#RediscoverThailand เที่ยวทั่วไทยตามรอยเหล่าคนดัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/671828

วันที่ 29 ธ.ค. 2564 เวลา 12:25 น.#RediscoverThailand เที่ยวทั่วไทยตามรอยเหล่าคนดังปีหน้าห้ามพลาด!! สถานที่ท่องเที่ยวน่าไปทั่วเมืองไทย ตามรอย #RediscoverThailand ของเหล่าคนดัง

นับถอบหลังบอกลาปีฉลูแสนวุ่นวาย หลายคนเริ่มวางแผนเที่ยวสำหรับปีหน้า 2565 กันแล้ว ส่วนใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเที่ยวที่ไหนดี วันนี้จะพาไปตามรอย #RediscoverThailand แคมเปญที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Leica Camera Thailand ชวนคนไทยจับมือช่วยกันฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยและเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการแชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ผู้คน อาหารการกิน ธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะ location ลับที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจจะยังไม่รู้ ซึ่งงานนี้มีเหล่าคนดังร่วมแชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมติด #RediscoverThailand กันมากมาย อาทิ เจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี, แมท-ภีรนีย์ คงไทย, ตูมตาม-ยุทธนา เปื้องกลาง, จูเนี่ยร์-กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์, พี-สาริษฐ์ ตรัยเลิศวิเชียร และ เป็ด – ชญานี ชมแสงจันทร์ หนึ่งในสุดยอดช่างภาพของประเทศไทย

ภาพจาก Instagram: @jeabsopidnapa / บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://www.instagram.com/p/CXnl65_Fy_O/?utm_source=ig_web_copy_link

เริ่มต้นทริปพักผ่อนตามรอยนักแสดงสาวสวย เจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี กันที่ บ้านรักไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านชาวจีนยูนนาน หรือ จีนฮ่อ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,776 เมตร รายล้อมด้วยหุบเขา บ้านเรือนริมทะเลสาบ วิวทะเลสาบกลางหมู่บ้าน กับแสงพระอาทิตย์กำลังตกดิน อากาศเย็นสบายเกือบทั้งปี เป็นภาพความทรงจำที่คนไทยต้องไปสัมผัสสักครั้ง เพราะทุกอณูขอที่แห่งนี้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น จีนยูนนานไว้ ทั้งเครื่องแต่งกาย ภาษา สถาปัตยกรรม และอาหารเลิศรส

ภาพจาก Instagram: @mattperanee / เกาะกูด จังหวัดตราด https://www.instagram.com/p/CXBXn_rvH1b/?utm_source=ig_web_copy_link

นางเอกสาวเปรี้ยว แมท-ภีรนีย์ คงไทย ติดใจความสวยงามของน้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์และบรรยากาศของป่าไม้และป่าโกงกางอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งคนชุมชนและผู้ประกอบการต่างร่วมใจกันช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศน์ของ เกาะกูด จังหวัดตราด เกาะสุดท้ายทางทิศตะวันออกของประเทศไทยในน่านน้ำทะเลตราด เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ นอกจากทะเลสวยงาม แหล่งดำน้ำชมปะการัง ที่นี่ยังมีน้ำตกคลองเจ้า ที่มีความสวยงามของสายน้ำไหลผ่านผาหินสูงประมาณ 10 เมตร ลงสู่แอ่งน้ำกว้างและลึกสามารถลงเล่นน้ำได้ เรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนรักทะเลที่จะต้องแวะเช็คอิน ชาร์ตพลังจากธรรมชาติ

ภาพจาก Instagram: @y.n.p.k / หาดทุ่งวัวแล่น จังหวัดชุมพร https://www.instagram.com/p/CW-YbEahQlN/?utm_source=ig_web_copy_link

หนุ่มแสดงหนุ่ม ตูมตาม-ยุทธนา เปื้องกลาง เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่รักการเดินทางและถ่ายรูป ซึ่งใครที่ติดตาม Instagram ของตูมตามจะเห็นภาพสวยๆ มากมาย และหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ตูมตามประทับใจก็คือ หาดทุ่งวัวแล่น จังหวัดชุมพร จังหวัดเล็กๆ ประตูสู่ภาคใต้ ซึ่งหลายคนเคยได้แต่ขับรถผ่าน หรืออาจเคยแวะเวียนเพื่อไปดำน้ำชมปะการัง ณ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร แต่ไม่ใช่สำหรับ ตูมตาม – ยุทธนา ที่ชอบเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน ได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คาดคิด พบปะผู้คนใหม่ๆ พร้อมสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงาม ชายหาดน้ำตื้น เม็ดทรายสีขาวนวลละเอียด ทอดตัวยาวสุดสายตา น้ำทะเลเงียบสงบในยามพระอาทิตย์กำลังขึ้น เรียกว่าประทับใจมากๆ

ภาพจาก Instagram: @jr.joonior / ไขแสง รีสอร์ท จังหวัดนครนายก https://www.instagram.com/p/CW97U5vvGMO/?utm_source=ig_web_copy_link  https://www.instagram.com/p/CXGg_DfPIBB/?utm_source=ig_web_copy_link

ใครที่ชอบท่องเที่ยวสไตล์แอดเวนเจอร์ต้องตามรอยเที่ยวของหนุ่มหล่อเสียงดี จูเนี่ยร์-กรวิชญ์ สูงกิจบูลย์ ที่ปักหมุด กางเต้นท์ ณ ไขแสง รีสอร์ท จังหวัดนครนายก ที่พักติดริมลำธาร คลองวังตะไคร้ มีจุดให้กางเต้นท์ แคมป์ปิ้ง ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คนกรุงเทพฯ สามารถไปผ่อนคลายให้ธรรมชาติบำบัด ซึ่งหนุ่มจูเนี่ยร์ บอกว่า เป็นที่ที่ไปพบโดยบังเอิญและถูกใจกับบรรยากาศธรรมชาติและดอกไม้หลากสีที่กำลังบานสะพรั่งตัดกับสีเขียวของใบไม้ อากาศเย็นพอดีนั่งชิล มองดูสายน้ำใสไหลเอื่อยๆ เหมือนได้เที่ยวประเทศญี่ปุ่น เป็นการชาร์ตพลังให้กับตัวเองให้มีแรงพร้อมลุยงานต่อไป

ภาพจาก Instagram: @peatrs / จังหวัดภูเก็ต https://www.instagram.com/p/CS81eWupndp/?utm_source=ig_web_copy_link

ส่วนใครที่ชอบทะเลต้องกลับไปเยือน ดินแดนแห่งไข่มุกอันดามัน จังหวัดภูเก็ต เช่นเดียวกับนักแสดงหนุ่ม พี-สาริษฐ์ ตรัยเลิศวิเชียร ที่ชื่นชอบบรรยากาศ เกาะภูเก็ต หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยและคนทั่วโลก ซึ่งหลังจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้ธรรมชาติของเกาะภูเก็ตกลับมาสมบูรณ์ สวยยิ่งกว่าเดิม ชายหาดสีขาวตัดกับเกลียวคลื่นที่สามารถเล่นเซิร์ฟ หรือจะท่องโลกใต้ทะเลกับกิจกรรมดำน้ำก็ได้ ส่วนใครที่ชอบถ่ายภาพก็สามารถเดินชมเมืองเก่าที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส และอาหารพื้นเมืองร้านดังมากมาย และห้ามพลาดกับจุดชมวิวที่ แหลมพรหมเทพ สถานที่ยอดฮิตที่ต้องไปเช็คอินเวลาไปเที่ยวภูเก็ต

ภาพจาก Instagram: @peduckk / กระบี่ และ หาดกะตะ ภูเก็ต https://www.instagram.com/p/CTgM-xslwqD/?utm_source=ig_web_copy_link  https://www.instagram.com/p/CUTr4zpJawY/?utm_source=ig_web_copy_link

หนึ่งในสุดยอดช่างภาพของประเทศไทย เจ้าของอินสตาแกรม @peduckk เป็ด-ชญานี ชมแสงจันทร์ เป็นอีกหนึ่งคนดังที่ร่วมแชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยในแคมเปญ #RediscoverThailand ซึ่งคุณเป็ดได้แชร์ ภาพช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังจะตกดินจาก ชายหาดจังหวัดกระบี่ และ หาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนความงดงามของท้องทะเลฝั่งอันดามันของเมืองไทย สวยงามไม่แพ้ชาติใดในโลก คุณเป็ดได้ย้ายไปอยู่ภูเก็ตมากว่า 10 ปี แล้ว และในระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่การท่องเที่ยวภูเก็ตได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขณะเดียวกันธรรมชาติก็ได้ฟื้นฟูกลับมาสวยงามมากยิ่งขึ้น

