จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก ‘มัลลิกา’ ยันทีมงานพร้อม – เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน

จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก 'มัลลิกา' ยันทีมงานพร้อม - เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน

จากนี้คนกรุงต้องรู้จัก ‘มัลลิกา’ ยันทีมงานพร้อม – เชื่อมั่นคนกรุงสนับสนุน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระ ทั้งที่ไม่มีพรรคการเมืองสนับสนุนและมีคะแนนเป็นรอง ว่า ตนเชื่อมั่นในตัวเองและในเสียงของพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าความทุกข์และความลำบากในเมืองของตนไม่ได้น้อยไปกว่าประชาชนที่ทุกคนที่มองเห็นว่าปัญหายังค้างคา ยังมีอยู่ ดังนั้นหากจะหาคนตัดสินใจปัญหาอย่างทันท่วงทีเราน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าเรามีความพร้อม มีความเสียสละ ขณะเดียวกันเรามีเวลา ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าตนจะสามารถ setup ทุกอย่างเพื่ออนาคตที่ดีได้

ย้ำจุดขาย “เลือกผู้นำ” พร้อมทีมงานเบื้องหลังที่โปร่งใส

เมื่อถามว่านอกจากในตัวของผู้สมัครแล้วส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชาวกทม.ตัดสินใจเลือกก็คือทีมงาน แต่นางมัลลิกาไม่มีทีมจะเอาอะไรมาเป็นจุดขายในการหาเสียง นางมัลลิกา กล่าวว่า เรื่องทีมงานวันนี้เราเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯยังไม่ได้เลือกทีมงาน แต่ประชาชนกำลังจะต้องเลือกผู้นำ วันนี้ขอเสนอตัวผู้นำคือ ดร.มัลลิกา ซึ่งไม่ได้มาคนเดียวแน่ๆเพราะมีหุ้นส่วนตามนโยบายทั้งหมด วันนี้ทีมทั้งหมดเตรียมพร้อมแล้วมีการประชุมกันอย่างต่อเนื่องในบทบาทของผู้นำ ซึ่งวันนี้เป็นเปิดตัวผู้นำที่จะไปสู้กับผู้นำอื่นที่อยู่ในสนามเช่นเดียวกัน และผู้นำที่ตัดสินใจได้ว่องไว ได้ผู้นำที่มั่นใจได้ว่าหน้าตาแบบนี้จะไม่มีการกินสินบาทคาบสินบน เราก็จะสามารถสร้างเมืองที่เห็นทองคำอยู่รำไร สร้างเมืองให้สว่างไสว สร้างเมืองและจุดประกายเพื่อให้คนทั่วโลกมาที่กรุงเทพฯ

เตรียมฟื้น “สข.” คืนผู้แทนให้คนแต่ละเขต

ส่วนแนวทางการหาเสียงนอกจากจะมีจุดขายที่ตนเองแล้ว จะมีทีมงานเข้ามาช่วยหรือไม่ นางมัลลิกา กล่าวว่า ขอประกาศว่าเราจะฟื้นสมาชิกสภาเขต หรือ สข.ขึ้นมาโดยจะนำมาจัดการกฎหมายและระเบียบนำกลับคืนมา ให้เป็นผู้แทนเขตในแต่ละเขต จะไม่ใช่มีเพียงแค่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เราจะทำทันที

ชูการหาเสียงยุคใหม่ ใช้ AI และ Live Stream เข้าถึงทุก Gen

นอกจากนี้จะใช้โซเซียลมีเดียโดยใช้ AI ในการพูดคุยกับทุกคนทุกรุ่น ทุกGEN แล้วยืนยันว่าการ live stream จะเป็นการรองรับการพบปะประชาชน ซึ่งการสื่อสารของตนนั้นไม่สามารถสร้างภาพได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าประชาชนจะให้การสนับสนุน

