สาเหตุที่ Bitcoin ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672385

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 17:00 น.สาเหตุที่ Bitcoin ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือนตลาดคริปโตดิ่งหนัก ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน

สำนักข่าวรอยเตอร์สและบลูมเบิร์กรายงานว่าวันนี้ (6 ม.ค.) ราคาเหรียญ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกร่วงแตะระดับต่ำว่า 43,000 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นราคาที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. ปีที่แล้ว หลังจากที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 69,000 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

ด้านราคาเหรียญดิจิทัลอื่นๆ ก็ร่วงลงด้วยเช่นกัน โดย Ethereum สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. แตะที่ระดับ 3,430 เหรียญสหรัฐ

ความผันผวนของคริปโตเคอร์เรนซีเกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ตลาดเงินผันผวน โดยอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ธนาคารกลางต่างๆ บังคับใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ร่วงลงไม่กี่นาทีหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ร่วง 1.9% ขณะที่ Nasdaq 100 ร่วงลง 3.1%

นักวิเคราะห์สกุลเงินดิจิทัลยังจับตาการประท้วงราคาน้ำมันแพงในคาซัคสถานว่าอาจส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ขณะที่รัฐบาลคาคาซัคปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศเพื่อบรรเทาความไม่สงบ นอกจากนี้ยังได้เริ่มปราบปรามนักขุดบางรายตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากเกรงว่าการขุดเหรียญดิจิทัลจะใช้พลังงานมากเกินไป

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ลาวเผยความคืบหน้า ‘โมลาโคเวียร์’ ยาเม็ดต้านโควิดที่ผลิตเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672396

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 16:40 น.ลาวเผยความคืบหน้า 'โมลาโคเวียร์' ยาเม็ดต้านโควิดที่ผลิตเองลาวเปิดตัวยารักษาโควิด ‘โมลาโคเวียร์’ เตรียมวางขายกระปุกละ 4 แสนกีบ

เว็บไซต์ข่าว Vientiane Times ของลาวรายงานว่าบริษัทรัฐวิสาหกิจโรงงานผลิตยาหมายเลข 3 ในเวียงจันทน์กำลังเดินหน้าผลิตยาโมลาโคเวียร์ (Molacovir) สำหรับรักษาโควิด-19 ในระยะเริ่มต้น ซึ่งเริ่มผลิตมาตั้งแต่เดือนธ.ค. และจนถึงขณะนี้มียาเพียงพอที่จะรักษาผู้ป่วยได้ประมาณ 1,000 ราย

ภายหลังจากนี้ผู้ผลิตจะจัดจำหน่ายยาดังกล่าวในราคากระปุกละ 400,000 กีบ หรือราว 1,200 บาทให้แก่ร้านขายยาในเวียงจันทน์และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอาการป่วยเล็กน้อยถึงปานกลาง และอยู่ในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ

ทั้งนี้ เพื่อการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพผู้ป่วยควรได้รับยาภายใน 5 วันหลังจากได้รับเชื้อ และยังไม่มีอาการป่วยหนักจนถึงขั้นปอดอักเสบหรือขาดออกซิเจน โดยผู้ป่วยแต่ละรายต้องรับประทานยา 40 แคปซูล

โดยยาดังกล่าวเป็นสูตรเดียวกับโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก Merck ผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่จากเยอรมนี และ Ridgeback Biotherapeutics บริษัทยาของสหรัฐ ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ประเทศที่มีรายได้น้อย โดยลาวได้ผลิตภายใต้ลิขสิทธิ์ของตนเองโดยใช้ชื่อว่าโมลาโคเวียร์ (Molacovir)

ภาพ: Lao Youth Radio FM 90.0 Mhz

WHO ยันวัคซีนจีนป้องกันการป่วยหนักจาก Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672383

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 14:50 น.WHO ยันวัคซีนจีนป้องกันการป่วยหนักจาก Omicronผู้เชี่ยวชาญ WHO ชี้ Sinovac-Sinopharm ช่วยป้องกันการป่วยหนัก-เสียชีวิตจาก Omicron

เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post และ The National รายงานว่าดร.อับดี มาฮามุด จากฝ่ายจัดการด้านโรคอุบัติใหม่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าวัคซีนโควิด-19 ของ Sinopharm และ Sinovac สามารถป้องกันการป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้

