ปชป.ยกทีม สส.ใต้ เปิด 4 ปมร้อน จี้ ครม.สัญจร สงขลา เร่งแก้พืชผลตกต่ำ-ระบบราง-3 จว.ใต้

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:14 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา นายทรงศักดิ์ มุสิกอง สส.นครศรีธรรมราช และนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข้อเสนอต่อรัฐบาล ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย.นี้

โดย นายชัยชนะ กล่าวว่า รัฐบาลควรมีนโยบายที่เป็นชิ้นเป็นอันและเป็นระบบเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ได้ในระยะยาว ตนขอนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตั้งแต่ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดที่ราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละไม่เกิน 15 บาท ขณะที่ต้นทุนของเกษตรกรสูงถึง 20 บาท จึงได้เสนอให้ ครม.พิจารณาโครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร หรือ “รับเบอร์วัลเลย์” (Rubber Valley) ที่ อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยนำเสนอเพื่อแปรรูปและส่งออกอย่างยั่งยืน พร้อมกับได้เสนอให้รัฐบาลจัดทำแอปพลิเคชันบันทึกบัญชีต้นทุนการทำสวน หากเกษตรกรเข้าร่วมอย่างถูกต้อง ควรได้รับสิทธิพิจารณาเงินเยียวยาก่อนเป็นกลุ่มแรก

ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไว้ ก็ควรนำมาพิจารณาลงทุนในโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” (Southern Connect) เพื่อพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงท่าเรือสงขลา ท่าเรือระนอง และท่าเรือตรัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมยกระดับศูนย์กระจายสินค้า อ.ทุ่งสง เป็นศูนย์ ICD เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร

นายชัยชนะ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ชัดเจนถึงนโยบายการก่อสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อมาเลเซีย (เพชรบุรี – สุไหงโก-ลก) พร้อมกับให้จัดทำแผนงานแจกแจงรายละเอียดการใช้งบประมาณว่าอยู่ในปีงบประมาณ 2570 หรือ 2571 และต้องใช้งบประมาณเท่าใด โดยจะต้องมีกำหนดการแล้วเสร็จให้ชัดเจนด้วย

นายชัยชนะ กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รัฐบาลต้องทบทวนและตรวจสอบความคุ้มค่าและโปร่งใสของงบประมาณให้ครบถ้วน รวมไปถึงจำนวนกำลังพลว่า มีชื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ตัวอยู่จริงหรือไม่ มีการทุจริตเบิกเงินเดือนแต่ตัวไม่อยู่หรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์และกล้องวงจรปิดว่าสูญหายหรือไม่ และหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวกลุ่มผู้ก่อเหตุ ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ขอฝากไปถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมว่า สิ่งที่เคยประกาศว่าจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ภาคใต้ วันนี้เป็นรัฐบาลแล้วแต่ยังไม่เห็นการเริ่มต้นฟื้นฟูอย่างแท้จริง ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ขอให้ท่านลงไปทำงานจริงๆ ไม่ใช่ลงไปแค่สร้างภาพแล้วกลายเป็นภาระให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องมาคอยต้อนรับ หาก ครม. ลงไปแล้วทำจริง ให้งบประมาณจริง พัฒนาจริง อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ เราก็พร้อมยินดี

ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาลก่อนการประชุม ครม.สัญจรว่า ตนมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความเดือดร้อนใน 3 ด้าน ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย คือ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำหลังเผชิญอุทกภัย ที่พบว่าการขุดลอกคูคลองในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงล่าช้า ติดหล่มขั้นในตอนการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมา จึงขอเสนอให้กรมชลประทานนำเครื่องจักรของตนเองลงพื้นที่ดำเนินการโดยตรง หรือบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล เพื่อเร่งลอกทางน้ำให้ทันท่วงทีก่อนที่ฤดูมรสุมระลอกใหม่จะมาถึง เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบกลางลงมา แต่การดำเนินงานไม่สำเร็จ ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน และทำให้กรมชลประทานต้องตกเป็นแพะรับบาปในท้ายที่สุด

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน พบว่ายังคงมีความวิตกกังวลและสับสนอย่างยิ่ง เนื่องจากในอดีตเคยมีบทเรียนจากการผลักดันโครงการพลังงานต่างๆ ที่สัญญาว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีหรือก๊าซราคาถูก แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้จริง ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ จนทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดกลับกลายเป็นกลุ่มนายหน้าและนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน ดังนั้นจึงได้สะท้อนให้รัฐบาลต้องเปิดรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างจริงจังตามกรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และต้องไม่ดำเนินนโยบายที่สวนทางกับสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนที่เป็นปัญหาวิกฤตของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาพทะเลสาบตื้นเขินจากตะกอนดินทรายหลังน้ำท่วม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมซ้ำเติมวิกฤติด้วยการลักลอบปล่อยน้ำเสียด้วย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เข้ามาแสดงบทบาทและรับผิดชอบดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมถึงโครงสร้างท่อระบายน้ำใต้ดินที่ชำรุดทรุดโทรม ก่อนที่จะระบายน้ำเสียลงสู่คลองแห คูเต่า อำเภอบางกล่ำ และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความสมบูรณ์ให้แก่แหล่งทำมาหากินของชาวประมงอย่างเร่งด่วน

พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,ชัยชนะเดชเดโช,ครมสัญจร,สงขลา,

ณรงค์ รักร้อย ออกโรง! โต้ 7 เสือ กกต. ล็อกเป้าฟันคดีฮั้ว สว. แค่ 10 คน จ่อดำเนินคดีเอกสารหลุดถึงมือฝ่ายค้าน-ไอลอว์