“โลกคือบ้านของเราต้องเข้าใจว่าเรามาอยู่ที่นี่ชั่วคราวเราไม่ได้มาอยู่ที่นี่เพื่อมาครอบครองเพื่อมาเป็นเจ้าของ เราอยู่เพื่อเรียนรู้และจดจำเพราะฉะนั้น เราไม่ได้แค่อยู่เพื่อชื่นชมธรรมชาติแต่เราต้องรักษาและอนุรักษ์ธรรมชาติไว้ด้วย” เป็ด – ชญานี ชมแสงจันทร์ ช่างภาพชื่อดังกล่าว

มาร่วมกันฟื้นฟูการท่องเที่ยวของเมืองไทย และสนับสนุนกิจการท้องถิ่นชมชุนให้คงอยู่ กับแคมเปญ #RediscoverThailand และติดตามกิจกรรมดีดีจาก Leica Camera Thailand ได้ที่ Instagram: @leicacamerathailand, Line Official: @leicath

ย้อนไทม์ไลน์เทคโนโลยีแก้ปัญหาสายตา จากเริ่มแรกนับพันปีสู่ขั้นที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673573

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 11:53 น.ย้อนไทม์ไลน์เทคโนโลยีแก้ปัญหาสายตา จากเริ่มแรกนับพันปีสู่ขั้นที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์”โพสต์ทูเดย์ร่วมพูดคุยกับ รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี เคลียร์ชัดปัญหาความผิดปกติทางสายตา ที่มา สาเหตุ และวิวัฒนาการด้านการรักษาจากแรกเริ่ม สู่ขั้นที่เรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์” ที่สุดในปัจจุบัน

เรื่อง วารุณี มณีคำ

เพราะดวงตาไม่ใช่แค่หน้าต่างของดวงใจ แต่ยังเป็นอะไรที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต คอลัมน์สุขภาพโพสต์ทูเดย์ ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลสิคและรักษาสายตา มาเผยเรื่องราวที่อยากรู้เกี่ยวกับปัญหาสายตาแบบหมดเปลือก โดย รองศาสตราจารย์นายแพทย์อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ไทยคนแรกที่ได้รับประกาศนียบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการรักษาสายตาผิดปกติจากอเมริกา ผู้ก่อตั้งศูนย์เลสิคและรักษาสายตา Laser Vision International LASIK Center 

“ผมจบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นศึกษาต่อทางด้านแพทย์เฉพาะทางตา คณะแพทยศาสตร์ ภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลสงขลานรินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิโรจน์ และที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนไปต่อที่ภาควิชาจักษุวิทยา Washington University Eye Center ที่อเมริกา ซึ่งมีชื่อเสียงมากทางด้านนี้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ Laser Vision International LASIK Center” คุณหมออนันต์ กล่าวแนะนำตัวให้เรารู้จัก 

หากย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ยุคนั้นการทำเลสิกเริ่มแพร่หลายในต่างประเทศ พอกลับมาที่ประเทศไทยจึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ และนักธุรกิจ เปิด Laser Vision International LASIK Center ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2541 ในสมัยนั้นนับว่าเป็นอะไรที่ใหม่มากในไทยและทันสมัยมาก ช่วงแรกคนไทยยังมีความกลัวการทำเลสิก เพราะการทำอะไรก็ตามกับดวงตา ไม่มีใครไม่กลัว ประกอบกับยังไม่แน่ใจถึงผลข้างเคียง กลัวมองไม่เห็น แต่เนื่องจากผลการรักษาที่ออกมาดีจนหลายคนบอกว่า “มันเปลี่ยนชีวิต” การทำเลสิกจึงได้รับการยอมรับมากขึ้น ผ่านบทพิสูจน์เรื่อยมา ปละพัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นที่ยอมรับมากในปัจจุบัน ซึ่งเราเป็นศูนย์รักษสายตาที่มีมาตราฐานสูงในระดับเอเชียที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รักษาผู้ป่วยไปแล้วจำนวนมาก โดยทีมแพทย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

สำหรับภาวะความผิดปกติทางสายตาอย่างที่เรารู้จักกัน หากแบ่งง่ายๆ ได้แก่ สายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาว สำหรับสายตายาวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด เพราะมีทั้งสายตายาวโดยกำเนิด สายตายาวตามอายุ ปัจจัยที่ทำให้ภาวะสายตาเกิดความผิดปกติมีเยอะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่โดยสถิติแล้วพบว่า เกิดจากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นได้จากสภาวะแวดล้อม ซึ่งเห็นชัดเลยว่าเด็กในยุคปัจจุบันใช้ไอแพด ไอโฟน ใช้งานคอมพิวเตอร์เยอะตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น เด็กยุคนี้จึงมีปัญหาสายตาเยอะ สายตาสั้นมาก เพราะทุกอย่างเป็นออนไลน์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการต้องเรียนออนไลน์ หรือพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ยุคใหม่

ยังมีปัจจัยอื่น อาทิ การใช้งานสายตามากเกินไป การเพ่งมองจอ พฤติกรรมส่วนตัว การใช้สายตามองในที่มืด ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนเราใช้สายตามากเกินไปเพราะอยู่กับจอมากกว่าคนสมัยก่อน ทำให้มีปัญหาสายตามากกว่าคนในอดีตที่อ่านหนังสือ ด้วยภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปแม้เทคโนโลยีจะช่วยในเรื่องการทำงาน แต่ก็ส่งผลเสียงต่อสายตาและสุขภาพตามมา

ปัญหาทางสายตาพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และในทุกช่วงอายุ เริ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปยังผู้สูงอายุ ซึ่งในเด็กอาจสังเกตได้ยาก ทั้งจากที่มีปัญหาโดยกำเนิด หรือค่อยๆ มีปัญหาสายตาเพราะสภาวะแวดล้อม ประกอบกับองค์ประกอบอื่นๆ เราเริ่มเห็นเด็กสายตาสั้นตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่เดือน เด็กวัยเรียน จนถึงวัยมหาวิทยาลัย ในก็เรื่องของเพศก็พบได้ใกล้เคียงกัน บางประเทศก็ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย บางประเทศก็ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่ปัญหาสายตาสั้นนั้นคนในแถบเอเชียจะมีปัญหาสายตาสั้นมากกว่าโซนยุโรป อาทิ คนจีน เวียดนาม ไทย จะมีปัญหาสายตาสั้นมากกว่าฝรั่ง

เมื่อถามถึงวิธีการถนอมสายตาให้อยู่นานที่สุด คุณหมออนันต์ แนะนำเรื่องแรกคือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ต้องยอมรับว่าร่างกายเราตั้งแต่หัวจรดเท้าได้รับสารอาหารจากสิ่งที่เรากิน แม้สิ่งที่เรากินในวันนี้จะไม่ได้ออกผลให้เห็นทันที แต่จะสะสมและแสดงผลในระยะยาว  อาหารพวกจังค์ฟู้ดอร่อยแต่เราก็รู้ว่าไม่ดี แบบนี้ก็เป็นเรื่องของพ่อแม่ที่ต้องปลูกฝัง สิ่งที่มีประโยชน์มากในเด็กคือ นม ผัก ผลไม้ โปรตีน เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ที่มีโอเมก้าช่วยเรื่องสมอง ความจำ ช่วยในเรื่องสายตา ผัก ผลไม้ สีเหลือง สีแดง มีแคโรทีน สารซีแซนทีน ลูทีน บำรุงสายตา บำรุงจอประสาทตา และไปบำรุงสมองด้วย แม้รสชาติไม่ค่อยอร่อย เด็กไม่ชอบทาน แต่ก็ควรฝึกและปลูกฝังให้ลูกๆ ได้กินมากกว่าไอศกรีม ขนมหวาน สแน็ค หรืออาหารจังค์ฟู้ดที่ถูกปาก รสชาติอร่อย ซึ่งหมอมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องสอนให้กิน พอโตก็กินเป็นเอง

ต่อมาก็ต้องปลูกฝังให้เด็กทำกิจกรรมอย่างอื่น เด็กสมัยนี้บางบ้านก็อาจเลี้ยงลูกง่ายๆ แค่ให้ไอแพดลูกไปลูกก็เงียบ พ่อแม่ก็นั่งทำงาน พอดึงออกก็ร้อง ลองปรับมาเป็นกิจกรรมให้ทำโน่นทำนี่ร่วมกัน อย่างการช่วยงานบ้าน ทำให้เด็กลดเวลาอยู่กับเทคโนโลยี อยู่กับเกมน้อยลง และละสายตาจากคอมพิวเตอร์เพื่อลดอัตราการเกิดปัญหาสายตาตามมา เรื่องนี้จึงควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็ก

