้แก่ 

– การประเมินภัยคุกคามแบบ Real-Time

– การติดตามสัญญาณอันตรายจากโลกออนไลน์

– การเชื่อมข้อมูลบุคคลเสี่ยง สุขภาพจิต อาวุธ และพฤติกรรมผิดปกติ

– การฝึกซ้อมรับมือ Active Shooter อย่างต่อเนื่อง

– การดูแลพื้นที่ที่เป็น เป้าหมายอ่อน (Soft Target) เช่น ห้าง โรงเรียน งานเทศกาล โรงแรม สนามบิน และพื้นที่ที่มีประชาชนจำนวนมาก

– การใช้แอป Police Care ที่โหลดลงมือถือทุกคน AI ข่าวกรอง และภาคประชาชน ร่วมกันเฝ้าระวังเชิงรุก

และต้องเน้นย้ำให้เข้าใจคำกล่าวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” นี่เป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำบริหารประเทศยุคใหม่ เพราะในโลกที่มีความเปราะบางสูง “ประชาชน” ไม่ใช่เพียงผู้รอรับความปลอดภัยจากรัฐแต่คือ “หุ้นส่วนความมั่นคง” ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

หากเราอยากเห็นประเทศไทยปลอดภัยขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องเห็นสัญญาณอันตรายก่อนเกิดเหตุ”
ไม่ใช่รอให้เกิดโศกนาฏกรรม แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า “ทำไมไม่มีใครเห็นมาก่อน” เพราะโลกวันนี้ ภัยคุกคาอาจไม่ได้เดินมาในรูปที่มองเห็นด้วยตาแต่อาจซ่อนอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ความเกลียดชัง และความเงียบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ตำรวจ ทหาร โรงเรียน สื่อ แพลตฟอร์มออนไลน์ และภาคประชาชนจากชุมชน กลุ่มอาสาองค์กร มูลนิธิต่าง ๆ อาสาตำรวจบ้าน กต.ตร.ทุกระดับจะต้องร่วมกันสร้าง “สังคมเฝ้าระวังเชิงสร้างสรรค์” ที่ไม่ปล่อยให้ความรุนแรง ความเกลียดชัง และสัญญาณอันตราย เติบโตเงียบ ๆ อยู่ในสังคม จึงต้องปฏิรูปกฎหมายมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการสร้างความเกลียดชังในสังคมโลกออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเสริมความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

เพราะในโลก BANI วันนี้ ประเทศที่อยู่รอด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีอาวุธมากที่สุด แต่คือประเทศที่เสริมสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชนที่แข็งแกร่ง มีกฎหมายและใช้เทคโนโลยีทันยุค พัฒนาขีดความสามารถของประชาชนให้ “ปรับตัว เห็นภัยเร็ว และป้องกันความสูญเสียได้เร็วที่สุด”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.02 น.

รัฐบาล เตือนคนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี ฐานนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แนะกด report ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมึแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการลงข้อมูลลามกอนาจารลงในโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัล มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปชมกดไลค์กดแชร์  รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เพิกเฉยต่อการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบนำตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาล่อแหลม ลามกอนาจารลงในโลกออนไลน์ มาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดถึงที่สุด 

รัฐบาลขอย้ำเตือนว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งเรื่องของการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ม.14 (1) และการนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ม.14 (4) ซึ่งมีอัตราโทษที่สูง โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับบุคคลที่กดไลค์ กดแชร์ คลิปอนาจาร จะมีความผิดเสมือนผู้กระทำความผิดเสียเอง ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 (5) ที่วางหลักไว้ว่า บุคคลที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ (ม.14 (1)) หรือเป็นข้อมูลลามกอนาจาร (ม.14 (5)) ก็จะมีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน (จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) 

“หากประชาชนพบเห็นคลิปล่อแหลม ลามกอนาจาร ขอให้กดรายงานและแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที รัฐบาลขอความร่วมมือช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ มุ่งหวังแต่ยอดไลค์ยอดแชร์ เพราะคอนเทนต์ขยะต่าง ๆ เหล่านี้ อาจสุ่มสิ่งที่ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน” น.ส.พลอยทะเล กล่าว