30 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่ จ.อุดรธานี นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตััง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ กกต.เตรียมลงมติจะเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว.เพียงแค่ 10 คน ว่าที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา และ กกต.ทั้ง 7 คน จะนัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย.ซึ่งการเว้นระยะเวลาเนื่องจากมีบางประเด็นต้องสอบถามและหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ ยืนยันว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ กกต.แต่ละท่านที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน

นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า วันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต.ทั้ง 7 คน จะลงมติสำนวนคดีฮั้ว สว. โดยเมื่อลงมติเสร็จแล้วก็จะทำคำวินิจฉัยต่อไป

สำหรับใน วันที่ 14 ก.ย.69 ซึ่ง กกต.กำหนดให้เป็นวันประชุม เพื่อลงมติส่วนตน ของ กกต.ทั้ง 7 คน ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นการดำเนินการคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่

จากนั้นจะมีการนำมติดังกล่าวมาประมวลแล้วทำเป็นคำวินิจฉัย ก่อนที่จะดำเนินการตามที่ได้วินิจฉัยไว้ เช่น ส่งหรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อ และต้องดำเนินคดีกับใครบ้าง ดังนั้น ก็ต้องรอดูผลการลงมติจาก กกต.ในวันที่ 14 ก.ย.นี้

​เมื่อถามถึงกรณีเอกสารสำนวนหลุดไปยังกลุ่มไอลอว์ (iLaw)และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าจะมีความคืบหน้าและทราบผลในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

​ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างบุคคลในวันเลือก สว.ระดับประเทศเพื่อพาดพิง กกต.นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า หากหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ในสำนวน กกต.ก็พร้อมนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง กกต. แต่การทำงานขององค์กรต้องมีความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น

ณรงค์รักร้อย,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ฮั้วสว,ฝ่ายค้าน,ไอลอว์

เอกนิติ ขอรับพิจารณา หลังโพลสะท้อนประชาชน หนุนไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 ชี้ต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

30 สิงหาคม 2569 เวลา 13:35 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจประชาชนที่ต้องการให้เดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 รัฐบาลจะมีความชัดเจนตรงนี้อย่างไร ว่า ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี เพราะโครงการนี้ตั้งใจออกมาช่วยประชาชนเรื่องค่าครองชีพ นอกจากนี้ ยังเติมเงินในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนความเห็นของประชาชนที่ออกมาจะรับไปพิจารณา โดยดูสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพด้วย

เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ,ไทยช่วยไทยพลัส,เศรษฐกิจ,

นายกฯ ย้ำ คดีฮั้ว สว.อยู่ที่ กกต. บอกไม่รู้จะตอบอย่างไร หลังฝ่ายค้านหนุนส่งศาลฎีกา ฟ้องทั้ง 229 คน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 13:08 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเวทีผู้นำฝ่ายค้านสนับสนุนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ทั้ง 229 คน ซึ่งมีชื่อของนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วยว่า เรื่องนี้อยู่ที่ กกต. ตนจะทำอะไรได้

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ เนื่องจากมีชื่อของนายกฯรวมอยู่ด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร และไม่ควรจะถามคำถามนี้ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน

เมื่อถามว่า ก่อนที่ กกต. จะลงมติ ฝ่ายค้านและไอลอว์ ต่างทยอยเปิดชื่อรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว. นายอนุทิน ย้อนถามผู้สื่อข่าวทันทีว่า ใช้คำว่าอาจจะ อย่าถามว่าอาจจะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ให้เป็นดุลยพินิจของ กกต. ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่ดุลยพินิจ แต่อำนาจการสอบสวนทั้งหมดเป็นของ กกต. แต่เราอย่าทำผิดกฎหมาย ทำตามกฎทุกอย่าง จะได้ไม่ต้องนั่งถามว่าใครผิดใครถูก หรือว่าใครจะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนจะบอกว่า “เพิ่งกินเมื่อกี้นี้” จากนั้นนายกฯได้ขึ้นรถเดินทางกลับทันที

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

นายกฯชี้ชนวนป่วนชายแดนใต้ไม่หยุด เหตุรัฐเข้มบังคับใช้กฎหมาย อยู่ในช่วงเปลี่ยน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:44 น.

นายกฯ ชี้ชนวนป่วนชายแดนใต้ไม่หยุด เหตุรัฐเข้มบังคับใช้กฎหมาย อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กำชับ จนท.ทำงานอย่างเข้มข้น แจง ไม่ไป 3 จว. ต้องการให้ดูแลประชาชนก่อน “ผบ.ตร.” เผย ตำรวจตั้งด่าน-สอบสวน

เมื่อเวลา 11.25 น. ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ล่าสุดมีการลอบวางระเบิดห้างสรรพสินค้าชื่อดังใน จ.ปัตตานีว่า ได้กำชับตำรวจและทหารให้บูรณาการทำงานตามแผนที่สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนร้ายยังสามารถก่อเหตุได้อย่างต่อเนื่อง นายอนุทิน กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่จะมีการเปลี่ยนผ่าน จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเข้มข้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็รับทราบ และตนได้กำชับในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า เราจะเป็นฝ่ายรองรับสถานการณ์อย่างเดียวไม่ได้ ขณะที่ในพื้นที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกอย่างอยู่ภายใต้การสั่งการของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐตามหลังผู้ก่อเหตุตลอด นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีกฎหมายที่จะต้องทำตาม พอเราใช้ความรุนแรงมากก็หาว่าเราไม่เคารพกฎหมาย จึงต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นที่สุด และที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะว่าเราใช้กฎหมายอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สงขลา จะใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไปกำชับมาตรการต่างๆ ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การไป ครม.สัญจร จะไปดูในพื้นที่ จ.สงขลา ส่วนคนที่เกี่ยวข้องก็อาจจะลงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง แต่ต้องดูสถานการณ์ว่า ถ้าลงไปแล้วเจ้าหน้าที่ต้องมาดูแล แทนที่จะไปดูแลประชาชนแต่ต้องมาดูแลความปลอดภัยของผู้ใหญ่ ก็คงไม่ให้ไป ให้ดูแลประชาชนก่อน

