อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตอกหน้า ฝ่ายค้าน ชวน ‘มาครง’ ตัวกลางหย่าศึกไทย-กัมพูชา ชี้ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตอกหน้า ฝ่ายค้าน ชวน 'มาครง' ตัวกลางหย่าศึกไทย-กัมพูชา ชี้ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตอกหน้า ฝ่ายค้าน ชวน ‘มาครง’ ตัวกลางหย่าศึกไทย-กัมพูชา ชี้ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.45 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า 

อย่าคลั่งฝรั่งต่างชาติ นายกอนุทินเดินทางไปฝรั่งเศสครั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าจะหารือกับมาครงในปัญหากัมพูชาหรือไม่ แต่นักการเมืองฝ่ายค้านเสนอให้เชิญมาครงมาไทยเพื่อช่วยแก้ปัญหาขัดแย้งกัมพูชา​ ศักดิ์ศรีไทยอยู่ที่ไหน

ไทยอาจจจะเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้มาครงทราบ​ ได้รับฟังเรื่องราวจากปากฝ่ายเรา​ แทนที่จะ ฟังจากคนอื่นหรือสื่อ แต่เราคงไม่ทำแบบคนอื่น​ ที่ชอบขี่ม้าสามศอกไปเที่ยวฟ้องคนโน้นคนนี้​
ประการสำคัญ​ ไทยไม่ใช่ประเทศอดีตอาณานิคม​ ไม่ใช่ขี้ข้าฝรั่ง​ เขาจะเข้าข้างเราหรือไม่เข้าข้างเรา ก็เรื่องของเขา​ มันขึ้นอยู่กับการประเมินผลประโยชน์หรือความสำคัญทางด้านความมั่นคงที่ไทยมีต่อเขามากกว่าประเทศอื่นหรือไม่เพียงไร ฝรั่งไม่ใช่พ่อ

นายกฯ ทำบุญถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส

นายกฯ ทำบุญถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส

นายกฯ ทำบุญถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.45 น.

นายกฯ เป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส พร้อมพบชุมชนไทยในฝรั่งเศส บอกรู้สึกดีใจอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านไม่ได้มาต่างแดน ยืนยัน ด่านไม่เปิด ลั่น แผ่นดินไทยจะไม่มีวันสูญเสียไปให้ใคร แม้แต่กระพี้เดียว ย้ำ สร้างรั้วชายแดนจุดที่มีผลทางยุทธศาสตร์ ด้าน คนไทย ตะโกนบอกแสดงว่าเลือกถูกแล้ว 

วันนี้  23 พฤษภาคม 69 เมื่อเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  (ซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 5 ชั่วโมง ) ภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสวันที่สองนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ร่วมกับชุมชนไทยในฝรั่งเศส ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีพร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตอัครราช ณ กรุงปารีส ร่วมพิธี 

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง  คนไทยที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส และประเทศใกล้เคียง ผู้ประกอบการไทย ต่างออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ พร้อมขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี และคณะอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศอย่างอบอุ่น รวมถึงยังได้มีการร้องเพลงชาติไทยร่วมกัน

โดยหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ นายกรัฐมนตรีได้เดินออกมาเยี่ยมชม ทักทายชุมชนไทยที่มาร่วมกันทำอาหารเพื่อออกโรงทานให้ผู้มาร่วมพิธี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เดินพูดคุยและชิมอาหารทุกซุ้ม เช่น ผัดไทย ไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยว ขนมช่อม่วง กล้วยแขก ขนมครก สูตรชาละวัน และเมื่อเดินมาถึงซุ้มส้มตำ นายกรัฐมนตรีได้หยิบครกและสาก ก่อนจะลงมือตำส้มตำไทย จนชุมชนไทยต่างแซวว่า “ท่านนายกฯ ท่าทางคล่องแคล่ว ตำแล้วต้องรับผิดชอบด้วย“ สร้างเสียงหัวเราะ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะตักส้มตำให้ชุมชนไทยได้ชิม พร้อมบอกว่า อร่อยจริงๆขอให้ชิม เมื่อชุมชนไทยได้ชิมต่างบอกว่า ”อร่อย และยกนิ้วให้ บางคนบอกอร่อยแต่เผ็ดมาก” ทำให้บรรยากศเป็นกันเอง 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับชุมชนไทย ว่า เวลาไปต่างแดนถ้าได้เจอคนไทยเยอะๆ ก็รู้สึกดีใจอย่างมาก รู้สึกว่าเหมือนอยู่ในบ้านไม่ได้ออกมาต่างประเทศ และดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ ของคนไทยทุกคนที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ที่สำคัญคือ นับญาติกันได้หมด บางคนบอกว่ามาจากเพชรบูรณ์ บุรีบุรีรัมย์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร นครศรีธรรมราช ตรงนี้นายกฯกล่าวชื่อจังหวัดเป็นภาษาใต้ ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าและวันนี้ได้รับการทักทายจาก ประชาชนชาว สสป.ลาว ตนดีใจที่ทุกคนมีความห่วงใยบ้านเกิดเมืองนอน มีความห่วงใยสถานการต่างๆในปนะเทศไทย “รับรองว่าด่านไม่เปิด” ทำให้ชาวชุมชนไทยต่างๆปรบมือ พร้อมส่งเสียงว่า “แสดงว่าเลือกถูก” ซึ่งนายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า “ โอ๊ย เลือกถูกตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ แล้ว”  

