พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662982

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 16:25 น.พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว เอลิซาเบธ โฮล์มส์ อดีตผู้บริหารที่ถูกจับตามากทีสุดคนหนึ่งแห่งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Theranos กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีฉ้อโกงทางอาญา ในคดีที่มีผู้จับตามากทีสุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจ

ในช่วงเวลานี้ คงไม่มี (อดีต) ผู้บริหารสตาร์ทอัพคนไหนที่จะครอบครองพื้นที่สื่อได้เท่ากับ เอลิซาเบธ โฮล์มส (Elizabeth Holmes) แห่งบริษัทเทรานอส (Theranos) อีกแล้ว

แต่น่าเสียดายที่พื้นสื่อของโฮล์มส ไม่ใช่ข่าวที่น่าพิสมัยนัก เกือบร้อยทั้งร้อยเป็นข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของเธอที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น รวมถึงการขุดเบื้องหลังการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ Theranos บริษัทที่ครั้งหนึ่งมีอนาคตไกล แต่แล้วรายหดหายจากระดับพันล้านจนกลายเป็นศูนย์ในเวลาไม่นานนัก

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน โฮล์มส จัดตั้ง Theranos ด้วยวัยเพียง 19 ปี ภายในเวลา 1 ปี ระดมทุนได้ถึง 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาภายในเวลา 3 ปี สามารถระดมทุนได้กว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐ Theranos เนื้อหอมสุดติดต่อกันนานหลายปี แถม โฮล์มส เองก็ถูกมองว่าเป็นอนาคตไอคอนแห่งวงการในระดับเดียวกับ สตีฟ จ็อบส์ เลยทีเดียว

เมื่ออายุได้ 32 ปี โฮล์มส์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาเศรษฐีหญิงที่สร้างตัวเองที่อายุน้อยที่สุด” โดย Forbes

จนกระทั่งเมื่อปี 2015 บริษัทมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่แล้วในปีเดียวกันนั้นเอง ทุกสิ่งที่สร้างมาก็เริ่มที่จะสั่นคลอน และสุดท้ายบริษัทถูกสื่อขุดคุ้ยความจริงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

กลายเป็นว่าสตาร์ทอัพในตำนานกับนายหญิงยอดอัจฉริยะ ถูกมองว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันในความบริสุทธิ์ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และบริการก็ตาม

เรื่องราวของ โฮล์มส กับ Theranos จึงไม่ได้เกี่ยวกับความสำเร็จอันสวยหรูของวงการสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังฉายให้เห็นด้านมืด ความผิดพลาด และความล้มเหลวที่บรรดาเจเนอเรชั่นใหม่ที่แสวงหาความร่ำรวยแบบสำเร็จรูป จะต้องพึงสังวรให้ดี

เรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวอย่างของความสำเร็จสวยหรูอย่างที่เราเคยนำเสนอมาตลอด แต่เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดและการจัดการเรื่องอื้อฉาวที่บริษัทเกิดใหม่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้

เพราะหากมุ่งแต่ความสำเร็จโดยไม่ประเมินโอกาสตกม้าตาย ก็เท่ากับทำธุรกิจด้วยความเลินเล่อ

เส้นทางมหาเศรษฐีพันล้าน

ตำนานสตาร์ทอัพอันอื้อฉาวนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่ โฮล์มส อายุได้ 19 ปี ตอนนั้นเธอยังเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ยังไม่ทันจะจบการศึกษาเธอก็ชิงลาออกเสียก่อน ตามสูตรไอคอนในวงการที่มักเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่มักสร้างกิจการที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองหลังจากนั้น

โฮล์มสก็เช่นกัน เธอมีความคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม เป็นระบบสาธารณสุขแบบสามัญประจำบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมถึงลดความซับซ้อนและราคาที่แสนแพงของการเข้าถึงการรักษาในสหรัฐ

แต่แรงบันดาลใจจริงๆ เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เธอต้องสูญเสียญาติสนิทด้วยโรคมะเร็ง ทำให้เธอเฝ้าคิดคำนึงอยู่เสมอว่า หากเราสามารถรู้ล่วงหน้าว่ากำลังป่วยด้วยโรคอะไร คงจะไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปก่อนกาล

นี่คือความฝันที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่อยากจะทำกัน นั่นคือการสร้างธุรกิจที่ทำกำไรไปพร้อมๆ กับรับผิดชอบต่อสังคม หรือหากมีฝันที่สูงส่งสักหน่อยก็อาจฝันถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โฮล์มส ก็เช่นกัน เธอหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขอันเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกมักเข้าไม่ถึงปัจจัยนี้

แนวคิดของ โฮล์มส ได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาผู้เห็นดีเห็นงามกับการลาออกจากมหาวิทยาลัยไปตั้งบริษัท แถมตัวเขาเองยังกระโจนมาร่วมงานด้วยอีกต่างหาก อาจารย์คนนี้เผยว่า ในเวลานั้นเขามองเห็นแววตาของ โฮล์มส สะท้อนแววตาของ บิล เกตส์ หรือคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ หรือ ไมเคิล เดล ซึ่งล้วนแต่เป็นไอคอนผู้สร้างตัวเองจากศูนย์สู่แสนล้าน

ตรวจเลือดอัจฉริยะเหลือเชื่อ

คำยกยอนี้ไม่เกินความจริงเท่าไหร่นัก ในขณะที่ Theranos กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความโหยหาในบริการสาธารณสุขแบบครบวงจรแต่ไม่ซับซ้อนของชาวสหรัฐ ทำให้ Theranos เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ บวกกับบริษัทและนายทุนต่างเห็นแวว คอยอัดฉีดเงินทุนไม่หยุดหย่อน

บริการของ Theranos คือการบริการตรวจสุขภาพแบบทันใจ ไม่ต้องผ่านกระบวนการของโรงพยาบาลหรือแล็บตรวจ ซึ่งคิวยาวและกระโดดไปกระโดดมา โฮล์มส จัดการขมวดกระบวนการที่เยิ่นเย้อนี้ด้วยการตรวจแบบวันสต็อปผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Edison วิธีการก็ไม่ซับซ้อนไปกว่าการใช้เข็มเจาะเลือด หรือ Fingerstick แทนที่จะดึงเลือดออกมาจากเข็มทีละมากๆ แล้วนำไปเข้าแล็บเทคนิคการแพทย์เพื่อตรวจอีกรอบก่อนจะไปถึงมือหมอ เพื่อลงรายละเอียดตามอาการที่แล็บตรวจพบอีกครั้ง