เมื่อถามถึงกรณีนิด้าโพลตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สืบเนื่องมาจากเรื่องของงบประมาณด้วย นายกฯ กล่าวว่า เอาของจริงดีกว่า อย่าเอาโพลมาถาม

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีการประสานตั้งจุดตรวจและทำการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงไปในพื้นที่ติดตามสถานการณ์ตลอด โดยประสานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

ชายแดนใต้นายกฯบังคับใช้กฎหมาย

ไอติม กลับมาแล้ว! หลังไปคุ้ยข้อมูลเพิ่ม โผล่สวนกลับนภินทร ตอกย้ำคำเดิมๆ หลักฐานอันควรเชื่อได้

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:41 น.

30 สิงหาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า [ 3 ข้อค้นพบใหม่เพื่อประกอบการพิจารณา เกี่ยวกับข้อกล่าวหาและคำชี้แจง รมต. นภินทร ในคดีโกง สว.

สรุป ข้อค้นพบใหม่:

(1) พยานหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ห้องทำงานรัฐมนตรี (24 & 25 มิ.ย. 2567) เป็นผู้ที่พัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกง สว. หรือ ทีมงานที่น่าจะใกล้ชิดกับ รมต. นภินทร และตามไปช่วยงานต่อที่ สสว.

(2) 1 จาก 2 สว. จาก จ.ราชบุรี ที่ รมต. นภินทร ยอมรับว่ารู้จัก (โดยบอกว่าเป็น “อดีต ผอ.พลังงาน ที่ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่”) เคยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาตลาดศรีเมืองของ รมต. นภินทร

(3) ผู้สมัคร สว. อีกกลุ่ม ที่อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในห้วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ในห้องทำงาน รมต. (1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) คือ สว. ภาวนา (ราชบุรี) กับ สว.วราภัสร์ (เพชรบุรี) ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน [แต่ในประเด็นนี้ รมต. ยืนยันแล้วว่าไม่ได้เจอผู้สมัคร สว. คนอื่นเลย (นอกจากเหตุการณ์ในห้องทำงาน) ในวันดังกล่าว / ดังนั้นคำถามนี้ต้องถามไปที่ สว. 2 คน]

เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โปรดอ่านรายละเอียดข้างล่างทั้งหมดที่ผมพยายามนำเสนอข้อมูลทั้ง 2 ด้าน

เมื่อ 2 วันก่อน ผมได้มีโอกาสซักถาม-แลกเปลี่ยนกับ รมต. นภินทร ในช่วงเช้าในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ และได้ย้อนฟังคำชี้แจงของ รมต. ในช่วงบ่ายที่ทำเนียบ (ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ รมต. ได้มาชี้แจงข้อกล่าวหาโดยละเอียดในทุกประเด็น) โดยผมค้นพบว่า รมต. มีการพูดถึงหลายประเด็นใหม่ ที่อยู่นอกเหนือจากคำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาเดิม

เมื่อวาน ผมจึงได้เจาะลึกต่อและได้ค้นพบข้อมูลเพิ่มเติม โดยได้นำเสนอไปบนเวทีฝ่ายค้านเมื่อวานช่วงเช้า และขอนำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางนี้ในวันนี้

แต่ก่อนจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม ผมยืนยันว่าผมเข้าใจดีถึงความสำคัญของการฟังความทั้ง 2 ด้าน แต่ผมต้องย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า ผมไม่ใช่คนเดียวที่ฟังความทั้ง 2 ด้านแล้ว และยังเห็นว่าเรื่องนี้มีความน่าสงสัย

การพิจารณาของ กกต. ที่ผ่านมาในลำดับชั้นต่างๆ ก็ได้มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน และได้ลงความเห็นไปแล้วใน 3 ชั้น:

1. คณะไต่สวนชุดที่ 26 : เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน)

2. รองเลขาฯ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาฯ: เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (อ้างอิงเอกสารจาก iLaw)

3. คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 : เห็นว่าควรยกคำร้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรยกคำร้องทุกคน)

จะเห็นได้ว่า:

– 2 จาก 3 ชั้น เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร

– ชั้นเดียวที่ลงความเห็นว่าควรยกคำร้อง รมต. นภินทร คือ คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36

โดยอนุฯวินิจฉัยที่ 36 นี้ คือ อนุฯที่ลงความเห็นว่าไม่มีใครจาก 229 คนมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือในการทำงานของชุดที่ 36 เนื่องจากเป็นการยกคำร้องอีกหลายคนที่ความจริงแล้ว มีหลักฐานที่น่าสงสัยมากกว่ากรณี รมต. นภินทร เสียอีก (เช่น กรณีอื่นที่มีเส้นทางการเงิน)