ก่อนที่นายกฯ จะกล่าวต่อว่า “ให้คำยืนยันว่าอธิปไตยของประเทศไทย แผ่นดินไทยจะไม่มีวันสูญเสียไปให้ใคร แม้แต่กระพี้เดียว ไม่เกิดขึ้นแน่นอน  เราไม่ได้ไปรุกรานหรือคุกคามคนอื่น แต่เราจะไม่มีวันให้ใครเข้ามาย่ำยีหรือมาคุกคามประเทศไทยเป็นอันขาด เพราะนี่ก็คือแบรนด์ของผมด้วย เป็นสิ่งที่ตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวไทยทุกคน สิ่งที่เขาเชื่อใจที่สุดคือถ้ารัฐบาลชุดนี้อยู่คือ ประเทศไทยไม่มีวันเสียเปรียบกัมพูชาแน่นอน ขอให้ทุกคนให้ความมั่นใจ จะทำอะไรก็ทำกันไปไม่ต้องกังวลเลย ว่าจะไปยอมอะไรเขาหรือเปล่า ไม่มี ยกเว้นเขายอมเราก่อน และต้องยอมอยู่ในเงื่อนไขของเรา เงื่อนไขของประเทศไทยเท่านั้น ขอให้ทุกคนไว้วางใจและมั่นใจได้ “ นายอนุทิน ระบุ

จากนั้นได้มีประชาชนสอบว่าสร้างรั้วบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาแล้วหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบว่าสร้างแล้ว แต่ไม่มีประโยชน์เท่ากับเราดำรงสถานะของเราให้คนไม่กล้ารุกล้ำเข้ามา รั้วเอาปืนยิงตู้ม ก็พังหมดแล้ว มันเป็นเพียงสัญลักษณ์แต่เราก็สร้าง สร้างในเขตที่เราคิดว่าจะไม่ทำให้เกิดการขนส่งของผิดกฎหมาย ไม่เกิดการลักลอบเข้าเมือง ลักลอบของเถื่อนหรืออาวุธเข้ามา แต่ไม่ใช่การสร้างรั้วตลอดแนว 2,000-3,000 กิโลเมตร  การสร้างรั้วระหว่างแนวที่สำคัญที่มีผลทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกันการมีรั้วอย่างเดียวไม่พอเหมือนบ้านทุกบ้านที่มีรั้วแต่ขโมยยังเข้าได้ แต่ให้มั่นใจว่าเมื่อเดินเข้ามาแล้วแต่นอนออกไป เขาจะไม่เข้ามา ประเทศไทยจะทำให้ทุกคนได้เห็น รั้วแบบเป็นโครงสร้างก็มี แต่รั้วที่เป็นความน่าสะพรึงกลัวที่ใครคิดไม่ดีกับประเทศไทยและข้ามเข้ามาก็เห็นดีกัน ขอให้ความมั่นใจว่าเราทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นความปลอดภัยของประเทศไทยทุกคน ย้ำว่าเรามีปัญหากับรัฐบาลของเขา กับระบบการปกครองการบริหารของเขาและเราไม่ได้มีปัญหากับประชาชนของเขา เราไม่มีปัญหากับระบอบการบริหารของเขาปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐบาลจัดการกัน และไม่ใช่เรื่ององการจะไปจงเกลียดจงชังหรือการแกล้งประชาชนของเขา 