ขอบคุณผลโพล ยั่นหลังจากนี้จะทำความรู้จักให้มากขึ้น

ส่วนผลโพล ติด 1 ใน 6 ของสวนดุสิต รู้สึกอย่างไรบ้างนั้น นางมัลลิกา ระบุว่า ขอบคุณนักวิชาการและประชาชน อย่างไรก็ตาม เป็นผลสำรวจระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่ประชาชนจะได้เห็นและรู้ หลังจากนี้จะเป็นการเริ่มต้นของแคมเปญต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รู้เจตนารมย์ที่แท้จริงของเราในสิ่งที่เราปฏิบัติและรู้จักกันมากขึ้น “ไม่ว่าคุณจะรู้จักด็อกเตอร์มัลลิกา น้อยหรือมาก แต่หลังจากนี้จะได้รู้ว่าคนที่คุณน่าจะรู้จักนานแล้ว คือฉันด็อกเตอร์มัลลิกา”

สุริยะ เปิดใจวูบหมดสติ แพทย์ต้อง CPR ช่วยชีวิต ยันลุยงานต่อไม่ถอย

สุริยะ เปิดใจวูบหมดสติ แพทย์ต้อง CPR ช่วยชีวิต ยันลุยงานต่อไม่ถอย

สุริยะ เปิดใจวูบหมดสติ แพทย์ต้อง CPR ช่วยชีวิต ยันลุยงานต่อไม่ถอย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

สุริยะ เผยอาการดีขึ้นหลังวูบหมดสติเมื่อคืนที่ผ่านมา จนแพทย์ต้องทำ CPR ช่วยเหลือ พร้อมระบุสาเหตุหลักมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ยังเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อ เนื่องจากห่วงปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อุดรธานีและการเตรียมงานมหกรรมพืชสวนโลก ขณะที่ลงพื้นที่ได้รับเสียงปรบมือให้กำลังใจจากประชาชนและข้าราชการ พร้อมยกกำปั้นและชู 2 นิ้วตอบรับกำลังใจ

25 พฤษภาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจติดตามสถานการณ์บริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ที่ประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี ถึงอาการป่วยภายหลังเกิดอาการหมดสติเมื่อคืนที่ผ่านมา ว่าขณะนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว โดยเมื่อคืนอาการค่อนข้างหนัก จนแพทย์ต้องเข้าช่วยเหลือและทำ CPR

ข่าวเพิ่มเติม : สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

“เมื่อคืนอาการค่อนข้างหนัก แพทย์ต้อง CPR ช่วย ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว” นายสุริยะกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แพทย์ได้ตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้วหรือไม่ และสาเหตุเกิดจากอะไร นายสุริยะกล่าวว่า แพทย์แจ้งว่าสาเหตุหลักมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

นายสุริยะ กล่าวว่า แม้แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อน แต่ยังต้องการลงพื้นที่ตามกำหนด เนื่องจากได้มีการนัดหมายกับประชาชนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการติดตามปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่สามพร้าว ซึ่งประชาชนต้องการทราบแนวทางแก้ไขปัญหาจากภาครัฐโดยตรง และได้นัดชาวบ้านไว้แล้ว เรื่องน้ำท่วมในพื้นที่สามพร้าว ชาวบ้านก็อยากรู้ว่าเรามีมาตรการอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจด้านน้ำ นายสุริยะมีกำหนดเดินทางต่อไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี เพื่อตรวจความพร้อมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 ซึ่งถือเป็นงานสำคัญของทั้งจังหวัดอุดรธานีและประเทศไทย

นายสุริยะกล่าวว่า งานพืชสวนโลกจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ จึงต้องติดตามให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“งานพืชสวนโลกเป็นงานใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี และของประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว มีทั้งคนไทยและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก ก็ต้องมาติดตามให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายสุริยะกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะย้ำว่า แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากการทำงานต่อเนื่อง แต่ยังมีความตั้งใจเต็มที่ในการเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งเรื่องน้ำ การผลิต และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว สะท้อนความมุ่งมั่นและ “ใจเกินร้อย” ในการเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เดินทางถึงประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าวช่วงสายที่ผ่านมา นายสุริยะได้รับเสียงปรบมือและกำลังใจจากประชาชนและข้าราชการที่มารอต้อนรับจำนวนมาก โดยนายสุริยะได้ยกกำปั้นและชู 2 นิ้วตอบรับกำลังใจ พร้อมกล่าวทักทายประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น.