ก่อนจะเจาะลึกข้อมูลใหม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราคงต้องเริ่มต้นด้วยการสรุปข้อเท็จจริงเดิมที่เป็นข้อยุติแล้ว (และได้รับการยืนยันจาก รมต.) และข้อกล่าวหากับคำชี้แจง ที่ยังไม่ตรงกัน (เพื่อให้เห็นข้อมูลของทั้ง 2 ฝั่ง)

1. เป็นข้อยุติแล้ว ว่า รมต. นภินทร ได้พบเจอกับผู้สมัคร สว. (นามสมมุติ นาย A) ที่ห้องทำงาน รมต. ที่กระทรวงพาณิชย์ 2 ครั้ง (24 มิ.ย. 2567 & 25 มิ.ย. 2567) “จริง” / แต่ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องทำงาน ยังต่างกัน:

– ข้อกล่าวหา (จาก นาย A): มีการพูดคุยกันเรื่องการเลือก สว. โดยทาง รมต. มีการขอให้เซ็นใบลาออก สว. ล่วงหน้า

– ผู้ถูกกล่าวหา (รมต. นภินทร) เป็นการพูดคุยกันเรื่องปัญหาไก่งวง / ไม่เคยมีการช่วยเหลือเรื่อง สว. และไม่เคยมีการขอให้เซ็นใบลาออก

2. เป็นข้อยุติแล้ว ว่าหนังสือร้องเรียนเรื่องไก่งวง ไม่มีการลงรับในระบบของกระทรวง “จริง” / แต่สาเหตุในการไม่มีการลงรับในระบบของกระทรวง ยังต่างกัน:

– ข้อกล่าวหา-ข้อสงสัย: ในเมื่อไม่มีการลงรับ จึงมีการตั้งคำถามว่าเป็นเอกสารที่นำมาใช้ย้อนหลังหรือไม่

– ผู้ถูกกล่าวหา: ไม่มีการลงรับ เพราะโครงการที่ถูกเสนอในหนังสือร้องเรียน เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถทำได้-ไม่มีงบอุดหนุน จึงไม่ได้ลงรับเพราะไม่ได้จะมีการดำเนินการใดๆต่อ

3. เป็นข้อยุติแล้ว ว่าคนอื่นที่อยู่ในห้องทำงานในเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้ง (~8 คน) ให้การสนับสนุนคำชี้แจงของ รมต. นภินทร ผ่านหนังสือชี้แจงที่มีถ้อยคำ-รูปแบบหนังสือคล้ายกัน (โดยใช้ทีมกฎหมายเดียวกันในการเรียบเรียง)

– ข้อกล่าวหา-ข้อสงสัย: ควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะมีความป็นไปได้ว่ามีการนัดแนะเรื่องคำชี้แจงให้ตรงกันก่อนส่งต่อให้หน่วยงานตรวจสอบ

– ผู้ถูกกล่าวหา: เป็นเรื่องปกติที่ใช้ทีมกฎหมายเดียวกันในการช่วยเรียบเรียง / สาเหตุที่ทุกคนพูดตรงกัน ก็เป็นเพราะทุกคนพูดตามความจริงที่เกิดขึ้น

แต่นอกจากบทสรุปดังกล่าวในแต่ละประเด็น ทาง รมต. นภินทร ได้พูดถึงหรือยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วน ที่ผมได้ไปตรวจสอบต่อและค้นพบ 3 ประเด็นใหม่ ที่ผมเห็นว่าสังคมควรรับรู้เพื่อประกอบการพิจารณา

[ ประเด็น 1: พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ห้องทำงานรัฐมนตรี (24 & 25 มิ.ย. 2567) และให้การสนับสนุน เป็นใครบ้าง? คำตอบ = หลายคนเป็นผู้ที่พัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกง สว. หรือ ทีมงานที่ใกล้ชิดกับ รมต. นภินทร ]

แม้พยาน ~8 คน ในห้องทำงาน รมต. ให้การสนับสนุนคำชี้แจงของ รมต. นภินทร แต่ผมได้ค้นพบว่าพยานดังกล่าว มีหลายคนที่มีสถานะที่ทำให้เราต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักรับฟังด้วยความระมัดระวัง:

1 คน (วิถี สุพิทักษ์) เป็น สว. สำรอง กลุ่ม 6 ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน

– วิถี มีหมายเลขผู้สมัครของตนเอง (91) ปรากฏอยู่ในหลาย “โพยใบสั่ง”

– แม้ วิถี ไม่ได้รับเลือกเป็น สว. แต่ได้รับคะแนนในรอบไขว้หรือรอบสุดท้าย 18 คะแนน (ใกล้เคียงกับ สว. ที่ได้รับเลือกลำดับ 10 ของกลุ่มที่ได้ 21 คะแนน)

– **ในประเด็นนี้ รมต. นภินทร ยืนยันว่าไม่รู้ ณ เวลานั้น ว่าเขาเป็นผู้สมัคร สว.**

3 คน (เมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์ / ไชยวิทย์ บัวงาม / สำอาง แก้วประดับ) เป็นคนในเครือข่ายสภาเกษตรกร ที่ถูกโยงกับศูนย์ทำโพยเลือก สว. ที่ รร. ไพน์เฮิร์สท

– หากทั้ง 3 คน มีสถานะเป็นเพียงคนในเครือข่ายสภาเกษตรกร โดยไม่ได้มีข้อมูลหรือหลักฐานใดๆเพิ่มเติมว่าเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ก็คงไม่มีข้อสงสัยอะไรมากนัก