เท้ง ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’

เท้ง ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’

เท้ง ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

‘เท้ง’ ย้ำจุดยืนไม่ขยายอำนาจให้องค์กรอิสระ หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ขอเสียงหนุน ส่งศาลรธน.สอบจริยธรรม ‘อนุทิน’ ชี้ ‘ปนช.’ ไม่เคยใช้ช่องทางนี้ตัดสินนักการเมือง เชื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านยังทำงานด้วยกันได้

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่วัดอุดมรังสี เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตัดพ้อพรรคประชาชนไม่ช่วยหนุนเสียงยื่นสอบจริยธรรมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีเขากระโดง พร้อมมองว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ ว่า ตนยินดีจะพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน และทราบว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ก็มีเจตนาดีในการที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ รวมถึงได้แสดงเจตนาว่าอยากให้พรรคประชาชนเข้าร่วมลงชื่อด้วย ซึ่งตนเคยพูด และส่งตัวแทนไปพูดคุยแล้วหลายครั้ง ว่าพรรคประชาชนไม่ได้ไม่ต้องการที่จะตรวจสอบ และพร้อมที่จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่อยู่แล้วแต่ต้องระมัดระวังเรื่องในการใช้กลไก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะไปขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้ 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการยื่นร้องจริยธรรมนักการเมือง พรรคประชาชนมีจุดยืนว่าไม่เคยใช้ช่องทางในลักษณะนี้ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผิดจริยธรรมเพราะมองว่าเรื่องจริยธรรม แต่ละหน่วยงานแต่ละพรรคต้องตรวจสอบกันเอง ไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องข้อกฎหมายต้องการใช้ศาลวินิจฉัยให้อันนี้คือถูกต้องแล้ว

เมื่อถามว่า มองว่าการที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โพสต์ในทำนองว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังกันหรือไม่นั้น จะสามารถทำงานร่วมกันได้อยู่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนสามารถทำงานได้กับทุกคน แต่ไม่อยากให้กล่าวหากันออกหน้าสื่อ เพราะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน ก็สามารถพูดคุยกันเองได้รับฟังเหตุและผลด้วยกันเองได้

เท้ง แจงดรามา สามีทนายแจม โผล่ถามเดือด ส.ส.เชียงใหม่ ยันพรรคไม่ได้ละเลย

เท้ง แจงดรามา สามีทนายแจม โผล่ถามเดือด ส.ส.เชียงใหม่ ยันพรรคไม่ได้ละเลย

เท้ง แจงดรามา สามีทนายแจม โผล่ถามเดือด ส.ส.เชียงใหม่ ยันพรรคไม่ได้ละเลย

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

‘เท้ง’ แจงดรามา ‘สามีทนายแจม’ โผล่ถาม ‘ณัฐพล’ สส.เชียงใหม่ ผิดลูกผิดเมีย ยันไม่ได้ละเลย แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคล เผยมีตัวแทนพูดคุยหลังบ้านแล้ว ส่วนจะต้องสอบหรือไม่ รอให้มีคนร้องก่อน ขอ ปชช. มองที่ คกก.วินัยพรรคชุดปัจจุบันดีกว่า หลังถูกถามเครดิตพรรคลดลง เหตุ ‘ทนายแจม’ เป็นมือดูแลจริยธรรมพรรค 

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่วัดอุดมรังสี เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโลกออนไลน์วิจารณ์เรื่องที่ พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สามี น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน เข้าไปแสดงความเห็นสอบถามเรื่องการผิดจริยธรรรม ไม่น่าเชื่อว่าคนผิดลูกผิดเมียผู้อื่นยังมีที่ยืนในสังคม บนโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ 

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในรายละเอียดเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคลด้วย เราไม่ได้ละเลย มีการพูดคุยกันอยู่แล้วข้างหลังบ้าน ส่วนจะมีการนำเรื่องเข้ากรรมการวินัยหรือไม่ อยู่ที่ต้องดูว่าจะมีคนร้องหรือไม่ ถ้ามีคนร้องเข้ามาในคณะกรรมการวินัย ก็ต้องดำเนินการทุกอย่างไปตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า ต้องรอให้มีคนร้องก่อนใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แล้วแต่เรื่อง ถ้าเป็นเรื่องที่เราเห็นได้ชัดว่ามีตัวแทนของพรรคที่ดำเนินการผิดวินัยอยู่แล้วด้วยสายตา เราจะนำเข้าอยู่แล้ว ไม่ต้องมีคนร้อง บางทีก็ไปสอบได้เอง แต่กรณีดังกล่าว ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวจริงๆ อาจจะต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันก่อน