ส่วนการแก้ไขปัญหาภาวะผิดปกติทางสายตา เริ่มตั้งแต่การแก้ไขแบบไม่ต้องผ่าตัด วิธีที่คลาสสิกสุดเริ่มตั้งแต่นับพันปีที่แล้ว คือการใช้ “แว่นตา” เพื่อช่วยในการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้น ถัดมาในช่ว 30-40 ปีแล้วก็มีการคิดค้น “คอนแทคเลนส์” ช่วยแก้ไขเรื่องของอุปรรคในการดำเนินชีวิตของคนที่ใส่แว่น ตอบโจทย์คนที่มีแอคทิวิตี้ที่ต้องใช้ความคล่องตัว นักกีฬา หรืออาชีพที่ต้องอาศัยบุคลิกภาพ ซึ่งคอนแทคเลนส์ก็เรียกว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก เพราะทำให้คนไม่ต้องใส่แว่นตา และนับเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นในวงการ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาก็ทำให้ความนิยมลดลง เพราะการดูแลที่ยากลำบากต้องถอดๆ ใส่ๆ ต้องคำนึงเรื่องความสะอาด และอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระจกตา เสี่ยงต่อการตาบอด

ถัดมาเป็นนวัตกรรมที่เริ่มมีการคิดค้นการแก้ไขปัญหาสายตาแบบถาวร โดยมีการกรีดเนื้อกระจกตาที่รัสเซีย แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะยังไม่นิ่ง นวัตกรรมถัดไปที่เริ่มใช่แพร่หลาย คือการใช้เลเซอร์ PRK (Photorefractive Keratectomy) การลอกผิวกระจกตาที่อยู่ด้านนอกสุดของกระจกตาออกก่อน จากนั้นจะใช้เลเซอร์ไปปรับความโค้งของผิวกระจกตา ช่วงแรกยังคงมีผลข้างเคียง ยิงช้า ไม่ค่อยแม่นยำ ใช้พื้นที่ในการยิงเยอะ แผลรักษาหายช้า ซึ่งการยิงเลเซอร์เข้ามาในบ้านเราประมาณ 25 ปีที่แล้ว ในช่วงที่แรกๆ ที่ก่อตั้ง Laser Vision International LASIK Center พอดี

จากนั้นก็มีการคิดค้นพัฒนาต่อมาเป็นเลสิก LASIK (Laser In-Situ Keratomileusis) ซึ่งแก้ไขจุดด้อยของนวัตกรรมก่อนหน้า โดยการยิงเลเซอร์แยกชั้นกระจกตา ช่วยให้แก้ปัญหาตรงจุดมากขึ้น เป็นการยิงเลเซอร์แบบไม่มีแผลเป็นเพื่อปรับความโค้งของกระจกตาชั้นใน โดยการเปิดแผ่นกระจกตาทั้งหมด ต่อมาเปลี่ยนเป็นเปิดแผ่นกระจกตาแบบเหลือขั้วกระจกตา (บานพับ) ไว้ แล้วจึงปิดผิวกระจกตาลงดังเดิม

การพัฒนายังคงดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จนเป็น เฟมโตเลสิก FemtoLASIK (Femtosecond – LASIK) เป็นเลสิกแบบไร้ใบมีด โดยเทคโนโลยีการทำเลสิกที่ใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่แยกชั้นกระจกตา และปรับความโค้งกระจกตา (เลเซอร์ต่างประเภทกัน) วิธีนี้เพิ่มความแม่นยำ ปลอดภัย แผลหายเร็วขึ้น แต่ยังต้องใช้พลังงานมาก

จากนั้นก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เป็นการยิงเลเซอร์แบบไม่ต้องเปิดชั้นกระจกตา เรียกว่า Relex ซึ่งข้อดีคือไม่ต้องเปิดชั้นกระจกตา ไม่มีปัญหาเรื่องย่น แต่อาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าเลสิกที่เห็นผลได้ในวันรุ่งขึ้น และแผลที่เล็กกว่าการทำเลสิก ซึ่งทั้งสองอย่างต่างมีข้อดีที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันการทำเลสิกได้ถูกพัตนาเลเซอร์ให้ใช้พลังงานน้อยลง โดยเป็นการใช้พลังงานในระดับนาโนจูน ซึ่งข้อดีคือช่วยลดการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น กระทบกระเทือนกระจกตาน้อยลง เรียกว่า “NanoLASIK” เลสิกไร้ใบมีดที่ใช้พลังงานในระดับนาโน

ส่วนทางด้านของ Relex ก็เป็นเทคโนโลยีล่าสุด NanoRelex CLEAR นวัตกรรมใหม่ที่นำเข้าโดยเลเซอร์วิชั่น ถือเป็นผู้บุกเบิก NanoRelex CLEAR แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นนิวเจเนอเรชั่นของรีเล็กซ์ ซึ่งคิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาสายตาสั้น เอียง และสายตายาว โดยมีจุดเด่นคือใช้ระยะเวลาผ่าตัดน้อย แผลมีขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบ AI เข้ามาใช้เพื่อวิเคราะห์การรักษา วิเคราะห์ปัญหาสายตา

จะเห็นได้ว่าทุกการพัฒนาช่วยลดความไม่เพอร์เฟ็กต์ของการรักษา ณ ปัจจุบันจึงกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีที่ใช้รักษาปัญหาสายตาได้พัฒนามาไกลมาก ซึ่งปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่ดีมาก จนเรียกว่า “เพอร์เฟ็กต์ที่สุด” เหมือนคนที่เกิดมาสายตาดี หรือไม่เคยสายตาผิดปกติมาก่อน และการแก้ไขเพียงครั้งเดียว ก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต (เว้นปัญหาสายตายาวตามอายุ) ดังนั้น NanoRelex CLEAR ในมุมมองของหมอถือว่าดีที่สุด ใช้พลังงานต่ำที่สุด ทั้งนี้ การตัดสินใจทำในแต่ละอย่างก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของตาแต่ละบุคคล ทั้งความหนาบางของกระจกตา ความยากง่ายของปัญหาสายตา ซึ่งควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

“จริงๆ สายตาเป็นเรื่องสำคัญ?ที่สุดในชีวิตคนเรา เราจึงต้องรักษามันให้ดี ถ้ามีลูกก็รักษาสายตา ถนอมสายตาให้อยู่นานที่สุด ส่วนคนทำงานก็ใช้สายตาเท่าที่จำเป็น จากที่ตื่นมาสิ่งแรกที่หยิบคือ “มือถือ” ก่อนนอนสิ่งสุดท้ายที่ทำคือดู “มือถือ” ก็ต้องปรับ เพราะสายตาเราไม่รักษาไม่ได้ การดูอะไรมากไป ใช้สายตามากไป ย่อมส่งผลเสีย เมื่อดูจอมากขึ้น ก็พักผ่อนน้อยลง ร่างกายก็แย่ตามมา แม้ว่าปัจจุบันค่าเฉลี่ยของคนเราจะมีอายุยืนขึ้น แต่ถ้าสายตาแย่ลงเร็ว ก็ไม่ไหว จริงไหม

ครั้นพอตามีเราปัญหาแล้วสนใจอยากจะแก้ไข สิ่งสำคัญคือ ดูให้ดี ตาเราสำคัญมีเพียงคู่เดียว เลือกที่ที่เราจะรักษา เอาให้มั่นใจว่านั่นคือที่ที่ให้สายตาที่ดีที่สุด ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ใช้ความเชี่ยวชาญที่มากที่สุด และให้ความใส่ใจมากที่สุด เพื่อให้ตาเราได้สายตาที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุด” รองศาสตราจารย์นายแพทย์อนันต์ วงศ์ทองศรี กล่าวปิดท้าย

แพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673367

วันที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 08:05 น.แพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด-19สธ.นำองค์ความรู้แพทย์แผนไทย ยาแผนไทย สมุนไพร ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในระบบ HI /CI และกลุ่มที่มีอาการหลังติดเชื้อ Long COVID พร้อมแนะนำยาฟ้าทะลายโจรและยาแผนไทยเป็นทางเลือกช่วยรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการน้อยได้ผลดี

เพื่อเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์การแพทย์ทุกแขนงในการช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์แผนไทย เปิดโครงการ “แพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด-19” 

ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมการถ่ายทอดองค์ความรู้การดูแลผู้ป่วยอาการหลังติดเชื้อและได้รับผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 ด้วยการแพทย์แผนไทย โดยมี นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์การทางเลือก และเครือข่ายการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแถลงข่าว “แพทย์แผนไทยรวมพลังทั้งแผ่นดินสู้ภัยโควิด” ว่า