– แต่ปรากฎว่ามีอย่างน้อย 1 คน (สำอาง แก้วประดับ) ที่มีพยานระบุว่าได้เดินทางไปทำโพยที่ รร. ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ จ.ปทุมธานี (ซึ่งเป็นสถานที่ ที่พยานบุคคลหลายคนให้ข้อมูลว่าถูกใช้ศูนย์ทำโพยในช่วงก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) ในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์

– โดยในประเด็นนี้ มีอย่างน้อย 2 คน (สำอาง แก้วประดับ / เมธัสสิทธิ์ ลัคนทินวงศ์) ที่ข้อมูลระบุว่าทั้ง 2 คนได้ยอมรับว่าเดินทางไปที่ รร. ไพน์เฮิร์สท จริง (แต่ให้เหตุผลว่าเป็นการไปเพื่อพบเจอกับประธานสภาเกษตรกรจากจังหวัดอื่นๆ)

– ยิ่งไปกว่านั้น อีก 2 คน ที่ข้อมูลระบุว่าได้ยอมรับเช่นกันว่า ได้เดินทางไปที่ รร. ไพน์เฮิร์สท ในวันเดียวกัน คือ:

– (1) วิถี สุพิทักษ์ (สว. สำรอง ที่อยู่ในห้องทำงาน รมต. เช่นกัน) โดยวิถีให้เหตุผลว่าไปที่โรงแรมเพื่อพูดคุยแนะนำตัวกับผู้สมัครคนอื่น

– (2) สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (พ่อ รมช. มหาดไทย) ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน และมีพยานบุคคลหลายคนยืนยันว่าเป็นวิทยากรหลักในการจัดทำโพยในหลายโรงแรม (เช่น ธารา แกรนด์ จ.ปทุมธานี) โดยสมเกียรติให้เหตุผลว่าไปเพื่อศึกษาวิธีการเลือก และเตรียมตัวสมัคร สว. รอบหน้า

– คำถามคือ มันเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหรือไม่ ที่คนจากสภาเกษตรกรที่อยู่ในห้องทำงาน รมต. จะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเลือก สว. แต่กลับไปปรากฎที่โรงแรมที่เป็นศูนย์ทำโพย ในวันเดียวกันกับที่มีการกล่าวหาว่ามีการทำโพย และมี ทั้ง สว. สำรอง จากเหตุการณ์ห้องทำงาน รมต. และ “วิทยากรหลัก” เรื่องการทำโพย (สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์) ปรากฏอยู่ในที่เดียวกันด้วย?

2 คน (วิฑูรย์ สุขพลู / จิระเดช ธาราศักดิ์) เคยเป็นทีมงานของ รมต. นภินทร ที่กระทรวงพาณิชย์ ณ วันเกิดเหตุ แต่ตอนนี้ พบว่าทั้ง 2 คน ได้ตาม รมต. นภินทร ไปทำงานในคณะกรรมการของ สสว. (สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ซึ่ง รมต. นภินทร กำกับดูแลอยู่ ณ ปัจจุบัน ในฐานะ รมต. สำนักนายกฯ

– วิฑูรย์ สุขพลู ตอนนี้ ทำหน้าที่เป็น ประธานกรรมการบริหาร สสว. โดยเข้าสู่ตำแหน่งในวันที่ 27 พ.ย. 2568 (2 เดือน หลัง รมต. นภินทร ถูกตั้งเป็น รมต. สำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล สสว.)

– จิระเดช ธาราศักดิ์ ตอนนี้ ทำหน้าที่เป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ของ คณะกรรมการ สสว.

– ดังนั้น ผมเห็นว่าเราควรต้องพิจารณาคำให้การของเขาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากประวัติการทำงานของทั้ง 2 คนบ่งชี้ว่าอาจมีความสัมพันธ์ทางการงานที่ใกล้ชิดกับ รมต. นภินทร

2 คน (นาง ก. / นาย ป.) เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ รมต.นภินทร ณ วันเกิดเหตุ

– พยาน 2 คนนี้ ดูมีสถานะที่น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าพยานคนอื่น เนื่องจากเป็นข้าราชการประจำที่โดยหลักแล้ว ควรต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง (ซึ่งคงต้องตรวจสอบต่อไป)

[ ประเด็น 2: สว. จาก จ.ราชบุรี ที่ รมต. นภินทร ยอมรับว่ารู้จัก เป็นใคร? คำตอบ = 1 คน เป็น ที่ปรึกษาตลาดของ รมต. นภินทร ]

เมื่อวาน รมต. นภินทร ยอมรับในรายการ ว่ารู้จักกับ สว. ราชุบรี โดยพูดถึง 2 คน:

– คนที่ 1: รมต. นภินทร บอกว่า “เป็นเจ้าของโรงแรมที่บ้านโป่ง” ที่เคยไปใช้บริการ ซึ่ง (ดูจากประวัติแล้ว) น่าจะหมายถึง สว. ภาวนา ว่องอมรนิธิ (กลุ่ม 11 / อันดับ 4 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน)

– คนที่ 2: รมต. นภินทร บอกว่า “เป็นอดีต ผอ. พลังงาน ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันอยู่” ซึ่ง (ดูจากประวัติแล้ว) น่าจะหมายถึง สว. สัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา (กลุ่ม 8 / อันดับ 3 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน)

แม้ สว. ทั้ง 2 คนนี้ จะมีชื่อปรากฎในโพยใบสั่งจำนวนมากที่พัวพันกับคดีโกง สว. แต่ผมเข้าใจดีว่าการที่ รมต. รู้จักเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าไปช่วยหรือรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาดังกล่าวเสมอไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ รมต. นภินทร อาจจะยังไม่ได้พูดครบทั้งหมด คือ รมต. ไม่น่าจะรู้จัก สว. สัมพันธ์ แค่ในฐานะ “อดีต ผอ. พลังงาน…ที่ทำงานสัมพันธ์กันอยู่” เพียงเท่านั้น

เพราะผมค้นพบว่าก่อนมาลงสมัคร ทาง สว. สัมพันธ์ เคยมีบทบาทเป็น “ที่ปรึกษาตลาดศรีเมือง” ที่ รมต. นภินทร เป็นผู้บริหาร และน่าจะร่วมงานกับตลาดกันมาเป็นระยะหนึ่ง (เราเห็นโพสต์ของ สว. สัมพันธ์ ที่เคยบอกว่า “ได้รับมอบหมาย” จากคุณนภินทร ให้ไปทำกิจกรรมในนามตลาดศรีเมือง ย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2562)

ผมเข้าใจดีว่าแม้เคยเป็นทีมงานกันจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องกันในการเลือก สว. แต่ถ้าจะบอกว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ไม่ควรนำมาประกอบการพิจารณาหรือตรวจสอบเพิ่มเติมเลย ก็คงจะไม่ใช่

[ ประเด็น 3: ตกลงกลุ่มผู้สมัคร สว. อีกกลุ่ม ที่อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในห้วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ในห้องทำงานรัฐมนตรี (25 มิ.ย. 2567 ช่วงบ่าย) คือใคร? คำตอบ = สว. ภาวนา (ราชบุรี) กับ สว.วราภัสร์ (เพชรบุรี) ]

ในประเด็นนี้ ทาง รมต. ยืนยันไปแล้วว่าไม่ได้พบเจอผู้สมัคร สว. คนใดอีกที่กระทรวงพาณิชย์ นอกจาก นาย A และ วิถี (ที่เจอในห้องทำงาน) ดังนั้น ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เป็นประเด็นที่ต้องถาม รมต. เพิ่มเติม

แต่จากการตรวจสอบเพิ่มเติม ผมค้นพบว่าผู้สมัคร สว. ที่มีข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ในห้วงเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ในห้องทำงาน รมต. (ย้ำว่าอยู่ที่กระทรวง ไม่ใช่อยู่ในห้องทำงาน รมต.) ไม่ใช่แค่ผู้สมัคร สว. ทั่วไป แต่เป็น 2 คนที่ในที่สุดได้รับเลือก เป็น สว. โดยทั้ง 2 คน อยู่ในโพยใบสั่งจำนวนมาก และอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน:

– 1. สว. ภาวนา ว่องอมรนิธิ จาก จ.ราชบุรี (กลุ่ม 11 / อันดับ 4 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน) ซึ่ง รมต. ยอมรับว่ารู้จัก | ค้นพบว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 ในช่วงบ่าย

– 2. สว. วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ จาก จ.เพชรบุรี (กลุ่ม 12 / อันดับ 1 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนล้นกระดาน) | ค้นพบว่าอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 ในช่วงบ่าย

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของห้วงเวลา มิ.ย. 67 – ก.ย. 67, ค้นพบว่าทาง สว. ทั้ง 2 คน มีหลักฐานการปรากฎตัวที่กระทรวงพาณิชย์ แค่ไม่กี่ครั้งและแค่เฉพาะในช่วง มิ.ย. & ก.ค. (ช่วงการเลือก สว. และการเตรียมปฏิบัติหน้าที่) แต่ไม่มีหลักฐานการปรากฎตัวในช่วง ส.ค. & ก.ย.

ในเมื่อ รมต. ยืนยันว่าไม่ได้เจอทั้ง 2 คน ที่กระทรวงพาณิชย์ เราคงไม่ต้องถาม รมต. อะไรเพิ่มเติม

แต่เราคงต้องถามไปทาง สว. ทั้ง 2 คน ว่าไปทำอะไรที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 25 มิ.ย. 67 หรือ 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ และได้พบเจอกับกลุ่มคนไหนเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่?

[ หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้อง รมต. นภินทร หรือผู้ถูกกล่าวหาคนใดไปให้ศาลพิจารณา? ]

ผมย้ำว่า ในขั้นตอนปัจจุบันตามหลักกฎหมาย กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ทำตัวเป็นศาล

– กกต. ไม่จำเป็นต้องมี “หลักฐานที่พิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย” ว่ามีการทุจริต ถึงจะสั่งฟ้อง

– แต่หาก กกต. มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริต ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลอีกชั้นหนึ่งในการพิสูจน์หลักฐาน

หลังจากฟังความจากทั้ง 2 ด้าน (ผู้กล่าวหา & ผู้ถูกกล่าวหา) และหลังจากได้รับรู้ข้อมูลใหม่ที่ผมได้นำเสนอวันนี้ ผมคงคิดแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ ว่าแต่ละคนเห็นว่ามี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริตหรือไม่

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การพิจารณาของ กกต. ที่ผ่านมาในลำดับชั้นต่างๆ ก็ได้มีการฟังความทั้ง 2 ด้าน และได้ลงความเห็นไปแล้วใน 3 ชั้น:

1. คณะไต่สวนชุดที่ 26 : เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน)

2. รองเลขาฯ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาฯ: เห็นว่าควรสั่งฟ้อง รมต. นภินทร (อ้างอิงข้อมูล iLaw)

3. คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 : เห็นว่าควรยกคำร้อง รมต. นภินทร (เห็นว่าควรยกคำร้องทุกคน)

ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คนจะลงมติอย่างไร รอดูกันในวันที่ 14 ก.ย. นี้ครับ

นภินทรศรีสรรพางค์พรรคประชาชนพริษฐ์วัชรสินธุฮั้วสว.