เมื่อถามว่า น.ส.ศศินันท์ เคยเป็นคณะกรรมการวินัย จะทำให้เครดิตของพรรคลดลงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอให้มองคณะกรรมการวินัยของพรรคชุดปัจจุบันดีกว่า ตนคิดว่ากรรมการวินัยเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ น่าเชื่อถือ สามารถทำให้การครองตนของ สส. พรรคอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมได้

เมื่อถามว่า ได้มีการคุยกับทั้งสองฝ่ายหรือไม่  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคลงไปพูดคุยแล้ว ตนอาจจะยังไม่ได้พูดคุยโดยตรง เรื่องประเด็นนี้

เมื่อถามว่า หากมีคนไปร้องจริยธรรมที่สภา พรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ถ้ามีการร้องจริยธรรมในสภา ก็เข้าคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการทุกอย่างไปตามหน้าที่

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ  เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

‘สุชาติ’ ซัด เพจ The Isaan Record บิดเบือนคำเบิกความ เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

“สุชาติ” ยืนยันว่า เพจ The Isaan Recotd  ระบุข้อความว่า ทนายของสุชาติ ยอมรับในศาลชลบุรี มีคดีรับสินบนในชั้น ปปช.จริง”  ไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง  เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569  สืบเนื่องศาลจังหวัดชลบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์คดีอาญา ระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น โจทก์ นายโกวิท โพธิสาร  จำเลย ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ,328  โดยโจทก์นำพยานไต่สวน พยานปาก นายสุทัศน์ พุทธะวรรณศักดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ปรากฏว่า  ว่า มีการแอบบันทึกคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายสุทัศน์ฯแล้วนำไปเผยแพร่ใน เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเพจ The Isaan Recotd  ตัดทอนข้อความเฉพาะส่วนว่า  “ทนายของสุชาติ ชมกลิ่น ยอมรับในศาลชลบุรี มีคดีรับสินบนในชั้น ปปช.จริง”  เป็นปุกปั่นและบิดเบือนข้อเท็จจริงความจริง มุ่งโจมตีทางการเมืองแก่นายสุชาติฯ  โดยนายสุทัศน์ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านและได้อธิบายคำถาม โดยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงแต่ประการใด   ทั้ง เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน นำถ้อยเบิกความของพยานโจทก์ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยไม่มีอำนาจกระทำได้เพราะคดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการประฤติตนวุ่นวายในบริเวณศาล แม้กระทำนอกศาล แต่มีผลต่อการพิจารณาในศาล  เป็นอุปสรรคค่อการพิจารณาของศาล

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้สอบถามจากโดยนายสุทิศน์ ฯ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ โดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อตนได้ประโยชน์ในการปั่นกระแสทางโซเชี่ยล ทั้งถ้อยคำเบิกความต่อศาล จำเลยไม่อาจคัดถ่ายได้ เพราะในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ จำเลยมีสิทธิแต่งตั้งทนายมาถามค้านได้แต่สืบพยานไม่ได้  ตนไม่เคยถูก ปปช.ชี้มูลความผิด และไม่เคยถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับทุจริตรับสินหรือเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ส่วนเบอรี่เลือด เป็นนิยายน้ำเน่า ไร้สาระตนยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเบอรี่ในการจัดเก็บผลไม้เบอรี่ ที่ประเทศฟินแลนด์ ดังนั้น ทนายความของตนไม่ได้เบิกความยอมรับ เป็นความบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมมเข้าใจผิด โดยในสัปดาห์ตน จะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดชลบุรี เพื่อไห้ไต่สวนว่า เพจข่าว TLHL ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และ เพจ The Isaan Recotd มีการกระทำละเมิดอำนาจศาลหรือไม่   ตนยืนยัน มิใช่เป็นการฟ้องปิดปากสื่อ แม้นายโกวิทฯ จะอ้างภายหลังว่า เป็น บก. The Isaan Recotd แต่ประชาชนทั่วไปไม่รู้จัก และตนไม่ให้ราคา ตนใช้สิทธิโดยสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ประสบพบเจอและได้รับความเสียหาย        