กระทรวงสาธารณสุขได้บูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์การแพทย์ทุกแขนงเพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยปี 2565 ได้จัดสรรงบประมาณ 246 ล้านบาท ให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดหายาสมุนไพรเพื่อใช้ดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการแพทย์แผนไทยสู้ภัยโควิด 19 สนับสนุนชุดยาสมุนไพรให้กับสถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่มีการจัดบริการแพทย์แผนไทยทุกแห่งทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม–มีนาคม 2565 สำหรับดูแลผู้ติดเชื้อระยะเริ่มต้นที่มีอาการเล็กน้อย (กลุ่มสีเขียว) ที่เข้าระบบ Home Isolation และ Community Isolation ที่มีกว่า 700,000 ราย รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยด้วยอาการหลังติดเชื้อ Long COVID หรือภาวะ Post COVID-19 Syndrome อีกกว่า 400,000 ราย ให้สามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับเครือข่ายการแพทย์แผนไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีประมาณ 2,000 คน จัดทำแนวทางการใช้ปฏิบัติเวชกรรมไทย การใช้ยาสมุนไพร ให้กับสถานบริการสาธารณสุขของรัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยที่อาการหลังติดเชื้อและได้รับผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 รวมถึงจัดบริการออกหน่วยแพทย์แผนไทยเคลื่อนที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการดูแลเชิงรุก

ด้านนายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนซึ่งมีอาการไม่รุนแรง เข้าระบบดูแลรักษาแบบ Home Isolation และ Community Isolation จากข้อมูลการรักษาที่ผ่านมาพบว่า ยาฟ้าทะลายโจร สามารถรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ผลดี

ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจะจ่ายยาฟ้าทะลายโจรเพื่อช่วยบรรเทาอาการ รวมถึงยาตรีผลา ชุดรมไอน้ำสมุนไพร และอื่นๆ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยด้วยอาการหลังติดเชื้อ Long COVID หรือภาวะ Post COVID-19 Syndrome ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ วิตกกังวล มีไข้ อ่อนล้า มึนงง วิงเวียน นอนไม่หลับ ท้องอืด ท้องเสีย หายใจไม่อิ่ม ซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจในระยะยาว จะได้รับชุดยาไทย เช่น ยาฟ้าทะลายโจร ยาหอมนวโกฐ ยาห้าราก ยาประสะมะแว้ง ยาสหัสธารา เป็นต้น เพื่อบำบัดและบรรเทาอาการ

How to เตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน ขั้นตอนสำคัญของคนมีบุตรยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/672702

วันที่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 08:20 น. How to เตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน ขั้นตอนสำคัญของคนมีบุตรยากเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อน สำคัญอย่างไร ขั้นตอนสำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยากที่เข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วควรรู้

การเตรียมผนังมดลูกเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญสำหรับสตรีมีบุตรยากที่เข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งจากกระบวนการทำ (IVF) / อิ๊กซี่ (ICSI) เพราะหลังจากได้ตัวอ่อนจากการปฏิสนธินอกร่างกายและเลี้ยงไปถึงระยะบลาสโตซิตส์ ซึ่งตัวอ่อนที่สามารถพัฒนาถึงระยะนี้ได้จะเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรงและเหมาะสมสำหรับการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ดังนั้นการเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อนเพื่อให้พร้อมสำหรับรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนและให้พัฒนาเติบโตเป็นทารกที่สมบูรณ์แข็งแรงในครรภ์ต่อไป จึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่หากเตรียมมาตัวดีโอกาสประสบความสำคัญในการตั้งครรภ์ย่อมสูงตามมา

“ครูก้อย” นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาผู้มีบุตรยากและผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้มีบุตรยากมายาวนาน ได้ให้ข้อมูลว่า การเตรียมผนังมดลูกก่อนย้ายตัวอ่อนมีความสำคัญมาก ผู้หญิงที่มีบุตรยาก ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมมดลูกให้ได้ตามเกณฑ์ก่อนย้ายตัวอ่อน โดยภายหลังที่ได้ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิตส์และคัดโครโมโซมผ่านแล้ว สามารถฟรีซตัวอ่อนแช่แข็งไว้ก่อน เพื่อจะได้เตรียมผนังมดลูกให้พร้อมก่อนย้ายตัวสู่โพรงมดลูก

โดยผนังมดลูกที่สมบูรณ์พร้อมตามเกณฑ์ที่เหมาะสมในการฝังตัวของตัวอ่อน ควรมีลักษณะดังนี้

  •  8-10 มิลลิเมตร (ไม่ควรหนาเกิน 14 มิลลิเมตร)
  • เรียง 3 ชั้นสวย (Triple lines) ผิวเรียบเห็นเส้นกลางชัดเจน
  • ใสเป็นวุ้น สะอาด ไม่หนาทึบทับถมด้วยประจำเดือนเก่าที่คั่งค้าง
  • มดลูกอุ่น คือ มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ไม่มีสารพิษตกค้าง

หลักการเตรียมผนังมดลูก มี 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. เสริมด้วยหลักโภชนาการ ที่ช่วยให้ผนังมดลูกหนา แข็งแรง และมีเลือดสูบฉีดนำสารอาหารไปเลี้ยงอย่างเพียงพอซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฝังตัวของตัวอ่อนได้อย่างสมบูรณ์และลดการใช้ยากระตุ้นในกระบวนการทางการแพทย์

2. พึ่งการใช้ยาฮอร์โมน โดยกระบวนการทางการแพทย์ เป็นการใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)กระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน

“การเตรียมผนังมดลูกให้พร้อมไม่ควรรอพึ่งกระบวนทางการแพทย์อย่างเดียว เพราะโอกาสความสำเร็จขึ้นอยู่กับวัตถุดิบตั้งต้นของแต่ละคน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและระบบเจริญพันธุ์ทั้งไข่ มดลูก ฮอร์โมน ซึ่งเป็นวัตถุตั้งต้นของเราให้พร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนแพทย์ เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด เมื่อเรานำวัตถุดิบดีๆไปให้แพทย์ โอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ก็จะมีสูงตามมา” ครูก้อย กล่าว

ครูก้อย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผนังมดลูกของผู้มีบุตรยากที่มาปรึกษาครูก้อยในเพจ babyandmom.co.th และจากการศึกษางานวิจัยที่พบบ่อยมี 3 กรณี คือ ผนังมดลูกบาง ผนังมดลูกหนาทึบ และ ผนังมดลูกขรุขระ ไม่เรียบ โดยมีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย 

1. ผนังมดลูกบาง

ผนังมดลูกบาง มาจากหลายปัจจัย เช่น เคยได้รับการขูดมดลูกมาก่อน ,มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกน้อยจนเกินไปมาก, มีภาวะบกพร่องของระยะลูเทียล (Luteal Phase Defect),มีฮอร์โมนเอสโตรเจนผิดปกติ ซึ่งอาจมาจากภาวะรังไข่เสื่อมหรือหยุดการทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวได้, การทานยากระตุ้นรังไข่ปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน6เดือน อาจมีผลทำให้ผนังมดลูกบางได้ในบางราย, มดลูกอักเสบติดเชื้อ หรือการได้รับโภชนาการที่ไม่สมบูรณ์ การรับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอที่จะไปเสริมการสร้างผนังมดลูก การทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เลือดเหนียวข้น

โดยหลักโภชนาการที่ช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์และช่วยให้ผนังมดลูกหนาตัวและแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้มีบุตรยากที่มีปัญหาผนังมดลูกบาง มีดังนี้

(1) ทานโปรตีนให้เพียงพอสร้างผนังหนา แข็งแรง

โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากต่อการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงที่เตรียมวางแผนท้องต้องเน้นทานโปรตีนเพิ่มขึ้นเพื่อบำรุงเซลล์ไข่ให้สมบูรณ์และช่วยสร้างผนังมดลูกให้หนาตัว แข็งแรง ลดการทานคาร์บขัดสีแต่ให้ทานคาร์บเชิงซ้อนพวกธัญพืช เช่น งาดำ ลูกเดือย แฟล็กซีด เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

การเลือกทานโปรตีนสำหรับคนวางแผนท้องควรเน้นทานโปรตีนจากพืช เพราะปลอดภัยจากสารเร่งเนื้อแดง หรือ ฮอร์โมนแฝงที่มากับเนื้อสัตว์ หากรับประทานมากเกินไปจะรบกวนสมดุลฮอร์โมนเพศ รบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน

(2) ปรับสมดุลฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนด้วยการทานอาหารที่มีวิตามินซี และ ไบโอฟลาโวนอยด์สูง