การดี ข้องใจ! ถูกฟ้องปิดปาก คดี TH-AI Passport ยันลุยเดินหน้าตรวจสอบ เพื่อประโยชน์สาธารณะ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:19 น.

30 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังจากการที่ได้รับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องจากศาล โดยมีบริษัทผู้รับจ้างโครงการ TH-AI Passport เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในฐานความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ว่า กระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ หรือเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะที่สร้างภาระต่อผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในโพสต์ดังกล่าวเป็นการตั้งคำถามตามหลักวิชาการ หลักจริยธรรม และบริบทหน้าที่ของฝ่ายค้าน โดยไม่ได้มีการระบุชื่อพาดพิงถึงบริษัททั้งสองแห่งแต่อย่างใด และต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม ตนก็ได้นำประเด็นเหล่านี้ไปยื่นเป็นหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตามระบบอย่างถูกต้อง

“การปวารณาตัวมาเป็นนักการเมือง เราคือผู้แทนราษฎร สิ่งที่ดิฉันทำอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการนี้ ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนตัว หรือประโยชน์อื่นใดเลย แต่มุ่งเน้นเรื่องประโยชน์จากภาษีของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทุกครั้งที่ออกมาพูดคือการทำงานเพื่อปกป้องภาษีประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติเพียงอย่างเดียว” นางการดี กล่าว

นางการดี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในสังคมที่คนตั้งคำถามหาความจริงเพื่อส่วนรวม ต้องกลายเป็นจำเลยหรือไม่ พร้อมยืนยันความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง และจะยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลเคียงข้างประชาชนอย่างเข้มแข็งเช่นเดิม

THAIPassportการดี เลียวไพโรจน์พรรคประชาธิปัตย์ฟ้องปิดปาก

ปธ.กมธ.ดีอี เผยเสียงตอบรับ TH-AI Passport กระหึ่ม เด็ก ม.ต้น แห่หนุนเชียร์ ยันดันเด็กไทยก้าวสู่ยุคเอไอเท่าเทียม

30 สิงหาคม 2569 เวลา 12:11 น.

30 สิงหาคม 2569 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล อำเภอเรณูนคร และโรงเรียนธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการด้านการเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเยาวชนในพื้นที่

นพ.อลงกต กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ โครงการ TH-AI Passport ซึ่งนักเรียนจำนวนมากแสดงความสนใจและต้องการเข้าร่วม แม้ว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นส่วนใหญ่จะยังมีอายุไม่ถึง 15 ปี ซึ่งตามเงื่อนไขปัจจุบัน ผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน

นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า เสียงจากเยาวชนสะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ตั้งแต่อายุยังน้อย นักเรียนต้องการเรียนรู้และใช้ AI เพื่อการศึกษา ค้นคว้า สร้างสรรค์ผลงาน และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต จึงควรพิจารณาแนวทางที่จะเปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มที่มีความพร้อมสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ด้าน AI ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับช่วงวัย

“การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงการประชาสัมพันธ์โครงการ แต่ยังเป็นการรับฟังเสียงจากเยาวชนในพื้นที่จริง เพื่อนำความต้องการและข้อเสนอแนะไปประกอบการผลักดันนโยบายด้านดิจิทัลและ AI ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้นและโครงการ TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI และลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล ซึ่งนักเรียนมัธยมต้นที่อายุไม่ถึง 15 ปี มีความสนใจและต้องการเข้าร่วมโครงการ” นพ.อลงกต กล่าว

THAIPassport,ดีอี,เด็กไทย,เอไอ,

นายกฯ นำคณะล่องเรือติดตามโครงการพระราชดำริ พัฒนาคูคลองเกาะรัตนโกสินทร์ หนุน ภูเขาทอง-ป้อมมหากาฬ เป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยว

30 สิงหาคม 2569 เวลา 11:20 น.

นายกฯ นำคณะล่องลงเรือติดตามโครงการพระราชดำริ พัฒนาคลองเกาะรัตนโกสินทร์ โครงการ พระภิกษุสงฆ์ ล่องเรือชมคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ น้อมนำพระบรมราโชบาย พัฒนาคุณภาพชีวิต ปชช.- หนุนภูเขาทอง-ป้อมมหากาฬ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเมืองกรุง

เมื่อเวลา 06.45 น. ที่ท่าเรือวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เขตปทุมวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ล่องเรือ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ในโครงการ “พระภิกษุสงฆ์ ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์“ โดยมีสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ร่วมกิจกรรม

โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวน 120 รูป จาก5 วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร,วัดราชนัดดารามวรวิหาร ,วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ,วัดสุนทรธรรมทาน และวัดบรมธาสราชวรวิหาร ล่องเรือชมคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่คลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม คลองโอ่งอ่าง และคลองบางลำพู พร้อมรับฟังบรรยายจากหน่วย ราชการในพระองค์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา บทบาทและความสัมพันธ์ของคูคลอง วัด และวิถีชุมชน โดยตลอดเส้นทางได้รับความสนใจจากประชาชนริมสองฝั่งคลอง พนมมือไหว้พระสงฆ์และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนขึ้นเรือที่ท่าเรือพิพิธภัณฑ์บางลำภู จากนั้นนั่งรถไปยังวัดสระเกศเพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ที่วัดสระเกศ