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

เปิด 16 คำชี้แจง “สนข.” ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยืนยันไม่ใช่คลองไทย เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

โครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวก็เผชิญข้อกังวลจากประชาชนในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ประมง วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงออกมาชี้แจงข้อสงสัยสำคัญของประชาชนรวม 16 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวทางพัฒนาแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป

1. เหตุใดไม่ขุด “คลองไทย” แทนแลนด์บริดจ์

สนข. อธิบายว่า แนวคิดขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน แม้จะทำให้เรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า แต่มีต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมหาศาล อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การแบ่งแยกพื้นที่ รวมถึงทำให้เกิดการโยกย้ายชุมชนจำนวนมาก

นอกจากนี้ การขุดคลองยังเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งต่อระบบนิเวศ น้ำทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนภาคใต้

ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงเลือกแนวทาง “แลนด์บริดจ์” ที่ใช้ระบบรางและมอเตอร์เวย์เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งแทน

2. แลนด์บริดจ์จะช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างไร

โครงการแลนด์บริดจ์จะเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

สนข. ประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งได้ประมาณ 5 วัน และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย

โครงการมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP

3. จะมีโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือไม่

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก

สนข. ยืนยันว่า แผนแม่บทโครงการไม่ได้กำหนดให้มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่จะเน้นอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น

ยางพารา
ปาล์มน้ำมัน
อาหารทะเล
อาหารฮาลาล
AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

อย่างไรก็ตาม ภายในท่าเรือจะมีบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering Service) สำหรับเรือสินค้า ซึ่งหากเอกชนจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องผ่าน EIA และการอนุญาตตามกฎหมาย

4. สินค้าหลักที่จะใช้บริการแลนด์บริดจ์คืออะไร

สินค้าที่จะผ่านแลนด์บริดจ์มาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงสินค้าทรานซิตจากจีนตอนใต้

ประเภทสินค้า ได้แก่

สินค้าเกษตร
ยางพารา
ผลไม้
อาหารทะเล
สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป
สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

5. เหตุใดต้องถมทะเลจำนวนมาก

สนข. ชี้แจงว่า การถมทะเลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ร่องน้ำลึกมากกว่า 18 เมตร

พื้นที่ถมทะเลจะใช้สำหรับ

ลานตู้คอนเทนเนอร์
พื้นที่พักสินค้า
ระบบราง
ถนนขนส่ง
ศูนย์โลจิสติกส์

6. มีการทำ SEA หรือไม่

สนข. ระบุว่า ได้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่ปี 2559 ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่

7. รับมือปัญหาน้ำมันรั่วอย่างไร

โครงการเตรียมแผนป้องกันเหตุรั่วไหลของน้ำมัน พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อควบคุมสถานการณ์หากเกิดอุบัติเหตุ

8. ผลกระทบต่อป่าชายเลนและสัตว์ทะเล

ในการจัดทำ EIA และ EHIA มีการสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน สัตว์น้ำหายาก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

สนข. ระบุว่า จะมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

9. ปัญหาตะกอนทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง

มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษาการฟุ้งกระจายของตะกอนและการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง

ผลศึกษาจะถูกนำไปกำหนดมาตรการควบคุมในช่วงก่อสร้าง

10. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกชายฝั่ง

ขณะนี้มีการศึกษาคุณภาพอากาศ เสียง แสง และระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงแนวปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก และนกอพยพ

การสำรวจดำเนินทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้ครอบคลุมช่วงผสมพันธุ์และอพยพของสัตว์

11. การนำดินและหินมาถมทะเลจะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

โครงการกำหนดให้ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของตะกอน พร้อมมีระบบติดตามตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง

12. หลักเกณฑ์เวนคืนที่ดิน

การชดเชยที่ดินจะอ้างอิงตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยคำนึงถึงราคาตลาดจริง ค่าก่อสร้าง และค่าขนย้าย ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่ต่ำกว่าความจริง

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีแนวทางช่วยเหลือ เช่น

จัดหาที่ดินใหม่
ชดเชยพืชผล
เงินเยียวยา

13. การเยียวยาชาวประมงและชุมชน

สนข. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบผลกระทบ และหากพิสูจน์ได้ว่าชุมชนหรือชาวประมงได้รับผลกระทบจากโครงการ จะต้องได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยให้ผู้รับเหมาและผู้รับสัมปทานท่าเรือร่วมสมทบเงินต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี

14. การใช้น้ำจะกระทบชุมชนหรือไม่

มีการสำรวจแหล่งน้ำเดิมในพื้นที่ เพื่อวางระบบใช้น้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมกำหนดมาตรการติดตามการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

15. หลักเกณฑ์ชดเชยต้นไม้และพืชผล

การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมไม้ยืนต้น 412 ชนิด และไม้ล้มลุก 154 ชนิด

หากไม่มีชนิดไม้ในบัญชี จะใช้การเทียบเคียงกับชนิดใกล้เคียง

16. โครงการจะทำลายวิถีชีวิตชุมชนหรือไม่

สนข. ยืนยันว่า โครงการจะยึดหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้

แนวทางสำคัญคือ

สนับสนุนอาชีพท้องถิ่น
กิจกรรม CSR
กองทุนชุมชน
การมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

แม้แลนด์บริดจ์จะถูกมองว่าเป็นโครงการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศจะสามารถพัฒนาเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

เถกิง อัดยับ! แจ้งปัญหา Traffy Fondue 17 วันไม่คืบ แซวแรงชัชชาติลาออก ไร้เงาจนท.เหลียวแล

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แจ้งปัญหาไป Traffy-Fondue 17 วัน ไม่มีความคืบหน้า..เข้าใจเลยเพราะ ชัชชาติ ลาออก..ใครจะสนใจ #เราก็ต้องไปถึงเขตเอง

ลิซ่า ตอกกลับ ‘เสรีพิศุทธ์’ ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

ลิซ่า ตอกกลับ 'เสรีพิศุทธ์' ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

ลิซ่า ตอกกลับ ‘เสรีพิศุทธ์’ ปมเขากระโดง ยันพรรคประชาชนไม่เคยฮั้วใคร

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.17 น.

“ลิซ่า” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดมาตรฐานจริยธรรม 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง” ขอ “ส้ม” เพียง 50 ชื่อเพื่อจับ “ยักษ์น้ำเงิน” ที่ส้มปล่อยออกมากลับเข้าขวดแต่ส้มไม่ช่วย อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน ว่าเรื่องฮั้ว สว. และกรณีเขากระโดง พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบจริงจังอยู่แล้วและทำมาตลอด ทั้งอภิปรายในสภาและแถลงนอกสภา แต่เหตุผลที่เราไม่ร่วมเข้าชื่อกับคุณเสรีพิศุทธ์ เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้ไปผูกขาดการตีความเรื่องมาตรฐานจริยธรรม

หากเราเห็นผู้มีอำนาจทำเรื่องที่ผิดและบ้านเมืองมีกฎหมายกำหนดบทลงโทษครอบคลุมไว้อยู่แล้ว เราก็เดินหน้าตามช่องทางนั้น ไม่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้กำหนดนิยามจริยธรรมตามดุลยพินิจของตัวเอง จนสังคมตั้งคำถามว่าความแน่นอนชัดเจนอยู่ตรงไหน เสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ 

“ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์เห็นปัญหาที่ผ่านมาแต่ยังจะทำแบบเดิม ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่าตลอดชีวิตทางการเมือง ท่านเคยทบทวนบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นผลดีต่อระบบการเมืองและความเข้มแข็งของประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือเปล่า” 

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนไม่มีฮั้วกับใคร เรายืนบนหลักการนี้มาตลอด ถ้าคุณเสรีพิศุทธ์ยังจำได้ ย้อนไปตอนรัฐบาลเศรษฐาและรัฐบาลแพทองธาร พรรคประชาชนก็ถูกตั้งคำถามลักษณะนี้ แต่เรายึดหลักการนี้เหมือนกันว่าเรื่องจริยธรรมควรเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้คนไม่กี่คนมาตัดสินตามดุลพินิจของตัวเอง

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

'ปิยบุตร'ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

‘ปิยบุตร’ออกหน้าฉาก จี้ยกเลิกองคมนตรี

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี

เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทย ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี กันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่าง นายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ตอนปี 2565 ผมได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตรา เอาไว้ และนำไปรวมเล่มเป็นหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นการรวมข้อเขียนของผมทั้งหมดตลอด 2 ทศวรรษในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ผมขอคัดเฉพาะข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี มาเผยแพร่อีกครั้ง ดังนี้