หลังการตกไข่ร่างกายจะสร้างระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงขึ้น โดยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะส่งผลให้มดลูกหนาขึ้น พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน หากมีความบกพร่องของระยะนี้หมายความว่า ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมน โปรเจสเตอโรนน้อยเกินไป ทำให้เยื่อบุมดลูกไม่หนาตัว ส่งผลให้โอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนมีน้อยลง มีงานวิจัยจาก The University of Texas ศึกษาพบว่าผู้หญิง 53% ที่ทานอาหารวิตามินซี และไบโอฟลาโวนอยด์สูงจะมีช่วงลูเทียลเฟส (Luteal Phase) ยาวขึ้น

“ระยะลูเทียล” คือ ระยะเวลาหลังการตกไข่ที่ร่างกายจะสร้างระดับ “ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน” สูงขึ้น โดยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะส่งผลให้มดลูกหนาขึ้น พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน หากมีความบกพร่องของระยะนี้หมายความว่า ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนน้อยเกินไป ทำให้เยื่อบุมดลูกไม่หนาตัว ทำให้ช่วงระยะเวลาลูเทียล หรือ Luteal Phase สั้น ส่งผลให้โอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนมีน้อยลง

และรู้หรือไม่ว่า “น้ำมะกรูดคั้นสด” มี “วิตามิน C” และ “ไบโอฟลาโวนอยด์” สูงช่วยให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนดี และทำเลือดไปเลี้ยงมดลูกได้เพียงพอ ทำให้มดลูกอุ่น และช่วยให้เส้นเลือดฝอยที่โอบอุ้มมดลูกแข็งแรง ลดการอักเสบติดเชื้อที่มดลูก นอกจากนี้ไบโอฟลาโวนอยด์ยังไปเสริมการทำงานของวิตามินซีที่ช่วยเรื่องการเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการตั้งครรภ์ ช่วยยืดระยะลูเทียลเฟส ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ดีขึ้น

2. ผนังมดลูกหนาทึบ

ส่วนสาเหตุของ “ผนังมดลูกหนาทึบ” เกิดจากการลอกตัวของผนังมดลูกไม่สมบูรณ์ ทำให้มีประจำเดือนเก่าคั่งค้าง ทับถมส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ออกซิเจนในเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เลือดไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงมดลูกไม่เพียงพอ ดังนั้นการดีท็อกซ์มดลูกให้สะอาดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำบัดมดลูกให้ใสเป็นวุ้น พร้อมสำหรับการฝังตัวของ ตัวอ่อน มีทั้งหมด 3 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่

(1) “ดื่มชาดอกคำฝอย” ตัวช่วยล้างประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างหมักหมม

ดอกคำฝอยมีสรรพคุณทางยาที่สำคัญคือการขับลิ่มเลือด การดื่มชาดอกคำฝอยจึงช่วยขับประจำเดือนเก่าที่คั่งค้างทับถมในมดลูก “เสมือนเป็นการล้างมดลูกให้สะอาด” ประจำเดือนจะไหลออกมาดีขึ้น สีแดงสะอาด โดยสามารถเริ่มดื่มเมื่อประจำเดือนมาวันแรกต่อเนื่อง 7-10 วัน นอกจากนี้ดอกคำฝอยช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนสตรีทำให้เลือดไหลเวียนดี ประจำเดือนมาปกติ และยังช่วยลดน้ำตาล ลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

(2) “ดื่มขิงดำ” เพิ่มสภาวะมดลูกอุ่น

การดื่มน้ำขิงดำเป็นประจำ ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดี เพิ่มออกซิเจนในเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนนำสารอาหารไปเลี้ยงมดลูกได้อย่างเต็มที่ขิงดำยังมีฤทธิ์อุ่น ช่วยปรับสภาพภาวะในร่างกายที่มีความเย็น ให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี มดลูกอุ่น ติดลูกง่ายขึ้น โดยสามารถดื่มช่วงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีประจำเดือน เพราะขิงทำให้เลือดไหลเวียนดี ทำให้ผ่อนคลายและนอนหลับลึก ช่วยให้นอนหลับที่เพียงพอยังช่วยลดความเครียดได้ด้วย เพราะขิงดำช่วยให้ผ่อนคลาย ลดฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวร้ายที่มีผลต่อการจัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนขิงดำยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและติดเชื้อในมดลูก ทำให้มดลูกแข็งแรง หากมดลูกอักเสบ ติดเชื้อก็ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัวหรือแท้งในระยะเริ่มต้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดกลุ่มอาการ PMS หรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนที่ฮอร์โมนกำลังแปรปรวน การดื่มขิงดำช่วยทำให้สมดุลฮอร์โมนปกติ ลดอาการตัวบวม ลดอาการปวดท้องประจำเดือน

(3) “ดีท็อกซ์มดลูก” ด้วยการทำ Castor Oil Pack (การแพ็คน้ำมันละหุ่งบำบัดมดลูก) ขับล้างสารพิษคั่งค้าง

การทำ Castor Oil Pack เป็นศาสตร์ทางตะวันตกที่มีการทำกันมาเป็นพันๆ ปีเพื่อบำบัด หรือ ดีท๊อกซ์มดลูก รวมถึงอวัยวะภายในทั้งรังไข่ ลำไส้ ตับอ่อนและตับถุงน้ำดี โดยการใช้น้ำมันละหุ่งทาบริเวณหน้าท้องและประคบด้วยถุงน้ำร้อน การทำ Castor Oil Pack จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์เพราะช่วยเสริมสร้างสุขภาพมดลูก สร้างสุขภาพที่ดีให้รังไข่ กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น รวมถึงระบบเหลืองและระบบฮอร์โมนที่ดีขึ้น หลายคนที่มีปัญหาเรื่องท่อนำไข่ตัน ช็อกโกแลตซีสต์ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้มีบุตรยากรวมถึงผู้หญิงหลายคนที่ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดข้นเหนียว หรือระบบน้ำเหลืองที่ไม่ดี มีสารพิษ สารเคมีตกค้างในร่างกายจากการใช้ฮอร์โมนมากเกินไป

3. ผนังมดลูกขรุขระ ไม่เรียบ

เกิดจากการขาดโปรตีน หรือ มีเนื้องอกมดลูก เคยผ่าตัดเนื้องอก หรือ พังผืดในโพรงมดลูกมาก่อน ทำให้ผนังมดลูกทรุด มีผิวขรุขระ ให้เน้นทานโปรตีนเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมดลูก จะช่วยสร้างผนังให้เรียบตึงและแข็งแรง

กล่าวโดยสรุป การเตรียมผนังมดลูกเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ โดยต้องเตรียมมดลูกให้หนา 8-10 มิลลิเมตร ใสเป็นวุ้น เรียงสามชั้น และที่สำคัญระบบไหลเวียนเลือดต้องดีเพื่อมดลูกจะได้อุ่นพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อนที่จะพัฒนามาเป็นลูกน้อยของเราในครรภ์ตามวิธีที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นสตรีที่มีบุตรยากควรเตรียมวัตถุดิบตั้งต้นของเราให้ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ได้สูง หรือสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก รายการครูก้อยพบแพทย์ Ep.33 เตรียมผนังมดลูกอย่างไร ก่อนใส่ตัวอ่อน? ที่ช่องยูทูป babyandmom.co.th

เรื่องเที่ยวกับปัญหาผิวหนังกวนใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/672629

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 13:03 น.เรื่องเที่ยวกับปัญหาผิวหนังกวนใจรวมปัญหาผิวหนังที่พบบ่อยในนักท่องเที่ยว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรวมแมลงสัตว์กัดต่อยตามประเภทของแหล่งท่องเที่ยวที่เราอาจจะพบเจ้าถิ่น พร้อมแนะวิธีป้องกันและการรักษา

ภาพ : ยุทธนา สามัง

ปัญหาผิวหนัง เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในนักท่องเที่ยว โดยโรคที่พบมาก ได้แก่ แมลงสัตว์กัดต่อย อาการคันจากผิวแห้ง และผิวไหม้จากแสงแดด โดยแต่ละพื้นที่จะพบปัญหาผิวหนังที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนออกเดินทาง เราควรศึกษาหาข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวให้ละเอียด เพื่อเตรียมป้องกันตนเองจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

รศ.ดร.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ , รศ.พญ.กัญญรัตน์ กรัยวิเชียร และ อ.พญ.สุพิชชา กมลรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลเรื่องแมลงสัตว์กัดต่อยตามประเภทของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มาเรียนรู้กันว่า เราอาจจะพบเจ้าถิ่นแบบไหนและป้องกันอย่างไรก่อนเดินทาง

 

เที่ยวทะเล ….