มาฮามุดกล่าวว่าแม้ว่าโอมิครอนจะสามารถหลบเลี่ยงแอนติบอดีทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วมีโอกาสติดเชื้อได้ แต่มีหลักฐานว่าวัคซีนยังคงป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรง การรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต รวมถึงวัคซีนชนิดเชื้อตายของ Sinopharm และ Sinovac

“วัคซีนได้รับการจัดอันดับแตกต่างกันในแง่ของการป้องกันการติดเชื้อ แต่สิ่งที่เราทราบขณะนี้คือวัคซีนทั้งหมดป้องกันการเสียชีวิต รวมถึงอาการป่วยรุนแรง” มาฮามุดกล่าวพร้อมเสริมว่า “ร่างกายมนุษย์มีภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกัน เมื่อแอนติบอดีไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ T-cells จะสามารถสร้างการป้องกันอีกชั้นหนึ่งได้”

มาฮามุดกล่าวก่อนหน้านี้ว่ามีหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นว่าโอมิครอนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนของผู้ติดเชื้อ มากกว่าที่จะลงปอด จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการแพร่เชื้อของโอมิครอนทำให้เชื้อสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า ส่งผลให้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในหลายพื้นที่ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับต่ำ

เมื่อถูกถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีวัคซีนสำหรับโอมิครอนโดยเฉพาะ มาฮามุดกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ แต่เน้นย้ำว่าการตัดสินใจต้องมีการประสานงานทั่วโลก ไม่ควรปล่อยให้ผู้ผลิตวัคซีนตัดสินใจเพียงลำพัง

ทั้งนี้ แถลงการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่มีการเผยแพร่ผลการศึกษาจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขสาธารณรัฐโดมินิกัน และสถาบันอื่นๆ พบว่าวัคซีนของ Sinovac 2 เข็มกระตุ้นด้วย Pfizer-BioNTech สร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อโอมิครอนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และผลการศึกษาอีกฉบับชี้ว่าวัคซีนของ Sinovac 3 เข็มผลิตแอนติบอดีไม่เพียงพอต่อการป้องกันการติดเชื้อโอมิครอน

Photo by Rami al SAYED / AFP

ชาวจีนยอมเอาของแพงแลกข้าวประทังชีวิต หลังล็อกดาวน์ซีอาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672370

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 13:00 น.ชาวจีนยอมเอาของแพงแลกข้าวประทังชีวิต หลังล็อกดาวน์ซีอานจีนล็อกดาวน์เมืองซีอาน ชาวบ้านขาดแคลนอาหาร ยอมเอาของแลกข้าวประทังชีวิต

BBC รายงานเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ระบุว่าขณะนี้ประชาชนในเมืองซีอาน มณฑลส่านซี ของประเทศจีนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารเนื่องจากทางการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์มาเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้ว ส่งผลให้ประชาชนราว 13 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

ส่งผลให้ชาวบ้านต้องนำสิ่งของเครื่องใช้ซึ่งมีตั้งแต่บุหรี่ไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี ไปแลกกับอาหารเพื่อประทังชีวิต แม้ว่าเจ้าหน้าที่เมืองซีอานจะมอบอาหารและเสบียงตามครัวเรือนต่างๆ แต่มีเสียงร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากบนโลกออนไลน์ว่าเสบียงที่พวกเขาได้รับไม่เพียงพอ หรือบางคนไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย

บน Weibo โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนมีการแชร์ภาพชาวบ้านนำบุหรี่ไปแลกกับกะหล่ำปลี น้ำยาล้างจานแลกกับแอปเปิ้ล หรือแม้แต่ผ้าอนามัยเพื่อแลกกับผักเพียงไม่กี่กำ

อีกคลิปวิดีโอหนึ่งแสดงให้เห็นว่าชายคนหนึ่งนำเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch ของเขาแลกกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและซาลาเปา 2 ลูก และยังมีชายอีกคนหนึ่งที่ต้องการนำสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมาแลกกับข้าว

“นี่มันเหมือนกลับคืนสู่สังคมยุคดึกดำบรรพ์” ผู้ใช้ Weibo คนหนึ่งกล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังคงกลยุทธ์ Zero Covid หรือควบคุมโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ และบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดก่อนที่เทศกาลตรุษจีนและโอลิมปิกฤดูหนาวจะมาถึงในเดือนหน้า