ยกเลิกคณะองคมนตรี

1. คณะองคมนตรีเป็นองค์กรตกทอดมาจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังอภิวัฒน์สยาม 2475 องค์กรนี้ถูกยกเลิกไป แต่นำกลับมาใหม่อีกครั้งหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยเริ่มแรก ในรัฐธรรมนูญ 2490 ให้ชื่อว่า “คณะอภิรัฐมนตรี” มีได้ 5 คนและเปลี่ยนเป็น “คณะองคมนตรี” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 และดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน

2. ประเด็นคณะองคมนตรีเคยถูกสมาชิกรัฐสภาอภิปรายโต้แย้งไม่เห็นด้วยกันมากตั้งแต่ครั้งจัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 หลังจากนั้นข้อวิจารณ์ต่อการดำรงอยู่ของคณะองคมนตรีก็ค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมืองปลายปี 2548 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

จวบจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรีจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปสัก 3 กรณี ดังนี้
กรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความเห็นเรื่อง “รัฐบาลเหมือน jockey ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติและพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดถึงเรื่อง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ กรณีชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งหลังรัฐประหาร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2550 ก็กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกจนเป็นประธานองคมนตรีในปัจจุบัน

กรณีนายนุรักษ์ มาประณีต ผู้เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ และมีความเห็นส่วนตนให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี

3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

“รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…”
และ

“ในการร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับ 2492 สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ถ้ามีคณะที่ปรึกษาสำหรับพระมหากษัตริย์จะเป็นประโยชน์ จึงได้บัญญัติไว้โดยเปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรีเป็นคณะองคมนตรี และเพิ่มจำนวนจาก 5 นายเป็นไม่เกิน 9 นาย และกำหนดให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรีและการให้องคมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย…”

อย่างไรก็ตาม หยุด แสงอุทัย ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

”ถ้าจะพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยนัก เพราะตามหลักประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเข้ามาบริหารประเทศโดยความยินยอมของประชาชน … แต่คณะองคมนตรีหาได้มาจากประชาชนไม่ โดยไม่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร คณะองคมนตรีจะถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรว่าราษฎรมีเจตจำนงอย่างไร…”

4. เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย

5. ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า
การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับคณะรัฐมนตรี ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีย่อมเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและพระราชกรณียกิจ สอดคล้องกับหนึ่งในสิทธิสามประการที่กษัตริย์มีอยู่ตามธรรมเนียมประเพณีตามที่ Walter Bagehot สรุปไว้ใน The English Constitution (1867) นั่นคือ สิทธิในการได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The Right to be consulted)

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ยศชนัน ลุยเชียงใหม่ พร้อมปั้นเป็นฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

“ยศชนัน” ลุยเชียงใหม่! ชูยุทธศาสตร์ยกระดับ อว. เป็น “มินิ ครม. ด้านวิทยาศาสตร์” ผุด Sandbox แก้ปัญหาโครงสร้างชาติ ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง พร้อมปั้น “เชียงใหม่” เป็นอีกหนึ่งฮับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันที่ 23 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงานสัมมนาผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจำปี 2569 ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร มีการแสดงปาฐกถาจาก ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้ฉายภาพ “การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ที่ส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย” จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” เพื่อมอบหมายนโยบายและชี้แนะแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ

ยศชนัน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในปัจจุบันกระทรวงไม่ได้ต้องการยุทธศาสตร์ใหม่ แต่ต้องการการเติมเต็มช่องว่าง และการทำงานแบบ Synergy โดยมองว่ากระทรวง อว. เปรียบเสมือน “มินิ ครม. ด้านวิทยาศาสตร์” ที่มีพร้อมทั้งองค์ความรู้และบุคลากรระดับหัวกะทิ ซึ่งสามารถสร้างพื้นที่ Sandbox นำร่องในการแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้ในทุกมิติ โดยต้องนำงานวิจัยไปเชื่อมโยง กับภาคเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง การจัดการภัยพิบัติ และการบริหารภาครัฐ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานรับผิดชอบสามารถนำไปขยายผล (Scale up) ได้จริง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ไทยเป็น “ประเทศรายได้สูง” ผ่านเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ซึ่งจะเป็นรากฐานในการแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ฝังรากลึกในสังคมอย่างยั่งยืน