1.ริ้นทะเล (ปึ่ง) ริ้นทะเลมีขนาดเล็กกว่ายุง เป็นแมลงบิน อยู่กันเป็นฝูงตามชายหาดและป่าชายเลน เรามักจะมองไม่เห็นตัวริ้นได้ยินแต่เสียงหึ่ง ๆ ริ้นทะเลบินได้ไม่สูงและไม่ไกลเกิน 1-2 กิโลเมตร ตัวเมียดูดเลือดสัตว์เป็นอาหารเพื่อใช้ในการผลิตไข่ ตัวผู้กินแมลง ซากเน่าเปื่อย ออกหากินเวลาเช้าตรู่และพลบค่ำ ส่วนของปากที่ใช้ดูดเลือดมีอวัยวะตัดเฉือนเนื้อเยื่อ ทำให้ผื่นผิวหนังของคนที่ถูกริ้นทะเลดูดเลือดจะมีรูตรงกลางเห็นได้ชัด ไม่ใช่เป็นจุดเล็กๆแบบยุงกัด มักพบหลายตุ่มบริเวณผิวหนังนอกร่มผ้า บางครั้งผื่นอาจเป็นคล้ายจ้ำเลือดเพราะขณะที่ริ้นทะเลกัดจะปล่อยสารยับยั้งการแข็งตัวของเลือด …การป้องกัน ไม่ไปเดินเล่นชายหาด บริเวณที่มีพุ่มไม้รก หรือป่าชายเลน ช่วงโพล้เพล้ ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใช้ยากันแมลงพ่นที่ตัวเรา

2.พยาธิชอนไชผิวหนัง

เกิดจากการเคลื่อนที่ตัวอ่อนของพยาธิสัตว์บนผิวหนังชั้นนอกของคน ตัวอ่อนของพยาธิไชเข้ามาขณะที่เรานั่งหรือนอนเล่นบนพื้นทรายที่มีการปนเปื้อนของมูลสัตว์ เช่น สุนัข แมว เนื่องจากคน ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่พยาธิเติบโต พยาธิตัวอ่อนจึงอยู่ได้แค่ในผิวหนังกำพร้าแล้วตายไปในที่สุด ผื่นผิวหนังตอนแรกจะเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงก่อน คันมาก เมื่อตัวอ่อนพยาธิเริ่มเคลื่อนที่จะเห็นผื่นเป็นเส้นนูนคดเคี้ยว สีแดงกว้าง 2-3 มิลลิเมตร ผื่นอาจมีความยาวได้ถึง 20 เซ็นติเมตร พบมากที่บริเวณเท้า ก้น ลำตัว ขา หรือบริเวณอื่น ๆ ที่สัมผัสกับดินโดยตรง…การป้องกัน หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า การนั่งหรือใช้มือสัมผัสดินปนทรายนาน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิมากกว่าบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึง

3.แมงกะพรุนไฟ

แมงกะพรุนไฟ มีเข็มพิษจำนวนมากอยู่ที่บริเวณหนวด เมื่อสัมผัสโดนผิวหนังเรา เข็มพิษจะแตกออก ปล่อยพิษเข้าสู่คน ทำให้เป็นผื่นแดง ไหม้ พุพอง บริเวณที่โดนพิษได้ ผื่นจากแมงกะพรุนไฟจะเป็นแนวยาวตามเส้นหนวดของแมงกะพรุนที่พาดกับผิวเรา แมงกระพรุนพบได้ทั้งฝั่งทะเลอันดามัน และ ฝั่งอ่าวไทย พบมากในช่วงเดือน กรกฎาคมถึง ตุลาคม การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกแมงกระพรุน ทำตามลำดับ ดังนี้

1) เรียกให้คนช่วย อยู่นิ่ง ๆ

2) ห้ามขัดถูบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนหรือราดน้ำจืด เพราะจะทำให้มีการปล่อยพิษเพิ่มขึ้น ให้ราดน้ำส้มสายชู บริเวณที่มีร่องรอยจากการสัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วนานอย่างน้อย 30 วินาที จากนั้นค่อย ๆ ดึงเข็มพิษออกจากผิวหนังอย่างระมัดระวัง … การป้องกัน ศึกษาหาข้อมูลว่าหาดที่เราจะไปมีแมงกะพรุนชุกในช่วงใดของปี ไม่เล่นน้ำทะเลในฤดูฝน เล่นน้ำทะเลบริเวณที่ทางราชการจัดให้

4.หอยเม่น

เมื่อเล่นน้ำทะเลหรือดำน้ำบริเวณที่มีปะการังมักพบเห็นหอยเม่นที่พื้นทรายใต้ทะเล ถ้าเหยียบบนพื้นหรือจับโขดหินโดยไม่ระวัง อาจถูกหนามของหอยเม่นตำ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด หรือเป็นแผล และมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมา หอยเม่นบางชนิดมีเข็มพิษทำให้ปวดมาก การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกหนามของหอยเม่นตำ ให้ใช้ปากคีบดึงหนามออก แช่มือหรือเท้าบริเวณที่ถูกตำในน้ำร้อน 45 องศาเซลเซียส นาน 30-90 นาทีเพื่อทำลายพิษจากหอยเม่น

เที่ยวป่า ภูเขา น้ำตก…

1.เห็บ

คนจะโดนกัดเมื่อเข้าไปในถิ่นที่อยู่ของเห็บ เช่น ตามพุ่มไม้ บริเวณที่รก เห็บอาศัยตามใบไม้คอยกระโดดเกาะและดูดเลือดคนหรือสัตว์ที่ผ่านมา ขณะเห็บกัดคนมักไม่รู้สึกเพราะเห็บจะค่อย ๆ สอดส่วนปากลงไปในผิวหนังและน้ำลายของเห็บมีสารที่ทำให้รู้สึกชา สารยับยั้งการแข็งตัวของเลือด สารยับยั้งการอักเสบของร่างกาย เห็บสามารถกัดได้ทุกส่วนของร่างกาย อาการของเห็บกัดเกิดได้จากส่วนที่เหลือของปากเห็บที่ค้างในผิวทำปฏิกริยากับภูมิคุ้มกัน โดยชนิดและความรุนแรงของผื่น ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็บ ระยะเวลาการโดนดูดเลือด ขนาดของส่วนปากของเห็บ ประวัติการโดนเห็บกัดมาก่อนและปฏิกริยาภูมิคุ้มกันของแต่ละคน …การป้องกัน ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ไม่เดินไปในที่รก ใบไม้หนาทึบ ใช้ยากันแมลงพ่นที่ตัวเรา ถ้าถูกเห็บกัด ให้ใช้ปากคีบจับที่ส่วนหัวของเห็บดึงออกในแนวตรง ตั้งฉากกับผิวหนัง เมื่อเห็บหลุดออกมาให้สังเกตว่า มีส่วนของปากหลุดออกมาครบ และควรทำความสะอาดแผลด้วยการฟอกสบู่และทายาฆ่าเชื้อโรค

2.ริ้นดำ (คุ่น)

ริ้นดำจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายริ้นทะเล แต่มีถิ่นที่อยู่ต่างกัน คือ ริ้นดำจะวางไข่บริเวณก้อนหินบนลำธารน้ำไหล ตัวอ่อนต้องการน้ำที่มีออกซิเจนสูง ชอบอากาศเย็น จึงพบบริเวณลำธารบนภูเขาทางภาคเหนือของไทย ออกหากินทั้งเวลากลางวันกลางคืน ตัวเมียจะดูดเลือดสัตว์เป็นอาหาร ผื่นผิวหนังจากริ้นดำกัดจะมีลักษณะคล้ายกับที่โดนริ้นทะเล การป้องกัน ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใช้ยาทากันแมลง

โรงแรมที่พัก โฮมสเตย์…

เรือด

ตัวเรือดมีลำตัวแบนสีน้ำตาลแดง ขนาดประมาณ 6-7 มิลลิเมตร ไม่มีปีก อาศัยอยู่ตามซอกรอยแตก ตะเข็บของที่นอน หมอนหรือเฟอร์นิเจอร์ ตัวเรือดจะออกมาเฉพาะกลางคืน เพื่อดูดเลือดจากสิ่งมีชีวิต อาจมาสู่บ้านของนักท่องเที่ยว โดยติดมากับกระเป๋าเดินทาง จึงควรเก็บกระเป๋าเดินทางออกจากพื้น และปิดฝากระเป๋าเมื่อไม่ใช้งานแล้ว ตัวเรือดกำจัดยากต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ตัวเรือดมักกัดบริเวณใบหน้า คอ แขน ลำตัว รอยกัดจากตัวเรือดจะเป็นตุ่มแดงคันขนาด 2-5 มิลลิเมตร ไม่เจ็บ ส่วนมากจะเรียงตัวกันเป็นแนว 3-4 ตุ่ม ผื่นเกิดหลังถูกกัด เป็นชั่วโมงหรือหลายวันได้ รอยกัดของตัวเรือดเป็นอาการเฉพาะที่ หายได้เองภายใน 2-4 สัปดาห์