ด้านเมืองหยูโจว ในมณฑลเหอหนาน ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนในเมืองราว 1.2 ล้านคนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน หลังจากที่พบผู้ป่วยโควิด-19 ไม่แสดงอาการ 3 คน

cnsphoto via REUTERS

เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จยิง ‘ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก’ รับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672366

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 12:00 น.เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จยิง 'ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก' รับปีใหม่เกาหลีเหนือเปิดฉากยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงลูกแรกของปี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากนานาชาติ

วันนี้ (6 ม.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างรายงานของสำนักข่าวกลางเกาหลีระบุว่าเกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียง เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทดสอบขีปนาวุธครั้งแรกของปีนี้สำหรับเกาหลีเหนือ แม้ว่าจะมีการคว่ำบาตรและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

หลังจากที่วานนี้ (5 ม.ค.) คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้เปิดเผยว่าเกาหลีเหนือยิงวัตถุไม่ทราบชนิดตกลงสู่ทะเลตะวันออก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นขีปนาวุธ

 REUTERS/Kim Hong-Ji

สำนักข่าวกลางเกาหลีระบุว่าขีปนาวุธดังกล่าวสามารถเคลื่อนที่เป็นแนวขวางได้ 120 กิโลเมตร และโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปถึง 700 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งนับว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงซึ่งมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อประเทศ

ทั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงครั้งที่ 2 ของเกาหลีเหนือ หลังจากที่ได้ทดสอบยิงขีปนาวุธฮวาซอง-8 เมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว

 Jung Yeon-je / AFP

ด้านสหรัฐเคยประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นการละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหลายฉบับ และเป็นภัยคุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้านตลอดจนประชาคมระหว่างประเทศ

Photo by KCNA via REUTERS

อังกฤษผ่อนมาตรการคุมโควิด หลังติดเชื้อพุ่งเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672363

วันที่ 06 ม.ค. 2565 เวลา 11:03 น.อังกฤษผ่อนมาตรการคุมโควิด หลังติดเชื้อพุ่งเป็นประวัติการณ์อังกฤษยกเลิกมาตรการตรวจโควิดก่อนเข้าประเทศ ชี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

วันนี้ (6 ม.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศเปลี่ยนแปลงกฎการเดินทางโดยจะยกเลิกมาตรการที่กำหนดให้นักเดินทางจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วต้องมีผลตรวจโควิด-19 ก่อนเดินทางเข้าสหราชอาณาจักร และกักตัวเมื่อเดินทางมาถึงจนกว่าจะมีผลตรวจเป็นลบ ตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. เป็นต้นไป

โดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันชี้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรมีผู้ติดเชื้อราว 200,000 รายในทุกวัน ซึ่งมาตรการควบคุมการเดินทางที่เข้มงวดที่บังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้วนั้นใช้ไม่ได้ผลแล้ว

จอห์นสันระบุว่าขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนกำลังแพร่กระจายอย่างหนัก และมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างเต็มที่ ในทางกลับกันมันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเดินทางของประเทศ

“ดังนั้น ผมขอประกาศว่าได้แต่เวลา 4.00 น. ของวันที่ 7 ม.ค. เป็นต้นไป เราจะยกเลิกข้อกำหนดให้นักเดินทางมีผลตรวจเป็นลบก่อนเดินทางเข้าสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำให้หลายๆ คนไม่ได้เดินทาง” จอห์นสันกล่าว

โดยนักเดินทางสามารถตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจโควิด-19 แบบเร่งด่วน (ATK) ได้ด้วยตนเองเมื่อเดินทางมาถึง

นอกจากนี้ จอห์นสันยังประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. เป็นต้นไป ประชาชนในอังกฤษที่ตรวจหาเชื้อด้วยตนเองและมีผลออกมาเป็นบวก แต่ไม่มีอาการป่วย ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR เพื่อยืนยันผลอีก

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงที่สุดในยุโรป โดยมีผู้เสียชีวิตเกือบ 150,000 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

“เรากำลังประสบกับอัตราการเติบโตของยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ ในขณะที่การรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 9 วัน” จอห์นสันกล่าว

Photo by Jack Hill / POOL / AFP

เซอร์เบียทำแบบนี้! เมื่อมลพิษปกคลุมเมืองหลวง แต่ปลูกต้นไม้ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672326

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 18:30 น.เซอร์เบียทำแบบนี้! เมื่อมลพิษปกคลุมเมืองหลวง แต่ปลูกต้นไม้ไม่ได้ไอเดียสุดเจ๋งจากเซอร์เบีย ‘liquid tree’ แก้ปัญหามลพิษในเมืองหลวงที่ไม่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้

เบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบีย ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ ผุดนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า “liquid tree” (ต้นไม้เหลว) เพื่อต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศ

เครื่องฟอกอากาศธรรมชาตินี้ประกอบด้วยน้ำ 600 ลิตร และใช้ Microalgae หรือสาหร่ายขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในการจับคาร์บอนไดออกไซด์และผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์ผ่านการสังเคราะห์แสง

ดร.อีวาน สปาโซเยวิช หนึ่งในผู้เขียนโครงการจากสถาบันวิจัยสหสาขาวิชาชีพแห่งมหาวิทยาลัยเบลเกรดกล่าวว่า สาหร่ายพวกนี้ทำการสังเคราะห์แสงและจับคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่ากับต้นไม้อายุ 10 ปี 2 ต้น หรือสนามหญ้า 200 ตารางเมตร

ดร.อีวานยังกล่าวว่าข้อดีของ Microalgae คือมีประสิทธิภาพมากกว่าต้นไม้ 10 ถึง 50 เท่า

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพื่อทดแทนป่าไม้ แต่เราใช้ระบบนี้เพื่อเติมเต็มเมืองที่ไม่มีที่ว่างสำหรับปลูกต้นไม้” ดร.อีวานกล่าว

ทั้งนี้ เบลเกรด เป็นเมืองที่มีมลพิษมากเป็นอันดับต้นๆ ของเซอร์เบียเนื่องจากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ 2 แห่งในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทั้ง 2 แห่งติดอันดับ 10 โรงงานที่สกปรกที่สุดในยุโรป ตามการจัดอันดับของ Health and Environment Alliance (HEAL) องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำของยุโรป

นอกจากนี้ในปี 2019 เซอร์เบียยังเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีมลพิษมากที่สุดในยุโรปโดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยของ PM 2.5 ในอากาศ ตามรายงานคุณภาพอากาศโลกของ IQAir

รายงานอีกฉบับที่เผยแพร่ในปีเดียวกันยังระบุว่าเซอร์เบียมีสถิติการเสียชีวิตจากมลภาวะทางอากาศอยู่ที่ 175 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดของยุโรป

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวว่ามลพิษในเซอร์เบียและส่วนอื่นๆ ของคาบสมุทรบอลข่านนั้นเลวร้ายมากจนสามารถมองเห็น, ได้กลิ่น และรับรสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

ที่มา: euronews

ฉีดวัคซีนบูสเตอร์ทั่วโลกทุก 6 เดือนอาจไม่จำเป็นและเป็นไปไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672313

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 16:05 น.ฉีดวัคซีนบูสเตอร์ทั่วโลกทุก 6 เดือนอาจไม่จำเป็นและเป็นไปไม่ได้ผู้ร่วมพัฒนาวัคซีน AZ ชี้ไม่สมเหตุสมผลที่จะฉีดเข็มกระตุ้นให้ทุกคนบนโลกทุกๆ 4-6 เดือน

CNN รายงานว่า ศาสตราจารย์แอนดรูว์ พอลลาร์ด ผู้อำนวยการ Oxford Vaccine Group ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของ Oxford-AstraZeneca กล่าวว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแก่ทุกคนบนโลกปีละหลายๆ เข็มนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าอาจจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทุกๆ 4 ถึง 6 เดือนเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

“เราไม่สามารถฉีดวัคซีนให้แก่ทุกคนทุกๆ 4 ถึง 6 เดือน มันไม่ยั่งยืนแล้วก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะสามารถทำได้ หรืออาจเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ” พอลลาร์ดกล่าว

พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเสี่ยงซึ่งควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น แทนการฉีดให้แก่ทุกคนที่อายุ 12 ปีขึ้นไป

“ประชาชนกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มเปราะบางอาจจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะฉีดวัคซีนให้ทุกคนที่อายุ 12 ปีขึ้นไปเป็นประจำ” พอลลาร์ดกล่าว

อย่างไรก็ตาม พอลลาร์ดกล่าวว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่อใด และบ่อยเพียงใด

ในการให้สัมภาษณ์กับ Sky News เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพอลลาร์ดยังได้กล่าวถึงความไม่เท่าเทียมในการฉีดวัคซีนทั่วโลก และเน้นย้ำว่ามันไม่ยั่งยืนและเป็นไปไม่ได้ที่จะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ทุกคนทุกๆ 6 เดือน

“จำไว้นะว่าประชาชนในประเทศยากจนได้รับวัคซีนเข็มแรกไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ ดังนั้นความคิดที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ทั่วโลกจึงไม่สมเหตุสมผลเสียเลย” พอลลาร์ดกล่าว

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลได้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 แล้วโดยเสนอให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่นเดียวกับเยอรมนีซึ่งประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่าชาวเยอรมันจะต้องได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 เพื่อรับมือกับโควิด-19

Photo by Adem ALTAN / AFP

กษัตริย์-ราชินีสวีเดนติดโควิด เร่งหาแหล่งแพร่เชื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672305

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 14:00 น.กษัตริย์-ราชินีสวีเดนติดโควิด เร่งหาแหล่งแพร่เชื้อกษัตริย์-ราชินีสวีเดนติดโควิด เผยอาการไม่หนัก ฉีดวัคซีนแล้ว 3 เข็ม

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังสวีเดนระบุว่าสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ และสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ทรงมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มมากขึ้นจนสร้างสถิติใหม่ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

รายงานระบุว่าทั้ง 2 พระองค์ทรงได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว 3 เข็ม ซึ่งขณะนี้ไม่มีอาการรุนแรง และกำลังอยู่ระหว่างการกักพระองค์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนโรคและตรวจสอบหาแหล่งที่มาของเชื้อ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขสวีเดนพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ย. และสร้างสถิติใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,507 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขผู้ป่วยรายวันที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสวีเดน

ในช่วงระยะเวลา 4 วันนับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. ถึง 3 ม.ค. ที่ผ่านมา สวีเดนพบผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 42,969 ราย และเสียชีวิต 20 ราย ส่งผลให้สวีเดนมีผู้ติดเชื้อรวมมากกว่า 1.36 ล้านราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 15,330 ราย ขณะที่ชาวสวีเดนกว่า 71% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by Pontus LUNDAHL / TT News Agency / AFP

นายกฯ อิสราเอลชี้วัคซีนเข็ม 4 ภูมิพุ่ง 5 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672300

วันที่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 13:30 น.นายกฯ อิสราเอลชี้วัคซีนเข็ม 4 ภูมิพุ่ง 5 เท่าอิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 4 นายกฯ ชี้เพิ่มภูมิคุ้มกัน 5 เท่า

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีนาฟตาลี เบนเน็ตต์ ของอิสราเอลอ้างผลการวิจัยเบื้องต้นของอิสราเอลซึ่งชี้ให้เห็นว่าวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 4 ช่วยเพิ่มแอนติบอดี 5 เท่าภายในเวลา 1 สัปดาห์ และไม่พบผลข้างเคียงที่อันตรายใดๆ

“นี่น่าจะหมายถึงศักยภาพในการป้องกันการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เราเห็นจำนวนแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 5 เท่าในผู้ที่ได้รับวัคซีน” เบนเน็ตต์กล่าว

รายงานระบุว่าอิสราเอลมีบทบาทสำคัญในการศึกษาผลกระทบของวัคซีนป้องกันโควิด-19 เนื่องจากเป็นประเทศที่ดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แก่ประชาชนในวงกว้างเร็วที่สุด และยังเป็นประเทศแรกๆ ที่เริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 3 โดยขณะนี้อิสราเอลกำลังระดมฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เน้นย้ำเสมอว่าผู้คนทั่วโลกควรได้รับวัคซีนเข็มแรกก่อนที่หลายประเทศจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ทั้งนี้ อิสราเอลพบผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาหลังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่ง WHO เผยว่าไวรัสสายพันธุ์มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นในอย่างน้อย 128 ประเทศ แต่อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตนั้นยังต่ำกว่าการแพร่ระบาดระลอกก่อนๆ

ด้านอิสราเอลพบผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้น แต่เกิดขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าการแพร่ระบาดระลอกก่อน ขณะที่ประมาณ 60% ของประชากร 9.4 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

Photo by Emil SALMAN / POOL / AFP