“ผมตั้งเป้าว่าเป็นประเทศรายได้สูง คนอาจจะหัวเราะ แต่ทุกอย่างจะกลับมาที่ปากท้อง ทุจริตคอร์รัปชัน พี่ไปแก้ปัญหาคอร์รัปชันดิ พี่แก้อีก 100 ปีก็ไม่หมด พี่ให้คนมีตังค์ ใครจะอยากคอร์รัปชันครับ เพราะพื้นฐานความเป็นคน ถ้าเรามั่นใจในประชาชน ยังไงเขาก็ไม่โกงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องมีโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่มี New growth engine ถึงจะเป็นทางรอดของประเทศ”

ยศชนัน

ในด้านการพัฒนาระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Ecosystem) รมว.อว. ได้หยิบยกกรอบการทำงานของ World Bank ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน 3 เสาหลัก ได้แก่ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วงล้อเศรษฐกิจจะไม่สามารถหมุนต่อไปได้ พร้อมแนะว่าหากวิทยาการใดล้าสมัย (Obsolete) สถาบันการศึกษาไม่ควรอุ้มเทคโนโลยีนั้นไว้ แต่ต้องหันมา “อุ้มคน” ด้วยการ Reskill และ Upskill ให้บุคลากรสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ได้

นอกจากนี้ ยังแนะให้นักวิจัยก้าวออกจากห้องแล็บเพื่อสร้างเครือข่าย และเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และกลุ่มทุนอย่าง Venture Capital (VC) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีมูลค่าและต่อยอดได้จริง

ยศชนัน

“ทรัพย์สินที่อยู่ในหัวเรา คือสิ่งที่ Google มี value ขึ้นมาตอนนี้ Elon Musk สามารถรวยเข้ามาได้กับเรื่องนี้ และในบางครั้งแล้วทรัพย์สินทางปัญญาถึงผมมีปริญญา 4-5 ใบ โดนรถชนตายข้างหน้านี้ ลูกหลานไม่ได้เลย แต่ถ้าผมมี IP ผมสามารถที่จะส่งเรื่องนี้ให้ลูกให้หลานผมได้ เพราะฉะนั้นพี่จะจด IP แบบยิบๆ ย่อยๆ ใครจะอยากได้ประโยชน์ แล้วเมื่อไหร่จะเอา IP ไปเปลี่ยนเป็นเงินได้ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก”

ศ.ดร.ยศชนัน แนะให้มหาวิทยาลัยปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาใหม่ โดยยึดประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) เป็นศูนย์กลาง การศึกษาในยุคหน้าจะต้องครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิด 100 วันแรก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุในระดับ Hospice Care มหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การมองว่าบริษัท Startup ที่เข้ามาอบรมเพียงครึ่งวันก็ถือเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย หรือการจับคู่ผู้สูงอายุวัยเกษียณที่มีประสบการณ์สูงมาเป็น Venture Builder ร่วมกับนักศึกษาปริญญาตรี พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อย่าง TK Park เข้ากับอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมระดับประเทศได้

ยศชนัน

ในช่วงท้าย รมว.อว. ได้กล่าวชื่นชมอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ว่าเป็นหนึ่งในระบบนิเวศการบ่มเพาะ Startup ที่ดีที่สุดและเป็นเสมือนศูนย์ฝึกงานด้านนวัตกรรมของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่เป็น “ศูนย์กลาง” ที่เชื่อมต่อระหว่างอินเดียและจีน อีกทั้งไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งเป็นต้นน้ำที่สำคัญในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ (MedTech) และการผลักดันแนวคิด Nature Positive ควบคู่ไปกับ Net Zero รวมถึงศักยภาพด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ที่ไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท้ายสุด ศ.ดร.ยศชนัน มองว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกหรือ Technology Disruption ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวกระโดด โดยกล่าวว่า

ยศชนัน

“หลายประเทศเขาเจริญไปละ พอ Technology disruption เกิดขึ้น เขาออกไปเลย เขากำลังถอยหลังมาใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ ไม่ใช่ช้าแล้วยังเข้าไปอีก คือในเมื่อเราช้าแล้วเราก็ต้องไปให้ถูก นี่คือโอกาสของเรา เพราะเรากำลังเดินมาช้าๆ มาถึงแยกพอดี ยังไม่หลงทาง วันนี้มันเป็นโอกาสจริงๆ ที่เราจะเลือกก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่ออนาคตของประเทศเรา“

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนาดังกล่าวมีคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง , ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. , นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ตลอดจนคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ยศชนัน