ผอ. JIC ไทยย้ำชัด ‘กัมพูชายิงก่อน’ ขอประชาคมโลกดูไทม์ไลน์ทั้งหมด อย่าตัดสินเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้

1 กันยายน 2569 เวลา 10:39 น.

ผอ. JIC ไทย ชี้ประชาคมโลกต้องพิจารณาลำดับเหตุการณ์ อย่าลืมต้นเหตุ “กัมพูชายิงก่อน” อย่าตัดเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้มาเป็นจุดเริ่มต้น ย้ำไทยไม่ต้องการสงคราม แต่จำเป็นต้องปกป้องประชาชนและอธิปไตย พร้อมเดินหน้ากลไกเจรจาและเขตแดน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (ผอ. JIC) กล่าวถึงจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์ชายแดนว่า ประชาคมระหว่างประเทศควรพิจารณาลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเป็นธรรม ไม่ควรเริ่มต้นประเมินสถานการณ์เฉพาะจากวันที่ไทยใช้กำลังตอบโต้ เพราะการปะทะไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในวันดังกล่าว

“อย่าเริ่มเล่าการปะทะในวันที่ไทยตอบโต้ เพราะการปะทะไม่ได้เริ่มในวันนั้น กัมพูชายิงก่อน ไทยป้องกันตนเอง เราไม่สามารถลบเหตุการณ์ออกจากลำดับเหตุการณ์ แล้วนำเฉพาะการตอบสนองมาตัดสินว่าเป็นการรุกรานได้”

ผอ. JIC กล่าวว่า จากหลักฐานที่มี กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธ รุกล้ำ ยั่วยุ และยิงจรวด BM-21 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของไทย การตอบสนองของไทยจึงมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามและปกป้องอธิปไตย มิใช่เพื่อยึดครองดินแดน

สำหรับการปฏิบัติการทางทหารของไทย ดำเนินการภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองและหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการแยกแยะเป้าหมาย การใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน และการลดผลกระทบต่อพลเรือนอย่างเคร่งครัด

“ไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่กลไกทวิภาคี โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม จะสามารถทำงานและลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงได้ก็ต่อเมื่อพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องลดการยั่วยุ ลดภัยจากทุ่นระเบิด และเคารพการหยุดยิง”

ผอ. JIC กล่าวด้วยว่า ทุกฝ่ายควรยึดถือถ้อยแถลงร่วม กลไกการเจรจา และความร่วมมือที่มีอยู่ มากกว่าการใช้เวทีสาธารณะสร้างข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวเพื่อชี้นำหรือตัดสินปัญหา

“ประเทศไทยไม่ได้ขอให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้ตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายของเราไม่ใช่การเอาชนะสงครามการสื่อสาร แต่คือความปลอดภัยของประชาชน การปกป้องอธิปไตย และสันติภาพที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ สาระสำคัญของจุดยืนประเทศไทย คือ กัมพูชายิงก่อน ไทยป้องกันตนเอง ตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด สร้างพื้นที่ปลอดภัย เคารพข้อตกลง เดินหน้ากลไกเขตแดนและการเจรจา และมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ชายแดนไทยกัมพูชาไทย-กัมพูชาไทยกัมพูชา

รัชดา ยิ้มแย้มนำทีมโฆษก รบ. ถ่ายรูปทิ้งทวน ก่อนประชุม ครม.สัญจร ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนตัวตั้ง หมอเอก เสียบแทน

1 กันยายน 2569 เวลา 10:31 น.

รัชดา ยิ้มแย้มนำทีมโฆษกรัฐบาล ถ่ายรูปทิ้งทวน ก่อนประชุม ครม.สัญจร สงขลา ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนตัวตั้ง หมอเอก อดีต สส.พรรคส้ม เสียบแทน ขณะที่เจ้าตัวปฏิเสธ บอกขอรอก่อน

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ปรากฎว่า น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำรองโฆษกทั้ง 3 คน ประกอบด้วย น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ร่วมถ่ายภาพบริเวณจุดแถลงข่าว และถ่ายภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสัมพันธ์ โดยบรรยากาศ
เป็นไปด้วยความชื่นมื่น น.ส.รัชดา มีสีหน้ายิ้มแย้ม

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลจะปรับเปลี่ยน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะมีการเสนอชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก อดีต สส.เชียงราย พรรคก้าวไกล มาดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และสลับให้ น.ส.รัชดา มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ขณะที่บรรยากาศในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงบริเวณสถานที่ประชุม พบว่าในคณะมี นพ.เอกภพ เดินมาในขบวน ผู้สื่อข่าวจึงเข้าไปทักทาย นพ.เอกภพ ก่อนจะถามว่า วันนี้มาดูงานหรือไม่ นพ.เอกภพ ตอบว่า ตนติดตามนายภราดร เพราะตนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้างวันนี้ นพ.เอกภพ กล่าวว่า ตนก็ทำงานกับนายภราดรอยู่

เมื่อถามว่าจะช่วยแก้วิกฤตด้านการสื่อสารของรัฐบาลได้อย่างไรบ้าง นพ.เอกภพ กล่าวย้ำว่า ก็ช่วยงานเต็มที่

ส่วนกระแสข่าวว่าเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล เป็นนพ.เอกภพนั้น เจ้าตัวรีบปฏิเสธว่า “ยัง ยัง ต้องรอ ครม.ก่อน“

ทั้งนี้มีรายงานว่า จะมีการเสนอชื่อโฆษกรัฐบาล คนใหม่ในที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้า

ครม.สัญจรรัชดาสงขลาหมอเอกแนวหน้าออนไลน์โฆษกรัฐบาล

ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ปรับเกณฑ์ใหม่กลุ่มท่องเที่ยว เปิดรายชื่อ 60 ประเทศ อยู่ไทยได้ไม่เกิน 30 วัน

1 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

1 กันยายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนของผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงรายชื่อประเทศและดินแดนของผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความมั่นคง เศรษฐกิจ ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 13 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา พ.ศ.2545 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2569 ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิก

(1) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2562

(2) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2565

ข้อ 2 ให้กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนของผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยวได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน ดังนี้

(๑) เครือรัฐออสเตรเลีย

(๒) สาธารณรัฐออสเตรีย

(๓) ราชอาณาจักรบาห์เรน

(๔) ราชอาณาจักรเบลเยียม

(๕) สาธารณรัฐบัลแกเรีย

(๖) ราชอาณาจักรภูฏาน

(๗) บรูไนดารุสซาลาม

(๘) แคนาดา

(๙) สาธารณรัฐโครเอเชีย

(๑๐) สาธารณรัฐไซปรัส

(๑๑) สาธารณรัฐเช็ก

(๑๒) ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

(๑๓) สาธารณรัฐเอสโตเนีย

(๑๔) สาธารณรัฐฟีจี

(๑๕) สาธารณรัฐฟินแลนด์

(๑๖) สาธารณรัฐฝรั่งเศส

(๑๗) จอร์เจีย

(๑๘) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

(๑๙) สาธารณรัฐเฮลเลนิก

(๒๐) ฮังการี

(๒๑) สาธารณรัฐไอซ์แลนด์

(๒๒) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

(๒๓) สาธารณรัฐอินเดีย

(๒๔) ไอร์แลนด์

(๒๕) รัฐอิสราเอล

(๒๖) สาธารณรัฐอิตาลี

(๒๗) ญี่ปุ่น

(๒๘) ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

(๒๙) รัฐคูเวต

(๓๐) สาธารณรัฐคีร์กีซ

(๓๑) สาธารณรัฐลัตเวีย

(๓๒) ราชรัฐลิกเตนสไตน์

(๓๓) สาธารณรัฐลิทัวเนีย

(๓๔) ราชรัฐลักเซมเบิร์ก

(๓๕) สาธารณรัฐมอลตา

(๓๖) มาเลเซีย

(๓๗) สาธารณรัฐมัลดีฟส์

(๓๘) ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

(๓๙) นิวซีแลนด์

(๔๐) ราชอาณาจักรนอร์เวย์

(๔๑) รัฐสุลต่านโอมาน

(๔๒) สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

(๔๓) สาธารณรัฐโปแลนด์

(๔๔) สาธารณรัฐโปรตุเกส

(๔๕) รัฐกาตาร์

(๔๖) โรมาเนีย

(๔๗) ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

(๔๘) สาธารณรัฐสิงคโปร์

(๔๙) สาธารณรัฐสโลวัก

(๕๐) สาธารณรัฐสโลวีเนีย

(๕๑) สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

(๕๒) ราชอาณาจักรเสปน

(๕๓) ราชอาณาจักรสวีเดน

(๕๔) สมาพันธรัฐสวิส

(๕๕) ไต้หวัน

(๕๖) สาธารณรัฐตุรกี

(๕๗) ยูเครน

(๕๘) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

(๕๙) สหราชอาณาจักร

(๖๐) สหรัฐอเมริกา

ข้อ 3 ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งได้รับยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามข้อ 2 ในกรณีที่เข้ามาทางช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือด่านพรมแดนที่เป็นเขตติดต่อกับพรมแดนทางบก ให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสองครั้งต่อปีปฏิทิน ยกเว้นบุคคลซึ่งมีสัญชาติของประเทศมาเลเซีย บรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐสิงคโปร์ หรือบุคคลซึ่งมีสัญชาติของประเทศอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดอาจเข้ามาในราชอาณาจักรเกินสองครั้งต่อปีปฏิทินก็ได้

ข้อ 4 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2569

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

โดย นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมาย หรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน

ท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวฟรีวีซ่าหนังสือเดินทาง

“ศุภชัย” เบรกกระแส “ฮั้ว สว.” ซัดนักวิชาการอย่าด่วนตัดสินจากเอกสารหลุด จี้สังคมใช้หลักกาลามสูตร-นิติรัฐ

1 กันยายน 2569 เวลา 09:49 น.

“ศุภชัย ใจสมุทร” โพสต์เฟซบุ๊กเตือนสติสังคมกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและที่มาของเอกสารหลุด “สำนวนคณะ 26” ผิดหวังผู้ใหญ่-นักวิชาการร่วมขยี้ประเด็นทั้งที่ยังไม่พิสูจน์ความจริง วอนเป็น “เบรกทางปัญญา” ให้สังคม ไม่ใช่ “คันเร่งกระแส”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการ ฮั้ว สว.” โดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามสำคัญว่า ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วปลายทางจะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร?”

นายศุภชัย ระบุว่า สิ่งที่สังคมควรตั้งสติพิจารณา คือข้อมูลและเอกสารที่อ้างว่าเป็น สำนวนของคณะ 26” ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่และขยายผลอยู่ในขณะนี้ มีที่มา สถานะ และความน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นเอกสารจริงและครบถ้วนหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อมูลระหว่างกระบวนการที่ยังไม่ได้ข้อยุติจากองค์กรผู้มีอำนาจ แต่กลับถูกนำมาตีความและโยงเรื่องราวเสมือนว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดได้รับการพิสูจน์แล้ว

จวกนักวิชาการ ทิ้งหลักกาลามสูตร ในโพสต์ดังกล่าวยังได้แสดงความประหลาดใจต่อท่าทีของผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และนักวิชาการบางส่วน ที่เข้าร่วมสัมมนาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้ โดยระบุว่า สิ่งแรกที่ผู้มีวุฒิภาวะทางวิชาการควรทำคือการตรวจสอบต้นทางของข้อเท็จจริง ไม่ใช่หลงเชื่อเพียงเพราะการนำเสนอที่ดูสมจริง หรือการ “จับแพะชนแกะ” พร้อมตั้งคำถามว่า หลักกาลามสูตร” ที่สอนให้ไม่ปลงใจเชื่อเพียงเพราะกระแสหรือผู้พูดน่าเชื่อถือนั้น หายไปไหน

ย้ำต้องเคารพ “หลักนิติรัฐ” นายศุภชัย ยังได้เน้นย้ำถึง หลักนิติรัฐ โดยชี้ว่าการกล่าวหาบุคคลว่ากระทำผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ชื่อเสียงและสิทธิของบุคคลไม่ควรถูกตัดสินผ่านเวทีสัมมนาหรือโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของผู้ที่ได้มา เผยแพร่ และนำเอกสารในสำนวนการสอบสวนไปขยายผล

ถ้าเราจะเรียกร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาเคารพกฎหมาย ผู้กล่าวหาก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกัน จะเลือกเคารพเฉพาะกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ข้อกล่าวหาของตน แต่ไม่สนใจหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้” นายศุภชัย ระบุ

วอนเป็น “เบรกทางปัญญา” ให้สังคม ในช่วงท้ายของการโพสต์ นายศุภชัยได้เปรียบเปรยว่า ต้นไม้แห่งความจริงจะเติบโตได้ รากต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เอาข้อกล่าวหามาปลูกแล้วรดน้ำด้วยกระแสซ้ำๆ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ใหญ่และนักวิชาการทำหน้าที่เป็น เบรกทางปัญญา” ของสังคม ไม่ใช่ คันเร่งของกระแส”

ก่อนจะทิ้งท้ายฝากข้อคิดเตือนใจว่า บางทีปัญหาของสังคมวันนี้อาจไม่ใช่ว่าเราไม่มีข้อมูล แต่เป็นเพราะเรามีข้อมูลมากเกินไป จนลืมใช้ปัญญาตรวจสอบว่าข้อมูลใดควรเชื่อ”

คดีฮั้ว สว.ศุภชัยศุภชัย ใจสมุทร

อนุทิน ถือฤกษ์ ก้าวสู่เดือนที่ 6 เปิดบ้านพักส่วนตัวนัดกินข้าว ครม.พรรคร่วมรัฐบาล 6 ก.ย.นี้ กระชับมิตรพร้อมรับมือซักฟอกฝ่ายค้าน

1 กันยายน 2569 เวลา 09:25 น.

1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมนัดคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล พบปะรับประทานอาหารร่วมกัน ในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.นี้ ที่บ้านพักส่วนตัวของนายกฯ หลังบริหาราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเข้าสู่เดือนที่ 6 ซึ่งถือเป็นการนัดพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าบริหารประเทศ โดยจะมีการพูดคุยถึงการทำงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในเนื้องานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพราะนอกจากจะชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสงสัยของสมาชิกฝ่ายค้านในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ยังถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนัดพบกับคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมแล้ว นายกฯ จะนัดพบกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดวันเวลาดังกล่าว

อนุทิน,คณะรัฐมนตรี,พรรคร่วมรัฐบาล,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ฝ่ายค้าน,

ครม.สัญจร ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ชื่นมื่น! สงขลาจัดงานเลี้ยงต้อนรับ อนุทิน-ยศชนัน ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์

1 กันยายน 2569 เวลา 07:24 น.