‘มัลลิกา’ เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ ‘มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต’ ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง

'มัลลิกา' เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ 'มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต' ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง

‘มัลลิกา’ เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ชูแคมเปญ ‘มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต’ ใช้ AI แก้ปัญหาเมือง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.09 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หรือ ดร.มอลลี่ เปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง พร้อมเปิดนโยบายภายใต้แคมเปญ มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต” โดยนำเสนอนโยบายนวัตกรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยนำ AI และนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยี มาแก้ไขปัญหาทั้งปัญหาอากาศ การจราจร ความปลอดภัย 24 ชั่วโมง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และให้เมืองเข้าใจคน อาทิ

นโยบายและนวัตกรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ

  • ระบบจราจรอัจฉริยะ หรือ AI Traffic ใช้ระบบ AI จัดการจราจร
  • ระบบประมวลผลด้วยเรดาร์แบบระบบ AI-X Band เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้า
  • การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้ AI-Drone
  • รวมถึงการแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ล้างฝุ่นด้วยฝน
  • ใช้ AI ครอบระบบ CCTV24 ชั่วโมง และเน้นการส่องสว่าง
  • เศรษฐกิจกรุงเทพฯ ใช้ SMEs จับคู่กู้เงิน รองรับวิกฤตพลังงาน เปิดโอกาสเข้าถึงเงินทุน
  • การเพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดค่าครองชีพ เน้นระบบอี-คอมเมิร์ซ
  • Street Food Paradise: หากินได้ 24 ชั่วโมง อร่อยได้ทุกเวลา เศรษฐกิจไม่เคยหลับไหล เป็นเมืองที่จะไม่หลับไหลด้านการกิน สร้างเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ
  • รวมถึงการยกระดับสาธารณสุขใกล้บ้าน
  • และการเพิ่มสวน เพิ่ม Coffee Cafe ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาในทุกเขต เพื่อให้เมืองน่าอยู่ ชีวิตมีคุณภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน สร้างเมืองที่คนอยากอยู่ และพร้อมแข่งขันในระดับโลก

ตัดสินใจลงสมัคร ความมั่นใจและประสบการณ์

นางมัลลิกา ยังเปิดเผยสาเหตุที่ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพของประชาชน จากฝุ่น PM 2.5 ซึ่งตนมาพร้อมกับสโลแกน “HUMAN INNOVATION มนุษย์ทันกาลเวลา” ทันอนาคต ไม่รอถึง 12 ปี เพื่อรอความสุขสบาย พร้อมยืนยันว่า จะต้องทําให้กรุงเทพฯ ทัดเทียมเช่นเดียวกับเมืองของมหาอํานาจอื่น ๆ ที่มีความทันสมัย และมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยเช่นกัน

นางมัลลิกา ยังมั่นใจว่า จากประการณ์ของตน ทั้งการเป็นนักการเมือง สื่อมวลชน ผู้บริหารทั้งในด้านนโยบายรัฐ และเอกชน จะไม่มีอะไรที่เกินมือตน และไม่มีอะไรเกินความสามารถ หรือเกินทักษะ และประสบการณ์ที่ตนมี โดยตนจะเดินไปข้างหน้า จับมือไปกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ซึ่งจากการพูดและการรับฟัง ทําให้รู้ว่า เมืองแห่งนี้มีปัญหาอีกมากที่ตนจะต้องเข้าไปแก้

ประวัติโดยสังเขป

สำหรับประวัตินางมัลลิกา เคยเป็นสื่อมวลชน และพิธีกรชื่อดัง สถานีโทรทัศน์ ITV ก่อนจะผันตัวมาลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในนามพรรคมหาชน ที่มีพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นหัวหน้าพรรค, เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม,ที่ปรึกษากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะลาออก มาทำธุรกิจออนไลน์ และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบนด์ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

ทั้งนี้ จากผลสำรวจสวนดุสิตโพล เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.) นางมัลลิกา มีคะแนนนิยมติด 1 ใน 6 โดยอยู่ในลำดับที่ 4 และมีคะแนนนำนายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระ
 

สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

สุริยะ ออก รพ. แล้ว หลังหมดสติ ลุยงานต่อไม่สนคำสั่งแพทย์

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

สุริยะ ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังเมื่อคืนเกิดอาการหมดสติจากภาวะอ่อนเพลียสะสม ล่าสุดร่วมอนุโมทนาบุญในพิธีอุปสมบทอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เสร็จเรียบร้อย ก่อนเดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว จ.อุดรธานี เพื่อติดตามภารกิจด้านน้ำและงานมหกรรมพืชสวนโลกตามกำหนดเดิม

25 พฤษภาคม 2569 นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกิดอาการอ่อนเพลียและหมดสติ ระหว่างปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี โดยแพทย์ได้ดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ก่อนอาการกลับมาปลอดภัยและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในช่วงเช้าวันนี้

ข่าวเพิ่มเติม : ด่วน! หาม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส่ง รพ. กลางดึก หลังหมดสติในโรงแรม

ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมา นายสุริยะปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 16–17 พฤษภาคม เพื่อติดตามสถานการณ์ผลไม้และภาคเกษตร ก่อนกลับมามีอาการไข้หวัดตั้งแต่ต้นสัปดาห์ แต่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องโดยไม่ได้หยุดพัก จนเกิดภาวะอ่อนล้าสะสม

ทั้งนี้ ภายหลังออกจากโรงพยาบาล นายสุริยะได้เดินทางไปร่วมอนุโมทนาบุญในพิธีอุปสมบทของนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว ล่าสุดกำลังเดินทางต่อไปยังโครงการชลประทานประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ รับฟังปัญหาจากประชาชน และตรวจเยี่ยมพื้นที่ชลประทาน

จากนั้น ช่วงบ่ายมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ต.กุดสระ อ.เมืองอุดรธานี 

นายกฤชนนท์ บอกอีกว่า แม้แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงมีความกังวลต่อภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมงานสำคัญของกระทรวง จึงยืนยันเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ตามกำหนดเดิม.

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ เร่งเดินหน้าการค้า FTA ไทย-EU ดันการทูตเชิงรุก 2.0 จับต้องได้-ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก ย้ำทูตฯ บอกทั่วโลกไทยมีจุดแข็งเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดน่าเข้ามาลงทุน 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม(อว.) และ น.ส.ซาบีดาไทยเศรษฐ์  รมว.วัฒนธรรม และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งมีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต รวม 24 ประเทศ 

โดยนายกฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ว่า ทุกคนที่มาร่วมประชุมวันนี้ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทุกคนคือบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการใช้บทบาทเชื่อมประเทศไทยกับคนไทยและผู้คนในประเทศ ในกานดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ในยุโรปไม่ใช่เพียงประเทศคู่ขา แต่ต้องมองในบริบทที่โลกแคบลง  ที่ตนเน้นย้ำอยู่เสมอคือเมื่อใดที่มีอำนาจในการเจรจาสูง ประเทศที่ได้รับผลในเชิงบวกประเทศไทย เรามีภูมิศาสตร์อยู่ที่กึ่งกลางของอาเซียน มีโอกาสก้าวกระโดดถ้าเราวางเข็มทิศให้ถูกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศมหาอำนาจมีปัญหากันเอง แต่อาเซียนยังมีความมั่นคงแข็งแกร่งและมีจำนวนประชากรที่มีศักยภาพในการที่จะพึ่งพาตนเองและทำให้ประเทศของเราเจริญเติบโต

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้หารือกับ นายสีหศักดิ์ เสมอว่าการทูต 2.0 คือการทูตที่จับต้องได้ เป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ในเรื่องความมั่นคงตนเชื่อว่ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมได้วางตำแหน่งของประเทศไทยไว้ในสถานะที่เราพูดได้ว่าประเทศของเราวันนี้มีความปลอดภัย ทั้งจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศใกล้เคียง เราสามารถสำแดงศักยภาพให้เห็นได้ว่า ไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมาบุกรุกหรือคุกคามใดๆต่ออธิปไตยของได้ และสถานการณ์ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา เราต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับประเทศ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยพูดคุยกับนักการเมืองคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ถูกแบนอยู่ ตนคิดเหมือนกันกับท่านว่าทำไมโลกยุคสมัยนี้ยังต้องมารบกัน โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าแค่นั้นก็ตายแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศมากมาย  แต่บางทีความความเชื่อของเราในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอ เวลามีความขัดแย้งแล้วปะทุ ขึ้นมาถึงขั้นต้องสู้รบกัน สิ่งที่จะทำให้ประเทศของเรามีความหน้ายำเกรงและทำให้คนที่จะคิดใช้กำลังทางการทหารในในการสู้รบกับเรา ก็คือความพร้อมทางด้านการรบของประเทศไทย ในสถานะที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและมีความคุ้นเคย ในพื้นที่ที่เลือกตั้งของตนทำให้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ ได้เห็น ความไม่ปราณีของคู่กรณีโดยอาวุธ และเมื่อมี โอกาสเข้ามาในรัฐบาลก็ได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงและสนับสนุนนโยบายด้านการดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคง 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตนได้ใช้เวลาในการเข้ามาเป็นนายกฯเข้าเดือนที่ 8 แล้ว ได้พูดคุยกับฝ่ายการทหารและฝ่ายความมั่นคง พบว่าด้านนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นภารกิจของเอกอัครราชทูต คือต้องทำให้ประเทศต่างๆได้รู้ว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นประเทศที่มีแรงงานถูก แต่เป็น ประเทศที่มีความพร้อม มีห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ที่ทำให้เขามั่นใจว่าสามารถขยายกิจการและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และในสถานะที่เป็นเอกอัครราชทูต ในภาคเอกชนถือว่าเป็น Director  Marketing (ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบการวางแผน)

นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้หน้าจะทำให้ทูตฯไปพูดคุยกับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทย ด้วยความมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หากติดตามในโซเชียลจะเห็นว่ามีการปะทะคารม มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย นั่นเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีความมั่นคงมากพอสมควรที่จะทำให้ เราสามารถดำเนินนโยบายต่างๆอย่างต่อเนื่องได้ ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะทำให้นานาชาติเห็นว่าเรากำลังยกมาตรฐานในเรื่องของการเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ ในระดับที่เป็นสากล โดยเรากำลังเดินหน้า การยกระดับมาตรฐานสู่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD )รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี  นอกจากนี้ ยังต้องเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

โอกาสนี้  เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า  อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก

ด้านนายกฯ กล่าวอีกว่า จากการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ ความมั่นคงทางอาหาร เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ ไทยต้องมีความพร้อมและทำให้ทั้งโลก เห็นว่านี่คือความเข้มแข็งของประเทศไทย ทั้งนี้ ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในสปอตไลท์โลกมากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนก.ย.นี้ 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนต.ค.นี้ และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพ.ย.นี้ จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

นายกฯ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอนาต

ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า  วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับนายยศชนันเพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน  รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน  ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เรื่องพลังงานสะอาด ที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งบังคับให้เราต้องเปลี่ยนผ่าน และไม่ใช่เรื่องที่เราเพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อน แต่เราจำเป็นจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเพราะราคาพลังงานแพง ที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานถูกทำลายเยอะ ดังนั้นการเดินไปสู่พลังงานอาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเรามีจุดแข็งอยู่หลายอัน โดยเฉพาะด้านอาหาร อุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ต่อยอดไปที่เรื่องของอีวี

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากเลือกตั้ง-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.38 น.

ปชน.จ่อยื่นร่างแก้ไข รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 สัปดาห์นี้ ชู สสร.มาจากการเลือกตั้ง – ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติมหมวด 15/1) ทั้งหมด 2 ฉบับ สัปดาห์นี้ | เปิดกรอบเนื้อหา: สสร. มาจาการเลือกตั้ง – มีทั้งตัวแทนพื้นที่-ตัวแทนเชิงประเด็น – ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. 