วิธีการนี้ช่วยย่นระยะเวลาในการตรวจโรคของชาวสหรัฐ และทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็นผู้ปฏิวัติวงการแพทย์เลยทีเดียว พร้อมกับที่ Theranos สั่งสมทุนและรายได้มากมายจนถูกประเมินว่ามีมูลค่าตลาดระดับกว่าพันล้าน

โฮมส์ ใช้เวลานานถึง 11 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะอำนวยความสะดวกในการตรวจเลือดของแพทย์ให้ถูกต้องแม่นยำ ราคาสบายกระเป๋า โดยเทคโนโลยีการตรวจเลือดของบริษัท Theranos นั้นไม่ง้อเข็มปลายแหลมคมดูดเลือดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอเลือด 1 หยดจากนิ้วโป้งเพียงหยดเดียวก็สามารถตรวจเลือดได้แล้ว

นอกจากจะง่ายแล้ว เรื่องความเร็วของการรู้ผลตรวจก็ฉับไวยิ่งกว่า เพราะหากพึ่งพาวิธีเดิมด้วยการนำเลือดจากหลอดแก้วไปเข้าห้องแล็บก็ต้องรอผลนานหลายวัน แต่หากใช้วิธีของ โฮมส์ แค่รอเพียง 4 ชม.ก็สามารถรู้ได้แล้วว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร และจะต้องดำเนินการรักษาอย่างไรต่อไป

ส่วนเรื่องราคาหลายคนคงคิดว่านวัตกรรมใหม่แห่งการตรวจเลือดนี้คงแพงสมกับระยะเวลาในการคิดค้นนานถึง 11 ปี แต่ ปรากฎว่ามีราคาเพียง 30 เหรียญสหรัฐ หรือราว 990 บาทเท่านั้น เทียบไม่ติดกับราคาเดิมในโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจเลือดแต่ละครั้งหลายพันบาท

ผลก็คือ ในปี 2014 Walgreens ร้านขายยารายใหญ่ที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐถึง 8,100 แห่ง ยังประกาศวางแผนที่จะใช้เครื่องมือการตรวจเลือดของ Theranos เข้ามาขายในร้านค้า ส่วนโฮล์มได้กลายมาเป็นเศรษฐินีพันล้านได้สำเร็จ โดยรายได้หลักที่ทะยานขึ้นจากบริษัทนั้นมาจากการถือครองหุ้น 50% ของเธอ

มุมมืดของ Theranos

แต่แล้วภาพลักษณ์นักปฏิวัติวงการแพทย์เริ่มสั่นคลอนลง เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2015 หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างข้อมูลจากอดีตพนักงานของ Theranos ว่า Edison อาจให้ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาด นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายรายยังกังขากับความน่าเชื่อถือของระบบนี้ ยังไม่นับผู้ใช้บริการอีกจำนวนหนึ่งที่รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และร้องเรียนไปยังสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ

จนกระทั่งมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ที่น่าตกใจก็คือ มีการเปิดเผยว่าที่จริงแล้วหลายๆ กรณี Theranos ไม่ได้ใช้เครื่อง Edison ตรวจแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการตรวจแบบเดิมที่แพทย์ทั้งหลายใช้กัน ทั้งยังใช้เครื่องตรวจของบริษัทอื่นอีกด้วย ทำให้ข้อครหาต่อบริษัทและผู้ก่อตั้งเริ่มรุนแรงขึ้น แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธรายงานข่าวและข้อกล่าวหาทั้งหมดก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Theranos ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยดีลที่ไม่โปร่งใส การอ้างตัวเลขทางธุรกิจที่เลื่อนลอย ไปจนถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของ Edison อย่างจริงจังจนพบข้อบกพร่องที่ชัดเจนขึ้น โดยสื่อและหน่วยงานของรัฐตามกัดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2016 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนกรณี Theranos อย่างเป็นทางการ

เมื่อปี 2014 เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Forbesว่าเป็นเศรษฐินีหญิงสร้างตัวที่อายุน้อยที่สุดในสหรัฐ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังจากถูกเปิดโปง ในปี 2016 Forbes จึงประเมินทรัพย์สินของเธอใหม่และพบว่ามันมีค่าเท่ากับศูนย์ เนื่องจากเธอถือหุ้นสามัญของบริษัท จึงเป็นรายสุดท้ายที่จะได้รับเงินปันผลหากกิจการล้มลง

ในปี 2017 Theranos ตกลงยอมความคดีแพ่งกับบริษัท Walgreens ด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผยและบรรลุข้อตกลงกับนักลงทุนให้ยุติการฟ้องร้องกับบริษัท แต่มันไม่ช่วยให้โฮล์มและ Theranos ถูกฟ้องอาญาจากรัฐได้

ในเดือนมิถุนายน 2018 คณะลูกขุนใหญ่แห่งสหพันธรัฐฟ้องโฮล์มส์และอดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Theranos (COO) คือ ราเมช บัลวานี ในข้อหาฉ้อโกง 9 กระทง และข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง 2 กระทงฐานแจกจ่ายการตรวจเลือดโดยให้ผลลัพธ์ที่เป็นเท็จแก่ผู้บริโภค

ราเมช บัลวานี (Ramesh Balwani) นั้นมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับกับเอลิซาเบธ โฮล์มส์ระหว่างดำรงตำแหน่งที่Theranos โฮล์มส์พบเขาในปี 2002 ตอนเธออายุแค่ 18 ปี ขณะที่ยังเรียนอยู่ เขาอายุมากกว่าโฮล์มส์ 19 ปีและแต่งงานแล้วในเวลานั้น ความสัมพันธ์เชิงชู้วาวของพวกเขาไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อนักลงทุนของ Theranos

คดีรฐบาลสหรัฐฟ้องโฮล์มและพวก (U.S. v. Holmes, et al.) เริ่มเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2021 และคาดว่าจะใช้เวลา 13 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น หากถูกตัดสินว่ามีความผิด โฮล์มส์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และอาจมีการชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับอีกหลายล้าน

เหตุเพราะเล่นเส้นแท้ๆ

ความน่าเชื่อถือของ Theranos นั้นส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของโฮล์มส์และความสามารถของเธอในการระดมการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพล รวมถึงเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระดับตำนาน, จอร์จ ชูลทซ์ (George Shultz) นักการทูต นัการเมืองและนักเศรษฐศษสตร์ผู้ทรงอิทธิพล, เจมส์ แมททิส (James Mattis) อดีตนายทหารระดับบัญชาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ และเบตซี ดีวอส (Betsy DeVos) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการชุดแรกของ Theranos ที่โฮล์มส์เชิญมาคือจอร์จ ชูลทซ์ และชูลทซ์มีส่วนร่วมในช่วงต้นในการช่วยเหลือการสรรหคณะกรรมการ Theranos จำนวน 12 คนรวมถึงบุคคลที่เอายมาข้างต้นและยังมีนักการเมืองและนักการทหารอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่า Theranos เต็มไปด้วยคนของรัฐบาลและฝ่ายการเมืองัท้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกกัน “เส้น” ฝ่ายการเมืองของพวกเขาจึงหนาปึ๊ก

นอกจากนี้ คณะกรรมการและนักลงทุนของ Theranos ได้รวมบุคคลที่มีอิทธิพลดสาขาอื่นๆ หลายคนไว้ด้วย นักลงทุนรายใหญ่คนแรกของโฮล์มส์คือทิม เดรเปอร์ (Tim Draper) นักลงทุนร่วมทุนในซิลิคอน วัลเลย์ และเป็นพ่อของเจสซี่ เดรเปอร์ เพื่อนสมัยเด็กของโฮล์มส์ ซึ่งสนิทกันขนาดที่เขา “เขียนเช็คโฮล์มส์” เป็นเงินเงิน 1 ล้านดอลลาร์เมื่อได้ยินข้อเสนอแรกเริ่มของเธอที่จะตั้งบริษัท

กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ของ Theranos ยังรวมถึงรูเพิร์ท มเอร์ดอค (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อสื่อรายใหญ่ของโลก, ครอบครัวสอลตัน (Walton) ผู้บริหารของบริษัท Walmart, ครอบครัวค็อกซ์ของ Cox Enterprises บริษัทยานยนต์และโทรคมนาคมรายใหญ่ของโลก และการ์โลส สลิม เอลู (Carlos Slim Helu) มหาเศรษฐกิอันดับต้นๆ ของเม็กซิโก

ปรากฎว่านักลงทุนที่คอยเป็นเส้นสายให้โฮล์มเหล่านี้แต่ละรายสูญเสียเงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์เมื่อ Theranos ล่มสลาย

Photo by Nick Otto / AFP

5 ความท้าทายที่ประธานเฟด (Fed) อาจเผชิญในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662972

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 14:09 น.5 ความท้าทายที่ประธานเฟด (Fed) อาจเผชิญในอนาคตบทวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายและอุปสรรคที่ประธานเฟดคนใหม่ (หรือาจเป็นคนเดิม) ต้องรับมือในอีก 4 ปีข้างหน้า

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐจะมีขึ้นในอีกไม่นานต่อจากนี้ว่าจะแต่งตั้งเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำรงตำแนห่งอีกครั้งหรือไม่หลังจากวาระของเขาหมดลงในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า หรือจะมอบบังเหียนให้คนอื่นมาคุมแทนในช่วงเวลาสำคัฐยิ่งยวดสำหรับเฟด

พรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายก้าวหน้าต้องการให้เฟดเข้ามามีบทบาทในวงกว้างมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มความพยายามที่จะสนับสนุนการจ้างงาน ขจัดความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และจัดการกับความไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องการให้ยึดกับแนวทางนโยบายการเงินเท่านั้น ให้ความสำคัญกับการลดอัตราเงินเฟ้อ และลดการแทรกแซงในตลาดการเงินและการกำกับดูแล

ไม่ว่าประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตจะเลือกใครก็ตาม หัวหน้าเฟดคนต่อไปจะต้องจัดการกับคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินและธรรมชาติของเงิน และนี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีกสี่ปีข้างหน้า:

มีนโยบายที่ถูกต้อง

หลังจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะข้ามคืนลงมาใกล้ศูนย์ และซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังและหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์

เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายของเฟดน่าจะเริ่มลดการซื้อสินทรัพย์ในปลายปีนี้

แต่ภายใต้กรอบนโยบายใหม่ที่นำมาใช้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พวกเขาวางแผนที่จะรอที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจจะมีการจ้างงานเต็มที่ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% และมีแนวโน้มว่าจะเกินระดับนั้นปานกลาง

เป็นคำมั่นที่หัวหน้าเฟดคนใหม่อาจพยายามรักษาไว้ ผู้กำหนดนโยบายของเฟดส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 2% ในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ถ้าราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่เป็นหัวหน้าธนาคารกลางอาจลงเอยด้วยการกำกับดูแลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะไปจับเรื่องการว่างงงาน

ปัจจุบันมีชาวอเมริกันน้อยกว่า 5.7 ล้านคนที่ถุกจ้างงานเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดใหญ่

“มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะแตกต่างออกไปในอนาคต ซึ่งเป็นลักษณะโครงสร้างที่แฝงอยู่จริงๆ ของเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะเปรับนโยบายของเราให้เข้ากับเศรษฐกิจอย่างหมาะสม” ลอเร็ตตา เมสเตอร์ (Loretta Mester) ประธานเฟดแห่งคลีฟแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนสิงหาคม

เฟดในฐานะผู้เฝ้าระวัง

หากกรอบการทำงานใหม่ของเฟดทำให้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้นานขึ้นเพื่อแสวงหาตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น นักวิเคราะห์กล่าวว่า อาจจำเป็นต้องกระชับกฎระเบียบทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดวิกฤต

เดวิด วิลค็อกซ์ (David Wilcox) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของเฟดและปัจจุบันเป็นสมาชิกสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน กล่าวว่า “กฎระเบียบทางการเงินในมุมมองของผมเป็นอันดับสองในวาระนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความเสี่ยงทางการเงินอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์”

ใครก็ตามที่เป็นผู้นำเฟดจะต้องพิจารณาเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้างมากขึ้น วิลค็อกซ์กล่าว

จุดอ่อนเชิงเป็นระบบในวิธีการซื้อขายตั๋วเงินคลังและตลาดเงินถูกเปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากการล่มสลายของตลาดการเงินเนื่องมาจากการชัตดาวน์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่

เอริก โรเซนเกรน (Eric Rosengren) ประธานเฟดจากบอสตันหยิบยกประเด็นขึ้นมาด้วยว่า ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ “stablecoins” ซึ่งเป็นรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกควบคุมและสามารถเชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์ได้ ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินอีกด้วย

สู่ระบบดิจิทัล?

คำถามหลักประการหนึ่งคือ เฟดตัดสินใจที่จะออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองหรือไม่ พาวเวลล์ไม่ผูกมัดกับจุดยืนดังกลาวจนถึงตอนนี้ ลาเอล เบรนาร์ด (Lael Brainard) หนึ่งในผู้ว่าการเฟดและตัวเก็งผู้สมัครระดับแนวหน้าอีกคนหนึ่งที่อาจจะนั่งตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่า เธอจะพบว่าเป็นการยากที่จะจินตนาการว่าจะไม่ทำเช่นนั้น เฟดวางแผนที่จะเผยแพร่เอกสารอภิปรายในหัวข้อนี้ในเดือนกันยายน

ผู้สนับสนุนกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาอย่างดีสามารถลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มการเข้าถึงระบบธนาคารสำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส แต่คนอื่นๆ กังวลว่าธนาคารอาจถูกกีดกันหากครัวเรือนและธุรกิจในอเมริกาเลิกใช้บัญชีเงินฝากประจำและไปที่เฟดโดยตรง

จีนและประเทศอื่นๆ ได้ออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองแล้ว เช่นเดียวกับบริษัทเอกชนเช่น Amazon.com Inc. หากมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โทเค็นเหล่านั้นอาจทำให้ระบบการชำระเงินแตกแยก คุกคามความสามารถของเฟดในการควบคุมอัตราดอกเบี้ย และเป็นอันตรายต่อฐานะการเป็นสกุลเงินชั้นนำของเงินดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก

แอนดรูว์ เลวิน (Andrew Levin) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากวิทยาลัยดาร์ตมัธ กล่าวว่า “ธนาคารกลางสหรัฐจำเป็นต้องหาทางออกอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความท้าทายก่อนที่ความวุ่นวายจะสงบลงภายในปีหรือสองปีหน้า”

ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ

หัวหน้าเฟดยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในการทำความเข้าใจและจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินของไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ พายุเฮอริเคนที่มีพลังมหาศาล และผลกระทบร้ายแรงอื่นๆ ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งพาวเวลล์และเบรนาร์ดกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของเฟดที่จะต้องดูแลให้ธนาคารมีความยืดหยุ่น เช่น มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงอันเนื่องมาจากสภาพอากาศเลวร้าย หรือคำสั่งของรัฐบาลในการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แต่อาณัติของเฟดไม่รวมถึงการส่งเงินเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง เช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ

เมื่อปีที่แล้วเฟดได้จัดตั้งคณะกรรมการภายในสองชุด คณะหนึ่งเน้นที่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในแต่ละธนาคาร และอีกกลุ่มหนึ่งเน้นที่ภัยคุกคามทั่วทั้งระบบ นอกจากนี้ยังกลายเป็นธนาคารกลางรายใหญ่รายสุดท้ายที่เข้าร่วม Network for Greening the Financial System ซึ่งพัฒนาคำแนะนำสำหรับธนาคารกลางต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งสองอาจเป็นเครื่องมือให้หัวหน้าเฟดลงมือทำได้มากขึ้นในด้านสภาพอากาศ แม้ว่าจุดยืนเชิงรุกมากขึ้นในระดับเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ อาจทำได้ยากหากไม่มีกฎหมายใหม่

ช่องว่างทางเชื้อชาติและเพศ

เจ้าหน้าที่เฟดยังพูดตรงไปตรงมามากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาจากความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติและเพศที่จะดึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ดู https://fedcommunities.org/data/closethegaps)

วุฒิสมาชิกสหรัฐ แพท ทูมีย์ (Pat Toomey) ซึ่งเป็นพรรครีพับลิกัน เรียกสิ่งนี้ว่า “Mission creep” (ศัพท์การทหารของสหรัฐ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในระหว่างปฏิบัติการทางทหารซึ่งมักส่งผลให้เกิดการพัวพันในระยะยาวโดยไม่ได้วางแผนไว้) อย่างไรก็ตาม หลายคนที่อยู่ฝ่ายซ้ายกล่าวว่ามันยังไปได้ไม่ไกลพอ และจับผิดโครงการซื้อพันธบัตรของเฟดที่ช่วยเอาเงินเข้ากระเป๋าของคนรวยมากขึ้นโดยการเพิ่มราคาหุ้น

“มันทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้น กับการที่เฟดลงมือทำเพื่อจัดการกับปัญหาใหญ่ในยุคสมัยของเรา ซึ่งรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันและความเหลื่อมล้ำต่อผลลัพธ์ของตลาดแรงงานและการกระจายความมั่งคั่ง” จูเลีย โคโรนาโด (Julia Coronado) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดกล่าว ปัจจุบันเป็นประธาน MacroPolicy Perspectives

ใครก็ตามที่เป็นผู้นำของเฟดสามารถปรับเครื่องมือของตนเพื่อจำกัดช่องว่างเหล่านั้นได้ รวมถึงผ่านโครงการต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็กและการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลที่ส่งเสริมให้ธนาคารทำงานร่วมกับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาในการชำระคืนเงินกู้ โคโรนาโดกล่าว

Photo by Graeme Jennings / POOL / AFP

พบเสือดาวหิมะ สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่จีนต้องคุ้มครองระดับสูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662960

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 12:31 น.พบเสือดาวหิมะ สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่จีนต้องคุ้มครองระดับสูงสุด อนึ่ง เสือดาวหิมะเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ของโลก และเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครองระดับสูงสุดในจีน

เฉิงตู, 11 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (10 ก.ย.) เขตอนุรักษ์ธรรมชาติในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยว่ากล้องอินฟราเรดสามารถบันทึกภาพเสือดาวหิมะหลายตัวบนเทือกเขาท้องถิ่น ณ ระดับความสูงเหนือน้ำทะเลราว 4,200 เมตร

กล้องอินฟราเรด 5 จาก 14 เครื่อง ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหวังหล่าง เทือกเขาหมินซานของอุทยานแพนด้ายักษ์ระดับชาติ สามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าหายาก โดยคณะนักวิจัยเผยว่ามีภาพเสือดาวหิมะอย่างน้อย 2 ตัว ซึ่งตัวหนึ่งเป็นตัวผู้รวมอยู่ด้วย

รายงานระบุว่าภาพถ่ายทั้งหมดถูกบันทึกได้ระหว่างเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา โดยนอกจากภาพของเสือดาวหิมะแล้ว ยังมีภาพของแกะสีน้ำเงิน มาร์มอตหิมาลายัน ทาคิน และสัตว์กินพืชอีกเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เสือดาวหิมะจัดเป็นสัตว์คุ้มครองระดับสูงสุดของจีน และถูกขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยในจีนมักพบตามที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตอนเหนือ ซึ่งครอบคลุมทิเบต ซื่อชวน ซินเจียง กานซู่ และมองโกเลียใน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากฮูฮอต, 8 ส.ค. โดยซินหัว ว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน รายงานการพบเห็นเสือดาวหิมะตัวหนึ่งบนทุ่งหญ้า ใกล้กับพรมแดนจีน-มองโกเลีย โดยเสือตัวดังกล่าวไม่แสดงอาการบาดเจ็บที่ชัดเจนในการพบเห็นครั้งแรก มันลุกขึ้นและค่อยๆ ออกเดินหลังสัมผัสได้ว่ามีมนุษย์เข้าใกล้

วันต่อมา คณะเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าวางยาสลบเสือดาวหิมะตัวดังกล่าวและป้อนอาหารบำรุงให้มัน ก่อนจะนำกลับสถานีช่วยเหลือสัตว์ โดยเสือดาวหิมะตัวนี้จะได้รับการตรวจร่างกายและปล่อยกลับคืนสู่ป่าหลังจากมีสุขภาพเข้าเกณฑ์การปล่อยคืนธรรมชาติ

เนื้อหาข่าวและภาพโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษหนุนญี่ปุ่น จ่อคอหอยจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662957

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษหนุนญี่ปุ่น จ่อคอหอยจีนการมาถึงของ HMS Queen Elizabeth (R08) คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชีย (หรืออินโด) แปซิฟิกรุนแรงขึ้่น

1. ร.ล.ควีนเอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth หรือ (R08) เป็นเรือนำของเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นควีนอลิซาเบธและเรือประจำกองทัพเรือของราชนาวี สามารถบรรทุกเครื่องบินได้ 60 ลำ ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เรือ HMS Queen Elizabeth สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งสองลำตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระราชินีควีนเอลิซาเบธ ที่ 1

2. ควีนเอลิซาเบธจะประจำการเป็นส่วนสำคัญของกองเรือ UK Carrier Strike Group โดยขณะประจำการแล้วเรือจะประกอบด้วยเรือคุ้มกันและเรือสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการแสดงแสนยานุภาพนอกประเทศ หรือ Power projection

Photo by Roy ISSA / AFP

3. Power projection คือหนึ่งในจุดประสงค์ของสหราชอาณาจักรที่หวังจะกลับมาเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆ อีกครั้ง และกองเรือ UK Carrier Strike Group คือเครื่องมือในการแสดงแสนยานุภาพนอกประเทศของสหราชอาณาจักรนั่นเอง และปฏิบัติการล่าสุดคือ United Kingdom Carrier Strike Group 21 หรือ CSG21

4. CSG21 ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความโน้มเอียงที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในแง่ของการป้องกันประเทศและนโยบายต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นควีนอลิซาเบธมาร่วมในกองเรือนี้ และ CSG21 ถูกเรียกว่าเป็น “แสนยานุภาพทางทะเลและทางอากาศที่เข้มข้นที่สุดที่จะเดินทางออกจากสหราชอาณาจักรในยุคสมัยนี้”

Photo by Roy ISSA / AFP

5. CSG21 มีเป้าหมายที่ยั่วยุจีนอย่างชัดเจน ในเดือนเมษายน 2021 ได้เคลื่อนมาทำการฝึกกับกองทัพเรืออินเดียในมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะเทียบท่าชั่วคราวฐานทัพเรืออังกฤษในสิงคโปร์ จากนั้นได้เข้าสู่พื้นที่พิพาททะเลจีนใต้เพื่อย้ำถึง “เสรีภาพในการเดินเรือ” ในพื้นที่

6. หลังจากแวะร่วมซ้อมรบกับพันธมิตรในภูมิภาคมาระยะหนึ่ง สัปดาห์นี้ เรือบรรทุกเครื่องบิน ร.ล. ควีนเอลิซาเบธเดินทางถึงท่าเรือไของญี่ปุ่นแล้ว ในภารกิจที่เพิ่มแรงกดดันต่อจีนโดยรวมพลังญี่ปุ่น สหรัฐฯ และพันธมิตร เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทะเลในภูมิภาคอย่างชัดเจนมากขึ้น

Photo by Roy ISSA / AFP

7. “การเทียบท่าที่ท่าเรือญี่ปุ่นโดยกองเรือโจมตีอังกฤษ และการซ้อมรบร่วมกันแสดงถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศของเรา” โนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ฐานทัพ Yokosuka ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐคือ USS Ronald Reagan เทียบท่าอยู่ด้วย

8. “ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรไม่เพียงแต่มีส่วนทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสันติภาพและเสถียรภาพของอินโดแปซิฟิกและประชาคมระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็จัดการกับปัญหาระดับโลกด้วย”

Photo by Roy ISSA / AFP

9. คำกล่าวของคิชิไม่ได้เอ่ยถึงจีน แต่มันสะท้อนไปยังจีนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังรัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนว่าหากไต้หวันถูกโจมตี (โดยจีน) ญี่ปุ่นจะเข้าช่วยเหลือ และหลังจากนั้นพัธมิตรของสหรัฐก็แสดงจุดยืนในลักษณะเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

10. ในเอกสารยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น ระบุว่าจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญ และกล่าวว่ามี “ความตระหนักถึงวิกฤต” เกี่ยวกับไต้หวันในขณะที่กิจกรรมทางทหารของจีนรอบๆ ไต้หวันทวีความรุนแรงมากขึ้น

11. ในเดือนกรกฎาคม บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ Global Times ของรัฐบางจีนเตือนว่าจีนอาจจำเป็นต้องตอบโต้กองเรือรบ

โดยกล่าวถึงสหราชอาณาจักรและกองกำลังจู่โจมพันธมิตรโดยเฉพาะ ระบุว่า “เราขอเตือนกลุ่มนี้อย่างจริงจังว่า พวกเขาจำเป็นต้องถูกควบคุมและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์”

12. กระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวในขณะนั้นว่า การส่งกำลังดังกล่าวเป็นการแสดง “มั่นใจแต่ไม่ใช่การเผชิญหน้า” ขณะที่ พลเรือจัตวาสตีฟ มัวร์เฮาส์ กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อ ร.ล.ควีนเอลิซาเบธ เดินทางถึงญี่ปุ่นว่า “จุดประสงค์ประการหนึ่งของภารกิจนี้คือเพื่อส่งสัญญาณการเริ่มต้นของความมุ่งมั่น ความโดดเด่นของภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก”

Photo by – / Royal Navy / AFP

จับตาจีนด่านแตกอีก ตรวจหลายรอบยังมีเชื้อโผล่แบบเซอร์ไพรส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662953

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 10:26 น.จับตาจีนด่านแตกอีก ตรวจหลายรอบยังมีเชื้อโผล่แบบเซอร์ไพรส์หรือว่าจะต้านเดลตาไม่อยู่? จีนด่านแตกอีกรอบ คนฝูเจี้ยนตรวจเชื้อ ส.ค.ไม่ติด แต่กลับมาเจอก.ย.

1. คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนรายงานว่าในวันที่ 12 ยอดติดเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 11 ใน 31 มณฑล (เขตปกครองตนเองและเขตเทศบาล) ที่ได้รับการยืนยันรายใหม่ 46 ราย รวมถึงผู้ป่วยในพื้นที่ 20 ราย ในมณฑลฝูเจี้ยน ในจำนวนนี้ 19 รายอยู่ในเมืองผู่เถียน 1 รายในเมืองฉวนโจว รวมถึง 1 รายที่ไม่มีอาการในฝูเจี้ยน

2. สถานการณ์ในผู่เถียนน่ากังวลอย่างมาก People’s Daily สื่อของรัฐบาลรายงานว่า รถบัสรับส่งทั้งในมณฑลและระหว่างเมืองที่วิ่งจากผู่เถียน ถูกระงับตั้งแต่วันเสาร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด เท่ากับล้อคผู่เถียนไปโดยปริยาย

3. วันที่ 12 สำนักงานใหญ่ของมณฑลฝูเจี้ยนเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ได้ออกประกาศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กิจกรรมการดำเนินงานของสถานบริการสันทนาการในร่ม เช่น โรงภาพยนต์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ และสถาบันฝึกอบรม เป็นต้นให้งดการดำเนินการ

4. นอกจากนี้ยังมีคำสั่งย้ำการล็อคดาวน์ในผู่เถียนว่า หากไม่จำเป็นไม่ควรออกจากเมือง หากจำเป็นต้องเข้าออกเพื่อการรักษาพยาบาล หน้าที่ราชการเฉพาะ ฯลฯ จะต้องถือใบรับรองการทดสอบกรดนิวคลีอิกเชิงลบภายใน 48 ชั่วโมง

5. จุดกราวด์ซีโร่ของการระบาดครั้งนี้อยู่ที่อำเภอเซียนโหยว เมืองผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน อำเภอเซียนโหยวได้รับการระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ณ เวลา 16:00 น. ของวันที่ 11 กันยายน มีรายงานผู้มีผลเป็นบวก ใหม่ทั้งหมด 24 รายในเขตนี้ รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 6 รายและการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ 18 ราย

6.ผู้ป่วยคนแรกๆ ของเขตนี้ก็มีประวัติที่น่ากังวล รายงานระบุว่าเคสที่ 6 (อายุ 38 ปี) เป็นผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม โดยสารเที่ยวบินของ Xiamen Airlines 852 เพื่อเข้าสู่สนามบินเซี่ยเหมินจากสิงคโปร์ (เซี่ยเหมินอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน)

7. หลังจากการกักตัวที่โรงแรม 14 วัน เคสนี้ก็ถูกย้ายไปกักตัวต่อที่ส่วนกลางของอำเภอเซียนโหยวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมเพื่อดำเนินการแยกจากส่วนกลางต่อไป (ในจีนมีการกักตัวนาน 14 วัน บวก 7วัน และอีก 7 วัน รวม 21 วัน แต่ใน 7 วันหลังจะมีมาตรการที่ผ่อนคลายลง)

8. ในเคสนี้่ มีการทดสอบกรดนิวคลีอิก 3 ครั้งในวันที่ 19, 22 และ 24 ส.ค. เป็นลบทั้งหมด และดำเนินการตรวจสอบสุขภาพที่บ้านในวันที่ 26 สิงหาคม แต่ในเดือน ก.ย. เขากลับมีผลตรวจเป็นลบอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ หลังจากการวิจัยเบื้องต้นและการตัดสินโดยผู้เชี่ยวชาญ เคสดังกล่าวน่าจะเป็นที่มาของห่วงโซ่การติดเชื้อของโรคระบาดนี้

Photo by STR / AFP) / China OUT

เดลตาดับฝันแนวทาง ‘สิงคโปร์อยู่ร่วมกับโควิด’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662933

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.เดลตาดับฝันแนวทาง ‘สิงคโปร์อยู่ร่วมกับโควิด’แม้ว่าสิงคโปร์จะฉีดวัคซีนครอบคลุม 80% แล้ว แต่เดลตายังทำให้ตัวเลขติดเชื้อพุ่งไม่หยุด จนอาจต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของสิงคโปร์พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยวานนี้ (10 ก.ย.) พบผู้ติดเชื้อ 568 คน จากที่เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนตัวเลยยังไม่แตะหลักร้อย ทางการจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะต้องงัดมาตรการสกัด Covid-19 กลับมาใช้อีกครั้งหากยังคุมเดลตาไม่อยู่ ส่อเค้าว่าแนวทาง “อยู่ร่วมกับ Covid-19” จะสะดุด

ลอว์เรนซ์ หว่อง หัวหน้าทีมรับมือ Covid-19 ของสิงคโปร์เผยว่า สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์กังวลตอนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอัตราการแพร่กระจายของเดลตาด้วย “เราเห็นตัวอย่างจากประเทศอื่นว่า เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น ผู้ป่วยที่ต้องเข้าไอซียูและผู้เสียชีวิตจะเพิ่มตาม”

สิงคโปร์เพิ่งปรับเปลี่ยนนโยบายจากการคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์โดยใช้มาตรการที่เข็มงวดอย่างการปิดร้านอาหาร หรือปิดประเทศ มาสู่การอยู่ร่วมกับไวรัส โดยจะเน้นที่การควบคุมการแพร่ระบาดด้วยการฉีดวัคซีนและเฝ้าจับตาจำนวนผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล แทนการจำกัดการใช้ชีวิตของประชาชน

แต่การระบาดระลอกล่าสุดที่เกิดจากสายพันธุ์เดลตาแม้ว่าจะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรกว่า 80% ซึ่งสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก กำลังท้าทายสิงคโปร์ว่าในที่สุดแล้วจะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ได้ตามแผนหรือไม่

วันที่ 26 ก.ค. สิงคโปร์ประกาศแนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ว่าอาจยกเลิกมาตรการสกุดการระบาดหากสิงคโปร์ทำให้ Covid-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องฉีดวัคซีนในอัตราสูง บวกกับต้องมีตัวเลบผู้ป่วยหนักจาก Covid-19 ต่ำ แม้ว่าจะพบคลัสเตอร์อีกหลายครั้งก็ตาม

จากนั้นวันที่ 10 ส.ค. สิงคโปร์เข้าสู่ “ขั้นตอนการเตรียมพร้อม” โดยเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เช่น ให้รวมตัวกันได้ 5 คนจาก 2 คน อนุญาตให้คนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วนั่งทานอาหารในร้ายได้ 5 คน เพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมอีเว้นต์ และมีแผนเข้าสู่ “ขั้นเปลี่ยนผ่าน เอ” ซึ่งจะเปิดเศรษฐกิจ กิจกรรมทางสังคม และการเดินทางเพิ่มเติม ในเดือน ก.ย.

ทว่า สุดท้ายสิงคโปร์ยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนเปลี่ยนผ่าน เอ ได้ เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้น และพบคลัสเตอร์ใหม่เสียก่อน ทางการจึงยังไม่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาด

วันที่ 6 ก.ย. กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ขอความร่วมมือประชาชนจำกัดการพบปะทางสังคมเหลือวันละ 1 ครั้ง รวมทั้งห้ามมีปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงาน เพิ่มความถี่การตรวจโรคคนทำงานจากทุก 2 สัปดาห์ เป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเพิ่มประเภทแรงงานที่ต้องตรวจโรคให้ครอบคลุมพนักงานค้าปลีก พนักงานส่งของ และเจ้าหน้าที่ขนส่งสาธารณะด้วย และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะกลับไปใช้มาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด

มาตรการคุมเข้มนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญว่า สิงคโปร์ควร “กล้า” มากกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก

Eng Eong Ooi ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Duke-NUS Medical School เผยว่า “มันต้องมีการลองผิดลองถูกบ้าง แต่ผมคิดว่าอัตราการฉีดวัคซีนของสิงคโปร์ขณะนี้เปิดทางให้เรากล้าที่จะเดินไปข้างหน้า”

ขณะที่บางรายตั้งคำถามถึงการตรวจหาเชื้ออย่างเข้มงวดในขณะที่ 81% ของประชากรราว 5.7  ล้านคนฉีดวัคซีนครบโดสแล้วและเคสที่ตรวจพบการติดเชื้อในขณะนี้ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ

สิงคโปร์ไม่ใช่ปรดะเทศเดียวที่เปลี่ยนนโยบายจากการล็อกดาวน์เข้มงวดมาสู่แนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ชาวออสเตรเลียนับล้านคนในรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรียอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์หลายเดือนเพราะรัฐบาลต้องการคุม Covid-19 ให้อยู่หมัด

ทว่าขณะนี้รัฐบาลออสเตรเลียยอมรับแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมารัฐบาลออสเตรเลียประกาศว่าหากฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของประชากรอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปครบ 2 เข็มแล้วจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ

อย่างไรก็ดี มาตรการเปิดประเทศอย่างระมัดระวังของสิงคโปร์ค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนในอัตราสูงแล้วเช่นกัน อาทิ อิสราเอล สหรัฐ และอังกฤษที่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดหลังฉีดวัคซีนให้ประชาชนส่วนใหญ่ แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเข้าโรงพยาบาลจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ทว่าประสบการณ์ของประเทศเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าหนทางที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ยังอีกยาวไกล อิสราเอลเริ่มคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ตามด้วยการยกเลิกมาตรการเกือบทั้งหมดรวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. หลังผู้ติดเชื้อลดลงเหลือน้อยกว่าวันละ 20 คนและมีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสเกินครึ่ง

แต่ 10 วันหลังจากนั้นชาวอิสราเอลต้องกลับปสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ปิดอีกครั้งหลังจากตัวเลขผู้ตดเชื้อพุ่งเกินวันละ 100 คนหลายวันติดต่อกันจนต้องกลับมาใช้กรีนการ์ดแสดงว่าฉีดวัคซีนแล้วก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งเนื่องจากสายพันธุ์เดลตา

ส่วนอังกฤษผ่อนคลายมาตรการเกือบทั้งหมดในวันที่ 19 ก.ค. เปิดร้านค้า ไม่จำกัดคนรวมตัว และไม่บังคับสวมหน้ากาก ทั้งที่ตอนนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่วันละเกือบ 50,000 ราย แต่ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง หลังจากนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันหลังจากนั้นก็ลดต่ำลงไปทรงตัวอยู่ที่วันละประมาณ 20,000 ราย แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังเข้าสู่เดือนกันยายนเนื่องจากการระบาดของเดลตา

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

เตือนไม่ช้าก็เร็ว Bitcoin จะเกิดภาวะฟองสบู่ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662925

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 16:33 น.เตือนไม่ช้าก็เร็ว Bitcoin จะเกิดภาวะฟองสบู่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสวีเดนเตือนสุดท้าย Botcoin อาจเกิดฟองสบู่และล่มสลายในที่สุด

สเตฟาน อิงเวส ผู้ว่าการธนาคารกลาง Riksbank ของสวีเดนเปรียบเทียบการซื้อขาย Bitcoin ว่าเหมือนกับการซื้อขายตั๋วแลกของสมนาคุณ และยังตั้งคำถามถึงความทรงพลังของ Bitcoin หลังจากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลหลายประเทศ

อิงเวสเผยระหว่างการประชุมเกี่ยวกับการธนาคารในกรุงสตอกโฮล์มว่า “แน่นอนว่าคุณสามารถร่ำรวยจากการซื้อขาย Bitcoin แต่มันก็ไม่ต่างจากการตั๋วที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเมื่อใช้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปแลกของสมนาคุณ”

คำพูดของอิงเวสเป็นไปในทางเดียวกับผู้ว่าการธนาคารกลางอีกหลายแห่ง อาทิ เมื่อเดือน ก.พ. เกเบรียล แมคลูฟ ผู้ว่าการธนาคารกลางของไอร์แลนด์ เตือนนักลงทุนว่าให้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะสูญเงินหมดหน้าตัก

“ส่วนตัวแล้วผมจะไม่ลงทุนใน Bitcoin แต่ก็ชัดเจนว่าบางคนคิดว่าเป็นการเดิมพันที่คุ้ม เมื่อ 300 ปีก่อน ผู้คนทุ่มเงินไปกับการซื้อทิวลิปเพราะพวกเขาเชื่อว่ามันคือการลงทุน”

ทั้งนี้ การซื้อทิวลิปที่ผู้ว่าการธนาคารกลางไอร์แลนด์ผู้ถึงคือ กระแสคลั่งทิวลิป หรือ Tulip mania ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปี 1636 อันเป็นกรณีศึกษาภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลก

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

CDC เตือนคนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงตายเพราะโควิดมากกว่า 11 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662910

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 13:01 น.CDC เตือนคนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงตายเพราะโควิดมากกว่า 11 เท่าพบคนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงจะติด เข้าโรงพยาบาล และเสียชีวิต Covid-19 มากกว่าคนที่ฉีดครบโดส

ผลการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า คนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงติด Covid-19 มากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว 4.5 เท่า เสี่ยงป่วยจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 10 เท่า และเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว 11 เท่า

การวิจัยนี้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วย Covid-19 กว่า 615,000 เคส ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ค.ใน 13 รัฐของสหรัฐซึ่งครอบคลุมประชากรราว 1 ใน 3 ของสหรัฐ

การศึกษาช่วงแรกตั้งแค่วันที่ 4 เม.ย.-19 มิ.ย. พบว่า ผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีสัดส่วน 95% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ส่วนการรักษาในโรงพยายาลมีสัดส่วน 93% การเสียชีวิตมีสัดส่วน 92%

การศึกษาช่วงหลังตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.-17 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (vaccine breakthrough) ในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเพิ่มขึ้น ทว่าผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีสัดส่วนถึง 82% ส่วนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลมีสัดส่วน 86% เสียชีวิต 84% ซึ่งหมายความว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงมากกว่า

ผลวิจัยนี้เผยแพร่หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยปฏิบัติการและมาตรการต่างๆ เพื่อให้ชาวอเมริกันอีกหลายล้านคนได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 อาทิ บังคับให้พนักงานของรัฐบาลกลางทุกคนฉีดวัคซีน มาตรการให้นายจ้างที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์ ซึ่งจะกระทบชาวอเมริกันกว่า 100 ล้านคน

Photo by Emily Kask / AFP

จีนพบหน้ากากทองคำสภาพสมบูรณ์อายุ 3,000 ปี #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662904

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.จีนพบหน้ากากทองคำสภาพสมบูรณ์อายุ 3,000 ปีการค้นพบครั้งใหม่แห่ง ‘ซากปรักหักพังซานซิงตุย’ เผยพลังสรรสร้างยุคจีนโบราณ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 500 ชิ้นที่ซากโบราณสถานซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น ห่างจากเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนราว 60 กิโลเมตร โดยในจำนวนนั้น มีหน้ากากทองคำสภาพสมบูรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีอายุย้อนไปถึง 3,000 ปี ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก

วัตถุโบราณที่ถูกค้นพบในหลุมบูชายัญแห่งใหม่ 6 หลุมของซากโบราณสถาน เช่น หน้ากากทองคำ สิ่งของที่ทำจากหยกและงาช้าง และเครื่องทองสัมฤทธิ์ต่างๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงามและมีรูปลักษณ์เฉพาะตัว

การค้นพบครั้งใหม่ทำให้จำนวนวัตถุที่ถูกค้นพบในซานซิงตุย เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2,000 ชิ้น หลังการขุดค้นหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 8 ที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2020

ซากโบราณสถานซานซิงตุย ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของศตวรรษที่ 20 โดยเชื่อกันว่าเป็นซากปรักหักพังของอาณาจักรสู่ที่มีอายุย้อนหลังราว 4,500-3,000 ปี

ฝาภาชนะสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
รูปปั้นสิ่งมีชีวิตในตำนานทำจากสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 8 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 2 ก.ย. 2021
ฝาภาชนะสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ซ้าย : ต้นไม้สัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 2 และถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 17 มี.ค. 2021) (แฟ้มภาพซินหัว : ขวา : หยกฉง (ฉง คือ ภาชนะที่ด้านนอกมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ด้านในเป็นทรงกระบอก) พร้อมภาพวาดต้นไม้ ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 และถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 2 ก.ย. 2021
ใบไม้ทองคำที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 8 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 3 ก.ย. 2021
รูปปั้นสิ่งมีชีวิตในตำนานทำจากสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 6 ก.ย. 2021

ภาพ: xinhuathai

Moderna พัฒนาวัคซีนไฮบริดกันได้ทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662899

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 10:33 น.Moderna พัฒนาวัคซีนไฮบริดกันได้ทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่Moderna กำลังพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้นลูกผสมป้องกันได้ทั้ง Covid-19 และไข้หวัดใหญ่

บริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ Moderna ประกาศว่า บริษัทกำลังพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์ช็อตแบบไฮบริดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง Covid-19 และไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว

วัคซีนที่ Moderna กำลังพัฒนาอยู่นี้มีชื่อว่า mRNA-1073 เป็นการนำวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna มาผสมกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อยู่ระหว่างพัฒนา

สตีเฟน บ็องเซล (Stephane Bancel) ซีอีโอของ Moderna เผยว่า “วันนี้เราขอประกาศการเริ่มต้นโครงการวัคซีนโรคทางเดินหายใจชนิดใหม่ด้วยการพัฒนาวัคซีนเข็มเดียวที่ผสมระหว่างวัคซีนบูสเตอร์ป้องกัน Covid-19 และบูสเตอร์ต้านไข้หวัดใหญ่”

บ็องเซลกล่าวต่อว่า “เรามีความคืบหน้าในการรับสมัครคนไข้เข้าโครงการรักษาโรคหายากของเรา และเรามีผู้สมัครทดสอบวัคซีนรักษามะเร็งที่ออกแบบเฉพาะบุคคลเต็มแล้ว เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของยาที่พัฒนาโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก”

นอกจากนี้ Moderna ยังประกาศว่า กำลังพัฒนาวัคซีนสำหรับเด็กที่ชื่อว่า mRNA-1365 ซึ่งนำวัคซีนป้องกันไวรัส RSV ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมาผสมกัน

การประกาศข่าวดีดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของ Moderna พุ่งขึ้นกว่า 5%

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า มีการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna ในสหรัฐแล้วกว่า 147 ล้านโดส

REUTERS/Mike Segar/File Photo