ครม.สัญจร ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ชื่นมื่น! หลังลงพื้นที่ตลอดทั้งวัน ก่อน จ.สงขลา จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ด้าน”อนุทิน-ยศชนัน”ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์ “ศุภมาส”เติมเชน ขโมยจุ๊บแก้ม”อ.เชน” บอกสนิทกัน ให้กำลังใจ รมว.อว.คนใหม่

เมื่อคืนวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จภารกิจลงพื้นที่จังหวัดสงขลาตลอดทั้งวัน ทางจังหวัดสงขลา ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของพรรคร่วมรัฐบาล

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีรัฐมนตรีสลับกันขึ้นไปร้องเพลง โดยจังหวะหนึ่งมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ร้องเพลง “เล่าสู่กันฟัง” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งนายอนุทิน ได้ไปยืนตบมือเชียร์ และนำช่อดอกไม้ขึ้นไปให้นายยศชนัน ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้นำลองกองจำนวน 1 พวงขึ้นไปให้เช่นกัน และยังมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นไปเติมเชน หอมแก้มนายยศชนัน สร้างเสียงฮือฮาให้กับคนในงาน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรี และคณะภายในงานว่า “เราทำงานกันมาทั้งวันตั้งแต่เช้า หลายคนเดินทางมาตั้งแต่เมื่อวาน มีผลสรุปมากมายที่ตนคิดว่าในวันพรุ่งนี้จะ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบ ในหลายนโยบายที่ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน มีชีวิตชีวาบ้าง ในใจของเรามีเรื่องห่วงเรื่องกังวลอยู่ตลอดเวลา นานๆมีโอกาสเช่นนี้สักครั้ง มาพบกัน ขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมงานโดยพร้อมเพรียง เป็นขวัญและกำลังใจให้กับตัวตน ผู้จัดงาน และทุกคนที่ อยู่ร่วมกันวันนี้” ก่อนจะร้องเพลง “เธอทั้งนั้น” ของ Groove Riders ให้กับบรรดาคณะรัฐมนตรี และเพลง “ศรัทธา” ของหิน เหล็ก ไฟ ปิดท้ายงาน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นงาน ผู้สื่อข่าวได้แซวนายยศชนันว่า ช่วงนี้โดนหอมบ่อย โดย นายยศชนัน กล่าวว่า “รู้จัก เป็นเพื่อนกัน” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามนางสาวศุภมาส ถึงการหอมครั้งนี้ ซึ่งนางสาวศุภมาส ระบุว่า ให้กำลังใจเขา ในฐานะรัฐมนตรี อว.คนใหม่ เพราะตนเคยเป็น รมว.อว.มาก่อน สนิทกันอยู่หมู่บ้านเดียวกัน

ครม.สัญจรสงขลานายกรัฐมนตรีภูมิใจไทยอนุทินชาญวีรกูลเพื่อไทย

มท.ปิดจ๊อบโกงสอบ100% เพิกถอน3,868คน ไม่มีอุทธรณ์-ฟ้องร้อง เรียกบรรจุแทนตุลาฯ ชิงลาออกก็ไม่รอดคดี

1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นิรัตน์” รองปลัดมหาดไทย รักษาการอธิบดี สถ. เผยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ปิดจ๊อบ 31 สิงหาคม 2569 พร้อมดำเนินคดีตามหลัง จ่อเรียกผู้บริสุทธิ์ บรรจุใหม่ทดแทน ตุลาคมนี้ ด้านมท.4 ประกาศถอดถอน 100% แล้วโวลั่นยังไม่มีใครอุทธรณ์-ฟ้องร้อง ขณะที่นายกฯย้ำลาออกไม่มีผลใครทำผิด ก็หนีกฎหมายไม่ได้

 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมถึง ความคืบหน้ากรณีถอนถอนรายชื่อทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

โดยนายนิรัตน์กล่าวว่าขณะนี้สถ.ได้ดำเนินการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันอย่างรอบคอบและโปร่งใส ล่าสุดได้มีมติให้เพิกถอนการบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,868 ราย โดยให้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

เพิกถอน 3,868 ราย

นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ถูกเพิกถอนว่า จากรายชื่อผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนในบัญชีใหญ่ทั้งหมด 5,925 รายนั้น ทาง สถ. ได้จัดชุดทำงานลงพื้นที่สอบทานข้อมูลอย่างละเอียดโดยเทียบเคียงข้อมูลระหว่างเครื่องและคน พบว่ามีผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้วจำนวน 3,868 ราย ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 รายนั้น ยังเป็นเพียงผู้ที่รอการบรรจุ จึงไม่ต้องดำเนินการเพิกถอน เพียงแต่จะไม่มีการเรียกมารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่อย่างใด ซึ่งในจำนวน 3,868 ราย ที่ถูกเพิกถอน พบว่ามีผู้ที่ชิงลาออกไปก่อนแล้ว 146 ราย ซึ่งการลาออกจะไม่ส่งผลให้พ้นจากความผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็จะต้องถูกดำเนินคดีต่อไป

นายนิรัตน์ กล่าวว่าสำหรับการแจ้งรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน ทางกรม สถ. เลือกใช้วิธีส่งหนังสือแจ้งรายชื่อเฉพาะบุคคลไปยังคณะกรรมการข้าราชการส่วนจังหวัด (ก.จังหวัด) แต่ละแห่งโดยตรง เพื่อให้เห็นเฉพาะรายชื่อของจังหวัดตนเอง แทนการประกาศรายชื่อทั้งหมด 50,000 รายชื่อลงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความถูกต้องตามขั้นตอน พร้อมกันนี้ สถ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบสามารถเดินทางมาขอตรวจสอบคะแนนของตนเองได้ทั้งที่ส่วนกลางและที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีผู้เดินทางมาตรวจสอบคะแนนแล้วถึง 1,489 คน โดยทาง สถ. ได้นำหลักฐานผลคะแนนที่แท้จริงและคะแนนที่ถูกปลอมแปลงมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนยอมรับในหลักฐาน ไม่มีผู้ใดโวยวาย ร้องไห้ หรือดำเนินการฟ้องร้องแต่อย่างใด ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของกรมฯที่ต้องการแสดงความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

เรียกบรรจุใหม่ตุลาคม

นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในระยะแรก สถ. จำต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันเป็นอันดับแรก เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่สอบผ่านตามเกณฑ์แต่ต้องเสียโอกาสและรอคอยการบรรจุ โดยหลังจากดำเนินการเพิกถอนกลุ่มผู้ทุจริตเรียบร้อยแล้ว สถ. มีกำหนดการที่จะเรียกผู้ที่อยู่ในบัญชีสำรองที่ถูกต้องตามลำดับคะแนน (จากบัญชีผู้สอบผ่านกว่า 48,000 – 50,000 คน) เข้ามาบรรจุทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง ภายในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีของผู้ที่ตรวจสอบพบว่าคะแนนดีขึ้น แต่ได้รับการบรรจุไปแล้วนั้น จะยังคงยึดมติเดิมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม คือให้ปฏิบัติงานในพื้นที่เดิมที่ได้รับการบรรจุไปก่อน เนื่องจากเมื่อปฏิบัติงานครบ 6 เดือนก็สามารถทำเรื่องขอย้ายได้ตามระเบียบปกติ ทั้งนี้สำหรับความคืบหน้าทางคดีอาญา กรม สถ. ได้รวบรวมข้อมูลและส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น ป.ป.ช., ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ป.ป.ง.และป.ป.ท. เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีการรายงานความคืบหน้าของกระบวนการทั้งหมดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทราบอย่างต่อเนื่องในทุกระยะ

มท.4ประกาศเพิกถอน100%

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการถอดถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น หลังจากที่วันนี้เป็นวันสุดท้าย ว่าวานนี้ 31สิงหาคม เป็นไปตามที่มติ ก.กลาง ระบุไว้ให้มีการถอดถอนให้แล้วเสร็จ ซึ่งตามรายงานที่รับทราบ ดำเนินการถอดถอนทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนที่มีคะแนนผิดปกติ 5,925 ราย และบรรจุไปแล้ว 3,864 ราย ซึ่ง ณ วันนี้ถอดถอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่เหลือคือยังไม่ได้มีการบรรจุฉะนั้นก็ไม่ต้องถอดถอน เพียงแต่ในรอบใหม่ก็จะไม่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าถอดถอนทั้งหมด 100% แล้ว

โวลั่นไม่มีใครอุทธรณ์-ฟ้องร้อง

ขณะเดียวกัน รมช.มหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้มีคนมาขอดูคะแนนจำนวนมากพอสมควรประมาณ 1,500 คน ซึ่งทั้งหมดเมื่อได้เห็นข้อมูลและหลักฐานก็ไม่ได้มีการโต้แย้งหรือร้องเรียน และในส่วนข้าราชการที่ถูกเพิกถอนก็ยังไม่ได้มีการร้องเรียนหรืออุทธรณ์เข้ามาอย่างไร

พร้อมย้ำอีกว่า ยังไม่มีได้รับรายงานว่ามีการไปร้องศาลปกครองเพื่อให้คุ้มครองแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ

โยงถึงใครก็ไม่มีละเว้น

ฝ่ายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวว่าในเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้น ถ้าความผิดถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ถือเป็นไปตามนั้น

เมื่อถามถึงแนวคิดเรื่องการยุบคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) นายอนุทิน ถามกลับว่า ยุบได้หรือไม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.ท้องถิ่นหรือไม่ แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย จะถูกใจไม่ได้ ต้องถูกหลักเกณฑ์ ถูกกฎหมาย จะถูกใจอย่างเดียวนำมาทำงานไม่ได้

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ของสภาผู้แทนราษฎร มีการเปิดเผยข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องทางคดี ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งได้ขอความร่วมมือไปทุกฝ่ายทั้งจากที่ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการติดตามเส้นทางการเงิน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทุกอย่างครบถ้วน และตนอยากขอความกรุณา

ผู้สื่อข่าวอย่าถามย้ำในเรื่องเดิม เพราะถามกี่ครั้งก็ตอบเหมือนเดิม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฏหมาย คนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการกระทำผิดหรือถูกพากพิงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีอิทธิพลใดๆที่จะทำให้การดำเนินคดีเปลี่ยนไปได้ตนขอให้คำยืนยัน

มหาดไทยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น

ชงครม.สัญจรไฟเขียว 96โครงการ อัดหมื่นล้านลง5จว.ใต้ เล็งปรับแผนคุมพื้นที่

1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯ ลงพื้นที่สงขลา ติดตามความคืบหน้าจัดการน้ำ เผยอนุมัติงบเต็มที่ฟื้นฟูระบบบริหารน้ำ 5 จว.เสียหายจากอุทกภัย เตรียมชงครม.สัญจร อนุมัติทำประกันอุทกภัยให้ชาวสงขลาทุกครัวเรือน กอดคอเคลียร์ใจนายกแป้นลั่นการเมืองช่างมารดา ชาวบ้านต้องมาก่อน” ก่อนประชุมเวิร์กช็อป ระดมความเห็นพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ ย้ำแก้ปัญหาปชช.ให้ตรงจุด ขณะที่ กลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้งัด 96 โครงการ จ่อชง ครม.สัญจรสงขลา หวังดึงเม็ดเงินอัดฉีดเข้าพื้นที่รวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท จับตาไฮไลต์เมกะโปรเจกต์ ปัตตานี-ยะลา” กวาดงบโครงสร้างพื้นฐานทะลุ 1.1 หมื่นล้าน ดันถนนประตูสู่แดนใต้และขยายรันเวย์เบตง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ ของกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 96 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณเบื้องต้นรวมกว่า 13,089 ล้านบาทโดยข้อเสนอโครงการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนี้ได้รวบรวมปัญหาและความต้องการจากทุกมิติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

โครงการเร่งด่วน1.5พันล้าน

โดยแบ่งการเสนอโครงการออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 41 โครงการ วงเงินรวม 1,598 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งมีโครงการสำคัญ เช่น จังหวัดสงขลา นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณหลังวัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่, โครงการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งริมคลองบางดาน อำเภอเมือง, โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอาหาร “SADAO FOOD ECONOMY” และโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสู่มรดกโลก

ขณะที่ จังหวัดสตูล เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างหอประชุมนานาชาติจังหวัดสตูล, โครงการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือบ้านท่าทะเล ตำบลเกาะสาหร่าย, โครงการปรับปรุงสภาพสนามกีฬารัชกิจประการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ด้าน จังหวัดปัตตานี มุ่งเน้นโครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำปัตตานีและจุดจอดพักเรือ, โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดการน้ำ และโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่

ส่วน จังหวัดยะลา เสนอโครงการปรับปรุงสนามกีฬาจารูพัฒนา เทศบาลนครยะลา, โครงการขุดลอกบึงแบเมาะ และโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนสิโรรส (ตลาดเก่า) และ จังหวัดนราธิวาส ผลักดันโครงการยกระดับโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินเชื่อมโยงสนามบินนราธิวาส, โครงการก่อสร้างแก้มลิงรองรับการระบายน้ำเมืองนราธิวาส, โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวหาดนราทัศน์ และโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่บริเวณเรือนจำเก่า ตำบลบางนาควร

เมกะโปรเจกต์1.1หมื่นล้าน

สำหรับ ส่วนที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน จำนวน 55 โครงการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและยะลา ซึ่งมีวงเงินนำเสนอรวมสูงถึง 11,491 ล้านบาท ได้แก่ จังหวัดปัตตานี เสนอโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนประตูสู่จังหวัดชายแดนใต้ วงเงิน 5,290 ล้านบาท, โครงการสถานีสูบน้ำดิบพร้อมระบบท่อส่งน้ำเพื่อรองรับเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วงเงิน 993 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 ณ สวนป่าในเมือง วงเงิน 900 ล้านบาท ส่วนทางด้าน จังหวัดยะลา เตรียมเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเบตง ขยายทางวิ่งจาก 1,800 เมตร เป็น 2,500 เมตร วงเงิน 2,140 ล้านบาท, โครงการพัฒนาศักยภาพด่านพรมแดนเบตง วงเงิน 800 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างหอชมเมืองยะลา “Yala City Tower” วงเงิน 788 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างศูนย์กีฬาครบวงจรภายในโครงการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 วงเงิน 580 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.สัญจร รัฐบาลจะรับทราบข้อเสนอแผนงานทั้งหมด โดยที่ประชุมจะนำโครงการต่างๆ มาพิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญ อย่างละเอียด โดยประเมินจากความพร้อมและความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อนำไปสู่การพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

เตรียมพิจารณาแผนพัฒนาจว.ใต้

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ว่า มีหลายเรื่องที่จะพิจารณา ขอให้รอฟังการแถลงรายละเอียด เนื่องจากได้มีการเตรียมเรื่องต่าง ๆ ไว้แล้ว โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ลงพื้นที่มาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายในพื้นที่ หลังจากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำนโยบายไปหารือร่วมกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

นายกฯกล่าวอีกว่า ซึ่งขณะนี้ได้สรุปแนวทางที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบในหลักการ เพื่อพัฒนาพื้นที่สงขลา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง ให้มีความพร้อมและสมบูรณ์ในการรองรับการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง การขนส่งสินค้า และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ตลอดจนการดูแลเรื่องการคืนเงินและการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด และบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงาน ทั้งนี้ จะมีการแถลงรายละเอียดของแนวทางดังกล่าวในวันที่ 1 ก.ย. ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบ

นายกฯนำครม.เดินทางถึงสงขลา

เมื่อเวลา 10.00 น. นายอนุทิน พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ตำบลคลองหลา อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา

เวลา11.30 น. นายกฯ พร้อมคณะเดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้า ทะเบียน QC1005 กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นรถทดลอง หรือTest Drive มาลงพื้นที่ในจุดแรกติดตามการบริหารจัดการในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) (บริเวณด้านหลังโรงแรมอัลฟาฮัจย์) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีรัฐมนตรีร่วมคณะ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และมีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ สส.ในพื้นที่มารอต้อนรับ

ฟังบรรยายรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่

ทันทีที่นายกฯมาถึงได้รับฟังบรรยายสรุปการเตรียมความพร้อมรับมือ และป้องกันน้ำท่วมพื้นที่หาดใหญ่ จากนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน โดยนายกฯได้สอบถามเรื่องงบประมาณในแผนแผนพัฒนาแหล่งน้ำ และแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งได้รับรายงานว่าอยู่ในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งได้งบไปหมดแล้ว โดยอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า มีความพร้อมแล้วสำหรับโครงสร้างรองรับน้ำหลาก เชื่อว่าจะแล้วเสร็จตามเป้าหมาย

จากนั้นนายกฯได้ตรวจดูความคืบหน้าการเร่งดำเนินการขุดลอกตะกอนดินบริเวณหน้าประตูระบายน้ำคลองภูมินาถดำริ พร้อมจัดเก็บวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเตรียมความพร้อมของระบบบริหารจัดการน้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยนายพิพัฒน์ นายสุริยะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และอธิบดีกรมชลประทาน ได้ไปดูบริเวณประตูระบายน้ำ โดยนายกฯจับแขนนายพิพัฒน์ และชี้ว่า นี่คือจุดกระโดด หากแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่สำเร็จ ลงเลยเดี๋ยวจะเชือด ขณะที่ นายพิพัฒน์ บอกว่า ไม่ๆ พร้อมจับแขนนายสุริยะ นายสุริยะ จึงบอกว่าตนว่ายน้ำไม่เป็น พร้อมกับหัวเราะ

แจงเหตุเลือกสัญจรสงขลาที่แรก

นายกฯ กล่าวว่า ในระหว่างที่ตนเป็นนายกฯเราได้เลือกจังหวัดสงขลา ที่อำเภอหาดใหญ่เป็นที่ประชุมครม. นอกสถานที่เป็นครั้งแรก ขอให้พี่น้องประชาชนชาวสงขลา ชาวหาดใหญ่ได้เข้าใจว่าเราให้ความสำคัญ เพราะเราต้องการให้จังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของพี่น้องประชาชนให้มีความปลอดภัยจากอุทกภัยภัยต่างๆ จากธรรมชาติตลอดจนมีความปลอดภัยในทุกด้าน มีความสะดวกในการทำมาหากินของประชาชน ซึ่งเป็นเมืองที่มีทั้งการท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและเป็นเมืองที่จ่ายความเจริญไปยังจังหวัดอื่นๆอีกมากมาย

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เรื่องแรกที่อยากมาดูด้วยตัวเองคือเรื่องน้ำ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าเรามีระบบบริหารจัดการที่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ วันนี้ในภาพรวมรัฐบาลกำลังติดตามเรื่องน้ำโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ เรามาดูทุกอย่างด้วยตาตัวเอง รัฐมนตรีทุกท่านที่มาในวันนี้จะได้เห็นสภาพความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่พร้อมกับรัฐมนตรีหลายท่านเพื่อติดตามการซ่อมแซมและการเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ ซึ่งช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว พวกเราทุกคนลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและเห็นความทุกข์ยากของพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวสงขลาและทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสตูล จังหวัดพัทลุง ตลอดจน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราคิดว่าถ้าเราจำกัดบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดสงขลาได้ จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในจังหวัดอื่นๆ จะคลี่คลายลงและเราสามารถดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนได้ด้วยประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้น

ต้องร่วมกันทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วม

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณอย่างเต็มที่ให้เพียงพอแก่การสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน ฟื้นฟูระบบชลประทาน ระบบบริหารจัดการน้ำใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว วันนี้ครม.ทุกคนจึงมาดูว่างานที่ได้สั่งการไปมีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เรายึดว่าเราต้องเตรียมการล่วงหน้าให้พร้อมที่สุด ถอดบทเรียนทุกบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา จุดไหนที่เป็นคอขวดจุดไหนเป็นที่ระบายน้ำได้ช้า จุดไหนต้องเพิ่มประสิทธิภาพก็ต้องเพิ่ม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลโดยตรงต่อการระบายน้ำ ดังนั้นขอให้ทุกหน่วยงาน ข้าราชการต้องรีบจัดการให้ เส้นทางระบายน้ำให้ความพร้อมใช้งาน เราอย่าไปโยนให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเดียว หรือกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัด อำเภอ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ต้องร่วมกันทำงาน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอันตรายที่มันเกิดขึ้นอย่างปีที่แล้วมันจะไม่เกิดขึ้นอีกในปีนี้

ขอให้มั่นใจรัฐบาลทำงานเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนชาวสงขลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวของอำเภอหาดใหญ่ได้มั่นใจว่าวันนี้รัฐบาลมุ่งหาทางแก้ปัญหาที่ตรงหน้าและผลักดันศักยภาพของสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ให้เดินหน้าไปการลงทุน การท่องเที่ยวมการสร้างโอกาสของประชาชนมการจ้างงานมสร้างรายได้ ให้กับคืนสภาพสู่คนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดมเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของทุกท่านจะต้องมีการแก้ปัญหาและแก้ไขให้ตรงจุด ทำให้สงขลาซึ่งเป็นทั้งเมืองเก่าเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมและเป็นเมืองที่มีชุมชนเป็นที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเรายังต้องให้สิ่งเหล่านี้อยู่กับสงขลาตลอดไปในบริบทที่ดียิ่งขึ้น มีการพัฒนามีการยกระดับและมีการเพิ่มการอำนวยความสะดวกในทุกด้านให้กับความพี่น้องให้จงได้” นายกฯ กล่าว

ประกันอุทกภัยทุกหลังคาเรือน

นายกฯ กล่าวด้วยว่า การประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ มีเรื่องที่จะอนุมัติคือจะนำเสนอในเรื่องของการทำประกันอุทกภัยให้กับพี่น้องในทุกหลังคาเรือน ถ้าเกิดเหตุตอนนี้จะไม่ต้องกังวลในเรื่องของจะต้องไปพิสูจน์ว่าอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไรอยู่ถูกหรืออยู่ผิด เป็นผู้เช่าหรือเป็นเจ้าของบ้าน ถ้าพี่น้องอยู่ที่นี่ ลงทะเบียนที่นี่ไม่ว่าจะมาจากไหนรัฐบาลจะให้การดูแลคุ้มครองคุณภาพชีวิต เบื้องต้นในรายละเอียดจะออกมาเป็นขั้นตอน การกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ของผู้ที่จะได้รับเบี้ยประกันในส่วนนี้

ในการประชุมครม.สัญจร หากมีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สิ่งที่เป็นอุทกภัยภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้น เราทำทุกอย่าง พี่น้องประชาชนบอกรัฐบาลช้า เราก็ไปหาวิธีการในการที่จะเร่งให้ความสะดวกสบายที่จะทำให้เกิดการเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนได้เร็วที่สุดให้เกิดขึ้น เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง และไม่ได้เพิกเฉยรัฐบาลทำทุกนาทีในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้กับพี่น้องชาวสงขลาและอีก 4 จังหวัดในภาคใต้ และเราก็จะทำเช่นนี้ให้กับทุกจังหวัด ทุกเขตเพื่อให้มั่นใจว่าในที่สุดแล้วเราจะบริหารสถานการณ์และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบรัฐบาล วันนี้ไม่ใช่ข้อสั่งการของใครคนใดคนหนึ่งนี่คือข้อสั่งการของรัฐบาลที่ท่านต้องให้ความร่วมมือในส่วนที่ปฏิบัติเราก็ปฏิบัติให้ แต่ในส่วนที่ต้องให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวกท่านก็ต้องดำเนินการเพื่อพี่น้องประชาชน

ชู TH-AI Passport โครงการดี

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้เปิดใช้โครงการ TH-AI Passport อย่างเป็นทางการวันแรก นายไชยชนกวางโครงสร้างพื้นฐานไว้ เราใช้ไม่เป็น แต่ลูกหลานของเราจะมาสอนให้เราได้ใช้ประโยชน์ยืนยันโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี พวกเรามาด้วยความตั้งใจ ทั้งนี้ ระหว่างแนะนำตัวผู้ว่าฯ สงขลา นายกรัฐมนตรี ได้บอกกับประชาชนว่า ตนได้ชี้จุดกระโดดน้ำให้กับผู้ว่าฯดูแล้ว ถ้าปีนี้มีปัญหาอีก เราจะมาดูเขาอยู่ตรงนี้ พร้อมชี้ไปที่ประตูระบายน้ำ และถามว่า “จะลงไปเองหรือจะใช้เชือกห้อย มีอยู่แค่นั้น” ซึ่งตนคิดว่า เขาไม่ให้เกิดปัญหาแน่นอน และเขาก็มาบอกตนว่า ได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม แม้จะชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่ต้องชนะในเรื่องการดูแลประชาชน

โอบไหล่‘นายกฯแป้น’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายนายกฯได้กล่าวบนเวทีช่วงหนึ่ง โดยแนะนำนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หรือ นายกฯแป้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้โอบไหล่ และตบไหล่ พร้อมระบุว่า มีคนบอกว่าเขาชอบนินทาตน จริงที่ไหนกอดกันอย่างนี้ “ถ้าเหงื่อไม่ออกหอมแก้มแล้ว” จริงๆ ตอนที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คนแรกที่ตนเจอ คือเขา ตนก็เลยยัง งง ว่าทำไมมีคนชอบนินทา เขาให้ตนฟัง ว่านายกฯแป้นไม่ค่อยทำงาน แต่ไม่เป็นไร ตนคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ตนกับนายกฯแป้นมีความใกล้ชิด สนิทสนมกันมากขึ้น เรามาจากไหนต่างกันอย่างไรไม่เคยรู้จักมาก่อน พอเจอปัญหาพี่น้องประชาชนเราแยกไม่ออก ดังนั้นวันนี้เชื่อว่านายกฯแป้นน่าจะทำงานกับตนได้ ก่อนที่จะยื่นไมค์ไปถามว่าจะทำงานกับตนหรือไม่ ซึ่งนายกฯแป้นตอบว่า “ได้ครับ ทำครับ”

จากนั้นนายกฯ พูดว่า “วันนี้แป้นกับหนูอยู่ด้วยกันแล้วครับ ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนหาดใหญ่ ไปไหนไม่ได้แล้ว ถ้าหลบไปที่บ้าน ผมก็จะตามที่บ้านแล้วขับรถพาออกมาเอง” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนายกฯ พบปะประชาชนชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีอาการเสียงแหบและมีอาการไอเป็นระยะ

ลั่น‘ชาวบ้านต้องมาก่อน’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายอนุทิน ลงพื้นที่ติดตามการจัดการในพื้นที่จังหวัดสงขลา ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลานั้น มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ได้เดินเข้ามายกมือไหว้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะถามถึงสถานการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งนายณรงค์พร ตอบกลับว่า “ก็ดีครับ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวกับนายณรงค์พร ว่า “เอาจริงนะ ไม่ใช่ออกไปนินทาอีกนะ มีอะไรต้องทำงานด้วยกัน เข้าใจไหม การเมืองช่างมารดา ชาวบ้านของเราต้องมาก่อน เราพวกเดียวกันอยู่แล้ว“

นายกรัฐมนตรี ยังถามนายณรงค์พรว่า”เป็นนายอำเภอเก่าไม่ใช่หรือ“ ซึ่งนายณรงค์พรพยักหน้าก่อนตอบว่า ”ครับผม“ และนายกรัฐมนตรียังกล่าวกับนายณรงค์พรอีกว่า “เดี๋ยวเราต้องไปด้วยกันนะ ห้ามหายนะ”ก่อนที่นายณรงค์พรจะยกมือไหว้รับทราบ และร่วมกันไปพบปะประชาชน

จ่อปรับแผนคุมพื้นที่ชายแดนใต้

เวลา 12.20 น. ที่ประตูระบายน้ำหน้าควน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน ก่อนถึงการประชุมประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีการพูดคุยถึงเงื่อนไขในการพูดคุยสันติสุขด้วยหรือไม่ว่า ต้องขอไปฟังดูก่อนเพราะเขาทำการบ้านกันมาหลายวันแล้ว และวันนี้ต้องไปฟังเขาดู ขอให้ใจเย็นๆ ยอมรับว่ามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ ใน การดำเนินการ เมื่อวานก็มีการพูดคุยกันและจะพยายามปรับวิธีการในการดำเนินการ เพื่อควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ในมากยิ่งขึ้น และยืนยันว่าการข่าวไม่ได้ช้า แต่จะต้องวิเคราะห์การปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆให้มากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการให้สัมภาษณ์ของพลเอกชัยพฤกษ์ บริเวณด้านข้างมีการสัมภาษณ์นายอนุทิน ระหว่างนั้นนายกฯได้หันมาแซวพลเอกชัยพฤกษ์ว่า “เนี่ยดู คงใส่ชุดนี้ได้อีกไม่กี่วัน”

ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะมีการเสนอชื่อของพลเอกชัยพฤกษ์เพื่อข้ามห้วยมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.

ระทึก!หม้อน้ำรถฟอร์จูนเนอร์ระเบิด

เวลา 13.30 น. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณตรงข้ามอาคารคณะครุศาสตร์ และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นจุดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ที่มีนายอนุทิน เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

โดยก่อนที่นายกฯจะเดินทางมาถึงได้ มีเสียงระเบิดดังมาจากรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีดำของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามหอประชุม และมีกลุ่มควันขึ้นมาจำนวนมากที่บริเวณห้องเครื่อง จากนั้นได้มีทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่ทันที ตำรวจชี้แจงเบื้องต้นว่า อาจจะเกิดจากหม้อน้ำระเบิด เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวขับมาไกลท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด

ระดมความเห็นพัฒนา 5 จว.ภาคใต้

เวลา 15.15 น.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา นายอนุทิน เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ โดยกล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ครั้งแรก ซึ่งสิ่งสำคัญคือการทำงานจะต้องแก้ปัญหาของประชาชนและสอดคล้องกับศักยภาพ รวมถึงความต้องการของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงขอให้การนำเสนอและการหารือในวันนี้มุ่งเน้นเฉพาะจุดลงไปโดยตรงถึงปัญหาที่ชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริงและพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและรากฐานการพัฒนาในระยะยาว ขอให้รองนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเสนอจากพื้นที่อย่างรอบด้าน เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ขอให้ดำเนินการเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกันลดข้อจำกัด และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้ชัดเจน เพื่อให้ข้อเสนอในพื้นที่นำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้จากการหารือในช่วงบ่ายวันนี้รัฐบาลจะนำไปประกอบการพิจารณา และดำเนินการในการประชุม ครม.สัญจรในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ที่จังหวัดสงขลาเพื่อนำปัญหาและความต้องการในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและผลักดันสิ่งที่มีความพร้อมให้เดินหน้าต่อไปได้

ครม.สัญจรสงขลาโครงการเร่งด่วน5จว.ใต้ไฟเขียว96โครงการ

พรก.กู้เงิน4แสนล้านฉลุย สภาสูงเดือด พันธุ์ใหม่ฟาดสีน้ำเงิน เกียรติภูมิสว.ไม่เหลือ

1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯแจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเพื่อความมั่นคง ศก.กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช. ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ชี้ต้องคุ้มราคากลาง-มาตรฐานอุปกรณ์ ขณะที่อลงกตหนุนสุดลิ่ม ทำไปเถอะทำหรือไม่ทำ โดนตำหนิอยู่ดี อย่างน้อย43ล้านคน ได้ประโยชน์จากไทยช่วยไทยพลัสก่อนลงมติ132เสียง ผ่านพรก.กู้เงิน4แสนล้าน สภาสูงเดือดพลั่กพันธุ์ใหม่ปะทะเมุ้งน้ำเงินสว.นันทนาซัดเกียรติภูมิสว.ชุดนี้ไม่เหลือ ปชช.ก่นด่าสาปแช่งหมดศรัทธา ด้านพ.ต.อ.กอบสวนกลับแรง ไม่สมควรเป็นดอกเตอร์พูดจำเจซ้ำซาก จมปลัก ลั่นไม่ต้องมาทำฝีปากมาก ร้อนถึงบิ๊กเกรียงสวมบทขึงขังเข้าห้ามศึก

เมื่อเวลา09.30น.วันที่ 31สิงหาคม2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลและความจำเป็นของ พ.ร.ก กู้เงิน 4 แสนล้าน ต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า จากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นและงบประมาณ ปี2569 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ และภาระค่าใช้จ่ายต่อการแก้ไขวิกฤติพลังงาน รวมถึงการใช้มาตรการคลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน หากไม่ทำจะทำให้วิกฤติยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ จึงต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกจากนั้นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก สำหรับการตราพ.ร.ก.เพื่อเป้าหมาย รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงไไม่ได้ และช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ให้เร็วที่สุด รวมถึงส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกในประเทศ

นายกฯแจงกู้เงินเพื่อความมั่นคงศก.

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ภาพรวมการกู้เงินของรัฐบาล เกิดสถานการณ์วิกฤติ รัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงิน แต่มีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์ และเป็นวิกฤติใช้ ต้องใช้เงินแก้ปัญหาผลกระทบ 4 แสนล้านบาท ใช้วิธีงบประมาณปกติ หรือ กู้เงินตามกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้การกู้เงินดังกล่าว และกู้เงินกรณีดังกงล่าว ไม่กระทบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กฎหมายวางกรอบไม่เกิน ร้อยละ 70 ขณะที่การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดให้ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย สัปดาห์ที่ผ่านเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามขั้นตอนกฎหมาย รัฐบาลจึงเสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณาและหากไม่มีปัญหาใดๆ ขอความกรุณาลงมติให้ มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรี แถลงต่อวุฒิสภา พบว่าได้อ่านด้วยเสียงแหบแห้ง และมีอาการไอเป็นระยะ ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนพยายามรักษาอาการป่วยของหลอดลม ไปให้หมอดริฟยาแล้วดีขึ้น แต่จำเป็นเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ให้เกียติต่อวุฒิสภา จึงตัดสินใจที่จะมาขอแถลงด้วยตัวเอง

กมธ.ฯย้ำปชช.ต้องได้รับประโยชน์

จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดย นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา อภิปรายว่า ตนและกรรมาธิการฯมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตร่วมกันเพื่อเสนอรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลควรต้องลงไปเก็บข้อมูลสำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของประชาชนว่า เงินที่ได้มาได้ประโยชน์และได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไร คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ รัฐบาลต้องทำสื่อประชาสัมพันธ์ดีๆ ให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าวให้เห็นถึงความพึงพอใจของประชาชน 2.รัฐบาลต้องเก็บ ข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการว่า ได้ประโยชน์จากโครงการนี้และมีความคิดเห็นกับโครงการนี้อย่างไร รวมถึงเงินที่ลงจากโครงการนี้ได้ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ 3.รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงความสำเร็จของโครงการว่าภาครัฐทุ่มเงินลงไปแล้วและได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ และ 4.โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียง 4เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัดวินัยการใช้เงินและวินัยการเงินการคลัง

ต้องคุ้มราคา-ได้มาตรฐานอุปกรณ์

นายศุภโชค กล่าวอีกว่า ในแผนงานที่สองมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงานและต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้ ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ตนคิดว่าประชาชนต้องเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอนในการออก พ.ร.ก.นี้และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐานและมีศูนย์บริการมีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษา หากเกิดปัญหา เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ หัวชาร์จต่างๆ โดยรัฐบาลต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นสำคัญ และหากการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยการใช้เงินกู้ก้อนนี้ เพื่อการลงทุนและคุณภาพวัสดุของอุปกรณ์โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ถึงจุดที่คุ้มทุนของราคาอุปกรณ์นั้น โครงการจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาลและประชาชนต้องชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยที่กู้มาเช่นเดิม คงจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

‘.นันทนา’ซัดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน

ดันโซลาร์รูฟท็อปเอื้อพวกคนรวย

น.ส.นันทนากล่าวว่า อยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรและ3.ขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่จะนำเงินกู้มาใช้เปลี่ยนพลังงาน ควรนำเงินไปใช้ในวิธีฉลาดกว่านี้และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์

‘อลงกต’หนุน43ล้านคนได้ประโยชน์

นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายช่วงหนึ่งว่า พรก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยภิบัติหลายพื้นที่ ยังรวมถึง ปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ ก็โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ ก็ยังโดนตำหนิ ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ นั่นคือการที่รัฐบาล ทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้ กระทบจีดีพี ของประเทศ ที่ใกล้ติดเพดาน ที่ 70% แล้ว แต่จริงแล้ว ตัวเลขนี้ ต่างจากการกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคน ที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน ที่สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พรก.ฉบับนี้ เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน จึงขอยืนยันว่า รัฐบาลทำไปเถอะ มันอาจจะมีเสียงว่าบ้าง แต่ 43 ล้านคน ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ไม่ต้องกังวลว่า จะมีเสียงพูดว่า จะมีเงินทอนหรือไม่ อย่างไรก็มีคนว่าอยู่แล้ว ยืนยันว่า สตง.ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลย ในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้แน่นอน

132เสียงผ่านพรก.กู้เงิน4แสนล้าน

ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และตัวแทน ครม. ได้ชี้แจงสรุปพ.ร.ก.แล้ว ในเวลา13.32น. ที่ประชุมจึงมีมติ132เสียงต่อ11เสียง เห็นชอบต่อพ.ร.ก.ฯกู้เงินฯ พ.ศ.2569 โดยงดออกเสียง28เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ใช้เวลาในการอภิปราย และชี้แจงทั้งสิ้น4ชั่วโมง

สภาเดือด’นันทนา’ปะทะสว.น้ำเงิน

เวลา13.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาตรวจสอบประวัติฯเสร็จแล้ว ทั้งนี้ นพ.ประพนธ์ ได้แถลงรายงานกมธ.ฯ ต่อที่ประชุมในส่วนที่เปิดเผยได้ จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้เช่นกัน

อ้างประชาชนก่นด่า-หมดศรัทธา

โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า ตนอยากถาม สว.ทั้งหลายว่า เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร เรามาถึงจุดที่ประชาชนหมดศรัทธา ไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่สว.ทั้งหลาย ไม่ไว้วางใจกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง ถึงขนาดออกมาเปิดเผยหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาตามสำนวนสอบสวนของคณะอนุไต่สวนชุดที่26 เกียรติภูมิ สว.ชุดนี้ไม่เหลือแล้ว ประชาชนต่างก่นด่าสาปแช่ง

ปธ.ย้ำให้พูดเรื่องคุณสมบัติ’อสส.’

ทำให้ พล.อ.เกรียงไกร ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้เตือน น.ส.นันทนา อภิปรายให้ตรงประเด็นคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด แต่น.ส.นันทนา ยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับข้อไหนเลย จะมากล่าวว่า ตนว่าผิดข้อบังคับข้อไหนในการเลือกองค์กรอิสระในการเลือกอัยการสูงสุดมีผู้เลือกกับผู้ถูกเลือก ตนกำลังพูดถึงผู้เลือก มันไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ตรงไหน ตนกำลังพูดถึงผู้ถูกเลือกว่าผู้เลือกมีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอที่จะเลือกผู้ที่ถูกเลือกหรือไม่ ทำให้พล.อ.เกรียงไกรชี้แจงมันมีคุณสมบัติอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำก็เจอมาตรา 157

ซัด’นันทนา’พูดใส่ร้ายสว.ด้วยกัน

ทั้งนี้ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว.ในฐานะกมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ลุกขึ้นประท้วง น.ส.นันทนา ว่า ที่จริงก็อยากให้ผู้อภิปรายได้พูดแสดงความรู้สึกตามที่คิด แต่บังเอิญที่พูดเมื่อสักครู่ ไม่ใช่การตรวจสอบประวัติ เป็นเรื่องพูดถึงการกล่าวหาสว.อย่างนั้น อย่างนี้ แม้กระทั่งตัว น.ส.นันทนา ก็โดนกล่าวหา แต่วันนี้เป็นการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการสรรหามา เพื่อให้ สว.ได้รู้ว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด มีประวัติ มีพฤติกรรมอย่างไร ไม่เกี่ยวกับประวัติ สว.เลยและเรื่องสว.ที่ว่า ก็เป็นประเด็นที่เป็นอำนาจของ กกต.แต่ท่านไปติดยึดและตั้งใจที่จะมาล้มล้างวิธีการเลือก สว.และพูดมาตั้งแต่วันแรกที่มาเป็นสว. จนกระทั่งวันนี้ที่ยังพูดอยู่

ไม่สมควรเป็นอาจารย์-จมปลัก

 “ท่านไม่สมควรที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง ไม่เหมาะที่จะเป็นดอกเตอร์ด้วยซ้ำไป ท่านเป็นผู้ใหญ่อายุ 50กว่าแล้ว ท่านทำไมมาจำเจจมปลักกับเรื่องนี้ ท่านไม่ให้บ้านเมืองเดินได้หรือ อัยการสูงสุดท่านเป็นองค์กรอิสระ ที่ดูแลเรื่องความยุติธรรม ท่านอยากได้ความยุติธรรม ท่านก็เลือกคนที่เขาสรรหามา ไม่ใช่ไปพูดแขวะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีสิทธิ์เลือก ท่านดีกว่าคนอื่นตรงไหนอย่างไร ดีชั่วของท่านคือตรงไหน จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ตัวตน ผมไม่อยากพูดมาก พูดมากทะเลาะเป็นเรื่องยาวงานจะไม่จบ โตๆกันแล้ว จะเข้าโลงอยู่ไม่กี่วันแล้ว ไม่ต้องมาทำฝีปากมาก“ พ.ต.อ.กอบ กล่าว

ทำให้ น.ส.นันทนา พยายามจะใช้สิทธิ์ถูกพาดพิงจาก พ.ต.อ.กอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ พ.ต.อ.กอบ บอกว่า ไม่เหมาะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะเป็นดอกเตอร์ ตนคิดว่า ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ท่าน แต่ พล.อ.เกรียงไกร ได้ปิดไมค์อภิปราย น.ส.นันทนาและเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ประชาชนเขาดูอยู่ ท่านจะอภิปรายในประเด็นนี้หรือไม่ เดี๋ยวจะให้อภิปรายต่อ ท่านเข้าใจหรือไม่ ฟังภาษาคนถูกนะ

‘บิ๊กเกรียง’ต้องรีบเข้ามาหย่าศึก

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พยายามจะประท้วง น.ส.นันทนา ให้อภิปรายอยู่ในประเด็น และขอให้ประธานฯควบคุมการประชุม พล.อ.เกรียงไกร จึงขอให้น.ส.นันทนา อภิปรายอยู่ในประเด็น เพราะประชาชนฟังอยู่ เขาฟัง เขารู้ แต่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า นายพิสิษฐ์ ไม่ได้พูดว่า ประท้วงข้อไหน เพียงแต่บอกว่า อย่ามาพูดถึงฉันๆ ซึ่ง นายพิสิษฐ์ พยายามชี้แจงว่า ประท้วงประธานฯให้ควบคุมการประชุม แต่พล.อ.เกรียงไกร ได้ตัดบทและให้น.ส.นันทนา อภิปรายต่อ โดยกล่าวว่า”ตามสบายครับ ตามสบายเลย“

น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า เพราะการที่ สว.ยิ่งลงมติไปมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวไปมากขึ้นเท่านั้น หากสุดทางแล้ว พบว่าท่านขาดคุณสมบัติผู้ที่ท่านไม่เห็นก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งได้ ท่านจะเยียวยาเขาอย่างไรส่วนผู้ที่ท่านเห็นชอบไปแล้วจะถือเป็นมรดกบาปที่ท่านทิ้งไว้หรือไม่ เขาจะถูกสังคมมองว่าเขาได้ตำแหน่งมาจากการต่างตอบแทนหรือไม่ ความเป็น สว.ของท่านจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน หากท่านใช้จิตสำนึกและจริยธรรมให้มาก โดยชะลอการลงมติเรื่องอัยการสูงสุดไปก่อน รอจนกว่าศาลจะพิสูจน์ว่า ท่านบริสุทธิ์แล้วท่านก็พ้นมลทิน ท่านก็กลับมาโหวตใหม่จะดีกว่าหรือไม่ แต่หากท่านยังยืนยันที่จะลงมติแบบเทาๆเช่นนี้ก็ขอเชิญให้ประชาชนจดจำให้ดี

สภา151เสียง‘โกวิท’อัยการสูงสุด

เวลา13.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ทั้งนี้ หลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางครบถ้วนและมีการประชุมลับ จนกระทั่งเวลา15.00น.ที่ประชุมจึงลงคะแนนลับ ปรากฏมติ 151เสียง ต่อ 0เสียง โดยงดออกเสียง14 เสียงไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ปรากฏว่า นายโกวิท ได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือว่า ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้ นายโกวิท ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

นายกฯแจงพรก.กู้เงิน4แสนล้านสว.นันทนาซัดสว.พันธุ์ใหม่

ชัดเจน! เปลี่ยนโทรโข่งรัฐบาล หมอเอก จ่อนั่งโฆษกฯคนใหม่ ดึง รัชดา ช่วยงาน ภราดร

31 สิงหาคม 2569 เวลา 22:09 น.

ชัดเจน! เปลี่ยนโทรโข่งรัฐบาล “อนุทิน” ชูมือ “หมอเอก-ดร.รัชดา” บอก ใจเย็นๆเข้าครม.พรุ่งนี้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์รัฐบาลทางการเมืองที่ถูกกระแสโจมตีหลายเรื่อง ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และทิศทางในการสื่อสารของรัฐบาลไปสู่ประชาชน โดยรายงานข่าวว่า จะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก เป็นแพทย์ และอดีต สส.เชียงราย พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และสลับให้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของนายภราดรแทน

โดยบรรยากาศในงานเลี้ยงอาหารค่ำ การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่จังหวัดสงขลา ช่วงค่ำวันที่ 31 ส.ค. เป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งภายในงานเลี้ยงปรากฏว่า น.ส.รัชดา ได้นั่งเก้าอี้ติดกันกับ นพ.เอกภพ

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรี ได้เดินมาถ่ายรูป พร้อมชูมือทั้งคู่ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยผู้สื่อข่าวแซวว่า ถ้าชูมือขนาดนี้ เอาเข้าครม.พรุ่งนี้ได้เลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ได้ยกมือขึ้นเบรก พร้อมระบุว่าใจเย็นๆ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติของหมอเอก เกิดวันที่ 15 มกราคม 2519 ปัจจุบันอายุ 50 ปี มีพื้นฐานวิชาชีพเป็นแพทย์ และเคยทำหน้าที่ แพทย์ประจำทีมฟุตบอลทีมชาติไทย

ด้านการศึกษา มีวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือ วว. สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว จากแพทยสภา รวมถึงการศึกษาระดับปริญญาเอก

เส้นทางการเมือง เริ่มจากการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 ถึงเดือนธันวาคม 2565 โดยก่อนหน้านี้สังกัด พรรคอนาคตใหม่ ระหว่างเดือนมีนาคม 2562 ถึงกุมภาพันธ์ 2563 ก่อนย้ายเข้าสังกัด พรรคก้าวไกล ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงธันวาคม 2565

ปัจจุบันเป็น สมาชิกพรรคภูมิใจไทย และดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยทำงานภายใต้การกำกับดูแลของ นายภราดร ปริศนานันทกุล

ด้านบัญชีทรัพย์สิน มีทรัพย์สินรวม 13,799,697.99 บาท และแจ้งว่า ไม่มีหนี้สิน

จากเส้นทางอาชีพแพทย์ สู่สนามการเมือง ผ่านทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก่อนมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภราดรรัฐบาลทางการเมืองหมอเอกโฆษกฯ