สัปดาห์นี้ พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่รัฐสภา

ร่างของพรรคประชาชน จะยึด 3 หลักการ ตามที่ได้แถลงไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้ร่าง
2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 เป็นคำวินิจฉัยที่เราเห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย แต่ได้สร้างข้อจำกัดที่อาจทำให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ – เพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว ทาง สส. พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้

กรอบเนื้อหาของทั้ง 2 ร่างของพรรคประชาชน ที่จะมีการเคาะรายละเอียดและลงชื่อโดย สส. ในที่ประชุม สส. วันอังคาร มีดังต่อไปนี้:

1. สภาร่างรัฐธรรมนูญมีสมาชิก (สสร.) ทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
– 1. ตัวแทนเชิงพื้นที่
– 2. ตัวแทนเชิงประเด็น-กลุ่มอาชีพ-กลุ่มสังคม

2. สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ร่าง 1:
– ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้งชุด (รับรองแยกรายบุคคลไม่ได้)
– หากรัฐสภารับรอง 150 คน: 150 คน จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร.
– หากรัฐสภาไม่รับรอง 150 คน: จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทั้ง 150 คนใหม่

ร่าง 2:
– ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 300 คน ก่อนจะส่งรายชื่อ 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
– กระบวนการในการคัดเลือกโดยรัฐสภา จะใช้วิธีการที่ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และสนับสนุนให้ สสร. คงความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภา (รายละเอียดจะเปิดเผยโดยละเอียดในวันยื่นร่าง)

3. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้
– 1. สสร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีทั้ง สสร. และคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน สสร. ได้
– 2. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน)

4. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ (ตามที่บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255)

5. สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

6. สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง

7. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ (โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา) – หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

นอกเหนือจาก 2 ร่างของพรรคประชาชน ทาง สส. พรรคประชาชนเราพร้อมที่จะร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่นหรือร่างของสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการรายชื่อเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้สำเร็จ ตราบใดที่ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการสำคัญของพรรคประชาชน”

ทักษิณ เลื่อนรายงานตัว นัดใหม่ 28 พ.ค.นี้ ย้ำยังไม่มีขอปลดกำไล EM

ทักษิณ เลื่อนรายงานตัว นัดใหม่ 28 พ.ค.นี้ ย้ำยังไม่มีขอปลดกำไล EM

ทักษิณ เลื่อนรายงานตัว นัดใหม่ 28 พ.ค.นี้ ย้ำยังไม่มีขอปลดกำไล EM

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

“ทักษิณ”เลื่อนรายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรก 25 พ.ค.เป็นวันที่ 28 พ.ค.69 ล่าสุดยังคงติดกำไล EM ขณะที่หลังรายงานพักโทษคุมประพฤติช่วงแรก”ทักษิณ”ไป รพ.พระราม 9 ตรวจสุขภาพครบวงจร

จากกรณีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม ได้ครบกำหนดระยะคุมขัง 8 เดือน หรือ 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี จึงเข้าเกณฑ์ได้พักโทษเพื่อคุมประพฤติ พ่วงเงื่อนไขติดกำไล EM ต่ออีก 4 เดือน ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า และจะพ้นโทษอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 9 กันยายน 2569 นั้น

วันนี้ (25 พ.ค.69) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกำหนดการรายงานตัวคุมประพฤติ ครั้งที่ 1 ณ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง เเขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ว่าตามกำหนดการเดิมจะต้องรายงานตัวคุมประพฤติในวันนี้ แต่ทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้มีการประสานแจ้งขอเลื่อนการรายงานตัวครั้งแรก ออกไปเป็นวันที่ 28 พ.ค.69 แทน

ขณะที่มีรายงานจากกรมคุมประพฤติ ยืนยันว่า การเลื่อนรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติของผู้ถูกคุมประพฤติสามารถดำเนินการแจ้งขอเลื่อนได้ โดยจะเป็นการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ถูกคุมประพฤติเอง ซึ่งก็ต้องมีการแจ้งเหตุผลการเลื่อนเป็นไปตามขั้นตอนปกติ