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้สามารถขุดลอกคูคลองระบายน้ำ เชื่อมการสัญจรในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ให้ใช้ประโยชน์ได้ในปัจจุบันรวมถึงมีแผนที่จะเชื่อมการสัญจรทางน้ำไปถึงจ.ฉะเชิงเทราและพระนครศรีอยุธยา โดยน้อมนำหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ“สืบสาน รักษา ต่อยอด“ เป็นแนวทางการดำเนินงาน โดยสะท้อนความร่วมมือของทุกฝ่ายที่มีแผนที่ยกระดับการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณภูเขาทองวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ป้อมมหากาฬ วัดราชนัดดารามวรวิหาร และวัดเทพธิดารามวรวิหาร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามพระบรมราโชบาย

นายกฯล่องเรือโครงการพระราชดำริ

“เชษฐา” แกะเกมส้ม ใช้ฮั้ว สว. ปั้น “ระบอบสีน้ำเงิน” ชี้หลักฐานยังจำกัด ล้มพรรค-รัฐบาล ไม่สำเร็จ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 11:13 น.

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวกรณีข้อกล่าวหา “ฮั้ว สว.” ว่า ต้องมองแยกกันระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง โดยมองว่า พรรคประชาชนและเครือข่ายกำลังใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างและตอกย้ำวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เชื่อมโยง สว. องค์กรอิสระ และบุคคลบางส่วนเข้ากับพรรคภูมิใจไทย


ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า เป้าหมายทางการเมืองคือการดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล และสร้างภาพอีกด้านขึ้นมาหักล้างจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะภาพด้านความมั่นคงและผลงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคำถามว่าพรรคสีน้ำเงินกำลังขยายอำนาจหรือกินรวบประเทศหรือไม่


“ถ้าจะทำให้คำว่าระบอบสีน้ำเงินมีน้ำหนัก ก็ต้องมีประเด็นมาหล่อเลี้ยง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นเกมของการจุดประเด็นเรื่องฮั้ว สว. คือเกมที่จะมาดิสเครดิต แล้วเสริมคำว่าระบอบสีน้ำเงิน”

ผศ.ดร.เชษฐา ยอมรับว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถจุดกระแสบนโลกออนไลน์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะพรรคประชาชนมีความแข็งแรงด้านการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อประเด็นหนึ่งได้รับความสนใจ ระบบอัลกอริทึมก็มีส่วนทำให้ผู้ใช้ได้รับเนื้อหาในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นกระแสขนาดใหญ่ แต่ในโลกจริง ยังต้องรอการพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม กระแสทางการเมือง ในโลกออนไลน์ กับ น้ำหนักของหลักฐานทางกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในฐานะนักวิชาการยังไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เห็นผ่านสื่อและยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหลักฐานด้วยตนเอง

“หลักฐานที่แม้จะหลุดออกมาทางหน้าสื่อ แล้วบอกว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน แต่ผมไม่เห็นกับมือ ผมเห็นผ่านสื่อ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเชื่อ 100% นักวิชาการอย่างผมตัดสินใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้”

หากท้ายที่สุดหลักฐานเหล่านั้นเป็นของจริงและสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบุคคลบางรายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการกระทำของสมาชิกหรือบุคลากรบางคน กับการกระทำในนามพรรคการเมือง

การจะทำให้คดีขยายผลไปถึงตัวพรรค จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นมติพรรค มีการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในนามของพรรค ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก เคยเป็นผู้สมัคร หรือมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง

ผศ.ดร.เชษฐา ประเมินว่า หากต้องให้น้ำหนักจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ ตนให้น้ำหนัก ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างพรรค แต่อาจไปถึงบุคลากรบางรายของบางพรรค หากมีหลักฐานพิสูจน์ได้จริง


“ถ้าให้ผมฟันธง ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่ามันจะไม่ไปถึงเชื่อมโยงกับโครงสร้างพรรค แต่ถ้าจะเชื่อม จะเชื่อมเฉพาะบุคลากรบางคนของบางพรรคเท่านั้น”

ส่วนคำถามว่าหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้หนักแน่นถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ยังไม่ถึงระดับนั้น เนื่องจากข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการนำพยาน คำให้การ การติดต่อ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังต้องผ่านการพิสูจน์

ดังนั้น แม้เกมฮั้ว สว. จะสร้างกระแสและสามารถนำไปต่อยอดเป็นประเด็นทางการเมือง รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แต่หากถามถึงผลทางกฎหมายที่จะลามไปถึงพรรคภูมิใจไทย หรือรุนแรงถึงขั้นกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า หลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้ยังไปไม่ถึง

พร้อมมองว่า หลังจากนี้การแข่งขันทางการเมืองระหว่าง “บ้านส้ม” กับ “บ้านน้ำเงิน” จะยิ่งเข้มข้น โดยฝ่ายหนึ่งพยายามผลักวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ขณะที่อีกฝ่ายจะต้องใช้ข้อเท็จจริงและผลงานรัฐบาลเข้าสู้

ท้ายที่สุด ประชาชนจึงต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ “ชนะกระแสบนโซเชียล” กับสิ่งที่ “ชนะด้วยหลักฐาน” เพราะข้อกล่าวหาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้ แต่การจะเอาผิดบุคคล พรรคการเมือง หรือทำให้รัฐบาลได้รับผลกระทบ ต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสบนโลกออนไลน์

พรรคส้มเชษฐา ทรัพย์เย็น