จะเห็นว่าผื่นผิวหนังที่เกิดกับนักท่องเที่ยวไม่น่ากังวล และสามารถป้องกันได้ โดยการศึกษาข้อมูลและเตรียมเสื้อผ้า ของใช้ให้เหมาะสมต่อการเดินทางในแต่ละสถานที่ที่จะไปและกิจกรรมที่จะทำ อยากเชิญชวนให้เที่ยวเมืองไทย ประเทศของเรามีธรรมชาติที่สวยงามและขนมธรรมเนียมประพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดเช่นนี้ อย่าลืม รักษาระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย และ ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์

‘ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย’ โอกาสเกิดและวิธีรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/672603

วันที่ 10 ม.ค. 2565 เวลา 09:15 น.'ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย' โอกาสเกิดและวิธีรักษาเรามักจะได้ยินเรื่องหนุ่มสาวก่อนวัย ที่นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายที่มีการพัฒนาเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกันแล้ว ความสูงของเด็กที่มีภาวะนี้อาจพัฒนาเร็วและหยุดไว จึงอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวเตี้ยในอนาคต

ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย คือภาวะที่เด็กผู้หญิง เริ่มมีเต้านมก่อนอายุ 8 ปี โดยเต้านมนี้จะนับตั้งแต่เริ่มคลำได้เป็นไตเล็ก ๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร ถ้าเห็นเป็นเต้าชัดเจน หรือเริ่มมีประจำเดือน เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเด็กเข้าวัยสาวมานานก่อนหน้านั้นแล้ว

ส่วนเด็กผู้ชาย จะมีการเพิ่มขนาดของลูกอัณฑะก่อนอายุ 9 ขวบ ซึ่งอาจสังเกตเองได้ยาก ส่วนที่สังเกตได้ง่ายกว่า เช่น การเพิ่มขนาดขององคชาติ หรือการมีกลิ่นตัว เสียงแตก สิว หน้ามัน และขนหัวหน่าวขึ้น บ่งบอกว่าเด็กเข้าวัยหนุ่มมานานก่อนหน้านั้นเช่นกัน

แพทย์หญิงสุทธิกานต์ สันติวัฒนา กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงว่า เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ช่วงที่เป็นหนุ่มสาว เด็ก ๆ จะมีความสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น นอกจากลักษณะการเป็นหนุ่มสาว การที่เด็กดูโตเร็วหรือตัวโตกว่าเพื่อนที่เพศและวัยเดียวกันมาก ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยสังเกตได้ โดยเด็กที่มีภาวะนี้มักมีอายุกระดูกที่ล้ำหน้าอายุจริง ทำให้ถึงแม้ว่าช่วงแรกสูงเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน แต่มักจะหยุดสูงก่อนเพราะกระดูกปิดก่อน ในบางรายจึงอาจส่งผลเสียต่อความสูงสุดท้ายที่ควรจะเป็น ซึ่งกรณีดังกล่าวแพทย์หญิงสุทธิกานต์ เปิดเผยว่า หากพบสัญญาณเตือนการเข้าสู่ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และให้แพทย์ช่วยประเมินให้แน่ใจก่อนว่าเข้าข่ายที่จะไม่กระทบความสูงสุดท้าย เพราะการรักษาล่าช้าอาจทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะสูงต่อได้

โดยแพทย์จะวินิจฉัยจากการตรวจดังต่อไปนี้

  • ประวัติการเจริญเติบโต เช่น สมุดวัคซีน สมุดรายงานการเรียนที่มีบันทึกน้ำหนักส่วนสูงแต่ละเทอม
  • การตรวจร่างกาย
  • หากประวัติและการตรวจร่างกายเข้าข่ายภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย จะต้องทำการตรวจเลือดเพื่อยืนยัน
  • การตรวจเอกซเรย์อายุกระดูกในเด็กที่เข้าสู่ภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย

นอกจากนี้ ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของการเป็นหนุ่มสาวก่อนวัย เช่น การทำ MRI สมอง เป็นต้น

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหนุ่มสาวก่อนวัยแล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้ยายับยั้งการหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า “GnRH analog” ยา GnRH analogue ในปัจจุบัน จะให้ในรูปแบบการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เนื่องจากตัวยาค่อนข้างหนืดซึ่งจะทำให้ปวดบริเวณที่ฉีด จึงนิยมฉีดบริเวณที่กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ เช่น สะโพก จึงจะปวดน้อย โดยยานี้มีสองแบบ คือ แบบฉีดทุก 4 สัปดาห์ และแบบฉีดทุก 12 สัปดาห์

โดยส่วนมากจะใช้ระยะเวลาฉีดหลายปี เพื่อผลการรักษาที่ดี โดยผลการรักษาด้วยยา GnRH analogue ในเด็กที่มีภาวะหนุ่มสาวก่อนวัย เทียบกับคนที่ไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้สูงขึ้น 5 – 10 เซนติเมตร โดยความสูงที่เพิ่มขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. เวลาที่เริ่มรักษา เร็วแค่ไหน

2. ความอ้วน ซึ่งอาจส่งผลให้ตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี

3. พันธุกรรม หรือความสูงของคุณพ่อคุณแม่

“ในเด็กกลุ่มที่ไม่สามารถเพิ่มความสูงได้อีก คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจ อย่าโฟกัสแต่เรื่องความสูง เพราะจะสร้างความกดดันและความรู้สึกเป็นปมด้อยให้กับเด็ก ในทางกลับกัน ควรมองหาจุดเด่นของเขาและสนับสนุนจุดเด่นนั้นขึ้นมา และส่งเสริมให้มี self-esteem หรือความพอใจในสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น ให้เขารู้สึกว่าเป็นเด็กตัวเล็กที่มีความสุข มีความภูมิใจในตัวเอง” แพทย์หญิงสุทธิกานต์กล่าว

ร้านอาหารญี่ปุ่นสั่งลูกค้ารีบอพยพ ไม่ต้องจ่ายเงินหลังสัญญาณเตือนสึนามิดัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673629

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 14:33 น.ร้านอาหารญี่ปุ่นสั่งลูกค้ารีบอพยพ ไม่ต้องจ่ายเงินหลังสัญญาณเตือนสึนามิดังทันทีที่สัญญาณเตือนภัยสึนามิดังขึ้น ทางร้านก็รีบสั่งให้ลูกค้าอพยพทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าอาหารก่อน

ร้านอาหารที่เราพูดถึงคือร้าน Bikkuri Donkey ในเมืองทะงะโจ จังหวัดมิยะงิของญี่ปุ่น

เกือบเที่ยงคืนของคืนวันที่ 15 ม.ค. ลูกค้าหลายคนยังคงเอ็นจอยกับอาหารค่ำตามปกติในร้าน Bikkuri Donkey ทว่าราว 00.15 น. ก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยสึนามิดังขึ้นในพื้นที่ หลังจากภูเขาไฟปะทุครั้งใหญ่ที่ตองกา

ทันทีที่สัญญาณดังขึ้นทางร้านสั่งให้ลูกค้าทุกคนอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยทันที และพนักงานยังประกาศย้ำว่าให้รีบออกไปเลย ไม่ต้องจ่ายเงินค่าอาหาร ลูกค้าบางคนที่ยืนยันว่าจะจ่ายก็ได้รับการปฏิเสธกลับมา

หลังจากทางการยกเลิกการเตือนภัย ลูกค้ารายหนึ่งเล่าไว้ในทวิตเตอร์ว่าพวกเขากลับไปที่ร้าน Bikkuri Donkey อีกครั้งเพื่อจะจ่ายเงินค่าอาหารในคืนวันที่ 15 แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาอย่างสุภาพอีกเช่นเคย โดยพนักงานบอกว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าอาหาร เพราะทางร้านแค่ทำตามนโยบายของบริษัทที่ความปลอดภัยของชีวิตต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

ในเวลาต่อมาบริษัท Aleph ซึ่งเป็นเจ้าของร้านยืนยันกับสื่ออีกครั้งหนึ่งว่า นโยบายของบริษัทคือ ให้อพยพทันทีหากมีสัญญาณเตือนภัยสึนามิ และแม้จะไม่มีกฎอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการจ่ายค่าอาหาร แต่ทางบริษัทสนับสนุนการตัดสินใจของทางร้าน

ที่ชาวเมืองทะงะโจปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัยสึนามิอย่างเข็มงวดเป็นเพราะ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2011 เมืองชายฝั่งแห่งนี้อยู่ในเส้นทางของคลื่นยักษ์สึนามิที่มีพลังทำลายล้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นั่นเอง

เมื่อเรื่องนี้ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ผู้คนต่างคอมเม้นต์ชื่นชมที่ทางร้านให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้ามากกว่าเงิน อาทิ “มันต้องอย่างนี้สิ! เคยเจอร้านนึงที่ต้องให้ลูกค้าจ่ายเงินก่อนแม้จะมีสัญญาณเตือนไฟไหม้ก็ตาม”

“ร้านอาหารที่เราอยากไปอุดหนุนคือร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเรานี่แหละ”, “เราเคยอยู่แถวนั้น และการรับมือของคนที่นั่นทำให้เราภูมิใจมากที่มาจากที่นั่น” หรือ “เราเลิกไป Bikkuri Donkey หลังลูกๆ โต แต่ตอนนี้คิดว่าจะกลับไปอีกแน่นอน”

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกค้าถึงลงคะแนนให้ร้านนี้เป็นเชนร้านอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 3 จากการสำรวจเมื่อปี 2014

Photo by Behrouz MEHRI / AFP

สหรัฐพบติดโควิดกัน ‘เดลตา’ ได้ดีกว่าวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673600

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 13:15 น.สหรัฐพบติดโควิดกัน 'เดลตา' ได้ดีกว่าวัคซีนสหรัฐพบติดโควิดสร้างภูมิคุ้มกัน ‘เดลตา’ มากกว่าวัคซีน แต่อย่าเสี่ยงติด

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 มีศักยภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลตามากกว่าวัคซีนโควิด-19

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในรายงานการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตประจำสัปดาห์ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าผู้ที่เคยติดโควิด-19 มาก่อนมีอัตราการติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาน้อยกว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว

โดยประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาสูงสุดในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วและเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน และประสิทธิภาพในการป้องกันต่ำที่สุดคือกลุ่มผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อและไม่ได้รับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการฉีดวัคซีนยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในการรับมือกับโควิด-19

แม้ผลการศึกษาจะพบหลักฐานบ่งชี้ว่าการติดเชื้อสามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้มากกว่าการฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ดร. เบน ซิลค์ จาก CDC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยยังคงแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการติดเชื้อ

เนื่องจากการได้รับภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อนั้นมีความเสี่ยงสูง โดยการศึกษาที่เก็บข้อมูลถึงวันที่ 30 พ.ย. 2021 พบว่าชาวแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กประมาณ 130,781 คนเสียชีวิตจากโรคโควิด-19

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนพ.ค. ถึงเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โควิด-19 สายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดอย่างหนักและเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ

โดยข้อจำกัดอีกประการหนึ่งของการศึกษาครั้งนี้คือการเก็บข้อมูลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นวงกว้างเหมือนอย่างในปัจจุบัน ซึ่งวัคซีนเข็มกระตุ้นนั้นจะช่วยเพิ่มการป้องกันการติดเชื้อ การรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

Photo by Scott Heins/Getty Images/AFP

การปะทุของภูเขาไฟตองกาส่งเสียงระเบิดดังไกลเป็นสถิติโลก 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673598

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 12:10 น.การปะทุของภูเขาไฟตองกาส่งเสียงระเบิดดังไกลเป็นสถิติโลก เสียงระเบิดของภูเขาไฟในตองกาทำสถิติโลกดังไกลจากจุดกำเนิด

สำนักข่าว RNZ รายงานว่า สถาบัน GNS Science ของนิวซีแลนด์เผยว่า การประเมินเบื้องต้นของนักภูเขาไฟวิทยาบ่งชี้ว่าเถ้าถ่าน ก๊าซ และควันที่พวยพุ่งออกมาจากการปะทุของภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพ (Hunga Tonga-Hunga Ha’apai) อาจมีมากถึง 1 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร หรือมากกว่าเมื่อครั้งที่ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ของสหรัฐปะทุเมื่อปี 1980 ถึง 2 เท่า

สตีฟ เชอร์เบิร์น นักภูเขาไฟวิทยาของ GNS Science เผยว่า ครั้งนี้เป็นการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดในการปะทุระลอกปัจจุบันของภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2009 และมีความรุนแรงมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้โดยเปรียบเทียบจากการปะทุของภูเขาไฟนี้ในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาที่รุนแรงน้อยกว่า

เชอร์เบิร์นเผยว่า คลื่นกระแทกในชั้นบรรยากาศเดินทางไปทั่วโลกและเซ็นเซอร์ตรวจวัดความดันอากาศสามารถตรวจจับคลื่นดังกล่าวได้ไกลถึงไอซ์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 15,000 กิโลเมตร โดยการปะทุครั้งนี้ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวได้ยินไกลจากภูเขาไฟเป็นสถิติโลก

เสียงระเบิดสามารถได้ยินไปไกลถึงนิวซีแลนด์ซึ่งอยู่ทางใต้ของภูเขาไฟ และอะแลสกาซึ่งอยู่ทางเหนือ

“นี่เป็นเพราะเสียงเบสความถี่ต่ำที่เกิดขึ้นระหว่างการปะทุซึ่งสามารถเดินทางจากแหล่งกำเนิดได้หลายพันกิโลเมตร” เชอร์เบิร์นกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกอีกว่า การปะทุแบบนี้เกิดขึ้นยาก เนื่องจากมันก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบไปหลายพันกิโลเมตรจากตัวภูเขาไฟ โดยสึนามิที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟแบบนี้เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อภูเขาไฟกรากระตัวของอินโดนีเซียปะทุเมื่อปี 1883

เชอร์เบิร์นกล่าวอีกว่า การปะทุใต้น้ำและสึนามิเกิดขึ้นได้ยากแต่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย และที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้เน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ว่าการปะทุของภูเขาไฟใต้น้ำจะก่อให้เกิดสึนามิ

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าภูเขาไฟฮุงกา ตองกา-ฮุงกา-ฮุงกา ฮาอาไพจะยังไม่สงบไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

NOAA/SSEC/CIMSS via REUTERS

105 ประเทศจะได้ ‘โมลนูพิราเวียร์’ ในราคาถูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673591

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 11:00 น.105 ประเทศจะได้ 'โมลนูพิราเวียร์' ในราคาถูก105 ประเทศประเทศที่มีรายได้น้อยจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ในราคาถูกลงหลายเท่า

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า 105 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและต่ำจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ ยาเม็ดรักษาโควิด-19 จากบริษัท Merck ในราคาถูกหรือราคาทุน

หลังจากที่องค์กรจัดการสิทธิบัตรยาร่วม (MPP) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) บรรลุข้อตกลงให้ผู้ผลิตยา 27 รายในบังกลาเทศ จีน อียิปต์ จอร์แดน อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา ปากีสถาน แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และเวียดนาม ผลิตยาดังกล่าวเพื่อจำหน่ายให้ประเทศรายได้น้อยในราคาถูก

ชาร์ลส์ กอร์ กรรมการบริหาร MPP กล่าวว่า “นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าทั่วโลกจะสามารถเข้าถึงการรักษาโควิด-19 ที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน และคาดการณ์ว่ายาเม็ดจะพร้อมใช้งานในระยะเวลาอันสั้น”

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากลุ่มประเทศรายได้น้อยเหล่านี้คาดว่าจะได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ในราคาชุดละประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ ตามการประมาณการเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ MPP ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจากับผู้ผลิตยา ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง

นับว่าเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับราคาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงซื้อยาโมลนูพิราเวียร์กับบริษัท Merck โดยตรง ซึ่งอยู่ที่ 700 เหรียญสหรัฐต่อชุด

ทั้งนี้ ยาโมลนูพิราเวียร์ 1 ชุดมียา 40 เม็ดสามารถรับประทานได้ 5 วัน

ก่อนหน้านี้ Merck ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรยาดังกล่าวให้แก่ประเทศทั่วโลกพร้อมๆ กันไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เคยเกิดขึ้นจากการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก

“ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 จะมียาโมลนูพิราเวียร์จำนวนมากแจกจ่ายไปยังประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ทุกชาติไม่ว่าจะมีรายได้ต่ำ ปานกลาง หรือสูง จะเข้าถึงยาดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียมในเวลาเดียวกัน ไม่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการแจกจ่ายวัคซีน” พอล ชาเพอร์ ผู้อำนวยการบริหารด้านนโยบายต่างประเทศของ Merck กล่าว

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP