ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ความเหมือนที่แตกต่างจากโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/683796

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 07:17 น.ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ความเหมือนที่แตกต่างจากโควิด-19

สำรวจความเหมือนและความต่าง ระหว่าง “ไข้หวัดใหญ่รุ่นพี่” vs “เพื่อนรุ่นน้องอย่างโควิด-19”

จากหัวข้อด้านบนหลายคนอาจสงสัย ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น เพราะทั้งไข้หวัดใหญ่รุ่นพี่ และเพื่อนรุ่นน้องอย่างโควิด-19 เป็นโรคติดต่อจากระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันตรงไวรัสที่เป็นสาเหตุการติดเชื้อมาจากไวรัสคนละชนิดกัน สำหรับไข้หวัดใหญ่เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ส่วนโควิด-19 เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ที่พบในปี 2019 และเป็นที่ทราบกันดีอีกว่าโรคโควิด-19 นั้น สามารถแพร่กระจายและติดต่อได้ง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วภาษีความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางส่วนจะมากกว่าเยอะ และแน่นอนว่าการจะวินิจฉัยแยกโรคการติดเชื้อทั้ง 2 ชนิดออกจากกัน ลำพังการดูจากประวัติ และอาการ หากการแสดงอาการไม่เพียงพอที่บอกได้ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจะต้องทำการตรวจ การทดสอบโรคทุกครั้งหากมีอาการที่ชวนสงสัย โดยในวันนี้จะกล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานของโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งอินเทรนด์ในช่วงหน้าฝนที่กำลังจะเข้ามาในประเทศไทย

นพ.ณฐนัท ช่างเงินชญช์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช

นพ.ณฐนัท ช่างเงินชญช์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยรวบรวมไว้ในบทความให้ความรู้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการติดต่อ สาเหตุ อาการ กลุ่มเสี่ยง รวมไปถึงวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่รู้จักกันดี และเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากสำหรับคนไทย เมื่อเป็นแล้วสามารถเป็นซ้ำได้อีก สามารถติดต่อได้ง่าย จึงทำให้มีการระบาดของโรคเกิดขึ้น ถึงแม้ไข้หวัดใหญ่จะไม่มีความรุนแรงสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง แต่ก็มีผลทำให้ไม่สบาย ไม่สามารถไปทำงานหรือไปโรงเรียนได้ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือภูมิต้านทานต่ำ โรคอาจจะเกิดความรุนแรงได้

สำหรับประเทศไทยสามารถพบไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งจะตรงกับกับระยะเวลาการเปิดภาคเรียนแรก ส่งผลให้มีการระบาดมากในสถานศึกษา หลังจากนั้นจะพบมากอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวหลังปีใหม่จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่การระบาดในช่วงนี้มักจะไม่สูงเท่ากับกับการระบาดในช่วงฤดูฝน

โดยในช่วง 2 ปีที่มีระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 ทำให้พบว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และโรคไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ ลดลงอย่างมาก ถึงแม้จะยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเดินทางท่องเที่ยวที่ลดลง การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การดูแลทำความสะอาดมือ และการเว้นระยะห่างมากขึ้น

การติดต่อ

การติดต่อโรคของไข้หวัดใหญ่ จะเป็นการติดต่อจากละลองฝอยขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็กจากผู้ที่ติดเชื้อแล้ว และมีการไปสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ แล้วไปสัมผัสโดนเนื้อเยื่อบุตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ตา จมูก ปาก หรือการหายใจเข้าไป โดยระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อไวรัสอยู่ที่ 1-4 วัน หลังจากสัมผัสโรค (โดยเฉลี่ยประมาณ 2 วัน) เชื้ออาจจะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น และสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่วันแรกก่อนมีอาการ จนถึงช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังการติดเชื้อ หลังจากนั้นประมาณ 5-10 วัน ปริมาณเชื้อจะลดลงจนไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ แต่ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่อ้วน หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ อาจตรวจพบเชื้อได้นานเป็นหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน

สาเหตุ

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ก่อนที่จะกลายมาเป็นโรคในคน มีสาเหตุมาจากเชื้อ Human Influenza Virus A, B, C โดยชนิด C พบได้น้อยจึงไม่ได้กล่าวถึง เริ่มต้นจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะพบอยู่ 2 ชนิดย่อยที่สำคัญคือ ชนิด H1N1 และอีกชนิดคือ H2N3 ที่ยังวนเวียนก่อโรคไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์มาตลอด ส่วนที่เหลือมากกว่า 130 สายพันธุ์ จะก่อโรคในสัตว์ เช่น นก หมู และอื่น ๆ ในอนาคตยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าจะมีการติดต่อมาแพร่ระบาดสู่คนได้เมื่อไหร่ โดยจากประวัติการระบาดในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A นั้น ได้มีการระบาดใหญ่มาแล้ว 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด เมื่อปี ค.ศ. 2009 เป็นที่รู้จักกันดีคือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009 ซึ่งสายพันธุ์นี้ยังคงมีการระบาดมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A สามารถกลายพันธุ์ได้ทีละเล็กทีละน้อย จึงทำให้สามารถหลบหลีกภูมิต้านทานที่มีอยู่ได้ เป็นที่มาของการทำให้ติดเชื้อซ้ำ ส่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่ในคนเท่านั้น และยังไม่พบการระบาดใหญ่ โดยมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ Victoria และสายพันธุ์ Yamagata

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการจับไข้เฉียบพลัน วัดไข้ได้ตั้งแต่ 37.8 จนสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอแห้ง ๆ และอาจพบอาการร่วมอื่น ๆ เพิ่ม เช่น อาการอ่อนเพลีย คัดจมูก เจ็บคอ ปวดศีรษะ ในผู้ป่วยเด็กบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ค่อยพบในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ โดยอาการและความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ยกอย่างเช่น ในผู้ป่วยสูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือ ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ อาจจะตามมาด้วยอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกโคลงเคลง โดยมีอาการทางระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย ไม่มีไข้ แต่จะมีอาการเซื่องซึมลงได้

กลุ่มเสี่ยงสูงที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่

• เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี

• ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

• สตรีตั้งครรภ์

• ผู้ที่มีภาวะอ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 kg/m2

• ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหืด โรคถุงลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ โรคเบาหวาน

• ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น กินยากดภูมิต้านทาน เคมีบำบัด รังสีบำบัด หรือโรคที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคมะเร็ง และ โรคติดเชื้อเอชไอวี

หากสงสัยว่าผู้ป่วยน่าจะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจ swab เข้าทางจมูก หรือโพรงจมูกด้านหลัง เพื่อยืนยันการวินิจฉัย หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา โดยทั่วไปถ้าเป็นผู้ป่วยที่สุขภาพแข็งแรงดี แพทย์จะให้รักษาตามอาการ ประคับประคองรอเวลาให้ร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสให้หมด ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน สำหรับในผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น การดูแลจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ หากมีความจำเป็นในกรณีที่เข้าสู่วันที่ 2-3 แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไข้ ไอหอบ ที่จะบ่งบอกถึงอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ในบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดจำนวนของไวรัสในการที่จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจภายใน 48 ชั่วโมงแรก

สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไม่แตกต่างไปจากการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่เราทราบกันเป็นอย่างดี คือผู้ป่วยควรพักอยู่ที่บ้าน รักษาระยะห่างทางสังคม ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น หมั่นล้างมือ ใช้แอลกอฮอล์เจล เวลาไอ หรือจาม ต้องปิดปากและจมูกเสมอ

การป้องกัน

• ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่จะต้องดูแลสุขอนามัย และทำร่างกายให้แข็งแรง หมั่นล้างมือก่อนสัมผัสใบหน้า รับประทานอาหารที่สะอาด หรือที่เรียกว่า กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ โดยล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่มีน้ำ เพราะแอลกอฮอล์สามารถทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้

• ไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน การให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่จำเป็นต้องให้ทุกปี ปีละ 1 ครั้ง สำหรับประเทศไทยควรให้วัคซีนก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน จนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยสายพันธุ์ของไวรัสที่อยู่ในวัคซีนจะใช้สายพันธุ์ของวัคซีนซีกโลกใต้เป็นหลัก

คงจะได้ทราบข้อมูลพื้นฐานของโรคไข้หวัดใหญ่กันแล้ว และสามารถมองภาพไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากในสังคมปัจจุบันเราคงหลีกเลี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 แทบไม่ได้ เพราะทั้งคู่เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวท่านผู้อ่านทุกคนมาก ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย และการรักษาระยะห่างทางสังคมแล้ว อย่าลืมรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีกันด้วยนะครับ เพราะการรับวัคซีนจะช่วยบรรเทาอาการป่วยได้มาก หากท่านมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ หรือในบางรายที่ติดเชื้อไม่มากอาจจะไม่มีอาการเลยก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคงไม่มีท่านผู้อ่านคนไหน อยากติดเชื้อไวรัสของทั้งสองโรคพร้อม ๆ กัน เพราะนั่นอาจจะเป็นหายนะทางด้านสุขภาพของท่านได้ ฉะนั้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ครับ

จับตาสงครามชิป สหรัฐจับมือไต้หวัน-เกาหลี โดดเดี่ยวจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684312

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 18:29 น.จับตาสงครามชิป สหรัฐจับมือไต้หวัน-เกาหลี โดดเดี่ยวจีน

ขณะนี้การขาดแคลนชิปถูกมองว่าร้ายแรงถึงขั้นเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศไปแล้ว

1.การขาดแคลนชิปอันเนื่องมาจากซัพพลายเชนสะดุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 เมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีท่าที่ว่าจะคลี่คลายแม้ผู้ผลิตจะพยายามเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มสูงแล้วก็ตาม ทำให้หลายประเทศเริ่มแข็งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่ง

2.เซมิคอนดักเตอร์เป็นชิ้นส่วนในอุปกรณ์สำคัญในชีวิตประจำวันอย่างสมาร์ทโฟน รถยนต์ ไปจนถึงสำคัญกับกองทัพเพราะเป็นส่วนประกอบของอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยหลายชิ้น หลายประเทศจึงเริ่มมองว่าการขาดแคลนชิปเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศไปแล้ว

3.ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงทุ่มงบประมาณถึง 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ อียูประกาศว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 2 เท่าให้ได้ภายในปี 2030 เช่นเดียวกับสหรัฐที่ต้องการบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองในการผลิตชิป

4.สหรัฐสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศผ่านการออกกฎหมาย รวมทั้งกฎหมายการสร้างแรงจูงใจที่เป็นประโยชน์ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับอเมริกา (CHIPS for America Act) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนด้านการผลิต วิจัยและพัฒนา เซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐ ทว่าจนถึงตอนนี้แม้ว่าร่างกฎหมายจะผ่านตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่สภาคองเกรสยังไม่ยอมเห็นด้วย

5.ล่าสุดในการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์ จีนา ไรมอนโด รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายนี้ โดยเผยกับ CNBC ว่า “มันเป็นปัญหาใหญ่ด้านความมั่นคงของชาติ และเราจำเป็นต้องผลิตชิปในสหรัฐ ไม่ใช่การแสวงหาสินค้าจากประเทศพันธมิตร”

6.ข้อมูลของสำนักงานวิจัยแห่งรัฐสภาสหรัฐระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดการผลิตชิปของสหรัฐลดลงจากราว 40% ในปี 1990 เหลือราว 12% เมื่อปี 2020 ซึ่ง เกรกอรี อาร์คิวรี ผู้ช่วยวิจัยจากศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) อธิบายไว้ในบล็อกเมื่อเดือน ม.ค.ว่า การผลิตชิปที่มีต้นทุนสูงและมีความซับซ้อนทำให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐหลายแห่งเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปเป็น “fabless” คือ บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ แต่ไม่ได้ผลิตเอง ใช้การว่าจ้างบริษัทอื่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและมีเทคโนโลยีขั้นสูงกว่าในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตชิปเกือบ 80% ของโลกให้ผลิตให้แทน

7.ขณะนี้ไต้หวันคือแหล่งนำเข้าชิปที่สำคัญของสหรัฐ เฉพาะบริษัท TSMC แห่งเดียวครองสัดส่วนเกือบ 90% ของการผลิตชิปให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐอย่าง Apple, Amazon และ Google รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐเผยอีกว่า สหรัฐซื้อชิปที่ล้ำสมัยที่สุดจากไต้หวันถึง 70% โดยชิปเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ทางการทหาร อาทิ ระบบยิงขีปนาวุธ Javelin ที่ใช้ชิปนี้ถึง 250 ชิ้น และย้ำว่าการซื้อชิปเหล่านี้จากไต้หวันทั้งหมดไม่ปลอดภัย สหรัฐต้องผลิตเอง

8.ปัจจุบันหลายบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใช้บริการโรงงานผลิตชิปในแถบเอเชียตะวันออก รวมทั้ง Apple, NVIDIA, AMD, Qualcomm และ Broadcom โดยสานสัมพันธ์มายาวนานกับบริษัทในเอเชีย อาทิ TSMC ของไต้หวันและ Samsung ของเกาหลีใต้

9.ซัพพลายเออร์เซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียเหล่านี้ตอบรับคำขอของสหรัฐให้นำการผลิตเข้าไปในสหรัฐ โดย TSMC ลงทุน 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในรัฐแอริโซนาซึ่งจะใช้เทคโนโลยีการผลิตชิปแบบ 5 นาโนเมตร ส่วน Samsung มีแผนลงทุนสร้างโรงงาน 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเทกซัส

ไบเดนเยี่ยมชมโรงงานผลิตชิปของ Samsung ในเกาหลีใต้ REUTERS/Jonathan Ernst

10.มีรายงานว่าการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เมื่อเร็วๆ นี้ มีการไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung ที่เมืองพยองแท็ก โดย Samsung โชว์เทคโนโลยีชิปขนาด 3 นาโนเมตร เจนใหม่ของบริษัทให้ไบเดนดูด้วย

11.ขณะที่ในไต้หวัน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการปราบบริษัทจีนที่เข้ามาดึงตัว วิศวกรชิปและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างผิดกฎหมายในไต้หวันอย่างหนัก โดยเพิ่งบุกค้นบริษัทจีน 10 แห่งทั่วประเทศในสัปดาห์นี้รวมทั้งในไทเปและ ซินจู๋ เพื่อปกป้องความเป็นมหาอำนาจด้านชิปของประเทศ โดยแถลงการณ์ของทางการระบุว่า การเข้ามาดึงตัวคนเก่งของจีนในไต้หวันส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกและเป็นภัยต่อความมั่นคงของไต้หวัน

12.นอกจากนี้ไต้หวันยังมีกฎหมายห้ามไม่ให้ชาวจีนลงทุนในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน รวมถึงการออกแบบชิป ส่วนบางธุรกิจ เช่น การประกอบชิป จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการก่อน ทำให้เป็นการยากที่บริษัทชิปสัญชาติจีนจะเข้าไปดำเนินการในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย

13.ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังเจอก้างชิ้นใหญ่ในอังกฤษ เมื่อดีลเทกโอเวอร์ Newport Wafer Fab บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในอังกฤษในแง่ของปริมาณเมื่อปีที่แล้วของบริษัท Nexperia ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Wingtech บริษัทเทคโนโลยีในเซี่ยงไฮ้ที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของอยู่ส่วนหนึ่ง ส่อเค้าว่าอาจจะล่ม หลังจากรัฐบาลอังกฤษสั่งตรวจสอบด้านความมั่นคงเพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อประเทศ

REUTERS/Ann Wang/File Photo

2 ลูกเกือบล้านบาท! เปิดสาเหตุความแพงหูฉี่ของเมล่อนจากฮอกไกโด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684291

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 15:00 น.2 ลูกเกือบล้านบาท! เปิดสาเหตุความแพงหูฉี่ของเมล่อนจากฮอกไกโด

คนญี่ปุ่นมักจะมองว่าผลไม้คือสินค้าหรูที่ให้กันเป็นของขวัญและเมล่อนก็เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ราคาสูงที่สุด

การประมูลเมล่อนครั้งแรกของฤดูกาลในปีนี้ของญี่ปุ่นเพิ่งจบลงไปเมื่อวานนี้ (26 พ.ค.) โดยเมล่อนสายพันธุ์ยูบาริ 2 ลูกจากจังหวัดฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ทำราคาประมูลสูงถึง 3 ล้านเยน หรือราว 808,084 บาท สูงกว่าค่าตัวเมล่อนสายพันธุ์เดียวกันที่ถูกประมูลไปเมื่อปีที่แล้ว 10%

ส่วนสถิติเมล่อนสายพันธุ์ยูบาริที่สนนราคาสูงที่สุดเป็นของการประมูลเมื่อปี 2019 ซึ่งปิดประมูลที่ 5 ล้านเยน หรือราว 1,346,297 บาท

ทำไมเมล่อนจากญี่ปุ่นถึงมีค่าตัวแพงหูฉี่ขนาดนี้

ต้องดูและเอาใจใส่อย่างดีทุกขั้นตอน

ระหว่าง 100 วันของการปลูก ชาวสวนจะดูแลประคบประหงมเมล่อนแต่ละลูกอย่างดีราวไข่ในหิน มีการควบคุมปริมาณน้ำ อากาศ และแสงแดด และทุกขั้นตอนเป็นการทำด้วยมือทั้งหมด

หลังผ่านไป 50 วัน เมล่อนจะเริ่มออกดอก เมื่อผลเมล่อนเริ่มโตขึ้นเกษตรกรจะใช้กระดาษสีขาวห่อหุ้มเพื่อปกป้องเมล่อน เมื่อเปลือกเริ่มมีลวดลายก็จะถูกนวดถูกขัดด้วยสองมือที่สวมถุงมือสีขาวเพื่อให้รูปร่างหน้าตาออกมาดูดีที่สุด ทั้งยังทำหมวกเล็กๆ บังแดดให้ในช่วงระยะสุดท้ายของการเติบโต

สำหรับเมล่อนสายพันธุ์ยูบาริจะปลูกกันในโรงเรือนและใช้ดินพิเศษที่มีเถ้าถ่านภูเขาไฟ ทั้งยังทำการผสมเกสรด้วยมือ เมื่อถึงคราวเก็บเกี่ยวก็ทำอย่างระมัดระวังด้วยกรรไกร แม้แต่ลูกที่มีตำหนิยังราคาสูงถึงลูกละ 50-100 เหรียญสหรัฐ

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเมล่อนทุกลูกจะเป็นเมล่อนพรีเมียม เกษตรกรญี่ปุ่นจะแบ่งเมล่อนออกเป็น 4 เกรดมาตรฐาน ได้แก่ ฟูจิ ยะมะ ชิโร และยูกิ ตามลำดับจากสูงสุดไปต่ำสุด

เมล่อนลูกไหนมีตำหนิแม่เพียงเล็กน้อยจะถูกปัดตกเป็นเกรดยูกิซึ่งเป็นเกรดต่ำที่สุดทันที ส่วนอีก 3 เกรดที่เหลือวัดกันที่ความหวานและรูปร่าง โดยราว 55% ของเมล่อนจะอยู่ในเกรดชิโร 25% เป็นเกรดยะมะ มีเพียง 0.1% หรือ 1 ใน 1,000 ลูกเท่านั้นที่ถูกจัดให้อยู่ในเกรดฟูจิ

มีสหกรณ์ป้องกันการตัดราคา

เกษตรกรญี่ปุ่นจะจัดตั้งสหกรณ์เพื่อรักษาราคาไม่ให้ตกต่ำ อาทิ ที่เมืองชิซุโอกะจะมีบริษัท Shizuoka Crown Melon ทำหน้าที่ควบคุมการกระจายและตรวจเช็คเมล่อนจากเกษตรกรกว่า 200 ราย เพื่อให้แน่ใจว่าเมล่อนมีคุณภาพสูง ไม่มีการขายตัดราคา

วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

อีกหนึ่งเหตุผลที่เมล่อนญี่ปุ่นราคาสูงคือ วัฒนธรรมเก่าแก่ในการให้ของขวัญ ซึ่งอาจย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 14 ที่ซามูไรจะให้ผลไม้เป็นของขวัญแก่โชกุน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความกตัญญู เคารพนับถือ จงรักภักดี และ

วัฒนธรรมนี้ยังฝังอยู่ในตัวชาวญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการมอบผลไม้ที่รูปร่างดูดีเป็นของขวัญให้หัวหน้า ครู หรือของขวัญแสดงความขอบคุณทั่วไป ผู้ซื้อมักจะเต็มใจจ่ายเพื่อให้ได้ของขวัญที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ราคาจะเป็นตัวตัดสินคุณภาพของของขวัญชิ้นนั้นๆ

การประมูล

ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมล่อนลูกที่ไร้ตำหนิ เกรดพรีเมียมจะถูกนำมาประมูลและมักจะเป็นที่ต้องการของบรรดาธุรกิจในท้องถิ่นในฐานะเป็นถ้วยรางวัลหรือของที่ระลึก จึงได้ราคาสูง อีกทั้งผู้ซื้อยังได้ผลพลอยได้จากการได้โปรโมทกิจการของตัวเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากการทำข่าวผู้ชนะการประมูล

และสำหรับผู้ชนะการประมูลในปีนี้เหตุผลของเขาคือ ตั้งใจประมูลเพื่อช่วยเหลือท้องถิ่น และเมลอนยูบาริปีนี้หวานอร่อยเป็นพิเศษ อยากให้ได้ลองชิมกันมากๆ โดยจะจัดอีเว้นต์ให้ชิมเมล่อนฟรี รวมทั้งสองลูกที่ประมูลได้ในต้นเดือนหน้า

REUTERS/Lim Huey Teng

ทำไมไทยไม่ต้องวิตก วิกฤตขาดแคลนอาหารจากสงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684283

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 14:00 น.ทำไมไทยไม่ต้องวิตก วิกฤตขาดแคลนอาหารจากสงครามยูเครน

หวั่นสงครามก่อภัยความอดอยากระดับโลก หลายประเทศระงับส่งออกสินค้าอาหาร

1. สืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ทำให้หลายประเทศทั่วโลกกำลังกังวลเกี่ยวกับวิกฤตขาดแคลนอาหารที่กำลังจะมาถึง เซม เอิซเดเมียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของเยอรมนี กล่าวกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Westdeutsche Allgemeine Zeitung ว่าสงครามระหว่างสองประเทศอาจก่อให้เกิดภัยความอดอยากในระดับโลก

2. สงครามส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารของโลก เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุด ขณะที่ยูเครนก็ได้ชื่อว่าเป็น “ตะกร้าขนมปังของยุโรป” เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกข้าวสาลี ข้าวโพด และธัญพืชอื่นๆ

3. โดยยูเครนส่งออกข้าวสาลีและข้าวโพดคิดเป็นสัดส่วน 12% และ 17% ของอุปทานทั่วโลกตามลำดับ ส่วนรัสเซียส่งออกข้าวสาลีเกือบ 17% ของอุปทานทั่วโลก ตามรายงานของ Business Insider ส่งผลให้ราคาอาหารเริ่มพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ขณะที่ราคาข้าวสาลีพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี รวมไปถึงราคาพลังงาน ราคาอาหารและสินค้าเกษตรอื่นๆ รวมถึงปุ๋ยก็เพิ่มขึ้นด้วย

4. Bloomberg รายงานว่าธนาคารโลก (World Bank) เตือนว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมทั้งอาหาร และราคาพลังงานจะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี อันเนื่องมาจากสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อ และราคาสินค้าเหล่านี้อาจยังคงสูงไปจนถึงสิ้นปี 2024 เนื่องจากห่วงโห่อุปทานที่หยุดชะงัก

5. ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยเตือนถึงวิกฤตอาหารโลกที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว อ้างอิงข้อมูลจากสถาบัน Peterson Institute for International Economics (PIIE) พบว่า ขณะนี้มีหลายประเทศที่มีนโยบายห้ามส่งออกสินค้าอาหาร

6. อย่างไรก็ตาม นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่าไทยมีความสามารถในการผลิตอาหารเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ โดยชี้ว่าไทยใช้วัตถุดิบภายในประเทศประมาณร้อยละ 75 และนำเข้าจากต่างประเทศร้อยละ 25

7. นายสนั่นกล่าวว่าไทยยังคงเป็นผู้ผลิตและส่งออกพืชผลทางการเกษตรและปศุสัตว์รายใหญ่ อาทิ ข้าว อ้อย และไก่ แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับเลี้ยงสัตว์อย่าง ข้าวสาลี และถั่วเหลือง ตลอดจนขาดแคลนปุ๋ยสำหรับภาคการเกษตร ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งจัดหาสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อทดแทนการนำเข้าจากรัสเซีย แต่ยังคงเน้นย้ำว่าไทยคือ “Food Production Base ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก”

8. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ว่า “ยังไม่มีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง” เกี่ยวกับการขาดแคลนอาหารในประเทศไทย ขณะที่ในไตรมาสแรกของปีนี้ไทยสามารถส่งออกสินค้าอาหารได้มากกว่า 286,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว

Photo by REUTERS/Valentyn Ogirenko/File Photo

สามีครูที่เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงโรงเรียนเทกซัสตรอมใจตายตามภรรยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684272

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.สามีครูที่เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงโรงเรียนเทกซัสตรอมใจตายตามภรรยา

หลังจากภรรยาเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่เทกซัสเพียง 2 วัน สามีก็ตรอมใจจนเสียชีวิตตามไปอีกคน

สำนักข่าว NBC News โจ การ์เซีย สามีของ เออร์มา การ์เซีย หนึ่งในครูที่เสียชีวิตจากเหตุวัยรุ่นชายวัย 18 ปีกราดยิงโรงเรียนประถมในรัฐเทกซัสของสหรัฐ เสียชีวิตกะทันหันจากภาวะหัวใจวายเมื่อวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยญาติคาดว่าโจตรอมใจอย่างหนักหลังสูญเสียภรรยาจนเสียชีวิตตามไป

เดบรา ออสติน ลูกพี่ลูกร้องของเออร์มา ระบุในเพจโกฟันด์มีสำหรับระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวการ์เซียว่า “ฉันเชื่ออย่างแท้จริงว่าโจเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจสลาย และการสูญเสียคนที่เขารักมานานกว่า 25 ปีมันเกินจะรับไหว”

ส่วน จอห์น มาร์ติเนซ หลานของเออร์มาเผยกับ NBC News ว่า โจไปวางดอกไม้ที่โรงเรียนเพื่อรำลึกถึงภรรยาที่จากไป “พอเขากลับถึงบ้าน เขาอยู่ที่บ้านไม่เกิน 3 นาทีหลังจากนั่งบนเก้าอี้กับครอบครัว แล้วก็ล้มลง พวกเขาพยายามกดหน้าอกปั๊มหัวใจแต่ไม่สำเร็จ รถพยาบาลมาแต่พวกเขาก็ไม่ ไม่สามารถพาเขากลับมา”

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าโจเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย

NBC News รายงานว่า แพทย์อธิบายว่าเป็นตัวอย่างที่เป็นไปได้ของอาการหัวใจสลาย (broken heart syndrome) หรือชื่อทางการคือ takotsubo cardiomyopathy ซึ่งมักเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความเครียดที่รุนแรง เช่น การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคู่สมรส

ผู้ที่มีภาวะหัวใจสลายจะปล่อยฮอร์โมนความเครียดที่ขัดขวางไม่ให้หัวใจบีบตัวตามปกติ ซึ่งต่างจากอาการหัวใจวายตามปกติที่เกิดจากหลอดเลือดแดงอุดตัน

ทีพัค ภาตต์ แพทย์โรคหัวใจจากโรงพยาบาลบริกแฮมในเมืองบอสตันของสหรัฐเผยว่า “จากสิ่งที่ได้อธิบายไว้นี่เป็นกรณีคลาสสิกของอาการหัวใจสลาย” แต่เราไม่รู้ว่าโจเป็นหัวใจวายตามปกติหรือมีภาวะหัวใจสลายจนกว่าจะได้เอกซเรย์หรือชันสูตร

“อาการหัวใจวายทั้งสองประเภทสามารถเกิดขึ้นได้จากความเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรงซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่ได้รับทราบว่าภรรยาเสียชีวิตเป็นต้น”

ภาตต์เผยอีกว่า โดยทั่วไปภาวะหัวใจสลายจะเกิดขึ้นทันทีหลังได้รับข่าวร้าย แต่บางคนอาจใช้เวลาในการประมวลผลทางอารมณ์ ซึ่งหมายความว่าอาการหัวใจสลายจะไม่เกิดขึ้นทันที “บางเคสมันอาจเกิดขึ้น 1 วันให้หลัง มันอาจเกิดขึ้นตอนนี้คนคนนั้นรับรู้ว่า ‘โอ้ คนที่เรารักเสียชีวิตจริงๆ เขาจะไม่กลับมาแล้ว’ ซึ่งดูเหมือนนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเคสนี้”

ทั้งนี้ โจและเออร์มาเป็นแฟนกันตั้งแต่สมัยมัธยมปลายและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกันมา 24 ปี

EXTREMELY heartbreaking and come with deep sorrow to say that my Tia Irma’s husband Joe Garcia has passed away due to grief, i truly am at a loss for words for how we are all feeling, PLEASE PRAY FOR OUR FAMILY, God have mercy on us, this isn’t easy pic.twitter.com/GlUSOutRVV— john martinez ??‍ (@fuhknjo) May 26, 2022

ปูตินลั่นพร้อมช่วยโลกฝ่าวิกฤตอาหาร หากตะวันตกยกเลิกคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684265

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 11:50 น.ปูตินลั่นพร้อมช่วยโลกฝ่าวิกฤตอาหาร หากตะวันตกยกเลิกคว่ำบาตร

รัสเซียโทษตะวันตกคว่ำบาตรสาเหตุหลักของวิกฤตอาหารโลก สหรัฐชี้รัสเซียกำลังใช้อาหารเป็นอาวุธ

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียบอกกับนายกรัฐมนตรีมาริโอ ดรากี ของอิตาลี ว่ารัสเซียพร้อมที่จะให้การสนับสนุนที่สำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตอาหารที่กำลังจะเกิดขึ้น หากชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

หลังจากที่ชาติตะวันตกพร้อมใจกันใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ซึ่งขัดขวางห่วงโซ่อุปทานอาหาร ปุ๋ย และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จากทั้งรัสเซียและยูเครน โดยเฉพาะข้าวสาลี ซึ่งทั้งสองประเทศผลิตข้าวสาลีได้ร้อยละ 30 ของอุปทานข้าวสาลีทั่วโลก

รัฐบาลรัสเซียแถลงภายหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำรัสเซียและอิตาลีว่า “ปูตินเน้นย้ำว่าสหพันธรัฐรัสเซียพร้อมที่จะมีส่วนสนับสนุนสำคัญในการเอาชนะวิกฤติอาหารด้วยการส่งออกธัญพืชและปุ๋ย ภายใต้การยกเลิกข้อจำกัดที่มีแรงจูงใจทางการเมืองโดยตะวันตก”

โดยก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่าพร้อมที่จะเปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลดำ เพื่อให้ยูเครนสามารถส่งสินค้าสู่ตลาดโลกได้อีกครั้งและหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตอาหาร หากตะวันตกผ่อนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย

ดิมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวโทษมาตรการคว่ำบาตรของบรรดาชาติตะวันตกว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาด้านอาหาร

ขณะที่จอห์น เคอร์บี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่ารัสเซียกำลังใช้เศรษฐกิจและอาหารเป็นอาวุธ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐกำลังหารือกับประเทศพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหานี้

Photo by Sputnik/Mikhail Metzel/Pool via REUTERS

ธนาคารโลกเตือนสงครามยูเครนจุดชนวนภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684262

วันที่ 27 พ.ค. 2565 เวลา 11:13 น.ธนาคารโลกเตือนสงครามยูเครนจุดชนวนภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

การรุกรานยูเครนของรัสเซียอาจทำให้ทั่วโลกเผชิญเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

เดวิด มัลพาส ประธานธนาคารโลกเตือนว่า สงครามรัสเซียในยูเครนและผลกระทบของสงครามต่อราคาพลังงาน อาหาร และปุ๋ยเคมีอาจทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

“เมื่อมองที่จีดีพีโลก…ตอนนี้มันยากมากที่จะหลีกเลี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย” มัลพาสเผยโดยไม่ได้ระบุถึงการคาดการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและไม่ให้รายละเอียดว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจะเริ่มขึ้นเมื่อใด “แค่ราคาพลังงานพุ่งขึ้น 2 เท่าตัวก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว”

เมื่อเดือนที่แล้วธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ลงเกือบ 1% จาก 4.1% เหลือ 3.2% อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

มัลพาสเผยในงานอีเว้นต์ที่จัดโดยสภาหอการค้าสหรัฐว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกและอันดับ 1 ของยุโรปเติบโตช้าลงเนื่องจากราคาพลังงานสูงขึ้น และว่าการที่รัสเซียตัดการส่งก๊าซไปยังยุโรปทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวอย่างมากในภูมิภาค

มัลพาสกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจของรัสเซียและยูเครนจะหดตัวอย่างมาก ขณะที่ศรษฐกิจจีนและสหรัฐจะชะลอตัวลง ทว่าประเทศที่กำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากการขาดแคลนปุ๋ยเคมี อาหาร และพลังงาน

ประธานธนาคารโลกกล่าวถึงจีนว่า การเติบโตที่ชะลอตัวค่อนข้างมากเป็นผลสืบเนื่องจากการระบาดของ Covid-19 ภาวะเงินเฟ้อ และวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ที่จีนกำลังเผชิญอยู่ และว่าการล็อกดาวน์ในเมืองใหญ่ๆ ของจีน รวมทั้งในเมืองศูนย์กลางด้านการเงินและการผลิตและการขนส่งทางเรืออย่างเซี่ยงไฮ้ ยังคงส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

Fortune ระบุว่า สงครามในยูเครน ทำให้วิกฤตราคาพลังงานและอาหารแย่ลง เนื่องจากการส่งออกพลังงานของรัสเซียกลายเป็นจุดที่ตะวันตกใช้คว่ำบาตรรัสเซีย

โดยในอังกฤษราคาพลังงานถีบตัวทุบสถิติ 54% ในเดือน เม.ย. และคาดว่าจะเพิ่มเป็นเกือบ 2 เท่าอีกครั้งในเดือน ต.ค.

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกเคยเตือนเกี่ยวกับวิกฤตอาหารโลกว่าอาจนำมาสู่ภัยพิบัติสำหรับมนุษย์ โดยคาดว่าการสะดุดของซัพพลายจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียอาจดันราคาอาหารขึ้นอีก 37%

REUTERS/Yves Herman/File Photo

ถึงเวลาจีนประเมินตัวเอง จะไหวไหมถ้าต้องรบกับสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683942

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 20:36 น.ถึงเวลาจีนประเมินตัวเอง จะไหวไหมถ้าต้องรบกับสหรัฐ

บทวิเคราะห์จากมุมมองของจีน ในช่วงที่สหรัฐและพันธมิตรกำลัง “ปั่น” เรื่องจีนจะบุกไต้หวัน

ในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรกำลังประโคมให้โลกเชื่อว่าจีนจะต้องทำอะไรสักอย่างกับไต้หวันแน่ๆ แต่ในจีนนั้นแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้กันเลย

มันอาจเป็นการซ่อนกระบี่ในฝัก เป็นการงำประกาย หรือกลยุทธ์ปิดฟ้ามข้ามสมุทรอะไรก็แล้วแต่ แต่หากไม่มีหลักฐานบ่างชัดก็ยากจะฟันธงว่าจีนคิดจะทำมิดีมิร้ายกับไต้หวันจริง

แต่สหรัฐกับญี่ปุ่นนั้นมีเจตนาชัดเจนที่จะปั่นเรื่องจีนจะบุกไต้หวัน ญี่ปุ่นนั้นทั้งให้อดีตนายกฯ (อาเบะ) เปรยออกมากับปาก จัดที่จัดทางให้ไบเดินมาบอกว่าถ้าจีนบุกไต้หวันสหรัฐไม่นิ่งเฉยแน่อ และยังจัดประชุม QUAD (กลุ่มต้านจีน) กันเลยด้วยซ้ำ

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น หากไล่กลับไปในช่วงสองปีนี้ ญี่ปุ่นกับสหรัฐปั่นเรื่องจีนบุกไต้หวันมากกว่าใครในโลก

อาจจะมากกว่าไต้หวันเสียด้วยซ้ำ!

แน่นอนว่าคนที่มีสิทธิ์กังวลที่สุดคือไต้หวัน เพราะในทางพฤตินัยแล้วทั้งไต้หวันและแผ่นดินใหญ่ “ยังอยู่ในสถานะสงครามกลางเมือง” ที่ลากยาวตั้งแต่ปี 1945 บัดนี้ก็ยังไม่ยุติเพราะไม่มีการลงนามอะไรทั้งสิ้นแม้แต่สัญญาหยุดยิง

ต่างจากสงครามเกาหลีที่มีสัญญาหยุดยิง แต่มันก็ยังไม่ถือว่ายุติเช่นกัน

ถามว่าหากมันเป็นสงครามกลางเมือง แล้วสหรัฐไปยุ่งอะไรด้วย?

ตอบว่ายุ่งได้ “ในวงจำกัด” เพราะสหรัฐมีพันธสัญญากับไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ซึ่งโดยเนื้อหาของพันธะนี้ไมไ่ด้ยืนยันว่าสหรัฐจะเข้าไปช่วยไต้หวันหากจีนบุกโจมตี เพียงแต่จะช่วยเรื่องยุทโธปกรณ์เป็นหลัก “เพื่อรักษาความสามารถของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการใช้กำลังหรือการบีบบังคับรูปแบบอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือระบบสังคมหรือเศรษฐกิจของประชาชนในไต้หวัน”

แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ช่วงสงครามเย็นสหรัฐก็ “หักหลัง” ไต้หวัน หันมารับรองจีนเป็น “จีนเดียว” และคบหาและคบค้าอย่างฉันมิตรแต่นั้นมา

ที่ทำไปนั้นเพื่อจะคานอำนาจ “รัสเซีย” เพราะจีนกับโซเวียตไม่ถูกกัน อีกทั้งในเวลานั้นจีนไม่ใช่ภัยคุกคามของสหรัฐ แต่เป็นตลาดการลงทุนที่มีศักยภาพสูง

ผ่านไป 40 ปีจีนแกร่งจนท้าทายสหรัฐขึ้นมา ยุทธศาสตร์ของสหรัฐจึงต้องเปลี่ยนไป จากที่ละทิ้งไต้หวันในด้านยุทธศาสตร์ ก็หันกลับมาทำเป็นเดือดร้อนแทน แม้แต่อาเซียนที่สหรัฐไม่เห็นหัวไปหลายปี ตอนนี้ถึงกับเชิญผู้นำไปอี๋อ๋อด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อวางหมากล้อมจีน

การเมืองโลกนั้นไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร วันไหนหมดประโยชน์แล้วยังเป็นก้างขวางคคอ วันนั้น “เพื่อน” ก็กลายเป็น “ภัย” ได้เหมือนกัน ดูอย่างจีน-รัสเซีย และสหรัฐ-จีน นับลแต่อดีตจนถึงวันนี้เป็นตัวอย่าง

สหรัฐนั้นชอบธรรมอยู่ที่จะเข้าข้างไต้หวัน แต่ญี่ปุ่นนั้นไม่มีเหตุผลอันใดที่จะยั่วยุจีนอย่งตรงไปตรงมา เว้นแต่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่น้อยก็ไม่รู้สึกโอเคกันแล้ว

หากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ แทนที่มันจะเป็น “สงครามกลางเมือง” ญี่ปุ่นจะพังพินาศไปด้วย

คำถามสำคญในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่จีนจะยึดไต้หวันหรือไม่ (เพราะมันเป็นเป้าหมายของจีนที่เปิดเผยมาโดยตลอด) แต่อยู่ที่ว่าหากจีนบุกขึ้นมา มันจะลามเป็นสงครามโลกหรือไม่?

คำตอบของคำถามนี้ต้องถามกลับอีกครั้งว่า “แล้วจีนมีศักยภาพที่จะต่อกรมหาอำนาจที่คอยหนุนหลังไต้หวันหรือไม่?”

เมื่อเดือนมีนาคม ผู้เขียนได้เห็นบทความของ ศ. จินฉานหรง คณะรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ที่มองสถานการณ์ “โลกล้อมจีน” ได้เฉียบคมคนหนึ่ง

ศ. จินฉานหรงเขียนบทความชี้ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเข้าสู่ภาวะ “การตั้งรับเชิงยุทธศาสตร์”

อาจารย์ใช้ว่า “ตั้งรับ” เห็นชัดว่าไม่ใช่การ “รุก”

นั่นหมายความว่าจีนยังไปรุกใครไม่ได้ การรุกไต้หวันไม่ใช่แค่รับกับไต้หวัน แต่รับกับสหรัฐและพวก QUAD ทั้งกลุ่ม ดีไม่ดีจะถูกรุมคว่ำบาตรแบบรัสเซียจากผู้ที่ไม่ได้เเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครนเลย

จีนจึงต้องระวังไม่ให้ “พลาด” แบบรัสเซีย เพราะที่ผ่านมา “กุนซือ” ในจีนเองมองสถานการณ์รัสเซียว่าเป็นความผิดพลาดด้วยซ้ำ

ศ. จินฉานหรงบอกว่า จีนยังห่างชั้นกับสหรัฐในแง่ความแข็งแกร่งของชาติ จีดีพีก็ยังไม่แกร่งเท่า สหรัฐยังเป็นผู้บงการตลาดทุนโลก และยังเป็นผู้ลงการสินค้าจำเป็นของโลก สินค้าตัวนี้สำคัญต่ออนาคตของโลกมากนั่นคือ “ชิป”

อาจารย์อธิบายว่า บริษัทแปรรูปชิปที่ดีที่สุดคือบริษัทในเอเชีย 2 แห่ง แห่งหนึ่งคือ TSMC ของจีน (ที่จริงคือไต้หวัน- ผู้เขียน) และอีกบริษัทหนึ่งคือ Samsung ของเกาหลีใต้ แต่ถ้าดูโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท หุ้นสามัญของ Samsung 56% เป็นหุ้นอเมริกัน และหุ้นบุริมสิทธิ  81% เป็นชาวอเมริกัน

ดังนั้นทีมผู้บริหารจึงเป็นคนเกาหลี สำนักงานใหญ่อยู่ในเกาหลี และเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคเป็นคนเกาหลีทั้งหมด แต่ส่วนทุนเป็นชาวอเมริกัน และ TSMC ก็คล้ายคลึงกัน

ศ. จินฉานหรง บอกว่า “ในสาขาที่สำคัญเหล่านี้ องค์กรหลักหลักถูกควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา ทำไมถึงถูกควบคุม? เพราะทุนแข็งแกร่ง ทำไมทุนถึงแข็งแกร่ง? เพราะเป็นเศรษฐีแก่และรวยที่สุดในหมู่บ้าน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกในจีดีพีในปี พ.ศ. 2437 ดังนั้นจึงเป็นเศรษฐีอาวุโสในหมู่บ้าน ประเทศอื่นๆ ล้วนแต่เพิ่งตั้งไข่ จะเรียกว่าเป็นเด็กก็ยังไม่ได้ จะเอาเด็กไปเทียบกับเจ้ามังกรหรือหรือ? เทียบกับเศรษฐีอาวุโสแล้ว เด็กทารกยังเทียบไม่ได้เลย”

ผู้เขียนขอพูดง่ายๆ คือแม้จีนจะพร่ำรวยแค่ไหน ก็ยังเทียบไม่ได้กับรากฐานความมั่งคั่งของสหรัฐ รากฐานทุนเหล่านี้ทำให้่สหรัฐทำ “สงครามยืดเยื้อ” ได้ จีนก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่มันจะเป็นสงครามกองโจรยืดเยื้อเหมือนสมัยเหมาเจ๋อตง นั่นคือรบไร้ทุนและต้องหลบๆ ซ่อนๆ

ศ. จินฉานหรงยังชี้ว่าการทหารของสหรัฐยังแกร่ง การเงินยิ่งเป็นผู้ครอบงำโลก ยิ่งไม่ต้องพุดถึงระบบพันธมิตรของสหรัฐ “บอกได้เลยว่าทรงพลังยิ่งนัก” ขณะที่ “จีนเป็นประเทศใหญ่เพียงลำพัง”

ศ. จินฉานหรงสรุปว่า “ประการที่สองคือสถานการณ์ สถานการณ์ยังคงเป็นสหรัฐที่กำลังโจมตี และจีนกำลังปกป้อง ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนเล่นได้ดี ตั้งรับได้ดี แต่ก็ยังถือว่าตั้งรับอยู่”

“ดังนั้น ข้อสรุปทั่วไปคือเรายังอยู่ในขั้นตอนของการตั้งรับเชิงยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าความมุ่งมั่นนี้ยังมีความสำคัญมาก เราต้องยึดมั่นกับมัน มิฉะนั้น หากเราพูดเกินจริงไปในแง่อำนาจของเราและบอกว่าเราเข้าสู่สภาวะเท่าเทียมเชิงยุทธศาสตร์เราอาจท้าทายซึ่งกันและกัน และถือไพ่ไม่ถูกใบ”

“เท่าเทียมเชิงยุทธศาสตร์” (จ้านเลวี่ย เซียงฉือ) เป็นประเด็นดีเบตในจีน นั่นคือการมองว่าตอนนี้จีนกับสหรัฐเท่ากันแล้ว เข้าสู่ภาวะทางบตันที่ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันได้สมน้ำสมเนื้อ ซึ่ง ศ. จินฉานหรงบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น จีนยังเทียบสหรัฐไม่ได้ในทุกรณี

และควรตั้งรับเท่านั้น อย่าพลาดไปจากนี้

ป.ล. (1)

ศ. จินฉานหรง ไม่ได้ประเมินประเทศตัวเองต่ำไป แต่เป็นการประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงมากกว่า ก่อนหน้านี้ ในปี 2019 อาจารย์เคยกล่าวว่าจีนมีความก้าวหน้าอย่างมากในแง่การพัฒนาอาวุธโดยเฉพาะอาวุธความเร็วเหนือเสียงและขีปนาวุธที่โจมตีเป้าหมายเคลื่อนที่ และชี้ว่าจุดแข็งของจีนคือสามารถผลิตอาวุธจำนวนมากในราคาที่เหมาะสม หลายๆ อย่างจะไร้ประโยชน์หากไม่สามารถผลิตได้ในระดับ “แมส” ซึ่งจีนทำสำเร็จแล้ว

พร้อมกับชี้ว่า อัตราการชนะของฝ่ายตั้งรับนั้นสูงกว่าของฝ่ายโจมตีมาก

ศ. จินฉานหรงประเมินว่า ในเอเชียตะวันออกนั้น ฐานทัพทหารสหรัฐทั้งหมดโดยพื้นฐานแล้วไม่ใช่ภัยคุกคามใหญ่ในตอนนี้ หากเกิดสงครามฐานทัพเหล่าจะถูกทำลายย่อยยับในหนึ่งชั่วโมงหลังสงคราม ส่วนอัตราการเอาตัวรอดของเรือบรรทุกเครื่องบิน (ซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญของกองเรืออเมริกัน) ก็ต่ำมากเช่นกัน หากเจอกับขีปนาวุธของจีน

ในปีนั้นสงครามการค้าเริ่มต้นขึ้น ศ. จินฉานหรงจึงชี้ว่าสหรัฐไม่มีความสามารถในการโจมตีจีน ดังนั้นจึงทำได้เฉพาะในสงครามการค้าและการเงินบางส่วนเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำสงครามกัน

แต่ปรากฎว่าตอนนี้สหรัฐผ่อนคลายเรื่องการโจมตีการค้า (เพราะโจมตีไม่สำเร็จ?) แต่หันมากระพือเรื่องการเผชิญหน้าทางการทหารแทน และหนักจนผิดสังเกตแม้แต่ก่อนเกิดสงครามยูเครน

ป.ล. (2)

ในปี 2019 ศ. จินฉานหรงประเมินว่าถ้าจีนจะโจมตีไต้หวันก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะกำลังทหารของไต้หวันไม่สามารถรับมือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ และจะพังพาบแค่ช่วงเฟสแรกของการรุกทางทะเล อากาศ และกาณโจมตีด้วยขีปนาวุธ และจะเป็นเพียงสงครามภูมิภาค (ไม่ใช่สงครามโลก) ในช่วงเวลาสั้นๆ

กรกิจ ดิษฐาน

Photo – (TOPSHOT) Chinese troops march during a military parade in Tiananmen Square in Beijing on October 1, 2019, to mark the 70th anniversary of the founding of the People’s Republic of China. / AFP / Greg BAKER

เลี้ยงเด็ก Gen Alpha ไม่ง่ายจริงหรือ!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/684037

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 15:40 น.เลี้ยงเด็ก Gen Alpha ไม่ง่ายจริงหรือ!!

เปิดมุมมองคุณแม่รุ่นใหม่ ผ่าน “โบ-พัทธมน เมฆะวรากุล” ไขความลับแบบฉบับคนรักลูก “เลี้ยงเด็ก Gen Alpha ไม่ง่าย แต่ทำได้หากเข้าใจถึงแก่นแท้ของตัวตน พร้อมเติบโตทางจิตวิญญาณไปด้วยกันกับลูก”

“การยอมรับในความเห็นต่าง การสร้างสันติ การรู้จักรักเป็น สามารถรักตัวเองและผู้อื่นได้”

คีย์เวิร์ดหลักในชีวิตที่อยากปลูกฝังให้กับพ่อแม่และเด็กใน gen นี้ ทั้งหมดนี้คือใจความหลักที่ได้จากการตกผลึกในชีวิต การผ่านพ้นประสบการณ์ทั้งดีและร้าย การผ่านจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตที่ทำให้ได้มองมนุษย์ในมุมมองใหม่ ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักธรรมชาติของมนุษย์มาก่อนเลย จนสุดท้ายค้นพบว่าสิ่งที่มนุษย์ทุกคน จะยากดีมีจน มีปมมีเปลือก ต้องการที่สุดคือ ‘ความสุข’ ทว่า พวกเรากลับใช้ชีวิตเหมือนกับสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเงิน ความสำเร็จทางหน้าที่การงานและสังคม เราผ่านความน่าเสียดายและความรู้งี้มาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ในวันนี้คุณโบ-พัทธมน เมฆะวรากุล ผู้บริหารเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา และเจ้าของ Instill Agency จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ด้วยความคิดที่อยากจะสร้างประชากรโลกที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างเต็มสมบูรณ์ มีความสุข มีความรับผิดชอบ และสามารถใช้ศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่

คุณโบ-พัทธมน เมฆะวรากุล

“ช่วง 0-6 ปีแรก เป็นช่วงทองของการสร้างตัวตนที่เป็นรากฐานสำคัญของชีวิตมนุษย์ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ตัวตนและจิตใจเราเป็นอย่างไรในทุกวันนี้นั้น โดยมากคือถูกสร้างเสร็จตั้งแต่เราอายุ 6 ขวบแล้ว หลังจากนั้นเป็นการเรียนรู้เรื่องทักษะและความรู้ใหม่ๆ เพื่อประกอบวิชาชีพ ตนเคยคิดว่าเด็กเล็กไปโรงเรียนก็ไปเล่น เรียนรู้สังคม ไปเรียนโรงเรียนอะไรก็ได้แต่เมื่อได้ศึกษาเพิ่มเติมจึงรู้ว่าไปโรงเรียนเพื่อไปเล่นก็จริงเพราะเด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการเล่น แต่ในเมื่อช่วงนี้เป็นช่วงทองของพัฒนาการ จึงจำเป็นมากๆ ที่จะพาลูกไปสู่สังคมโรงเรียนที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการวิเคราะห์ความแตกต่างของเด็ก และช่วยฟื้นฟูในสิ่งที่เด็กคนนั้นๆ พร่องไป สามารถพัฒนาให้เด็กเล็กมีศักยภาพมากที่สุดในความสามารถของเค้า เพื่อให้เค้าพร้อมจะโตไปรับ skill / knowledge ใหม่ๆ และรับมือกับภาวะการณ์ที่แตกต่างในอนาคต จึงอยากสร้างโรงเรียนที่มีบุคลากรที่มุ่งเน้นในเรื่องนี้ พร้อมไปกับการสร้างเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือมีหัวใจที่สามารถรักตัวเอง และเผื่อแผ่ความรักไปยังผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมได้คุณโบจึงศึกษาและเรียนรู้อย่างจริงจังและได้ก่อตั้ง Lovell International School (เปิดสอนระดับอนุบาล 2-6 ขวบ) โรงเรียนที่สร้างด้วยความรัก เพื่อให้คนที่เรารัก รู้จักรักเป็น” คุณโบ กล่าว

โรงเรียนนานาชาติเลิฟเวลล์ วางแนวทางการเรียนรู้ภายใต้แนวคิดของการ ‘รู้จักรักตนเอง’ โรงเรียนเลือกใช้หลักสูตร EYFS (Early Years Foundation Stage) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่แพร่หลายของประเทศอังกฤษ จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือการให้ความสำคัญกับความแตกต่างของเด็กทุกคนเพื่อที่จะสามารถช่วยปรับปรุงจุดด้อยได้ทันเวลาในช่วงทองของการเติบโตนี้ เด็กจะได้โตไปเป็นผู้นำแถวหน้าของสังคมได้อย่างมั่นใจและมีความสุข EYFS ยังเป็นหลักสูตรที่มีการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาตลอดทุกปีเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตในโลกปัจจุบันและอนาคตของเด็กโรงเรียนตั้งอยู่ที่ถนนพัทยา-นาเกลือ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ด้วยอาคารมีการออกแบบและตกแต่งในคอนเซ็ปต์บ้านต้นไม้ นอกจากความสวยงามและสบายใจที่ผู้มาเรียนจะสัมผัสได้แล้ว ยังซ่อนรายละเอียดสำคัญในการออกแบบอีก คือทุกส่วนของการเรียนรู้ทั้งในและนอกอาคารถูกออกแบบโดยใช้หลักในการเสริมสร้าง EF (executive functions) ทั้ง 9 ข้อ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดของเด็กใน Gen alpha

ทั้งบ้านต้นไม้ที่สามารถให้เด็กๆ ปีนป่ายได้ บ่อบอล สระว่ายน้ำ splash pool สวนผักและสวนดอกไม้ออแกนิค bug school สวน key hole เพื่อเรียนรู้การรีไซเคิล musical wall ห้องเรียนศิลปะ และ cooking school โรงเรียนมีกำหนดเปิดทำการในปีการศึกษา 2022-2023 ที่จะถึงนี้ (ช่วงปลายเดือนสิงหาคม)

สำหรับใครที่สนใจหรือต้องการจะสมัครเรียน สามารถลงทะเบียนสมัครหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ website www.lovellschool.ac.th ทางโรงเรียนจัด open house ทุกเดือน เพื่อให้ข้อมูลและตอบคำถามผู้ปกครองที่สนใจในปี 2022 นี้ และสำหรับการเข้าชมโรงเรียนจะเปิดให้เข้าชมได้ในเดือนกรกฎาคม 2022 เป็นต้นไปหากท่านใดสนใจสามารถติดต่อนัดหมายเพื่อทำการพูดคุยและ school tour ได้ที่เบอร์ 089-8322878

วาร์ปไปช้อปตอบรับกระแส Metaverse ‘GUESS’ เปิดตัว GUESS Virtual Store

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/684033

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 09:50 น.วาร์ปไปช้อปตอบรับกระแส Metaverse 'GUESS' เปิดตัว GUESS Virtual Store

GUESS เปิดตัว GUESS Virtual Store ตอบรับกระแส Metaverse เปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งผ่านออนไลน์เสมือนวาร์ปไปช้อปด้วยตัวเองที่ร้าน

ช่วงนี้กระแส Metaverse กลายเป็นที่พูดถึงของคนทั่วโลก และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเฉพาะในวงการเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากหลากหลายแวดวงการ โดยล่าสุด GUESS แบรนด์แฟชั่นไฮสตรีทสัญชาติอเมริกัน พร้อมเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่เอาใจขาช้อปยุคใหม่ผ่าน “GUESS Virtual Store” ตอบรับเทรนด์เมตาเวิร์ส เพื่อให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าสนุกกับการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เสมือนวาร์ปไปช้อปด้วยตัวเองถึงที่ร้าน

สำหรับ GUESS เป็นแบรนด์แฟชั่นไฮสตรีทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1981 เริ่มต้นจากธุรกิจยีนส์ จนกระทั่งเติบโตพัฒนากลายเป็นแบรนด์ไอคอนิคระดับโลก เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์หนุ่มสาวทั้งเสื้อผ้า ready-to-wear สำหรับผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก ตลอดจนกระเป๋า นาฬิกา และจิวเวลรี่ ภายใต้ดีเอ็นเอแบรนด์อย่าง Young, Sexy, Timeless ในขณะที่กลุ่มเดนิมก็ยังคงเป็นสินค้าซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล โดยปัจจุบันมีร้านค้าถึง 945 ร้านในอเมริกา ยุโรป และ เอเชียและมีร้านค้าภายใต้ผู้แทนจำหน่ายอีก 735 ร้านค้าทั่วโลก และมีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 101 ประเทศทั่วโลก

โดย GUESS ในประเทศไทย มีการเปิดตัวเว็บไซต์ www.guess.co.th เมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา และล่าสุดเพื่อตอบรับเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในช่วงที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงเปิดตัว GUESS Virtual Store จำลอง GUESS Flagship Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดของ GUESS ในประเทศไทยมาสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าสนุกกับการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้มาช้อปถึงที่ร้านด้วยตัวเอง

ภายใน GUESS Virtual Store ประกอบด้วยสินค้าทุกชิ้นที่มีวางจำหน่ายใน GUESS Flagship Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสำหรับสตรีและบุรุษ เสื้อผ้าสำหรับเด็ก รวมไปถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ตั้งแต่กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา และเครื่องประดับ โดยสามารถคลิกเลือกดูสินค้าที่ชื่นชอบได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส แล้วช้อปได้ทันทีผ่านลิงก์ในเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อไปยัง www.guess.co.th และ Line Official : GUESS Thailand ซึ่งมีทั้งบริการชำระเงินแบบออนไลน์ ชำระเงินปลายทาง และช้อปก่อนจ่ายทีหลังผ่าน Atome บริการจัดส่งภายใน 3-5 วัน นอกจากนี้ยังมีระบบหลังบ้านที่คอยดูแลบริการรับเปลี่ยน-คืน หรือหากซื้อไปแล้วไม่ถูกใจยังสามารถนำคืนที่หน้าร้านด้วยตัวเองได้อีกด้วย

สนุกกับการเลือกช้อปเสื้อผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์แฟชั่นไฮสตรีทสัญชาติอเมริกัน บนเทคโนโลยีเสมือนจริงได้แล้วทาง https://takealook360.com/vrtour/guess/

#GUESSVirtualStore

#LoveGuessThailand