ส่วนในเรื่องของการยื่นขอปลดกำไล EM ชั่วคราวหรือถาวรนั้น ย้ำว่า นายทักษิณยังไม่ได้มีการยื่นเอกสารแจ้งความประสงค์ขอปลดกำไล EM แต่อย่างใด นับแต่วันที่ได้พักโทษคุมประพฤติจนถึงปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้ นายทักษิณได้เดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพระราม 9 ก็ไม่ได้ประสานเรื่องการขอยื่นปลดกำไล EM ชั่วคราวแต่อย่างใด แม้ว่านายทักษิณ ในฐานะผู้ถูกคุมประพฤติ จะสามารถยื่นเอกสารทางการแพทย์แสดงความประสงค์มายังกรมคุมประพฤติเพื่อพิจารณาได้ปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ และเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาก็ต้องกลับมาติดใหม่นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้นายทักษิณจะต้องเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ในกรอบเวลาเดือนละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษ ประกอบด้วย ครั้งแรกในวันที่ 28 พ.ค.69 ครั้งที่ 2 วันที่ 27 มิ.ย.69 ครั้งที่ 3 วันที่ 29 ก.ค.69 และครั้งที่ 4 วันที่ 31 ส.ค.69 อนึ่ง การไปรายงานตัวแต่ละครั้งสามารถแจ้งเลื่อนออกไปได้หากมีเหตุจำเป็น

เตือน ไทยช่วยไทยพลัส! ระวังมิจฉาชีพส่ง link ผ่าน sms หลอกลงทะเบียน ย้ำทำผ่านแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

เตือน ไทยช่วยไทยพลัส! ระวังมิจฉาชีพส่ง link ผ่าน sms หลอกลงทะเบียน ย้ำทำผ่านแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

เตือน ไทยช่วยไทยพลัส! ระวังมิจฉาชีพส่ง link ผ่าน sms หลอกลงทะเบียน ย้ำทำผ่านแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.28 น.

รัฐบาลเตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพฉวยโอกาสส่ง link ส่ง sms ให้เพิ่มเพื่อนทาง line หลอกลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ย้ำลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง เท่านั้น

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล กำหนดให้ประชาชนกลุ่มคนทั่วไป ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” โดยเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06:00 – 22:00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน นั้น

รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพฉวยโอกาส อาศัยจังหวะนี้สร้างเพจปลอม ส่ง SMS หรือทักแชตหลอกว่าเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)“ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อกดลิงก์แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัว ขอให้ประชาชนโปรดระมัดระวัง และตรวจสอบให้ดี เพราะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)“ เปิดให้ลงทะเบียนผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า หากพบข้อความที่มีลักษณะเร่งให้รีบลงทะเบียน รีบกดลิงก์ ให้เพิ่มเพื่อน LINE ส่วนตัว อ้างว่าจะหมดสิทธิ์ภายในเวลาจำกัด ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นกลลวงของมิจฉาชีพ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน และเพื่อความปลอดภัย ขอแนะนำวิธีป้องกันตัวเองจากข่าวปลอม ดังนี้
1. อย่ากดลิงก์จาก SMS/ข้อความแปลกปลอม- โครงการรัฐ ไม่ส่งลิงก์ลงทะเบียน ผ่านข้อความ
2. อย่าหลงเชื่อเพจ/บัญชีโซเชียลที่ไม่เป็นทางการ- ตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายยืนยัน (✔ Verified) และผู้ติดตามจริง- การลงทะเบียนที่ถูกต้องทำได้เฉพาะแอป “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน”
3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับใครก็ตาม- เลขบัตรประชาชน, วันเกิด, PIN, OTP, ข้อมูลบัญชีธนาคาร ห้ามบอกใคร
4. อย่าเชื่อสายโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่- หน่วยงานรัฐ–ธนาคาร ไม่มีนโยบายโทรขอ OTP หรือให้โอนเงิน
5. ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง- หากสงสัย โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง- อย่าแชร์ข้อมูลจากข่าวลือ/เพจที่ไม่น่าเชื่อถือ

“หากถูกหลอกหรือพบเหตุผิดปกติ แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th โทรสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง  ขอความร่วมมือประชาชน ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง เช็กข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ขออภัย ‘กำนันบางน้ำจืด’ ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน ‘แลนด์บริดจ์’ พร้อมเคียงข้างชาวบ้าน

ขออภัย 'กำนันบางน้ำจืด' ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน 'แลนด์บริดจ์' พร้อมเคียงข้างชาวบ้าน

ขออภัย ‘กำนันบางน้ำจืด’ ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน ‘แลนด์บริดจ์’ พร้อมเคียงข้างชาวบ้าน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

ขออภัย ‘กำนันบางน้ำจืด’ ปมข้อมูลคลาดเคลื่อน ล่าสุดเคลียร์ชัด! ไม่ได้หนุน-ไม่ได้ต้าน “แลนด์บริดจ์” พร้อมยืนเคียงข้างชาวบ้าน

กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเรื่องมุมมองความคิดเห็นและเสียงสะท้อนของชาวบ้านเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ จากนายณรงค์ ผลสอาด กำนันตำบลบางน้ำจืด หมู่ 10 บ้านชายเขา ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร นั้น ยังมีบางประเด็นบางส่วนในข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน และคลาดเคลื่อน โดยล่าสุด (24 พ.ค. 69) เวลา 22.00 น. กำนันตำบลบางน้ำจืด ได้เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ว่าข้อเท็จจริงแล้วนั้น กำนันบางน้ำจืดไม่ได้เห็นด้วย และก็ไม่ได้คัดค้านในโครงการแลนด์บริดจ์แต่อย่างใด พร้อมอยู่เคียงข้างชาวบ้าน

กำนันตำบลบางน้ำจืด บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาได้มีความเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษต่างๆแหล่งน้ำกินน้ำใช้ รวมถึงวิถีชีวิต และอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งวิถีชีวิตเดิมชาวบ้าน และบรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ทำมาหากินอย่างสงบสุข และอบอุ่นเหมือนพี่น้อง แม้ไม่ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขและพึ่งพาตนเองได้ ชาวบ้านออกเรือตอนเย็น กลับมาตอนเช้าก็สามารถหาปูหาปลาเลี้ยงชีพและสร้างรายได้ มีรายได้หมุนเวียนวันละ 500-1,000 บาท ทุกวัน หากโครงการแลนด์บริดจ์นี้เกิดขึ้น วิถีชีวิตและอาชีพประมงพื้นบ้านจะต้อง “เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” ทันที และยังไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเปลี่ยนไปทำอะไร หรือจะอยู่รอดได้อย่างไร

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นผลประโยชน์ ถึงมือปชช.

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นผลประโยชน์ ถึงมือปชช.

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นผลประโยชน์ ถึงมือปชช.

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.19 น.

นายกฯ มอบนโยบาย ทีมไทยแลนด์ยุโรป ขับเคลื่อน การทูตเชิงรุก เน้นโอกาส-ผลประโยชน์ ถึงมือประชาชน จับมือทุกหน่วยงาน คลัสเตอร์ เดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salle Foch อาคาร Le Cercle de L’Union Interralliee กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี คุยกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ 24 ประเทศ ประจำภูมิภาคยุโรปเป็นครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย  ซึ่งใช้เวลาสนทนากันมากกว่าสามชั่วโมง 

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญที่ได้มีการหารือ ดังนี้

1. การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า วาระสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล คือการเร่งรัดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจถึงการปรับการทำงาน ที่ให้ทุกหน่วยบูรณาการ เป็นการทำงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” เพื่อผลักดันการเดินหน้าปิดการเจรจา FTA  โอกาสนี้  เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า  “อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ” เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก

2. การทูตเชิงรุกที่ครอบคลุมความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางการทูต 2.0 หรือ การทูตที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ให้ดำเนินการทูตที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจับต้องได้ 

โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า  วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน  รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน  ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต

3. การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD

รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี 

4. การชูจุดแข็งไทยด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูง

5. การเป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกของไทย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ใน “สปอตไลท์โลก” มากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนกันยายน 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนตุลาคม และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพฤศจิกายน จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน BOI และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอน